แผนรักจัดฉากหัวใจ บทที่สอง ตัวจริงของเธอ
บทที่สอง
ตัวจริงของเธอ






วันหนึ่งตอนบ่ายแก่ๆของฤดูการรับน้อง ตอนนั้นหนูจิตเป็นพี่ซีเนียรแล้วนะจ๊ะ เดินออกจากห้องแล็บที่ทำการทดลองโปรเจ็กค์ติดพันจนเลยเวลากินข้าวเที่ยงมานานโข เลยเดินสะโหลสะเหลออกมาที่โรงอาหารของคณะเทคโนโลยีอาหารใกล้ห้องแล็บ แต่ได้พบเพื่อนร่วมสายรหัสชื่อนายต้นกล้านอนสลบไม่ได้สติ กลิ่นเหล้าคละเคล้ง ที่ข้างสนามหญ้าหน้าคณะ

“อ้าวหมอนี่ มานอนเมาเป็นหมาตรงนี้ทำไมเนี่ย” มองไปรอบข้างแล้วไม่พบใคร ทั้งสะกิดทั้งผลักก็ไม่ฟื้นคืนสติ

“ทำไงดี เออ แต่มันก็เพื่อนร่วมสายรหัสเรา จะดูดายก็ใช่ที่ สงสารลูกนกลูกกาหรอกนะ”

ว่าผู้หญิงไทยรูปร่างบอบบางแต่แฝงด้วยพลังช้างสาร ก็ลากกระทาชายนายต้นกล้าเข้าไปในห้องแล็ปใกล้ๆ เช็ดหน้าเช็ดตาให้ เผื่อมันจะฟื้นขึ้นมาให้ด่าว่าไม่ควรกระทำแบบนี้ในสถานศึกษาอันทรงเกียรตินะจ๊ะ ว่าแล้วนายต้นกล้าก็เพ้อ พึมพำอย่างโศกเศร้า

“ดาว ดาว ทำไมทำกับพี่อย่างนี้ ทำไม พี่ทำอะไรผิด”

‘อ๋อ โดนเด็กปีหนึ่งหลอกหักอกเจ็บหนักกระดูกทิ่มปอดเจ็บออดๆแอดๆ นี่เอง ถึงได้มาเมากลางวันแสกๆ นอนแผสองสลึงอยู่นี่’ หนูจิตคาดเดาในใจเอาเสร็จสรรพ

จนครึ่งชั่วโมงไอ้ยอดชายผู้บูชาในรักก็เริ่มฟื้นคืนสติ ด้วยความงุนงง โดยมีหนูจิตนั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ข้างๆ

“เรามาอยู่นี่ได้ไง เนี่ย”

“ถามได้ดีมากสหายสายรหัส นายเมาหลับไม่ได้สติ อยู่กลางสนามข้างสระตรงทางเดินไปโรงอาหาร ฉันจะไปกินข้าวเห็นนายเข้าทนอนาถไม่ไหว เลยลากตัวอันหนักและไร้สติของนายมาที่ห้องแล็ป และต้องมานั่งกินมาม่าแทนข้าวผัดที่โรงอาหาร เพราะมัวแต่ช่วยนายเนี่ยแหละ”

จบการแถลงการณ์ที่ยืดยาวไม่มีช่วงว่างให้หายใจ ตามด้วยเสียงซู๊ดมาม่ารสต้มยำกุ้ง อย่างโมโหหิว

“ลากมาคนเดียวหรอ ไม่น่าเชื่อ”

ต้นพึมพำพลางมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความประหลาดใจในพละกำลังเกินหญิง

“นายไม่ต้องมาประหลาดใจเรื่องไม่เป็นเรื่อง ว่าแต่ที่หลังเวลาไปกินเหล้าก็ชวนเพื่อนฝูงไปด้วยเขาจะได้แบกกลับหอได้”

พูดเสร็จแล้วก็ก้มหน้าก้มตาสาวเส้นมาม่าเข้าปากต่ออย่างไม่อนาทรร้อนใจ
ท่าทางของหนูจิตที่ไม่ได้แสดงทางอยากรู้อยากเห็นมากมายนัก สนใจแต่มาม่าตรงหน้านั้น ทำให้ต้นกล้าอยากระบายปัญหาชีวิตรักให้ฟัง เพื่อลดความอัดอั้นตันใจ จึงได้เริ่มเปิดปากเล่านิยายรักใสหัวใจดวงน้อยให้ฟัง เริ่มต้นจากนายต้นกล้าพี่ปี 4 แอบหลงรักน้องปีหนึ่งชื่อน้องดาว เฟรชชี่สาวน้อยน่ารัก

แล้วก็ตามจีบเรื่อยมา จนเริ่มคบกันได้แค่เดือนเดียว จากรักที่หวาน ก็เริ่มกลายเป็นขมด้วยความที่น้องเค้าสวยเลยมีหนุ่มๆ คณะอื่นๆ ตามจีบ รวมทั้งไอ้หนุ่มวิศวะ รูปหล่อพ่อรวย และขับรถมาเรียนด้วยนี่แหละที่ดึงดูดสาวๆ แล้วน้องดาวสาวสวยก็มีใจให้เขาเสียด้วย เลยจัดการทิ้งไอ้นมหน้ามนชื่อต้นกล้าด้วยประการละเช่นนี้แล


