ตุลาคม 2559

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
30
31
 
 
เขื่อนเชี่ยวหลาน เขาสก สุราษฎร์ธานี








สถานที่ท่องเที่ยว : เขื่อนเชี่ยวหลาน เขาสก, สุราษฎร์ธานี
วันที่ 21-25/10/2016

การเดินทางครั้งนี้ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 4 คน รวมเราด้วย

เขื่อนเชี่ยวหลานเป็นที่ๆ หลายๆ คนคงไปมาแล้ว แต่เป็นที่ในฝันที่เรายังไม่เคยไป ก่อนไปเราได้ทำการค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์ต่างๆ รวมทั้งในพันธุ์ทิพย์ด้วย ต้องขอบคุณเว็บไซต์ต่างๆ ที่ลงเรื่องนี้ไว้จริงๆ ค่ะ ทริปนี้เราจะจำแนกค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เราเสียไปอย่างละเอียดเพื่อให้เป็นข้อมูลของเพื่อนๆ ที่สนใจไปเที่ยวที่เดียวกันนะค่ะ
ทริปนี้เราวางโปรแกรมล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน
- ทริป 5 วัน 4 คืน
- การเดินทางไปรถไฟ กลับเครื่อง
- สถานที่หลักที่ไป คือ เขื่อนเชี่ยวหลาน เขาสก และเที่ยวในตัวเมืองสุราษฎร์ฯ
เวลาเราวางแพลนเที่ยวเราจะทำใส่ Excel เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณรายจ่าย และทำตารางเพื่อแยกประเภทค่าใช้จ่าย ดูตัวอย่างได้จากตัวอย่างตารางแยกประเภทค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวและตัวอย่างตารางท่องเทียวอย่างละเอียด

วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม 2016 (เดินทางไปสุราษฏร์ธานี)

เริ่มต้นเดินทางด้วยรถไฟ โดยเราจองรถไฟสปินเตอร์ในราคา 608 บาท จริงๆ อยากไปรถนอนแต่เหลือแต่ที่บนเลยเปลี่ยนมาลองนั่งสปินเตอร์แทน เป็นครั้งแรกที่นั่งเลยค่ะ ขบวน 39 ตามตารางรอบเวลา 22.50 น. ถึง 08.05 น. (สามารถจองล่วงหน้าได้ 60 วัน)
รถไฟสปินเตอร์เป็นรถนั่งปรับอากาศ จะมีของว่างเสริฟ 2 รอบ รอบดึกกับรอบเช้า เป็นน้ำพร้อมกับขนมปัง

เลือกได้ว่าจะรับน้ำอะไร เท่าที่เห็นจะมีน้ำเปล่า น้ำส้ม ชาและกาแฟ สำหรับคันที่เรานั่งเบาะแข็งไปหน่อย นอนไม่ค่อยสบายเท่าไร แอร์เย็น มีผ้าห่มให้ ขาไปรถไฟเลทไป 1.30 ชั่วโมง เป็นปกติของรถไฟที่ต้องเผื่อเวลาไว้ด้วยประมาณ 1-2 ชั่วโมง แต่ตอนที่เราไปมีรถไฟเสียกลางทางจึงทำให้เลท เราไปถึง 09.30 น. โดยประมาณ

สรุปค่าใช้จ่ายการเดินทางวันแรก
ค่ารถไปหัวลำโพง Taxi + Airport link + MRT (30+30+30) = 90 บาท
ค่ารถไฟ = 608 บาท
ค่าอาหาร = 35 บาท
ค่าของใช้ = 15 บาท
รวม 748 บาท

วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม 2016 (เริ่มการเดินทางจากสถานีรถไฟไปเขื่อนเชี่ยวหลาน)


หลังจากถึงสถานีรถไฟสุราษฎร์ธานี ที่ตั้งใจไว้คือเราจะไปรถประจำทาง แต่เนื่องด้วยตอนแรกมีสมาชิกไปเพียง 2 คน และได้จองแพของอุทยานไว้เพียง 1 ห้อง สำหรับ 2 คน แต่สมาชิกมีมาเพิ่มก่อนไปประมาณ 2 อาทิตย์ แพอุทยานที่เดียวกันเต็มหมด เราเลยโทรไปทางแพเผื่อจะมีห้องว่าง แต่ไม่มี จึงขอเขานอนด้วยกันห้องเดียว 4 คน เลย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็อนุญาต และถามเราว่าต้องการเรือกับรถรับที่สถานีรถไฟหรือเปล่า ซึ่งราคาให้รถมารับที่สถานีรถไฟกับราคาไปรถประจำทางไม่ต่างกันมากนัก และสะดวกมากกว่า เพราะเราสามารถแวะไหนก็ได้ในเส้นทาง เราจึงตัดสินใจเหมารถของพี่เขาไปแทน ราคาเหมาคนละ 250 ราคาไปเองอยู่ที่ประมาณ 150-200 บาท (ถ้าไปเองจะนั่งรถหน้าสถานีรถไฟ เป็นรถประจำทาง ราคาค่ารถไม่เกิน 100 บาท แต่เราไม่มั่นใจว่าเท่าไรเพราะไม่ได้ถาม ไปลงที่ตลาดตรงข้ามวัดตาขุนแล้วต่อรถสองแถวคนละ 50 บาท นั่งได้ 10 คน หรือเหมาเข้าไป 500 บาท)
หลังจากที่ออกเดินทาง คนที่มารับเราเป็นคนใต้ พูดฟังไม่รู้เรื่องเลยค่ะ พี่เขาพูดเร็วมากกกก แล้วดูไม่เป็นมิตร 555+ แต่ก็พาเราแวะเซเว่นซื้อขนม แล้วก็ไปแวะร้านอาหารเพื่อซื้อข้าวกล่อง จากที่เดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงเขื่อน เราใช้เวลาแวะกันอีก 1 ชั่วโมง ถึงเขื่อนประมาณ 11.30 น.
ถึงเขื่อนก็จ่ายค่าเสียหายค่ารถคนละ 250 บาท และค่าเรือเหมาไป-กลับ 3000 บาท อันนี้คือราคาเต็ม (ซึ่งจริงๆ เรามัดไปบางส่วนแล้ว) ค่าเข้าอุทยานคนละ 40 บาท หลังจากนั้นก็ออกเดินทางโดยเรือค่ะ ใช้เวลากว่าจะถึงแพนั่งเรือ 1 ชั่วโมงกว่าค่ะ 

