Group Blog
 
 
มีนาคม 2549
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
3 มีนาคม 2549
 
All Blogs
 

กวีกับเมรัย

ว่ากันว่า นายชิต บุรทัต เจ้าของนามปากกา “แมวคราว” และอื่นๆอีกหลายนามปากกา ผู้แต่ง สามัคคีเภทคำฉันท์ วันไหนถ้าได้ดื่มเมรัยเข้าไปได้ที่ จะว่าฉันท์เป็นกลอนสดแบบสุนทรภู่ไปเลย เล่ากันว่าในงานครั้งหนึ่ง นายชิต บุรทัต ก็ได้ยืนขึ้นแบบมึนๆ และร่ายสด วสันตดิลกฉันท์ ๑๔ ซึ่งจดกันมาดังนี้

เชิญดื่มเถอะดื่มสุรมฤตย์
ปิยมิตรสหายเรา
ทุกเมื่อและอย่าเกะกะเพราะเมา
สุขกายสบายมาน
เอ้หมึงบรั่นและวิสกี้
รสดีอร่อยหวาน
ดื่มเพื่อบำรุงมนสราญ
ขณะเหงาและเศร้าใจ
พอเหล้าสิล่วงอุทรหมด
ละก็ปลดเทวษไกล
แสนสุขประดุจพิสมัย
นฤมลก็กลกัน
เชิญดื่มเถอะดื่มปิยสหาย
ผิวะตายก็ช่างมัน
ดื่มให้สนุกสุขนิรันดร์
นิรโศกวิโยคเทอญ


หลี่ไป๋ กวีคนสำคัญคนหนึ่งของจีนสมัยราชวงศฺถัง ก็มักเสพเมรัยมึนเมาอยู่เป็นประจำ ดูเหมือนว่าชีวิตทั้งชีวิตจะขาดสิ่งนี้ไม่ได้เลย แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่ายามที่เสพสุราจนมึนเมานั้น หลี่ไป๋ มักจะบอกเสมอว่าเป็นช่วงเวลาที่ตนเขียนบทกวีได้ดีที่สุด และแน่ใจจนถึงกล้าสรุปว่าสุราคือสิ่งประเทืองปัญญา ดังบทกวีบทนี้

แม้นว่าสรวงสวรรค์
มิได้ชมชอบสุราแล้วไซร้
เหตุใดจึงมีดาวสุรา
อยู่บนฟ้านั่นเล่า
หากว่าผืนแผ่นดิน
รังเกียจเหล้า
ใยเล่าจึงมีฤดูสุราวสันต์
รวมอยู่ในฤดูกาล
ของแผ่นดิน
นี่มิได้แสดงว่า
ทั้งสวรรค์และปฐพี
ต่างก็ยินดีในเหล้าหรอกหรือ

เมื่อเป็นเช่นนี้
คนที่ดื่มสุรา
ก็ไม่ควรถูกตำหนิ
ฉันได้ยินมาว่า
ในน้ำสุรานั้น
ประกอบด้วยธาตุแห่งปัญญา
ของปราชญ์ผู้หลักแหลม
จึงไม่แปลกแต่อย่างใด
ที่บรรดาท่านผู้รู้ทั้งหลาย
ล้วนแล้วแต่เป็นนักนิยมสุรา
ด้วยกันทั้งสิ้น
ไม่ต้องเสาะแสวงหา
ความสุขจากสรวงสวรรค์
ให้เหนื่อยยากหรอก
เพราะประดาความสุข
อันเป็นยอดแห่งสุขทั้งหลาย
ล้วนแต่รวมอยู่แล้ว
ในน้ำอมฤตนี้
ดื่มเข้าไปเถิด
แล้วจักรวาลทั้งจักรวาล
จะเป็นของท่าน
สุขจากการเสพสุรานี้
ละเอียดอ่อนสุขุม
บุคคลผู้ไม่เคยแตะต้องเหล้า
ไม่มีทางหรอกที่จะหยั่งรู้
ความอภิรมย์ล้ำลึกนี้


(จาก หนังสือลมฤดูใบไม้ร่วง : บทกวีของ หลี่ไป๋ ; สมภาร พรมทา แปลและเรียบเรียง)

โก้วเล้ง ยอดนักเขียนนวนิยายกำลังภายในชื่อดัง ก็เป็นผู้หนึ่งที่เสพสุราจนเป็นวิสัย เคยเลิกดื่มสุรา แต่ในนาทีสุดท้ายของชีวิตเขาเสพสุราอีกคำรบ ตัวละครเด่นๆจากปลายปากกาของโก้วเล้ง ล้วนแล้วแต่นิยมชมชอบในรสเมรัย ไม่ว่าจะเป็น เซียวจับอิดนึ้ง จอมยุทธผู้ว้าเหว่ประดุจหมาป่าเปลี่ยวในเรื่องจับอิดนึ้ง เล็กเชียวหงจอมยุทธผู้มีสี่คิ้วก็ร่ำสุราเป็นนิตย์ โอวทิฮวยเจ้าแมวเมามายผู้เป็นสหายสนิทของชอลิ่วเฮียงนั้นไม่ต้องพูดถึงเลย เขาคือปีศาจสุราขนานแท้ ชอลิ่วเฮียงนั้นเชิงสุราก็มิได้ด้อยกว่าผู้เป็นสหาย และยังมีเหล่าจอมยุทธสำราญแห่งวีรบุรุษสำราญอีกกลุ่มใหญ่ แต่เหนืออื่นใด ลี้น้อยมีดบิน ลี้คิมฮวงแห่งฤทธิ์มีดสั้น คือผู้ที่เข้าถึงความขมในความหวานและความหวานในความขมของเมรัยรส

โก้วเล้งนิยมร่ำเมรัยกับมิตรสหาย เขารู้สึกว่าทุกครั้งที่มิตรสหายมารวมกัน ขณะที่สุราอันเปี่ยมถ้วยค่อยๆทำให้สุรารสเลิศในขวดพร่องไป อารมณ์ฮึกหาญของคนหนุ่มค่อยเอ่อท้นขึ้นมาจากกระเพาะ พวกเขาก็จะเริ่มเอ่ยถึงบางเสี้ยวแห่งความสุขแต่ครั้งหนหลัง

แต่หากยามใดที่โก้วเล้งรู้สึกว่าข้างกายไร้เงาเคียงคู่ และเข้าถึงความเปล่าเปลี่ยวของการชูจอกชวนจันทร์นวลใยดังเช่นที่หลี่ไป๋เคยรจนากวีไว้ เมื่อนั้นเขาอาจร่วมดื่มกับสหายในจินตนาการของตนเองก็ได้ และแล้ว หลี่ไป๋, ตู้ฝู่, หลี่โฮ่วจู่ และ ฯลฯ อันเป็นบุคคลต่างยุคสมัยกับเขาก็จะมาเป็นเพื่อนร่วมดื่มในจินตนาการที่ต่างรู้ใจซึ่งกันและกัน

โก้วเล้งเคยรจนาไว้ว่า

“บนโลกนี้มีของเหลวที่ล้ำค่าอยู่เพียงชนิดเดียว ของเหลวนี้คือสุรา
เพราะว่ามีเพียงสุราเท่านั้นที่ทำให้คนลืมเรื่องที่เขาไม่ควรจะคิดถึง
นอกเสียจาก “ความตาย” มีเพียงสุราเท่านั้นที่สามารถทำให้คนลืมเรื่องบางเรื่องได้
---ตาย, ช่างล้ำค่า มีเพียงครั้งเดียว ไม่มีครั้งที่สองอย่างแน่นอน”


