Thailand
Group Blog
 
 
มกราคม 2550
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
18 มกราคม 2550
 
All Blogs
 
ธปท.ทุบตลาดตราสารหนี้ตายสนิท [29 ธ.ค. 49 - 04:18]

ธปท.ทุบตลาดตราสารหนี้ตายสนิท [29 ธ.ค. 49 - 04:18]

นายณัฐพล ชวลิตชีวิน กรรมการผู้จัดการสมาคมตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า ผลของมาตรการสกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ส่งผลให้ภาคเอกชนรายใหญ่หันมากู้เงินในประเทศ ด้วยการออกหุ้นกู้ระยะยาวขายมากขึ้น เพราะการออกไปขายต่างประเทศจะไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศที่ยังกังวลต้องถูกตั้งสำรองไว้ 30% ทำให้ตลาดการออกหุ้นกู้ขายให้นักลงทุนต่างประเทศปิดสนิท ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่าบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่มีแผนจะระดมทุนออกหุ้นกู้ทั้งระบบมีรวมกันมากกว่า 180,000-200,000 ล้านบาท





นอกจากนี้ เมื่อภาคเอกชนต้องหันมาระดมเงินทุนในประเทศมากขึ้น ก็จะเป็นตัวเร่งและผลักดันให้ดอกเบี้ยในประเทศสูงขึ้น เพราะมีแต่คนต้องการใช้เงินแต่ปริมาณเงินมีอยู่อย่างจำกัด สุดท้ายก็จะกระตุ้นให้ดอกเบี้ยต้องปรับขึ้นในที่สุด โดยคาดว่าผลกระทบครั้งนี้จะทำให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.5-1% ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ ในปี 48 มีบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ออกไประดมเงินทุนต่างประเทศโดยกู้เป็นเงินเหรียญสหรัฐฯและแปลงเป็นเงินบาทมูลค่าทั้งสิ้น 40,000 ล้านบาท





ทั้งนี้ ผลจากการที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ หันมากู้เงินในประเทศมากขึ้นจะทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลาง (SME) อาจกลับไปขาดแคลนเงินทุนอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังมองว่ามูลค่าตราสารระยะสั้นทุกประเภทในปีหน้าจะหายไปกว่า 50% จากปัจจุบันที่มียอดตราสารหนี้ระยะสั้นในระบบรวมประมาณ 920,000 ล้านบาท แบ่งเป็นของบริษัทเอกชน 430,000 ล้านบาท, สถาบันการเงินในประเทศ 270,000 ล้านบาท และของธนาคารต่างชาติ 218,000 ล้านบาท





นายณัฐพลกล่าวด้วยว่า หลังมาตรการ ธปท.ออกมา ทำให้ผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ (Yield curve) ในทุกช่วงอายุได้ขยับขึ้น 0.35-0.4% ส่วนปริมาณการซื้อขายก็ลดลง เฉลี่ยอยู่ที่ 16,000 ล้านบาทต่อวัน จากปกติ 40,000-50,000 ล้านบาทต่อวัน แต่ส่วนหนึ่งมาจาก ธปท.ได้ออกพันธบัตรเพื่อดูดซับสภาพคล่อง





“มาตรการของ ธปท.ครั้งนี้ ถือว่าเป็นมาตรการที่ทำร้ายตัวเองและสุดท้ายจะทำให้เกิดปัญหากับระบบเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ ผลกระทบที่จะเห็นชัดคือ กระทรวงการคลังต้องระดมเงินด้วยการออกพันธบัตร 300,000 ล้านบาท หากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 1% ก็จะทำให้ต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้นปีละ 3,000 ล้านบาท หากออกพันธบัตรอายุยาว 10 ปี ก็จะทำให้ต้นทุนพุ่งถึง 30,000 ล้านบาท ถึงตอนนี้เลิกหวังได้เลยว่าระบบการเงินไทยจะมี 3 เสาหลักหรือ 3 ขา คือ การพึ่งพาเงินจากสถาบันการเงิน, ตลาดทุน และตลาดตราสารหนี้ มารองรับยามที่เกิดวิกฤติเพราะผลของมาตรการทำให้ตลาดตราสารหนี้ตายสนิท”.

http://www.thairath.com/news.php?section=economic&content=31745



Create Date : 18 มกราคม 2550
Last Update : 18 มกราคม 2550 22:11:45 น. 2 comments
Counter : 105 Pageviews.

 

''สมัคร''ถล่ม''ป๋าเปรม''โต้ปรัชญาจ็อกกี้''ไม่เข้าท่า''




"สมัคร"ลามปามหนักย้อนปรัชญาจ็อกกี้ของประธานองคมนตรี ระบุไม่เชื่อเสมอไปจ๊อกกี้กินนอนกับม้าถมไป เหน็บคืน"ผู้มีบารมี"แอบสั่งเลื่อนม้าลากรถไปเป็นม้าแข่ง ลั่นถ้าให้ทหารเลิกอยู่ใต้การเมืองก็ต้องแก้รธน. พร้อมยกจดหมายถึง"บุช" ไม่แปลก
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายสมัคร สุนทรเวช ส.ว.กรุงเทพฯ กล่าวตอนหนึ่งในรายการ"เปิดแฟ้มความคิด" เอฟเอ็ม 105 เมกะเฮิร์ต ว่า ไปถึงสถานีมีบอกว่า ไอ้เรื่องคนเลี้ยงม้าเนี่ย ตนคันมาหลายวัน มีท่านองคมนตรีคนหนึ่งมาพูด เมื่อ2-3 วันก่อนในทำนองว่า ม้าเป็นของหลวงเป็นของชาติและไอ้คนที่มาเป็นจ็อกกี้มาขี่มาแล้วก็ไป

