"เมื่อเราหลงรักงานผ้า หมา และเด็ก"
Group Blog
 
 
กันยายน 2553
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
20 กันยายน 2553
 
All Blogs
 

มะเมียะ

พูดถึงเรื่องความรักของเจ้านายก็พาลคิดถึงเรื่องของหญิงมอญคนนี้ไม่ได้


เรื่องราวความรักที่ต่างเชื้อชาติ ระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและมะเมียะ อันกลายมาเป็นตำนานรักที่จบลงอย่างโศกสลด และได้รับการกล่าวขานมาถึงปัจจุบัน ถูกถ่ายทอดโดยเจ้าหญิงบัวชุม ณ เชียงใหม อดีตคู่หมั้นของเจ้าน้อยศุขเกษม) แม้ว่ามะเมียะจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ล้านนาโดยตรง แต่สำหรับเจ้า (น้อย) ศุขเกษม ราชบุตรองค์ใหญ่ของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๕๒-๒๔๘๒) กับแม่เจ้าจามรีแล้ว มะเมียะเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของเจ้าน้อยฯ ก็ว่าได้

มะเมียะเป็นแม่ค้าสาวชาวพม่า หน้าตาพริ้มเพรา ได้พบกับเจ้าน้อยศุขเกษมครั้งแรก เมื่ออายุเพียง ๑๖ ปี ขณะนั้นมะเมียะเป็นเพียงแม่ค้าขายบุหรี่ซะเล็กอยู่ที่ตลาดใกล้บ้านในเมืองมะละแหม่ง มะเมียะหารายได้ด้วยความหวังเพื่อจะได้เงินมาจุนเจือครอบครัว ซึ่งอยู่ในฐานะปานกลาง
วันหนึ่งเมื่อเจ้าน้อยศุขเกษมได้ออกเดินเที่ยวตามห้างร้านในตลาด จึงได้พบกับมะเมียะ ซึ่งเพิ่งกลับมาจากเมืองตองอู หลังจากไปอาศัยอยู่กับป้าของเธอเป็นเวลาหลายปี ทั้งคู่เกิดถูกใจในกันและกัน จึงได้คบหากันเรื่อยมา หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองจึงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา ด้วยความสนับสนุนของทางบ้านของมะเมียะ และในวันพระทั้งสอง จะพากันไปทำบุญตักบาตรและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองมะละแหม่งอยู่เสมอ วันหนึ่ง ณ ลานกว้างหน้าพระธาตุใจ้ตะหลั่น ทั้งสองได้กล่าวคำสาบานต่อกันว่าจะรักกันตลอดไป และจะไม่ทอดทิ้งกัน หากผู้ใดทรยศต่อความรักที่มีให้กัน ก็ขอให้ผู้นั้นอายุสั้น
จากนั้นไม่นานก็ถึงกำหนดการเดินทางกลับเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเจ้าน้อยฯ เพิ่งจะมีอายุครบ ๒๐ ปี จึงได้ตัดสินใจให้มะเมียะปลอมตัวเป็นชายติดตามขบวนเพื่อกลับไปยังเมืองเชียงใหม่ ในฐานะเพื่อนหนุ่มชาวพม่า โดยหารู้ไม่ว่าเจ้าพ่อและเจ้าแม่ของตนได้หมั้นหมายเจ้าหญิงบัวนวล ธิดาของเจ้า สุริยวงษ์ (คำตัน สิโรรส) ให้เป็นคู่หมั้นของเจ้าน้อยฯ เป็นการภายในตั้งแต่ปีที่เจ้าน้อยฯ เดินทางไปศึกษาเล่าเรียนในเมืองพม่า
