มีนาคม 2557

 
 
 
 
 
 
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
มีเงิน 25,000 ...o0Nana_naru0o... ก็ยังอยากชวนไปโอกินาว่ากันนนน ภาคก่อนสุดท้าย ชูริโจ
ความเดิมจากตอนที่แล้ว

http://pantip.com/topic/31435947
[CR]มีเงิน 25,000 ...o0Nana_naru0o... ก็ยังอยากชวนไปโอกินาว่ากันนนน ภาคสอง okinawa world

http://pantip.com/topic/31406084
[CR]มีเงิน 25,000 ...o0Nana_naru0o... ก็ยังอยากชวนไปโอกินาว่ากันนนน ภาคแรก Okinawa Churaumi Aquarium


พลุพลุพลุพลุพลุพลุพลุพลุพลุพลุพลุพลุพลุพลุพลุ

ย่างเข้าสู่วันที่ 4 เรามาชวนไปเที่ยวชูริโจ หรือ ปราสาทชูริ หนึ่งใน world herritage อีกที่ ตามประวัติแล้ว ปราสาทนี้ได้ถูกทำลายลง หลังจากสงคราม สิ่งที่เห็นคือ ปราสาทที่สร้างขึ้นมาใหม่ สีสรร ไฉไลมากๆๆ แจ่มมาแต่ไกลเลย



แผนในวันนี้ของเรา มาดูกันว่าเราจะทำตามแผนได้หรือเปล่าค่ะ ^^


1.    Shikinaen Garden bus number 14 at Naha Bus Center and Asahibashi Station 400 yen ,and take bus no.14 go to shuri castle
2.    Shuri Castle 800 Yen and the Tamaudun Mausoleum 300 Yen can be reached in a 15-20 minute walk or a five minute bus ride (150 yen) from Shuri Station on the Okinawa Monorail. Take bus number 8 or 7 and get off at Shurijo-mae (首里城前). Alternatively, take bus number 1 directly from central Naha (Kokusaidori) to Shuri Castle. The one way trip takes about 15-20 minutes and costs 220 yen. Get off at Shurijo Koen Iriguchi (首里城公園入口). ค่ารถบัสกะmonorail เหมา 1 day 1000 Yen
3.    The Okinawa Prefectural Museum is located in central Naha, a ten minute walk northwest of Omoromachi Station on the Okinawa Monorail.
Admission:    400 yen (history museum), 300 yen (art museum), separate fees for special exhibitions
4.    Shintoshin Shopping Area, Naha Okinawa at Omoromachi Station
5.    Kokusaidori Street is located right in central Naha. The street stretches from the Naha Bus Terminal to Makishi Station on the Okinawa Monorail


ตามแผน เราจะไป Shikinaen Garden กันก่อน เพราะว่าอยู่ใกล้ปราสาท ตามประวัติ สวนนี้จะสร้างแบบสวนจีน เอาจริงๆถ้าตามเที่ยวต่อ 

จะเห็นว่าสวนไหนๆก็เหมือนสวนจีน อิอิ ซึ่งการจะไปสวนนี้ เราต้องนั่งรถบัส No.14 จาก Naha Bus Center ที่เราไปมาเมื่อวาน สามารถกลับไปอ่านวิธีไปสถานีขนส่งนี้ได้จากตอนสองค่ะ

และเนื่องจากเราอ่านเจอมาว่า ที่มีบัตร 1-day pass แบบรวม ทั้งบัส ทั้ง monorail 1000 yen เราเลยขึ้นไปสถานี monorail เลย ไปปรึกษาเจ้าหน้าที่ 

ได้ความมาว่า ใช้บัตรนี้ ไม่ใช่ 24 hr. นะค้าบ แต่เป็นบัตร หนึ่งวัน คือ เริ่ม 8.00 หมด 2 ทุ่ม เพราะงั้น ขณะนี้ 10.00 เรามีเวลาเหลือไม่มากแล้ว

ที่สำคัญบัตรหน้าตาหนอมแน้มมากๆๆ เป็นแบบมาขูดวันที่เอา คนที่นี่อาศัยความซื่อสัตย์เป็นหลักเลย และการใช้บัตรนี้ เวลาขึ้น monorail 

ให้เดินผ่านตรงช่องที่ไม่ต้องหยอดบัตร เพราะมันไม่ใช้บัตรแม่เหล็กนะค้าบ




ได้บัตรแล้ว เราก็ลงมารอรถที่ Naha Bus Center แต่อนิจจา รอไป 30 นาที เลย คิดว่าเปลี่ยนแผนดีกว่า เราตรงไป ชูริโจกันเลยดีกว่าเดี๋ยวจะไม่ได้ไปไหนกัน 

