Kabird
Group Blog
 
<<
เมษายน 2557
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
7 เมษายน 2557
 
All Blogs
 
เที่ยวพม่า Day1



มิงกะลาบา เที่ยวพม่าวันแรกกันค่ะ

22 กพ 2014

เสาร์เช้าตรู่ ตื่นตั้งแต่ตี 4 แต่งัวเงียๆนู่นนี่นั่นแล้วจึงแบกตัวเองขึ้นแท๊กซี่ไปที่สนามบินดอนเมือง นัดเจอกันกับเพื่อนๆที่สนามบินเลยค่ะ แพ็ค ผึ้ง มาด้วยกัน ส่วนชะมากับเพื่อนชื่อพี่โอ๊ต พอเจอหน้ากันเท่านั้นแหละ พวกเราดีใจกันยกใหญ่ เมาท์แหลกเสียงดังไม่แคร์สื่อ เพราะแต่ละนางไม่ได้เจอกันนานมากๆโดยเฉพาะ ชะ ที่ไม่เจอกันเลยมาเกือบๆ 10 ปี

มีเรื่องจุกจิกอยู่นิดนึงคือว่าพาสปอร์ตของกะเบิ๊ด ที่มีวีซ่าพม่า มีอายุไม่ถึง 6 เดือนก็เลยพ่วงเล่มใหม่ที่เพิ่งไปทำมาเมื่อไม่กี่วันไปด้วย พนักงาน ตม. ก็เลยแนะนำว่าให้ถือ 2 เล่มพ่วงกัน แล้วเวลาขาออกจากพม่าให้เค้าปั๊มขาออกที่เล่มใหม่ผงกหัวรับทราบหงึกๆ อย่างสบายใจค่ะ


เดินทางสู่พม่าด้วยเที่ยวบินไป FD2751 DMK-RGN 22/02/14 time: 7:15-8:00am. ของ Air Asia เหลือบไปเห็นที่ว่างตั้ง2 แถว ไม่มีคนนั่งเลยก็เลยเนียนไปนั่ง แอร์สาวสวยเลยรีบเดินเข้ามาบอกว่า ถ้าจะนั่งตรงนี้ต้องจ่ายเพิ่ม เพราะเป็น Hot seat งงจุงเบย นึกว่าจะเป็นเหมือนเครื่องบินที่อเมริกาเพราะพอเครื่องบินบินแล้ว ที่ว่างตรงไหน (ถ้าใน class เดียวกันแล้วก็นั่งได้) "ไม่เป็นไรค่ะ กลับไปนั่งที่เดิมก็ได้ค่ะ" เรารีบตอบอายๆหน้าแตกนิดๆแล้วรีบกลับไปนั่งที่เดิม เพราะแป๊บเดียวก็ถึงย่างกุ้งแล้ว เอาเป็นว่ากะเบิ๊ดยังกรอกข้อมูลเข้าพม่าไม่ทันเสร็จเลยก็ถึงย่างกุ้งละ ใกล้จริงๆค่ะ ตม. ที่นี่ใจดี ตรวจแป๊บๆก็ผ่านแล้วค่ะ 

สนามบินที่นี่ไม่ใหญ่มาก และมีที่รับแลกเงินอยู่ 3-4ร้าน พวกเราลงขันกัน ส่วนหนึ่งแลกเป็นเงินจั๊ด อีกส่วนเก็บเป็นเงินดอลล์เผื่อไว้ค่ะ ด้วยความที่เรามีแพ๊คลิ้งค์เจ้าแม่นัก Econ นางคำนวณอัตราแลกเงินคล่องปรื๋อเสร็จสรรพ เปรียบเทียบร้านที่ถูกที่สุดคร้าาา 


