Kabird
Group Blog
 
<<
เมษายน 2557
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
13 เมษายน 2557
 
All Blogs
 
เที่ยวพม่่า Day2



อาทิตย์ 23 กุมภาพันธ์ 2014
เช้าตรู่วันที่ 2 ในพม่า  
   โอยยยยย..... นอนมะหลับเลย แล้วแถมพองัวเงียๆ ใกล้หลับละ ก็ดันได้ยินเสียงลุงป้าน้าอา ห้องระแวกใกล้ๆคุยกัน (ภาษาไทยด้วยค่ะ เป็นไงหล่ะ พี่ไทยเราเสียงดังทุกที่) หนำซ้ำ พนักงานโรงแรมยังเดินมาเคาะประตูตามห้องต่างๆที่แจ้ง wake up call ค่ะ ตายๆ ตี 4 ละต้องเตรียมตัวตื่น แล้ววันนี้จะไหวมะเนี่ยตรู :( 



ทุกนางพร้อมเพรียง ตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ เรียงหน้ากันเดินขึ้นไปที่พระธาตุอินทร์แขวน เมื่อเดินถึงซุ้มประตูสิงห์ยักษ์ 2 ตัว แน่นอนค่ะเท้าเปล่าเช่นเคยโดยมีผึ้งกะชะถือถุงใส่รองเท้าให้ เดินผ่านซุ้มประตูมานิดนึง จะเห็นองค์พระธาตุเล็กซึ่งตำนานบอกว่าเคยเป็นเรือที่นำก้อนหินมาค่ะ 



ตามตำนาน (อ่าน และฟัง คำเล่ามาอีกทีนะคะ) เกี่ยวกับพระธาตุอินทร์แขวน มีหลายเรื่องเล่าเลยค่ะ เริ่มที่ชื่อที่คนไทยเรียกแบบนี้ก็เพราะว่า พระอินทร์นำก้อนหินนี้มาวางไว้ให้ที่นี่ 
ส่วนคำว่า ไจ๊ก์ติโย ภาษามอญแปลว่า หินรูปหัวฤาษี (บ้างก็ว่าเจดีย์ผ้าโพกหัวฤาษี) 
เรื่องเล่าคือ พระพุทธเจ้าได้ประทานพระเกศาแด่ฤาษีเพื่อนำไปให้พุทธศาสนิกชนได้สักการะบูชา ซึ่งฤาษีแต่ละตนก็นำไปบรรจุยังเจดีย์ต่างๆ แต่มีตนหนึ่งแอบเก็บไว้เองโดยซ่อนไว้ในมวยผม ต่อมาเมื่อฤาษีตนนั้นต้องละสังขารจึงมอบพระเกศาให้พระเจ้าติสสะ และสั่งไว้ว่าจะต้องบรรจุในหินที่ลักษณะคล้ายศีรษะตน เมื่อพระอินทร์ทราบเรื่องจึงหาก้อนหินนี้มาให้ โดยนำขึ้นมาจากมหาสมุทรแล้วนำมาวางไว้ที่หน้าผา (บางตำราบอกว่าเมื่อนำขึ้นมาจากมหาสมุทรแล้วจึงบรรทุกใส่เรือพระเจ้าติสสะมาที่นี่ ซึ่งพอเรือมาถึงตีนเขา ได้กลายเป็นหิน)



นอกจากนี้แล้ว ตำนานของพระนางชเวนันจิน ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของฤาษีแต่ได้ไปฝากไว้ให้หัวหน้าเผ่ากะเหรี่ยงเลี้ยง ต่อมานางได้แต่งงานกับเจ้าเมืองแห่งหนึ่ง แต่ป่วยมาก โหรทำนายว่านางไม่ได้ไหว้ผีบรรพบุรุษก่อนแต่งงานจึงป่วย ดังนั้นนางจึงเดินทางกลับมาไหว้ฤาษี แต่ระหว่างทางเจอเสือป่าจะเข้ามาทำร้าย นางจึงอธิษฐานต่อพระธาตุขอให้รอดพ้น แต่นางมาหมดแรงสิ้นใจเองอยู่ตรงทางขึ้นพระธาตุ 



ฟังตำนานเพลินเลย...วันนี้ยังมีที่เที่ยวรออยู่อีกเพียบ! ไม่รอช้านะคะทำเวลาหน่อย ภารกิจแรกคือไหว้พระธาตุ (รอบที่2) อากาศยามเช้าพระอาทิตย์ขึ้นช่างดีๆจริงๆค่ะ ลืมความแออัดของผู้คนที่มาแสวงบุญไปเลย คิดว่าบางคนคงสวดถึงเช้า ไม่ก็นอนกันลานพระธาตุเลยค่ะ เอ...แล้วถ้าในกรณีที่เราจองโรงแรมไม่ได้จริงๆ จะมานอนแบบนี้มั่งได้มั้ยเนี่ย 



