Group Blog
 
<<
มีนาคม 2548
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
19 มีนาคม 2548
 
All Blogs
 
© ถ้อยคำ/ สาระ/ ภาพ/ ตามทางเดิน ภาค 1 - 9


สิงคโปร์
ทันทีที่รถข้ามสะพานมาถึงฝั่งสิงคโปร์เราก็เข้ามาสู่อาคารขนาดใหญ่อันเป็นที่ตั้งของด่านตรวจคนเข้าเมืองของสิงคโปร์ทันที ที่ด่านนี้ดูแล้วมีความใหญ่โตและทันสมัยกว่าของมาเลย์มากแต่เราก็ยังต้องเสียเวลาเพื่อต่อคิวอยู่เกือบ 1 ชั้วโมงเหมือนกัน เป็นเพราะเราจะต้องเขียน Bording Pass สำหรับเข้าประเทศ และต้องขนกระเป๋าลงรถเพื่อทำการ X – ray จึงเสียเวลานานกว่าผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่มาในรถคันเดียวกันพอสมควร

เมื่อกลับมาถึงรถปรากฏว่าผู้โดยสารคนอื่นๆ มากันพร้อมหมดแล้วเหลือเพียงหนุ่มไทย 2 คนเท่านั้นทำให้เราต้องรีบวิ่งตาลีตาเหลือกไปขึ้นรถด้วยความเกรงใจและกลัวว่ารถจะไม่รอ แต่โชคยังดีที่เค้ารอไม่อย่างนั้นมีหวังแย่แน่ๆ แต่ที่แน่ๆ พาสปอร์ตของผมได้ตราประทับเพิ่มขึ้นมาอีก 1 ประเทศแล้ว

ระหว่างรถบัสวิ่งเข้าสู่เกาะสิงคโปร์ เราก็พยายามที่จะมองออกไปนอกหน้าต่างรถเพื่อที่จะชมสภาพบ้านเมืองและท้องถนนยามค่ำคืนของสิงคโปร์ด้วยความรู้สึกภูมิใจอยู่ลึกๆ ว่าเราสามารถเดินทางข้ามประเทศมาถึงสิงคโปร์จนได้ คนอะไรเก่งจริงๆ แต่ก็ยังมีความรู้สึกหวั่นอยู่ เหมือนกันเมื่อนึกได้ว่าเรายังไม่รู้เลยว่าคืนนี้เราจะหาที่พักได้ไหม สภาพจะเป็นอย่างไร ราคาเท่าไหร่ แล้วรถบัสจะจอดให้เราลงที่ไหนกันนี่ ?

หลังจากใช้เวลา 5 ชั่วโมง เดินทางออกจากมะละกา รถบัสก็นำเรามาส่งที่ไหนสักแห่งในสิงคโปร์ แต่ที่แน่ๆ คือเราต้องหาที่พักให้ได้ว่าแล้วก็เปิด Lonely Planet เพื่อนยามยากเพื่อดู แผนที่ ทำให้ทราบว่าตอนนี้เราอยู่ในย่านที่เรียกว่าย่าน ลาเวนเดอร์ และจะต้องเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อไปลงที่สถานี City Hall เพื่อไปยังที่พักที่หมายตาเอาไว้

ในระหว่างที่เรากำลังเดินทางเพื่อหาทางไปสถานีรถ MRT อยู่นั้นผมก็ได้ยินเสียงและถอยคำที่แสนจะคุ้นหูจากผู้คนที่เดินกันขวักไขว่อยู่ในบริเวณนั้น ผมได้ยินเสียงคนคุยกันเป็นภาษาไทยแถมยังเป็นสำเนียงอีสานอีกต่างหาก ด้วยความประหลาดใจเพราะไม่ได้ยินเสียงคนอื่นพูดภาษาไทยมาเกือบ 5 วันแล้วนอกจากเสียงพูดคุยของผมกับหนุ่ยนับตั้งแต่ออกจากประเทศไทย

เมื่อหันไปมองรอบตัวและสังเกตดีๆ ก็พบว่าผู้คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในย่านลาเวนเดอร์ จะเป็นคนไทยที่มาทำงาน ณ ประเทศสิงคโปร์ และบริเวณนั้นก็เป็นแฟลตที่พักของคนไทยที่คาดว่าน่าจะมีจำนวนมากกว่าพันคน รวมถึงยังมีการสร้างห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อว่า “ห้างเพื่อนคนไทย” แถมยังมีบริการส่งเงินกลับประเทศอีกต่างหาก และที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นป้ายชื่อห้างหรือป้ายโฆษณาต่างๆ ก็ยังเป็นภาษาไทย

