"Be the change you want to see in the world." - महात्मा (Mahatma Gandhi)

จอมเยอะเล่า
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




วัยล่วงเลยฝัน
ธรรมย่อมเติบโต
ตนเมื่อจางไป
ปัญญากลับเด่นชัด
หากใจคับแค้น คือจิตดั่งจองจำ
อิสระคือปล่อยวาง ว่างและเบาตัว


Group Blog
 
<<
กันยายน 2559
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
18 กันยายน 2559
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add จอมเยอะเล่า's blog to your web]
Links
 

 

การจะรักใครนั้นง่าย แต่การเลิกรักนั้นยาก







"การจะรักใครนั้นง่าย แต่การเลิกรักนั้นยาก" - เล้งฮู้ช่ง (กระบี่เย้ยยุทธจักร) 



ด้วยอายุ 42 ผมไม่คิดว่าจะได้มีเดทอีกครั้ง
มันก็แปลกปีที่แล้วผมพยายามดิ้นรนจะหา แต่ยากเหลือเกินด้วยวัยขนาดนี้
เด็กไปบ้าง เด็กไปและมีแฟนแล้วบ้าง แต่งงานแล้วบ้าง แถมเจอบางคน ไม่ใช่แค่แต่งงานแล้วแต่มีลูกแล้วด้วย


... เฮ้อ ... เหมือนช้าไปสิบปี แต่จะว่าไปแล้ว ก็ช้าไปสิบปีจริงๆนะแหละ
เพื่อนก็แนะนำว่า หาคนแนะนำซิ
พอไปถามคนรู้จักให้แนะนำให้ พี่แกบอก "โอ้ย 40 แล้วยากแล้ว"
อีกคนแถม "แหมเสียดาย ถ้า 30 จะแนะนำหลานให้รู้จัก"
เฮ้อ ...


จริงๆตอนนั้น ผมก็ยังไม่ยอมแพ้นะ ก็กะจะไปตามจีบน้องคนหนึ่ง เพิ่งเรียนจบทีแรกนึกว่า เด็กจบใหม่ แถมจบคณะที่ไม่ค่อยมีผู้ชายด้วย น่าจะได้ลุ้น
สุดท้ายก็ไม่ได้ลุ้น มีแฟนแล้ว พอรู้แรกๆ ก็ยังจีบต่ออยู่นะ
แต่พอหาดูคำแนะนำวิธีจีบสาวที่มีแฟนแล้วจากอินเตอร์เน็ต ก็เจอคำแนะนำที่ดีที่สุด ... ว่า ทำไมต้องไปจีบคนที่มีแฟนแล้ว ...
เลยได้คิดว่า เราทำอะไรไปวะเนี่ย ... เราเป็นอะไรไปวะเนี่ย ...
เราไม่มีแฟนได้ แต่ อย่าเสียความนับถือตัวเอง
อย่าขโมยแฟนคนอื่น เพียงเพื่อสนองความอยากตัวเอง ... ได้คิด


ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดิ้นรนจริงๆ
Online dating website ก็ลองนะ แต่ไม่เข้าท่าเลย คือ ถ้าเป็นคนอยู่อเมริกา อาจจะโอเคอยู่ แต่ดูแล้วสำหรับคนไทยนะ สรุป ไม่เวิร์ค
จุดที่หักหลังลา ก็คือ web ส่งมาบอกว่าหมดช่วงทดลองแล้ว จ่ายตังค์ได้แล้ว และมีผู้หญิงอายุ 60 ทักเข้ามา จริงๆป้าแกก็ดูดีสำหรับคนอายุ 60 นะ
แต่ เออ ... เลิกดีกว่า
พอลองหาคำแนะนำจากอินเตอร์เน็ตว่า คนอายุ 40 จะหาแฟนยังไง
เขาก็บอกสถิติว่า คนอายุ 40 ที่ยังไม่เคยแต่งงาน มีแค่ 1 ใน 6 ที่ทำสำเร็จ
ใครๆก็มักคิดว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ
แต่จากประสบการณ์ชีวิตของผม ผมไม่เคยอยู่ในช่วงสถิติดีพิเศษเลย
แถมสุดท้ายคำแนะนำที่ได้ คือ ยากมากแล้ว ทำใจเหอะ และหาอย่างอื่นทำ



