Group Blog
 
<<
กันยายน 2552
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
5 กันยายน 2552
 
All Blogs
 

4. ปั้นรักให้แค้น

4.
เมื่อรถคันหรูกำลังจะวิ่งกลับบ้าน เขมวลีก็ได้รับโทรศัพท์ หญิงสาวเหลือบดูหน้าจอของโทรศัพท์ที่วางไว้บนเบาะข้าง ๆ ชื่อของนายไทย์วัฒน์ปรากฏขึ้นมา หญิงสาวยิ้มนิด ๆ ฟังเสียงสายเรียกเข้าจนกระทั่งเสียงนั้นหายไป อึดใจใหญ่ก็ดังอีกครั้ง ดังอยู่สองสามครั้ง จนกระทั่งเขมวลี จอดรถบีบแตรเรียกคนรับใช้ที่หน้าประตูบ้านของตน

โทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เป็นเบอร์เดิมของไทย์วัฒน์ เขมวลีตัดสินใจรับ

“ขอโทษทีค่ะ ขับรถอยู่ ไม่ได้ใส่สมอลทอคก็เลยไม่ได้รับ..มีอะไรหรือคะ”
ไฟสว่างวาบสะท้อนมาที่กระจกส่องหลัง เขมวลีหันกลับไปมอง เธอจำหมายเลขทะเบียนรถคันใหญ่ของเขาได้

“เมื่อกลางวันผมลืมของไว้ครับ”

เขมวลีเบ้หน้าไหวไหล่แล้ววางสายอย่างเสียมารยาทเพราะประตูบ้านกำลังเลื่อนออก อันที่จริงเธอก็มีรีโมทเลื่อนประตู แต่ว่าเธอถ้าเธอเปิดประตูเองแล้วขับรถเข้าบ้าน ในจังหวะที่เธอเผลอมิจฉาชีพอาจจะตามเข้ามาก็ได้ มีคนมาเปิดอย่างน้อย ก็จะได้ประกาศให้คนที่ไม่หวังดีรู้ว่าเธอไม่ได้อยู่บ้านคนเดียว

เมื่อจอดรถเรียบร้อย เขมวลีรีบเดินไปยังประตูรั้วที่สาวใช้กำลังจะเลื่อนปิด

“เข้าบ้านไปก่อนเดี๋ยวฉันจัดการเอง”

สาวใช้มองออกไปที่หน้าถนนเห็นว่ามีรถตามมา เจ้าหล่อนมองหน้าเจ้านายสาวแสนสวยก่อนจะค้อมตัวเลี่ยงเข้าบ้าน เขมวลีเดินออกไปชะโงกหน้ามอง พบว่าไทย์วัฒน์ที่อยู่ในชุดเมื่อกลางวันกำลังเดินเข้ามาหา

รอยยิ้มบาง ๆ อยู่บนใบหน้าของเขา

“จะแวะเข้ามาเอาของ ก็เลยต้องโทรรบกวนคุณ หลายสายเลย”

“ลืมอะไรหรือคะ”

ถามยังไม่ทันเอาคำตอบและไม่มองหน้า เขมวลีก็หมุนตัวเดินนำเข้าไปในบ้าน

“เลนส์นะครับ” เขาสาวเท้าเนิบก้าวตามหลัง

“ไม่น่าลืมได้เลย” เขมวลีพอรู้ทันว่าจริง ๆ มันเป็นการจัดฉากชัด ๆ เมื่อเดินนำไปถึงในบ้าน หญิงสาวก็ร้องเรียกหาสาวใช้ แต่ว่าเธอก็ได้ยินเสียงละครโทรทัศน์เรื่องที่ไม่ใช่เธอเล่นแน่ๆ แว่วมาจากห้องของสาวใช้ที่อยู่ติดกับครัว เขมวลีหันมาทำสีหน้าเหน็ดเหนื่อยใจให้คนที่มาเป็นแขกยามวิกาล

“น่าปลื้มใจไหมคะ”

ไทย์วัฒน์หัวเราะ ไม่แสดงความคิดเห็น สายตาของเขา มองหาของสำคัญที่ลืมไว้ แต่ว่าก็หาไม่เจอ

“วางไว้ตรงไหนคะ” เขมวลีหันไปสนใจธุระสำคัญของเขา

ไทย์วัฒน์เดินดูบริเวณที่ใช้ถ่ายภาพ กวาดตามองไปจนทั่ว แล้วก็ไปหยิบของสำคัญที่วางไว้บนหลังตู้ ซึ่งมันสูงกว่าสายตาของสาวใช้ที่จะมองเห็น

