แผนรักจัดฉากหัวใจ บทที่เจ็ด หัวใจที่สับสน
ตอนที่เจ็ด
หัวใจที่สับสน





แล้ววันรับปริญญาก็มาถึงมันเป็นวันที่บัณฑิตใหม่ตื้นเต้นมาก จนนอนไม่หลับจนต้องลุกขึ้นมามาร์กหน้าของเอสเค- ทู เพื่อความผ่อนคลายและผิวใสหน้าสวย แต่บอกความจริงก็ได้ที่นอนไม่หลับก็เพราะว่าหนึ่งตื่นเต้นยินดีที่จะได้รับปริญญา

สองตื่นเต้นที่คณะคุณยายทั้งสองจากบ้านไร่จะเดินทางมาถึงตอนเช้าเพื่อร่วมยินดีกับหลานสาว และหลานสาวตัวดีก็แอบลุ้นว่ายอดชายนายตรีภพจะตามเป็นสารถีให้คุณยายทั้งสองตามประสาคนชอบสร้างภาพหลานชายที่ดี ไม่น่าเชื่อว่าผู้ชายที่หวนกลับเข้ามาในชีวิตเธอเพียงไม่กี่วันจะมีผลต่อเธอถึงเพียงนี้ ว่าแล้วเช้าวันสำคัญวันนี้เราต้องสวยพร้อมทุกสถานการณ์แล้วสาวเจ้าก็บรรจงแต่งองค์ทรงเครื่องเริ่มจาก


ตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง อาบน้ำ ขัดผิว กว่าจะเสร็จก็เกือบตีห้าเข้าไปแล้ว ตามด้วยขั้นตอนการทำผมที่เลือกแล้วจาก 10 ทรงผมโดนใจในวันรับปริญญาจากที่ค้นหาอินเตอร์เน็ต แล้วลองทำมาแล้วทั้ง 10 ทรงแล้ว

เพื่อคัดเลือกว่าทรงไหนที่ใช่เลยกับหน้ารูปไข่อย่างเธอที่สุด เออ จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้เว่อร์ขนาดนั้น เพราะเธอต้องคำนึกถึงความสภาพเรียบร้อยเป็นสำคัญในพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ เห็นหนูจิตเป็นอย่างนี้แต่ก็เป็นคนรู้กาลเทศะนะจะบอกให้ เลยลงตัวที่ทรงผมเปียก้างปลาทั้งหัว แค่นี้ก็สวยหวานและเรียบร้อยแล้ว

เมื่อทำผมเสร็จ ก็ต่อที่หน้าเริ่มจากบรรจงทาครีมบำรุงผิวจาก La Mer อย่างแผ่วเบาทั่วหน้าใบหน้าและลำคอ ตามด้วยครีมกันแดดและรองพื้นเนื้อลิควิดของ Dior จากนั้นตบแป้งฝุ่นเนื้อบางเบาของ Benefit ตามด้วยแป้งพัฟอณูละเอียดของ Shiseido ทาทั่วใบหน้าและลำคอเพื่อความเนียนละเอียดมากขึ้น แล้วเกลี่ยพวงแก้มด้วยบลัชออนสีส้มประกายทองของ M.A.C แต่งเปลือกตาสวยด้วยอายแชโดว์สีสวยจาก Bobbi Brown แล้วปิดท้ายด้วยการไล้เรียวปากอิ่มด้วย Shu Uemura สีส้มอมชมพู
(เออ เสร็จซะทีนะ แม่คุณ)

“เอาละหน้าพร้อม ผมพร้อม แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว”
หนูจิตพูดพลางสำรวจความเรียบร้อยหน้ากระจกก่อนเดินออกจากห้องนอนตรงไปหามารดาข้างล่างเพื่อใส่บาตรตามปกติ

“ว้าว สวยจริงเชียวลูกแม่วันนี้ ไหนลองหมุนให้แม่ดูสิ สวยน่ารักมาก แม่ภูมิใจในตัวลูกจริงๆ วันแห่งความสำเร็จของลูกแม่อยากบอกว่าแม่ดีใจกับลูกที่สุดนะ ไป ไปใส่บาตรกันคนสวยของแม่”

“แหม คุณแม่ก็ หนูจิตจะลอยแล้วนะค่ะ แล้วพวกคุณยายจะมาถึงกี่โมงค่ะ”

“อืม คงไม่เกินครึ่งชั่วโมงนี้แหละ ดูสิแม่เตรียมอาหารไว้เยอะเลย พวกท่านมาถึงจะได้กินข้าวเช้าด้วยกันแล้วค่อยไปมหาวิทยาลัยกัน”