... เออ สุดท้ายก็เข้าสู่ acceptance
ยอมรับความจริง แรกๆเศร้าและเจ็บปวดไม่น้อย
เรื่องนี้มีอีกประเด็น คือ คนที่ชอบเข้ามาถาม ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่มาถามโดยบริสุทธิ์ใจ แต่มันเหมือนเอามีดมาขูดแผลที่กำลังจะหายไม่ให้หายซะที
"ไม่แต่งงานเหรอครับ"
"ไม่หาใครสักคนมาอยู่ด้วยเหรอครับ"
"ไม่เหงาเหรอครับ"


จะให้ตอบว่ายังไง
... กูหาไม่ได้
มันก็มีหละที่เหงา แต่กูหาไม่ได้ ... ถ้าจะแนะนำใครก็แนะนำมา
แต่ถามเรื่อยๆแบบนี้ มันให้ sense ว่า
ผมทำอะไรผิด
ผมไม่มีอะไรดี
ผมขาดอะไรอยู่
มันให้ sense ต้อยต่ำ และ มีไม่พอ
มันตอกเจ็บให้เจ็บขึ้น


... ทำไงได้หละ
ก็ศึกษาธรรมะบ้าง
เล่นกีฬาบ้าง
แล้วโชคดี ที่งานช่วงนั้นสุ่มเข้ามา ทั้งเหนื่อยทั้งเซ็ง แต่มันช่วยดึงผมออกจากเรื่องเดิมๆ
แล้วก็โชคดีอีกอย่างที่ ได้มีโอกาสไปช่วยปลอบและให้กำลังใจเพื่อนร่วมงานที่ตอนนั้นเขากำลังมีปัญหาทั้งงานและครอบครัว
การให้กำลังใจคนอื่นจริงๆแล้ว ผมพบว่า ช่วยเยียวยาตัวเราเองได้ดีมากเลย
และพอศึกษาธรรมไป ใจก็เริ่มปล่อยวางได้
ทุกๆอย่างก็เริ่มดีขึ้น จนหนึ่งปีผ่านไป ไม่ใช่แค่เยียวยาเราจนกลับมาเป็นปกติ แต่ผมรู้สึกว่า ผมมีความสุข มีชีวิตชีวา ดีกว่าเดิมๆมาซะอีก


"ถ้าเรารักตัวเอง และ มีกรรมดีอยู่กับตัว เราก็จะโอเค" -- อาจารย์พราห์ม ( Ajarn Brahm)