ในที่สุดหลังจากที่เดินเคว้งอยู่ในย่านลาเวนเดอร์เกือบ 20 นาที เราก็ได้รับความช่วยเหลือจากคุณป้าคนไทยคนหนึ่งที่ช่วยชี้แนะเส้นทางไปยังสถานีรถไฟ MRT ให้เราจึงเดินมาถึงสถานี MRT จนได้ ที่จริงแล้วเราน่าจะลองถามขอที่พักกับคนไทยแถวๆนี้ดู ไม่แน่อาจจะได้ที่พักฟรีก็ได้

เราโดยสารรถไฟ MRT จากสถานีลาเวนเดอร์มายังสถานี City Hall แล้วเดินต่ออีก 20 นาที จึงพบกับที่พักที่หมายตาเอาไว้ โดยเราเจอโฆษณาของเกสต์เฮาส์นี้ตั้งแต่เราเข้าพักที่มะละกา และเห็นว่าราคาไม่แพงเท่าไหร่แล้วรูปห้องพักในใบปลิวก็ยังดูดีอีกด้วย

แต่พอเราไปถึงเกสต์เฮาส์ที่ว่า ปรากฏว่าเหลืออยู่เพียงห้องเดียวเป็นเตียงใหญ่และมีห้องน้ำในตัว ก็ถือว่า OK!! เพียงแต่ว่าราคาห้องพักมันแพงกว่าในใบโฆษณาที่เราได้มา ไม่รู้ว่าเป็นแผนหรือว่าใบโฆษณานั้นมันเก่าเหมือนกับที่เจ้าของเกสต์เฮาส์เค้าบอกก็ไม่รู้

เมอร์ไลออน
พอวางของในห้องพักแล้วก็ล้างหน้าล้างตาเตรียมตัวออกไปเดินเล่น โดยมีเป้าหมายอยู่ที่เจ้าสิงโตที่มีตัวเป็นปลา ชื่อว่า เมอร์ไลออน อันเป็นสัญลักษณ์ของประเทศสิงคโปร์นั่นเอง

จากที่พักของเราใช้เวลาเดินเพียง 10 นาที ก็มาถึงแม่น้ำสิงคโปร์ที่ทั้งสองฟากฝั่ง จะถูกจัดให้เป็นเส้นทางสำหรับคนเดินชมทิวทัศน์ได้ตลอดสายของแม่น้ำ และบางช่วงของฝั่งซ้ายและขวาของแม่น้ำจะมีการจัดเป็นร้านอาหารและบาร์ที่มีบรรยากาศดีๆ เห็นแล้วน่าเข้าไปนั่งฟังเพลงและชื่นชมกับความงามของแสงสีต่างๆ จากตึกแถวที่มีรูปทรงแบบโบราณก็จะพบกับแสงไฟนับพันที่ส่องมาจากอาคารสำนักงานที่สูงเสียดฟ้านับสิบอาคารที่เรียงรายกันจนเต็มย่านใจกลางเมืองสมกับที่เป็นเมืองท่า และศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เราเดินชมบรรยากาศทั้งสองฝั่งแม่น้ำกันไปเรื่อยและแวะนั่งพักเป็นระยะๆ เพื่อมองดูผู้คนที่ออกมาเดินชมวิวเช่นเดียวกับเราเพียงแต่ว่าส่วนใหญ่จะมาเป็นคู่ๆ ชายหญิงเดินจับมือกันท่ามกลางบรรยากาศที่สุดแสนจะโรแมนติก ที่แฝงไปด้วยสายตาแห่งความอิจฉาของชายหนุ่ม 2 คนที่นั่งอยู่แถวนั้น



เมื่อเดินมาจนถึงสุดทางเดินเลียบแม่น้ำก็จะถึงที่ตั้งของสัญลักษณ์อันมีชื่อเสียงของประเทศสิงคโปร์ นั่นก็คือเจ้าตัว เมอร์ไลออน ที่มีตัวเป็นปลาและหัวเป็นสิงโตกำลังโต้คลื่นยืนพ่นน้ำลงไปยังทะเลเบื้องหน้าอันเป็นปากแม่น้ำปลายทางของแม่น้ำสิงคโปร์ ที่บริเวณรอบๆ เมืองเมอร์ไลออนนี้เต็มไปด้วยผู้คนเป็นจำนวนมากที่ยืนชมวิวและถ่ายรูปคู่กับเจ้าตัวเมอร์ไลออนกันอย่างคึกคัก



เมื่อมองข้ามแม่น้ำไปยังฝั่งตรงข้ามก็จะเห็นโรงละครขนาดใหญ่ที่มีลักษณะอยู่ที่รูปทรงของหลังคาที่โค้งมนนั้นจะมีลักษณะเป็นหนามแหลมจำนวนมาก ถ้านึกภาพไม่ออกก็ขอให้นึกถึงลูกทุเรียนลูกใหญ่ๆ ที่มีหนามแหลมๆ คาดว่าผู้ออกแบบคงได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของลูกทุเรียนแน่ๆ.....

