A Novice Scholar in English as a Lingua Franca (ELF)

โจโฉ ณ ลาดปลาเค้า
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 30 คน [?]




งานเขียนทุกชิ้นใน Blog นี้ได้รับความคุ้มครองตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก แก้ไข ดัดแปลง หรือกระทำการอื่นใดในลักษณะเดียวกันโดยไม่ได้รับอนุญาต

A brief introduction about myself

Hi, everyone! My name is Joe, and I’ve created this blog in order to share my academic interests as well as personal life activities with whoever that comes across.

Strange as it may seem, my life is based on staying current with continuing education to keep my passion alive. Consequently, after earning my BA in English and MA in Translation and Interpretation, I decided to pursue my second master’s degree in Applied Linguistics (English Language Teaching). Upon the completion of my second MA studies, I intended to continue my education towards obtaining a PhD in the same field; afterwards, which would allow me to further refine my language teaching and research skills.

To become a better researcher in language studies, I’ve been actively concentrating on literature review related to my research interests. My main areas of interest include translation pedagogy, academic discourse analysis, and phonetics & pragmatics in second language acquisition. I’m also particularly interested in/ in love with English as a Lingua Franca, World Englishes, and English language teaching (ELT).

please don’t hesitate to contact me via e-mail: joechou007@hotmail.com should you have any questions, ideas, or suggestions.
ติวเข้มภาษาอังกฤษและภาษาจีนกลางเพื่อการสื่อสาร (พูด ฟัง อ่าน เขียน) + หลักสูตรการแปลอังกฤษ-ไทย/ไทย-อังกฤษ (ข่าวสารคดี วรรณกรรม ธุรกิจ กฎหมาย) + Academic Writing + เตรียมสอบ O-NET GAT PAT7.4 HSK CU-TEP TU-GET TOEIC TOEFL IELTS และเตรียมสอบป.โท ด้านการสอนภาษาอังกฤษและการแปล โดยล่ามสามภาษา + พี่ติวเตอร์ปริญญาโท สาขาวิชาภาษาศาสตร์ประยุกต์ (การสอนภาษาอังกฤษ) + อักษรศาสตรมหาบัณฑิต (การแปลและการล่าม) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Tel: 0875566995 Line: LFLCenter (ทดลองเรียนฟรีทุกหลักสูตร!)
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2554
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
13 พฤศจิกายน 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add โจโฉ ณ ลาดปลาเค้า's blog to your web]
Links
 

 

กฎหมายและวิธีการเรียนกฎหมายด้วยตัวเอง

กฎหมายเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเราในแทบทุกบริบทตั้งแต่เกิดจนตาย ยิ่งสังคมซับซ้อนมากขึ้นเท่าใด การใช้ชีวิตที่ต้องดำรงอยู่พร้อมด้วยความไม่ประมาทจึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด ดังนั้นการมีความรู้กฎหมายเปรียบเสมือนเกราะคุ้มกันให้เราดำเนินชีวิตไปด้วยความมั่นใจ ฉลาดเท่าทันคน และสามารถนำความรู้กฎหมายไปช่วยเหลือผู้อื่นได้อีกด้วย นอกจากนี้ความรู้กฎหมายยังเป็นปัจจัยหลักหรือปัจจัยเสริมในการส่งเสริมความมั่นคงในหน้าที่การงานได้เป็นอย่างดี อย่างตัวผู้เขียนจบมาด้านภาษา ความรู้ด้านกฎหมายทำให้ผู้แปลทำงานด้านการแปลกฎหมายและการสอนภาษาเฉพาะด้าน เช่น การสอนแปลกฎหมายได้ดียิ่งขึ้น ยังไม่นับการเปิดช่องทางไปสู่อาชีพนักกฎหมายอื่นๆ เช่น ผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ อาจารย์สอนกฎหมาย ฯลฯ อีกด้วย