ก็สำหรับคนที่กำลังเศร้าอยู่ด้วยเรื่องอะไรก็ตามนะครับ
อันนี้คือคำแนะนำที่ผมรวบรวมมาทั้งจากเน็ต จาก TED talks จากอาจารย์พราห์ม และจากที่พบ ที่สังเกตุมาจากตัวเอง
1. ศึกษาธรรมะ
2. ออกกำลังกาย
3. ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติบ้าง (หรือ สูดอากาศภายนอกทุกๆวัน) ผมเดินเล่นสูดหายใจเข้าออกลึกๆ ทุกๆเย็น ช่วยได้มากๆ
4. ดื่มน้ำให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์
5. ลดเล่น social media ลง เอาเวลาไปพบปะ พูดคุยกับคนจริงๆต่อหน้า ไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อน อาจจะแค่ถามไถ่ทั่วๆไป กับ แม่ค้า พนักงาน คนขายของ รปภ ใครก็ได้ แต่ให้เป็น คนจริงๆต่อหน้า นิดๆหน่อยๆ ยิ้มแย้มแจ่มใสเข้าไว้ บ่นให้น้อย คิดบวกให้มาก
6. จัดบ้าน จัดชีวิต ให้เรียบร้อย (บ้านรก ใจรก) การทำความสะอาดบ้าน ช่วยให้ใจสงบขึ้นได้
7. ลดการดื่มแอลกอฮอล์ลง ... ผมรู้ดื่มนิดหน่อยเพื่อเข้าสังคม ดื่มแล้วเฮฮาดี แต่มันระยะสั้น
เชื่อผมเหอะ ผมลองแล้ว สำหรับระยะยาว ไม่ดื่ม (หรือลดลงมากๆ) ดีกว่า
8. หางาน หรือ กิจกรรมที่มีประโยชน์ทำ
ทีแรก ผมลองเทนนิส ก็ดีบ้าง แต่ยอมรับว่า ผมเล่นห่วย ส่วนใหญ่หลายคนก็เข้าใจว่าหัดเล่นใหม่
แต่ก็มีบางคนที่ความอดทนน้อยหน่อย พูดอะไรออกมาแล้ว ทำให้ผมที่ตอนนั้นสภาพจิตใจแย่อยู่แล้ว ยิ่งแย่ไปใหญ่
ผมก็อายุเยอะแล้ว แถมบางทีทำงานมาทั้งวัน สมองก็เหนื่อย ตาก็ล้า performance มันก็ไม่ได้ จริงๆก็รู้ตัว แต่พอโดนพูดแรงๆบ้าง
ผมก็เลยรู้สึกว่า ถ้าเขาอยากได้ performance ขนาดนั้น ผมคงไม่เหมาะแล้ว
ก็เลยหยุดไปสักพัก แต่ก็หาการออกกำลังกายอื่นมาทำแทน เช่น วิ่ง
อีกอย่าง ผมซื้อไวโอลินมาลองเล่น วันแรกๆเสียดายเงินมากๆ
เสียงเหมือนเครื่องทรมาน มากกว่าเครื่องดนตรี
แต่หลังจากซ้อมทุกวัน วันละชั่วโมง ตอนนี้เดือนหนึ่งแล้ว มันค่อยเริ่มเสียงเหมือนเครื่องดนตรีบ้างแล้ว
9. ลดอัตตาลง ถ้าคิดถึงแต่อะไรเกี่ยวกับตัวเอง จะทำให้ตัวเองทุกข์มาก
ปล่อยตัวเองลง ลดตัวเองลง
ไม่ว่าเราคิดว่าเราดีกว่าใคร
หรือ เราคิดว่าเราแย่กว่าใคร
มันก็อัตตาทั้งนั้น
เราไม่เหมือนคนนั้น
เราเหมือนคนนี้
เราดีกว่าคนนู้น
คนนั้นเขาดีกว่าเรา ... อัตตาทั้งนั้น
ลดเลิกคิดพวกนี้ ... สภาพจิตใจดีขึ้นมหาศาล
ใช้เวลาทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ ลดตัวเองลง ช่วยคนอื่่นให้มากขึ้น
คิดถึง เพื่อน เพื่อนร่วมงาน ญาติ พี่น้อง คุณพ่อ คุณแม่ ท่านแก่แล้วแวะไปเยี่ยมท่านบ้าง พูดคุยกับท่าน ช่วยพยุงท่านบ้าง ซื้อของกินอร่อยๆไปให้ท่านบ้าง
อย่างหนึ่งที่ทำให้ ผมรู้สึก ดีขึ้นมากๆ ช่วงนี้ คือ การที่ผมโทรหาพ่อบ่อยขึ้น ถามนู้นถามนี้ จริงๆไม่ได้อยากรู้อะไร แต่อยากคุยกับท่านเท่านั้น
เราต้องรักพ่อ รักแม่ ของเรา เพราะ ท่านเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา
ถ้าเรามีปัญหากับพ่อ หรือกับแม่ของเรา เราจะมีปัญหากับตัวเอง เราจะหาความสงบในใจได้ยาก
เพราะส่วนต่างๆในตัวเรามันสู้กันเองอยู่ ... สงบศึกในตัว ในใจเราก่อน ... มีความสงบแล้วความสุขจะตามมา