จนคณะคุณยายมาถึงหนูจิตและครอบครัวรอรับที่หน้าบ้าน แต่ก็ไร้เงาของคทาชายนายตรีภพที่คุณยายแจ้งว่าตอนนี้มีงานเข้าที่มหาวิทยาลัยต้นสังกัดไม่สามารถปลีกตัวมาร่วมแสดงความยินดีได้ แม้จะเตรียมใจไว้แล้วแต่เธอก็อดผิดหวังไม่ได้เหมือนกันที่ไม่มีเซอร์ไพส์จากคนที่แอบหวัง

‘แต่ก็นะ ทำไงได้ละ หวังผิดแล้วจะผิดหวังอย่างนี้แหละ’

เธอยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้กับต้นดอกแก้วที่เคยกรอดน้ำคว่ำขันร่วมกันกับตรีภพ
“โจ ยายว่าหนูจิตดูจ๋อยไปนิดเลยนะ ที่ไม่เห็นตาภพ งั้นแสดงว่าการละลายพฤติกรรมสามวันก็ได้ผลนะสิ”

คุณยายจ๋าทั้งสองและพี่โจของเธอยืนสังเกตอาการของหนูจิตจากในครัวด้วยความสนใจ

“ก็ได้ผลนะครับหนูจิตกับไอ้ภพก็ดูๆจะมีใจให้กันอยู่ แต่ทางไอ้ภพนี่ผมว่ามันฟอร์ม มันรู้ว่าเราอยากจับคู่มันเลยหนีอย่างวันนี้ แต่ผมว่าเราต้องทำให้รู้ใจตัวเองนะครับ เพราะเดี๋ยวไอ้หนูจิตก็ไปเรียนต่อแล้ว เราจะไม่มีเวลา”

“หึ ตาภพ มันหนีไม่รอดหรอก ยายรู้นิสัยมันดี”


ยายผู้เป็นเสมือนแม่ของตรีภพเปรย เมื่อนึกถึงท่าทางของหลานชายที่กลับมาจากกรุงเทพเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แม้ภายนอกก็ดูปกติดี แต่บางเวลาก็เหม่อนั่งอมยิ้มคนเดียว บางทีก็เหมือนครุ่นคิดอย่างสับสนในตัวเอง เหมือนชายหนุ่มยังมีการต่อต้านอยู่ลึกๆ เหมือนกัน จึงได้หลบไปตั้งหลักแจ้นไปรายงานตัวที่มหาวิทยาลัยก่อนกำหนด แล้วเสนอตัวทำงานวิจัยเพื่อให้ยุ่งเข้าไว้ .... ไม่รู้ว่าเมื่อความรักมาเคาะประตูแล้วจะกลัวทำไมนักหนา

“จริงๆ แล้วก็แค่ไม่ชอบให้ใครมาบงการมากกว่า เชื่อสิ เดี๋ยวสักพักก็จนมุม” คุณยายของตรีภพสรุป

ฝ่ายคนที่ทุกคนกล่าวถึง แม้เวลานี้จะยังเช้ามากนักสำหรับการตื่นขึ้นมาทำงานวิจัย แต่ชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตลายสก็อต นุ่งกางเกงยีนส์มองดูทะมัดทะแมง ก็ตื่นขึ้นตั้งแต่ไก่โห่ จะข่มตานอนต่อก็นอนไม่หลับ จึงจำต้องอาบน้ำแต่งตัวตรงไปในโรงเรือนเพื่อวิจัยพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ปรับปรุงสายพันธุ์เพื่อให้เจริญเติบโตได้ดีในภาคอีสาน

ที่เขานอนไม่หลับกระสับกระส่ายไม่ใช่ว่าแปลกที่หรืออะไรหรอก แต่เป็นใจของเขาที่บินไปกรุงเทพแล้วต่างหาก ระหว่างยืนจดรายงานไปใจก็ลอยไป

‘เช้าวันนี้หนูจิตจะมาใส่บาตรเหมือนเดินไหมนะ วันนี้จะสวยขนาดไหนนะ’

พอคิดมาถึงตอนนี้ชายหนุ่มก็รีบส่ายหัวในความฟุ้งซ่านของตัวเอง นี่เราเป็น
อะไรไปเนี่ย นี่มันยายหนูจิตน้องสาวอัปลักษณ์ของเรานะ ตัวมารดำพูดอยู่ข้างหู

ส่วนตัวมารขาวก็เป่าหูบ้าง

‘อัปลักษณ์ที่ไหน ตาบอดหรือวะ สวยขึ้นตั้งเยอะ เพราะถ้าไม่สวยจริงนายคงไม่เพ้อขนาดนี้หรอก’