ทำให้เลยต้องร้องไห้กินเหล้าเค้าน้ำตาเยี่ยงนี้ตามที่เห็น เมื่อได้ฟังเรื่องราวของเพื่อนแล้วก็บังเกิดความเห็นใจในชะตาคนอกหัก ที่ต้องเป็นคนที่เคยเท่านั้นถึงจะรู้ จึงได้แปลงกายเป็นศิราณีชื่อพี่อ้อย พี่ฉอดแห่งคลับ ฟลายเดย์

“เฮ้ย ต้น เอ้ย ความรักมันไม่เข้าใครออกใครนะ น้องเค้ารักคนอื่นมากกว่าเค้าทิ้งนายไป แต่ผู้หญิงโสดในมหาลัยมีเยอะแยะ นายทำไมไม่จีบเอาใหม่ละ”
“แต่ฉันรักคนนี้นี่ เธอไม่เข้าใจหรอก”

“เข้าใจสิ ทำไมจะไม่เข้าใจ แต่ถ้าพูดในแง่หลักเหตุผลที่มันไม่มีในความรักนักหรอก เมื่อคนหนึ่งรักอีกคนมากกว่ามันก็จะเกิดความไม่สมดุลย์ เมื่อนายรักเค้าแล้วเค้าไม่รักแกตอบเหมือนที่แกรักแน่นอนมันก็ย่อมต้องมีความเสียใจเกิดขึ้นเป็นธรรมดา”

หนูจิตพูดอย่างคนที่เข้าใจความรู้นี้อย่างถ่องแท้ด้วยดวงตาที่หม่นหมอง เมื่อคิดถึงเรื่องของตัวเอง

“ความรักมีหลายรูปแบบ ใครไม่รักเราก็ขอให้รักตัวเอง ทำร้ายตัวเองแบบนี้มันไม่ถูก ร่างกายนี้พ่อแม่ให้มาหัดรักษาให้ดีเพื่อไว้ทดแทนคุณพ่อแม่สิ หรือเปลี่ยนมารักพ่อกับแม่แทนผู้หญิงที่มันไม่ได้ส่งเราเรียนซักหน่อย”

เมื่อเงยหน้าขึ้นมาสบตาเพื่อนหนุ่ม ที่จ้องมองหน้าหล่อนด้วยความซาบซึ้งดวงตาเริ่มเห็นธรรม เริ่มซาบซึ้ง คล้อยตามสิ่งที่หล่อนพยายามพูดเข้าในสัจธรรมของความรัก ที่เพิ่งประจักษ์แจ้งแก่ใจ หนูจิต เอ้ย เรื่องของคนอื่นพูดได้ง่ายนะ เรื่องตัวเองไม่รู้ผ่านมาตั้งกี่ปีก็ยังเฝ้ารักเฝ้าเกลียดอยู่ได้หนอ จึงเริ่มพูดเพื่อปลุกปลอบเพื่อนและบอกกับใจตัวเอง


“ในโลกนี้คงมีคนสักคนที่เกิดมาเพื่อเป็นคู่ของเรา อาจจะมาแล้ว หรือรออยู่ที่ไหนสักแห่งรอให้เราไปค้นพบ จนกว่าจะถึงวันที่เราจะสามารถคว้าความรักที่แท้จริงของเรามาได้ อย่าได้เสียใจกับบททดสอบที่มาทดสอบให้เรารู้ว่าความรักที่แท้จริงแล้ว เค้ารักเราตอบมันมีความสุขแค่ไหนเลยนะ เมื่อนายผ่านบททดสอบที่เจ็บกระดองใจนี้ไปได้ แล้วหันกลับมามอง นายจะหัวเราะเรื่องที่นายทำในวันนี้ แล้วจะขอบใจฉันด้วย เอ้า ดื่มน้ำ ขอดื่มสำหรับผู้รอดชีวิต เย้”
ว่าแล้วหนูจิตก็ยิ้มให้กับเพื่อนอย่างจริงใจ แต่สายตานั้นเจือแววเศร้าที่วูบไหวอยู่เพียงแวบเดียวก็กลับมาใสแจ๋วดังมีพลังดังเดิม


“หนูจิต เธอเข้มแข็งจัง แกทำให้ฉันตาสว่างเลยนะเนี่ย เทศน์ เฮ้ยพูดได้ดี เล่นเอาซึ้งเลย เก่งอย่างนี้มีแฟนรึยัง”


ตอนนี้ต้นกล้ารู้แล้วว่า ทำไมเราไม่มองผู้หญิงคนนี้ตั้งแต่แรกวะเรานี้ช่างโง่ฉิบหาย ผู้หญิงที่สวยฉลาดอย่างนี้หาได้ที่ไหนในสยามประเทศ จะปล่อยให้หลุดมือไปก็โง่แล้ว ไม่น่ามัวหลงสาวแอ๊บแบ๊วจอมมารยาอยู่ได้ เอ้ย แต่จะว่าไปจิตตกานต์ไม่ใช่ว่าจะอีซี่จีบง่ายๆ เพราะที่ผ่านมาตอนปีหนึ่งเธอป๊อบมาก แต่มักวางท่าเฉยชาไม่รับไมตรีของหนุ่มผู้คนใดที่หยิบยื่นมาให้เลย บวกกับมีพี่ชายสุดหล่อมารับส่งทุกเช้าเย็น ทำให้ชายหนุ่มต่างล่าถอยไปจนหมดไม่เหลือหลอ แต่เขาซึ่งวางตัวว่าเป็นเพื่อนมาโดยตลอด เธอเลยให้ความสนิทสนมกว่าเพื่อนชายคนอื่นๆ แต่ของอย่างนี้ถ้าไม่ลองจีบดูซักตั้ง ก็จะไม่ได้มา ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก นายต้นกล้าคิดอย่างมีความหวัง (ความหวังโง่ๆ)