การไหว้นั้นหลักๆก็มีธูปเทียน ดอกไม้ ทองคำแผ่น (เจอคนไทยใจดีที่พี่โอ๊ตรู้จักให้มาอีกที ^^) กระดิ่ง และสำรับอาหารใส่ในถาดกลมที่ทางวัดจัดเตรียมไว้จำหน่ายค่ะ และก็เช่นเคย ตู้บริจาคเงินเรียงรายตามสะดวกค่ะ



ตอนที่แขวนกระดิ่ง ยังคิดอยู่เลยว่าอยากเป็นผู้ชายจังจะได้มีโอกาสเดินผ่านเครื่อง sensor เข้าไปขอพร และ จับหินพระธาตุบ้าง (สอบถามผู้ชายดู เค้าบอกว่าเวลาจับหินแล้วมั่นสั่นๆอ่ะค่ะ) 



จากนั้น พวกเราก็เดินลงไปข้างล่างเพื่อไหว้พระธาตุ รอบที่ 3 ในมุมที่เรานั่งสวดมนต์แล้วมองหินมุมสูงนั้น รู้สึกว่าหินตั้งตระหง่านมากๆ เสียวๆจะร่วงลงมาจังเลย มองไปรอบๆบริเวณ เห็นความศรัทธาอย่างจริงจังในศาสนาของชาวพม่าเค้านั่งก้มหน้าก้มตาสวดมนต์เสียงดังฟังชัดนานพอสมควรเลยค่ะ 



นั่งทำสมาธิ มองหินอยู่สักพัก ก็ต้องกลับลงไปที่โรงแรมละ ... ว้าาาา เวลาแห่งความสงบสุขนี่ช่างผ่านไปไวเหลือเกิน 

ก่อนที่เราจะเดินลงมาจากปากทางวัดพระธาตุ มีอาคาร 2 หลังตั้งอยู่ตรงข้ามกัน ฝั่งขวาไม่ได้เข้าไป ซึ่งมีรูปปั้นของนัต คือพระนางชเวนันจิน นอนอยู่ซึ่งท่านเป็นเทพปกครองที่นี่และมีความเชื่อว่าถ้าเจ็บป่วยส่วนใดของร่างกาย ให้แตะไปที่ส่วนนั้นของท่านพร้อมอธิษฐาน อาการป่วยจะดีขึ้น่ะ ส่วนอาคารฝั่งตรงข้ามมีรูปปั้นในตำนานของผู้ที่เกี่ยวข้องกับพระธาตุ พระพุทธบาทจำลอง และประติมากรรมปูนปั้นนูนความเป็นมาของพระธาตุอินทร์แขวน (ผู้หญิงอย่างเราๆจึงมาปิดทองที่นี่แทยของจริงค่ะ)จำลอง 3 versions นะคะ นับจากขวาไปซ้าย คือ 



1.  เริ่มต้นพันๆปีมาแล้วก้อนหินลอยสูงจากพื้นมาก ซึ่งไก่ยังลอดได้ (คนมีจิตกุศลเยอะ) ดังนั้นจึงควรปิดทองที่จุดนี้นะคะสาวๆ
2. เวลาผ่านไป คนเริ่มทำไม่ดี หินจึงลอยต่ำลง เหลือแค่นกพิราบลอดได้
3. หินที่นานวันคนยิ่งทำความชั่วมากขึ้นจึงเหลือแค่นกกระจอกลอดได้ และต่อมาก้อนหินก็ติดพื้นเสียแล้ว (สงสัยคนทำความชั่วเยอะจริงๆ)

ส่วนรอยพระพุทธบาทจำลองก็ไหว้แล้วเอาน้ำมาลูบๆตามร่างกายเพื่อความสิริมงคลค่ะ และส่วนด้านซ้ายจะเป็นที่ขอพรสำหรับผู้ทำธุรกิจนะคะ เอานามบัตรมาวางพร้อมม้วนเงินเป็นกรวยเสียบไว้ จะส่งผลให้กิจการรุ่งเรืองคร้าาา 