สาขาวิชากฎหมายนับว่าได้รับความสนใจและส่งเสริมโดยสถาบันการศึกษาอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการเปิดหลักสูตรนิติศาสตรภาคบัณฑิตที่รับเฉพาะที่จบปริญญาสาขาอื่นมาก่อน โดยมีความเชื่อที่ว่าผู้ที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษามาแล้วในสาขาวิชาอื่นย่อมมีความคิดความอ่านอย่างผู้ใหญ่และจะช่วยให้การเรียนกฎหมายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะกฎหมายแท้จริงแล้วไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องมีองค์ความรู้อื่นในลักษณะสหสาขาวิชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย (แม้ว่ายังไม่มีงานวิจัยใดที่สามารถชี้ชัดได้ว่าบัณฑิตที่จบจากภาคบัณฑิตในประเทศไทยจะเก่งหรือเรียนกฎหมายได้ดีกว่าคนที่เรียนปริญญาด้านกฎหมายเป็นใบแรกก็ตาม ต่างจากประเทศสหรัฐอเมริกาจะถือเอาเงื่อนไขให้กฎหมายเป็นปริญญาใบที่สองเสมอ)

หลักสูตรนิติศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมเรียนของผู้สนใจกฎหมายวันผู้ใหญ่ส่วนมากในบ้านเราเห็นจะเป็นหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิตของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช การเลือกเรียนในแต่ละที่คงสุดแล้วแต่ความสนใจ ความสะดวกในเรื่องเวลาและการเดินทางของแต่ละคน

แท้จริงแล้วการเรียนกฎหมายไม่ว่าจะเรียนที่ไหนล้วนแต่มีความเหมือนกันในเนื้อหาสาระและวิธีการเรียน กล่าวคือจะเรียนกฎหมายให้ดีได้ปัจจัยหลักคงหนีไม่พ้น "ตัวของผู้เรียน" เองเป็นสำคัญ ทั้งนี้คงต้องยอมรับกันว่าการเรียนอาจเป็นเรื่องสนุกสำหรับบางคน และขณะเดียวกันอาจเป็นยาขมหม้อใหญ่ของใครหลายๆ คนเช่นกัน ขึ้นอยู่กับปริมาณของความสนใจ เวลาที่มีให้ ความขยัน และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างที่มองข้ามไม่ได้คือ “วิธีการเรียน” ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้

โดยก่อนอื่นต้องออกตัวว่าผู้เขียนไม่ใช่เซียนกฎหมายมาจากไหน แค่เพิ่งเริ่มเรียนกฎหมายเมื่อไม่นานมานี้เอง แต่อยากแบ่งปันวิธีการเรียนที่เห็นว่าได้ผลมาแล้วสำหรับคนความจำ+สมาธิสั้นอย่างผู้เขียนที่สามารถเรียนได้ถึงขั้น GOOD หลายวิชา แถมยังได้ความรู้จากการเรียนกฎหมายสร้างความมั่นใจให้ตัวเองขึ้นเป็นกอง จากเดิมที่รู้อยู่แต่ด้านภาษาเพียงอย่างเดียว

อุปกรณ์หรือสื่งพื้นฐานที่ต้องมีก่อนเริ่มเรียนกฎหมาย นอกจากความสนใจและความขยันที่ควรมีในตัวนักเรียนกฎหมายทุกคน คือ

1. ตัวบทกฎหมาย (แน่นอนว่าขาดไม่ได้เด็ดขาดเพราะต้องใช้เปิดอ้างอิงอยู่ตลอดเวลา)

2. ตำราเรียนหลัก (ผู้เขียนอ่านตำราของทุกสำนักที่ได้รับการยอมรับในวงการนิติศาสตร์)

3. ข้อสอบเก่าของเนติบัณฑิตยสภา (สำคัญมากๆ เพราะจะใช้เป็นตัวกำหนดขอบเขตของการอ่านการจำ และใช้ฝึกฝนเขียนตอบข้อสอบ และที่ผู้เขียนยึดเอาข้อสอบของเนติบัณฑิตเป็นหลักเพราะเชื่อว่า การพิชิตข้อสอบเนติฯ ซึ่งถือเป็นสุดยอดข้อสอบกลางสำหรับนักศึกษากฎหมายทุกคน)

4. อินเตอร์เน๊ต (เอาไว้โหลดเก็บการบรรยายย้อนหลังเพื่อการนั่งเรียนเป็นกิจลักษณะ นอกจากนี้การฟังยังเพิ่มประสิทธิภาพการจดจำจากการอ่านได้เป็นอย่างดี ส่วนตัวชอบฟังคำบรรยายย้อนหลังเพิ่มเติมของมหาวิทยาลัยรามคำแหง และเนติบัณฑิตสภา)

