Kabird
Group Blog
 
<<
กันยายน 2557
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
24 กันยายน 2557
 
All Blogs
 
เที่ยวเขาค้อ เพชรบูรณ์






"เพชรบูรณ์" เป็นจังหวัดหนึ่งในใจที่อยากไปมานานมากละ ไม่เคยไปซักกะที จนกระทั่งเจ๊อุ้มคู่หูชวนไปเที่ยว ไม่รอช้าค่ะรีบตอบตกลงในทันทีทันใด เคลียร์งานให้เรียบร้อยแล้วก็ลั๊นลาโลด 555 
ทริปนี้ไปกัน 3 วันตั้งแต่วันที่ 19-21 กย. 57 เริ่มเดินทางกันตอนบ่ายโมงครึ่ง ตะลอนกระบะกัน 2 คน นี่ดีนะที่พี่อุ้มจัดแจงเตรียมของมาเรียบร้อย เราเลยเอากระเป๋าใส่ของส่วนตัวมาแค่ 1 ใบ เล็กๆเองคริๆ



ขับจากที่ทำงานแถววิภาวดี ตัดขึ้นทางด่วนอุดรรัถยาผ่านเมืองทองธานี ออกนอกเมือง แวะกินข้าวเที่ยงที่ร้านริมแม่น้ำเลียบสะพาน อากาศดีมากแต่รถบรรทุกวิ่งผ่านไป-มาเสียงดังเชียว กินไปง่วงไป เอิ๊งเอยมากก็ไม่ได้ต้องทำเวลารีบไปให้ถึงจุดหมาย
เส้นทางเดินทางจาก กทม. อยุธยา สระบุรี ลพบุรี เพชรบูรณ์ จบที่เขาค้อ! ไอ้ตอนจากตัวเมืองเพชรบูรณ์ไปเขาค้อนี่สิ มาคลำทางช่วยกันเร๊วววว ฟ้ามืด ฝนตก ไม่รู้จักทางกันทั้งคู่ อาศัยลายแทงที่พี่อุ้มได้มาจากการวาดแผนที่งามๆของพี่ตาเจ้าของพัศดีรีสอร์ทที่จะไปพัก555 สนุกแน่ล่ะงานนี้ ไม่ต้องพึ่ง GPS อะไรทั้งสิ้น แค่กระดาษแผ่นเดียวเอาอยู่!!!



ทางแยกซ้ายมือไปเขาค้อนี่เรียกว่าเนินแม้วเลยค่ะคุณ ทางโค้งคดเคี้ยวสูงต่ำอย่างกะงูเลื้อย หูอื้อ ตาลาย หมอกลง อากาศเย็นจุง พวกเราต้องขับกันอย่างช้าๆและระมัดระวัง... 20 กิโลกว่าๆ ก็ถึงทางแยกรื่นฤดี เลี้ยวขวาไปตามทางเรื่อยๆจนถึงจุดชมวิวเวิ้งใหญ่มีเหล็กกั้นเป็นทางเดินอย่างแข็งแรง ก็เลี้ยวซ้ายได้เลย สังเกตุที่ป้าย  ภูอาบหมอก และ ฟ้าใสหมอกสวย และอื่นๆอีกเรียงรายนั่นแหละใช่เลย ฝั่งตรงข้ามคือสาธารณสุขอำเภอ แสดงว่ามาถูกทางละ ไม่ต้องขับเลยอย่างเรา 2 คนนะ 555 วนกันอยู่ซะนาน