ไกลเหลือเกินนนนน เพราะฉะนั้นเพื่อนๆ ต้องใส่ชูชีพไว้นะ เพราะน้ำน่ากลัวมาก เพื่อความปลอดภัยของเราเอง 


วันที่เราไปฝนตกปรอยๆ ตลอดทั้งวันค่ะ ตกบ้างหยุดบ้าง แต่ก็ได้บรรยากาศอีกแบบหนึ่ง แต่รูปที่ถ่ายก็จะมืดๆ หน่อย เพราะไม่มีแสงแดดเลยทั้งวัน





และแล้วก็มาถึงแพ เวลาประมาณบ่ายโมง






แพที่เราไปพักคือแพโตนเตย เป็นแพของอุทยาน ห้องละ 400 บาทต่อคืน นอนได้ 2 คน แต่เรานอนกัน 4 คนเลย อบอุ่นไหมล่ะ? 




วันนี้เราก็เล่นน้ำกัน พายเรือกัน 




แต่ไม่ได้ซื้อทัวร์ไว้ เพราะแพงเหลือเกินค่ะ เรามาแบบประหยัด เอาแค่บรรยากาศสงบๆ สูดอากาศบริสุทธิ์กลางป่าเขาพอเนอะๆๆ เล่นน้ำกันถึงเกือบ 4 โมงเย็น แพนี้ฝรั่งเยอะมาก มากันเป็นบิกินี่เลย เห็นแล้วอิจฉาหุ่นพวกนางจัง 555+ เราไม่ได้สั่งอาหารเย็นทางแพทานเนื่องจากราคาตอนโทรมาแพงงงงงมาก คนละ 300 ต่อมื้อ อาหาร 3 อย่าง แต่ถ้าเพื่อนๆ คนไหนอยากลองทานก็ได้นะค่ะ เพราะเห็นหลายรีวิวบอกว่าอร่อย แต่เราไม่อยากมาเปลืองเงินเพราะส่วนนี้เลยตัดออกไปค่ะ เสบียงเราขนมาจากบนฝั่งเพรียบบ (มาม่า ปลากระป๋อง{มีเตรียมอุปกรณ์มายำด้วยนะเอ้า มะนาว น้ำปลา น้ำตาลทราย} ขนมปัง น้ำพริก ข้าวกล่อง ไข่ต้ม ไข่ลวก) อันนี้อาหาร 3 มื้อเลย กลางวัน เย็นและพรุ่งนี้เช้า
หลังจากเล่นน้ำกันจนหน้ำใจ เราก็ไปอาบน้ำกัน ห้องน้ำที่นี่มี 4 ห้อง มีฝักบัวให้อาบน้ำในห้องน้ำเลย แต่มี 2 ห้องแยกมาเป็นห้องอาบน้ำอย่างเดียว เราก็ไปอาบน้ำกันค่ะ ระหว่างอาบน้ำลิงหางยาว 2 ตัว ก็มาเยี่ยมถึงห้องน้ำ (สงสัยจะเป็นลิงตัวผู้) มาจ้องขโมยของรึมาแอบดูกันน้าาาา (ไม่มีรูปให้ดูน่ะ กำลังอาบน้ำอยุ่)
เสร็จแล้วก็ทานข้าวกล่องเป็นอาหารเย็น ***รบกวนเพื่อนๆ ทุกคน ถ้านำกล่องโฟมไป หรืออาหารอะไร เก็บขยะด้วยนะค่ะ เราเก็บเอามาทิ้งที่ฝั่งกันเลย ไม่อยากทำให้ธรรมชาติเสียหายค่ะ ขนไปขนกลับค่ะ
เรารอดูพระอาทิตย์ตกแต่ไม่เห็นเนื่องจากไปตกหลังเขา แล้วฟ้าก็ปิดมากกกก ฝนตกด้วย TT 
เอาภาพฝนตกมาให้ดู ก็ฟินไปอีกแบบนะ