“อยู่ตรงนี้เอง”

“ดีใจด้วยนะคะที่หาเจอ” เขมวลีเหน็บให้แต่เขาหาได้สนใจ

“ผมอย่างนี้ทุกทีเลย ราคาไม่ได้บาทสองบาทเลยนะเนี่ย”

“ขนหน้าแข้งคุณไม่ร่วงหรอกค่ะ”

“ไม่มีจะร่วงแล้วครับ” เขาพูดยิ้ม ๆ

“บ้านคุณน่าอยู่จริง ๆ นะครับ แต่เสียอย่างเดียว เงียบไปนิด วังเวงหน่อย”

เขมวลีเดินไปกดสวิตช์ไฟ ความสว่างเข้ามาเยือนทุกจุดทำให้เห็นว่า บ้านนั้นดูมีความสุนทรีย์ทางอารมณ์ซ่อนอยู่ไม่น้อย

“เมื่อกลางวัน ผมไม่ทันได้ดูภาพวาดของคุณเลย ยุ่งนะครับ”

“ดูได้เลยค่ะ”

ไทย์วัฒน์เดินไปยังรูปวาดสีน้ำมันของจิตรกรชื่อดังที่อยู่บนผนัง

“ทานอาหารเย็นหรือยังคะ”

“แล้วคุณล่ะ” เขาพูดโดยไม่ได้หันไปมองหน้า เขมวลียืนมองไหล่กว้าง แผ่นหลัง กางเกงยีนส์ขากระบอกเผยให้เห็นท่อนขาที่ดูมั่นคง แม้เขาไม่ใช่นักแสดงแต่ว่าท่วงท่าของเขานั้นน่าดูชมไม่น้อยทีเดียว

และไหน ๆ เขาก็กล้าเข้ามาหาเธอถึงในบ้านแล้ว ทำไมเธอจะไม่ ประวิงเวลาที่จะดูสักหน่อยว่า แท้จริงแล้วเขาต้องการอะไรกันแน่?

“ทานด้วยกันไหม”

“ดีหรือครับ” เขาหันมาเลิกคิ้วถามแต่ว่าก็เจอกับสายตาของเขมวลีที่ดูขัน ๆ กับมุกเก่าที่จะทำให้หนุ่มกับสาวได้มีโอกาสสานความสัมพันธ์กัน


ในครัวนั้นเป็นครัวทันสมัย แม้ไม่ได้ติดแอร์ แต่ว่าพอเปิดพัดลมที่ผนัง ความเย็นก็กระจายไปทั่วห้อง เมื่อเข้ามาในครัว หลังจากสำรวจตู้เย็นแล้ว เขาก็ถามเจ้าของบ้านว่า “อยากทานอาหารชาติไหน”

“ชาตินี้ค่ะ วันนี้ด้วย” เขมวลีที่ยืนจิบน้ำส้มจากกล่องที่แช่ไว้ในตู้เย็นปล่อย
มุกบ้าง ๆ เขาเลิกคิ้ว แล้วยิ้ม ๆ

“โอเค วันนี้ ชาตินี้ ผมเก็ทแล้ว”

“อยากกินอาหารจีน”

“แต่ในตู้ของคุณมีแต่พวกฮอทด็อก แฮม อิ่ม อร่อยแต่ว่ากินมาก ๆ ไม่ดีหรอก”

“แล้วตอนอยู่ที่โน่นคุณไม่กินเหรอ”

“ก็ไม่บ่อยหรอกครับ ส่วนใหญ่ผมก็ทำอาหารไทยกิน”

เขมวลีรู้สึกสนใจ เพราะถึงแม้จะมีเงิน ได้ไปเที่ยวต่างประเทศอยู่บ่อย ๆ แต่ว่าเธอก็ไปอย่างนักท่องเที่ยว ไม่เคยใช้ชีวิตอย่างเขา

“เอางี้แล้วกัน คุณจะอาบน้ำก่อนไหม”