ออกมาจากสนามบิน ช่วยกันหาป้ายชื่อว่า Birdie +5 ที่คุณเนลิน ส่งน้องชายมารับแทน เพราะว่าคุณเนลินติดอีกทัวร์กรุ๊ปหนึ่ง ไม่สามารถมาเทคแคร์ทัวร์เราได้  หากันไม่ทันไรก็เห็นหญิงสาวพม่าจิ้มลิ้มนางนึงยืนชูป้ายชื่อเรา ก็เลยรีบปรี่เข้าไปหา....และก็ใช่จริงๆด้วย นางพาพวกเราไปขึ้นรถตู้ที่จอดเทียบท่ารออยู่หน้าประตู ปะติดปะต่อรูปการณ์แล้ว คงจะเป็นแฟนของน้องชายคุณเนลิน ประมาณนั้น 


พอขึ้นรถก็รีบแนะนำตัวกันใหญ่เลย ชื่ออะไรก็มะรู้ออกเสียงยากจัง พวกเราก็เลยตั้งชื่อใหม่ให้ซะเลย คือ ผู้หญิง : ชื่อ ชูใจ ส่วนผู้ชาย : บุญชู 


สื่อสารกันโดยใช้ภาษาอังกฤษค่ะ เริ่มด้วยเรื่องจัดตารางเที่ยวก่อนเลยเป็นอันดับแรก เพราะพวกเรามีเวลาน้อย แค่ 2 วันเอง เพราะฉะนั้นจุดหมายของเราวันนี้คือ พระธาตุอินแขวน ซึ่งต้องผ่าน ย่างกุ้ง-หงสาวดี ชูใจบอกว่าจะพาเก็บที่เที่ยวระหว่างทางที่สามารถทำได้ภายในเวลาอันน้อยนิด อันไหนจัดได้ก็จัดไป :) 


พวกเรามุ่งหน้าไปยังหงสาวดี โดยห่างจากย่างกุ้งราวๆ 2-3 ชั่วโมง พอออกนอกเมืองหรือเข้าเขตพื้นที่ใหม่ก็มีด่านเก็บเงิน (เหมือนเก็บค่าทางด่วนอ่ะค่ะ ) พร้อมติดชื่อ และรูปพนักงานด่านด้วยค่ะ 

พวกเราหิวโหยกันมาก แต่พกขนมมาจากเมืองไทย ก็ต่างกินรองท้องกันไปก่อน เพราะถ้าแวะกินข้าวเช้าแล้ว อาจจะไม่ทันตักบาตรพระและเณรในเวลา 11 โมงเช้าค่ะ

BAGO หรือหงสาวดี......

พวกเราเข้าตัวเมืองราวๆ 10 โมงกว่า เร็วกว่าที่คิด จึงมีเวลาลั้นลาได้หน่อย สถานที่แรกที่เราลงเที่ยว คือ


1. Chinese Temple มะรู้ชื่อวัดอะไรทั้งสิ้น เคยอ่านเจอในอินเตอร์เนต แล้วเอารูปให้ชูใจดู ซึ่งนางก็พามาถูกจริงๆด้วย แม้นางจะบอกว่าไม่เคยมาที่นี่เลยเช่นกันก็ตาม 

วัดจีนนี้สงบ เงียบ อาจเป็นเพราะช่วงที่เราไปไม่มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเลยก็เป็นได้ ก็เลยใช้เวลาไหว้พระรวดเร็ว ไม่ถึง 15 นาทีก็เสร็จละ พร้อมที่จะเดินทางต่อ 


2. Kyike Pun Pagoda เจดีย์ไจ๊ก์ปุ่น

เห็นเด่นเป็นสง่ามาแต่ไกล เพราะเป็นวัดที่มีพระพุทธรูป 4 ทิศประกบกันเป็นเจดีย์เบ้อเริ่มเลยค่ะ แต่ละทิศสังเกตุดีๆจะไม่เหมือนกันนะคะ ตามตำนานเล่ากันว่า มี 4 สาวพี่น้องชาวมอญต้องการสร้างพระพุทธรูปนี้แทนตนเองและสาบานว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับผู้ชาย แต่ท้ายที่สุด น้องเล็กสุดท้องพบรักกับชายหนุ่มและแต่งงาน ฟ้าจึงผ่าพระองค์ที่เป็นตัวแทนของนางจนพังทลาย จึงต้องสร้างขึ้นมาใหม่ทดแทน (สังเกตุได้จากพระที่มีจมูกโด่งที่สุดค่ะ) แต่ในอีกตำนานได้กล่าวว่าพระเจ้าธรรมเจดีย์ เป็นผู้สร้างเจดีย์นี้ขึ้น และพระพุทธรูปองค์ทิศตะวันตกที่พังก็เป้นเพราะแผ่นดินไหวค่ะ แล้วแต่จะเชื่อแล้วกันนะคะ แต่ที่แน่ๆเงินกองกลางเริ่มทยอยไหลออกแล้วค่ะ นั่นคือ