คืนนี้เรานอนกันเร็วมาก เพราะมืดเร็วแล้วก็ไม่รู้จะทำอะไรกันด้วย นอนคุยกันไปเพลินๆ ถึงเรื่องอดีต (เหมือนแก่?) หลับไปตอนไหนไม่รู้ฮุๆๆๆ

เกี่ยวกับแพ
- ไฟเปิด 6 โมงเย็นปิด 4 ทุ่มนะ
- น้ำเย็นมาก ไม่รู้น้ำอะไร คิดว่าเป็นน้ำฝน
- โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณเลย (แนะนำคนติด Social โหลดหนังหรืออะไรมาดูฆ่าเวลาได้)
- สามารถฝากชาร์จแบตได้ที่เจ้าหน้าที่ค่ะ (ในห้องมีเตาปลั๊กอันเดียวสำหรับพัดลม)
- มืดเร็วมาก
- ในห้องนอนควรจะมีมุ้งให้เราด้วย ถ้าไม่มีขอเลยค่ะ เพราะแมลงเข้ามาเยี่ยมกันทั้งคืน ตอนแรกเราไม่มีมุ้งก็ต้องไปขอเจ้าหน้าที่เขา
- อากาศตอนกลางคืน เห็นหลายๆ กระทู้บอกร้อน แต่ตอนเราไปฝนตกด้วยตอนกลางคืนเลยหนาวค่ะ

สรุปค่าใช้จ่ายวันที่ 2 (แพ)
ค่ารถไปแพ = 250 บาท
ค่าเรือไป-กลับ (3,000 บาท 4 คน ที่จริงนั่งสูงสุดได้ 10 คน) = 750 บาท
ค่าเข้าอุทยาน เขื่อนเชี่ยวหลาน = 40 บาท
ค่าอาหาร (392+360) = 188 บาท
ค่าที่พักแพโตนเตย (คืนละ 400 บาท ค่าธรรมเนียมโอน 10 บาท) = 104 บาท
ค่าอื่นๆ = 10 บาท
รวม 1,342 บาท

วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม 2016 (จากเขื่อนเชี่ยวหลานไปเขาสก)

ช่วงเช้าพี่คนขับเรือใจดี (พี่เล็ก) พาเรานอกโปรแกรมไปดูหมอกแบบไม่คิดเงิน ตอน 7 โมงเช้า เราเลยได้ไปดูหมอกกัน 


ถึงมันจะไม่มากแต่บรรยากาศตอนเช้าสบายจริงๆ เลย 




ได้เห็นค่างแว่นด้วยแต่อยู่ไกลมากๆๆ บนยอดต้นไม้เลย บรรยากาศตอนเช้าเหมือนล่องเรืออยู่ในแม่น้ำอเมซอนเลยอ่ะ มีชาวบ้านหว่านแหจับปลาบ้าง ตรงที่ไปดูหมอกเคยเป็นที่กลบดานของพวกคอมมิวนิส แต่ปัจจุบันไม่มีแล้วนะ ไม่งั้นคงตายก่อนกลับ
กลับมาเก็บของ ทานโจ๊กถ้วยตอนเช้า เราขอน้ำร้อนจากเจ้าหน้าที่ เตรียมตัวกลับตอน 9 โมง
เดินทางกลับ ต้องจากกันแล้วจริงๆ นะ คราวหน้าจะมาสงบจิตสงบใจที่นี่อีกแน่ *แพโตนเตย* บายบาย ที่ระทึกก่อนกลับ


นั่งเรือกลับ ก่อนกลับพี่เล็กพาแวะชมกุ้ยหลินก่อนค่ะ ตอนชมกุ้ยหลินมีเรือหลายลำเลยถ่ายรูปไม่ค่อยสวย ติดเรือลำอื่นๆ ด้วย (สำหรับใครที่อยากเห็นหมอกปกคลุมเขาทั้ง 3 ลูก น้องคนเรือบอกว่าควรมาถึงตรงจุดชมกุ้ยหลินประมาณ 7 โมงเช้านะค่ะ หมอกจะปกคลุมครึ่งหนึ่งเลย เขาบอกว่าทุกวันนะ


ชมกุ้ยหลินเมืองไทย ถ่ายรูปอยู่สักพักก็ต้องโบกมือลากลับจริงๆ ค่ะ




ขึ้นฝั่งประมาณ 10.30 น. เรานัดรถพี่คนเดิมไว้ค่ะ เนื่องจากสะดวกกว่าและราคาไม่ต่างกันมากเช่นเดิม ติดนิดเดียวพี่แกเข้มมาก 5555+ รอบนี้ให้มารับเราไปส่งที่เขาสกค่ะ โดยคิดค่ารถคนละ 200 บาท (สำหรับใครจะเดินทางไปเองจะมีรถ 2 แถวค่ะ รถ 2 แถวราคาเหมา 500 บาท หรือนั่งได้ 10 คนๆ ละ 50 บาท โดยเขาจะพาเราแวะเที่ยวบางที่ด้วย จำได้ว่ามีสะพานแขวนภูเขารูปหัวใจ แต่มีที่อื่นหรือเปล่าไม่แน่ใจค่ะ รถสองแถวจะมาจอดสุดทางให้ที่ตลาดบ้านตาขุน แล้วต้องต่อรถประจำทางไปเขาสกค่ะ ราคาค่าโดยสารน่าจะไม่เกิน 100 บาท รถจะส่งข้างหน้าทางเข้าซอยเขาสก เราต้องนั่งรถเขาไปอีกทีนะค่ะ) ด้วยราคาที่ต่างกันไม่มากและประหยัดเวลาในการรอรถเราเลยใช้บริการพี่เขาอีกครั้งค่ะ
ก่อนเดินทางกลับก็ซื้อของฝากนิดหน่อย ตรงเขื่อนไม่ค่อยมีอะไรให้ซื้อค่ะ ได้ Magnet กับ Postcard มา