เฮ้อ ตอนนั้นเองที่เพื่อนสนิทเริ่มคิดไม่ซื่อแล้ว

นับจากวันนั้นนายต้นกล้า ก็หายจากอาการอกหักเป็นปลิดทิ้ง ทำไมอาการมันหายง่ายจังหว่า เฮ้อ เรากี่สิบปีก็เหมือนเดิม แต่พฤติกรรมของอีตานี่ชัดไม่ชอบมาพากล เริ่มจากส่งสายตาวิบๆ มาให้ คอยเอาใจอย่างนั้น อย่างนี้ ซื้อเสบียงมาให้ คอยช่วยถือหนังสือ มีแมทเซส คิดถึง นอนหลับฝันดีตอนกลางคืน มีดอกกุหลาบแดงเพื่อเธอเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าดอกอีกต่างห่าง เฮ้ยชักจะยังไง ยังไงน้า เอ อาการชักจะไม่ปลอดภัยซะแล้วสิ หลังจากทนรำคาญจากอาการของเพื่อนที่ชักจะติดแจเกินเหตุก็เลยถามไปตรงว่า

“นายต้นนายต้องการอะไร ถึงมาคอยตามอย่างงี้เนี้ย” นายต้นกล้า ก็พูดตามตรงว่าแอบชอบหนูจิตเข้าแล้ว

“ โอย ตัดใจซะเพื่อนเอ้ย เราไม่ได้คิดแบบเดียวกับนาย แล้วคราวนี้หวังว่าคงไม่ประชดชีวิตอีกนะ”

“ไม่เราตัดใจไม่ได้ ครั้งนี้มันคือความรักแท้จริงๆ ที่เราเพิ่งเคยเจอ ที่เราตามหามาทั้งชีวิต เราจะคว้ามันไว้ให้ได้ เรายังมีหวังใช่ไหม ก็เธอยังเป็นห่วงเรา”

‘โอย ตู อยากจะบ้าตาย ทำไมคนที่พูดประโยคนี้กับเราไม่เป็นคนที่เราอยากให้พูดกลับเราอย่างนี้ที่สุดนะ’

“ต้น นายอย่าคิดเกินเลยกับเราเลยนะ เพราะเห็นนายเป็นเพื่อนไม่คิดเป็นอื่นเลย เป็นเพื่อนกันมันจะมองหน้ากันไม่ติด”

“ในเมื่อหนูจิตยังไม่มีแฟน แล้วทำไมไม่ลองคบกับเราละ ลองให้โอกาสเราสิ”


‘ดื้อตาใสวะไอ้เนี่ย’

“เรามีคนที่เรารักแล้ว”

“ไม่จริงเราไม่เคยเห็นใครเลยที่เข้าใกล้เธอได้นอกจากพี่ชายเธอ”

“เค้าไม่ได้อยู่เมืองไทย เรากับเค้าหมั้นกันแล้ว เค้าไปเรียนต่อจะกลับมาปีหน้า" หล่อนจำต้องปดไป โดยอาศัยมูลความจริงครึ่งหนึ่งที่ว่ามีคู่หมั้น แต่ที่น่าเศร้าคือเค้าไม่รักเราอะดิ เฮ้อ


“แต่เธอยังไม่แต่งงานเราก็ยังมีโอกาส เราจะไม่ยอมแพ้ง่ายหรอก”

อุแม่เจ้า นายต้นกล้า นายด้านกว่าที่ฉันจินตนาการไว้นะเนี่ย เห็นทีรายนี้ท่าจะสลัดยากกว่ารายอื่น ว่าแล้วก็เครียดอยากไปสปาอโรมาให้หายคับข้างใจโว้ย หรือว่าชกกระสอบทรายให้หายเครียดดีนะ


คู่หมั้นอุปโลกน์ เวลา 21.00 น. ตามเวลาประเทศไทย และประมาณ 09.00 น.ของเวลาที่ชิคาโก


ตรีภพกำลังแชทอย่างเมามันกับจิตพิสุทธิ์พี่ชายของเธอโดยมีหัวข้อในการพูดคุยว่าด้วยเรื่องการจีบสาว ซึ่งกำลังพิมพ์เกทับบัพพ์แหลกกันอย่างออกรสออกชาติ พร้อมทั้งโชว์รูปสาวๆ ที่ตนเองจีบติดเพื่อประชันกันว่าเด็กในคอนโทรลของใครจะสวยใสไร้สติ เฮ้ย ไรที่ติ มากกว่ากัน

พี่โจมัวแต่ฟังเพลงและแชทติดพันจน ไม่ทันสังเกตว่าน้องสาวได้เข้ามาในห้องและแอบดูการสนทนาของพี่ชายกับตรีภพผู้ชายที่ทั้งรักทั้งเกลียด ทั้งอยากรู้ว่าคนไกลเค้าทำอะไร เป็นยังไงบ้าง แต่แล้วหนูจิตก็ต้องยืนตะลึงเพ่งมองรูปแสนหวานในอิริยาบถแนบชิดกับสาวๆ หลากหลายเชื้อชาติที่ตรีภพภูมิใจนำเสนอโพสต์ขึ้นมา การแอบดูครั้งนี้มันทำให้เจ็บแปลบขึ้น แม้จะเคยนึกเล่นๆกับตัวเองว่าอาจมีเหตุการณ์ที่ตรีภพกลับมาเมืองไทยพร้อมกับพาแหม่มสาวผมทองท้องโตพร้อมแนะนำกับทุกคนว่า