5. สมุด และปากกา (เอาไว้จดสรุปประเด็นสำคัญๆ เพิ่มเติมในตัวบท และฝึกเขียนข้อสอบ)

6. เวลาเรียนอย่างน้อยวันละ 3 ชั่วโมง (วันไหนขี้เกียจอาจงดหรือลดได้บ้างตามมควร แต่ทางที่ดีพยายามอย่าให้น้อยกว่านี้)

วิธีการเรียนที่ผู้เขียนทำคือ

หนึ่ง ก่อนอื่นเลยเอาข้อสอบเก่ามากางออก แล้วศึกษาว่ามีมาตราใดที่ออกสอบบ่อย คือ ดูสถิติมาตรากฎหมายที่เคยออกสอบ แล้วทำเครื่องหมายเน้นไว้ที่ตัวบท และในตำราหลักเพื่อกำหนดขอบเขตการอ่านทั้งหมด เช่น มาตราไหนออกแค่ 2-5 ครั้งก็ใช้ปากกาน้ำเงินกาดอกจันทร์หนึ่งดอก มาตราไหนออก 5-10 ครั้งเน้นสีโดยใช้ปากกาแดงกาหนึ่งดอก มาตราไหนออกถี่มากกว่าสิบครั้งก็กาสีแดงสองดอก และถ้าออกมากกว่ายี่สิบครั้งขึ้นไปก็ให้กาสามดอก เป็นต้น นอกจากนี้(ถ้าขยันเพิ่ม)ให้นำมาตราสำคัญเขียนลงไปในบัตรคำ(กระดาษแข็งสี)เพื่อใช้ในการท่องทบทวนแบบพกพา หยิบสลับกันไปมา (การท่องตัวบทจะทำหลังจากที่ฟังคำบรรยาย+อ่านเนื้อหาในตำราเข้าใจแล้วเท่านั้น) บัตรคำสีเพื่อทบทวนจะเพิ่มความน่าสนใจ และทำให้เราจำได้ง่ายขึ้น

สอง ลงมืออ่านเนื้อหาการเรียนตามขอบเขตของมาตราที่กำหนดไว้ในตำราเล่มหลัก ทำความเข้าใจพร้อมขีดเส้นใต้ในส่วนสำคัญในแต่ละบท โดยเน้นทำความเข้าใจตัวอย่างของข้อเท็จจริงจากสถานการณ์ที่เกิดข้อพิพาท (เนื้อหาในฎีกา) เป็นสำคัญ จินตนาการให้เห็นภาพสถานการณ์ที่เกิดขึ้น (ใครโจทก์ ใครจำเลย ทำอะไรที่ไหนยังไง ผลการพิพากษาเป็นยังไง) โดยให้คิดตามเสมอว่าฎีกาที่ยกมานั้นทำให้เราเข้าใจหลักการเนื้อหา หรือทฤษฎีในการอธิบายตัวบทได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งที่เราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษานั้นๆ ที่กล่าวเช่นนี้เพราะบางครั้งผู้เขียนรู้สึกว่าตัวบทขัดแย้งกับข้อเท็จจริง ดูไม่ค่อยสมเหตุผล การพิพากษาหรือข้อสรุปของศาลเองก็อาจดูแปลกๆ ไม่เข้าท่าได้เช่นกัน หากมีส่วนที่ไม่เข้าใจหรือรู้สึกไม่เห็นด้วยควรทำเครื่องหมายไว้เพื่อเก็บไว้หาคำตอบเพิ่มเติม หรือพูดคุยไถ่ถามผู้รู้ในโอกาสต่อไป (อย่าพร้อมที่จะเชื่อทุกอย่างที่ได้อ่าน ให้พยายามตั้งข้อสังเกต หรือข้อสงสัยเสมอ การทำเช่นนี้จะช่วยให้เราฝึกการคิดวิเคราะห์จนนำไปสู่ความแตกฉานในการเรียนกฎหมายยิ่งๆ ขึ้น อีกทั้งจะช่วยให้เราไม่ถูกครอบงำด้วยการตีความตามตัวอักษรซึ่งเป็นประเด็นปัญหาที่เป็นจุดอ่อนของนักเรียน/นักกฎหมายในทุกวันนี้)