ในโลกของวรรณคดี หรือตำนานโบราณแบบไทยๆ (หรือรับเอาของแขกมา) จะมีแบ่งฝ่ายธรรมะกับอธรรม หรือเทพกับมาร มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพวกสุรากับอสุรา แปลความง่ายๆได้ว่า สุราคือพวกขี้เมา หรือเทพก็คือพวกขี้เมา ชอบร่ำสุราหรือน้ำอมฤตนั่นแล เมาแล้วเป็นอมตะไม่ตาย แต่เมาทีไรแล้วกลัวตาย จากเรื่องเล่าต่างๆเกี่ยวกับเทพมารทั้งหลาย(ไม่ว่าจะเป็นจากรามเกียรติ์ หรือเรื่องเล่าเกี่ยวกับการอวตารของพระนารายณ์) ขณะพวกเทพเมารำป้อกับพวกนางฟ้าสาวๆอยู่ แล้วเจอมารบุกตะลุยแดนสวรรค์มาเมื่อไหร่เป็นได้เหาะหนีหัวซุกหัวซุน ฉากแบบนี้มีให้อ่านหลายตอน ส่วนฝ่ายอธรรมหรืออสุราแปลว่าพวกไม่กินเหล้าแต่ไม่ได้หมายความว่าพวกอสุราดีกว่าสุราแต่อย่างใด อย่างที่โบราณว่าผู้ชายไม่ขี้เมาก็เจ้าชู้ พวกอสุราจึงเป็นพวกมีเชื้อเจ้าทุกตน
คือเจ้าชู้

ชักจะกู่ไม่กลับอีกแล้วจอมยุทธฯ เรื่องเล่าไปเรื่อยๆแบบเพ้อเจ้อนี้ถนัดนัก มาเข้าเรื่องกันดีกว่า (หรือที่เล่ามาทั้งหมดยังไม่เข้าเรื่องอีกหว่า?)

จากหนังสือ “ศิลปาการแห่งกาพย์กลอน” ของ “นายผี” มีอยู่ตอนหนึ่งที่ท่านผู้เขียนได้หยิบยกปัญหาอันเป็นที่ถกเถียงกันมากในแวดวงวรรณกรรมปัญหาหนึ่งมาเขียน ปัญหาที่ว่านั้นคือจำเป็นหรือไม่ที่กวีจะต้องเป็นคนขี้เมา จอมยุทธฯขอคัดมาให้อ่านกันดีกว่าครับ

เหล้ากับการเขียนกลอน (ข้อเขียนของ ศรีอินทรายุทธหรือนายผี)

เคยมีผู้เข้าใจอีกว่า กวีจะเขียนกาพย์กลอนได้หรือได้ดีก็ต้องกินเหล้า, พูดให้ถูกตามความหมายของคนเหล่านี้ก็คือ ต้องกินเหล้าให้เมา เขากล่าวว่า กินเหล้าให้เมาแล้วกลอนแล่นดี เขายกตัวอย่างอีกด้วย : สุนทรภู่เป็น “อาลักษณ์ขี้เมา” สุนทรภู่ติดกลอนแล้วต้องดื่มเหล้าทันที; สุนทรภู่ดื่มเหล้าจัดแล้วกลอนก็ไหลพรั่งพรูออกมาจากปาก, เสมียนจดสองข้างยังจดแทบไม่ทัน !?!? ชิต บุรทัต ก็เช่นกัน; “ดื่มเหล้าแล้วว่ากลอนดีนัก !”

แต่ไม่มีใครยกตัวอย่างมากล่าวว่า ศรีปราชญ์, น.ม.ส., พระมหามนตรี, คนดง, อุชเชนี, ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ต้องดื่มเหล้าเสียก่อนแล้วจึงจะเขียนกลอนได้ !

และทั้งก็ไม่มีใครเคยกล่าวว่า สามเณรชิต บุรทัต ดื่มเหล้าเก่ง จนคนสนใจว่าแต่งกลอน
ดี, ไม่มีใครกล่าวว่า สามัคคีเภทคำฉันท์ ได้เขียนขึ้นกลางสายน้ำเหล้า, ไม่มีใครกล่าวว่า กลอนอื่นๆ ที่เขียนไปดื่มไปของชิต บุรทัต นั้นดีกว่าสามัคคีเภทคำฉันท์.

ในสมัยแผ่นดินถังของจีนอันเป็นสมัยที่กาพย์กลอนของจีนเฟื่องฟูมากนั้น, หลี่ไป๋, กวีผู้มีชื่อเสียงยิ่งคนหนึ่ง, ก็ได้ชื่อว่าเป็น “กวีขี้เมา” มรณกรรมของหลี่ไป๋ก็คือ ตกน้ำตายด้วยความเมา เคยมีผู้เชื่อกันอยู่เหมือนกันว่า : ความเมาสร้างความเป็นกวีให้แก่หลี่ไป๋ แต่ความจริง, ความเมาต่างหากที่ได้ทำลายหลี่ไป๋เสีย หลี่ไป๋เป็นกวีที่หนักไปด้วยอหังการ เมื่อเขาได้รับคำขอร้องจากกษัตริย์ให้เขียนกลอนให้ดู เขาก็ทำอำนาจให้มิ่งมเหสีสุดที่รักของกษัตริย์คือ หยางกุ้ยเฟย ผู้เลอโฉมเต็มไปด้วยเสน่ห์, ต้องมาคอยถือแท่นฝนหมึกให้แก่เขาและทั้งบังคับให้ยอดขันทีคนสนิทของกษัตริย์มารับรองเท้าของเขา แต่ถึงกระนั้นเหล้าก็ทำให้กระดูกของเขาค่อนข้างจะอ่อนไป หลี่ไป๋เป็นกวีมีชื่อก็จริง, แต่ในสมัยของเขาเขาก็มิได้มีชื่อดังเกินกว่าตู้ฝู่ผู้ไม่ลิ้มสุราเกินจำเป็น; แลถ้าจะพูดถึงคุณภาพของกาพย์กลอนกันจริงๆแล้ว, กาพย์กลอนของตู้ฝู่ก็ยังควรจะจัดว่าน่าสนใจยิ่งกว่ากาพย์กลอนของหลี่ไป๋เสียอีกด้วยซ้ำไป.

เหล้ามิใช่เงื่อนไขในการสร้างสรรกาพย์กลอน ผู้ติดเหล้าจำต้องกินเหล้า จึงจะเขียนกลอนได้ ก็เช่นเดียวกับผู้ติดเหล้าจำต้องกินเหล้าจึงจะขับรถยนต์ได้ดี, หรือผู้ติดฝิ่นต้อง “ถุน” ฝิ่นเสียสักหน่อยก่อน จึงจะมีแรงทำงาน ยาเสพติดเมื่อเสพติดแล้วก็มิได้มีคุณอันใด, หากจะมีแต่โทษอันร้ายแรง นักกลอนที่ต้องกินเหล้าได้เป็นไปเช่นนี้เพราะความเคยชิน ความจริงนักกลอนที่ต้องกินเหล้าเสียก่อนจึงจะเขียนกลอนได้ดีนั้น หากเขาไม่กินเหล้า เขาจะยิ่งเขียนกลอนได้ดีกว่าเมื่อกินแล้วเป็นไหนๆ เมื่อเขายังมีสติตั้งดีอยู่, ไม่มึนเมาไป, เขาย่อมจะมีความรอบคอบและละเอียดประณีตในการสร้างสรรค์งานของเขา เมื่อเขามึนเมาไปแล้ว ถึงแม้จะเขียนกลอนได้ ก็เขียนกลอนไปแต่ด้วยความเคยชินเท่านั้นเอง; ที่สำคัญ, กลอนที่เขียนขึ้นในขณะเมานั้น, ถ้าไม่เป็นชนิด “กลอนพาไป” ก็เป็นกลอนชนิดที่หาสาระและความลึกซึ้งอะไรมิได้, จะเป็นได้ก็แต่กลอนดาดๆ, เป็นสมุหะแห่งคำที่มารวมๆกัน และฟังพอรู้เรื่องว่ากล่าวถึงอะไรเท่านั้นเอง.