“ไม่ค่ะ อยากดูตอนคุณทำครัวมากว่า อยากจะรู้ว่า ทำเป็นหรือโม้เป็น” วันที่ไปทานอาหารด้วยกันที่ข้างถนน เขมวลีบอกให้เขาฟังว่าเธอทำอาหารไม่เก่ง ตอนนั้นเขาบอกกับเธอว่า แสดงว่าทำเป็น เธอจึงตอบไปว่า ทำเป็น แต่ว่าไม่ค่อยอร่อย แล้วอีกอย่างก็กลัวพวกกลิ่นติดมือ กับทำให้เล็บอันสวยงามของเธอนั้นมีปัญหา

“งั้นไปรอข้างนอกดีกว่าครับ ผมขอเวลาสิบนาทีรับรองเลยว่า ฮอทด็อกพวกนี้ไปถึงปากคุณอย่างแน่นอน”

ว่าพลางเขาก็ฉีกถุงไส้กรอกฝรั่ง ใส่ชามพลาสติกขนาดใหญ่แล้วเปิดน้ำล้างใส่จนเต็ม

“ฉันกินนิดเดียว จริง ๆ แค่น้ำผลไม้นี่ก็อิ่มแล้ว”

“แต่ผมหิวมาก” เขาคุยไปพลางแกะถุงพลาสติกที่ห่อไส้กรอกนั้นออกไปด้วย เขมวลีรู้สึกว่าเขาชำนาญอยู่ไม่น้อย ลูกคนมีเงินที่ไปอยู่ต่างแดน เธอได้ยินเข้าหูมาตลอดว่า ต้องพึ่งพาตัวเองเรื่องดัดแปลงอาหารบ้านเขาให้มีกลิ่นพริกกลิ่นกระเทียมนั้นหลายคนถนัดกันนัก

เมื่อเห็นว่าเขาเงียบ เขมวลีจึงถือแก้วน้ำส้มคั้นมานั่งที่โซฟา หญิงสาว หยิบรีโมทมาเปิดโทรทัศน์ เมื่อตอนเย็น สุพศินโทรรายงานให้เธอได้ทราบเรื่องที่ปาริสาขับรถชนมอเตอร์ไซค์รับจ้างจนกระทั่งมีปากมีเสียงกัน เขาเล่าแม้กระทั่งว่า ไปนั่งดื่มกาแฟกับขนมด้วยกันในร้านที่ปั้มน้ำมัน เธอรู้ว่าเขาเล่าทำไม เพราะไม่กี่วันเรื่องคาว ๆ แบบนี้ต้องเป็นข่าวซุบซิบมาสั่นคลอนความสัมพันธ์ของเธอกับเขาแน่ ๆ ถือว่าเป็นฉนวนเหตุในการบอกเลิกได้ทีเดียว แต่ว่าถ้าเธอปล่อยสุพศินไปให้ปาริสาในตอนนี้ ก็เท่ากับว่า เธอส่งอาวุธไปให้คู่แข่ง อันดับนางเอกของปาริสาอาจจะไต่ขึ้นมาเทียบเธอได้ เกมส์นี้เธอพลาดไม่ได้ ดังนั้น เธอจะต้องกันสุพศินไว้ก่อน แม้ไม่อยากมีเขา แต่ถ้าปาริสาได้เขาไป มันก็ไม่มีผลดีอะไรกับเธอ และถ้าปาริสาคิดจะเล่นกับเขาอย่างที่เธอมองเห็น หล่อนจะต้องได้บทมือที่สาม ซึ่งถ้าเธอเยื้อสุพศินไว้ไม่ไหว อย่างน้อย ชื่อของปาริสาก็จะพลอยเสียหายไปด้วย

“มาแล้วครับ”

แขกยามวิกาลถือจานที่มีฝาครอบออกมาด้วย เขาต้องการให้เธอลุ้นนั่นเอง

“ทายก่อนครับว่าอะไร” เขาทรุดตัวนั่งบนโซฟาตัวตรงข้ามแล้วก็เลื่อนจานใบนั้นมาตรงหน้า เขมวลีทำหน้าครุ่นคิด

“คุณต้องคิดไม่ถึงแน่ ๆ ว่ามันจะออกมาในรูปแบบนี้”

“อะไรคะ”

“ทายก่อน รับรองว่าอร่อยมาก คนส่วนใหญ่นิยมด้วย”

“แค่ไม่กี่นาที คุณจะทำอะไรได้”

ว่าแล้วคนใจร้อนก็เปิดผาครอบจานออกทันทีและเมื่อได้เห็นเขมวลีก็หัวเราะกิ๊ก ๆ ก่อนจะเงยหน้ามาทิ้งค้อนให้เขา