พวกเราเดินจ้ำๆๆๆๆๆเพื่อกลับไปกินข้าวเช้าที่โรงแรม แต่ระหว่างทางสายตาก็สอดส่องวิถีชีวิตชาวบ้าน อาทิ ของขายพื้นเมือง หมวก แป้งไม้ทานาคา อาหารพื้นเมืองหน้าตาแปลกๆ และ พระและเณรน้อยเดินเรียงแถวออกบิณฑบาตค่ะ 



ห้องอาหารของโรงแรม อืม...เรียกว่าโรงอาหารจะดีกว่า ไม่ใหญ่มาก โต๊ะนั่งยาวๆติดกัน ดีที่วิวทิวทัศน์โอเค ส่วนอาหารก็มีทั้งแบบฝรั่ง และแบบพื้นบ้านพม่า(คล้ายๆข้าวผัดอ่ะ) ของกินมีไม่มากเท่าไหร่เพราะใกล้จะหมดละ อาจเป็นเพราะพวกเรามาช้าก็ได้ แต่ที่เซ็งเลยคือไม่มี Hot chocolate แถมพอถามพนักงานก็ไม่รู้จักอีกต่างหาก 



จากนั้นพวกเราก็ทำการ check out เวลา 8 โมง เพื่อลงเขาไปตามนัดกับชูใจให้ทันจ้า ระหว่างทางที่เดินจากโรงแรม มาที่อู่รถขนหมู เห็นสีสันหมู่บ้าน ชุมชนบนเขา วัฒนธรรมต่างๆดูแล้วช่างสมถะดีแท้
พอถึงท่ารถเท่านั้นแหละ คนยืนออรอคิวแออัดสุดๆ เสียงดังจ๊อกแจ๊กจอแจ มีทั้งนักท่องเที่ยวและชาวบ้านปะปนกันไป แต่ที่แน่ๆมีพม่ากลุ่มนึงเดินเนียนๆมาแทรกคิวหวังจะขึ้นรถก่อน พวกเราไม่รอช้าตะโกนโหวกเหวกพร้อมทั้งเอามือกั้น "เฮ้ยๆไรวะ ห้ามแทรกคิว" พูดภาษาไทยนี่แหละ ถึงฟังไม่รู้เรื่อง แต่นางๆก็เข้าใจชัดเจนว่ากรูไม่ให้แซงคิวเฟ้ยยย



บรื๊นๆๆๆแต๊กๆ รถออกตัวแรงต้องเกาะราวไว้ดีๆนะคะ โชคดีที่แดดยังไม่ค่อยแรงเท่าไรจึงหมดห่วงเรื่องหน้าดำค่ะ 5555 แต่ฝุ่นก็ยังเพียบเหมือนเดิม แคะขี้มูกที อี๋ๆๆๆๆๆดำเขรอะเลย 
ตอนขาลงเนี่ยไม่ค่อยจอดแวะพร่ำเพรื่อ มีจอดแค่ ครั้ง-สองครั้งเพื่อให้ทำบุญทำทาน อ่ะๆก้ได้ทำไปไม่กี่จั๊ดหรอกค่ะ กลัวตังค์หมดก่อนกลับไทย555

เกือบ 1 ชั่วโมงก็ลงมาถึงที่หมาย ยังไม่ทันลงจากรถเลย เห็นชูใจหน้าจิ้มลิ้มมายืนรอค่ะ 
ไม่รอช้า ขึ้นรถเช่าของพวกเราแล้วชูใจกับบุญชูก็พาเที่ยวแบบรักษาเวลาดีเยี่ยม โดยตะลอนทัวร์ในหงสาวดีก่อนแล้วจึงเคลื่อนทัพมุ่งไปยังย่างกุ้ง



"หงสาวดี" หรือ หันตาวดี (Hanthawaddy), Bago, Pegu หรือแล้วแต่สำเนียงคือ บาโก, พะโค, แบกู, เปกู, ปะโก โอย...มากมายหลายอย่างแล้วแต่คุณจะเรียกเลยค่ะเอาเป็นว่าเข้าใจตรงกันว่าคือ หงสาวดีนะคะซึ่งเป็นเมืองท่ีเราคุ้นหูตั้งแต่เด็กๆจากการเรียนประวัติศาสตร์ไทยมานมนาน ที่นี่เป็นทั้งเมืองมอญและเมืองหลวงในราชวงศ์ตองอูค่ะ 