เรื่องต่างๆมันอยู่ที่มุมมอง บางครั้งเรามัวแต่มองเห็นสิ่งที่เราขาด จนลืมสิ่งที่เรามี
ผมอาจไม่มีลูก ไม่มีแฟน แต่ผมยังมีครอบครัวอยู่ ผมยังมีพ่ออยู่ ผมยังมีแม่อยู่ ยังมีน้องชายอยู่
แต่ไม่ว่าเราจะมีอะไรไม่มีอะไรสิ่งสำคัญ คือ มีเมตตาทั้งกับตัวเองและผู้อื่น รักตัวเราเองและมีกรรมดีอยู่กับตัวเอง แล้วทุกอย่างจะโอเค


อะไรที่ตึงก็ผ่อนลงบ้าง
ซื้อหนังสือมา ซื้อ kindle มา อ่านหนังสือ ช่วงวันเสาร์ อาทิตย์ สบายๆอ่านหนังสือ (ธรรมะ ซะส่วนใหญ่) ไม่ต้องไปไหน ไม่ต้องมีกิจกรรมพิเศษอะไรไปอวดใคร
ไม่ต้องมี post อะไร ไม่ต้องบอกใคร ไม่อวดใคร ไม่ต้องมีตัวตนที่ชัดเจน ไม่ต้องประกาศในโลกรู้ว่าเราเป็นใคร
อยู่กับปัจจุบัน ลดอัตตาลง
เงียบๆ เรียบง่ายสงบๆ แวะไปหาพ่อบ้าง พาแม่ไปกินข้าวบ้าง ทำใจให้พอใจ


แทบจะเลิกดูหนังเลย เพราะ หนังส่วนใหญ่ มักจะสร้างวนๆอยู่แถวๆพระเอก-นางเอก มันเหมือนสะกดเรา ให้เห็นภาพว่า เนี่ยนะ ชีวิตที่สมบูรณ์จะต้องแต่งงาน จะต้องมีคู่
หรือไม่ก็แนวฮีโร่ ... "save the day and get the girl." มันให้ภาพว่า พอเราทำอะไรดีๆมา สุดท้ายเราจะได้สาวสวยเป็นรางวัล
แล้ว ถ้าหาไม่ได้หละ ถ้าไม่มีน่ะ ... ไม่สมบูรณ์ ไม่มีรางวัล ขาดไป ...
ยิ่งรู้สึกขาด ยิ่งรู้สึกไม่สมบูรณ์ ยิ่งไม่มีความสุข ยิ่งไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ยิ่งไม่มีโอกาสหาได้
เหมือนคนที่มี ก็จะมีความมั่นใจ และก็มีโอกาสหาได้เพิ่มอีก
แต่คนที่ไม่มี ก็จะขาดความมั่นใจ และโอกาสหาได้ก็น้อยลงอีก ...
ปัจจัยคือ ไม่ว่าสุดท้ายเราจะมีหรือไม่มี มีความสุขกับชีวิตของเรา พอใจกับชีวิตของเรา
เราดีพอแล้ว เราสมบูรณ์แล้ว



หนังหรือว่าเพลงมันสะกดเข้าไปจิตใต้สำนึก ... ผมรู้เพราะหลังจากดูหนังพวกนี้ทีไร รู้สึกขาดทุกที รู้สึกว่าไม่พอทุกที
พอเลิกดู แล้วพยายามใช้ชีวิตให้ดี มีเมตตากับทั้งตัวเองและคนอื่นๆ
เออ ... ทุกอย่างมันก็ดีของมัน มันก็สมบูรณ์ของมัน ... ไม่เห็นขาดอะไรเลย
พอ สภาพจิตใจดีขึ้น แม้มีคนถามเรื่องแต่งงาน มันก็ไม่ได้ทุกข์ร้อน เจ็บปวด เหมือนที่ผ่านมา