20.40 น. ถึงที่หมายเราซะที แต่กว่าจะถึงนี่มีแยกทางลงดิ่งวัดใจอยู่ 2 จุดให้ใจหายใจคว่ำกันเล่นๆ โอยยยย หัวใจจะวาย 
เพื่อนบ้านของพี่ตาชื่อพี่โชค ส่องไฟฉายเดินมาต้อนรับอย่างใจดีมากๆ เดินไปส่งพวกเราถึงหน้ารีสอร์ทเลย แถมยังชวนกินข้าวเย็นด้วยค่ะ 
เก็บของเข้าพัศดีรีสอร์ทกันอย่างทุลักทุเลเพราะทางเดินขึ้นรีสอร์ทเป็นทางขั้นบันได และดินเปียกด้วย เท้าเดี้ยงๆพันผ้าพันแผลชั้นเลอะหมดเลย >< 
มื้อค่ำมื้อนี่พี่โชคหนุ่มใหญ่ชาวใต้ใจดี พร้อมด้วยศรีภรรยา จัดเตรียมอาหารใต้ให้พวกเรากิน...ขอบอกว่าอร่อยนะคะ แต่กินเฉียดๆพอหอมปากหอมคอเพราะเผ็ดเกิน กินมะได้ โชคดียังมีผักสด และไก่ย่างให้ได้กินบ้าง ^^ ขอบคุณมากๆค่ะ เพิ่งรู้จักพวกหนูก็เมตตาให้อาหารมื้อเย็นได้กินอิ่มท้อง 



จากนั้นพวกเราเดินกลับที่พัก แล้วตระเตรียมระเบียงหน้ารีสอร์ทไว้อย่างสะอาดสะอ้านรอ the gang อีก 4 ชีวิตที่กำลังเดินทางตามมาจาก กทม.
รอช้าอยู่ใยจิบ red wine เมาท์มอยนั่งฟังเสียงจิ้งหรีดร้องเซ็งแซ่สนั่นป่ากันเพลินสบายอารมณ์ดีแท้!!! อากาศบนภูเขาในยามปลายฝนต้นหนาวนี่มันช่าง classic ซะจริงๆ 
นั่งรอ The gang จนง่วงอ่ะค่ะเพราะเพลียเหลือเกิน กว่าคุณๆทั้ง4 จะมาถึงก็เที่ยงคืนกว่าๆ แม่เจ้า!ไม่อยากจะคิดตอนที่ผ่านช่วงโค้งก่อนถึงแยกรื่นฤดีเลยอ่า พอสมาชิกที่ตามมาครบละ อันได้แก่ พี่ตา พี่เปรื่อง พี่รัตน์ น้องเอ ก็เปิดวงดริ้งค์กันอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งมีอาหารมากินรอบดึกด้วย... ดิชั้นร่วมวงจนถึงตี 1 ครึ่งแล้วก็น๊อคค่ะง่วงจัด!ไม่ไหวละขอบาย นอนเอาแรงสำหรับพรุ่งนี้ก่อนละกัน 

สำหรับพัศดีรีสอร์ท เป็นรีสอร์ทยกระดับบนภูเขา 2 ห้องนอน (ห้องน้ำในตัว) 1 ห้องครัวด้านหลัง และ 4 ห้องน้ำซึ่งแยกจากตัวรีสอร์ทออกไปเพื่อกรณีกางเต๊นท์นอนกลางแจ้งจะได้สะดวกๆค่ะ 











ตื่นมาเช้าตรู่วันใหม่อันสุดแสน Amazing ภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้านึกว่าอยู่ในสวรรค์คร๊า ภาพหมอกหนาปกคลุมทุกพื้นที่ และจากนั้นค่อยๆเคลื่อนตัวไปตามลมด้านขวา วิวสวยโคตรๆแม่เจ้าวุ้ย ชีวิตช่างมีคุณภาพอะไรเช่นนี้ได้สูดโอโซนอันบริสุทธิ์ฟอดใหญ่ๆเต็มปอดไปเลย 
แถมยังมีน้องเอ กระเทยไทยคุณภาพคับจอทำอาหารเช้าให้กิน เมนูเก๋ๆข้าวต้มปลาหมึกค่ะ พร้อมเครื่องเคียง healthy สุดๆ อาทิ กล้วย ขนมปัง แยม กาแฟ โอวัลติน อร่อยๆทั้งนั้นเลยค่ะ 