ตนก็ประหลาดใจว่า คนดูแลม้าคอกนี้เขายังไงรู้มั้ย เขาสอนให้ม้าไม่มีไมตรีกับจ๊อกกี้ แม้ตนไม่เคยเลี้ยงม้า ไม่มีคอกม้า แต่มีเพื่อนเป็นเจ้าของคอกม้าเล่าให้ฟังว่าจ๊อกกี้มันไม่ได้มาแล้วมันไปนะ แต่บางคนมันอยู่กับคอกตลอดชีวิตเลย ถ้าตัวมันเบาขี่ดีมันไม่ไปหรอก

"ที่ผมประหลาดใจคือคนที่เชี่ยวชาญเรื่องม้า กลับมาสอนให้ม้าไม่มีไมตรีกับจ๊อกกี้ มันได้อย่างไร เราเคยเห็นมั้ยในโลกนี้ มีแต่ม้าป่าเท่านั้นแหล่ะ ม้าที่ยังไม่ถูกจับมาใช้งานเท่านั้น ที่วิ่งโลดแล่นอยู่ในทุ่ง แต่ม้าที่นำมาใช้เป็นประโยชน์แล้วต้องมีคนกำกับ ม้าต้องมีคนกำกับ ซึ่งคือจ๊อกกี้ เคยเห็นเวลาเขาแข่งม้าแล้วปล่อยให้ม้าวิ่งโทงๆไปหรือไม่ มันมีแต่แข่งหมา แต่ม้าทำไม่ได้ แต่มีคนมาสอนม้าไม่ให้มีไมตรีกับจ๊อกกี้ ผมบอกไม่ได้เลย ปรัชญาอย่างนี้ผมไม่เห็นด้วยเลย ไม่เห็นด้วยจริง" นายสมัคร กล่าว

พร้อมทั้งเปรียบเปรยว่า คนเลี้ยงม้าบางคน เอาม้าลากรถไปขึ้นอันดับเป็นม้าแข่ง แล้วม้ามันพูดได้หรือไม่ แล้วถามว่าม้าควรที่จะได้เลื่อนขั้นบางทีไม่ได้เลื่อนก็มี คนเลี้ยงจัดเสร็จเลยม้ามันพูดได้ไหม พูดไม่ออกหรอก แต่ที่ประหลาดใจคือมาแสดงปรัชญาสอนให้ม้าไม่ให้มีไมตรีกับคนขี่ ประหลาดจริงๆ แล้วสื่อสารมวลชนทั้งหลายก็ชื่นชมกันเหลือเกิน ปรัชญาอย่างนี้ไม่เข้าท่า สถาบันของบ้านเมืองต้องประกอบด้วยสถาบันต่างๆ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า แต่อยู่ดีๆมาสอนให้ไม่นับถือสถาบันหนึ่ง ได้อย่างไร บอกตรงๆเลยว่าอย่างนี้ไม่เข้าท่า

"บัดนี้มีคนที่ได้รับยกย่องสรรเสริญเหลือเกินว่ามีบารมี แล้วถามว่าผมไม่สั่งสมหรือ ผมอายุ 71 ปีนี้ ผมก็สั่งสมของผมเหมือนกัน แต่ผมพูดแล้วทำไมไม่มีใครฟัง แต่พอคนนั้นพูดละก็ โอ้โห ยกมือท่วมหัวกันเลย มันไม่ได้นะ ผมต้องพิสูจน์ให้ฟัง ปรากฎว่าคนที่อ้างว่ามีบารมีเหลือล้น แล้วพูดมีใครต่อใครฟัง ลงข่าวกันเอิกเกริก แล้วคนอื่นหล่ะครับ ในระบอบประชาธิปไตย คนอื่นจะว่าเขาไม่สั่งสมก็ตามแต่ แต่การแสดงความเห็นต้องเท่าเทียมกันใช่ไหม ทำไมเมื่อคืนตนออกรายการวิทยุช่อง 11 ไม่ได้ เพราะจะคุยเรื่องม้า ถามว่ามันเสียหายอะไร ตรงไหน มีใครเดือดร้อนบ้าง ผมไปออกชื่อใคร ก็คนเลี้ยงม้า เชี่ยวชาญม้ามาอวด มาแนะนำ สอนให้ม้าไม่มีไมตรีกับจ๊อกกี้ บอกจ็อกกี้มันมาแล้วก็ไป เอ้อ แล้วมันอยู่กันได้อย่างไร ม้าอยู่กันเป็นฝูงๆอย่างนั้น หรือให้พ่อคนนี้จัดการเอาม้าลากรถมาขึ้นชั้น ทำมาแล้วนะครับเรื่องพรรค์นี้ คนควรจะได้ขึ้นชั้นแต่ไม่ได้ขึ้น เขาก็น้ำตาตกแต่พูดไม่ออก ม้าแข่งดีๆแต่ไม่ได้แข่ง ก็เป็นคนดูแลตัดสินเสียเอง ม้ามันพูดได้เมื่อไหร่หล่ะ" ส.ว.กรุงเทพฯ กล่าว