หนึ่งปีผ่านไป ทำใจได้ พบความสงบในใจ
สวดมนต์ทุกวัน ออกกำลังกายเกือบทุกวัน พยายามติดต่อกับพ่อกับแม่มากกว่าเดิม แวะไปหาท่านบ้าง พยายามติดต่อกับเพื่อนเก่า
ตั้งใจทำงานให้ดี ดำเนินชีวิตให้ดี ทุกอย่างดี พอใจกับชีวิต มีความสุข


แต่ชีวิตและโชคชะตาเป็นเรื่องแปลก
อยู่ดีๆก็มีคนแนะนำสาวให้รู้จัก
ตอนเขาโทรมาชวน ก็ยังงงๆว่าจะเอาไงดี
แต่ด้วยงงๆ ไม่รู้จะเอายังไงดี ก็ไป



พูดตามตรง น้องเขาน่ารักมาก
ไม่อยากเชื่อ พอหากลับไม่เจอ อยู่เฉยๆกลับมีมา
... เออ ... ชีวิตคนเนาะ ...
และ เมื่อวานนี้ผมก็ได้ไปออกเดทกับน้องเขา
อย่างที่บอกน้องเขาน่ารักมากทั้งหน้าตา นิสัยใจคอ 
พูดตามตรง รักน้องเขาไม่ยากเลย
แต่ที่กลัวก็คือ ถ้าผมไปรักน้องแล้ว แล้วน้องเขาไม่รักตอบ
ตอนนี้ผมดีๆอยู่ ค่อนข้างจะหายแล้ว (คิดว่า)
ถ้าอกหักอีก รักเขาข้างเดียวอีก
ผมรู้มันหายได้ เคยมาแล้ว บ่อยด้วย
แต่อายุเยอะแล้ว บาดเจ็บอะไรแล้วมันหายยากนะ
และก็อย่างที่ จอมยุทธ์ เล้งฮู้ชง กล่าวไว้
"การจะรักใครนั้นง่าย แต่เลิกรักนั้นยาก"
จริงๆตอนนี้ ก็ไม่รู้เหมือนกัน คิดว่ายังยั้งทันอยู่ (หรือเปล่าหว่า) ... ยากที่สุดคือเรื่องของใจ ทั้งใจเรา และใจเขา


ที่ผ่านผมพยายามตอบคำถามตัวเองว่า ทำไมอัตราความสำเร็จในการจีบสาวของผม มันถึงต่ำมาก
ผมศึกษาทฤษฎีมาพอสมควร ผมรู้ว่า มันไม่ยาก เพราะจริงๆแล้ว มันไม่ใช่ว่าจะต้อง approach แบบนั้น เทคนิคแบบนี้
เหมือนที่สมัยเด็กๆ ผมหัดจีบสาวใหม่ต้องปรึกษาเทคนิคจากเพื่อน แต่ไม่ว่ายังไง มันเป็นบทสนทนาที่สนุกนะ เรื่องเทคนิคจีบสาวนี่


แต่จริงๆแล้ว ผมมารู้ทีหลังว่า  ที่มันสำเร็จน่ะ เพราะว่ามันหากันและกันทั้งสองฝ่าย คือ ไม่ใช่ผู้ชายมองหาผู้หญิงอย่างเดียว จริงๆแล้วผู้หญิงก็มองหาผู้ชายเหมือนกัน ที่ทำให้มันเวิร์ค
ดังนั้น ตอนที่เวิร์คมันจะไม่ยาก ตอนที่ยากมันจะไม่เวิร์ค
ปัจจัยสำคัญที่สุด คือ การหาคนให้ถูก ถ้าถูกคนแล้วเราทำงานครึ่งเดียว
ถ้าผิดคน แล้วหลายคนจะพยายามทำงานแทนอีกครึ่ง ซึ่งเหนื่อยและมักไม่ให้ผลดี ... คำแนะนำ ถ้าผิดคน ก็เปลี่ยนไปเลือกคนให้ถูกดีกว่า