‘เฮ้ย แต่มันก็คนคนเดียวกันนั้นแหละ แล้วนายก็ไม่ชอบให้ใครมาบังคับด้วย ไม่งั้นไม่มายืนจดรายงานผลวิจัยอยู่นี่หรอก สู้ไปหาเธอดีกว่า ’

‘นั่นสิ จะฝืนใจตัวเองทำไมกันเล่า ทำแล้วได้อะไรนอกจากทรมานตัวเองชัดๆ อยากเจอก็ไปหาสิ’

‘อย่าไปนะโว้ย ไอ้เสือ เสียฟอร์มชิปเป๋ง แล้วถ้านายแจ้นตามไป ก็เชื่องตามแผนของไอ้คุณโจสิ มีหวังได้คลานสี่ขาแน่’

‘แต่ยายหนูจิตจะอยู่เมืองไทยอีกไม่ถึงสองอาทิตย์แล้วนะ ถ้าพลาดโอกาสตอนนี้ นายต้องรออีกสองปีนะเว้ย’

สองมารขาวมารดำกำลังโต้ตอบกันในห้วงความคิดของชายหนุ่ม
“แล้วเรามาทำบ้าอะไรอยู่นี่วะเนี่ย”

ชายหนุ่มได้แต่บ่นออกมา แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เพราะความฟอร์มจัดตัวเดียวแท้ๆ ที่ทำให้ต้องมาบำเพ็ญทุกขกิริยาทรมานใจตัวเองอย่างนี้

เขาเคยถามตัวเองตั้งแต่ตอนที่ต้องโฮมอะโลนไปเรียนเมืองนอกคนเดียว ในเวลาที่เหงาคิดถึงบ้านแล้วคิดถึงคุณยายทั้งสองแล้ว แต่ผู้หญิงที่ทำให้เขายิ้มออกคลายความเศร้าใจได้ทุกทีเมื่อนึกถึงก็คือ หนูจิต สมุนตัวน้อยที่เคยเขียนไดอารี่ว่าความฝันเมื่อโตขึ้น หนูจิตจะเป็นเจ้าสาวของพี่ภพ ทำให้อดขำในความไร้เดียงสาน่ารัก น่าแกล้งของคนหน้ากลมๆ ที่มีรอยยิ้มกว้างๆ อย่างดีใจเมื่อได้พบหน้าเขา และแววตาใสๆ ซื่อๆ คู่นั้น ที่คิดถึงทีไรมันทำให้เขารู้สึกดีขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

หนูจิตจึงมีฐานะพิเศษที่ไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ เขาเคยค้นหาความรู้สึกนี้จากสาวๆ ทั้งหลายที่เคยคบหา แต่ไม่มีใครที่ให้ความรู้สึกดี สนุก ผ่อนคลาย และได้เป็นตัวของตัวเอง เมื่อได้อยู่ใกล้เหมือนอย่างที่มีต่อเธอเลย หลายครั้งที่พยายามเขาบอกกับตัวเองว่า มันเป็นแค่ความรู้สึกที่มีต่อน้องสาวเท่านั้นเอง แต่ก็แปลกเมื่อแม่ตัวดีเกิดหายหน้าหายตาไป มันก็ทำอดคิดถึง อดใจหายไม่ได้ และรู้สึกว่าความสุขบางส่วนของชีวิตชักจะหดหายไปจากเขาพร้อมๆ กับการหายหน้าไปของแม่น้องน้อยคนนี้

แต่ตรีภพก็คือตรีภพเรื่องอะไรจะง้อยายหนูจิตก่อน ทุกทีแค่เรียกหาก็มาปรากฏตัวต่อหน้า จนคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เคยชินที่มีหนูจิตอยู่ใกล้ๆ แต่พอนานวันเข้า เมื่อลองเรียกหาก็แล้ว โทรหาก็แล้ว ส่งของขวัญวันเกิดให้ทุกปีก็แล้ว แม่ตัวดีก็ไม่มีวี่แวว จะกลับมาปรากฏตัวใกล้ๆ เหมือนเดิม แถมเมื่อโคจรกลับมาพบกันอีกครั้งหลังจากไม่เจอกัน 7 ปีเต็ม แม่ตัวดีก็เปลี่ยนไปทำหมางเมินเหินห่างไม่เป็นน้องน้อยน่ารักที่ว่าง่ายตามใจเราทุกอย่างเหมือนเดิม ทำให้เขารู้สึกใจหายที่ต้องสูญเสียครึ่งหนึ่งของเธอที่คุ้นเคยไปซะแล้ว

‘สวยขึ้นมันก็ดีอยู่หรอก แต่เขาไม่เห็นต้องการเลย ขอขี้เหร่แต่น่ารักเหมือนเดิมยังจะดีกว่า’