พีตากะพี่เปรื่องชวนพวกเราไปหาหน่อไม้ป่า และขุดจิ้งหรีด มาทำอาหารเที่ยง อุ๊ต๊ะ!อยู่กับธรรมชาติก็ต้องกินแบบธรรมชาติๆนี่แหละค่ะมัน perfect ที่สุดแล้ว^^ 
ไอ้เราก็ทำอะไรไม่เป็น เดินตามเค้าเข้าป่าไปตามลำธาร ยืนดูยืนเชียร์ให้กำลังใจและช่วยแบกหน่อไม้ยักษ์กลับรีสอร์ทสวยๆค่ะ 555 ได้หน่อไม้หน่อเบ้อเริ่มมา 6 หน่อ ส่วนน้องเอก็ไล่ขุดจิ้งหรีดอย่างมืออาชีพ นางบอกว่าจะเอากลับ กทม. ไปทำกินนะคะ เพราะไม่มีคนกินด้วย โห!เป็นบุญมากๆที่จะพามวลจิ้งหรีดทั้ง 30 ตัวไปสังหารหมู่ถึง กทม. อ่ะค่ะ 







พี่ตากะพี่เปรื่องเข้าไปซื้อของในตลาด พร้อมพาพวกเราทัวร์เล็กน้อย อืม...จริงๆเรียกว่าร้านขายของจะดีกว่าเพราะไม่ได้ใหญ่มากถึงขั้นเท่าตลาดค่ะ ซื้อเครื่องปรุง ผัก นู่นนี่นั่น แล้วก็แวะจุดชมวิวและไปรษณีย์มองเห็นหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านสุดลูกหูลูกตา พร้อม background เป็นภูเขาเขียวเทือกใหญ่เรียงรายตัดเส้นขอบฟ้าอย่าสวยงามเป็นที่สุดค่ะ 






หลังจากกินข้าวเที่ยง และล้างจาน (ชั้นล้างเองเพราะทำอาหารไม่เป็นมะได้ช่วยอะไรเค้าเล๊ยนอกจากรอเก็บกวาดล้างจาน555) งีบเล็กน้อย จากนั้นพวกเราทั้ง 6 เดินทางเที่ยว landmark ของเขาค้อ พี่เปรื่องขับรถเฟี๊ยวไป-มา ซิ่งจริงๆ แหม!ก็ชินทางซะขนาดนี้ เหยียบไม่ยั้งเลยนะคะ จุดหมายปลายทางคือ 

"ภูวัดผาซ่อนแก้ว" ตั้งเด่นตระหง่านแวดล้อมด้วยเทือกเขาน้อยใหญ่แซมด้วยรีสอร์ทและความเจริญ สิ่งปลูกสร้างต่างๆกำลังผุดขึ้นไล่ตามหลังมาติดๆ ทัศนียภาพรอบๆสวยงามเหมือนเมืองนอกยังไงยังงั้นเลยค่ะ ผู้คนมาสักการะ เยี่ยมชมวัดกันอย่างไม่ขาดสาย วัดมีขนาดใหญ่มาก!!! ย้ำค่ะ ใหญ่มาก!ไม่รู้ว่าทั้งหมดทั้งมวลมีพื้นที่กี่ไร่ ด้านหน้าเป็นลานจอดรถ ถัดมาเป็นประตูทางเข้าวัดซึ่งในกรณีที่แต่งกายไม่สุภาพ ทางวัดมีเสื้อคลุมและผ้าถุงไว้บริการด้วยค่ะ แถมถ้าร้อนยังมีร่มไว้ให้ยืมกางกันแดดด้วยนะคะ แว่วๆพี่ๆบอกมาว่าความจริงต้องจ่ายค่าเข้าประตู แต่ไหงวันนี้เข้าฟรีหว่า ก็มะรู้เหมือนกัน ตามนั้นค่ะ 