การเดินทางไปเขาสกเริ่มขึ้นโดยเราแวะชมสันเขื่อนกับก่อน 






จากนั้นก็ไปสะพานแขวนและภูเขารูปหัวใจบ้านเขาพัง 






แวะทานโกโก้ที่ร้านนี้ เขาทำอร่อยค่ะ แต่ราคาก็สูงด้วย


จากนั้นเดินทางไปเขาสกค่ะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า พี่เขาไปส่งถึงบ้านพักเลย วันนี้เราพักที่เขาสกคาบาน่ารีสอร์ท 


ราคาตกคืนละ 250 บาท โดยห้องพักโอเคมากค่ะกับราคานี้ มีอาหารเช้า 1 มื้อ และพนักงาน+เจ้าของ ต้อนรับและให้ข้อมูลเราดีมาก


หลังจากเก็บของกันเสร็จก็เตรียมตัวเดินป่าศึกษาเส้นทางธรรมชาติ 3 กม. โดยครั้งนี้ไปไม่ได้ดูบัวผุดค่ะ เนื่องจากห่างจากที่พักพอสมควรและช่วงนี้ไม่มีบัวผุด TT อยากดูเอารูปนี้ไปแทนแล้วกัน อิอิอิอิ


รีสอร์ทจะอยู่ไม่ไกลจากอุทยาน เดินไปประมาณ 15 นาที  


เราเริ่มสตาร์ทการเดินป่าตอน 13.50 น. การเดินของเรามีเป้าหมายอยู่ที่น้ำตกวิ่งหินและน้ำตกบางหัวแรด ซึ่งทั้ง 2 แห่ง ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่ไปด้วย แต่ทื่อื่นๆ ถ้าอยากไปต้องมีเจ้าหน้าที่ไปด้วยค่ะ ระหว่างเดินป่าศึกษาเส้นทางธรรมชาติฝนก็ตกมาเป็นระยะๆ ก็เปียกกันไปเพราะไม่มีร่มและชุดกันฝน *เพื่อนๆ ควรเตรียมชุดกันฝนและกระเป๋ากันน้ำมาด้วยนะ*
สภาพเส้นทางที่เราเดินไป


เราได้เจอลิงหางยาวระหว่างเดินไปด้วย (เจ้าหน้าที่บอกว่าโชคดีจะได้เจอ^^ เจอเป็นครอบครัวเลย 4 ตัว)


ผีเสื้อสวยๆ ก็เยอะมากๆ




น้ำตกแรก น้ำตกวิ่งหิน ป้ายบอกต้องลงไปอีก 200 เมตร ตามเส้นทางเล็กๆ ซึ่งเหมือนเดินเข้าไปในป่าจริงๆ กลัวหลงมากแต่เราก็ไปกัน ไปตามทางนั่นแหละ น้ำตกที่นี่มีหินเยอะ แล้วก็น้ำแรงด้วย เพราะช่วงนี้ฝนตก (ใครไประวังด้วยนะค่ะ)


พอออกจากน้ำตกวิ่งหินมา ฝนตกลงมาหนักมากกกกกค่ะ แต่เราก็ยังไปต่อที่น้ำตกบางหัวแรด เพราะป้ายบอกแค่ 200 เมตร เพื่อน 2 คนท้อไปแล้ว แต่เรากะเพื่อนอีกคนบอกเดี๋ยวไปดูให้ถ้าข้ามเนินลูกข้างหน้าไปไม่เจออะไรก็จะกลับ แต่ข้ามเนินมา 2 ลูก ก็เจอน้ำตก 


มีศาลาให้นั่งพักด้วย เพราะฉะนั้นถ้าใครท้อกลางทางเดินอีกนิดค่ะ จะเจอน้ำตกแล้วนะ สู้ๆๆ ตอนนี้ฝนตกหนักมากเราเปียกกันหมดค่ะ เราวิ่งกลับไปรับเพื่อนอีก 2 คนที่ท้อรออยู่ที่ป้ายทางเข้าน้ำตกวิ่งหิน แล้วเราก็มานั่งพักที่นี่กัน แต่ก็เล่นน้ำไม่ได้ ฝนตกหนักและน้ำไหลแรงมาก นั่งชมบรรยากาศจนฝนหยุดเราก็เดินกลับกันค่ะ เป็นการเดินทางที่เปียก แฉะ มาก
ระหว่างทางกลับได้เจอค่างแว่นอีกหนึ่งตัวค่ะ ^^ แต่เห็นไกลๆ บนยอดไม้ ค่างแว่นจะชอบอยู่ที่สูงๆ แต่ลิงชอบลงมาหาคน --^ 
รูประหว่างทางเดินศึกษาธรรมชาติ
-ฝายกั้นน้ำ