นายสมัคร กล่าวว่า ขอพูดให้ชัดเจนเสียเลยว่าบ้านเมืองเรามันเป็นอย่างนี้ ก่อนหน้านี้มีคนมาพูด มาบอกว่าไม่ให้ม้าไปรับใช้ทางการเมือง ตนท้วงตั้งแต่วันแรกเลยบอกว่าอะไรกันพูดอย่างนี้ได้อย่างไร อย่างนี้ต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพราะตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม มันต้องนั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรี ถ้ามันไม่เข้ากับนายกฯ จะให้เป็นอิสรภาพอยู่คนเดียวได้อย่างไร มันต้องแก้รัฐธรรมนูญ เอารัฐมนตรีกลาโหมออกไปซะมันจะได้เป็นไปตามที่พูด ไม่รู้ว่าชิงชัง เกลียดชังรัฐบาลอะไรกันนักหนา ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้

นอกจากนี้ นายสมัคร ยังกล่าวถึงจดหมายที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการ นายกรัฐมนตรี ส่งถือนายจอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่หลายฝ่ายท้วงติงว่าไม่เหมาะสม ว่า ไม่รู้อะไรกันนักหนา ก็ไม่ทราบ จะเป็นจะตายกันให้ได้ บ้ากันถึงขนาด สภาทนายความก็เอาด้วย ในที่สุดมีคนมาเอาจดหมายมาเรียงให้ดู ท่านอดีตนายกฯชวน หลีกภัย ใช้ตำแหน่งเดียวกัน ถ้าบกพร่องก็บกพร่องเหมือนกัน หาว่าผิดรัฐธรรมนูญ ทำไมตอนคุณชวน ใช้ทำไมไม่มีใครว่า

"มันทุเรศตรงไหนรู้มั้ย เมื่อนายกฯเขาเขียนจดหมายเพื่อชี้แจงสถานการณ์ ไอ้พวกปลุกระดมเขียนบ้าง พออ่านเนื้อความหน้ามือเป็นหลังเท้าทำไมเอาอย่างเขา บอกว่าเขียนจดหมายถึงสถานทูตไม่ดีแล้วทำไมเอาอย่างเขาทุเรศมั้ยอย่างนี้ น่าเกลียด มีคนเป็นทูตเก่า ชื่อนายกษิตย์ ภิรมย์ กับอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พูดทำนองว่าเรื่องที่นายกฯไปทำกระทรวงต่างประเทศต้องรับผิดชอบ เป็นโจ๊กน่าอาย ถูกหัวเราะเยาะ และที่ประธานาธิบดีตอบมาแบบนั้น แปลว่าเขาไม่เอารัฐบาลนี้ แล้ว ผมไม่ได้เป็นครูบาอาจารย์ ไม่ใช่ทูต แต่เห็นสำนวนที่บุชตอบมาแสดงว่าเขาเป็นคนอื่นนอกประเทศไทย เขาไม่รู้ว่ารัฐบาลนี้เป็นอย่างไร เขาคิดว่าวันข้างหน้าพวกปลุกระดมมันจะมาตั้งรัฐบาลก็ได้ แต่คนไทยรู้ดีว่ารัฐบาลเข้าตามตรอกออกตามประตูเป็นใคร และ ไอ้พวกที่ปลุกระดมทางการเมืองเป็นอย่างไร คนพวกนี้ไม่มีวันกลับชาติขึ้นมาเพราะพรรคการเมืองยังไม่ได้ตั้ง เลือกตั้งก็ไม่สมัคร ปลุกระดมขับไล่อย่างเดียว แบบไม่มีเหตุผล ไม่เข้าท่า”นายสมัคร กล่าว

และว่า คนระดับอดีตทูต ครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัย ออกมาเล่นด้วยเป็นเรื่องประหลาด ยกตัวอย่างจดหมายที่เขียนบอกทูตที่บอกว่าการเลือกตั้งเมื่อ 2 เม.ย.สกปรก ทุจริต คดโกง คนที่เขียนก็ไม่ใส่ชื่อว่าเป็นใครแต่ต้องถือว่ามันไม่ใช่คนถ้าเขียนอย่างนี้ พรรคเดียวมันโกงตัวเองได้อย่างไร ปล่อยให้เขาเลือกกับพรรคเล็กพรรคน้อย เขาจะโกงตัวเองหรือ ในเมื่อพวกบ้าทั้งหลายไม่มาลงแข่ง ทำไมไม่ไปดำเนินคดี ไม่อธิบายหล่ะว่ามีคนมาเกี่ยวข้องแล้ววินิจฉัยแบบไม่เข้าตามตรอกออกตามประตู มันไม่พูดอย่างนั้น

"มันไม่เข้าเรื่อง ผมถามอย่างเดียวว่าเมื่อมีรับสั่งวันที่ 25 เม.ย. ถ้าวันที่ 27 เม.ย. ถ้าศาลปกครองไม่สั่งแบบที่สั่งไว้ มันจะเรียบร้อยได้หรือไม่ ก็ได้ ปล่อยให้เลือกตั้งที่เหลือให้หมด เรื่องนี้วิจารณ์ไม่ได้ศาลปกครอง เรื่องนี้น่าจะจบแล้วแต่ไม่จบ ศาลรัฐธรรมนูญออกมาเล่นต่อ ท่านให้มาแก้กลับมาผูก”

ส่วนเรื่องกกต.นั้นอยากจะบอกให้ว่ากกต.เขามี 5 คนร้อยเปอร์เซ็นต์ เวลาลงมติต้อง 4 ใน 5 เมื่อมีคนตายไปหนึ่งคน อีก 4 คนก็ทำได้ เพราะมี 85 เปอร์เซ็นต์ ออกไปอีกเหลือ 3 คน ถ้าพร้อมใจกันทำก็ทำได้ เหลือ 2 คนก็ยังทำได้ แต่ 1 คนบริหารได้ เวลาเขาขาด 2 คนทำไมไม่ส่งให้ครบ ไม่มีใครตำหนิติเตียนท่าน แต่บอกว่า 3 คนควรจะออก โอ้โหรุมสหบาทากันใหญ่ว่าต้องออก แล้วความยุติธรรมในโลกนี้อยู่ที่ไหน