สัญลักษณ์ของเมืองนี้คือ หงสา หรือหงส์คู่ (Hamsa, Hintha) โดยตัวเมียจะขี่หลังตัวผู้ มีหลายตำนานในการพบหงส์นี้ บ้างก็เล่าว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาเยือนที่นี่แล้วเห็นหงส์สองตัวนี้ว่ายน้ำเล่น จึงทำนายว่าเมืองนี้จะเจริญรุ่งเรืองภายภาคหน้า บ้างก็เล่าว่าเจ้าชายมอญเป็นคนพบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีจึงทำให้ชาวเมืองนำหงส์คู่มาเป็นสัญลักษณ์ค่ะ 

เอาหล่ะเรามาเที่ยวกันต่อดีกว่า เริ่มจากที่แรกที่ชูใจพาแวะคือ



1. Kyaikpawlaw พระไฝเลื่อน 
ไม่เสียค่าเข้าคร้าา ภายในวัดมีทั้งเขตที่เก่า และพื้นที่ที่สร้างเพิ่มเติม (ยังไม่เสร็จด้วยแหละ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง)
เดินตรงเข้ามาในวัดจะเห็นพระไฝเลื่อน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสีทองที่มีไฝสีดำอยู่ที่ขมับขวาค่ะ แปลกดีจังไม่เคยเห็นพระพุทธรูปที่ไหนมีไฝมาก่อน



 ส่วนด้านหน้าขวามือจะมีพระพุทธรูปนอนในอิริยาบทที่สบายๆ 
เดินอ้อมมาด้านหลัง เป็นโซนใหม่ที่สร้างโบสถ์ยังไม่เสร็จ แต่ก็เปิดให้นักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญได้เข้าเยี่ยมชม ภายในอาคารนั้นออกแบบเท่ห์มากๆ เป็นทรงเหลี่ยมๆหลายเหลี่ยมพร้อมมีเสาเอียงๆค้ำตัวอาคารอยู่ มีพระพุทธรูปสีขาวทั้งสิ้น 4 ทิศค่ะ 





2. ชูใจกวักมือให้ขึ้นรถ เดินทางต่ออย่างรวดเร็ว เพื่อไปที่ พระราชวังบุเรงนอง ที่นี่ต้องจ่ายค่าเข้านะคะ แต่พวกเราซื้อตั๋วเหมาจ่ายตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ก็เลยสามารถเข้าได้เลยแค่โชว์ตั๋วค่ะ 
*** ตั๋วที่พูดนี่ ราคา $10 สามารถเข้าชมโบราณสถานทั้งเมืองได้ภายใน 1 อาทิตย์ ค่ะ***  (จริงๆแล้วบางที่ก็ไม่เห็นตรวจเลย ซึ่งหลายคนบอกมาว่า ก่อน 8:30 และหลัง 16:30 น จะไม่โดนตรวจบัตร คิดว่าคงจะจริง เพราะเจอกับตัวเอง คือช่วงเย็นๆ ไม่มีใครมากวดขัน เดินเข้าวัดได้สบายเลยค่ะ)



พระราชวังบุเรงนอง (Kanbawza Thardi Palace) ซึ่งพระเจ้าบุเรงนองสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางทางการปกครอง ดูจากแผนที่มีกำแพงเมืองชั้นนอกที่มีประตูถึง 20 ประตู ภายในกำแพงเมืองกว้างใหญ่ และตัวพระราชวังอยู่ตรงกลางซึ่งมีกำแพงอีกชั้นหนึ่ง.... เมืองนี้ถูกทำลายย่อยยับโดยพวกยะไข่และตองอู ปัจจุบันรัฐบาลพม่าจึงขุดเอาซากเสาขึ้นมาเก็บแล้วสร้างพระราชวังเลียนแบบ แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ กามโบสะตาหริ (Kanbawza Thardi)  หรือ กัมโพชธานี เป็นส่สนที่เอาไว้ราชการ และ บัลลังก์ผึ้ง (Bee Throne hall) เป็นที่บรรทม 



สิ่งก่อสร้างจำลองนี้ ถ้าได้รับการดูแลดีๆก็คงน่าเที่ยวมากกว่านี้ค่ะ เพราะฝุ่นเขรอะและโทรมค่ะ เดินจนทั่วทั้ง 2 ส่วนใช้เวลาไม่มากเท่าไรเพราะภายในไม่อลังการอย่างที่คิดไว้ อ้อ! มีข้อความเรื่องราวบรรยายประวัติศาสตร์ให้ได้อ่านกันด้วยค่ะ 