ภายในวัดจัดสรรบริเวณอย่างเป็นสัดส่วนชัดเจน เริ่มจากสระน้ำหน้าวัดที่มีเหล่าหงส์ขาวว่ายน้ำเล่นไปมา เดินลัดเลาะขึ้นไปจะเป็นตัวโบสถ์หลักของวัดซึ่งบันไดหลายขั้นและสูงมาก เดินเหนื่อยเอาการทีเดียว (คือแก่แล้วแถมเท้าเดี้ยงด้วยค่ะจึงเดินช้า)
สิ่งที่ตระการตาอย่างชัดเจนซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของวัดก็คือ การนำเอากระเบื้องลวยลายสวยสดงดงามชิ้นเล็กชิ้นน้อย และเครื่องสังคโลก (รึเปล่าว๊ามะรู้เรียกถูกมั้ย ซึ่งจริงๆแล้วน่าจะเป็นเครื่องเบญจรงค์ด้วย) มาตกแต่งรอบวัดตั้งตั้งขั้นบันไดไปจนถึงเสาวัด รอบๆอาคาร ผนัง และอื่นๆมากมายค่ะ ว่าแล้วเชียวว่าทำไมถึงต้องถอดรองเท้าก่อนขึ้นวัด 







ภายในตัวโบสถ์หลัก ด้านในเป็นสีขาว มีพระพุทธรูปองค์ไม่ใหญ่มากอยู่ตรงกลาง และมีลูกแก้วใสๆก้อนกลมโตประดับ ตามชื่อเรียกขานวัดนี้ว่า "วัดผาซ่อนแก้ว" กระมัง 
จากนั้นก็เดินชมรอบๆบริเวณ ซึ่งด้านซ้ายมือจะเป็นที่สำหรับผู้มาปฎิบัติธรรม เป็นเขตห้ามใช้เสียง และผู้คนทั่วไปไม่ควรเข้าค่ะ 
ส่วนด้านขวามือนั้นคาดว่าน่าจะเป็นโบสถ์ใหญ่ยักษ์ที่กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้างอยู่ค่ะ คิดว่าอีกไม่นานก็คงเสร็จสมบูรณ์ ตัวโบสถ์เป็นสีขาวเช่นกัน บนยอดโบสถ์ประกอบด้วยพระพุทธรูปใหญ่ยักษ์ 3 องค์ จริงๆแล้วไม่รู้ว่าขึ้นไปชมได้รึเปล่า เพราะดิชั้นมิได้ขึ้นไป แค่ชักภาพงามๆลานหน้าโบสถ์พอหอมปากหอมคอแทนอ่ะค่ะ แถมวิวทิวทัศน์บนนี้ก็สวยงาม มองไปไกลสุดลูกหูลูกตาค่ะ 











ลงมาจากวัดก็บ่ายแก่ๆจัดละ พี่เปรื่องพาพวกเราไปร้านกาแฟ Route 12 เพราะร้านนี้ดังค่ะ แถมพี่ๆเค้ารู้จักกันกับเจ้าของร้านด้วย ซึ่งเรามารู้ทีหลังว่าพี่เจ้าของร้านเป็นรุ่นพี่วนศาสตร์ ของนังผึ้งเพื่อนซี้เราเอง ^^ โลกกลมจริงไรจริงเลย พี่เค้าใจขดีให้ดื่มฟรีด้วยค่ะ  
คนอื่นดื่มกาแฟ แต่เรากะเจ๊อุ้มดื่มโกโก้เย็นเข้มๆ นั่งชิลล์ดูหนุ่มนักบิดรวมแก๊งค์รถมอเตอร์ไซค์หุ่นฟิตปึ๋งปั๋งทั้งนั้นเลย บ้างก็นั่งดื่มเบียร์เปิดเพลงยุค Elvis Presley กระหึ่มเสียงลำโพงจะแตก 
เรียกว่าร้านนี้รวมคอนเซปคนรักกาแฟ รักรถ มาhang outเต็มไปหมดเลยค่ะ อ้อ!สาวสวยๆแต่งตัวฟรุ้งฟริ้งก็มานะคะ^^ 