‘เฮ้อ’ ว่าแล้วก็ถอนหายใจออกมาอีกเฮือก

“ถอนหายใจหนึ่งครั้ง เขาบอกว่าทำให้อายุสั้นลง 5 นาทีนะค่ะ ทุกข์ใจอะไรนักหนาหรอค่ะคุณภพปรึกษาน้องได้นะค่ะ” เสียงใสของอาจารย์วิชชุดาดังขึ้น ทำให้ตรีภพต้องดึงตัวเองออกจากห้วงคำนึงรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วหันมาทักทายอาจารย์สาว

“อรุณสวัสดิ์ครับ คุณวิชชุดา”

“แหมเรียกวิชชุดาดูเป็นทางการจังนะค่ะ เรียกชื่อเล่นน้องก็พอค่ะ ไหนๆ เราก็เป็นเพื่อนร่วมงานกัน ตื่นเช้าจังนะค่ะ ไฟแรงจริง ขยันมาทำวิจัยอีกต่างหาก ”

หญิงสาวผู้เป็นเพื่อนร่วมงานกันได้ 5 วันกล่าวเพื่อสร้างความเป็นกันเอง พร้อมชม้ายชายตามาให้ แหมมีหนุ่มหล่อดีกรีนักเรียนนอกมาเป็นอาจารย์คนใหม่ทั้งที เธอและเพื่อนอาจารย์สาวๆ ในมหาวิทยาลัยก็ต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดา
นี่ก็อุตส่าห์ตื่นแต่เช้าว่าจะชวนไปทานข้าวเช้าสักหน่อยนะเนี่ย โอกาสดีอย่างนี้มีไม่บ่อยนัก

ชายหนุ่มได้เพียงแต่ยิ้มรับอย่างสุภาพ แล้วกล่าวตอบไป

“ตื่นเช้าๆ อากาศดีครับ เวลาทำงานสมองโล่งดีครับ”

“หรอค่ะ งั้นน้องต้องตื่นเช้ามาทำงานด้วยบ้างแล้วละค่ะ อืม นี่ก็ 7 โมงครึ่งแล้วหิวรึยังค่ะ น้องรู้ร้านโจ๊กเจ้าอร่อยไปทานด้วยกันไหมค่ะ”

“ครับ ผมก็เริ่มหิวบ้างแล้วละ เดี๋ยวขอเวลาจดรายงานต้นนี้สักครู่นะครับ”

เฮอ ก็ดีเหมือนกันขืนอยู่ไปก็มีแต่ฟุ้งซ่านเปล่า ๆ

“ค่ะ” อาจารย์สาวยิ้มให้ด้วยความดีใจ

แหม ทั้งหล่อทั้งสุภาพ ยิ่งดูใกล้ๆ ยิ่งหล่อ ตอนวันมารายงานตัวก็ว่าหล่อเนี้ยบแล้ว วันนี้มาแบบเซอร์ๆ ก็ยิ่งหล่อ โชคดีจริงๆ เลยที่เราตื่นแต่เช้า แล้วเธอก็

จ้องมองตามแผ่นหลังของตรีภพอย่างหมายมาด จนตรีภพอดจะไม่ได้ที่จะรู้สึกหนาวขึ้นมาดื้อๆ


ในวันนั้นการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ท่ามกลางความปราบปลื้มใจของทุกคนในครอบครัวของหนูจิตเป็นยิ่งนักที่น้องน้อยของครอบครัวสามารถคว้าเกียรตินิยมมาครองได้ เมื่อเสร็จสิ้นพิธีแล้วบัณฑิตก็ออกมาถ่ายรูปร่วมกับเพื่อนๆรุ่นน้อง และครอบครัวอย่างชื่นมื่น

‘แหม พี่ภพ น่าจะมาด้วยนะ อุตส่าห์แต่งตัวสะสวย แต่ก็ช่างเถอะ ไหนๆ เขาก็ไม่เคยแคร์เราอยู่แล้ว ถ้าไม่คาดหวังเราก็จะไม่ผิดหวัง’
หนูจิตได้แต่ปลอบใจตัวเอง