พวกเราเดินออกมาที่ลานด้านอก ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก และเดินทางต่อค่ะ บุญชูกับรถข้ามสะพานแม่น้ำสะโตง ซึ่งเป็นแม่น้ำที่มีความยาว 420 กิโลเมตร และแบ่งเขตแดนระหว่างหงสาวดี กับรัฐมอญ มีความสำคัญกับประวัติศาสตร์ไทยคือ เมื่อครั้นพระนเรศวรมหาราช หลบหนีพระมหาอุปราช ข้ามมาอีกฝั่งของแม่น้ำ และได้ยิงปืนดาบศิลาข้ามฝั่งไปถูกแม่ทัพพม่า ชื่อ สุรกรรมา เสียชีวิตคาคอช้าง เมื่อ พ.ศ. 2127 ซึ่งต่อมาปืนกระบอกนี้ได้ถูกขนานนามว่า "พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง" ฟังแล้วปลื้มใจกับวีรชนไทยที่ยอมแลกเลือกเนื้อเพื่อรักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จริงๆ แต่ในปัจจุบันคนไทยด้วยกันดันมากัด ขัดแย้งผลประโยชน์กันเองซะงั้น ไม่คิดจะอายบรรพบุรุษของเราเอาซะเล๊ยยย... 



บ่นๆ อยู่นั่นแหละ หิวแล้วนะ! ชูใจรีบออกตัวบอกว่าจะพาไปเจอคุณเน-ลิน ที่ร้านอาหารของเพื่อนเค้า นางรับประกันว่าอาหารอร่อยแน่นอน ด้วยความที่ร้อนมาก แดดก็แรง เอาเป็นว่าอารมณ์นี้ขอนั่งร้านที่สบายๆหน่อยเป็นพอละ 



มาถึงร้านละ อ่านชื่อร้านมะออก ถือว่าร้านนี้เป็นร้านที่ใหญ่ สะอาด และน่านั่งค่ะ ติดถนนใหญ่ด้วย พวกเราเจอคุณเน-ลิน กันซะที หลังจากที่แชททางอีเมลมานมนาน หน้าตาแกยิ้มแย้ม อัธยาศัยดีเยี่ยมสมกับเป็นไกด์จริงๆ ชูใจสั่งอาหารขึ้นชื่อของร้านนี้มาให้ เด็กเสริฟก็เริ่มทยอยเสริฟเรื่อยๆจนเต็มโต๊ะไปหมด เพราะพวกเราสั่งอย่างละ 2 ชุด เผื่อกินไม่อิ่ม 5555 ตะกละจริงๆ 



กินเสร็จแล้ว เจ้าของร้านแถมไอติมพม่า จัดมาอีก 2 ชุด....โอย ณ ตอนนี้เจ๊พูดได้คำเดียว กรูจะอ๊วกแร้นนนน!!! พอตอนจ่ายตังค์ พวกเรารีบออกตัวเลยว่าจะจ่ายเอง เจ้าของร้านจึงลดราคาให้ และไม่คิดค่าไอติมจ้า "จี-ซู-เป" (ขอบคุณ ภาษาพม่า เราใช้คำนี้กันตลอดทริปเลย เพราะพูดได้ไม่กี่คำ 555)

พออิ่มจัด ท้องตึง หนังตาหย่อน เพื่อนๆโอดครวญหากาแฟสดดื่มกัน แต่ไหงมะเห็นมีซักกะร้าน บุญชูกับชูใจก็ให้ความร่วมมือดีมาก ขับตระเวนหาพักใหญ่ จึงมาเจอร้าน Gold Roast coffee mix ดีใจกันยกใหญ่ วิ่งกรูเข้าไปสั่ง แต่อิชั้นขอบายค่ะนั่งรอในรถดีกว่าเพราะเล่นสับหอมหัวแดงกันจะๆหน้าร้าน ทั้งเหม็น ทั้งแสบตาสุดๆ 



กว่าเพื่อนๆจะได้ดื่มกาแฟสดกัน ต้องลำบากพนักงานขายอีกเพราะเค้าไม่มีน้ำแข็ง ต้องหาซื้อมาใส่ให้ 2-3 ก้อน (ต้องเข้าใจนะคะว่าพม่าไม่นิยมดื่มกาแฟเอาซะเลย ถึงจะดื่มก็ดื่มร้อนกัน ไม่ฮิตเย็นค่ะ) ชงใส่ถุงพลาสติก เสียบหลอดดูดมาให้ด้วย 555 น่ารักไปอีกแบบ 