“นี่แนนซี่ภรรยาผมครับทุกคน”


โอ้วแค่คิด อิฉันก็แสบเจ็บหนึบหนับไปทั้งใจแล้ว ยายแนนซี่ไม่ว่า หล่อนจะเป็นใครก็แล้วแต่ล่ะ แต่ฉันเกลียดหล่อนจริงๆ ผับผ่าสิ หนูจิตกรีดร้องในใจอย่างไร้สติด้วยจินตนาการอันล้ำลึกมาก


จนครู่ใหญ่หลังจากรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง ขวัญเอ๋ยขวัญมา หนูจิตจึงแสร้งว่าเพิ่งเข้ามาในห้องแล้วส่งเสียงเรียกพี่ชายตัวดีที่สะดุ้งเฮือก เมื่อพบว่า น้องสาวมายืนอยู่ด้านหลังแล้วรีบลนลานปิดหน้าจอให้เป็นหน้าอื่นโดยเร็ว เมื่อเธอก็ทำทียืมหนังสือการ์ตูนแสลมดังเล่มที่ 21 จากพี่ชาย แล้วรีบหยิบการ์ตูนออกมาแล้วพรวดพราดออกจากห้องอย่างรวดเร็วด้วยความแค้นใจ


“หนูจิตเธอก็น่าจะรู้อยู่นี่ว่าคนอย่างนั้นมันจิ้งจอกเก้าหางชัดๆ แล้วเธอยังจะหวังอะไรอีกฮึ”

ว่าแล้วเธอก็พุ่งตรงไปที่สนามหลังบ้านแล้วชกกระสอบทรายที่ติดรูปตรีภพไว้เพื่อให้การออกมัดแม่นยำมากยิ่งขึ้น หนูจิตชกกระสอบทรายระบายอารมณ์อยู่จนเหนื่อยหอบ ทำให้เธอรู้สึกพอใจและผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น

“ไม่ได้นะ โกรธมากๆ เดี๋ยวหน้าเหี่ยวก่อนวัยอันควร เราไปอาบน้ำให้สบายตัวแล้วก็ใช้มาร์กของ La Mer เพื่อฟื้นฟูผิวหน้าทำให้ผิวหน้าชุมชื่นเปล่งปลั่งดีกว่าจะมามัวโกรธคนแบบนั้น”

ว่าแล้วก็เดินกลับเข้าบ้านเพื่อบำบัดจิตใจและผิวหน้าตามวิธีที่ชื่นชอบของตัวเอง

ส่วนนายโจพี่ชายมหาภัยสายลับสองหน้า
เมื่อคล้อยหลังน้องสาวก็รีบเปิดหน้าแชทกับเพื่อนรักต่อทันที พลางคิดว่าไอ้น้องเรามันเป็นไรหว่า อยู่ๆ ก็พรวดพราดออกไป หรือว่ามันรีบไปเข้าห้องน้ำหว่า เอ มันหน้าบึ้งๆ สงกะสัยมันจะต้องนั่งนานเลยมาเอาการ์ตูนไปอ่านในห้องน้ำ


ฝ่ายตรีภพพิมพ์ถามเรื่องทั่วไปทั้งสุขภาพคุณยายจ๋าทั้งสอง ถามสารทุกข์สุขดิบของพ่อแม่จิตพิสุทธิ์ สภาพอากาศเมืองไทย บ่นคิดถึงส้มตำปูไปเรื่อยๆ จึงได้วกเข้าคำถามที่อยากรู้ว่าหนูจิตเป็นไงบ้าง ซึ่งเป็นคำถามที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันเลยสักนิด ฝ่ายโจผู้งงงวยในคำถามที่วกวนถามอ้อมไปอ้อมมาก็เลยตอบกลับไปว่า

“ก็เหมือนเดิมยังคงสุขสบายกินอิ่มนอนหลับ ร่าเริงเป็นประจำเหมือนเดิม”
“แหม ไอ้คุณภพ อยากถามถึงไอ้หนูจิตก็ถามดีๆ ก็ได้ มันจะถามอ้อมโลกทำไมวะ”

โจพึมพำอย่างไม่เข้าใจเพื่อนรัก แล้วก็บังเกิดความคิดทดสอบหนุกๆสักหน่อยดีก่า ว่าไอ้ภพจะจำไอ้หมูจิตของมันได้ไหม เพราะสภาพทางกายภาพภายนอกมันเปลี่ยนไปแยะ แต่หัวสมองอ่อนๆของมันยังเหมือนเดิม 555
ส่วนตรีภพก็เข้าใจว่าสาวเจ้ายังคงเจ้าเนื้อตุ้ยนุ้ยเหมือนเดิมทุกประการ พลางคิดอย่างสบายใจขึ้นว่าก็ดีแล้วที่ยังสุขสบายดี บอกตรงๆว่าครั้งหลังสุดที่จากกันมันห่วงแปลกๆ ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น