-ธารน้ำเล็กๆ ที่ไหลลงสู่น้ำตกใหญ่




ลงมาถึงข้างล่าง 16.30 น. โดยประมาณ เราใช้เวลาเดินทางศึกษาธรรมชาติกัน 2 ชั่วโมงกว่าๆ ดูสภาพแต่ละคน


จากนั้นก็เดินกลับที่พัก อาบน้ำ เพื่อออกไปหาอะไรทานข้างนอกค่ะ

ที่นี่มืดเร็ว ทางที่ดีควรพกไฟฉายไปด้วยสำหรับใครที่พักลึกๆ เหมือนเรา เราเดินหาอาหารเย็นกันแต่ก็ไม่จบที่ร้านไหนเลย ส่วนใหญ่จะเป็นร้านนั่งดื่มฟังเพลงเบาๆ ร้านอาหารอิตาเลี่ยน พิซซ่า อะไรประมาณนั้น แต่ก็มีร้านอาหารไทยอยู่ 2-3 ร้าน แต่สุดท้ายเรามาจบที่ร้านของรีสอร์ทที่เราพักกันค่ะ --^ ที่นี่ทำอาหารอร่อยเหมือนกันนะ แต่ครัวปิด 2 ทุ่ม อาหารเย็นเมนูต้มยำน้ำข้น ไข่เจียว และผัดผัก


ค่าเสียหาย 365 บาท สำหรับ 4 คน ค่ะ
หลังจากทานข้าวและนั่งเม้าท์ ก็กลับเข้าที่พักกัน นอนดีกว่า zZZZz

สรุปค่าใช้จ่ายวันที่ 3 (เขาสก)
ค่ารถไปเขาสก = 200 บาท
ค่าของฝาก = 85 บาท
ค่าโกโก้ = 50 บาท
ค่าเข้าอุทยาน เขาสก = 40 บาท
ค่าอาหารเย็น (365) = 91.25 บาท
ค่าที่พักเขาสกคาบาน่ารีสอร์ท (คืนละ 500 บาท ต่อ 2 คน) = 250 บาท
รวม 716.25 บาท

วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม 2016 (จากเขาสกไปตัวเมืองสุราษฏร์)

หลังจากตื่นนอกชมวิวแม่น้ำหลังรีสอร์ทตอนเช้า วันนี้น้ำเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลโคลน น้ำป่าไหลหลาก เนื่องจากฝนตกหนักเกือบทั้งคืน ภาพจากหลังรีสอร์ทค่ะ จริงๆ น้ำไหลเเรงมากๆๆๆ


สงสัยลิงจะชอบเรา เพราะเช้านี้เจ้าลิงหางยาวก็สร้างความสนใจให้เราอยู่บนหลังคาห้องพัก 5555
ข้าวเช้าเป็นข้าวต้มหมู เริ่ม 8.00-10.00 น. พร้อมด้วยกาแฟหรือโอวัลติน เช้านี้ฝนก็ตกอีกเช่นเคยแต่เป็นปรอยๆ ที่วางแผนกันว่าจะโบกรถเข้าตัวเมืองจึงล้มเลิก เปลี่ยนเป็นจองรถกลับกับที่พักเลย เราจองเที่ยว 11.00 น. รถจะมารับเวลา 10.45 น. ราคารถคนละ 150 บาท จ่ายที่คนขับตอนลงรถ ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงกว่า เพราะแวะจอดหลายที่เพื่อส่งผู้โดยสารคนอื่นๆ ด้วย 

เรามาถึงตัวเมืองและเข้าห้องพักตอนประมาณบ่ายโมงกว่าๆ วันนี้พักที่ My place@surat สภาพห้องพักน่านอน 


14.00 น. เราก็ออกเดินเที่ยวตัวเมือง เมืองสุราษฎร์ไม่ค่อยมีสถานที่ท่องเที่ยวมากนัก ส่วนใหญ่ตัวเมืองเราจะเน้นเรื่องของกินกันมากกว่า (กลับไปต้องเป็นหมูๆ)
เริ่มต้นที่ยกเข่ง 


ร้านก๋วยจั๊บร้านดัง คนเยอะมาก 


รสชาติอร่อย น้ำข้นไม่เหมือนที่ไหนที่เราเคยกิน แต่รสชาติก็ไม่ได้แตกต่างมากนะ แต่สำหรับเราอร่อยกว่านิดหน่อย เปิด 11.30-16.00 น. 
ก๋วยจั๊บ




ผักบุ้งไต่ราว เป็นหมี่คลุกกับน้ำยำหรือเปล่าไม่แน่ใจ สีออกแดงๆ แต่ไม่เผ็ด จะเปรี้ยวหวาน มีผักบุ้งและกุ้งกรอบ




โล่งโต้ง คล้ายๆ กับก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่น้ำใสเลย