- 10000 จั๊ด ค่าเข้า historical zone in Bago ตั๋วแพงค่ะ แต่ใช้ในภายใน 1 อาทิตย์ที่เที่ยวสำคัญๆทั่วหงสาวดีเลย ก็ถือว่าคุ้มทีเดียว

- 300 จั๊ด ค่ากล้องถ่ายรูปค่ะ / 500 จั๊ด ค่ากล้องวิดิโอ 

ไม่ต้องแปลกใจค่ะ เกือบทุกที่ทั่วพม่า ถ้าจะเข้าเที่ยวในวัดต้องเสียเงิน 3 สิ่งอย่างที่สำคัญ คือ ค่าถอดรองเท้า (เพราะฉะนั้นควรมีถุงใส่รองเท้าส่วนตัว หรือไม่ก็ถอดไว้ในรถเลยค่ะ เดินเท้าเปล่านี่แหละ เพราะเค้าห้ามใส่เข้าวัดอยู่แล้ว) ค่าเข้าวัด และค่ากล้องถ่ายรูป (ของท่านนั่นแหละค่ะ)

ไหว้พระ ขอพร แล้วไม่รอช้า เดินทางมุ่งหน้าไปยังจุดหมายต่อไป


3. Kyathatwine Kyaung monastery 

วัดจ๊ะไคท์วายน์จอง และเป็นโรงเรียนสงฆ์ด้วยค่ะ (เข้าฟรี) ถึงหน้าวัด 11 โมงเช้าพอดิบพอดี บุญชูจอดรถหน้าประตูวัดเป๊ะเลย สงสัยถ้าไม่กลัวพวกเราเหนื่อย ก็กลัวพวกเราจะมาใส่บาตรพระไม่ทัน ที่เน้นว่าต้องมาให้ทัน 11 โมงเช้า เพราะมีตักบาตรพระ-เณรหมู่จำนวนมาก ที่จำพรรษาอยู่ เท่าที่ได้ยินมาก็ประมาณพันๆรูปอ่ะค่ะ แต่วันที่เรามามีประมาณ 400  รูป นอกจากจะใส่บาตรเป็นอาหารการกินแล้ว ยังใส่อุปกรณ์เครื่องเขียนด้วย เช่น สมุด ดินสอ ปากกา


ถ้าไม่ได้เตรียมของมาก็ไม่เป็นไรค่ะ เพราะที่วัดมีข้าวสวยให้เราใส่บาตรพระฟรี เวลาจะใส่บาตรต้องเล็งดีๆนะคะ เพราะพระเดินไวมาก ถ้าชะลอปุ๊บ ผู้คนจะกรูใส่บาตรทันที ส่วนกะเบิ๊ดก็ไม่น้อยหน้าค่ะ เทจานข้าวใส่ในบาตรเลย (เห็นเค้าทำๆกัน)

พระพม่าแตกต่างจากพระไทยที่เห็นได้ชัดคือ ไม่โกนคิ้ว สีจีวรสีเข้มจนออกแดง และปุถุชนเดินสวนไปมาได้ ไม่ต้องเกร็งว่าจะโดนจีวรท่าน แถมเห็นบางท่านเอากล้องถ่ายรูปเล่น กับครอบครัวอย่างเป็นกันเอง ไอ้เรก็เตือนชูใจว่าหลบๆพระหน่อย นางทำหน้างงๆพร้อมกับพูดว่า It's okay! 