เหล้ามิใช่เงื่อนไขในการสร้างสรรค์กาพย์กลอน, ตรงข้าม, กลับเป็นเงื่อนไขในการทำลายการสร้างสรรค์กาพย์กลอนและทำลายตัวนักกลอนนั่นเอง ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุไรจึงยังมีคนสดุดีการกินเหล้าของนักกลอนกล่าวว่า : กินเหล้าแล้วย่อมเขียนกลอนดี, อยู่อีกเล่า?


ใครจะว่าอย่างไรก็ตามเถิด เมรัยชนจะเขียนบทกวีดีหรือไม่? อย่างไร? ยกไว้ก่อน มาคุยเรื่องสุรา ที่ปรากฏอยู่ในวรรณคดีไทยกันสักหน่อยดีกว่า

กวีของเมืองไทยในยุคราชธานีต่างๆจากสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และกรุงเทพมหานคร ไล่มาแต่ละสมัยนั้น วรรณกรรมที่ปรากฏ นับเนื่องตั้งแต่ว่ากันว่าพ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์อักษรไทย แล้วนักวรรณคดียุคก่อนอาจต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันได้สรุปว่า “ศิลาจารึก” เป็นวรรณคดีชิ้นแรกของไทย ตอนนี้จอมยุทธฯต้องว่าตามไปก่อนว่า ศิลาจารึก คือวรรณคดีชิ้นแรกของไทย วรรณคดีชิ้นนี้กล่าวถึงพระราชประวัติของกษัตริย์คือพ่อขุนรามคำแหงมหาราช (เฉพาะศิลาจารึกหลักที่๑ นะ หลักอื่นๆกลับกล่าวถึงเรื่องอื่นแปลกเหมือนกัน) แม้จะมีกล่าวถึงเรื่องอื่นบ้าง แต่ไม่ปรากฏว่าจะกล่าวถึงเรื่องสุราเลย ฮ่า ฮ่า แล้วจอมยุทธฯ จะยกมาทำไมละเนี่ย!

แต่เดี๋ยวก่อน วรรณคดีอีกเล่มที่ถือว่าปรากฏในยุคนี้เหมือนกัน คือไตรภูมิพระร่วง ซึ่งว่ากันว่าพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พระเจ้าลิไท) โปรดฯให้ประชุมนักปราชญ์นิพนธ์ขึ้นมา ได้กล่าวถึงเรื่องนรกแปดขุมไว้ดังนี้

“อนึ่งชื่อสัญชีพนรก อนึ่งชื่อกาลสูตตนรก อนึ่งชื่อสังฆาฏนรก อนึ่งชื่อโรรุฬนรก อนึ่งชื่อดาปนรก อนึ่งชื่อมหาดาปนรก อนึ่งชื่อมหาอวิจีนรก ฝูงนรกใหญ่ ๘ อันนี้อยู่ใต้แผ่นดินอันเราอยู่นี้ และถัดกันลงไป และนรกอันชื่อว่าอวิจีนรกนั้นอยู่ใต้นรกทั้งหลาย และนรกอันชื่อว่า สัญชีพนรกอยู่เหนือนรกทั้ง ๗ อันนั้น...”

ยกเรื่องนรกมาให้ดูกันก่อน ฮ่า ฮ่า เมื่อเปิดดูไตรภูมิพระร่วงต่อไปเรื่อยๆก็พบเรื่องเกี่ยวกับสุราอยู่เช่นเดียวกัน เป็นอันว่าคนในสมัยนั้นคงรู้จักเรื่องของเหล้าเป็นอย่างดีแล้วว่ากินแล้วจะต้องเมา ตามแบบภาษิตญี่ปุ่นว่า “แก้วหนึ่งคนกินเหล้า แก้วสองเหล้ากินเหล้า แก้วสามเหล้ากินคน” ความในไตรภูมิพระร่วงกล่าวไว้ดังนี้

“กล่าวคำมุสาวาท โลเลอันมิได้เป็นประโยชน์เป็นดิรัจฉานกถา และมักกินเหล้าเมามายและมิได้ยำเกรงผู้เฒ่าผู้แก่ สมณพราหมณาจารย์ อันว่าคนกระทำร้ายอันนี้ไซร้ ครั้งว่าตายไป ก็ได้ไปเกิดในนรกอันใหญ่ ๘ อันนั้นแลฯ”

ก่อนจะว่ากันต่อไปจอมยุทธฯขอเล่าเรื่องการกำเนิดสุรากันซะหน่อย ซึ่งตรงนี้จะอ้างอิงจากตำนานทางล้านนา

ตำนานการเกิดเหล้าของล้านช้างและล้านนา เกิดขึ้นเพราะอิทธิพลของพุทธศาสนา ที่พยายามดึงให้เหล้าเป็นศีลข้อที่ ๕ ซึ่งนิทานที่เขียนขึ้นนี้บันทึกไว้ในเอกสารใบลานเรื่อง “มูลละเหล้า” ดังที่ พรรณเพ็ญ เครือไทย เป็นผู้สรุปใจความไว้ในสารานุกรมไทยภาคเหนือ โดยอาศัยใบลานของวัดบ้านโป่ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ดังนี้

สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร พระองค์ทรงแสดงธรรมโปรดนางวิสาขา โดยกล่าวถึงความเป็นมาของเหล้าว่า ในเมืองพาราณสี มีพรานป่าผู้หนึ่งชื่อสลา ได้เข้าไปหาผลไม้ในป่าหิมพานต์ และพบต้นไม้ซึ่งภายในกลวงมีน้ำขังอยู่ในโพรง เมื่อผลไม้ต่างๆหล่นตกลงไปก็แช่อยู่ในนั้น ครั้นนกและสัตว์มากินก็เมามายไม่ได้สติ นายพรานจึงตักน้ำนั้นมากิน พร้อมกับนำเอาสัตว์ที่สลบอยู่มาย่างกินด้วย ต่อมาพรานป่าได้ไปพบฤษีชื่อวรุณณะ ซึ่งสร้างอาศรมอยู่ในป่าแห่งนั้น จึงนำน้ำเมาและเนื้อย่างไปถวาย ฤษีกินแล้วก็เมามายจนเลิกบำเพ็ญพรตในที่สุด และเรียกน้ำเมานี้ว่าสุราเมรัย