เริ่มทดสองเลยดีกว่า หุ หุ


หลังจากที่ปล่อยให้ตรีภพโพสรูปสาวในสังกัดเกทับก็เป็นทีของโจโพสภาพสาวในคอนโทรลบ้าง ซึ่งรูปแรกก็เป็นเหล่าแฟนๆ ของโจตามปกติ แต่รูปที่สองเป็นรูปโจที่ถ่ายรูปคู่กับหนูจิตในชุดนักศึกษามหาลัยหน้าใสกิ๊ง และรูปต่อมานายโจเจ้าเก่าถ่ายคู่กับหนูจิตในสภาพที่ดูดีที่สุด ในชุดราตรีสโมสรสีชมพูหวานสุดหรูของ Dior แต่งหน้าอ่อนใสน่าทะนุถนอมปานเจ้าหญิงน้อยๆ
ทีเดียว


เนื่องในโอกาสที่คุณเธอได้รับโหวตให้เป็นดาวค้างฟ้าตลอดกาลของคณะเทคโนโลยีอาหาร (ฟังดูแก่ยังไงไม่รู้เน้อ) ในงานบายเนียร์ของคณะ
ซึ่งภาพดังกล่าว ทำให้ตรีภพซึ่งไม่เคยเป็นหนูจิตในฉบับปรับปรุงใหม่ตกตะลึง และเชื่อจริงๆ ว่าแม่สาวคนนี้เป็นหนึ่งในกิ๊กใหม่เบอร์ล่าสุดของเพื่อนรัก คนนี้ใช่เลยงะ

ความรู้สึกของตรีภพรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเธอคนนี้เหลือเกิน โดยเฉพาะแววตาที่แจ่มใสมีชีวิตชีวาคู่นั้น ที่ทำให้เกิดความรู้สึกคุ้นเคย แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน โอยแค่เห็นรูปธรรมดาไม่แต่งหน้าก็น่ารักน่าเอ็นดูอยู่แล้ว นี่ยิ่งแต่งสวยเต็มยศยิ่งใจละลาย แต่ไฉนเลยเราจะยอมเสียฟอร์มก็เลยถามพิมพ์โต้ตอบไปว่า

“โธ่ นึกว่าแน่ แค่สองคนเองหรอ แกแพ้แล้ว แต่น้องคนหลังข้าคุ้นๆ หน้านะ แล้วชื่อไรวะ”

ฝ่ายโจเมื่อเห็นเพื่อนขาดการติดต่อไปเกือบ 5 นาทีเต็มก็ยิ้มมุมปากอย่างพอใจในปฏิกิริยาตอบสนองของเพื่อนรัก มันจำหนูจิตน้องเราไม่ได้หรอวะ นี่ยังไม่ 10 ปีน้องกูสวยขึ้นผิดตาจนเอ็งจำไม่ได้เลยใช่ไหมละ มีแววได้คลานสี่ขาแล้วไหมละ เลยพิมพ์อำต่อไปว่า

“ชื่อน้องน้ำตาล คนนี้เค้ารักมากมาย”

อืม สวย น่ารักดีนี่หว่า แต่สเปกเรากับไอ้โจไม่น่าตรงกันเลย ถ้าเจอกับเราก่อนไม่มีทางตกเป็นถึงไอ้คุณโจหรอก ตรีภพได้แต่คิดเสียดายน้องน้ำตาลน้อยกลอยใจ แล้วก็ต้องตัดใจว่าไหนๆก็เด็กของเพื่อนวะ

“น่ารักดี ในบรรดาสาวๆ ที่แกควงคนนี้โอสุด”

ตรีภพกัดฟันพิมพ์โต้ตอบไปหลังจากอยู่ในระยะทำใจอีก 5 นาที

“แล้วแกชอบไหมละ” โจหยั่งเชิงต่อไป

“มาก” ตรีภพตอบกับตัวเองทันทีที่อ่านเสร็จ

“ข้าว่า ก็ดีอะนะ แต่ก็เท่านั้นแหละ อาจจะถ่ายรูปขึ้นก็ได้” คนฟอร์มจัดตอบกลับ

หึ ไอ้ตูด มึงชอบมึงก็บอกมาดีๆสิ ทำท่านั้นท่านี้ เชิญเข้าใจผิดต่อไปเถอะ ไอ้เรากะว่าถ้าตอบมาตามตรงจะให้อีเมล์ไปแชทจีบแล้วให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปแล้วนะเนี่ย อดไปซะ ไอ้เสือภพ

“เออ ไอ้คนรสนิยมสูง หล่อเลือกได้ กูมีปัญญาหาได้เท่านี้แหละ แล้วคืนนี้ศึกวันแดงเดือด หงษ์จะปีกหักไหมวะ”
ว่าแล้วก็ชิงหักมุมเปลี่ยนเรื่องโดยพลันและพูดคุยกันเรื่องอื่นๆ ต่อไป


คืนนั้นหนูจิตนอนคิดเรื่องที่ตกตะกอนในใจเธอมานาน ความรู้สึกที่เธอรู้สึกกับตรีภพมันปนกันระหว่างรักกับเกลียด ซึ่งมันห่างกันแค่เส้นบางๆ เท่านั้น ไม่รู้ว่าอย่าไหนมากกว่ากัน


การยึดตรีภพเป็นต้นแบบของชายในฝัน ที่คนคนนั้นต้องมีคุณลักษณะมากกว่าหรือเท่ากับตรีภพ และจะหาคนที่แค่เท่ากับผู้ชายคนนี้มันก็ยากกกส์เต็มทนแล้ว บางทีถ้าเราจะลดสเปคชายในฝันลงมา อาจทำให้พบรักแท้ก็เป็นได้อย่างนายต้นกล้าเป็นไง