ไฮไลท์ของวัดนี้มีในช่วงเย็นอีกที คือเวลา 4-5โมงเย็น จะมีการสวดมนต์ในศาลาค่ะ แต่พวกเราต้องขอบาย เดินทางต่อค่ะ เดินย้อนกลับออกมาขึ้นรถ เหลือบไปซ้ายมือเห็นรูปปั้น นายพลอองซาน (พ่อของ อองซาน ซูจี) เค้าบอกว่า ที่นี่ไม่ค่อยถูกกับรัฐบาลทหารพม่าค่ะ 


กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ข้าวมื้อแรกในพม่า บอกชูใจว่าขอแบบ local ไปเลยร้านไหนก็ว่ามา กินในหงสาวดีนี่แหละ นางรีบปรึกษากับแฟนเสร็จสรรพ

แล้วพาพวกเราไปกินที่ร้าน local มากๆจริงๆ ไม่ไกลจากวัดเท่าไร ลูกค้าเป็นชาวพม่าล้วนๆ ไม่มีชาติอื่นปะปน ซึ่งเป็นร้านข้าวแกง อยากกินไรก็ชี้ๆเอาเลย พวกเราไม่รอช้า ซัดทุกอย่างที่ขวางหน้า น้ำซุปแถมฟรี ก็ยังขอเติมอีกไม่อั้นค่ะ 

พอจ่ายตังค์ ราคารวมทุกคนแค่ 11000 จั๊ดเอง (367 บาท) ถูกมาก! อยากตบท้ายมื้อนี้ด้วยร้านกาแฟชิลล์ๆซะหน่อย แต่ที่นี่หาร้านยากมากๆ ก็เลยได้ดื่มกันแค่กาแฟกระป๋องแก้ขัดไปก่อนค่ะ 



5. Shwe mawdaw pagoda เจดีย์ชเวมอว์ดอว์ หรือพระธาตุมุเตา 

เป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถานสูงสุดของพม่า คำว่า มุเตา แปลว่าจมูกร้อน ซึ่งก็เพราะเวลาที่เราแหงนหน้ามองความสูงใหญ่ของเจดีย์ แสงแดดจะแผดเผาประมาณนั้น แต่เดิม กษัตริย์หลายๆสมัยต่อเติมขยายเจดีย์ จนปัจจุบันสูง 114 เมตร  (บางตำราบอกว่า 125 เมตร ซึ่งสูงใหญ่กว่าชเวดากอง อีกค่ะ) 

- เจดีย์เป็นศิลปะมอญ ซึ่งชาวมอญให้ความสำคัญของเจดีย์นี้มากกว่าชเวดากองอีกค่ะ ภายในบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 2 เส้น 


- ตามตำนานเล่าว่าพระเจ้าตะเบงชเวตี้ เคยมาทำ พิธีเจาะหูในวัย 15 ปี ซึ่ในขณะนั้นยังเป็นเมืองมอญ ศัตรูของพม่า แต่ท่านบุกมาพร้อมกับทหาร 500 ร้อยนาย เมื่อทำพิธีเสร็จ ก็ตีฝ่าวงล้อมกลับออกไป และเมื่อท่านครองราชย์ ก็มายึดหงสาวดีได้สำหรับจุดที่ทำพิธีเจาะหู ได้สร้างเป็นแท่นปูนและมีเข็มเจาะหูอันใหญ่ปักไว้เป็นสัญลักษณ์ 


- ในสมัยพระเจ้าบุเรงนอง ก่อนท่านออกรบต้องมาสักการะพระธาตุมุเตาก่อน

- เล่ากันว่าพระนเรศวรก็เคยเสด็จมาที่นี่ด้วยค่ะ

พวกเราใช้บัตรท่องเที่ยวที่ซื้อมาแล้วมาโชว์ แล้วชูใจก็เก็บไว้ให้ พร้อมนัดหมายกัน 1 ชั่วโมงเจอกันที่เดิม ค่ากล้องก็ตามเคยค่ะ 300 จั๊ด และรองเท้าพวกเราก็ถอดไว้ในรถตามระเบียบ 