สรุปคือจริงๆแล้ว มันคือการจับคู่ ถ้าจับคู่ถูก กลไกมันทำงานของมันเอง มันไม่ยาก
แต่ในทางปฏิบัติ กับตัวผมเอง มันยากทุกที
จากการสังเกตุ ประสบการณ์ที่ผ่านมา
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พอไปตกหลุมรักใครเข้าแล้ว ผมมักจะตกเร็วเกินไป ลึกเกินไป ซึ่งทำให้
1. ความคิดมันจะไม่เฉียบแหลม มันจะตื้อๆบื้อๆ ทำอะไรผิดๆถูกๆ จังหวะที่ควรจะรุกดันหยุด จังหวะควรหยุดดันรุก ผิดจังหวะไปหมด
2. ความกล้าก็จะขาดๆเกินๆ มากไปบ้าง น้อยไปบ้าง มันหลุดออกจากจุดสมดุล
3. ความมั่นใจ ก็หายไป คือ พูดตามตรง ไอ้คนที่มันดูเท่ห์ หัวใจมันอยู่ที่ความมั่นใจ พอความมั่นใจหาย ความเท่ห์ก็สลายไป จากพญาราชสีห์ มันกลายเป็นลูกแมวขี้กลัว



เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมไม่ค่อยเข้าใจ คิดว่า ตอนที่เราตกหลุมรักใคร มันคงมีสารเคมีในสมองที่ออกมาป่วนรวนระบบ รบกวนสมดุลย์ของสมอง
พอเป็นแบบนี้ ถ้าควบคุมมันไม่ได้ สิ่งที่ส่งสัญญาณออกไป ก็คือ ทั้งโง่ ทั้งไม่รู้จังหวะ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่นิ่ง ไม่เป็นผู้ใหญ่ ไม่ cool ขาดความมั่นใจในตัวเอง
แล้วพอมันออกไปเป็นแบบนี้ คือ แทบร้อยทั้งร้อย แห้วหมด ผู้หญิงยิ่ง sense เร็วด้วย
จากประสบการณ์ครั้งที่ผมพอจะทำได้ดีบ้าง คือ ครั้งที่ผมพอจะควบคุมการตกหลุมไม่ให้มันมากไป ไม่ให้เร็วไป ไม่ให้ลึกไปได้ คือ ค่อยๆชะลอมัน
เพราะ ถ้าคุมได้ ผมก็จะรักษาสัญญาณ ของ ความฉลาด ความนิ่ง ความมั่นใจในตัวเอง อยู่ได้บ้าง ทำให้มีโอกาสได้บ้าง
และระหว่างนั้น ถ้าฝ่ายหญิงตกหลุมอยู่บ้าง อะไรที่เราพลาด ขาดๆเกินๆ มันจะถูกมองข้ามไปได้บ้าง
มันคล้ายๆ synchronization ตกหลุมไปพร้อมๆกัน มันถึงเวิร์ค


ถ้าตกไปก่อนคนเดียวนี่ เจ๊ง เพราะ ความเฉลียวฉลาด ความคิด ความกล้า ความมั่นใจ คือสัญญาณที่ผมเชื่อว่า จิตใต้สำนึก มันอ่าน และตีความออกมาว่า คนนี้น่าสนใจ/ไม่น่าสนใจ
และวิวัฒนาการของการคัดเลือกพันธ์ตามธรรมชาติ ไม่ส่งเสริม การเลือกคู่ ที่ทึ่ม ขี้ขลาด และไม่มีความมั่นใจในตัวเอง