“ฮึ แต่เอาไม่ดีกว่า ฉันไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกขนาดนั้นสักหน่อย”


เวลาในการเรียนปีสุดท้ายของหนูจิตและเพื่อนๆผ่านไปไวเหมือนโกหก เผลอๆ ก็ถึงเวลาสอบปลายภาคเทอมสุดท้ายแล้ว เด็กเรียนอย่างหนูจิตกำลังตั้งใจเรียนเพื่อคว้าเกียรตินิยมมาครองให้ได้ นี่คงเป็นมรดกทางอารยธรรมที่ดีเพียงอย่างเดียวที่ตรีภพเคี่ยวเข็นทำให้รากฐานทางวิชาการของเธอแน่นปึ้ก
ส่วนนายต้นก็กำลังก็พยายามขายขนมจีบกับหนูจิตอย่างเต็มที่เหมือนเดิม ทั้งโทรศัพท์มาหาทุกวันวันละหลายๆ ครั้ง มีขนมนมเนยมาบรรณาการไม่เคยขาด จนหนูจิตต้องแอบแจกจ่ายแบ่งให้เพื่อนๆ ต่อเป็นประจำ แล้วไหนจะคอยตามคอยตื้อไปตามที่ต่างๆ อีก จนทำให้หนูจิตไม่ไหวจะเคลียร์เพลียจิต รำคาญระคนเบื่อมากขึ้นเรื่อยๆ

เฮ้อ นี่ถ้าเปลี่ยนเป็นอีกคนที่เราพยายามสะกดจิตตัวเองว่า แสนจะเกลียด แต่กลับขยันนึกถึงประจำทุกค่ำเช้า จนได้แต่นั่งเหม่อมองพระจันทร์และฝากกับดาวไปถามว่า เค้าเป็นยังไงบ้างน้า แม้จะไม่ได้ยินเสียงเขามาหลายปี เพราะทิฐิของตัวเธอเองอีกนั่นเอง

ในปีแรกๆ เธอไม่ยอมเจอหน้าตรีภพเลย เพราะตั้งปณิธาณกับตัวเองเอาไว้ แต่กลับเป็นฝ่ายตรีภพที่เพียรโทรศัพท์มาถามข่าวคราวอย่างห่วงใย แต่ทุกครั้งก็ได้แค่พูดคุยกับพี่โจแทนทุกที และตรีภพก็คอยถามเลียบๆเคียงๆ ถึงคนที่เคยวนเวียนอยู่ใกล้ๆ แต่ไม่เคยคิดว่ามีตัวตนสำคัญอะไรมากมาย จนเวลาไม่มาให้เห็นหน้า มาคอยจ๋ะจ๋า พี่ภพอย่างนั้น พี่ภพอย่างนี้ ก็รู้สึกเหมือนชีวิตขาดๆหายๆ อะไรบ้างอย่างไป...เหงาพิลึกเหมือนกันนะ


แต่เมื่อโทรมาบ่อยๆ เข้า ก็โดนจิตพิสุทธิ์ที่ต้องคอยรับโทรศัพท์แทนทุกครั้ง ตอกกลับไปอย่างน่าเจ็บใจปนล้อเลียนไปว่า สงสัยจะคิดถึงน้องหมูจิตเสียแล้วละสิ ก็ทำให้คนที่เสียชีพ แต่อย่าเสียฟอร์ม เลิกโทรมาอีกเลย ด้วยเขาเกรงจะเสียฟอร์มเป็นที่สุด


จนกระทั่งวันที่ตรีภพต้องออกเดินทางไปเรียนต่อที่สหรัฐเพียงลำพัง คุณยายทั้งสองรวมทั้งพ่อแม่และพี่โจก็มาแห่กันไปส่งที่สนามบินอย่างเป็นที่เอิกเกริก (เหลือแต่แห่กลองยาวไปส่งเท่านั้นแหละ) จะเว้นก็แต่หนูจิตที่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องนอนไม่ยอมไปส่งท่าเดียว ทำให้ตรีภพหน้าม่อยจ๋อยลงไปถนัดตา


‘ยัยหนูจิตเป็นอะไรอีกล่ะเนี่ย มันแหม่งๆ ตั้งนานแล้วนะที่ไม่ยอมเจอหน้าเราเลย ต้องมีอะไรแน่ๆ’

แล้วตรีภพก็เดินคอตกไปขึ้นเครื่องไปอย่างจ๋อยหงอยสุดๆ ญาติและคนอื่นๆ ต่างก็คิดว่าว่าเด็กหนุ่มคงซึมเศร้า เพราะต้องจากเมืองไทย จากยายผู้เลี้ยงดูมาแต่เล็กแต่น้อย แถมต้องบินเดี่ยวไปไกลกว่าครั้งค่อนโลกอีก แต่มีคุณยายผู้เลี้ยงดูตรีภพมาแต่เล็กแต่น้อยเท่านั้น ที่พอจะรู้ว่า ที่ตรีภพจ๋อยได้ขนาดนี้ เรียกได้ว่า จ๋อยที่สุดในชีวิตแล้ว มากกว่าตอนโดนพ่อแม่นำมาทิ้งไว้ที่บ้านไร่เสียอีก คงมีเหตุผลมาจากเจ้าน้องน้อยไม่ยอมมาส่งเป็นแน่