หลังจากที่ต้องแอบซ่อนมะเมียะไว้ในบ้านหลังเล็ก ที่เจ้าพ่อและเจ้าแม่จัดเตรียมไว้ให้เป็นที่พักมาแล้วหลายวัน เจ้าน้อยศุขเกษมได้ใช้เวลาคิดใคร่ครวญและตัดสินใจเล่าความจริงให้ทั้งสองฟัง แม้ว่าจะไม่มีคำใดเอื้อนเอ่ยออกมาในขณะนั้น แต่เจ้าน้อยฯ ก็พอจะทราบได้ว่าทั้งสองไม่ยอมรับมะเมียะเป็นศรีสะใภ้อย่างแน่นอนเนื่องจากปัญหาใหญ่ในขณะนั้น คือเจ้าน้อยเป็นผู้ที่ได้รับการคาดหวังว่าจะได้รับตำแหน่งเจ้าหลวงองค์ถัดไปจากเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ ซึ่งเป็นพระเจ้าลุง หากเจ้าน้อยฯ เลือกมะเมียะมาเป็นศรีภรรยา ประชาชนย่อมต้องเกิดความอึดอัดใจในการยอมรับมะเมียะผู้เป็นหญิงต่างชาติมาดำรงฐานะศรีภรรยาของเจ้าเมืองอย่างแน่นอน
ในสถานการณบ้านเมืองขณะนั้นน่าวิตกมาก เนื่องจากมหาอำนาจอังกฤษกำลังแผ่อิทธิพลไปทั่วดินแดนในคาบสมุทรเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มะเมียะซึ่งเป็นคนในบังคับของอังกฤษและกำลังอาศัยอยู่ในคุ้มของอุปราช (ขณะนั้นเจ้าแก้วนวรัฐดำรงตำแหน่งอุปราชเมืองเชียงใหม่) อาจเป็นชนวนของปัญหาทางการเมืองที่ใหญ่โตได้ในภายหลัง ในที่สุดเจ้าพ่อและเจ้าแม่จึงเรียกตัวเจ้าน้อยฯไปพบ และยื่นคำขาดให้เจ้าน้อยส่งตัวมะเมียะกลับเมืองมะละแหม่ง เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง ในยามเย็นวันนั้นเอง เจ้าน้อยได้เข้าพิธีเรียกขวัญและรดน้ำมนตที่เจ้าพ่อกับเจ้าแม่จัดขึ้น เพื่อขจัดสิ่งชั่วร้ายที่ท่านทั้งสองเชื่อว่ามะเมียะได้กระทำแก่เจ้าน้อยฯ อันเป็นเหตุให้เจ้าน้อยฯ หลงไหลในตัวนาง หลังจากพิธีรดน้ำมนต์ผ่านพ้นไป ช้างพาหนะและไพร่พลที่จะใช้ในการส่งตัวมะเมียะกลับเมืองมะละแหม่งก็ถูกจัดเตรียมทันทีตามคำสั่งของเจ้าแก้วนวรัฐ
เมื่อเจ้าน้อยฯ กลับไปถึงที่พักในคืนนั้น มะเมียะได้รับการเกลี้ยกล่อมโดยหญิง-ชาย ชาวพม่าฝ่ายละคน ให้นางกลับไปรอเจ้าน้อยฯ ที่เมืองมะละแหม่ง มิฉะนั้นบ้านเมืองอาจเดือดร้อน นางได้เอ่ยขึ้นด้วยความเสียใจและยินยอมจากไปเพื่อมิให้ผู้ใดได้รับความเดือดร้อน แม้ตัวนางจะจากไกล แต่ความรักอันมั่นคง ยังคงอยู่ดังคำสาบานที่เคยให้ไว้แก่กันและกัน ฝ่ายเจ้าน้อยฯ ยังคงยืนยันในความรักที่มีต่อมะเมียะ และขอให้นางกลับไปรอที่บ้านก่อน หากมีวาสนาจะกลับไปรับนางมาอยู่ด้วยกันที่เชียงใหม่ให้ได้