สาม ฟังคำบรรยาย(ย้อนหลัง)หลังจากทำความเข้าใจเนื้อหาแล้วเพื่อจับประเด็นสำคัญ และเพิ่มพูนความเข้าใจให้มากยิ่งขึ้น (การฟังช่วยเสริมความเข้าใจและความจำจากการอ่านได้เป็นอย่างดี) นอกจากนี้การฟังอาจารย์บรรยายจะช่วยกระตุ้นความสนใจ สร้างแรงบันดาลใจ ตลอดจนความรู้และประสบการณ์อื่นๆที่หาอ่านไม่ได้ในตำราเรียนอีกด้วย

สี่ เมื่อทำความเข้าใจได้ครอบคลุมแล้ว ให้ลองทำการสรุปเนื้อหาที่อ่านทั้งหมด ขั้นตอนนี้อาจสามารถทำไปทีละหัวข้อหลังจากที่อ่าน + ฟังคำบรรยายแล้ว หรือทำหลังจากที่ทำความเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดแล้วก็ได้ ขั้นตอนนี้จะช่วยให้เราฝึกสรุปความ และหัดเขียนในเบื้องต้น อีกทั้งยังช่วยเน้นย้ำความจำให้ดียิ่งขึ้นหลักจากอ่านและฟังแล้วอีกด้วย (การเรียนกฎหมายนั้นลำพังแค่มีความเข้าใจ(ในใจ)หาเพียงพอไม่ แต่ต้องสามารถแสดงออกโดยการเขียนหรือพูดบรรยายความรู้ ความเห็นให้ผู้อื่นเข้าใจได้ด้วย)

ห้า เมื่อสามารถทำความเข้าใจเนื้อหา และทำการสรุปทั้งหมดแล้วจึงอ่านข้อสอบเก่าเพื่อให้เห็นถึงเงื่อนแง่การตั้งคำถาม และวิธีการตอบข้อสอบ จากนั้นจึงลงมือฝึกฝนการเขียนโดยใช้ข้อสอบเดิม (ปิดคำตอบไว้) หากอ่านข้อสอบเก่าย้อนหลักไปสัก 3-4 ภาคจะสังเกตได้ว่าเนื้อหามักซ้ำกันจนเราจับทางวิธีการเขียนตอบข้อสอบได้ในที่สุด   

มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่าการอ่านตำรากฎหมายนั้นอาจยากและน่าเบื่อในช่วงแรกเพราะเป็นความรู้ใหม่ที่ต้องทำความเข้าใจค่อนข้างมาก แต่เมื่ออ่านตำราหลักจนจบแล้ว (เล่มที่เราคิดว่าอ่านเข้าใจง่ายหรือดีที่สุดสำหรับเรา) การอ่านซ้ำเป็นสิ่งที่ควรทำเพราะยิ่งเราอ่านซ้ำมากก็จะยิ่งประทับในความจำได้ดียิ่งขึ้น ความรู้จากการอ่านตำรเล่มเดิมซ้ำจนเข้าใจจะช่วยให้เราสามารถอ่านตำราอื่นๆ ที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงหรือสอดคล้องกับเนื้อหาเดิมได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เป็นการต่อยอดความรู้ให้แน่นหนา (ลึกและกว้าง) มากยิ่งขึ้น เพราะเรามีพื้นฐานจากการอ่านตำราเล่มหลักมาก่อน การอ่านหนังสือเล่มอื่นๆ จะกลายเป็นเรื่องที่สนุกในที่สุด

ดังที่กล่าวมาแต่ต้นว่าการเรียนกฎหมายให้สำเร็จมีองค์ประกอบพื้นฐานอยู่ที่ ความสนใจ เวลาที่มีให้ ความขยัน และวิธีการเรียน หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่งความสมดุลย์ที่จะผลักดันไปสู่เป้าหมายคงเป็นเรื่องยาก สามอย่างแรกเป็นเรื่องที่อาจกล่าวได้ว่า “ตัวใครตัวมัน” ไม่มีใครไปกำหนดให้ใครได้ แต่อย่างหลังเป็นเรื่องที่สามารถแบ่งปันกันได้หลังจากที่มีสามอย่างแรกแล้ว พูดให้ง่ายเข้าก็คือ วิธีการเรียนที่ผู้เขียนเสนอมานี้จะมีประโยชน์บังเกิดผลก็ต่อเมื่อคนเรียนมีสามอย่างแรกก่อนเป็นพื้นฐาน