----------------------------------------------------------------------------------------------------

''กลุ่มพลังประชาชน16ล้านเสียง'' ชุมนุมประท้วงเลขาศาลฎีกา


"กลุ่มพลังประชาชน 16 ล้านเสียง" รวมตัวเรียกร้องให้เลขาธิการประธานศาลฎีกาลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงความรับผิดชอบหลังพูดจาดูถูกประชาชนว่าถูกพรรคไทยรักไทยซื้อเสียงหัวละ 1,000 บาท แจ้งความหมิ่นพรุ่งนี้

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันนี้ ที่หน้าศาลฎีกา สนามหลวง "กลุ่มพลังประชาชน 16 ล้านเสียง" จำนวนประมาณ 100 คน เดินทางมารวมตัวชูป้ายขับไล่นายจรัญ ภักดีธนากุล เลขาธิการประธานศาลฎีกา พร้อมเรียกร้องให้นายจรัญ ออกมากล่าวขอโทษประชาชนและลาออกจากตำแหน่ง หลังจากนายจรัญ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า 16 ล้านเสียง ที่พรรคไทยรักไทย ได้มาจากการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา มาจากการจ่ายค่าหัวให้รายละ 1,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นการพูดจาดูถูกประชาชนที่ลงคะแนนเสียงให้พรรคไทยรักไทย ที่ไม่น่ามาจากการพูดของผู้ที่เป็นผู้พิพากษา และดำรงตำแหน่งอยู่ในศาลสูงสุดของไทย

สำหรับการชุมนุมแม้จะเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม ต้องระดมกำลังเข้ามาดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยมีรายงานว่า นายจรัญ ไม่ได้อยู่ที่ศาลฎีกาในวันนี้

ด้านตัวแทนกลุ่มพลังประชาชน 16 ล้านเสียง ระบุว่า เช้าวันพรุ่งนี้จะไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายจรัญ ในข้อหาหมิ่นประมาทประชาชนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งมีการยื่นฟ้องแพ่งเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายด้วย ก่อนที่จะกลับมารวมตัวที่หน้าศาลฎีกา สนามหลวง อีกครั้งในช่วงบ่าย


ที่มาจากหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ



โดย: จอบศักดิ์ วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:17:50:10 น.  

 
คำต่อคำ:พล.อ.เปรม ย้ำชัดเจ้าของทหารคือชาติ-พระมหากษัตริย์

14 กรกฎาคม 2549 17:29 น.
"รัฐบาลก็เหมือนกับจ็อกกี้ คือเข้ามาดูแลทหาร แต่ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหารคือชาติ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลเข้ามาดูแลกำหนดใช้พวกเราตามที่ประกาศนโยบายไว้ต่อรัฐสภา เด็กขี่ม้าบางคนก็ขี่ดีขี่เก่ง บางคนก็ไม่ดี ขี่ไม่เก่ง"
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ที่หอประชุมโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า(จปร.) จ.นครนายก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เดินทางมาบรรยายพิเศษ ในหัวข้อเรื่อง "ทหารอาชีพ กับทหารมืออาชีพ" ให้กับนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ ชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 950 นาย

โดยมี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตผบ.ทบ.และองคมนตรี พล.อ.อู๊ด เบื้องบน อดีตปลัดกลาโหม พล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป อดีตเสนาธิการทหารบก ร่วมคณะไปด้วย ทั้งนี้ พล.ท.กมล แสนอิสระ ผบ.จปร. ให้การต้อนรับ

พล.อ.เปรม เริ่มต้นกล่าวว่า ขอบคุณ ผบ.ทบ. และ ผบ.จปร.ที่ให้โอกาสมาพูดกับนายทหาร และนักเรียนนายร้อยในวันนี้ ผมมีความสำนึกอยู่เสมอว่า มีหน้าที่ที่จะต้องตอบแทนบุญคุณสถาบันหลายสถาบันที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผม และ การทำหน้าที่ในการรับราชการของผม

โรงเรียนนายร้อย จปร.เป็นสถาบันหนึ่งที่ไม่มีวันลืมว่า มีบุญคุณ และได้ทำให้ตนเป็นตนจนมาถึงทุกวันนี้ รร.จปร.ได้ให้อนาคตที่ดี สอนให้รู้จักความรู้รักสามัคคี สอนให้รู้จักคำว่า เพื่อนตาย ที่เราจะตายรวมกันทั้งในยามปกติ และในยามสงคราม หรือ ยามฉุกเฉิน สอนให้รู้จักว่าเกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน

พล.อ.เปรม กล่าวอีกว่า ที่ผมมาในวันนี้มาด้วยความภูมิใจ และยินดีเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะที่ได้พบกับนักเรียนนายร้อยจปร. ซึ่งพวกเราถือว่าเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะต้องดูแลนักเรียนนายร้อยจปร.ทุกรุ่นทุกคน เพราะ นร.จปร.ถือว่าเหมือนลูกเหมือนหลานของเรา ที่เราจะต้องดูแลให้เติบโตขึ้นมาให้เป็นนายทหารดี เป็นคนดีให้ได้