“แค่ไส้กรอกเวฟราดซอสพริกกับมายองเนสเนี่ยนะ”

“อ้าว ก็ในเซเว่นอีเลฟเว่นคนนิยมไหมละ ผมก็เห็นมีแค่นี้ เขาก็ขายได้แล้ว”

“มั่วนิ่ม”

พอหญิงสาวตำหนิ เขาก็คว้าส้อมจิ้มเข้าปากไปหนึ่งชิ้น

“อร่อยจะตายคุณชิมเลย”

เขมวลีส่ายหน้า เขาจิ้มแล้วจะยื่นป้อนให้เข้าปาก เขมวลีก็ส่ายหน้า แต่ว่าเมื่อทนสายตารบเร้าของเขาไม่ไหวหญิงสาวจึงคว้าส้อมในมือเขา ส่งเจ้าไส้กรอกชิ้นนั้นเข้าปากเสียเอง

“อร่อยไหมครับ”

“อร่อยกว่าในเซเว่นนิดนึง”

“ขอบคุณที่ชมครับ”

ขณะเขมวลีก็ไอเพราะสำลักกับซอสพริก น้ำส้มคั้นในแก้วก็ไม่มี เขาลุกพรวดพราดวิ่งเข้าไปในครัว แล้วก็กลับออกมพร้อมกับแก้วน้ำเปล่า เขมวลีรีบรับมาดื่ม

“ขอบคุณค่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ”

เขมวลีส่งสายตาจ้องตาของเขาเพื่อหยั่งดูลึก ๆ ที่อยู่ในใจ การเอาอกเอาใจขนาดนี้ มันหมายถึงอะไร

“เล่าเรื่องของคุณให้ฉันรู้บ้างซิ”

“เอาเรื่องไหนดีละครับ”

“เรื่องพ่อแม่ครอบครัวญาติพี่น้อง”

“คุณจะอยากรู้ไปทำไม”

“ก็เรียนเชิญคุณเข้ามาในบ้านแล้ว จะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวคุณเลยคงไม่ดีมั้งค่ะ อย่างคุณอย่างไรก็ยังถือว่าเป็นคนแปลกหน้า”

“งั้นคนแปลกหน้าขอลากลับก่อนดีกว่าครับ” เขาละส้อมในมือ

“ก่อนจะกลับกรุณาเก็บจานไปล้างเก็บด้วย”

เมื่อได้ยินเขาหัวเราะพรืด ทำหน้าว่าเจ้าของบ้านทำไมถึงได้เขี้ยวอย่างนี้

“สาวใช้ของคุณก็มีนี่”

“ดูละครเสียงดังขนาดนั้น คงไม่ได้ยินเสียงเจ้านายอย่างฉันหรอกค่ะ แล้วอีกอย่างหลังหกโมงเย็นแล้วฉันจะใช้เขาไม่ได้ ถ้าจะใช้ให้ทำอะไร ต้องโทรมาบอกก่อน อย่างจะให้ทำอาหารเย็นให้ทานก็ต้องบอกไว้ หรือสั่งให้ไปซื้อหามาไว้ให้”

เขาพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะถามว่า

“อิ่มไหม”

“ฉันควรถามคุณมากกว่า”

“แค่นี้ก็ถือว่าได้รับเกียรติแล้วครับ”

“แล้วเก็บเลนส์ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ หวังว่าคงไม่เอามาเป็นข้ออ้างเพื่อกลับมาที่นี่อีก”

“โอ้ย พูดซะผมเสียเลยนะเนี่ย”

“ฉันรู้ว่าเป็นแผนของคุณ”

“ผมลืมจริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจเพื่อมาสร้างความยุ่งยากให้กับคุณเลยสักนิด” ผู้ร้ายยังคงปากแข็ง

“แต่ดีใจนะคะที่คุณกลับมานะคะ” เขมวลีจงใจทอดสะพานให้เขารู้ เพราะอยากดูว่าเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่ว่าเขาก็ยังตีหน้าไม่รู้ไม่ชี้กับประโยคเผยความในใจนั้น

“คุณอิ่มแล้วใช่ไหม ผมเก็บจานไปล้างนะ”