ปล. หลายคนเข้าใจว่าการเรียนกฎหมายคือการท่องจำ การเรียนจึงเน้นที่การท่องตัวบท(ตามตัวอักษร)เป็นอย่างแรก แต่เนื่องจากภาษาของตัวบทในมาตราส่วนใหญ่มักอ่านให้เข้าใจได้ยากโดยปราศจากตัวอย่าง (แน่ละ เลยมีตำราอธิบายตัวบท+เสนอฏีกาสารพัดยังไงละ) การท่องแบบนกขุนแก้วนกขุนทองแบบละเลยการเข้าใจตัวบทจึงเป็นเรื่องที่ยาก และน่าเบื่อจนทำให้หลายๆ คนต้องล้มเลิกการเรียนกฎหมายไปอย่างน่าเสียดาย การท่องตัวบทเป็นสิ่งสำคัญก็จริงอยู่แต่ไม่ใช่การท่องจำทุกตัวอักษร หากแต่เป็นการเข้าใจและจดจำแก่นของสาระในตัวบทพร้อมทั้งเจตนารมณ์เป้าประสงค์ของตัวบทต่างหาก จึงเสนอไว้ที่นี้ว่า อย่าท่องจำตัวบทจนกว่าเราจะทำความเข้าใจตัวบทก่อนเป็นอย่างดีแล้วเท่านั้น




 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2554
12 comments
Last Update : 24 มีนาคม 2557 9:37:38 น.
Counter : 3999 Pageviews.

 

แวะมาเยี่ยม...สรุปแนวการเรียนกฎหมายที่ดีมากครับ

 

โดย: **mp5** 13 พฤศจิกายน 2554 17:23:37 น.  

 

ผมอยู่ม.6อยากเรียนกฎหมาย ผมเพิ่งอ่านสอบเข้าเสร็จ แล้วพอดีมาเซิสการเทียบกฎหมายใกล้เคียงยิ่ง ได้อ่านบทความการอุดช่องว่างกฎหมายของพี่ไปแล้วชอบมากจนเก็บเพจไว้ และเมื่อกี๊ได้อ่านวิธีการเรียนกฎหมายไปผมคิดว่ามีประโยชน์ต่อผมอย่างมาก อยากฝากตัวเป็นศิษพี่ต้องทำไงเหรอครับ

 

โดย: แบงค์ IP: 206.53.148.176 14 พฤศจิกายน 2554 2:25:34 น.  

 

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมครับ ^^

ถึงน้องแบงค์ ถ้าจะฝากตัวเป็นศิษย์คงมิบังอาจเพราะพี่เองก็กำลังเรียนอยู่เช่นกัน 55+ เรียนกฎหมายจริงๆ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยใจรักและความสม่ำเสมอกับมันเท่านั้นเอง ขอให้โชคดี

 

โดย: โจโฉ (joechou ) 14 พฤศจิกายน 2554 9:16:34 น.  

 

เป็นบทความที่ดีมากเลยคะ พูดจริงๆนะเนี่ย
เป็นบทความเชิงวิชาการที่ไม่ได้อ่านยาก
แต่ให้ความรู้มากเลยค่ะ
บล็อกนี้เป็นบล็อกที่น่าสนใจจริงๆ
เพราะส่วนตัวอยากเรียนกฎหมายเหมือนกันค่ะ
คิดว่าจะเรียนพรีดีกรี
แต่ก็ไม่อยากให้หนักจนเกินไป กลัวจะรับไม่ทัน

อยากถามเคล็ดลับจขบ.จัง
เรียนทั้งภาษาและกฎหมายเลย เจ๋งๆ
ขอเก็บบล็อกนี้ไว้ในคลังหน่อยนะคะ โฮะๆ
ปลื้มมากที่ได้เจอบล็อกนี้ค่ะ

คิดเหมือนคห.บน อยากฝากตัวเป็นศิษย์ทำไงคะ

 

โดย: NWzephyr 15 พฤศจิกายน 2554 0:59:18 น.  

 

ขอบคุณที่ชี้แนะ จะนำไปใช้ครับ

 

โดย: วิญญูชน IP: 113.53.121.184 21 พฤศจิกายน 2554 21:05:55 น.  

 

คิดอยากเรียนเหมือนกัน แต่เห็นจำนวนวิชาเรียนแล้วจาาาเป้งลมมมเยอะจังอ่าา

 

โดย: ผ่านมาจ้า IP: 182.52.49.77 23 กันยายน 2555 15:25:13 น.  