ต่อมาพรานป่ากับฤษีได้นำน้ำเมานี้ไปเผยแพร่ในเมืองพาราณสี พระเจ้าพรหมทัตได้ลิ้มรสก็ติดใจ รวมทั้งชาวเมืองทั้งหลายซึ่งเรียกน้ำชนิดนี้ว่าเหล้า แต่ชาวเมืองเมื่อกินแล้วก็ขาดสติยั้งคิด ทำให้เกิดเรื่องร้ายต่างๆตามมา นายพรานสลากับฤษีวรุณณะกลัวความผิดจึงหนีไปยังเมืองสาเกต พระยาเจ้าเมืองทราบข่าวจึงขอให้คนทั้งสองต้มเหล้าขาย ชาวเมืองได้กินแล้วก็เมามาย สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว ทั้งสองคนจึงพากันหนีไปยังเมืองสาวัตถี พระเจ้าสัพพมิตต์ผู้เป็นกษัตริย์จึงโปรดให้เข้าเฝ้า และสั่งให้หมักเหล้า ๕๐๐ ไห ทั้งสองเกรงว่าหนูจะมากินเหล้า จึงจับเอาแมวมัดติดไหเหล้าตัวละไห บังเอิญน้ำเหล้ารั่ว เมื่อแมวได้กินแล้วก็เมาสลบอยู่ คนรับใช้มาพบเข้าคิดว่าแมวตาย จึงกลับไปกราบทูลให้พระยาเจ้าเมืองทรงทราบว่าในไหเหล้านั้นมียาพิษ พระเจ้าสัพพมิตต์จึงสั่งประหารชีวิตพรานป่าสลาและฤษีวรุณณะ

ครั้นเมื่อแมวฟื้นจากอาการหายเมาแล้ว คนรับใช้มาพบเข้าจึงไปกราบทูลให้พระยาเจ้าเมืองทรงทราบพระเจ้าสัพพมิตต์สงสัยในรสชาติของเหล้า จึงลองกินดูพร้อมกับเสนาอำมาตย์ ในขณะนั้นพระโพธิสัตว์ซึ่งเสวยชาติเป็นพระอินทร์ เล็งเห็นมนุษย์กระทำการอันเป็นบาป จึงแปลงเป็นพราหมณ์มาปรากฏกายต่อหน้า พระเจ้าสัพพมิตต์ได้เห็นรัศมีแผ่ออกมาจากร่างกาย ก็ถามพราหมณ์ว่าเป็นพระอินทร์จริงๆหรือ พระอินทร์จึงกล่าวโทษของเหล้าว่า ถ้ากินอยู่ในเมืองมนุษย์ก็ทำให้คนขาดสติ สามารถกระทำความชั่วต่างๆได้ง่าย หากกินในเมืองสวรรค์ก็ทำให้เกิดความเดือดร้อนได้เช่นเดียวกัน

หลังจากได้รับคำชี้แจงสั่งสอนจากพระอินทร์แล้ว พระเจ้าสัพพมิตต์จึงสั่งให้ทำลายเหล้าทั้ง ๕๐๐ ไหนั้น และเลิกกินเหล้าหันมาถือศีลบำเพ็ญทาน เมื่อตายไปแล้วก็ได้ไปเกิดบนสวรรค์ ส่วนคนทั้งหลายยังเกิดความเสียดาย จึงเก็บเชื้อเหล้าไว้ ทำให้มีเหล้าแพร่หลายสืบมา ตราบจนกระทั่งปัจจุบัน

เมื่อพูดถึงเรื่องของสุราแล้ว ก็มักจะเลยเถิดไปถึงเรื่องของแฮลกอฮอล์ เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่า แอลกอฮอล์มีอยู่ ๒ ชนิดด้วยกัน คือ

๑. เมธิลแอลกอฮอล์ (Methyl alcohol) มีสูตรทางเคมีว่า CH3OH เกิดจากต้นไม้ ไม่มีสี ไม่มีรส เปลี่ยนเป็นแก๊สได้ง่าย จุดไฟติดเร็ว กลั่นได้เมื่อมีความร้อนขึ้นถึง 67 องศาเซลเซียส ส่วนใหญ่ใช้ในการจุดไฟ เวลาขายต้องผสมกับของเหลวชื่อ Nephta ประมาณ 10% เรียกว่า Methylated spirit alcohol
๒. เอธิลแอลกอออล์ (Ethyl alcohol) มีสูตรทางเคมีว่า CH2-5OH เกิดจากเชื้อ Zymase และ Fungi จากการหมักแป้งสุกกับแป้งเชื้อ ลุกเป็นไฟไม่มีควัน ไม่มีแสงสว่าง เดือดที่ 78 องศาเซลเซียส แอลกอฮอล์ประเภทนี้นี่เองที่ใช้ในการปรุงเหล้าดื่ม ถ้าหากใช้ประเภทแรกมักจะเกิดโทษ อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

เมื่อพูดถึงเรื่องเหล้า ก็อดจะนึกถึงนารายณ์สิบปางไม่ได้ ที่อ่านทีไรก็มักจะต้องอ่านกูรมาวตาร ซึ่งเป็นอวตารครั้งที่สองของพระนารายณ์ โดยในปางนี้ได้กล่าวถึงคำสาปของพระฤษีทุรวาสต่อพระอินทร์ ทำให้พวกเทวดาอสัญแดหวาเสื่อมฤทธาศักดานุภาพไปจนหมดสิ้น ต้องร้อนถึงพระนารายณ์มาทำพิธีกวนน้ำอมฤตให้พวกเทวาไม่ตาย ในการกวนเกษียรสมุทรครั้งนั้น ปรากฏว่าได้เกิดผลมาเป็นขั้นๆ รวม ๘ ตอนด้วยกันคือ
๑. โคสุรภี
๒. นางวารุณีหรือสุรา
๓. ต้นปาริชาต
๔. คณาอัปสร
๕. น้ำจันทน์ซึ่งพระศิวะรับเอาไว้ แต่บางแห่งบอกว่าเป็นพระจันทร์ ซึ่งพระอิศวรเอาไปปักไว้เป็นปิ่นที่พระเศียร จึงได้นามว่า “จันทรเศขร” (ผู้มีพระจันทร์เป็นปิ่น)
๖. พิษต่างๆซึ่งนาคและงูรับเอาไว้จนหมด แมลงป่องจึงมีพิษ ต้องชูหางเรื่อยมา
๗. ดอกบัว ซึ่งภายในมีพระศรีเทวีหรือพระลักษมีเทวีชายาพระนารายณ์
๘. เทวแพทย์ธันวันตรีชูผอบน้ำอมฤต

แต่ในบางตำรา เช่น Asiatic Mythology ได้กล่าวถึงการกำเนิดสิ่งต่างๆผิดกันดังนี้คือ
๑. แก้วเกษฏกะ (Kaustubha) พระวิษณุประดับไว้ที่พระอุระ
๒. ต้นปาริชาต
๓. โคกามเธนุ (Kamadhenu) เทวีแห่งความเฟื่องฟู
๔. มาลีโสมชื่อ อุจไฉศรพ (Uchchaih-savuas)
๕. เพชรพลอย คณาอัปสร และพระลักษมีเทวี พระหัตถ์ถือดอกปทุมา
๖. พระธันตวันกับปฐมแพทย์ชำนาญในอายุรเวท ถือน้ำอมฤต แต่บางแห่งว่าปรากฏเป็นรูปมายา (Illusion)

ตอนนี้เองทำให้นึกถึงข้อความที่ปรากฏในพระราชนิพนธ์ลิลิตนารายณ์สิบปางของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ ตอนเกิดน้ำอมฤตว่า

ในที่สุดจากท้อง.................ทเลนม
เทวะแพทย์ธันวัน-...............ตริไซร้
ผุดขึ้นและชูเชิด..................ผอบ
อมฤตทูลเทิดไว้..................ณหัว


น้ำอมฤตในตำนานเรื่องนี้มีคุณค่ามหัศจรรย์ เพราะเมื่อดื่มเข้าไปแล้ว ทำให้ไม่ตาย ทำให้มีกำลังวังชาอันน่ามหัศจรรย์ เป็นผลให้พวกอสูรและแทตย์พ่ายแพ้แก่เทวะโดยสิ้นเชิง ดังปรากฏความว่า