จากนั้นมุ่งหน้ากันกลับรีสอร์ท เฉียดแวะดูตะวันตกดินที่จุดชมวิวหน้าทางเข้าซอยซักแป๊บ สวยจุงเบย
พอถึงรีสอร์ท อาบน้ำ จัดแจงแบ่งงานกันทำอาหารเย็น ซึ่งก็มีปิ้งย่างเป็นไฮไลท์ด้วยคือ ปลาหมึกปิ้ง และ หมูย่าง (อร่อยมากๆขอบอก หมักโดยฝีมือน้องเอค่ะ) คืนนี้มีแขกมาร่วมวงด้วยคือพี่โชค อากาศดี อาหารอร่อย จิบไวน์ เหล้า ครบครัน... ครบละ ไม่ต้องการอะไรอีกละค่ะ^^ เสียงวัยรุ่นร้องเพลงดังกระหึ่มมาจากรีสอร์ทข้างๆมันส์จนพวกเราตะโกนไปแจม555 ซึ่งเค้าคงมะได้ยินหร๊อกก เพราะเสียงเค้าดังกว่าเย๊อะค่ะ 
เที่ยงคืนครึ่ง...อิชั้นขอบายค่ะ เหนื่อยเพลียมาทั้งวัน นอนละนะคะพรุ่งนี้เจอกันใหม่ค่ะ



6 โมงเช้า ตื่นรับอรุณมาดูหมอกที่ปกคลุมไปทั่วฟ้าเช่นเคย อารมณ์เหมือนอยู่บนเครื่องบินเลยอ่ะค่ะ ไม่รอช้าพี่ๆชวนเดินไปดูหมอกที่ทางสวนฝั่งบ้านพี่โชค ซึ่งไม่ไกลเลยจากรีสอร์ทของเรา แค่เดินทะลุผ่านทางตันไปก็ถึงละ 
มวลสารต่างๆปกคลุมไปด้วยสีขาว ปนเทาอ่อน โอยยย...ไม่รู้จะบรรยายยังไง คือโคตรสวยเลยอ่ะ อยากให้ทุกๆคนได้เห็นและอยากเก็บบรรยากาศแบบนี้ไว้นานๆ สุดเขตทางเดิน เป็นเวิ้งแอ่งลงไป ซึ่งทางลงชันมากๆค่ะ ยืนหยุดนิ่งฟังเสียงธรรมชาติดีๆจะได้ยินเสียงน้ำตก ธารน้ำไหลค่ะ... มันช่างเป็นอะไรที่วิเศษที่สุดละ






กลับมาจากเดินชมหมอก ก็กินข้าวเช้า อาบน้ำ พักผ่อนชิลล์ๆค่ะ อากาศดีจนไม่อยากทำอะไร แค่นั่งๆนอนๆก็มีความสุขละ 
ช่วงสายๆ พี่เปรื่องจัดการตัดหญ้าบริเวณหน้ารีสอร์ท และเอาม้านั่งชุดสีฟ้าที่ซื้อมาใหม่มาจัดวางในสวน 
มื้อเที่ยงวันนี้ก่อนเดินทางกลับ พวกเรากินอย่างอลังการล้านแปด อาหารที่แม่ครัวทำออกมาแต่ละเมนูอร่อยๆ (แบบฉบับบสาวเหนือ/ อีสาน/ ปนใต้ เพราะนางๆมาจากคนละภาคกันค่ะ^^) ทั้งนั้นเลย ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมาก นั่งกินกะพื้นรีสอร์ทเลยเพราะไม่เหลือแม้กระทั่งหนังสือพิมพ์ให้ปูรองละ555 อาหารหรือเผือกมันที่กินกันไม่หมดจากเมื่อคืนก็นำมาร่วมวง รวมถึงไวน์แดง Mon Clair ด้วย ดริ้งค์ให้หมด อย่าได้แคร์ กร๊ากกก!!!