วิธีไปปราสาท นั่ง monorail ลงสุดสาย ที่สถานี shuri


นั่งไปสุดสาย ไม่นานหรอก ออกมา ข้ามแยก ก็เจอทางขึ้นปราสาทแล้ว





แต่ช้าก่อน อ่านมาใครๆๆก็เดินทางเรียบกัน หรือไม่ก็นั่งรถเมล์สาย 8 ทำไม พวกเราเดินขึ้นเขากัน ป้าดโธ่



ยังยิ้มอยู่เพราะยังไม่รู้ตัวว่าเค้าไม่มาเส้นนี้กัน

เดินขึ้นไปชมวิวล่ะกัน พี่ที่มาด้วยปลอบใจ วิวสวย เชียว เห็นสวนสาธารณะไกลๆๆ



ไหนๆๆก็ขึ้นมาแล้ว เราก็ยังคงเดินต่อไป เรียบกำแพงไปค้าบท่าน



ตอนนี้จะเดินลง โปรดสังเกตว่าไม่มีคนเลย เค้าหายไปไหนกันหมด



เดินลงมาได้สักพัก เริ่มเห็นถนน และก็เห็นว่าผู้คน เค้าเดินมาทางนี้กัน

ทางนี้จะโผล่มาตรงทางออกของปราสาท เราเลยต้องเดินต่อไป เพื่อหาทางเข้าปราสาท กะที่จ่ายตัง



เราต้องเดินย้อนไปทางเข้าสีแดง ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของการมาชมปราสาทนะค้า



ค่าเข้าชม 800 yen ได้เวลาผจญภัยแล้ว การมาเที่ยวปราสาท นอกจากมาชมความเก่าแก่ และวัฒนธรรม 

เรายังมาตามหาตัวปั้มซึ่งจะบอกตำแหน่งความสำคัญของแต่ละประตูทางเข้า อย่าลืม หยิบใบมาสแตมป์กันนะคะ

พร้อมจะตามไปเที่ยวด้วยกันไหมค่ะ ประตูทางเข้า อยู่ทางนี้ค่ะ



วัฒนธรรมของที่นี่ ไม่ได้ต่างจากของจีนเลย โปรดสังเกต ได้รับอิทธิพลมาเต็มๆๆๆ



เข้าไปปราสาท อย่างที่บอกไว้ค่ะ ว่ามีการสร้างขึ้นมาใหม่หลังสงคราม อะไรๆๆมันเลยใหม่จนตะลึง......

เดินขึ้นไปชมอาคารทางขวามือ ด้านในเป็นพิพิธภัณฑ์ ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป มีคนคุมชัดเจน 

และก็มีทางกั้นให้เดินไปในทิศทางเดียว......แต่สุดทางเจอร้านน้ำชา คนละ 300 yen จัดไปเลยค้า


ระหว่างรอโต๊ะ มีสวนสวยให้พักพิงใจ



วัฒนธรรมการกินชา ขนมแต่ละชนิด มีที่มาและที่ไป



โดยในชุดที่จัดมาให้มีขนม อยู่ 4 อย่าง กับชาเขียวหนึ่งถ้วย



สำหรับคนไม่กินขนมแบบข้าพเจ้า กินลงไปแล้วแยกไม่ออกเลยว่าแต่ละอย่างรสชาดต่างกันยังงัย แต่ผู้ร่วมทริป บอกว่า อร่อยเป็นบางอย่าง 

ขนมไม่สามารถเติมได้ แต่ชาเติมได้เรื่อยๆๆ ชิมชาหอมๆ กับบรรยากาศ ดีๆๆบอกตรงๆฟินดีจัง เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่มีความสุข อยากให้มาลิ้มลองบรรยากาศแบบนี้กันนะคะ

เดินต่อมาด้านใน ตรงตำแหน่งนี้สามารถถ่ายรูปได้ แต่ต้องไม่ใช้แฟลช



เป็นแท่นที่นั่งของผู้ปกครองสูงสุด ไม่แน่ใจว่าเค้าเรียกว่าอย่างไรกัน

ขออภัยที่หารูปตรงๆไม่เจอ เจอแต่ติดตัวบุคคลค่ะ



มงกุฏ สวยมาก ยิ่งถ่ายคนละมุม หายไปเลยค้า



มหัศจรรย์ของคำว่า แสงเงา



วนออกมาจะเจอกับร้านขายของที่ระลึก
เจอะเจอแผนผังสมัยก่อน .........จินตนาการตาม เหมือนในนิยายเลย ^^