เสียงโห่อธึกอึง จึ่งอสูรต่างหัน มาพลันเพื่อมองดู เห็นหมู่อมรคึก
ต่างก็นึกเข้าใจ ว่าตนไซร้เสียที อสุรีรีบกลับ มาถับถึงทเลนม
หวังดมดื่มอมฤต ครั้นพิศเพ่งเล็งดู เห็นโถอยู่เหมาะมั่น ณ มือธันวันตรี
ต่างวิ่งจี๋จะฉวย แต่ทวยเทพกั้นกลาง ขวางทางมิให้จร อสูรร้อนแรงโกรธ
ทลึ่งโลดต่อกร ฝ่ายอมรบมิย่อ ต่อสู้ศึกบมิหย่อน แรงบมิอ่อนจนนิด
ฤทธิ์ก็แรงแข็งนัก ศักดิ์ก็ยังกายา เดชสง่าทั่วคณะ อสูรจะถาโถม
จู่โจมเท่าใดใด เทพบได้ถอยถด ทนทรหดแข็งขัน แม้ถูกฟันถูกแทง
ถูกตีแรงทั่วกาย แผลก็หายฉับพลัน กุมภัณฑ์อ่อนระอา แย้งยุทธนาย่อหย่อน
กำลังอ่อนลงไป เพราะมิได้สมจิต ขาดอมฤตดังหวัง ดังนั้นรู้สึกแน่
ว่าต้องแพ้เทวา อสุราพิโรธ เกรี้ยวโกรธร้องตวาด อาฆาตจองเวรไว้
ว่าจะไม่ละความ พยายามหาทาง ล้างเทวาจงราบ ปราบเทวาจงลาญ
แล้วหมู่มารล่าถอย คล้อยเคลื่อนครรไลรุด จากเกษียรสมุทรพลัน
แล้วกุมภัณฑ์พวกร้าย ต่างคนก็แยกย้าย กลับสถาน ตนแล


อ่านมาถึงตอนนี้ก็เข้าใจได้ทันทีว่า น้ำอมฤตของเทวดานี้ช่างมีฤทธิ์มหัศจรรย์เหลือเกิน เพราะตามศัพท์ก็ปรากฏแล้วว่า น้ำที่กินแล้วไม่ตาย พระเสาร์ซึ่งเป็นพวกแทตย์ได้แอบเข้าไปกินด้วยร่วมกับพระราหู พระจันทร์เป็นผู้เห็นเข้า จึงบอกพระอินทร์ แต่พระอินทร์ได้ใช้วัชรปาณีหรือสายฟ้าฟาด พระราหูจึงขาดเป็นสองท่อนและไม่ตาย กลายเป็นพระเกตุ จึงครบตามดาวนพเคราะห์พอดี นี่ก็เป็นเรื่องของความดีของน้ำอมฤตอย่างหนึ่ง ซึ่งปรากฏว่าพิลึกพิลั่นดีนักหนา แต่จริงๆแล้ว เนื้อแท้น้ำอมฤตก็คือสุราดังที่กล่าวไว้ตอนต้นบ้างแล้วนั่นเอง เมื่อกินเข้าไปในระยะแรกคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เหล้าก็ยังคงเป็นเหล้านั่นเอง กินเหล้าต้องเมา จะมีใครซื่อสัตย์ได้เหมือนเหล้าละเนี่ย

โอมาร์ คัยยัม (Omar Khayyam) รจนาไว้ในกวีนิพนธ์อมตะ รุไบยาต (Rubaiyat) สำนวนแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย เอ็ดวาร์ด ฟิตเจอรัลด์ (Edward Fitzgerald) ว่า

Yesterday This Day’s Madness did prepare;
Tomorrow’s Silence, Triumph, or Despair:
Drink! for you know not whence you came, nor why:
Drink! for you know not why you go, nor where.


พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงถอดความเป็นโคลงสี่สุภาพไว้ว่า

วานนี้,วันนี้คลั่ง....................คลุมกมล
ไชยะเฉียบ,ฤๅเงียบ,ทุรน........พรุ่งนี้
ดื่มใช่,จากไหนดล.................นี่เพราะ ไฉนนา
ดื่มใช่,ไยจากชี้ .....................ช่องด้นหนใด


ถอดความเป็นร้อยแก้วได้ประมาณว่า “วานนี้กับวันนี้ความคลั่งคลุมหัวใจ พรุ่งนี้กลับมีชัย หรือเงียบสงบ หรือทุรนทุราย เราดื่มเมรัยมิใช่ปรารถนาจะทราบว่าเรามาจากไหนจึงได้มาเกิด แลมาเกิดทำไมกัน เราดื่มเมรัยมิใช่ปรารถนาจะทราบว่าไยจึงตาย แลตายแล้วจะไปสู่หนใด”

เรื่องของการเมาเหล้านี้ ปรากฏอยู่ในตอนหนึ่งของเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ว่า

ขุนช้างวางขึ้นบนหอกลาง
พร้อมหน้าขุนนางอยู่ที่นั่น
ขุนนางที่รู้จักทักทายกัน
พระไวยผันหน้าค้อนด้วยคิดอาย
ตั้งสำรับเรียงรายบนหอกลาง
เลี้ยงขุนนางมหาดเล็กสิ้นทั้งหลาย
ทั้งของเคียงเรียงรินสุราราย
ขุนช้างซัดส่านกรายนั่งสุดทน
วางใหญ่ใส่ซ้ำล้วนสามทับ
จับตาซ่าซ่านทุกเส้นขน
ปะหมูไก่ใส่ลิ้นกินออกซน
กระดูกกระเดี้ยวเคี้ยวป่นเป็นแป้งไป
พวกขุนนางเขายุว่าจุจ้าน
ยิ่งทะยานโยงโย่ยกโถใส่
ฉวยกระโถนปากแตรแร่ออกไป
ครอบหัวเข้าไว้เดินเก้กัง
มือปิดก้นป้องหน้าทำตาปรือ
เร็วใครดูกูคือท้าวกุดถัง
พระนายอายหน้าว่าไม่ฟัง
ลุกขึ้นซัดเซซังสิ้นสมประดี


ความไม่ดีของการดื่มสุราก็มีมากมายหลายอย่าง พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงพิชิตปรีชากร ได้กล่าวถึงโทษของการดื่มสุราไว้เป็นปุฏฉันท์ ๑๒ ว่า

นระนิรธนะสิ่งสาร.............การบกังวล
คุณะอคุณะบคิดขวน-.............ขวายประโยชน์ใด
นิสิทสยนะดื่มเหล้า................เมาตะพัดไป
กมละมนะก็มุ่งใน..................สุขสุราบาน
ก็จะปะพะคณะหนี้สิน.............สิ้นตระกูลปาน
ประดุจะศิขรถ่วงธาร...............ท้องทะเลจม”


สุนทรภู่ยอดกวีเอกก็ได้กล่าวถึงเรื่องของเมรัยไว้ในนิราศต่างๆหลายแห่งด้วยกัน อาทิ

ถึงปากน้ำลำคลองที่ท้องทุ่ง
เจ๊กเขาหุงเหล้ากลั่นควันโขมง
มีรางรองสองชั้นทำคันโพง
ผูกเชือกโยงยืนชักคอยตักเติม
น่าชมบุญขุนพัฒน์ไม่ขัดข้อง
มีเงินทองทำทวีภาษีเสริม
เมียน้อยน้อยพลอยเป็นสุขไรจุกเจิม
ได้พูนเพิ่มวาสนาเสียกว่าไทย
(นิราศพระประธม : สุนทรภู่)