จนเย็นทั้งครอบครัวก็ยกโขยงกันไปกินเลี้ยงฉลองกันที่ร้านอาหารเดิมที่เลี้ยงต้อนรับตรีภพ วันนี้หนูจิตตั้งใจว่าจะนำเงินที่ได้จากการขายของของตัวเองมาให้คุณยาย แต่เมื่อเอ่ยปากคุณยายก็ให้เก็บเงินเอาไว้ใช้ ทำให้หนูจิตเปลี่ยนเป้าหมายการใช้เงินมาเป็นเจ้ามือเลี้ยงมื้อนี้เอง ซึ่งหนูจิตอยากซึมซับบรรยายกาศการกินอาหารร่วมกับครอบครัวนี้เองที่หนูจิตรู้สึกเป็นสุขเหมือนเมื่อครั้งอยู่บ้านไร่ที่ได้กินข้าวร่วมกับครอบครัวแต่ก็ขาดตรีภพทำให้รู้สึกเหมือนขาดองค์ประกอบไป เฮอ อีกไม่นานก็ต้องจากเมืองไทยและทุกคนอีกตั้งสองปี กว่าจะมีโอกาสแบบนี้อีกครั้ง ทั้งสุขใจและใจหายในเวลาเดียวกันเลยทีเดียว


ส่วนองค์ประกอบที่หายไป ก็ได้แต่ยืนเหม่อลอยที่ระเบียงห้องพักอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยจัดไว้ให้ หลังจากเมื่อสักครู่นายโจตัวดีได้โทรศัพท์มาหาพร้อมทั้งเล่าเรื่องราวเหตุการณ์งานรับปริญญาของหนูจิตว่าน้องสาวตัวเองเนื้อหอมมีคนเข้ามาขอถ่ายรูปเพียบสมกับตำแหน่งดาว (ค้างฟ้า) ของคณะ ตรีภพที่พื้นเสียตั้งแต่เมื่อเช้าก็ถามไปอย่างลืมตัวว่า

“แล้วนายต้นอะไรนั้นมาเกาะเกะรึป่าว”

“อ้อ มาด้อมๆ มองๆ อยู่เหมือนกัน แต่ไม่กล้า สงสัยคงเกรงๆ ฉันกับคุณพ่อ ถามทำไมเป็นห่วงละสิ แห้ม ไม่เสียแรงที่น้องสาวเราอุตส่าห์ชะเง้อชะแง้คอยืดคอยาวมองหานึกว่าจะมา”

เมื่ออีกฝ่ายเงียบไม่ตอบ เพราะรู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว และคิดถึงหน้าคนที่ชะเง้อชะแง้คอยืดคอยาวขึ้นมาจับใจ

‘ฟอร์มจัดดีนักนะไอ้เสือ เดี๋ยวต้องกระตุ้นโดยการส่งรูปสวยๆของหนูจิตไปกระตุ้นสักหน่อย เอารูปวันนี้แล้วก็รูปที่มันมองตาซึ้งในวันซ้อม แล้วก็บรรยากาศการเลี้ยงฉลอง ด้วยดีกว่า มันจะได้เสียดายที่ไม่ได้มา หึ หึ’

“เออ วันนี้เราไปกินฉลองกันที่ร้านเดิมด้วยนะ ยายหนูจิตใจปั้มลงทุนควักตังค์เลี้ยงข้าวทุกคนด้วย แหมเสียดายแกน่าจะมาด้วย เราจะได้ไปร้องคาราโอเกะกันอีกวันนั้นสนุกจริงๆ แล้วฉันจะส่งรูปไปให้ดูนะ บาย”

“บาย”

ตรีภพตอบกลับอย่างๆ เนือยๆ นี่แกยังจะส่งรูปมาเย้ยฉันอีกหรอไอ้เพื่อนเกลอ แกจะบีบฉันไปถึงไหนเนี่ย ก็บอกแล้วว่าตูไม่ชอบโดนบังคับ ไม่ชอบโดนบังคับ ยิ่งรู้เต็มอกว่าเรื่องของตนกับหญิงสาวที่ก่อกวนจิตใจเป็นแผนการจับคู่
แล้วคนอย่างเขาดันเป็นคนที่ชอบคุมเกม ไม่ใช่เป็นหมากให้คนอื่นบงการ แต่ชายหนุ่มยิ่งอยากจะต่อต้านขัดขืน ไม่ให้เป็นไปตามแผนการที่วางไว้ แต่ยิ่งดิ้น ยิ่งหนี ยิ่งต่อต้าน มันกลับยิ่งบีบรัดทรมานหัวใจตัวเองนะสิ


ชายหนุ่มยืนปล่อยความคิดให้ล่องลอยเป็นเวลานาน จนกระทั่งได้ยินเสียงเตือนอีเมล์เข้ามา จึงได้เดินเข้าห้องมาที่โต๊ะทำงานที่เปิดโน้ตบุคเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเอาไว้ เพราะตั้งใจว่าจะทำงานดับความฟุ้งซ่านในจิตใจสักหน่อย
แต่จนแล้วจนรอดกลับไม่มีสมาธิจดจ่อกับงานบนโต๊ะ เพราะมัวยืนทอดถอนหายใจในความสับสนจนใจของตนเอง