3. เป้าหมายต่อมา คือ Shwetharlyaung (reclining Buddha image) พระนอนชเวตาเลียง เป็นพระนอนที่ใหญ่มากกก ยาว 55 เมตร สูง 16 เมตร ซึ่งเป็นพระที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ ท่านอนแบบสีหไสยาสน์ (นอนอย่างราชสีห์) ตะแคงขวา เปิดตา เท้าเรียงสั้นยาวตามธรรมชาติ (ซึ่งต่างจากพระพุทธรูปไทยที่ยาวเท่ากันทุกนิ้ว) มีหมอนรองศีรษะ สร้างมานานเกือบพันปี แต่ถูกทิ้งร้างช่วงสงครามมอญกับพม่า จนเมื่ออังกฤษเข้ามาปกครองพม่า มีการสำรวจเส้นทางสร้างรถไฟ และค้นพบพระนี้จึงได้ขุดขึ้นมาบูรณะใหม่ 
พระพม่าตาหวานจริงๆค่ะ เหมือนแต่งตา ดูใจดีโอบอ้อมอารีค่ะ พื้นที่ส่วนใหญ่กำลังซ่อมแซมบูรณะ กะเลยต้องเลือกเล็งมุมดีๆเพื่อจะถ่ายรูปออกมาให้มุมสวยที่สุด 



ด้านหลังพระนอนเป็นภาพวาดเรื่องราวตำนานการสร้างพระองค์นี้ คือ มีกษัตริย์องค์หนึ่ง ไม่นับถือศาสนา แต่นับถือยักษ์แทน วันหนึ่งท่านและโอรสเข้าป่า โอรสท่านพบหญิงคนหนึ่งและตกหลุมรัก จึงนำตัวกลับวังด้วย พร้อมสัญญาว่าจะไม่ห้ามที่เธอนับถือศาสนาพุทธ นางไม่เคยกราบไหว้ยักษ์เลย แต่สวดมนต์กราบไหว้พระพุทธรูปแทน เมื่อกษัตริย์รู้จึงสั่งประหารนางต่อหน้ารูปปั้นยักษ์ นางจึงอธิษฐานของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เกิดปาฏิหาริย์ ทันใดนั้นรูปปั้นยักษ์แตกกระจาย เมื่อกษตริย์ทราบเรื่องจึงเลื่อมใส เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธพร้อมทั้งสร้างพระนอนองค์นี้เพื่อเตือนสติ และไถ่บาปค่ะ
ด้านรอบๆบริเวณมีของที่ระลึกขายให้นักท่องเที่ยวเลือกสรรกันมากมาย เพื่อนๆเราก็เล็งไปที่แป้ง ทานาคา ซึ่งเป็นแป้งประจำชาติพม่า และราคาย่อมเยาว์ด้วย นังชะเล่นเหมาไปแจกชาวบ้านเยอะเลยทีเดียว



4. เดินทางต่อจ้าาา มาต่อกันที่ Mahazedi pagoda หรือ พระมหาเดีย์ ตอนแรกชั่งใจกันอยู่ว่าจะแวะหรือไม่แวะ เพราะชูใจบอกว่าไม่มีอะไรมากเพราะเหมือนกับว่ายังขาดการรักษา ดูแลที่จริงจัง แถมโทรมด้วย พูดง่ายๆก็คือสกปรกอ่ะค่ะ ถ้าดูแลรักษาดีๆจะน่าเที่ยวมากกว่านี้นะเนี่ย เพราะตามประวัติการสร้างนี่ก็ถือว่าเป็นพระเจดีย์ที่สำคัญอยู่ทีเดียวค่ะ ซึ่งสร้างโดยพระเจ้าบุเรงนอง ปี พ.ศ. 2103 ซึ่งท่านให้ความสำคัญและแสดงถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก ฐานเจดีย์สีขาว ทำเป็นชั้นซ้อนกันขึ้นไปจนถึงตัวเจดีย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ประดับด้วยทองและเพชรพลอย บันไดทางขึ้นสร้างเป็นซุ้มอยู่ทุกระยะ ภายในเจดีย์เคยประดิษฐานพระทันตธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) แต่ได้ถูกนำไปประดิษฐานที่เมืองตองอู และเมืองสะแกง ตั้งแต่ตอนย้ายเมืองหลวง พระมหาเจดีย์นั้นได้รับความเสียหายอยู่หลายครั้ง รวมถึงในปี พ.ศ.2473 ที่เกิดแผ่นดินไหวทำให้เจดีย์พังลงมา หลังจากนั้นก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมค่ะ 