ทีนี้มันก็เลยยาก เพราะ ขณะที่เราจะต้องใส่ใจว่าเธอพูดว่าอะไร เธอชอบอะไร เธอจะไปไหนเมื่อไร เราต้องยับยั้งหรือชะลอวงจรที่จะช่วยให้เราสนใจมากเกินไป ในขณะที่ก็ยังต้องจำให้ได้ว่าได้ข้อมูลอะไรมา และจะ respond อย่างไร


เฮ้อ ... ทฤษฎีพอไหว แต่ปฏิบัติผมไม่ค่อยเก่งเท่าไร
คราวนี้ผมก็ไม่รู้จะเป็นไง ... แต่ว่าสุดท้ายนะ
ถ้ามันจะเวิร์ค มันก็เวิร์ค
ถ้ามันจะแห้ว มันก็แค่แห้วเหมือนที่ผ่านมา ไม่ใช่สถิติใหม่


ถ้าดอกไม้มันจะบาน มันก็บาน ไม่ว่าเราอยากให้มันบานหรือไม่
ถ้ามันจะไม่บาน มันก็ไม่บาน ไม่ว่าเราอยากให้มันบานหรือไม่
เพียงแต่ให้รู้ไว้เสมอว่า ถ้ามันบาน สวนเราก็จะเป็นสวนสวยที่มีดอกไม้บาน
ถ้ามันไม่บาน สวนเราก็ยังเป็นสวนสวยที่มีสนามหญ้าเขียวๆ
ยังไง เราก็ยังมีสวนสวยอยู่เสมอ
มีเมตตา รักตัวเอง และ มีกรรมดี อยู่ ทุกอย่างจะโอเค
Flag Counter




 

Create Date : 18 กันยายน 2559
1 comments
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2559 9:56:40 น.
Counter : 404 Pageviews.

 

อายุที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้โอกาสลดลงไปบ้าง แต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีโอกาส เรื่องคู่นี้มีปัจจัยหลายอย่างนะคะ ถึงต่อให้ยังไม่มีคู่ ก็เริ่มจากการมีความสุขกับตัวเองก่อนได้ เห็นด้วยในการสร้างพลังบวกจากตัวเองก่อน ทำกรรมดีเข้าไว้ แล้วเราก็จะมีพลังดึงดูดแต่คนดี ๆ เข้ามาค่ะ

เวลามีคนถามก็อย่านอยไปเลยค่ะ เวลาเจอคนดี ๆ ที่ดูอายุได้แล้วแต่ยังไม่มีครอบครัว บางทีเราก็สงสัยนะคะว่าทำไมคนดี ๆ แบบนี้ถึงยังไม่มีครอบครัวน้าา ดังนั้นเวลาได้ยินคำถามประเภททำไมยังไม่มีแฟนหรือครอบครัว อย่าคิดว่าตัวเองมีอะไรไม่ดีเลยค่ะ เพราะมีคุณค่าตังหากนะคะคนถึงได้สงสัย เพราะถ้าเจอผู้ชายบางประเภทเช่นรักสนุกลันล้าไปเรื่อย เราก็ไม่สงสัยนะคะ สงสัยเฉพาะคนที่ดี ๆ (คือเสียดายแทนผู้หญิง เพราะผู้ชายดีๆสมัยนี้หายากมากค่ะ ฮ่าา)

ชอบที่เปรียบเทียบความรักกับดอกไม้บานจังค่ะ ขอให้ดอกไม้บานนะคะ ดอกไม้บางดอกก็ขี้กลัวนะ ต้องรดน้ำใส่ปุ๋ยเยอะเป็นพิเศษ สุดท้ายถึงแม้ถ้าดอกไม้มันจะไม่บาน อย่างน้อยครั้งหนึ่งความรู้สึกดีๆก็บานอยู่ในใจเราค่ะ

 

โดย: เด็กหญิงริมขอบฟ้า 18 กันยายน 2559 14:10:48 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.