และนับจากนั้น แม้ตรีถพจะยังติดต่อกับโจพี่ชายของหนูจิตตลอด แต่ก็ไม่เคยได้คุยกับหนูจิตสักครั้ง ถึงแม่น้องน้อยจะห่างเหินไป แต่ตรีภพก็เพียรส่งของขวัญวันเกิดเมดอินอเมริกามาให้ทุกปี โดยปีที่สอบเอนทรานติดเขาก็ส่งของขวัญพิเศษแสดงความยินดีมาให้เช่นกัน ตัวหนูจิตเองแม้จะแสดงออกว่าไม่สนใจใยดีกับของขวัญที่ส่งมา แต่ใจจริงข้างในของสาวเจ้าก็แอบรอคอยของขวัญที่จะส่งมาให้ทุกปีเหมือนกัน และของขวัญทุกชิ้นถูกเก็บไว้อย่างดีบนหัวเตียงในห้องนอนของหนูจิต ก็แม้จะไม่ชอบคนให้ แต่เราก็ชอบของขวัญนี่นา แล้วอีกอย่างของพวกนี้ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่นา (โด่...เกลียดตัวกินไข่ นี่หว่า)
โอย เผลอนึกเรื่องความหลังอีกแล้ว ไม่ว่าจะนึกเรื่องอะไรอยู่ก็พลอยโยงไปนึกถึงเค้าทุกทีสิน่า


‘ตัดกระดาษต้องใช้กรรไกร แต่ตัดใจต้องใช้เวลา แต่เราเองก็ใช้เวลามานานแล้วนะ ทำไมมันยังไม่ลืมหรือเจือจางลงสักทีนะ หรือเราทำได้แค่ยอมรับมันดีหว่า?’


ในวันสอบเสร็จวันสุดท้าย เป็นวันที่ภาพยนตร์เรื่องแฮรรี่พอตเตอร์ ภาพยนตร์ที่หนูจิตรอคอยภาคนี้อย่างใจจดใจจ่อรอคอยการเข้าชมวันแรกที่เข้าฉายพร้อมอเมริกา หนูจิตเฝ้ารอการสอบวันสุดท้าย และต้องการไปดูภาพยนตร์ในดวงใจ จนต้องโทรชวนเพื่อนๆร่วมแก้งค์ไปดูด้วยกัน แต่ทุกคนก็ไม่มีใครว่างเลย อีกทั้งทุกคนพากันเพลียจากการอดหลับอดนอนอ่านหนังสือและทำโปรเจ็คก่อนจบแบบนอนสต็อป

แต่หนูจิตผู้มีความต้องการดูแฮรรี่พอตเตอร์ที่เข้าฉายวันแรกพร้อมประชาชนชาวอเมริกา ก็ไปดูหนังคนเดียวจนได้ เพราะเมื่อโทรชวนพี่โจตัวเลือกสุดท้าย ก็บอกว่า

“ชิ หนังเด็กๆ ดูทำไมให้เสียลุค”

เมื่อดูหนังจบสาวกแฮรรี่พอตเตอร์อย่างหนูจิตกำลังดื่มด้ำกับบทเพลงของภาพยนตร์และรายชื่อตัวละคร แบบนี้ดูอีกรอบวันพรุ่งนี้ก็ดีนะเนี่ย แล้วสายตาก็เหลือบมองบังเกิดภาพของหนุ่มสาวที่ดูคุ้นตากำลังกระหนุงกระหนิงประหนึ่งว่า โลกนี้มีเพียงเราสอง นั่งซบกันอยู่เบาะข้างหน้าถัดไปอีกประมาณสามแถว เมื่อเพ่งมองให้ชัดๆก็พบว่านั้นมันนายต้นกล้านี่หว่า มากับแม่น้องรหัสสาวที่เคยมีข่าวกิ๊กกั๊กกันก่อนจะคบกับแม่น้องดาวคนงามนี่น้า

‘หนอยแน่ะ จีบฉันควบกับสาวอื่นหรอเนี่ย เห็นฉันเป็นตัวเลือกหรือยะ ชิชะ อย่างนี้มันต้องเข้าไปด่าสักหน่อย จะได้ไม่มายุ่งกับเราอีก’


คิดอยู่ห้าวินาที ว่าถึงยังไงผู้หญิงอย่าหยุดสวย ว่าแล้วไวเท่าความคิดก็ควักตลับแป้งของ M.A.C มีสำรวจความเรียบร้อย และตบแป้งเพิ่มความมั่นใจสักนิด เติมลิปกลอสของ Shu Uemura ปัดแก้มด้วยบลัชออน ของ Bobbi Brown สักหน่อย แต่แค่นี้ก็พร้อมแล้ว เริ่ด เจิ่ดสุดๆ (พอแล้วละแม่คูณ) แล้วก็ไวปานวอกบุกเข้าชาร์จเป้าหมายเลยหนูจิต หนูจิตเดินด้วยมาดนางพระยาเข้าไปสะกิดแขนนายต้นกล้าให้หันมาให้กันมาเจอหน้าเก๋ๆ แล้วก็พูดทักทายว่า

”หนังสนุกมั้ยจ๊ะต้น ”

เมื่อเห็นหน้าคนที่เดินมาทักนายต้นที่หน้าซีดเป็นไก่ต้มก็จะอ้าปากแก้ตัว มีหรือจะได้รับสิทธินั้น เพราะไม่ได้อยากฟังเว้ย