คุณป้าร้านนี้แนะนำเราดีมาก เครื่องปรุงจะมีน้ำตาลมะพร้าวละลายนะไม่ใช่น้ำปลา! น้ำปลาอยู่ในขวด ใส่ผิดระวังหวานเชียว น้ำส้มจะมีน้ำส้มสายชู กับน้ำมะนาว เลือกได้ว่าจะใส่อะไร
มื้อนี้คุณป้าคนเดิมลดให้ หมดไป 240 บาท ธรรมดาชามละ 40 บาท พิเศษ 50 บาท น้ำแข็งเปล่าแก้วละ 1 บาท

เมื่อกองทัพอิ่ม เราก็ออกเดิน ระหว่างทางก็ได้ของหวานเป็นชาไข่มุกคนละแก้ว 
เราเดินไปอาสนวิหารอัครเทวดาราฟาเอล เนื่องจากเพื่อน 1 คนเป็นคาทอลิก ต้องการไปที่นี่ด้วย เราเลยได้รูปสวยๆ จากที่แห่งนี้มา








จากนั้นก็ไปวัดพัฒนาราม (ไม่มีรูปเพราะฝนตกอีกแล้ว)
เวลาประมาณ 4 โมงเย็นแล้ว วันนี้เราจะไปชมหิ่งห้อยกันตอนมืด เวลาเหลือเราจึงเดินไปที่แม่น้ำตาปี พอดีเจอพี่เล็กไกด์พาเที่ยวที่เราเคยเจอแกในกระทู้ของเพื่อนในพันธุ์ทิพย์จึงแนะนำเราให้ล่องเรือดูวิถีชีวิตชาวบ้านและไปเกาะลำพูด้วย (จริงๆ เราวางแพลนนี้ไว้พรุ่งนี้) เราก็ตกลงแพลนเลยเปลี่ยนมาเป็นวันนี้แทน 
เริ่มสตาร์ทเรือ 16.30 น. 


แวะไปเติมน้ำมันเรือก่อน เพิ่งเคยเห็นปั๋มน้ำมันเรือ!!!!




ไปชมวิถีชีวิตชาวบ้านคลองร้อยสายกัน 


2 ข้างทางจะมีดงต้นจากเยอะมาก พี่เล็กบอกว่าไว้ป้องกันชายฝั่งจากน้ำกัดเซาะ 


เราผ่านอุโมงค์จาก 3 ช่วง เป็นแบบธรรมชาติ 


เราว่าสงบดี มีบ้านเรือน 2 ฝั่ง ทั้งแบบเดิมและสร้างใหม่




หลังนี้เป็นบ้านจากไม้เคียมอายุ 150-200 ปี ทางภาคใต้ บ้านแบบโบราณจะสร้างด้วยไม้ชนิดนี้




อุตสาหกรรมจากมะพร้าวของชาวบ้าน




ถ้าใครสนใจมาพักโฮมสเตย์ในคลองร้อยสายก็มีนะ สงบมาก
สำหรับใครที่อยากล่องเรือชมวิถีชีวิตชาวบ้าน แนะนำเป็นตอนเช้าเนื่องจากจะมีนกมากมาย แต่ตอนเย็นไม่มีนก แต่เราว่าบรรยากาศก็ดีอยู่ดีนะ




ชมวิถีชีวิตกันต่อ






เริ่มมืดแล้ว




นั่งเรือชมวิถีมาได้ประมาณชั่วโมงกว่าๆ พี่เล็กก็พาเราไปปล่อยไว้ที่เกาะลำพู เกาะลำพูเป็นสวนสาธารณะของชาวเมือง มีคนมากมายมาออกกำลังกายกัน เราเดินรอบๆ ไม่หมดเพราะเหนี่อยมาก เลยเดินไปท้ายเกาะเพื่อชมพระอาทิตย์ตก แต่!!! เดินไปไม่ทันพระอาทิตย์ตกก่อน TT จากนั้นเราก็มานั่งเล่นกันรอเวลาไปชมหิ่งห้อย
อันนี้คือภาพถ่ายศาลหลักเมืองเมื่อมองจากเกาะลำพูตอนมืด


ประมาณ 1 ทุ่ม พี่เล็กก็ขับเรือมารับเราไปดูหิ่งห้อยกัน หิ่งห้อยที่นี่เยอะมากๆๆๆๆๆๆ แต่ไม่สามารถถ่ายรูปมาเป็นหลักฐานให้เพื่อนๆ ชมได้ TT ร้องไห้หนักมาก พยายามเท่าไรก็ไม่ได้ เพราะกล้องของเราไม่มีความสามารถ TT แต่ความทรงจำที่เก็บไว้ได้ด้วยสายตา อยากบอกเพื่อนๆ ที่มาสุราษฎร์ว่าต้องแวะมาดูให้ได้!! มันเยอะมากจริงๆ เยอะกว่าที่ไหนๆ ที่เราเคยไปดูมาเลย แม่น้ำกว้างขวาง มีต้นลำพูมาก ฉันทำได้เพียงแค่นี้