แล้วก็เป็นดังคาดเป็นอีเมล์จากเจ้าโจที่แนบมาพร้อมไฟล์รูปภาพหลายภาพ ชายหนุ่มนิ่งอยู่เป็นนานกว่าจะโหลดเปิดไฟล์ภาพออกมาดู
และก็พบรูปภาพของหนูจิตแม่สาวที่ตามรบกวนจิตใจตลอดทั้งยามหลับยามตื่นในอิริยาบถต่างๆ แต่ที่มีเหมือนกันทุกภาพคือความสวยน่ารัก สดใสของคนในภาพ เปิดดูไปเรื่อยๆ

จนมาถึงสามรูปสุดท้ายที่มีเขาอยู่ในภาพด้วย รูปในวันซ้อมใหญ่ และรูปแอบถ่ายตอนกรวดน้ำที่ต้นดอกแก้ว คงเป็นรูปเดียงละมั้งที่แววตาที่คุ้นเคยของหนูจิตได้ทอดมองมาที่เขาอีกครั้ง มันเป็นรูปที่ทำให้ตะกอนในใจของชายหนุ่มฟุ้งขึ้นมาอีกครั้ง จนอดที่จะ save รูปทั้งหมดไว้ในเครื่อง แล้วตั้งรูปสุดท้ายเป็นรูปพักหน้าจอ และนั่งเท้าคางจ้องมองอย่างหลงใหล (เป็นเอามาก)

“เฮ้ย นี่ฉันเป็นอะไรไปเนี่ย บ้าไปกันใหญ่แล้วตู” ชายหนุ่มได้แต่พูดกับตัวเองอย่างสับสน แต่ก็ไม่อาจละสายตาจากภาพหน้าจอได้เลย

(จริงๆ ก็ไม่ได้สับสนอะไรมากหรอกแค่ไม่อยากยอมรับเท่านั้นเอง)

จากนั้นวันต่อมาก็มีอีเมล์จากผู้ไม่ประสงค์จะออกนามส่งมาให้ว่า


ถึง คุณตรีภพ
เราอยากอีเมล์มาแจ้งว่าอีกไม่นานเราจะไปเรียนต่อแล้ว
เราเพิ่งผ่านช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจในชีวิตมาแล้ว
คุณคงขำที่การรับปริญญาจะมีความสำคัญอะไรมากมาย
แต่กับเราสำคัญมากมันเป็นหลักฐานของความสำเร็จอีกก้าวของชีวิตเรา
ผลของความพากเพียร และเป็นความภูมิใจที่ได้เรียนจบที่เดียวกับพ่อแม่
สุดท้ายก็เขียนมาแจ้งข่าว และเขียนมาบอกว่าเป็นกำลังใจในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของคุณด้วย
ขอให้มีความสุขกับที่ทำงานใหม่นะค่ะ
จาก ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม



เมื่อชายหนุ่มอ่านข้อความนั้นก็เฉลียวใจว่าผู้ไม่ประสงค์ออกนามคนนี้ทำไมมีเหตุการณ์ในชีวิตละม้ายคล้ายคลึงกับหนูจิตหลายอย่างทั้งรับปริญญา เรียนต่อเมืองนอก มีคนตามตื้อ มันคล้องจองกันอย่างบังเอิญเกินไป เป็นไปได้ไหมที่ทั้งสองเป็นคนคนเดียวกัน เพราะเรื่องที่เธอส่งอีเมล์มาให้กำลังใจเขาในครั้งแรกก็เขากำลังประสบปัญหาเสียศูนย์ในชีวิต ตอนแรกเขาก็ไม่คิดอะไรเพราะกำลังผิดหวัง พอได้อ่านข้อความให้กำลังใจจากใครบางคน ซึ่งก็ดูไม่ได้มีพิษมีภัย จึงไม่ได้อยากรู้ว่าเป็นใคร คิดแต่ว่ามีเพื่อนไว้ระบายความในใจก็ดี
เหมือนกัน แล้วไอ้เรื่องนั้นเขาก็เล่าให้นายโจฟังคนเดียวแล้วผู้ไม่ประสงค์จะออกนามรู้ได้ไง อยู่ๆ ก็มาปลอบให้กำลังใจ แล้วไอ้โจท่าทางมันก็เก็บความลับไม่ค่อยอยู่ด้วย

เหอะ ชักจะเข้าเค้าแฮะ ต้องเป็นหนูจิตแน่ๆ ถ้าเป็นยายหนูจิตจะร้องเพลงผู้ชนะของโลโซก็ไม่แปลกหรอก เพราะเจ้าหล่อนชอบเพลงร็อกทั้งนั้น ดูจากวันร้องคาราโอเกะละลายพฤติกรรมนั้นก็ได้