หลังจากอาหารมื้อเที่ยงอิ่มกันทุกคน อีชั้นและเจ๊อุ้มรับหน้าที่ล้างจานและทำความสะอาดห้องครัวเอง...ทำกับข้าวไม่เป็นก็เงี๊ย 
บ่ายแก่ๆ จัดเก็บของกันเรียบร้อย เอาฝรั่งขี้นกกลับ กทม. ตั้งหลายลูก ส่วนแม่นางเอก็จัดแจงชีวิตจิ้งหรีดทั้ง 30 ตัวของนาง เมื่อทุกอย่างพร้อม ล้อหมุนออกเดินทางกันประมาณเกือบๆบ่าย 2 กลับกัน 4 คน คือ พี่อุ้ม พี่รัตน์ น้องเอ และอีชั้น ส่วนเจ้าของบ้าน (พี่ตา และพี่เปรื่อง)
จะกลับประมาณ 5 โมงเย็นค่ะ 







พวกเราแวะจุดชมวิวเขาค้ออีกรอบนึง ซื้อของฝาก มะขามหวาน ผักผลไม้ ผ้าคลุมไหล่งามๆ ของเล่นเด็กๆเผ่าม้ง น้ำบลูเบอร์รี่ everything จิงกะเบลล์ ซื้อมันเข้าไป... 
จากนั้นก็เดินทางต่อค่ะ พี่อุ้มเป็นคนขับรถเพราะนางขับเกียร์กระปุก&รถนางด้วย สวัสดีค่ะ ห้ามง่วงห้ามหลับในนะ^^
โชคดีที่เดินทางตอนกลางวัน ถึงแม้บางช่วงจะมีฝนตก แต่ช่วยกันดูทาง คุยๆๆๆๆๆ เป็นเพื่อนคนขับ และฟังเพลงไปเรื่อยๆ ก็ไม่เงียบเหงาค่ะ ซึ่งพวกเราแวะปั๊มเข้าห้องน้ำบ่อยสุดๆ คนนึงอั้นฉี่ไม่ได้ ส่วนอีกคนก็ดื่มเบียร์ตลอดทาง อุ๊ต๊ะ!!! 






ขับมาถึงวิเชียรบุรี พวกเราก็แวะชิมไก่ย่างวิเชียรบุรีอันลือชื่อก้องประเทศไทย ขอกินแบบต้นตำหรับซิว่ารสชาติจะดีมั้ย แวะร้าน "ร้านตาแป๊ะ สาขา 2" พวกเราสั่งแค่ไก่ย่าง 1 ตัว และส้มตำ 1 จาน แหม!ก็ชิมนี่นา ไม่ได้หิวมากมาย
ไก่ย่างโอเคเลยค่ะ อร่อยดี ไม่ผิดหวังที่แวะกินค่ะ

จากนั้นก็เดินทางต่อไป ตั้งหน้าตั้งตากลับ กทม. ถึงตอนค่ำๆพอดี ไม่ดึกมาก...สรุปแล้วทริปนี้ประทับใจทุกอย่างเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว  พัศดีรีสอร์ท เพื่อนร่วมเดินทาง และอาหารการกิน ขอบคุณพี่อุ้มมากๆที่ชวนเที่ยวนะคะ และขอบคุณพี่ตา-เปรื่องเจ้าของพัศดีรีสอร์ทที่ใจดี ถ้าใครสนใจจะไปพักมั่งโทรสอบถามพี่เค้าโดยตรงเลยค่ะ Locationดีมากๆเลย 082-441-6535 ไปละคร้าา^^





Create Date : 24 กันยายน 2557
Last Update : 1 ตุลาคม 2557 17:53:12 น. 3 comments
Counter : 2036 Pageviews.

 
เที่ยวฤดูฝน สวยไปอีกแบบ

ชอบหมอกฤดูฝนเหมือนกันครับ ถ้ามีตอนต่อกระซิบ
กันบ้างนะครับ จะได้แวะมาอ่านอีก


โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 24 กันยายน 2557 เวลา:18:26:58 น.  

 
thx u crab


โดย: Kavanich96 วันที่: 25 กันยายน 2557 เวลา:3:43:34 น.  

 
^^ ขอบคุณมากๆค่ะ



โดย: Kabird วันที่: 1 ตุลาคม 2557 เวลา:17:56:26 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Kabird
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




Friends' blogs
[Add Kabird's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.