ถ้าเรามองกลับไปในอดีตจะพบว่า กองทัพบกของเราได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากประชาชนมาตลอดเวลา เป็นที่พึ่งของประชาชนมาโดยตลอด กองทัพบกมาจากไหน ส่วนหนึ่งก็คือมาจากโรงเรียนนายร้อยจปร.ของเรา ที่เติบโตออกไปเป็นนายทหาร และทำหน้าที่ต่าง ๆ ให้กับชาติบ้านเมือง แม้แต่ในทางการเมืองก็ได้ไปทำ

ฉะนั้น เป็นหน้าที่ของกองทัพบกที่จะต้องทำต่อไป กองทัพบกจะทำต่อไปได้ ก็โดยที่มีสายเลือดใหม่ ๆ อย่างพวกเธอทั้งหลายเติบโตขึ้นไปไปดูแลกองทัพบก และทำตัวให้เป็นความหวังของชาติบ้านเมือง ทำกองทัพบกให้เป็นที่พึ่งพาของชาติบ้านเมือง ทำกองทัพบกของเราให้เป็นเสาหลักในการรักษาอธิปไตย และความมั่นคงของชาติของเราให้ได้

พล.อ.เปรม กล่าวอีกว่า วันนี้ ที่จะมาพูดโดยเฉพาะกับ นักเรียนนายร้อย จปร. เรื่องวิทยาการสมัยใหม่ คนนี้รู้น้อยมาก เพราะว่าอายุมากโบราณแล้ว ตอนเป็นนักเรียนจปร.ก็ไม่ได้เรียนมากอย่างสมัยนี้ที่นักเรียนจปร.ได้เรียนกัน เดี๋ยวนี้มีสิ่งเปลี่ยนแปลงวิทยาการสมัยใหม่ ซึ่งตามไม่ทัน ฉะนั้นวันนี้จะไม่พูดเรื่องวิทยาการ แต่จะพูดเรื่อง ความสำคัญของนักเรียนนายร้อยจปร. และ ความสำคัญของ โรงเรียนนายร้อย จปร. เมื่อกี้พูดว่ามีสิ่งเปลี่ยนแปลงตามไม่ค่อยทัน

"ผมขอบอกว่า สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ทั้งกาย วาจา และ ใจ ของเรา ก็คือ เราเป็นลูกพ่อเดียวกัน รัชกาลที่ 5 ได้กำเนิดพวกเรามา ทุกคนเป็นลูกของท่าน ฉะนั้นเราคือคนที่มีพ่อคนเดียวกัน เรื่องนี้ต้องไม่เปลี่ยนแปลง และไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลง เราปฏิญาณคำสัตย์ปฏิญาณคำเดียวประโยคเดียวมาตลอด สิ่งนี้จะต้องไม่เปลี่ยนแปลง เราจะต้องยึดมั่น ทั้งโดยเลือดเนื้อวิญญาณของความเป็น นร.จปร.ในสิ่งเหล่านี้ว่า เราได้ปฏิญาณต่อหน้าพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 เราได้ปฏิญาณต่อธงชาติเฉลิมพล ประโยคเดียวกัน ฉะนั้นเราจะต้องเป็นเพื่อนตายด้วยกันทำหน้าที่ของเรา เพราะเราเป็นลูกของรัชกาลที่ 5 ด้วยกัน"

พล.อ.เปรม กล่าวอีกว่า เมื่อกี้พูดถึงเรื่องว่า เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณของแผ่นดิน ที่จริงวลีประโยคนี้ คนนี้เป็นคนคิด และพยายามพูดให้คนไทยเข้าใจว่า เราเกิดมาในแผ่นดินนี้เรามีหน้าที่หลายอย่าง แต่หน้าที่สำคัญที่สุดคือการตอบแทนบุญคุณของแผ่นดิน ถ้าเราไปเปิด รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ใช้อยู่ในฉบับปัจจุบันนี้ เขาจะกำหนดหน้าที่ของคนไทยไว้ แต่ไม่มีคำนี้หรอก ไม่มีบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า คนไทยเกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณของแผ่นดินไม่มี แต่เราจะต้องมี ถึงไม่มีในรัฐธรรมนูญแต่เราก็จะต้องทำ

พล.อ.เปรม ระบุอีกว่า เราจะต้องรู้ว่าเราเกิดมาเราต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ตอบแทนอย่างไรเป็นเรื่องยากที่จะอธิบาย แต่ก็พอจะพูดสรุปได้ว่า เราต้องเป็นคนดี คนดีถึงจะคิดเรื่องดี พูดเรื่องดี ทำเรื่องดี การตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน คนดีเท่านั้นถึงจะทำ ถ้าคนไม่ดีก็คิดไม่ถึงหรอก ถ้าถามว่าคนดีคืออย่างไรอีก ก็ยากที่จะตอบว่า คนดีคือมีคุณสมบัติอย่างไร แต่ว่าโดยสามัญสำนึก ถ้าเราบอกว่า ผบ.จปร. เป็นคนดี เราก็พอจะนึกออกว่า คนดี กับคนไม่ดี แตกต่างกันอย่างไร

"มีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่อยากจะให้พวกเราได้ยิน และเข้าใจ ว่าเราเป็นทหาร แต่ต้องพูดต่อไปว่า เราเป็นทหารของชาติ เป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อคราวที่ไปพูดที่อื่นก็พูดทำนองนี้ว่า เราเป็นทหารของชาติ เป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็มีคนเถียงว่า ถ้าอย่างนั้นรัฐบาลก็สั่งทหารไม่ได้ คนที่เถียงกันเขาอาจจะไม่เข้าใจเรื่องทหารเลย หรือเขาไม่ชอบหน้าพวกเราก็ได้ อยากจะยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ว่า ทำไมเราถึงพูดเป็นทหารของชาติ เป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"