ตอนนี้สุนทรภู่ดูจะเสียดายที่เกิดมาเพื่อกินเหล้าอย่างเดียว แต่ผลิตเหล้าไม่เป็น ถ้าทำเหล้าเป็นก็คงจะไม่น้อยอกน้อยใจเหมือนที่กล่าวมาแล้วนี้ ในนิราศภูเขาทอง สุนทรภู่ก็ได้กล่าวถึงเรื่องเหล้าไว้ว่า

ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง
มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา
ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย
ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ
สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย
ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย
ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป
ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก
สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป
แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน
(นิราศภูเขาทอง : สุนทรภู่)


อาจจะเป็นเพราะสุนทรภู่รู้สึกตัวเองว่า เป็นคนชอบดื่มเหล้าตามคำที่เชื่อตามกันมาว่าท่านเป็น “อาลักษณ์ขี้เมา” จึงไม่ค่อยจะตำหนิติเตียนเรื่องเหล้ามากนัก ผิดกับคนบางคนที่รู้จักแต่จะตำหนิผู้อื่น แต่ตัวเองผิด ก็ไม่อาจจะตักเตือนตัวเองได้ ทำให้นึกถึงสุภาษิตบทหนึ่งที่ว่า

มีลูกจากโทษแท้............สาธารณ์
เข้าบ่อนคบคนพาล...............ลักลี้
ส้องเสพสุราบาน..................การบาป
จากโทษแท้เท่านี้.................ลาภล้ำบิดา


ในจารึกวัดพระเชตุพน ได้กล่าวถึงโทษของสุราเอาไว้เป็นวิชชุมมาลาฉันท์ยาวพอดูอยู่เหมือนกัน แสดงว่ากวีไม่พึงปรารถนาในเรื่องสุราเท่าใดนัก ในจารึกนั้นมีความดังนี้

โทษเสพย์ไชยบาน.......บรรหารเหตุหก..........สัพพัญญูยก
จำแนกแจกแจง...............แก่เวไนยชาติ.........อวยสาสน์สำแดง
หลากหลายร้ายแรง.........ปรากฏโลกา
คือสูญสิ้นทรัพย์..............ย่อยยับบรรลัย..........เพื่อน้อมนำไป
เสียค่าซื้อหา..................ผิวเว้นฤๅเสบย..........คุ้นเคยอาตมา
ขาดสักเวลา..................ห่อนสุขเกษมสานต์
หนึ่งจักวัฒนา................กลหาเหตุร้าย............เกรี้ยวกราดมาดหมาย
อุกคลุกรุกราน................ตีต่อถ้อยเถียง...........แซ่เสียงแข่งขาน
ขุ่นเคืองเรื่องพาล...........เพื่อฤทธิ์เมามัว
หนึ่งเกิดโรคา.................นานาพยาธิ์ภัย..........สบสรรพ์พรรณไข้
หายสั่นหวั่นหัว ..............บางบวมบางซูบ.............แผกรูปผิดตัว
เพื่อผลคนชั่ว................กลั้วกล้ำน้ำเมา
หนึ่งเกิดดำเนียล............บ่นเปียนยินร้าย............ชุมชนหญิงชาย
ว่าชาติโฉดเฉา ...............มากมีศักดิ์ยศ.............ย่อมยศหย่อนเบา
ทั่วผู้ดูเบา.....................มากหมื่นถิ่นชา
หนึ่งปราศจากอาย...........เว้นกายสังวร..............กอรปกิจใดห่อน
เกลียดกลัวนินทา.............การไม่ควรทำ............ก่อกรรมนานา
เรื่องบาปหยาบช้า............เฉกชาติเดียรฉาน
หนึ่งเสื่อมปรีชา...............ปัญญาทุพพล.............ห่อนเป็นเหตุผล
ผิดชอบกอรปการ.............ฤๅรู้บาปบุญ...............โทษคุณแก่นสาร
โมหันธ์บรรดาล...............มืดมิดปิดงำ
โทษาลามก...................เหตุหกบรรหาร...........แห่งเสพย์มัชบาน
ปวงปราชญ์จดจำ............เสื่อมศีลเสื่อมทรัพย์......อัปภาคย์มากกรรม
วายชนม์น้อมนำ.............ดลแหล่งแห่งอบาย


แม้ในนิทานนิยายต่างๆก็คงไม่สนับสนุนคนเสพสุราเช่นเดียวกัน ดังปรากฏชัดเจนในนิทานเวตาล พระนิพนธ์ของกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ มีความปรากฏชัดอยู่สองตอน คือ

“ฝ่ายพระวิกรมาทิตย์ ครั้นสงบความรื่นเริงในการเสด็จคืนพระนครแล้ว ก็ทรงปกตรองประชาราษฎร์โดยเยี่ยงอย่างประเสริฐ คนทำพิษก็ลงราชทัณฑ์ตามโทษานุโทษ เป็นต้นว่า อำมาตย์คนหนึ่งขึ้นชื่อว่ารับสินบน ก็โปรดให้ริบทรัพย์ของอำมาตย์นั้นไปขึ้นท้องพระคลังเสียสิ้น คนชาติต่ำคนหนึ่งมีกลิ่นเหล้าออกจากปาก โปรดให้สักหน้าเป็นเครื่องหมายโทษ”

และอีกตอนหนึ่งว่า

“ผู้มีปัญญารู้ว่า สิ่งทั้งสามคือ ความใคร่หญิงหนึ่ง กระดานสกาหนึ่ง การดื่มน้ำเมาหนึ่ง อาจให้ผลแก่คนในทางที่ไม่อาจจะทำนายได้”

ชิต บุรทัต เคยแต่งกลอนสุภาพที่กล่าวถึงเรื่องของเหล้าโดยเฉพาะไว้ ๙ ข้อ ด้วยกันแบ่งได้ดังนี้

๑. ทำไมจึ่งจำต้องผูกมิตรกันด้วยเหล้า?
๒. ทำไมจึ่งจำต้องให้พรกันด้วยเหล้า?
๓. ทำไมจึ่งจำต้องเจริญอาหารกันด้วยเหล้า?
๔. ทำไมจึ่งจำต้องช่วยกำลังหัวใจด้วยเหล้า?
๕. ทำไมจึ่งจำต้องช่วยความคิดด้วยเหล้า?
๖. ทำไมจึ่งจำต้องย้อมใจให้กล้าหาญด้วยเหล้า?
๗. ทำไมจึ่งจำต้องบรรเทาทุกข์ด้วยเหล้า?
๘. ทำไมจึ่งจำต้องแก้กระหายน้ำด้วยเหล้า?
๙. ทำไมจึ่งจำต้องบำบัดโรคด้วยเหล้า?

ถ้าจะนำมาให้อ่านทั้งหมดกลัวจะยาวเกินไป จอมยุทธฯขอนำเฉพาะข้อ ๙ และตอนสรุปมานำเสนอ ดังนี้

ข้อที่ ๙ ทำไมจึ่งจำต้องบำบัดโรคด้วยเหล้า?