อยากเอาต้นลำพูกับหิ่งห้อยกลับกรุงเทพฯ มาปลูกเลย อยากได้หิ่งห้อย 
เราได้ลองจับหิ่งห้อยด้วย พี่เล็กอธิบายว่า หิ่งห้อยมีชีวิตสั้นมาก จะเป็นไข่เดือนหนึ่ง เป็นหนอน 6-12 เดือน จะกลายเป็นดักแด้แฝงตัวอยู่ในดินรอจนปีกงอก 1-2 สัปดาห์ และกลายเป็นหิ่งห้อยอยู่ได้ประมาณ 1 เดือน จริงๆ ตัวผู้แค่ 15 วัน ส่วนตัวเมียจะยาวนานกว่า เพราะว่าต้องวางไข่ อาหารที่หิ่งห้อยกินคือน้ำค้าง เพราะฉะนั้นเมื่อตัวเมียตั้งท้องจะกินตัวผู้เป็นอาหารเพื่อน้ำสารอาหารนั้นมาเลี้ยงไข่ หิ่งห้อยสามารถว่ายน้ำได้ค่ะ! (อันนี้ไม่เคยรู้มาก่อนเลย) เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่ามันจะตายเพราะตกน้ำ แป๋ววว แต่จะตายเพราะอายุสั้นมากกกก TT
หลังจากเก็บความทรงจำเกี่ยวกับหิ่งห้อยเกือบชั่วโมง พี่เล็กก็มาส่งขึ้นฝั่งค่ะ ขอแนะนำค่ะ อธิบายดีจริงๆ 


หลังจากนั้นเราก็ไปกินข้าวเย็นกัน เดินตลาดศาลเจ้า ตลาดเปิดตั้งแต่ 16.00-22.00 น. 


อาหารหลายๆ อย่างอร่อย แต่ไม่รู้ทำไมตลาดนี้ติดเปรี้ยวเหลือเกิน เรานั่งกินส้มตำกันในตลาดก็เปรี้ยวจริงจัง หรือช่วงนี้มะนาวถูก เอ้ยยย


ไก่ย่างเทอริยากิ ร้านนี้อร่อย เพื่อนเดินไปซื้อ 2 รอบ คนขายถามว่าทำหล่นพื้นหรอ? 555


ปลาหมึกย่างหน้าตลาดไม่อร่อยเลยย
ขนมเบื้องอร่อย


ต้มแซ่บ เปรี้ยววววว แซ่บ


อาหารเย็นของพวกเรา


หลังจากกินอาหารเสร็จก็เกือบ 4 ทุ่ม ตลาดจะวายแล้ว เราก็กลับห้องกัน

สรุปค่าใช้จ่ายวันที่ 4 (เมืองสุราษฏร์ฯ)
ค่ารถไปเมืองสุราษฎร์ = 150 บาท
ค่าที่พักในตัวเมือง My place@Surat = 294 บาท
อาหารกลางวัน 240 บาท = 60 บาท
ค่าชาไข่มุก 130 บาท = 32.50 บาท
ทำบุญ = 20 บาท
ค่าเรือชมวิถีชีวิตชุมชนคลองร้อยสาย 500 บาท = 125 บาท
ค่าเรือชมหิ่งห้อย 400 บาท = 100 บาท
ค่าอาหารเย็น 210 บาท = 52.50 บาท
รวม 834 บาท

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม 2016 (ตัวเมืองสุราษฏร์-กลับกรุงเทพฯ)

ตื่นมาตอน 06.30 น. เพื่อไปกินอาหารเช้า เสรีแต่เตี้ยมที่เขารีวิวมาเยอะ เราก็ต้องไปลอง 


ร้านเปิด 05.30-10.00 น. ติ่มซำมีหลากหลาย 


บัคกุ๊ดเต๋ และอื่นๆ เราสั่งกันมาเต็มโต๊ะเลย


อิ่มหนำกันก็กลับมาพักผ่อนที่โรงแรม วันนี้เราออกสายหน่อย เพราะมีที่จะไปไม่กี่ที่
10.30 น. เช็คเอาต์และฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม เดิมไปศาลหลักเมืองสุราษฎร์กัน








วันนี้อาการร้อนเราเลยไปนั่งชิวกันที่ร้าน My Cup 


ร้านอาหารที่มาตามรีวิวเช่นกัน เปิด 9.00-22.000 น. บรรยากาศดี น้ำที่นี่รสชาติธรรมดา สำหรับเราไม่ถูกปาก


แต่บิงซูอร่อย


บานอฟฟี่ก็อร่อย




ใช้เวลาที่นี่นานมาก นั่งเม้าท์กันไปเรื่อยๆ จนบ่ายโมงกว่า ก็หาของกินอีกแล้ว ร้านที่เราต้องไม่พลาดเลยต้องกินให้ได้
“ขนมจีนนาสาร” เป็นมื้อจบทริปที่อร่อยจริงๆๆๆๆๆๆ ร้านนี้เปิด 11.00-16.00 น. ปิดวันอาทิตย์ค่ะ แต่เพื่อนๆ ควรมาเที่ยงค่ะ!! หมดไว้มาก ตอนเราไปบ่ายสอง เหลือแค่น้ำยาป่ากับน้ำยาแกงไก่ TT น้ำยาปูหมด คุณป้าเจ้าของร้านใจดีให้เราเติมไม่อั้น 