ว่าแล้วเขาก็จิ้มไส้กรอกที่เหลือเข้าปากจนหมด เขมวลีเสไปมองภาพข่าวในจอโทรทัศน์ซึ่งบังเอิญเป็นข่าวธุรกิจ และเท่าที่เธอรู้มา เขาก็เป็นหนึ่งในทายาทของตระกูลดัง แต่ว่าเมื่อเขาไม่อยากเล่าอะไร เธอก็ไม่จำเป็นต้องรู้อะไรจากปากเขาในตอนนี้ เขาลุกขึ้น นำจานเข้าไปในครัว เขมวลีได้ยินเสียงเขาล้างจาน อึดใจเขาก็เดินออกมา

“ดึกแล้วผมกลับก่อนดีกว่าครับ”

“ดีค่ะ” ว่าแล้วเจ้าของบ้านก็ลุกขึ้นยืน เดินไปหยิบรีโมทประตูบ้าน แล้วเดินนำออกจากบ้าน เขาเดินตามไป โดยทิ้งระยะห่างพอประมาณ และเมื่อถึงหน้าบ้าน เขมวลีก็กอดอกมองเขาที่กำลังสวมรองเท้ายี่ห้อดังบ่งบอกฐานะอันแท้จริงของตัวเอง

“ฉันจะได้พบคุณที่งานไหนอีกนะ”

เขาเลิกคิ้ว ยักไหล่แล้วเดินไปยังประตูรั้วที่ค่อย ๆ เปิดออก

“เจอกันเมื่อชาติต้องการแล้วกันครับ”

เขาลับหายไปแล้ว เขมวลีที่กอดอยู่ยืนยิ้ม แล้วหญิงสาวสลัด
ศีรษะ นึกตำหนิหัวใจตนเองที่สั่นไหวไปกับ ผู้ชายที่ดูไม่น่าไว้วางใจคนนี้


พอขับรถพ้นจากบ้านของเขมวลี โทรศัพท์มือถือของไทย์วัฒน์ก็ดังขึ้น เขาล้วงจากกระเป๋ากางเกงมาดูหน้าจอ พบว่าเป็นเบอร์ของรุจโรจน์ เขากดรับแล้วแนบไว้ข้างหู

“พ่อแกโทรมาหาข้า”

“แล้วไง”

“ให้แกโทรกลับ หรือไม่ก็ให้แวะไปหาที่บ้านด้วย คงรู้เบอร์พ่อแกหรอกนะ”

“รู้ซิ แค่นี้นะ ขับรถอยู่”

เขาวางสายแล้วโยนโทรศัพท์เครื่องละหมื่นต้น ๆ ไปยังเบาะข้าง ๆ รู้ดีว่า พ่อต้องรู้แน่ ๆ ว่าเขาบินกลับมาแล้ว แต่ไม่คิดว่า จะตามตัวเขาเร็วอย่างนี้ ไทย์วัฒน์ถอนหายใจอีกเฮือก ด้วยเป็นหลานคนโต คุณปู่จึงหมายมั่นปั้นมือให้เขาช่วยสืบทอดกิจการ แต่ว่าเขาไม่รักงานบริหาร ใจนั้นรักชอบงานศิลปะมากกว่า แต่ว่าเขาก็ทำได้เพียงลงทะเบียนเรียนคอร์สสั้น ๆ ในช่วงที่เรียนต่อปริญญาตรีทางด้านบริหารธุรกิจ จนเมื่อเขาเรียนจบแล้ว อีกทางที่จะทำให้เขาได้เรียนต่อและอยู่ที่โน่นได้ ก็คือต้องเรียนทางด้านบริหารธุรกิจในระดับปริญญาโท ซึ่งก็ทำให้พ่อได้ชื่นใจ แต่ว่าเขาก็ยังไม่อยากกลับมาทำงานทางด้านนี้อยู่ดี ดังนั้นเวลาในช่วงปีหลัง ๆ นี้ เขาจึงอ้างว่า ขอให้ได้ทำในสิ่งที่อยากทำจริง ๆ บ้าง นั่นก็คือการเรียนทางด้านกราฟฟิคดีไซด์รวมถึงงานทางกล้องถ่ายรูปที่เขานั้นโปรดปราน แต่ว่าช่วงนั้น พ่อก็โทรไปคะยั้นคะยอให้เขากลับมาอยู่ที่เมืองไทยอยู่บ่อย ๆ พอเขามีมัญฑิตา เขาก็อ้างว่ารอให้ผู้หญิงเรียนจบเสียก่อน แต่พอพ่อทราบเรื่องเท่านั้น รังรักของเขากับมัญฑิตาก็ร้อนเป็นไฟ พ่อประกาศกร้าวว่าคู่ครองของเขานั้นพ่อจะเป็นคนหาให้ พ่อต้องการคนที่เหมาะสมกันทางด้านธุรกิจด้วย ไม่ใช่แค่ความรัก แต่เขาก็ดื้อแพ่ง แต่ว่าพ่อก็ประกาศิตไว้ว่า อย่างไรเสีย พ่อก็จะไม่ยอมรับมัญฑิตาอย่างแน่นอน