 

อยู่ม.3 อ่ะคร้า อยาดเรียนกฎหมายแต่ยังไม่รู้วิธีอ่านที่ถูกต้องเลย เช่น ต้องอ่านว่า วรรค ย่อหน้า อะไรประมาณนี้นะค่ะ

 

โดย: Roomze IP: 171.99.47.65 12 ธันวาคม 2555 21:46:15 น.  

 

ช่วยแนะนำกันหน่อยนะค่ะ ส่งมาที่เมล Chutima291@hotmail.com นี้นะค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
ปล. ตอนนี้อ่าน ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา
ปล. แล้วเราจะต้องอ่านกฎหมายอ่ะไรบางค่ะ ท่าจะเข้าคณะนิติศาสตร์
(ปวดหัวมาก เพราะมีปัญหาอ่านแล้วไม่เข้าใจในวิธีการอ่าน)

 

โดย: Roomze IP: 171.99.47.65 12 ธันวาคม 2555 21:54:54 น.  

 

ถ้าจะเรียนนิติศาสตร์ ในเบื้องต้นหาหนังสือกฎหมายพื้นฐานทั่วไปมาอ่านก็พอครับ แต่ถ้าจะเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าก็ให้อ่านกฎหมายพื้นฐานตัวสำคัญๆ อย่างนิติกรรมสัญญา กับกฎหมายอาญาหลักทั่วไปก็เพียงพอแล้ว ถ้าสองวิชานี้แม่น วิชากฎหมายอื่นๆ ที่ต่อเนื่องกันอย่าง ทรัพย์ หนี้ ละเมิด เอกเทศสัญญา อาญาภาคความผิด ฯลฯ ก็จะอ่านได้ง่ายมากๆ ส่วนพวกกฎหมายพิจารณาความทั้งหลายตอนนี้เก็บไว้ก่อน เพราะถ้าพื้นฐานน้องยังไม่แน่น อ่านไปก็ไม่รู้เรื่อง จะหมดกำลังใจเรียนกฎหมายไปซะก่อนครับ

 

โดย: โจโฉ (joechou ) 18 ธันวาคม 2555 9:39:36 น.  

 

เข้ามาเจอ "คลังความรู้" เต็มๆเลย
เทอมหน้ากำลังจะลงนิติฯรามเหมือนกันค่ะ
ช่วงนี้ก็อ่านพวกจิตวิทยาทั่วไป+การใช้กฏหมาย+กฏกมายระหว่างประเทศ สงสัยต้องไปหาหนังสือที่คุณ โจโฉเเนะนำมาอ่านบ้างเเล้วค่ะ เพื่อเตรียมตัว "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง " จริงมั้ยคะ?
ปล..ขอฝากตัวเป็นศิษย์ด้วยคนนะคะ

 

โดย: นางมารไฮโซ (primavera369 ) 27 ธันวาคม 2555 17:24:08 น.  

 

น้องเรียนปี 1 รามคำแหง ภูมิภาค กำลังจะลงเรียนเทอมที่ 2 เทอมนี้ลงหนักมากเพราะลงเต็มแถมเป็นกฎหมายทุกตัว เลยต้องเข้ามาหาแนวความคิดและวิธีการดีๆในการเรียนกฎหมาย ซึ่งลงอาญา 1 แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี พอมาเห็นบทความที่ จขก เขียนนี้ทำให้เข้าใจตัวเองและมีจุดมุ่งหมายในการเรียนมากขึ้น ขอบคุณคะ

 

โดย: มังกร IP: 49.49.17.108 20 ธันวาคม 2558 10:54:37 น.  

 

น้องเรียนปี 1 รามคำแหง ภูมิภาค กำลังจะลงเรียนเทอมที่ 2 เทอมนี้ลงหนักมากเพราะลงเต็มแถมเป็นกฎหมายทุกตัว เลยต้องเข้ามาหาแนวความคิดและวิธีการดีๆในการเรียนกฎหมาย ซึ่งลงอาญา 1 แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี พอมาเห็นบทความที่ จขก เขียนนี้ทำให้เข้าใจตัวเองและมีจุดมุ่งหมายในการเรียนมากขึ้น ขอบคุณคะ

 

โดย: มังกร IP: 49.49.17.108 20 ธันวาคม 2558 10:55:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.