บริเวณรอบๆ โรงละครเค้าก็จัดให้เป็นที่นั่งเล่นชมวิวของแม่น้ำสิงคโปร์และสามารถมองเห็นถึงเจ้าเมอร์ไลออน โรงแรมราฟเฟิล และบรรดาตึกสูงจำนวนมากที่ตั้งเรียงรายเปิดไฟไว้อย่างสวยงาม นับว่าเป็นจุดชมวิวของเมืองสิงคโปร์ที่น่าตื่นตาและสร้างความประทับใจได้ไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับค่ำคืนแรกในสิงคโปร์



เมื่อกลับถึงห้องพักหลังจากที่อาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยแล้วเราก็เริ่มวางแผนการเที่ยวสำหรับวันพรุ่งนี้ทันที เรากางแผนที่เกาะสิงคโปร์ที่ได้มาจากเคาร์เตอร์ประชาสัมพันธ์ในห้างที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟ City Hall โดยเค้าจะมีแผนที่ทั่วทั้งเกาะและบอกถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่สำคัญคือ เป็นแผนที่แจกฟรีไม่ต้องเสียเงินซื้อ

Postcard
เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อตื่นขึ้นมาตั้งใจว่าจะเปิดหน้าต่างออกไปสูดอากาศยามเช้าให้สดชื่นเสียหน่อย ปรากฏว่ามีฝนตกแต่เช้าแต่โชคดีที่ตกไม่หนักมากและคาดว่าท้องฟ้าคงจะครึ้มและมีฝนตกปรอยๆ เช่นนี้ทั้งวันแต่ก็ไม่มีทางที่จะเป็นอุปสรรคต่อการเที่ยวของเรากลับดีเสียอีกที่ไม่ต้องเจอแดดร้อนให้ตัวดำไปกว่าที่เป็นอยู่

ลงมาจากห้องพักก็เจอร้านอาหารที่อยู่ด้านล่างของเกสต์เฮาส์พอดีจึงจัดการกับอาหารมื้อเช้ากันเสียก่อน ราคาของอาหารต่างๆ ที่สิงคโปร์นี้แพงกว่าที่มาเลเซียเกือบเท่าตัว แต่ก็มีลักษณะและรสชาดที่ใกล้เคียงกัน คือมีให้เลือกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ อาหารแขกกับอาหารจีน

วันนี้มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ต้องทำให้ได้หลังจากที่พลาดมาหลายวันแล้ว นั่นก็คือ การส่ง Post Card ไปให้เพื่อนๆ ที่ประเทศไทย โดยตัว Post Card นั้นเขียนไว้ตั้งแต่อยู่ที่ KL.แต่ส่งไม่ได้เพราะว่า Post Office ของมาเลเซียปิดวัน เสาร์ – อาทิตย์ เลยต้องเก็บไว้มาส่งที่สิงคโปร์แทน ซึ่งพนักงาน Post Office ก็คงจะงงๆ เพราะเป็น Post Card ที่ส่งจากสิงคโปร์แต่กลับเป็นรูปวิวของมาเลเซีย และไม่แน่ใจเหมือนกันว่า Post Card หรือว่าคนส่งใครจะถึงประเทศไทยก่อนกัน



Create Date : 19 มีนาคม 2548
Last Update : 26 เมษายน 2548 2:41:47 น. 5 comments
Counter : 398 Pageviews.

 
โอ..ไปเที่ยวเนอะ


โดย: รักดี วันที่: 19 มีนาคม 2548 เวลา:11:08:30 น.  

 
อยากอ่านตอนต่อไปแล้วค่ะ


โดย: K IP: 61.91.152.129 วันที่: 22 มีนาคม 2548 เวลา:15:20:56 น.  

 
อะ น่าหนุกดีคร้าบ อยากไปมั่งจังง ..


โดย: เด็กชายหัวหอม วันที่: 25 มีนาคม 2548 เวลา:8:19:30 น.  

 
อยากไปอีกๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


โดย: แบ่งกันเซ็ง IP: 61.90.99.110 วันที่: 27 มีนาคม 2548 เวลา:2:22:04 น.  

 
สวยมากเลยค่ะ เคยไปครั้งนึงแล้ว ยังอยากไปอีกเลยค่ะ


โดย: เจนค่ะ IP: 118.172.96.10 วันที่: 5 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:13:10 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Onter
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Onter's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.