“แต่ก็ดีแล้วล่ะ นายจะได้เลิกตามตื้อฉันสักที ฉันละสบายใจจริงๆ”

หนูจิตพูดช้าๆชัดๆ พลางมองดูอีกฝ่ายด้วยสายตาว่างเปล่า แล้วก็เปรยตามองหญิงสาวยืนเกาะแขนนายต้นกล้าเป็นชะนีที่ต้องการสื่อสารให้หนูจิตรู้ว่า ผู้ชายหน้าโง่คนนี้เป็นของฉันนะยะ หนูจิตนึกเยาะในใจพร้อมส่งสายตาตอบกลับไปว่า


‘หึ หนูน้อยจ๊ะ ฉันไม่สนใจหมอนี่หรอกน่า อยากได้ก็ช่วยล่ามไว้ดีๆด้วยละ อย่าให้หลุดออกมาวิ่งตามฉันอีก ฉันเบื่อเต็มทนแล้ว’


แล้วหนูจิตก็เดินระเหิดระหงออกไปด้วยมาดนางพญาที่แอบฝึกไว้เพื่อใช้เชิดใส่ตรีภพ ขอหยิบมาใช้ก่อนแล้วกันนะ เวลาใช้จริงๆจะได้คล่องๆเป็นธรรมชาติ คนเรามันต้องมั่นฝึกตนเข้าไว้นะจ๊ะ

“หนูจิตฟังเราก่อน เราอธิบายได้ ไม่ใช่อย่างที่คิดนะ”

นายต้นละล่ำละลักพูดปากคอสั่นแต่ก้าวขามาไม่ได้เนื่องจากชะนีสาวน้อยล็อกแขนไว้แน่น ช่วยให้หนูจิตเดินลอยนวลไปได้อย่างเริ่ดๆ เชิดๆ

แต่ถ้าคนบางคนยอมที่เข้าใจอะไรง่ายๆอย่างนั้นก็ดีสิ อยากจะกระซิบบอกหนูจิตจริงๆว่า ชีวิตนี้ไม่ง่ายขนาดนั้น เหมือนจะสลัดรองเท้าคู่หนึ่งหรอกนะ

เฮ้อ ไหนๆ ก็ยกภูเขาตะนาวศรีออกจากอกแล้ว เราไปเหนื่อยแรงในกิจกรรมที่ชอบสุดๆดีกว่า กิจกรรมที่ว่าคือ ช็อปปิ้งตามประสาสาวนักช็อปที่ต้องอดใจจำศีลท่องหนังสืออยู่แต่ในห้องเป็นเวลาเกือบเดือน จนต้องลดละเลิกการชอปปิงไว้เป็นการชั่วคราว

ตอนนี้ได้เวลาฟื้นคืนชีพแล้วหนูจิตเอ๋ยพุ่งตรงไปในบัด NOW เริ่มจากแผนกเครื่องสำอางอาณาจักรของชาวเราเลยดีก่า ดูสิว่าคอลเล็กชั่นใหม่ของเอสเต้ลอเดอร์ ลังโคม H2O ดิออร์ และอื่นๆอีกมากมายมีอะไรน่าสนใจบ้าง และการชอปปิงแบบนอนสต็อปก็ดำเนินต่อไปยังเคาร์เตอร์ ต่อไป และต่อไป อีกเรื่อยๆ ให้หมดแผนกเครื่องสำอาง ต่อด้วยแผนกเสื้อผ้า และอื่นๆอีกมากมาย ชนิดที่ว่าห้างไม่ปิดไม่เลิก พร้อมทั้งรูดบัตรเครดิตแบบอันลิมิตอย่างมีความสุข

(เออ แม่คุณช็อปเอาโล่ไว้ชิงแชมป์ประเทศไทยหรือจ๊ะ) หลงลืมไปว่าตัวเองกำลังถูกคุณพ่อยื่นคำขาดจากพฤติกรรมช็อปอะโฮลิกที่เห็นบิลเรียกเก็บแต่ละทีแทบลมจับ จึงดัดนิสัยว่าเมื่อเรียนจบหนูจิตต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายค่าบัตรเครดิตเอง


เออ หนูจิต หนูมัวแต่รูดปื้ด รูดปื้ด อย่างสำราญเบิกบานใจจนลืมเสียสนิทแล้ว ว่าหนี้เน่าเริ่มจะวิ่งตามมาใกล้แล้ว






Create Date : 04 มีนาคม 2554
Last Update : 7 มีนาคม 2554 12:12:34 น.
Counter : 481 Pageviews.

1 comments
  
สนุกค่ะ จะติดตามนะ
โดย: คน-เหงา IP: 202.28.180.202 วันที่: 6 มีนาคม 2554 เวลา:17:11:53 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

joyey
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ดีจ้า
ชื่อ joy ค่ะ


มีงานเขียนนิยาย เป็นเรื่องความรักสดใส แต่เจือปนไปด้วยความฮา ของความรั่วของนางเอกและพี่ชายที่เท็กทีมกันกับคุณยายหัวใจยังเเหวว ร่วมกันจับคู่หลานชายกับหลายสาว จนเกิดความรักใสๆ หัวใจฮาๆ


เป้าหมายของเราคือเขียนนิยายรัก สดใส เฮฮา อ่านแล้วอมยิ้ม เป้าหมายมีไว้พุ่งชน
มีนาคม 2554

 
 
1
2
5
6
8
10
11
12
13
15
16
17
19
20
21
22
23
24
26
27
29
30
31