เมื่อเจ็บป่วยปวดท้องต้องกินเหล้า
ยกตัวอย่างอ้างเอาไม่เข้าหลัก
ยาแก้โรคโลกนี้มีพร้อมพรัก
เพื่อการจักกำจัดตัดต้นตอ
เหล้านั้นไซร้มิใช่ยา, ถ้าเป็นได้
ก็ต้องใช้ในทำนองทางของหมอ
เวชศาสตร์อาจพูดพิสูจน์พอ
กินมากก่อเกิดพิษเพราะฤทธิ์เมา


ตอนสรุป ชิต บุรทัต กล่าวเอาไว้ว่า

สรุปความตามกถาสุราแถลง
๙ บทแจ้งจรดเรื่องเนื่องด้วยเหล้า
โลกยังเห็นเป็นดีนี่แหละเรา
ยากจะเข้าใจคำเช่นพร่ำมา
ผู้นิยมชมชอบต้องตอบแย้ง
ใครขืนแห้งควรเห็นว่าเป็นบ้า
พวกเลิกเหล้าอ้างเอาอเมริกา
ศัพท์สมญายังเรียกว่า “เปียก” เอยฯ


จากที่ยกๆมาทั้งหมดทั้งสิ้น ก็มากพอสมควรอยู่เหมือนกัน แสดงให้เห็นว่า ทั้งทางศาสนา และจากวรรณคดีต่างๆ ส่วนใหญ่พากันตำหนิติเตียนเรื่องของเหล้าด้วยกันทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตามว่ากันว่า กวีกับเหล้าเป็นของคู่กันเสมอ กวีส่วนใหญ่มักจะอาศัยสุราเป็นส่วนช่วยให้เกิดความสามารถและอัจฉริภาพของตน ไม่ว่าจะเป็น หลี่ไป๋ หรือ สุนทรภู่ กวีเอกของไทยที่ว่ากันว่าเวลาดื่มเหล้าเมาแล้ว สามารถบอกกลอนได้ขนาดเสมียนสองคนยังจดไม่ทัน และได้รับเคราะห์กรรมติดคุกติดตะรางก็เพราะเหล้า ชิต บุรทัต ก็เช่นกันสามารถเขียนฉันท์ได้ด้วยปากเปล่าเมื่อดื่มเข้าไปพอหน้าตึงๆแล้ว จึงอาจพอสรุปได้ว่า กวีมักจะหนีไม่พ้นสุรา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะดื่มสุราเสียทุกคนไปก็เท่านั้นเอง




 

Create Date : 03 มีนาคม 2549
28 comments
Last Update : 15 มีนาคม 2549 10:14:51 น.
Counter : 4484 Pageviews.

 

แหม...อ่านซะเพลินเลย ข้อมูลเพียบเลยน๊า อิอิอิ
ดูท่า จขบ. คงเป็นนักกวี ชั้นเอก
(เพราะเชี่ยวชาญเรื่องเมรัยเหลือเกิน.....)

ปล.ล่อเล่นจ้า

 

โดย: เสือจ้ะ 3 มีนาคม 2549 10:53:06 น.  

 

ข้าพเจ้าไม่นิยมดื่มสุรา..แต่ชื่นชอบที่จะนั่งร่วมในวงสุรา

 

โดย: jingsija 3 มีนาคม 2549 12:14:27 น.  

 

ท่านพี่..ข้าพเจ้าอยากร่ำเมรัยเป็นหนักหนา
ทำเยี่ยงไรดี.........ช่าวนี้รวยระรินกลิ่นสุราอย่างไรชอบกล


 

โดย: รวยระรินกลิ่นชา 15 มีนาคม 2549 9:11:27 น.  

 

จอมยุทธ ที่น่ารักน่าชัง

...

หลีไป๋ ที่ยกมาบทนี้ น่าจะคัดมาให้จบ นะ เกริ่นแรก มันดูมีอคติ ยังไงไม่รู้ ..ฮาๆ

หาบทนี้มา หน่อย สิ

月下獨酌, (เดียวดายใต้เงาจันทร์)

ขึ้นต้นว่า แบบนี้ "สุราเยือกหนึ่ง......"

ต่อไปอะไร จำไม่ได้แล้ว

...



 

โดย: วลี.. IP: 203.188.26.152 15 มีนาคม 2549 9:46:19 น.  

 

สุราดั่งเบ็ดเกี่ยวบทกวี
สุขสุขีดีล้ำยามเมามาย
กลอนบทเล่าเหล้าพามิเอียงอาย
ดั่งสายน้ำหลั่งมาพาชุ่มใจ

ค่ำคืนกลืนเหล้าเคล้าทุกข์
ดื่มสนุกสุขสันต์มิรู้หาย
ขวดแล้วแบนเล่าที่เข้ากาย
ทุกข์หายคลายโศกลืมพลัน

แต่ทุกข์บางครั้งมิอาจดับได้ด้วยเหล้า
ยิ่งราดเข้ายิ่งทุกข์หนักยิ่งแข็งขืน
ยิ่งสาดใส่ยิ่งกำแน่นยิ่งยากจะกล้ำกลืน
มิอาจฝืนสยบทุกข์ได้ด้วยฤทธิ์น้ำสุรา

................

ยามเมื่ออยู่เวียงพิงค์แสนสุขสม
นั่งกินลมชมอ่างแก้วมองน้ำใส
ย่ำค่ำตั้งวงชงเหล้าแสนสบายใจ
สุดละไมร่ำสุราแกล้มดวงดาว

แก้วต่อแก้วชนเข้่าใส่กับพื่อนฝูง
ไม่หัวสูงรินเหล้าไทยก็ยังหวาน
หมดอีกขวดเพื่อนยังอยู่สุขใดปาน
เสียงเพลงขานจากคนเมาสนั่นไป

บ้างร่ำร้องถึงเพลงทุกข์ยามจากบ้าน
บ้างขับขานถึงความสุขสุดสดใส
บ้างลำนำแว่วขานถึงคนไกล
บ้างสุขใจที่มีี้ีเธออยู่ข้างเคียง

แต่ใครเล่าจะเป็นเหมือนอย่างฉัน
สุขแค่ฝันว่าเธอนั้นจะยินเสียง
จิบเหล้าพลันนึกฝันอย่างลำเอียง
จะมีเธออยู่ข้างเคียงตลอดไป

...................

 

โดย: เด็กชายก้อง 20 มีนาคม 2549 23:26:29 น.  

 

จำไม่ได้ว่าเข้ามาดูบ๊อกๆ จอมยุทธบ้างหรือเปล่า
แต่เข้ามาคราวนี้ก็ยังเห็นความขยันของจอมยุทธ
เหมือนเคย

อิๆ

 

โดย: อาร์พี IP: 58.9.42.251 13 พฤษภาคม 2549 17:48:44 น.  

 

ข้าพเจ้าชอบดื่มสุรา
เฉพาะในยามที่เปี่ยมสุข
เพราะเสพย์เพื่อความรื่นรมย์ของชีวิต
ไม่ใช่ดื่มดับทุกข์อย่าเคยๆ

 

โดย: มหาเสเพล IP: 203.113.16.241 21 พฤษภาคม 2549 16:58:58 น.  

 

อ่านซะเมาเลย
ขอตัวไปล้างหน้าก่อนนะครับ

อิอิ

 

โดย: ปะหล่อง IP: 203.148.195.194 28 พฤษภาคม 2549 1:00:18 น.  

 

 

โดย: ดำรงเฮฮา 6 มิถุนายน 2549 18:02:06 น.  

 

ที่ไหน เมื่อไหร่ นัดมา ไปด้วย ๆ ผ่านมาแวะเยี่ยมบ้านนะ คือตามคนอื่นเขามาน่ะ ไม่งั้นเข้าเองไม่ถูกหรอก
สบายดีเหรอ ?

 

โดย: นัทตี้ IP: 212.152.27.41 20 มิถุนายน 2549 1:29:29 น.  