เขาขับรถมุ่งหน้ากลับคอนโด เรื่องที่จะให้โทรไปหาหรือไปพบในวันสองวันนี้ไม่ใช่เขาแน่ ๆ แต่ว่าเขาก็คงหนีพ่อไม่พ้น


วันรุ่งขึ้น ขณะที่กำลังรีทัชรูปถ่ายงานเมื่อวาน ในห้องพักหรูหรากลางเมือง โทรศัพท์มือถือของเขาก็แผดเสียง

“คุณพ่อ”

“แวะมาหาพ่อที่บริษัทด้วย” สั้น ๆ ไม่อ้อมค้อม ดังนั้นเขาจึงต้องตอบสั้น ๆ เช่นกัน

“ครับ”

“ก่อนเที่ยงนะ”

“ครับ”

พ่อวางสายไปแล้ว เขาละงานในมือ กดโทรศัพท์ไปหาเพื่อนรักที่น่าจะอยู่ที่ทำงาน

“ส่งงานช้าหน่อยนะโว้ย พ่อโทรให้ไปหา ด่วน เหมือนเดิม”

“โชคดีคร้าบบบบบ” รุจโรจน์วางสายโดยเร็ว ถ้าเป็นอย่างนี้ คงจะยุ่ง เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ใบหน้าของเขมวลีลอยเข้ามา เกมส์รักเกมส์นี้จะดำเนินต่อไปอย่างไร เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้น ตัดสินใจโทรออก

เหมือนเมื่อวานตอนเย็นไม่มีผิด หญิงสาวไม่ยอมรับสาย จงใจไม่รับสายทีเดียวคงจะยุ่ง เขาลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว พอกำลังจะก้าวขาออกจากห้องพัก โทรศัพท์ของเขาก็แผดเสียง

“เข็มค่ะคุณไทย์วัฒน์”

“เรียกวัฒน์เฉย ๆ ก็ได้ครับ”

“ค่ะ มีอะไรหรือครับ”

เขากรอกตาครุ่นคิด แล้วรอยยิ้มเล็ก ๆ ก็ผุดขึ้น

“นั่งรีทัชรูปคุณอยู่ครับ ก็เลยคิดถึงขึ้นมาเฉย ๆ”

“ค่ะ”

เขาเงียบ เพราะหาถ้อยคำที่ตีเจตนาได้หลากหลายยังไม่ได้นั่นเอง แล้วเขมวลีก็คือเขมวลี หญิงสาวไม่มีเสียเวลาอ้อยอิ่งกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง อย่างที่เคยได้บอกไว้

“ไม่มีอะไร งั้นขอตัวนะคะ ถึงคิวเข็มแล้วค่ะ”

หญิงสาววางสายลง

“เข็ม” ไทย์วัฒน์ทวนชื่อนี้เบา ๆ มันบ่งบอกว่าเธอสนิทกับเขามากขึ้นหรือเปล่านะ เมื่อคืนวานเธอใช้ “ฉัน” หรือว่าเป็นเพราะอารมณ์ต่อเนื่องที่เธอกำลังคุยกับคนอื่น แต่ที่แน่ ๆ เวลาที่ขยับมานี้ เหยื่อยังไม่ได้ติดบ่วงเสน่หาของเขา ลูกล่อลูกชนยังต้องมีอีกต่อไป