พล.อ.เปรม กล่าวอีกว่า นักเรียนสมัยใหม่คงเล่นม้าไม่เป็น อาจจะเป็นเรื่องการพนันอย่างอื่นที่ใช้คอมพิวเตอร์ ใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย แต่อยากจะเล่าให้ฟังอย่างนี้ก็แล้วกัน

"เปรียบเทียบคนที่เป็นทหารม้าถึงจะรู้เรื่องม้าดี และ เรื่องการแข่งม้า การแข่งม้า ม้าจะมีคอก มีเจ้าของคอก คอกหนึ่งมีม้าหลายตัว 5 ตัว 10 ตัว 20 ตัว ก็ได้ เจ้าของคอก ก็เป็นเจ้าของม้า เวลาจะไปแข่งเขาก็ไปเอาเด็ก ที่เราเรียนกว่าจ็อกกี้ หรือเด็กขี่ม้า ไปจ้าง ไปให้เขามาขี่ม้า เขาจะขี่ม้า พอเสร็จจากการขี่ม้า เขาก็กลับไปทำงานอย่างอื่น วันนี้เขาขี่ม้าคอกนี้ พรุ่งนี้เขาขี่ม้าอีกคอกหนึ่ง เขาไม่ได้เป็นเจ้าของม้าหรอก เขาเป็นคนขี่..."

"รัฐบาลก็เหมือนกับจ็อกกี้ คือ เข้ามาดูแลทหาร แต่ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหารคือชาติ และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลเข้ามาดูแลกำหนดใช้พวกเราตามที่ประกาศนโยบายไว้ต่อรัฐสภา เด็กขี่ม้าบางคนก็ขี่ดีขี่เก่ง บางคนก็ไม่ดี ขี่ไม่เก่ง รัฐบาลก็เหมือนกัน รัฐบาลบางรัฐบาลก็ทำงานดี ทำงานเก่ง บางรัฐบาลก็ทำงานดีไม่ดี หรือไม่เก่งก็มี นี่เป็นเรื่องจริง"

พล.อ.เปรม กล่าวต่อว่า ที่พูดให้นักเรียนเข้าใจว่า เราต้องถือว่า เราเป็นทหารของชาติ เป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่รัฐบาลเข้ามาดูแลในเรื่องอื่น ๆ กับพวกเรา เรื่องใหญ่ ๆ ที่ทหารกำลังทำอยู่

"เช่น นโยบายการป้องกันประเทศ นโยบายความมั่นคงก็ตาม เป็นเรื่องใหญ่ ต้องวางนโยบายเป็นเวลา 10 ปี หรือ 20 ปีฉะนั้นรัฐบาลเข้ามาอยู่ 4 ปี ก็จะต้องดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงกลาโหม หรือ สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้กำหนดขึ้น มันยากที่จะมาเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจกันให้เห็น ให้ถ่องแท้ว่าทหารอยู่ตรงไหน รัฐบาลอยู่ตรงไหน เจ้าของทหารอยู่ตรงไหน"

พล.อ.เปรม กล่าวอีกว่า ที่ยกมาพูดไม่ได้ต้องการให้พวกเราเข้าใจไขวเขว้ หรือ รู้สึกไม่ดีต่อรัฐบาล ซึ่งคนคนนี้ก็เคยเป็นรัฐบาลมา เพียงแต่ต้องการให้แยกแยะให้ออกไม่ใช่โต้เถียง หรือ ไม่ใช่ดี้อดึง เพียงแต่ให้เข้าใจว่าเราอยู่ตรงไหน เราเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ รมว.กลาโหม ซึ่งแน่นอนเราจะต้องมีระเบียบแบบแผน แต่ที่พูดอยากให้เข้าใจแต่เพียงว่า ไม่ได้แต่เพียงเข้าใจว่า เราต้องถือว่าเราเป็นทหารของชาติ รัฐบาลเข้ามาแล้วก็ไป ๆ นั่นไม่ใช่เรื่องที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่

"ขอย้ำอีกทีว่า การนำมาพูดในที่นี่เพื่อให้นักเรียนเข้าใจ ไม่ใช่พูดให้ต่อต้าน หรือ ดื้อดึง หรือทำตัวไม่ดีต่อรัฐบาล ไม่ใช่อย่างนั้น ต้องทำตัวดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลของใครก็ตาม แต่ต้องเข้าใจว่าเราเป็นทหารของชาติ เพลงก็มีนักเรียนก็คงจะร้องกันได้ เราเป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจะเป็นอยู่อย่างนั้นโดยตลอดชีวิต"

พล.อ.เปรมกล่าวอีกว่า มีฝรั่งพูดกันว่า the old soldier never die ซึ่งแปลง่าย ๆ คนไทยพวกเราที่เป็นทหาร คล้าย ๆ กับที่ฝรั่งเขาพูด เราพูดกันอยู่เสมอว่า นักเรียนอาจจะไม่ได้ยินกันบ้างก็มี แต่คนที่อยู่ในแวดวงของทหาร และมีพี่น้องเป็นทหารจะมีความรู้สึกเหมือนกับที่ตนกำลังจะพูดต่อไปนี้

พวกเราเมื่อได้เป็นทหารครั้งหนึ่งแล้ว จะต้องเป็นทหารไปจนตลอดชีวิต ไม่ใช่ว่าเกษียณแล้วเลิกเป็น หรือ ลาออกแล้วเลิกเป็น ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ก็เพราะว่าคนที่เป็นทหารจะต้องเป็นทหารด้วยเลือดเนื้อวิญญาณ จิตใจทุกอย่างอยู่ในสายเลือด