จริงๆๆแล้ว ตัวปราสาท แทบไม่มีอะไรเลย นอกจากที่เห็นแล้วก็อาคารจัดแสดง......ออกจากอาคารก็เป็นร้านขายของที่ระลึก 

ออกจากร้านขายของที่ระลึก เราสามารถเดินออกได้เลย ก็จะออกมาเจอกับทางออกที่สามารถเดินขึ้นกำแพงชมสวนอย่างขาที่เรามาได้ 

แต่เนื่องจากยังบ้า หาตัวปั้มไม่ครบ เดินวนกลับทางเก่าค้าบ

เดินมาเจอกับการแสดง แดดจ้ามากๆๆแต่เราก็ไม่หวั่น



มีจุดขึ้นไปชมวิวบนกำแพงอยู่สองจุด ก็ขึ้นไปทั้งสองจุดเลย แดดจ้าจนแสบตา....แต่เดินไม่ยาก มีทางขึ้นเป็นบันได แสนสะดวก



มหัศจรรย์ของแสง เนี่ยจากทริปนี้มี 4 กล้อง บางกล้อง แสงมาอย่างเข้ม





แต่กล้องข้าพเจ้าจ้าตามเหตุการณ์เลย...ปรับไรก็ไม่เป็น T__T

จุดที่มีตัวปั้ม หน้าตาเป็นแบบนี้ เนื่องจากบ้าพวกตัวปั้ม มาจากตอนไปไต้หวัน แต่ละสถานที่จะมีตราปั้มให้ปั้มเก็บเป็นที่ระลึกเลยติดตั้งแต่นั้นมา 

งานนี้ ผู้ร่วมทริปต้องใช้ความอดทนมากๆๆเลยเพราะเดินวนไปวนมา กว่าจะหาเกือบครบ ขาดไปหนึ่งแต่ไม่อยากย้อนแล้ว



หิวข้าวมากๆๆ มาอยู่ที่นี่ กินข้าวผิดเวลาตลอดเลยมาจบกันตรงนี้ หาของกินกันก่อนเนอะ



ร้านหรูใช้ได้ แต่ราคายังน่าคบอยู่ค่ะ เพี้ยนmbpt



ส่วนใหญ่ร้านที่นี่จะมีน้ำดื่มใส่น้ำแข็งให้ฟรี ตลอดเลย

ของเคียงกินเล่นรอ .......แต่สุดท้ายก็ไม่ได้สั่ง อาหารที่นี่จานใหญ่มาก ไม่เคยกินหมดสักวัน



เปิดมาจานแรก ข้าวหน้าหมู ที่นี่ของขึ้นชื่อเป็นหมูสามชั้น เพราะงั้นอะไรที่เป็นหมู จะเสิร์ฟเป็นหมูสามชั้นตลอดเลย 850 yen



จานสองของข้าพเจ้า ข้าวแกงกะหรี่หมู .....สังเกตหมูสามชั้นเช่นกัน 850 yen



ข้าวทาโก้ ของผู้ร่วมทริป 750 yen เจ้อิ่มแบบฟินๆๆเลยน๊า



ส่วนชุดนี้ อย่างคุ้มเลย ทั้งหมด 1000 yen แถมยังมีให้เลือกเครื่องดื่มได้ 1 อย่าง



สรุปข้าวแกงกระหรี่รสชาติอ่อน แต่ก็กินได้ .....ส่วนอย่างอื่น สังเกตว่าเรียบ ......ปล.ไม่ได้ไปชิมของใครเพราะลำพังจานตัวเองก็เอาไม่รอดแล้ว
อิ่มแล้วเราก็ยังคงเดินเล่นในปราสาทต่อ เราใช้เวลาในปราสาทนานมาก จนเรียกได้ว่าแทบจะสร้างรากฐานกันที่นั่นเลย บัตร 800 yen อย่างคุ้มอ่ะ



เดินมาเจอศาลาสวยๆๆอีกแล้ว เสียดายเป็นจุดที่ใครๆๆก็ตั้งถ่ายเราเลยถ่ายได้แต่วิว เพี้ยนรมเสีย



จุดสุดท้ายที่แวะชม ก่อนบอกลาปราสาทคือ วัด Enkakuji เป็นวัดประจำราชวงค์ ของอาณาจักรริวกิว ปัจจุบันเหลือแต่ประตู โปรดสังเกตก็ยังมีคนแวะเวียนมากราบบูชา หน้าประตู



ร่องรอยของสงคราม มีแต่คำว่าทำลาย ปราสาทชูริโจ อดีตเคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์แห่งอาณาจักรริวกิว....