เป็นไงคะ มีความสำคัญมากมายเลยทีเดียวกับเจดีย์นี้ พวกเราเดินเวียนซ้ายกัน แดดร้อนมาก แต่พื้นกระเบื้องเย็นสบาย เดินแล้วไม่แสบเท้าเลยค่ะ อย่าลืมไหว้ขอพรตรงจุดอธิษฐานศักดิ์สิทธิ์ ถ้าเดินขึ้นมาจากทางขึ้นจะเห็นเลยค่ะ อยู่ตรงกลางซ้ายมือ 


เดินๆอ้อมมาด้านหลัง มีซากปรักหักพังเจดีย์โบราณ เก๋เท่ห์สุดๆเป็นที่ขอพร พร้อมทั้งสามารถจุดธูปและเอาค้ำเจดีย์ไว้ได้ด้วยค่ะ เดินอ้อมมาอีกหน่อยจะเจอ เข็มเจาะหูและพระพุทธรูปนาคปรกค่ะ มีน้ำดื่มให้ดื่มฟรีด้วย 


6. Hinthargone pagoda ต่ออีกที่กันเลยค่ะ ที่นี่ออกจะสกปรกไปนิด จำไม่ได้ว่าเข้าฟรีรึเปล่า แต่ที่แน่ๆจ่ายค่ากล้องถ่ายรูปด้วย พื้นวัดสกปรก และมันๆเหนียว คงจะเป็นเพราะว่า นกเยอะทำให้มีขี้นกตามพื้น ทั้งยังเป็นที่แสดงมหรสพอะไรประมาณนั้น แต่ดูๆแล้วเหมือนทำพิธีแก้บนอะไรสักอย่างซะมากกว่า (ถ้าเข้าใจผิดก็ขอโทษด้วยนะคะ) มีร้านรวงขายของที่ระลึก 


ส่วนอีกด้านนึงของวัดมีรูปปั้นพระพุทธรูปยืนเรียงแถว รูปแรกชี้ไปที่รูปปั้นหงส์ขี่กันอยู่ตรงกลาง ส่วนอีกด้านเป็นรูปปั้นของเทวดา หรือเทพอ่ะค่ะ  


7. Snake pagoda 

มะรู้จะเรียกว่า เจดีย์ วัด หรือว่าสถานท่องเที่ยว อืม...ก็คงได้ทั้ง 3 อย่างเลยมั้งคะ เพราะที่นี่มีทั้งร้านขายของผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน มีเจดีย์ขนาดไม่ใหญ่มาก และมีโรงเล็กๆโรงนึง ซึ่งเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่เบียดกันเข้าไปดูงูยักษ์ ซึ่งอายุอานามก็มากโขทีเดียว 


และมีผู้ดูแลงูซึ่งสามารถทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตน พวกเราโชคดีที่ได้ชูใจนี่แหละที่เป็นไกด์อธิบายนู่นี่นั่นให้ฟังอย่างมีความสุขและกระตือรือล้นค่ะ

เอาหล่ะ ได้ฤกษ์มุ่งหน้าไปที่ Kyaithteyo หรือ เมืองไจ๊ก์ทะโย เสียที ลุยโลดพี่บุญชู ขับมาเรื่อยๆ เข้าหมู่บ้านนู้น ออกหมู่บ้านนี้ ตาเราดันไปสอดส่ายเจอวัดๆนึงซึ่งมีรูปปั้นช้างใหญ่มากหน้าวัด บอกให้พี่บุญชูจอด ขอเข้าไปเยี่ยมชมแป๊บบบบบนึงนะคะ 


ตอนแรกนึกว่าเป็นวัดร้างแต่ไหงมีพระอยู่หลังวัด และมีหญิงด้วย 2-3 คน พร้อมเด็กน้อยน่ารักๆ ทาแป้งทานาคา หน้าเหลืองๆ ก็เลยจับมาถ่ายรูปด้วยกันซะเลยค่ะ