แล้วชายหนุ่มก็ได้แต่หัวเราะออกมาดังๆ ในความเซ่อของตัวเอง แต่ก็คิดว่าเป็นหนูจิตก็ดีแล้วละ ไม่มีใครเข้าใจเขาได้เท่าเธออีกแล้ว เขาสามารถเปิดใจและเป็นตัวของตัวเองกับเธอได้ และเธอเหมาะที่จะเป็นโซลเมทของเขาที่สุด นี่แหละคนที่เราตามหา ที่แท้ก็อยู่ใกล้ปลายจมูกเรานิดเดียว

เออ ยอมก็ได้วะ ดีกว่าฝืนใจตัวเองอยู่อย่างนี้ (เฮอ ยอมรับซักที >_<”)


ชายหนุ่มจึงรีบเคลียร์งานวิจัยที่ทำคั่งค้างอยู่ให้เสร็จโดยเร็วที่สุด เพราะตอนนี้เหลือเวลาที่จะได้ใกล้ชิดกับหัวใจที่เพิ่งค้นพบน้อยลงทุกทีแล้ว แล้วนี้ต่อไปใจของเขามิหายไปสองปีเต็มหรอเนี่ย เฮ้อ ต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว

แต่แล้วอาทิตย์สุดท้ายในการอยู่เมืองไทยก็มาถึง ทุกคนในบ้านได้ตกลงกันว่าควรไปพักผ่อนร่วมกันทั้งครอบครัวที่บ้านไร่ของคุณยายทั้งสองสี่วันเต็มๆ จะได้ถือโอกาสไปเลี้ยงส่งหนูจิตและพักผ่อนทั้งครอบครัว และเยี่ยมคุณยาย (และอีกครั้ง ก็อย่ากระนั้นเลย ถือโอกาสไปลาหัวใจที่ต้องจากกันอย่างน้อยสองปี) ซึ่งงานนี้พี่โจเจ้าเก่าก็ไม่พลาดส่งข่าวให้เพื่อนรักรับทราบ ทำให้ตรีภพต้องเร่งการเขียนรายงานผลการศึกษาให้เสร็จเร็วขึ้น จนไม่เป็นอันหลับอันนอนเลยทีเดียว เพียงเพราะต้องการเจอหน้าเจ้ายาใจนั่นเชียว แต่ทุกอย่างก็ใช่ว่าจะเป็นดังหวังนะเออ


จนวันที่คณะครอบครัวหนูจิตเดินทางเดินทางมาถึงที่บ้านไร่ทิวเขาและไร่ลำเนารักตามกำหนดในตอนพลบคล่ำของวันศุกร์ ทุกคนที่บ้านไร่ต่างดีอกดีใจที่ญาติสนิทจะได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง จึงได้ตระเตรียมข้าวปลาอาหารไว้อย่างมากมาย แต่จนแล้วจนรอดตรีภพคนที่หนูจิตเฝ้ารอคอยก็ไม่โผล่แม้เงามาให้เห็น จะถามพี่โจก็ไม่กล้าได้แต่แอบชะเง้อชะแง้รออยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน พอใครถามก็แกล้งบอกว่าออกมาสูดอากาศ จนกระทั่งพี่โจเดินโทรศัพท์คุยกับใครบางคนอยู่ ซึ่งก็ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังหรอกนะ แต่มันได้ยินเองว่า

“ตกลงแกยังอยู่ที่ขอนแก่นใช่ไหมเนี่ย”

“อืม แล้วเมื่อไหร่จะกลับ รู้ไหมเนี่ยพวกฉันมาถึงบ้านคุณยายแล้ว เลี้ยงฉลองกันพุงกางเลย ฉันละเสียดายแทนแกจริงๆ”

“ฮะ แกติดงานหรอ ไหนว่าแกทำรายงานผลงานวิจัยเสร็จแล้วไม่ใช่หรอ แล้วนี่ แกต้องไปพรีเซ็นต์งานวิจัยด้วยในวันพรุ่งนี้อีก ที่ไหนละ”

“หา เชียงใหม่ เดินทางพรุ่งนี้เช้า แล้วแกจะกลับได้เมื่อไหร่ วันอังคาร อ้าวงั้นพวกฉันก็กลับกันแล้วสิ โห น่าเสียดายจัง นึกว่าจะได้พบกันซะอีก”