อืม...ไหนๆก็มาละ พวกเราแวะแป๊บๆดีกว่า เดินเวียนซ้ายมาได้ไม่ถึงครึ่งทาง ก็เจออุปสรรคเป็นขี้นกเต็มพื้นวัดเลยค่ะทั้งรอยแห้ง เก่าใหม่ปะปนกันไป หวั่นๆจะติดโรคเชื้อนกนะเนี่ย อากาศก็ร้อนมากๆ พวกเราเลยรีบเดินๆๆๆๆๆๆ แชะภาพ แล้วจึงขึ้นรถ เบ็ดเสร็จใช้เวลาไม่ถึง 15 นาทีค่ะ


5. ขึ้นรถเดินทางต่อ ทุกอย่างต้องทำเวลานะคะ เพราะเดี๋ยวจะเที่ยวไม่ทันเวลาที่มีอย่างจำกัด และอีกอย่างนัดกับอาจารย์ของแพ็ค 5 โมงเย็นด้วยค่ะ 



...ขับๆๆๆๆ เข้าเขตย่างกุ้งซะที :) พอดีผ่าน Elephant park ช้างเผือกพม่า บุญชูรีบเหยียบเบรค เอี๊ยดดดดด!!! แล้วรีบวิ่งไปถามพนักงานเค้าว่ายังเปิดอยู่รึเปล่า เย้ๆ โชคดีเป็นของพวกเรา เค้าใกล้ปิดละแต่ใจดีให้เข้าดู...ไม่รอช้า พวกเราใส่รองเท้า แล้ววิ่งกรูเข้าไปดู ทำเวลาคร้าๆ ภายในก็เป็นสวนใหญ่ๆที่ให้ช้างเผือกอยู่อาศัย เฉพาะด้านหน้าเท่านั้นที่เป็นศาลา 



และมีบอร์ดนิทรรศการจัดแสดงรายละเอียดของช้างเผือกให้นักท่องเที่ยวได้อ่านหาความรู้กัน เป็นบุญตาริงๆที่ได้เจอช้างเผือกพม่า เพราะเป็นช้างคู่บ้านคู่เมืองพม่า 3 ช้าง ซึ่งช้างเผือกเป็นสัญลักษณ์แห่งแห่งบุญบารมี เมื่อค้นพบช้งเผือกจึงราวกับสวรรค์ประทานมาเลยค่ะ 



6. ใกล้ๆกันกับ ช้างเผือกพม่า คือ พระวัดพระหินขาว หรือ วัดเจ๊าต่อจี(Kyauk Taw Gyi Pagoda) แต่ส่วนใหญ่ข้อมูลฝรั่งคือ Lawka Chantha Abhaya Labha Muni ค่ะ 
พระหินขาวทำจากหยก สูง 11 เมตร แกะสลักจากหินอ่อนก้อนโตเพียง 1 ก้อน ซึ่งได้มาจากแถบมัณฑะเลย์ ขนย้ายผ่านทางแม่น้ำอิระวดีจนมาถึงย่างกุ้ง ลักษณะสมบูรณ์ ไม่มีตำหนิ สะอาด มันวาว หนักกว่า 600 ตัน  
ดูจากภายนอกวัดก็เฉยๆนะ แต่พอเข้ามาด้านในลมโชยเย็นสบาย เพราะพระหินขาวตั้งอยู่ใจกลางของวัด สูงใหญ่ บริเวณรอบๆโปร่งโล่งรับลม และทำกระจกใสโอบล้อมโดยรอบทุกทิศ ไม่สามารถสัมผัสได้ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมค่ะ 



      ยังไม่หมดนะคะ ที่เที่ยววันนี้แน่นเอี๊ยด นี่ขนาดตัดออกไปบ้างแล้ว ใช้วิธีขับผ่านแล้วชูใจก็ชี้นู่นนี่นั่นอธิบายรวบๆให้ฟัง อย่างเช่น Mahabandoola park with independent monument และ National museum ก็คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ(วันนี้ปิดทำการ)  อีกทั้งยังผ่านโรงแรม strand hotel ซึ่งเป็นโรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดในย่างกุ้งด้วย และ Scott market หรือ Bogyoke Aung San แหล่งช็อปของฝากติดกับสถานีรถไฟ vintage ของพี่พม่าเค้าค่ะ   

แต่ก็มีที่เที่ยวที่พวกเราจำป็นต้องตัดออกจากทริปเลยเพราะไม่มีเวลาจริงๆก็คือ 
- Karaweik Hall หรือ ตัวจำลองการะเวกยักษ์ใหญ่คู่ลอยน้ำในสวนสาธรณะ ซึ่งภายในเป็นภัตราคารขึ้นชื่อของย่างกุ้ง
- สิเรียม เมืองและวัดกลางน้ำที่ออกนอกเมืองไปประมาณ 45 นาที 