โอเค... ได้เวลาเดินทางจริงจังกันต่อ จุดหมายปลายทางเราจะต้องไปให้ถึงก่อนตะวันตกดิน ด้วยระยะทาง และความเหนื่อยล้าทำให้พวกเรางีบหลับบ้าง สัปหงกบ้าง หรือดูวิวทิวทัศน์อันแสนจะธรรมชาติบ้าง ทั้งท้องทุ่งนาป่าไม้ และวัดวาอารามากมาย ซึ่งสังเกตุได้เกือบจะตลอดทางเลยว่ามีธงชาติมอญ (เดาค่ะ เพราะไม่ใช่ธงชาติพม่า และไม่ใช่ธงศาสนา แถมอีกอย่างถิ่นนี้ก็รู้ๆกันอยู่ว่ามอญตรึมค่ะ) ประดับประดาตามข้างทางไม่ขาดสาย 


Kyaithteyo หรือ เมืองไจ๊ก์ทะโย 

...เย้ๆ ในที่สุดก็มาถึง ชูใจอธิบายเรื่องการเดินทาง ต่อรถ และโรงแรม ทุกสิ่งอย่างพร้อมทั้งให้เบอร์ติดต่อในกรณีฉุกเฉินด้วย นางบอกว่าให้พวกเราเอาแต่ของที่จำเป็นขึ้นไป เพราะพรุ่งนี้เช้าก็กลับลงมาละ ที่เหลือทิ้งไว้ในรถ และนางไม่ขอขึ้นไปบนเขาด้วย จะรออยู่ข้างล่าง พรุ่งนี้นัดเจอกันที่ท่ารถนี้แหละตอน 9 โมงเช้าเดี๋ยวจะรอรับเอง 


ได้ๆค่ะ ตามนั้นพวกเราทั้งคณะสบายมาก ทำได้อยู่แล้ว เริ่มจะขึ้นรถขนหมู เอ้ยย! รถโดยสารค่ะ แต่สภาพไม่ต่างจากรถขนหมู นั่งเบียดเสียดกันสุดๆ แถมแพ็คลิ้งค์นั่งติดกับคนเมา เหม็นชิบเป๋งเลย ก็เลยต้องเปลี่ยนที่นั่งกับทั๊กกี้เพื่อเป็นกำบังให้ 


โดยปกติรถโดยสารจะวิ่งรอบสุดท้ายเกือบๆ 6 โมงเย็น ซึ่งโชคดีว่าพวกเรามาทัน ไม่งั้นก็อดขึ้นเขานะคะ ค่ารถสนนราคาอยู่ที่คนละ 2500 จั๊ด มีกฎว่าต้องหาที่จับให้แน่นๆ เพราะรถขับหวาดเสียวเหลือเกิน ขนาดทำเป็นทาง one way และอนุญาติให้แค่รถโดยสารขับได้นะเนี่ย เดี๊ยนนั่งเกร็งจนปวดก้น อ้อ แม่นางชูใจบอกว่า ถึงครึ่งทางแล้วจึงจ่ายค่าโดยสาร ส่วนที่จอดบ่อยๆเรี่ยรายทางนั้นเป็นการขอเงินบริจาคเข้าวัดค่ะ 

จะเรียกว่าชาวพม่าศรัทธาในศาสนา หรือรูปแบบพิธีกรรมเค้าเป็นแบบนี้ก็มะรู้สินะ เพราะไปที่ไหนๆก็มีตู้บริจาคเงินเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆ ย้ำว่ามากเลยค่ะ ตามข้างทางขึ้น-ลงเขาก็มี ซึ่งรถโดยสารจะจอดตลอดทางตามจุดวัดต่างๆเพื่อให้ เอ่อออ...ขอเรียกว่าเด็กวัดละกัน ยืนถือขันพร้อมพูดประมาณว่าเชิญชวนบริจาคเงินเข้าวัด จากนั้นจึงยื่นขันใหญ่ๆใบนั้นขึ้นมาบนรถเพื่อให้คนได้บริจาคเงินค่ะ 