 

ยิ้มหน่อยสิ

 

โดย: ผู้แทน โรงเรียนธัญรัตน์ IP: 203.150.98.168 4 กรกฎาคม 2549 14:57:53 น.  

 

ณ บ่ายแก่ๆของวันวาน พลางเคี้ยวเพลงโคราชบลูส์ของพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ดิบ แต่ถึงใจ เปิดเบียร์ขวด อากาศร้อน แต่เบียร์เย็น ถึงไม่ใช่เหล้า แต่ก็จัดว่าเป็นเหล้า พร้อมพินิจถึงเนื้อเพลง พร้อมนึกถึงนักเขียน
ถ้าเป็นรงษ์ วงศ์สวรรค์ คงกล่าวว่า "เบียร์ห่วยๆ กับเพลงบลูส์ชั้นยอด" ถ้าเป็นผม ก็คงกล่าวเช่นเดียวกัน พร้อมรอยยิ้มในใจ เมื่อไหร่จะเจอสหาย เพราะกินเหล้ากับเพื่อน ย่อมดีกว่าการกินเหล้าชั้นเลิศอย่างเดียวดาย
ปกติผมไม่ชอบอ่านบทความในจอคอมพ์นานๆ เพราะปวดตา แต่บทความนี้ ทำให้ผมลุกไม่ขึ้น สนุก เขียนดี จนทำให้ผมอยากเจอเพื่อนในเร็ววัน(อยากเหล้า)
อยากให้ผูเขียนลองนึกถึงการกินเบียร์เย็นๆที่ริมทะเลทราย หรือกินเหล้าในกระท่อมบนดอยอ่างขาง หรือกินเหล้าเคล้าเสียงพิณในหุบเขา หรือที่เยี่ยมที่สุดคือการได้ร่วมโต๊ะกับเตียวหุย กวนอูและขงเบ้ง ผมอยากเห็นว่าว่าเวลากวนอูเมาแล้ว หน้าเขาจะแดงได้มากกว่านี้อีกหรือเปล่า หรือกับเตียวหุย การแข่งกินเหล้ากับเขาคงไม่ใช่เรื่องง่าย
แล้วก็นึกถึงเหล้าสาบานในสวนท้อ ถึงผมไม่ได้กินด้วย แต่แค่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ก็คงเมามายไปด้วย
ความซาบซึ้ง เมามายด้วยเหล้า เมามายไปด้วยอุดมการณ์ ดีกว่าการกินเหล้าเพราะอกหักเป็นไหนๆ
หรือการกินเหล้าในโรงเตี๊ยมริมหน้าผา ในเขาหัวซาน หมอกจางๆ แลดูยอดฝีมือปะลองยุทธ์กันเพื่อชิงคำภีร์ พวกเขาอาจแก่งแย่งคัมภีร์ แต่พวกเรา นั่งดูด้วยความงามแห่งวรยุทธ์ จิบเหล้าไป เพลินใจไป
*ขอโทษที่จินตนาการมากไปหน่อย แต่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

 

โดย: ภีม IP: 125.25.149.118 11 สิงหาคม 2549 22:20:04 น.  

 

โชคดีที่มาขุมทรัพย์ทางปัญญา
ขออนุญาตนำสาระดี ๆ ไปไว้ที่ห้องเรียนสีชมพูด้วยค่ะ
http://www.st.ac.th/bhatips/

 

โดย: ห้องเรียนสีชมพู IP: 61.19.203.234 6 พฤศจิกายน 2549 13:02:51 น.  

 

จอมยุทธ เมรัย สนใจแลกลิ้งกันไหม
www.komdang.20fr.com
โคมแดง

 

โดย: โคมแดง IP: 203.162.3.148 29 พฤศจิกายน 2549 14:20:27 น.  

 

สวัสดีปีใหม่จ๊ะ มีความสุข คิดสิ่งดีขอให้สมปรารถนานะจ๊ะ

 

โดย: วรา (แฟนไท ) 28 ธันวาคม 2549 17:42:12 น.  

 

สวัสดีปีใหม่ค่ะ
ชอบฉันท์อันนี้ของคุณชิต บุรทัตเหมือนกันค่ะ

 

โดย: ศรีสุรางค์ 6 มกราคม 2550 10:50:23 น.  

 

แวะมาทักทาย

ลดๆ ร่ำสุราลงบ้างก็ดีพี่ยุทธ
หมู่นี้ไม่ได้เห็นหน้าเห็นตา...งานยุ่งมั้ยค๊ะ

...ปัด...

 

โดย: Pencil-2B IP: 61.19.235.1 14 มีนาคม 2550 10:32:53 น.  

 

บล๊อคพี่ยุทธ ยาวมั่ก ๆ
หนี้ที่ค้างไว้ชาตินี้นู๋คงไม่มีปัญญาคืน
เพราะตกงานอีกแว๊วววว เซ็งโคด
คิดถึงพี่ยุทธเสมอ
ได้งานม่ะไหร่จะคืนในบัดดล

 

โดย: นางมารร้าย 23 มีนาคม 2550 1:03:39 น.  

 


ปู่ .. เขียนยาวจัง
อ่านแล้วพาลจะเมาไปด้วย ตาลาย อ่ะ ปู่

 

โดย: ลูกลิงจังงัง IP: 58.64.88.192 29 มีนาคม 2550 22:09:47 น.  

 

ขอให้มีความสุขเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ไทย (ช้าไปหรือเปล่าเนี่ยะ)แต่ไม่เป็นไรยังอยู่ในเดือนเนอะ55+

 

โดย: ไม้โทไม้เท้า 18 เมษายน 2550 18:25:34 น.  

 

อ่านไม่ทันจบ
เอาไว้มาอ่านใหม่

กวีขี้เมา
กับกวีมากรัก
ตามไปดูกวีเจ้าชู้

 

โดย: sugarhut 19 เมษายน 2550 4:42:04 น.  

 

Your name and the topic is perfect. Its a thorough research and a very profound thought. Keep it up.

Don't be surprised, I was introduced to your blog by Palaung kah.

 

โดย: JMIE IP: 198.142.231.62 2 พฤษภาคม 2550 19:11:41 น.  

 

ยาวจริงเชียว อ่านทีแทบขาดใจ (-*-)

งดเหล้าเข้าพรรษาเถอะ (555+)

 

โดย: มงกุฎอันที่สิบเก้า IP: 58.9.187.136 31 กรกฎาคม 2550 11:59:36 น.  

 

มีอะไรให้ช่วยไหม

 

โดย: เด็กสวนเพชร IP: 202.129.7.242 24 สิงหาคม 2550 11:05:59 น.  

 

อยากรู้จังทำไงคอแข็ง

 

โดย: gogo IP: 58.8.158.213 24 สิงหาคม 2550 22:08:46 น.  

 

เขียนเก่งมากๆ นับถือ ๆๆๆๆ

 

โดย: Mulan IP: 58.136.94.56 17 มิถุนายน 2552 12:48:35 น.  

 

สุดยอดปายเลย เก่งมากมากเลยค่ะ

 

โดย: แอร์ IP: 182.52.47.42 7 กุมภาพันธ์ 2554 17:55:53 น.  

 

เยี่ยมมากเลย คร้าบบบบ.....
ขอบคุณคร้าบ อิอิ

 

โดย: สองล้อขี้มาววว IP: 125.25.161.228 28 มีนาคม 2554 0:32:50 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


จอมยุทธเมรัย
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Friends' blogs
[Add จอมยุทธเมรัย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.