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกใช้เป็นฐานบัญชาการเลย เลยโดนบอมบ์ซะ เหลือแค่ประตูหิน นอกนั้นต้องสร้างใหม่เกือบหมด แม้กระทั่งวัดยังเหลือแต่ประตู........

ประตูหินที่ยังคงเหลืออยู่ มนุษย์เป็นผู้สร้าง และผู้ทำลายที่แท้จริง

ออกจากปราสาท เราก็เดินไปอีกหนึ่งไฟแดง เพื่อไป  Tamaudun Mausoleum หรือ ก็คือ หลุมฝังศพกษัตริย์ ของอาณาจักรริวกิว


ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเช่นกัน ค่าเข้าชม 300 yen





ค่าเข้าชม รวมพิพิธภัณฑ์ด้วยค่ะ จะมีทรัพย์สมบัติของกษัตริย์ในราชวงค์.........

ที่นี่อาจจะเป็นที่เดียวก็ได้ที่ไม่ถูกทำลาย......บรรยากาศตอนเข้าไปมันทั้งขลังทั้งวังเวง เพราะเริ่มจะโพล้เพล้แล้ว



สังเกตได้ว่าจะมีประตูอยู่สามบาน ไม่เข้าใจความหมาย แต่จะให้เดินเข้าไปอ่านก็กลัว สรุปเลยออกมานั่งรอผู้ร่วมทริปอยู่ด้านนอกแทน เพี้ยนเพลีย



ยิ่งบ้านพักหลังนี้ เดินเข้าไปอ่านได้ครึ่งทาง ขนลุก ออกเช่นกัน T__T


ที่ฝังพระศพ บอกเล่าเรื่องราวได้เป็นอย่างดี โปรดสังเกตตั้งแต่เข้ามา ภาพเริ่มไม่นิ่งแล้ว ถ่ายเบลอตลอดเลย เพี้ยนเพลีย



ขากลับ เราออกเดินทางกลับไปที่สถานี monorail โดยเดินทางเรียบ ขนานกับถนนไปเรื่อย เราพบว่า ทางนี้ไกลกว่าทางขึ้นเขาเกือบครึ่งเลย สรุปทางขึ้น น่าจะเป็นทางที่ดีแล้วล่ะ สำหรับมาปราสาทชูริโจ

ออกจาก Tamaudun Mausoleum  ก็ จะ 17.00 แล้ว เท่ากับว่า เรื่องไป The Okinawa Prefectural Museum และ Shikinaen Garden ตัดทิ้งได้เลย

แต่เราก็ยังไปต่อ นั่ง monorail ไปลง สถานี Omoromachi กะพาพี่สาวผู้ร่วมทริปไปละลายทรัพย์ที่ DFS



แต่พอไปถึง บอกว่า อยากไปที่อื่น งั้นเดินต่อเลยจ้า



เดินมาหน่อยเจอร้าน 100 yen เข้าไปช็อปแบบลืมตัว ของในนี้ มีหลายราคา เนี่ยขนาดว่าดูดีแล้ว ก็ยังช็อป เอาแต่ของ 200 up มาเต็ม งงจุง..........

ร้านนี้ กับ Daiso คนละแบบกัน ราคาก็ไม่เหมือนกัน ร้าน Daiso ราคาในร้านส่วนใหญ่ คือ 105 yen

จากนี้ไปเราก็ได้เวลาไปเดิน Kokusaidori กันแล้วค่ะ

Kokusaidori เป็นถนนคนเดินยาวใหญ่กินพื้นที่ยาวถึง สามสถานี monorail .....ตั้งต้นที่สถานี Makishi ยาวไปถึงสถานี Asahibashi ......

เราจะใช้ตั๋ว one pass เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ใกล้จะ 20.00 แล้ว ที่สำคัญ ใช้ไปทั้งวัน เพิ่งจะ 600 yen สรุปเราใช้บัตรไม่คุ้มเลย อิอิ

สมัยก่อน บ้านเราก็เคยมียี่ห้อนี้ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโฟรโมต ในปัจจุบัน



มันม่วงของยอดฮิตอีกแล้ว ช็อปปิ้งจนขาลาก ก็ได้เวลากลับที่พักกันแล้ว .........พรุ่งนี้เราจะไปเดินเที่ยวรอบๆๆรร.แทน เห็นมีอะไรๆๆน่าสนใจไม่แพ้กัน.....








Create Date : 03 มีนาคม 2557
Last Update : 3 มีนาคม 2557 20:32:38 น.
Counter : 161 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Nana_naru
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



นิยมท่องเที่ยว แต่ก็ไม่พลาดเรื่องกิน ส่วนเรื่องขีดเขียนยิ่งรักไปใหญ่ สรุปว่างัย รักมาเลยคะ