ไทย์วัฒน์ถอนหายใจออกมา แม้จะปวดหัวแต่ว่ามันก็สนุกไม่น้อยเลย

เมื่อเลขาหน้าห้องอนุญาต เขาจึงไปปรากฏตัวที่หน้าโต๊ะทำงานของผู้ให้กำเนิด นายลือชัยเงยหน้ามองบุตรชายคนโตซึ่งให้กำเนิดจากทาริกา ภรรยาคนแรกที่ขอหย่าจากเขาเพราะทนกับเรื่องบ้างานของเขาไม่ไหว การหย่าร้างกันในตอนนั้นเขาไม่ได้รู้สึกเสียใจ เพราะเขาก็ไม่ได้รักทาริกา ที่แต่งงานกันก็เพราะผู้ใหญ่เห็นสมควร ทาริกาเป็นแม่บ้านแม่เรือนมากเกิน เธอไม่ประสีประสางานในแวดวงธุรกิจเลย ถือว่าเป็นคู่คิดให้กับเขาไม่ได้ แต่คุณพ่อของเขาบอกว่าทาริกาจะทำให้บ้านเป็นบ้าน แต่เขาก็ปรับตัวเข้าหาบ้านอันแสนอบอุ่นนั้นไม่ได้ พอไทย์วัฒน์อายุ 3 ขวบ ทาริกาก็ขอเป็นฝ่ายขอหย่า ด้วยคนรักเก่าที่เรียนจบกลับมาจากต่างประเทศนั้นยังพิศวาสเจ้าหล่อนเหมือนเดิม ดังนั้นเขาจึงผายมือให้ แต่ว่า ลูกชาย ต้องอยู่ในปกครองของเขา ทาริกาทำท่าจะไม่ยอม แต่ว่าคุณแม่ที่ล่วงลับไปแล้วเข้ามาไกล่เกลี่ย ทาริกาจึงยอมไปแต่โดยดี

“สวัสดีครับ” ไทย์วัฒน์ยกมือไหว้ ผู้เป็นพ่อส่งสายตาให้บุตรชายนั่งลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน เมื่อนั่งลงแล้วบุตรชายวัยสามสิบปีก็นิ่งเงียบ เงียบเหมือนที่เคยเงียบ ผู้เป็นพ่อถอนหายใจออกมา อาการดื้อเงียบแบบนี้เห็นมาจนชิน แต่ว่ามันก็ไม่ใช่ความผิดของบุตรชายทั้งหมด เขารู้ตัวว่า พูดมากและชอบบังคับจิตใจของลูก แต่ว่าเขาก็ไม่ได้เผด็จการจนเกินไป อะไรที่พอทำตามใจลูกได้เขาก็ตามใจ อย่างเช่นเมื่อเขาขออยู่ต่อเพื่อเรียนอย่างที่ใจรัก เขาก็ให้ แต่กรณีที่อยู่รอผู้หญิงเรียนให้จบนั้นเขาไม่เห็นด้วย แต่ว่าเขาก็บอกไปแล้วว่าไม่มีวันยอมรับผู้หญิงคนนั้นมาเป็นลูกสะใภ้ ด้วยทางนี้เขาก็หมายตาหญิงงามที่เพียบพร้อมไว้ให้แล้ว ซึ่งที่เรียกตัวบุตรชายคนโตมาในวันนี้ก็เรื่องนี้นั่นเอง

“คุณพ่อสบายดีนะครับ”

“งานท่วมหัว”

“ครับ”

“พ่อมีเรื่องรบกวน” พ่อของเขาไม่อ้อมค้อมอยู่แล้ว

“หวังว่าคงไม่ใช่เรื่องจับคู่ให้ผม”

“ก็ไม่ถึงกับบังคับ ว่าให้แต่งกับคนนั้นนี้หรอก แต่ว่า ผู้หญิงของแกต้องผ่านการอนุมัติจากพ่อก่อนเท่านั้น”

ไทย์วัฒน์ทำหน้าเซ็ง

ผู้เป็นพ่อเลื่อนซองการ์ดเชิญมาตรงหน้าบุตรชาย ไทย์วัฒน์จำต้องหยิบมาคลี่ดู

เรียนเชิญร่วมงานวันเกิดครบรอบ 25 ปี ศิธาพร ลูกสาวคนสวยของนายอนุสรณ์ ศุภลักษณ์ เขาก้มอยู่กับการ์ดใบนั้นเนิ่นนาน พอเดาออกว่าพ่อต้องการอะไร แต่ในหัวแผนการของเขาก็ได้เริ่มต้นเช่นกัน

“ผมต้องไปใช่ไหมครับ”

“ต้องไปในฐานะลูกชายของพ่อ ไม่ใช่ตากล้องกุ๊ย ๆ” เขาสบตาของพ่อแล้วเมินไปทางอื่น

“แกรู้ตัวไหมว่าแกไม่ใช่คนธรรมดา แกเป็นลูกชายของพ่อเป็นคนของทองจิระกุลชัย เป็นทายาทธุรกิจใหญ่ระดับประเทศ เพราะฉะนั้น พอคิดว่าทำอะไรบ้า ๆ แล้วคนจะไม่สนใจ”