อันนี้น้ำยาป่า น้ำยาป่าผสมน้ำยาป่าช่อน


แกงไก่


ผักเคียง


อันนี้ชอบมาก เป็นมะละกอกับแครอทดองน้ำตาลกับน้ำมะนาว อร่อย เติม 3 ถ้วยจร้า


ทอดมันที่นี่ก็อร่อย เป็นทอดมันปลากรายไม่ใส่แป้งและถั่วฝักยาว 


อยากได้กลับกรุงเทพฯ แต่คุณป้าบอกว่าหมดแล้ว เขารับมาจากตลาดแต่ไม่มีชื่อยี่ห้อ ถ้ามีชื่อเราน่าจะไปตลาดแล้วขนกลับกรุงเทพฯ ซัก 3-4 ห่อ เราอยากให้เพื่อนๆ มาลองทานร้านนี้นะ คือ อร่อยจริงๆๆ
กินอิ่มหนำ เวลาล่วงเลยมาเกือบสี่โมง เราก็เดินไปศาลเจ้าแม่กวนอิน สักการะเจ้าแม่กวนอินก่อน


กลับโรงแรมกัน ตอนนี้ยังไม่ได้ของฝากอะไรเลยค่ะ เลยถามพนักงานที่โรงแรมเขาก็ให้เราไปที่ตลาดใกล้ๆ กับศาลหลักเมือง เราก็เลยไปตลาดกัน ได้ของฝากกันมาเต็ม ทริปนี้จะไม่ประหยัดก็ตรงของฝากเนี่ยแหละ
ได้ของฝากจนพอใจก็กลับมานั่งรอรถที่โรงแรม เรานัด Taxi ไว้ตอนหกโมงเย็น ราคาค่ารถไปสนามบิน ถ้าเป็นรถบัสจะอยู่ที่คนละ 150 บาท Taxi เหมาคันละ 500 บาท เราก็ไป Taxi สิค่ะ เพราะถูกกว่า 555+
ถึงสนามบินแล้ว สนามบินเล็กๆ ร้านของฝากมีไม่มากแต่เราว่าดีกว่าที่ภูเก็ตหรือกระบี่นะ เพราะที่นั่งรอเยอะมาก
หลังจากเช็คอินท์ก็รอเครื่องกับ ไฟล์ทเรา 20.50 น. บินกลับแอร์เอเชีย ถึงกรุงเทพฯ 22.05 น.
ดูสภาพเดินขึ้นเครื่องกันสิ ของเต็มไม้เต็มมือกันเล่ออออ


ถึงกรุงเทพฯ เราก็ขึ้น A1 - BTS หมอชิต ลงพญาไท – Airport link ไปลาดกระบัง – Taxi กลับบ้านค่ะ

สรุปค่าใช้จ่ายวันที่ 5 (เมืองสุราษฏร์ฯ-กลับกรุงเทพฯ)
อาหารเช้า เสรีแต้เตี้ยม 430 บาท = 107.50 บาท
My Cup 430 บาท = 107.50 บาท
อาหารกลางวัน ขนมจีนนาสาร 240 บาท = 60 บาท
ของฝาก = 1,057 บาท
ค่า Taxi ไปสนามบิน 500 บาท = 125 บาท
ค่าเครื่องบิน สุราษฎร์ฯ-กรุงเทพฯ = 639 บาท
ค่ารถ A1 = 30 บาท
BTS หมอชิต-พญาไท = 34 บาท
Airport link พญาไท-ลาดกระบัง = 40 บาท
Taxi = 33 บาท
อื่นๆ = 26 บาท
รวม 2,259 บาท

เพื่อนร่วมทางที่ขาดไม่ได้.....


ตารางสรุปค่าใช้จ่าย

Trip

Sulad (Khaosok)

Date

21-25/10/16

Plan

Use

Air Bus Train (Round)

1,500.00

1,247.00

Hotel

1,000.00

648.00

Food

500.00

810.25

Transfer

3,000.00

1,702.00

Ticket place

200.00

305.00

Souvenir

300.00

1,142.00

Internet

-

-

Other

-

45.00

6,500.00

5,899.25


ขอบคุณสำหรับการอ่านค่ะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ไม่มากก็น้อย^^



Create Date : 29 ตุลาคม 2559
Last Update : 14 พฤษภาคม 2560 20:15:29 น.
Counter : 491 Pageviews.

3 comments
  
ขอบคุณที่นำมาแบ่งปันกันครับ
โดย: Kavanich96 วันที่: 31 ตุลาคม 2559 เวลา:4:02:58 น.
  
โดย: ไอฟายน้อย (Ces ) วันที่: 20 พฤศจิกายน 2559 เวลา:21:11:28 น.
  
Nice Trip ครับ

สนุกดีจังฮะทริปนี้ ทริปหน้ามาเล่าให้ฟังใหม่นะครับ
โดย: ไอฟายน้อย (Ces ) วันที่: 20 พฤศจิกายน 2559 เวลา:21:12:28 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

CutieFree
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Junket-Globe เป็นบล็อคที่เราสร้างขึ้น เพื่อเขียนเรื่องราวการเดินทางของเรา เพื่อนเป็นแนวทงให้เพื่อนๆ ที่อยากจะไปในสถานที่เดียวกัน
การเริ่มต้นเดินทางของเราเริ่มขึ้นแล้ว แล้วเพื่อนๆ จะรออะไรล่ะ ไปกัน Go Go
New Comments