"เมื่อเราเป็นทหารครั้งหนึ่งเราต้องเป็นทหารไปจนตาย ทุกคนที่ออกไปแล้ว ออกไปจากโรงเรียนนายร้อย จปร. ไปรับราชการทหาร แม้เกษียณแล้วคงจะมีความรู้สึกว่า แม้ว่าจะเป็นนายทหารนอกราชการ แต่ในนี่คือทหารแท้ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณของทหารได้ ไม่ว่าจะรวยเป็นเศรษฐี หรือจนเป็นยาจก หรือจะไปอยู่ที่ไหนอย่างไร ในนี้ยังมีเลือดเนื้อและวิญญาณของทหารอยู่ตลอดเวลา ถ้าใครไม่รู้สึกอย่างนั้น ก็ไม่ควรจะมาเป็นทหาร"

พล.อ.เปรมกล่าวอีกว่า นักเรียนนายร้อยที่นั่งอยู่ที่นี้ ไม่มีความรู้สึกอย่างนั้น ก็ขอไปคิดให้ดีว่า จะรับราชการทหารต่อไปหรือไม่ เพราะถ้าเป็นทหารแล้วไม่มีเลือดวิญญาณของความเป็นทหาร ความรักชาติก็ไม่มี ความเสียสละก็จะไม่มี ความที่จะลุกต่อสู้เพื่อสถาบันของทหารของเราก็ไม่มี เพราะฉะนั้นขอกล่าวซ้ำอีกทีว่า ถ้าใครเป็นทหารแล้วไม่มีเลือดเนื้อความเป็นทหารขออย่าได้เป็นดีกว่า

พล.อ.เปรม กล่าวอีกว่า ทหารมีคำนิยามที่เราเรียกตัวเราว่า "ทหารอาชีพ" เมื่อเป็นทหารอาชีพแล้ว ก็ต้องเป็น"ทหารมืออาชีพ" ด้วย ทหารอาชีพคือทหารที่มีเลือดเนื้อจิตวิญญาณแห่งความเป็นทหารอยู่ในตนครบถ้วนสมบูรณ์ กล่าวคือ รัก และเชิดชูสถาบันทหาร เทิดทูนและจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ดำรงความซื่อสัตย์สุจริต และเสียสละต่อตน ต่อครอบครัว ต่อสถาบัน และ ต่อชาติบ้านเมืองอย่างมั่นคง เป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยแท้ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง และ นักการเมือง ภูมิใจในเกียรติศักดิ์ของทหาร และ ความเป็นทหาร รักและดำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของทหาร และสถาบันทหารด้วยชีวิต รู้และเข้าใจว่าเกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน

"สำหรับทหารมืออาชีพ เป็นข้อเตือนว่า เมื่อเป็นทหารแล้ว ต้องเป็นทหารที่มืออาชีพจริงๆ ทหารมืออาชีพ คือทหารที่รอบรู้อย่างละเอียดถูกต้องและลึกซึ้ง ในวิชาการและตามตำแหน่งหน้าที่ของตนนักเรียนนายร้อยจปร. ก็ต้องรู้หน้าที่ของเป็นผู้บังคับบัญชาที่ประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาในทุกมิติ รูปร่างดี สง่าผ่าเผย มีวินัยเฉียบขาดทุกกาลเทศะรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน แต่เข้มแข็งและ เด็ดขาด ไม่หวั่นเกรงภยันตรายใด ๆ อย่างมีเหตุผล เป็นที่พึ่งของเพื่อนทหาร และ ประชาชนได้ ทหารมืออาชีพจะต้องเป็นอย่างนั้น"

พล.อ.เปรม กล่าวอีกว่า ถ้าโรงเรียนนายร้อย จปร. มีหน้าที่เพาะบ่มให้เป็นทหารอาชีพ และทหารมืออาชีพ ก็ต้องทำให้ได้ ถ้าเชื่อในสิ่งที่ตนพูด ถ้าทำให้นักเรียนนายร้อยจปร. มีจิตวิญญาณของทหารไม่ได้ก็เสียเวลา และเสีย เงินหลวงเปล่า ๆ ตนขอพูดเรื่องที่เกี่ยวกับโรงเรียนนายร้อย จปร. ชาติบ้านเมืองของเรา เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่อยู่อาศัยของเรา เป็นประเทศของเรา มีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษา มีหน้าที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ มีหน้าทำตามบรรพบุรุษของเราที่ดำรงไว้ซึ่งความเป็นไทยให้กับพวกเราจนถึงทุกวันนี้

"ต้องหลอมนักเรียนนายร้อยจปร.ให้เป็นคนดีให้ได้ นร.จปร.ก็จะต้องยอมให้ รร.จปร.หลอมให้เป็นนักเรียนที่ดี จบไปเป็นนายทหารที่ดีให้ได้ ทหารที่ดี หรือ คนทั่วไป ต้องคุณธรรม จริยธรรม แต่ทหารที่มีความเหมาะสมเฉพาะออกไปอีก เพราะว่า เมื่อเราแต่งเครื่องแบบมีสิทธิ์ถืออาวุธได้ มีเครื่องแบบที่ภาคภูมิใจ แต่คนอื่นสวมไม่ได้"