เมื่อได้ฟังถึงตรงนี้เธอก็รู้แล้วว่าคนที่เธอรอคอยอยู่ก็คงเก้ออีกแล้วละ ทำไงได้ ก็เขามีงาน อุตส่าห์เตือนตัวเองแล้วว่าอย่าหวังอะไรมาก แต่มันก็อดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ ก็นี่มันโอกาสสุดท้ายแล้ว อีกตั้งสองปีกว่าจะกลับมาพบกันอีก เฮ้อ หนูจิตได้แต่เซ็งในอารมณ์ ความรื่นรมย์ชักจะหดหายไปดื้อๆ ซะแล้ว

“ทุกคนก็คิดถึงแก โดยเฉพาะน้องสาวฉัน” พี่โจของเธอยังถือโอกาสหยอดจนได้ ทำเอาหนูจิตที่นั่งซึมอยู่ดีๆหันควับมามองด้วยสายตาถมึงทึง

“พี่โจ” แล้วก็เตรียมตัวจะเดินเข้าบ้านไป แต่แล้วพี่โจก็ฉุดแขนไว้พร้อมกับแนบหูโทรศัพท์เข้าที่หูของเธอ เมื่อเธอได้ยินเสียงจากปลายสายอีกข้างก็หน้าแดงก่ำ และก็ยิ้มออกมาในที่สุด ก็เขาพูดว่า

“พี่คิดถึงหนูจิตนะครับ ราตรีสวัสดิ์ครับ”

‘กรี๊ดๆๆ ใจละลาย’ จนต้องกลั้นใจพูดอย่างแผ่วเบาด้วยความเขินแต่เพียงว่า

“ค่ะ” เธอเอ่ยได้เพียงเท่านั้นจริงๆ เหมือนที่ได้ยินเสียงกระซิบของเจ้าตัวที่ข้างๆหูจริงๆ ความรู้สึกมันตีขึ้นมาที่คอหอยจนพูดอย่างอื่นไม่เป็นไปเลย (เป็นเอามาก) ก่อนจะเดินตัวลอยเข้าไปในบ้าน

พี่โจได้แต่มองตามด้วยความแปลกใจเมื่อจะพูดสายก็พบว่า อีกฝ่ายวางสายไปแล้ว แต่ดูจากท่าทางน้องสาวเหมือนฟื้นคืนชีพอีกครั้งหลังจากที่นั่งหง๋อยอย่างนี้มันต้องเป็นประโยคดีๆ แน่ๆ หึ หึ

ฝ่ายผู้สร้างความสะเทือนใจให้แก่หนูจิตเมื่อวางโทรศัพท์ก็ได้แต่อมยิ้มที่ได้ฝากความคิดถึงไปให้ ถ้าได้ราตรีสวัสดิ์ก่อนนอนทุกวันมันจะดีขนาดไหนนะ แต่เขาก็ต้องกลับมาตีหน้ายุ่งเหมือนเดิมอีกครั้ง เมื่อคิดว่า ตอนนี้ตนเองควรจะได้ไปอยู่ที่บ้านไร่และพูดกับเจ้าตัวเองไม่ใช่มาพูดทางโทรศัพท์อย่างนี้ จึงต้องถอนใจแล้วหันมาเตรียมสไลด์เพื่อนำเสนองานวิจัยในวันพรุ่งนี้ด้วยความเซ็งจิต

หนูจิตเดินเข้าห้องนอนด้วยความเป็นสุข

“หนูจิตก็คิดถึงพี่ภพ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”แล้วหยิบหมอนสีชมพูเข้าขึ้นมาปิดหน้าด้วยความเขิน แล้วก็ใช้ปิดปากร้องกรี๊ดออกมาทีหนึ่งด้านความเขิน

‘เห็นทีวันนี้จะหลับฝันดีแฮะ’






Create Date : 25 มีนาคม 2554
Last Update : 25 มีนาคม 2554 12:03:52 น.
Counter : 471 Pageviews.

1 comments
  
มีแอบหวานตอนท้ายนะ
โดย: คน-เหงา IP: 202.28.180.202 วันที่: 25 มีนาคม 2554 เวลา:15:29:10 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

joyey
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ดีจ้า
ชื่อ joy ค่ะ


มีงานเขียนนิยาย เป็นเรื่องความรักสดใส แต่เจือปนไปด้วยความฮา ของความรั่วของนางเอกและพี่ชายที่เท็กทีมกันกับคุณยายหัวใจยังเเหวว ร่วมกันจับคู่หลานชายกับหลายสาว จนเกิดความรักใสๆ หัวใจฮาๆ


เป้าหมายของเราคือเขียนนิยายรัก สดใส เฮฮา อ่านแล้วอมยิ้ม เป้าหมายมีไว้พุ่งชน
มีนาคม 2554

 
 
1
2
5
6
8
10
11
12
13
15
16
17
19
20
21
22
23
24
26
27
29
30
31