7. และที่สุดท้ายของวันนี้ก่อนตะวันจะตกดินคือ วัดชเวตอเมียต (Swe Taw Myat pagoda) พี่ไทยเรียกว่า วัดพระเขี้ยวแก้วจุฬามณี เป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วจำลอง วัดนี้อยู่ใกล้สนามบินและสถานีขนส่งค่ะ
ประติมากรรมภายนอกเป็นเจดีย์แปดเหลี่ยมทรงปราสาท ส่วยภายในเป็นสีทองอร่ามตา(ให้อารมณ์ความรู้สึกเหมือนอยู่ในวังเลยอ่ะ) เพดานมีลวดลายปิดทองสวยงามมากค่ะ ตรงกลางเป็นบุษบก ซึ่งประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วจำลองไว้ ผู้หญิงห้ามเข้าใกล้ อีกทั้งยังได้ล้อมเขตไว้เพื่อกันคนเข้าด้วยค่ะ โดยรอบฐานบุษบก มีพระประจำวันเกิดให้สักการะ + ตู้บริจาคเงินค่ะ 



เดินกลับออกมาขึ้นรถ ฟ้ามืดละ ได้เวลา check in โรงแรม สำหรับคืนนี้พวกเรานอนกันที่ Cherry guest house อยู่ในกลางซอย Mahabandoola Garden (bar) street ภายนอกดูลึกลับแอดอัดชอบกล แต่เข้าไปข้างในขึ้นลิฟท์ไปชั้น information แล้วก็โอเคเลยนะ 
ห้องก็ถือว่าสะอาด แต่เล็กค่ะ นอนได้ 2 คน มีแอร์ ห้องน้ำ ทีวี และโต๊ะเครื่องแป้ง+โทรศัพท์ภายใน ราคาห้องละ $30 
Check in เสร็จ ไปรับอาจารย์และเพื่อนแพ็คที่โรงแรมซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากแต่ไฮโซต่างกันเย๊อะคร้าา





มื้อค่ำ ลงเอยที่ร้าน Danuphyu Daw Saw Yi ร้านนี้บุญชูและชูใจแนะนำว่าอร่อย (แถมอาจารย์ก็อ่านในรีวีวด้วย) ร้านสว่างมากๆ ก็เลยทำให้น่านั่ง พนักงานจัดโต๊ะมุมในสุดให้พวกเรา ดีมากๆเลยค่ะเหมือนจะรู้นะว่าต้องเมาท์กันเสียงดังแน่ๆ555
มากัน 8 คน สั่งอาหารกันนับไม่ถ้วน สั่งแล้วสั่งอีก บางจานก็ซ้ำหลายรอบ ชื่อเมนูอะไรบ้างก็มะรู้ จำไม่ได้ อ่านๆเดาๆแล้วก็สั่งเลย555 แต่อร่อยนะคะขอบอก สมกับที่ native speaker แนะนำมา
พวกเราไม่รอช้าซัดกันใหญ่เพราะความหิวโหย แถมอาจารย์ก็สั่งเบียร์มาไม่อั้น วงสนทนาในโต๊ะก็แบ่งเป็น 3 ภาษา คือ ไทย ญี่ปุ่น และอังกฤษ ปนๆพม่ามานิดนึงตอนที่เพื่อนแพ็คสั่งอาหารเพราะนางทำงานอยู่ย่างกุ้งมาสักระยะแล้ว 


กินข้าวเสร็จ พวกเราย่อยด้วยการเดินกลับโรงแรม ชมสีสันชีวิตกลางคืนผู้คน นักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลมาจากที่ต่างๆ 
เดินประมาณ 15-20 นาทีก็ถึงละ แถมใต้ตึกมีร้านสะดวกซื้อให้ซื้อของกินตุนไว้คืนนี้เผื่อหิว555

ราตรีนี้เมื่อหัวถึงหมอนก็น๊อคไปคร้าาา อีกอย่างพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า มีนัดกับบุญชู ทริปเริ่ม ตี 5 ค่ะ แค่คิดก็เพลียละ เจอกันตอนหน้านะคะ ขอตัวนอนก่อนละ คร๊อกฟี้ๆๆๆๆๆๆๆๆ










Create Date : 13 เมษายน 2557
Last Update : 4 สิงหาคม 2557 15:44:31 น. 0 comments
Counter : 1406 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Kabird
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




Friends' blogs
[Add Kabird's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.