“ครับ” ใบหน้าที่ได้เค้าคมเข้มของมารดาคนใต้นิ่ง แต่ซ่อนไปด้วยอารมณ์กรุ่น เพราะเถียงกับพ่อไปก็ไม่มีวันเอาชนะได้นั่นเอง นิ่งฟัง ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง พ่อจะพอใจมากกว่าอธิบายว่าอะไรเป็นอะไร

“วันนั้นมาเอารถที่บ้านไปใช้ เสื้อผ้าหน้าผมให้พร้อม”

“ครับ”

“แล้วอะไรดลใจแกให้ตัดผมสั้น” อีกเรื่องที่ขัดแย้งกันมาในรอบหลายปีที่เขาไปเรียนต่ออยู่ที่โน่น

“เมืองไทยมันร้อน”

“แล้วตกลงแกกลับมาด้วยเรื่องอะไรมีอะไรพิเศษเหรือเปล่า”

“นิดหน่อยครับ..เอาเป็นว่าผมยังไม่พร้อมกลับมาอยู่ที่บ้านเต็มตัวอย่างที่คุณพ่อต้องการนะครับ” เขาไม่อ้อมค้อมบ้าง

“แกต้องการเวลานานเท่าไหร่”

“ปีหนึ่งครับ”

“มากไป ถ้ากลับมาแล้วก็ไม่ควรปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เวลามีค่านะ”

“ครับ”

“เข้าไปเยี่ยมคุณปู่บ้าง คุณปู่รักแกมาก แกต้องไม่ลืมว่าเป็นหลานชายคนโต และที่สำคัญคุณปู่หมายฝากกิจการไว้กับแกไม่ใช่หลานชายคนอื่น ๆ”

“แต่ผมไม่อยากได้อะไรมากมายขนาดนี้”

“แกไม่มีทางเลือกหรอก วันนี้เงินอาจจะไม่สำคัญที่สุดสำหรับแก แต่วันหนึ่งแกจะต้องขอบคุณพ่อกับปู่ที่ทิ้งเงินทองเกียรติยศไว้ให้กับแกมากมาย ครึ่งปีน่ะ อยากทำอะไรก็รีบทำ”

“ครับ”

นายลือชัยพยักหน้า นั่นก็คืออนุญาตให้ออกไปได้





 

Create Date : 05 กันยายน 2552
4 comments
Last Update : 5 กันยายน 2552 11:33:00 น.
Counter : 594 Pageviews.

 

:)

 

โดย: Natee IP: 173.88.223.191 6 กันยายน 2552 21:20:43 น.  

 

คุณพ่อนายไทยเหี้ยมจัง
รู้สึกแปลๆ เหมือนไทยวัฒน์จะมีแผนแน่ๆ
ถึงยอมไม่งานกับพ่อ

อยากรู้ไวๆ จัง
คุณเฟื่องจะดองเรื่องนี้นานแค่ไหนคะ

 

โดย: เจ้ากิ๊ง (JaoGing ) 13 กันยายน 2552 11:22:15 น.  

 

เรื่องนี้ขอดองไว้ก่อนนะครับ เขียนสุดแค้นแสนรักจบเมื่อไหร่ค่อยหันกลับมาสานต่ออีกที..(ถ้าผมยังไม่ลืมอารมณ์ตัวละครอะนะ)

 

โดย: เฟื่องนคร-ชอนตะวัน (F_nakhon ) 13 กันยายน 2552 18:35:52 น.  

 

สุขสันต์วันเกิดค่ะคุณลี
มีความสุขมากๆนะคะ
ขอให้หนังสือขายดีๆๆ
ร่างกายแข็งแรงนะคะ
เด๋วไม่มีใครแต่งนิยายหนุกๆให้อ่าน


อิอิ จ๋าไปเรียนก่อนนะคะ
เพื่อนโทรตามและค่ะ

 

โดย: นงนภัส IP: 202.28.45.20 23 กันยายน 2552 9:35:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


F_nakhon
Location :
นครสวรรค์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




email ถึงผู้เขียน

เฟื่องนคร : f_nakhon@hotmail.com
ลิขสิทธิ์งานเขียนทุกชิ้นในบล็อก เป็นของผู้เขียนตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตามโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน

-------------------


Friends' blogs
[Add F_nakhon's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.