      และจะด้วยความโชคดีหรือเปล่าก็ไม่รู้ที่ชูใจ พาพวกเรามาขึ้นรถที่อู่เฉพาะคนพม่าเท่านั้น พวกเราจึงเป็นกะเหรี่ยงส่วนน้อยในหมู่พม่าเค้าอ่ะค่ะ แถมที่แจ๊คพ็อตไปกว่านั้นคือ รถขับขึ้นไปจอดให้ถึงปากทางขึ้นพระธาตุอินแขวนเลยค่ะ อันนี้เป็น exclusive สำหรับชาวท้องถิ่นเลย ไม่ต้องเดินให้เมื่อยตุ้ม หรือจ้างลูกหาบ เอ้ย! คนที่นี่เค้าเรียกว่า "เสลี่ยง" แบกให้เปลืองตังค์ 

พูดเป็นภาษาง่ายๆสรุปคือ รถชาวต่างชาติจอดที่จุดจอด Ya the taung แล้วจึงเดิน หรือไม่ก็นั่งเสลี่ยงต่อ ส่วนรถชาวพม่าจอดถึงที่เลยค่ะ อิๆ VIP อย่างเราได้เปรียบเฟ้ยยยย :) ขอบคุณชูใจอีกครั้งจ้า


8. Golden Rock pagoda หรือ พระธาตุอินทร์แขวน 

ขึ้นมาถึงก็ค่ำซะละ รีบเดินไปจ่ายค่าเข้าสถานที่ คนละ 6000 จั๊ด แล้วก็รับป้ายแขวนคอใส่กันถ้วนหน้าค่ะ  ไม่ต้องสงสัยค่ะว่าทำไมจ่ายค่านู่นนี่นั่นบ่อยเหลือเกิน เพราะยังมีอีกเยอะที่ต้องจ่าย อย่าลืมเตรียมเงินมาเผื่อค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และค่าทำบุญนะคะ รับรองว่าอิ่มบุญกันกลับไปแน่ๆ 


จากนั้น เดินเข้ามา ซึ่งก็ยังเห็นเสลี่ยงแบกคนบ้าง แบกกระเป๋าบ้างอยุ่เรื่อยๆสวนไปมา พวกเราเดินต่อไม่ถึง 10 นาทีก็เจอป้ายโรงแรมของพวกเราคือ "Kyaik Hto Hotel" หาง่ายมาก ไม่ต้องกลัวจะหาไม่เจอ พนักงานโรงแรมต้อนรับด้วยการเสริฟชาร้อน และผ้าเย็นค่ะ ห้องของโรงแรมมีหลายแบบ ทั้งห้องนอนในตึก ห้องนอนแบบ guest house หรือเป็นบ้านๆไป พวเราได้ห้องแบบ guest house ซึ่งแยกออกมาเป็นส่วนตัวดีมากๆเลยค่ะ ห้องไม่ใหญ่มาก มีแอร์ ทีวี น้ำอุ่น กาน้ำร้อน ฟรี wifi จัดได้ว่าสะอาด โอเคเลยค่ะ คืนละ $85 ซึ่งราคานี้ต้องให้คุณเน-ลิน จองให้นะเนี่ย 


เหวี่ยงกระเป๋าไว้ในห้อง ดื่มน้ำ เหยียดแข้งเหยียดขาเล็กน้อย พวกเราก็รีบเดินไปที่พระธาตุอินทร์แขวนเลยค่ะ ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากจากที่พัก เดินไปถึงปากทางเข้าก็ต้องถอดรองเท้าเดินเท้าเปล่าตามระเบียบโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆนะคะ 


     ตามความเชื่อคือ พระธาตุอินทร์แขวนนี้เป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถานที่ชาวพม่าต้องมาสักการะให้ได้ 3 ครั้ง พระธาตุนี้เป็นพระประจำปีจอ ความศักดิ์สิทธิ์และปาฏิหาริย์ของที่นี่ คือ ก้อนหินสีทองขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่บนภูเขาสูงหมิ่นเหม่ที่จะหล่น แต่ก็ไม่หล่น อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 1,100 เมตร เป็นหินแกรนิต หนักกว่า 600 ตัน (อ่านมาอีกทีค่ะ) ด้านบนเป็นเจดีย์ทรงระฆัง มองๆไปก็สงสัยไปว่าทำได้ไงเนี่ย ทึ่งจริงๆค่ะ แต่ที่ต้องทึ่งมากกว่านั้น คือ ผิวสำผัสระหว่างก้อนหินและพื้นผา เพียงแค่ 0.7 ตารางเมตร อุ๊ต๊ะ!แม่เจ้า เป็นไปได้ โดยหลักวิทยาศาสตร์อ้งอิงว่าจุดศูนย์ถ่วงของพระธาตุตกลงมาตรงกลางจุดสัมผัสนั้นพอดี ดังนั้นถ้าไม่ได้รับแรงปะทะมากเกินไป (ซึ่งเท่าไรก็ไม่รู้) ก้อนหินก็จะไม่ร่วงคร้าา 