พล.อ.เปรม กล่าวอีกว่า มีคนพูดสมัยก่อน แต่สมัยนี้ไม่พูดแล้ว แต่ก็เคยมีคนพูดว่า รร.จปร.สอนแค่ให้ยิงปืนเป็น รบเป็นเท่านั้นเอง ไม่สอนอะไรเลย แต่ที่จริงไม่ใช่ เพราะ รร.จปร.สอนเท่ากับสถาบันอื่น ๆ ในมหาวิทยาลัย และยิ่งไปกว่านั้นโรงเรียนนายร้อยจปร. สอนให้เป็นคนซึ่งความเป็นคนก็เป็นอยู่แล้ว แต่เป็นคนที่แตกต่างไปจากนักเรียนสถาบันอื่นโรงเรียนนายร้อยจปร.เป็นเบ้าหลอมให้รู้จักชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ รู้จักความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ ความจงรักภักดี และมีหน้าที่เตรียมคนไปสู่กองทัพต่าง ๆ และความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่โรงเรียนนายร้อยจปร.ชอบสอนให้นักเรียนสำนึกในเกียรติยศ และในเกียรติศักดิ์ของโรงเรียนนายร้อยจปร. จำเป็นต้องสอนให้นักเรียนนายร้อยจปร.มีความหยิ่งผยองในสถาบันทหาร

พล.อ.เปรม กล่าวอีกว่า มีประโยคหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ผู้บังคับบัญชาจะต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่าง ที่ดีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งต่อไป นร.จปร.เมื่อจบออกไปจะต้องไปเป็นผู้บังคับบัญชาประพฤติเป็นแบบอย่างไม่ใช่ง่าย ๆ เป็นเรื่องยาก แต่เราจะต้องทำ ไม่ใช่ทำเพราะเรามีหน้าที่มีกฎระเบียบที่ต้องทำ แต่ทำเพราะเรามีใจที่จะต้องทำ เราต้องมีความรักผู้ใต้บังคับบัญชา ความปรารถนาดีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา และใจของเราต้องมุ่งมั่นว่าเราจะประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ใต้บังคับบัญชา โดยไม่ต้องสั่งสอนเลย

พล.อ.เปรมกล่าวอีกว่า จปร.มี 4 ชั้นปี จะต้องวางแผนว่า เมื่อจบจากโรงเรียนนายร้อย จปร.จะไปที่ไหน จะไปให้ถึงไหน จะไปเส้นทางไหน เพื่อให้ไปถึงที่ไหน หมายความว่า ชีวิตของเราเมื่อจบเป็น ร้อยตรีแล้ว เราจะไปอย่างไร ไปให้ถึงไหน อย่างนี้ นักเรียนนายร้อยจปร.จะต้องมีอยู่ในใจ และคิดตั้งแต่เป็นนักเรียนเตรียมทหารจะไปให้ถึงไหนไปอย่างไร นอกจากคิดเองแล้ว ก็จะต้องดูตัวอย่างที่มีในกองทัพของเรา

"วันนี้มีตัวอย่างมาให้ดู คือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็น ผบ.ทบ. ผบ.ทหารสูงสุด และ องคมนตรี พล.อ.อู้ด เบื้องบน เป็นอดีตปลัดกลาโหม พล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป อดีตเสนาธิการทหารบก ซึ่งมีแบบอย่างให้ดูเยอะ เป็นตัวอย่างที่เราจะต้องปฏิบัติตามได้ทั้งนั้น สิ่งนี้ นักเรียนนายร้อยจปร.จะต้องคิดเป็น และมีมาตรฐาน หมายความว่า มีมาตรฐานในการปฏิบัติหน้าที่ มีมาตรฐานในการดำรงไว้ซึ่งความซื่อสัตย์สุจริต นร.จปร.จะมีเกียรติยศ มีศักดิ์ศรี จะต้องยึดมั่นในเกียรติศักดิ์ภูมิใจในเครื่องแบบ"

"...ผมพูดหลายครั้งแล้ว เราต้องภูมิใจในเครื่องแบบของเรา นร.จปร. จะต้องเป็นคนดี ต้องไม่ยอมเป็นคนเลวเป็นอันขาด คนที่เป็นคนเลว คนไม่ดี ก็เพราะมีกิเลส ถ้าตราบใดเรามีกิเลสก็จะเป็นคนไม่ดี ถ้าตราบใดเราละกิเลสได้เราก็จะเป็นคนดี นร.จปร.จะต้องเป็นคนบริสุทธิ์ เหมือนแก้วไม่มีด้างพร้อย ต้องสง่างาม นร.จปร.ต้องกล้าหาญ ทั้งกาย และ ใจ กล้าจะเผชิญ กล้ายอมรับความจริง และไม่หวั่นกลัว ในสิ่งที่จะทำความดี"

พล.อ.เปรม กล่าวอีกว่า ตั้งแต่เรามีทูลกระหม่อมอาจารย์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้มาดูแล โรงเรียนนายร้อยจปร. นับว่าเป็นบุญมหาศาลของพวกเรา เป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ที่สมเด็จพระเทพฯ มาดูแลพวกเรา ทำให้พวกได้รับความรู้ ได้ใกล้ชิด เบื้องพระบาท ได้รับการยกย่องจากสังคม เป็นเรื่องที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนว่า เจ้านายอย่างสมเด็จพระเทพฯ จะมีพระเมตตาต่อ โรงเรียนนายร้อยจปร.ของเรา สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่พวกเราจะจดจำไม่ลืม และจะต้องตอบแทบบุญคุณ


http://www.bangkokbiznews.com/2006/07/14/c009_120307.php?news_id=120307


โดย: จอบศักดิ์ วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:18:56:20 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

จอบศักดิ์
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Thailand
Friends' blogs
[Add จอบศักดิ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.