ไม่รอช้า หาจุดสงบไหว้พระ สวดมนต์ สงบจิต สำรวมใจ พร้อมทั้งชื่นชมความงามของที่นี่สักพักใหญ่ จึงเดินกลับออกมาหาร้านอาหารสำหรับมื้อค่ำอย่างหิวโซ 

   ....เดินง่วนไปง่วนมา ตกลงกันได้ที่ร้าน A1 Restaurant ดูดีสุดละในระแวกนั้น คนนั่งกินก็เยอะ มีหลากเชื้อชาติ ตั้งแต่วัยรุ่นพม่ามานั่งจิบชาจีบกัน ไปจนถึงฝรั่งอ้วนแก่นั่งชิลล์ๆกับเพื่อน เมนูก็มีภาษาอังกฤษ เด็กเสริฟก็พูดอังกฤษได้ (บ้าง)  พวกเราสั่งแหลก ลองกินทุกสิ่งอย่างตั้งแต่ local tea ไปจนถึง ไข่เจียว ผัดผัก รสชาติก็โอเคนะ กินได้ถึงแม้จะมันไปหน่อย แถมน้ำซุปฟรี (คล้ายๆน้ำซุปข้าวมันไก่) ซึ่งก็เพิ่งรู้ว่าแต่ละร้านจะเสริฟน้ำซุปคนละชนิดกัน 

กินไป บ่นไป เมาท์ไป เสียงดังโหวกเหวก เรียกบ๋อยมาจนรำคาญมั้ง ขอนู่นนี่ เติมนั่นตลอดเวลา ดีที่เด็กเสริฟเป็นหนุ่มน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มใจเย็นกับแก๊งค์ป้าๆเยี่ยงเราได้ ถึงแม้พูดอังกฤษไม่ค่อยแข็งแรงก็ให้อภัยได้จ้า 55555 กินกันสุดฤทธิ์ บิลออกมารวม 14000 จั๊ด ราคาไม่แพง พอสู้ไหว สมเหตุสมผลค่ะ 


อิ่มแล้ว หนังตาหย่อน เหนื่อยเมื่อยล้า พวกเราเลยยึดแผน 2 ว่า พรุ่งนี้ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ แล้วไปไหว้พระธาตุอีก 2 รอบ จะได้ครบ 3 รอบพอดีตามที่ชาวพม่าเค้าศรัทธาความเชื่อนี้ แต่ตอนนี้มะไหวละ ขอตัวนอนก่อนละกันค่ะ ฝันดีชาวโลก คร๊อกฟี้++++




Create Date : 07 เมษายน 2557
Last Update : 9 เมษายน 2557 1:06:37 น. 3 comments
Counter : 1160 Pageviews.

 
กำลังอยากไปเลยค่ะ
คิดว่าน่าจะได้ไปปลายปี

รอตามต่อค่า
ขอบคุณมากๆนะคะ



โดย: lovereason วันที่: 8 เมษายน 2557 เวลา:0:28:55 น.  

 
ค่ะ มีไรถามได้เลยนะคะ :)


โดย: kabird (Kabird ) วันที่: 9 เมษายน 2557 เวลา:1:07:30 น.  

 
😊


โดย: เปีย IP: 182.52.25.173 วันที่: 9 เมษายน 2557 เวลา:9:21:14 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Kabird
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




Friends' blogs
[Add Kabird's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.