ในเช้าวันหนึ่งของเดือนเมษายน นับเป็นวันเดินทางกลับเมืองมะละ แหม่งของมะเมียะที่ดูเหมือนจะเป็นการจากลาชั่วนิรันดร์ ณ ประตูหายยาที่เนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่ใคร่เห็นโฉมหน้าของมะเมียะ ที่ลือกันว่างามนักงามหนา บรรยากาศเต็มไปด้วยความหดหู่และเศร้าหมอง เมื่อเจ้าน้อยฯ พูดภาษาพม่ากับมะเมียะได้เพียงไม่กี่คำ นางผู้มีใจรักมั่นได้ร่ำไห้ด้วยความอัดอั้นตันใจ ในอ้อมแขนที่ยากจะแยกจากกันได้ เวลานั้นก็ล่วงเลยไปมากแล้ว เจ้าน้อยฯ ได้รับปากกับมะเมียะว่าตนจะยึดมั่นในคำปฏิญาณที่ให้ไว้ต่อหน้าพระพุทธรูปวัดใจ้ตะหลั่นจนกว่าชีวิตจะหาไม่ หากท่านนอกใจมะเมียะโดยสมรสกับหญิงอื่น ขอให้ชีวิตของตนประสบแต่ความทุกข์ทรมานใจ แม้แต่อายุก็จะไม่ยืนยาว เจ้าน้อยฯ ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าภายใน เดือนจะกลับไปหามะเมียะให้จงได้ นางจึงคุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้า สยายผมออกเช็ดเท้าเจ้าน้อยฯ ด้วยความอาลัยหา ก่อนที่เธอจะขึ้นไปบนกูบช้าง
เมื่อกลับไปถึงเมืองมะละแหม่งแล้ว มะเมียะได้มอบเงินทองจำนวนหนึ่งซึ่งเจ้าแก้วนวรัฐและเจ้าแม่จามรีมอบให้นางก่อนเดินทางกลับเป็นการปลอบขวัญแก่พ่อแม่และน้อง จากนั้นนางได้แต่เฝ้ารอคอยเจ้าน้อยฯ จนครบกำหนด เดือนที่ท่านได้รับปากไว้ แต่นี่กระไรกลับไร้วี่แววใดๆ มะเมียะจึงตัดสินใจเข้าพึ่งใต้ร่มพุทธจักร ครองตนเป็นแม่ชีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ว่านางยังซื่อสัตย์ ต่อความรักที่มีต่อเจ้าน้อยศุขเกษม
หลังจากที่มะเมียะทราบข่าวการเข้าพิธีมงคลสมรส ระหว่างร้อยตรีเจ้าอุตรการโกศล (ยศของเจ้าน้อยฯ ในขณะนั้น) กับเจ้าหญิงบัวนวล ณ เชียงใหม่ แม่ชีมะเมียะจึงเดินทางมายังเมืองเชียงใหม่และขอเข้าพบเจ้าน้อยฯ เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อแสดงความยินดีกับชีวิตที่กำลังรุ่งโรจน์ องค์อดีตสวามีผู้เป็นที่รัก ก่อนที่ตนจะตัดสินใจครองตนเป็นแม่ชีไปตลอดชีวิต แต่เจ้าน้อยศุขเกษมผู้ยึดสุราเป็นที่พึ่งดับความกลัดกลุ้มอันเกิดจากความรักอาลัยในตัวมะเมียะ ชีวิตที่ไม่เคยมีความสุขในชีวิตสมรส ท่านไม่สามารถหักห้ามความสงสารที่มีต่อมะเมียะได้ จึงไม่ยอมลงไปพบแม่ชีมะเมียะตามคำขอร้อง เพียงแต่มอบหมายให้เจ้าบุญสูง พี่เลี้ยงคนสนิท นำเงินจำนวน ๘๐บาท ไปมอบให้กับแม่ชีมะเมียะเพื่อใช้ในการทำบุญ พร้อมกับมอบแหวนทับทิมประจำกายอีกวงหนึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าน้อยฯ ให้กับแม่ชีมะเมียะ
เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นทำให้มะเมียะและเจ้าน้อยต่างสะเทือนใจเป็นที่สุด หลังจากเดินทางถึงเมืองมะละแหม่ง มะเมียะได้ครองชีวิตเป็นแม่ชีตามความตั้งใจ จนกระทั่งถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.๒๕๐๕ รวมอายุได้ ๗๕ ปี

จากตำนานรักระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและมะเมียะ ได้รับการเผยแผ่ทั้งโดยการเล่าขานสืบต่อกันมา จากการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว อาจกล่าวได้ว่าสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้คนทั่วไปรู้จักเจ้าน้อยฯ และมะเมียะมากขึ้น คือ "เพลงมะเมียะ" ซึ่งขับร้องโดยคุณจรัล มโนเพชร นักร้อง โฟลคซองชาวล้านนา ดังเนื้อเพลงที่ยกมาต่อไปนี้

"มะเมียะ"

มะเมียะเป็นสาวแม่ค้า คนพม่าเมืองมะละแหม่ง
งามล้ำเหมือนเดือนส่องแสง คนมาแย่งหลงรักสาว
มะเมียะบ่ยอมรักไผ มอบใจหื้อหนุ่มเชื้อเจ้า เป็นลูกอุปราชท้าวเชียงใหม่
แต่เมื่อเจ้าชายจบการศึกษา จำต้องลาจากมะเมียะไป
เหมือนโดนมีดสับดาบฟันหัวใจ ปลอมเป็นพ่อชายหนีตามมา
เจ้าชายเป็นราชบุตร แต่สุดที่รักเป็นพม่า ผิดประเพณีสืบมา ต้องร้างลาแยกทาง
โอโอก็เมื่อวันนั้น วันที่ต้องส่งคืนบ้านนาง
เจ้าชายก็จัดขบวนช้างให้ไปส่งนางคืนทั้งน้ำตา
มะเมียะตรอมใจอาลัยขื่นขม ถวายบังคมทูลลา สยายผมลงเช็ดบาทบาทา
ขอลาไปก่อนแล้วชาตินี้เจ้าชายก็ตรอมใจตาย มะเมียะเลยไปบวชชี
ความรักมักเป็นเช่นนี้ แลเฮย.........


(เรียบเรียงจาก ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง ชีวิตรักเจ้าเชียงใหม่ พ.ศ.๒๕๒๓ และ เพ็ชรลานนา พ.ศ.๒๕๓๘)

*********************************************

เจ้าน้อยศุขเกษม ตามความที่บันทึก ณ กู่บรรจุอัฐิ ที่วัดสวนดอก บอกว่า “เจ้าอุตรการโกศล ณ เชียงใหม่ นามเดิม เจ้าน้อยศุขเกษม ณ เชียงใหม่ เป็นบุตรชายใหญ่ของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่กับแม่เจ้าจามรี เกิด ปี มะเส็ง พ.ศ. 2423 ถึงแก่กรรม พ.ศ.2456 ประมวลชนม์ได้ 33 ปี”ส่วนสาเหตุการวายชนม์นั้น ตามเอกสารที่ออกจากศาลาว่าการมหาดไทย เมื่อวันที่ 26 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2456 บันทึกไว้ว่า

“เจ้าอุตรการโกศล (น้อยศุขเกษม) กรรมการพิเศษเมืองนครเชียงใหม่ได้ป่วยเป็นโรคเส้นประสาทพิการเรื้อรังมาช้านาน ได้ถึงแก่กรรมเสียเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พุทธศักราช 2456 นี้แล้ว อายุได้ 33 ปี”




เจ้าน้อยศุขเกษม ณ เชียงใหม่





ภาพนี้คือเจ้าน้อยศุขเกษมค่ะ เป็นภาพแจกงานปลงศพค่ะ (เจ้ากอแก้วเป็นหลานเจ้าน้อย)



ตำนานรัก
เจ้า (น้อย) ศุขเกษม ราชบุตรองค์ใหญ่ของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๕๒-๒๔๘๒) กับแม่เจ้าจามรี ขณะนั้นเชียงใหม่เป็นประเทศราชของสยาม
ทางเชียงใหม่ส่ง เจ้าดารารัศมี ซึ่งเป็นเจ้าอาของเจ้าน้อย ไปอภิเษกกับ ร. ๕ เป็นการผูกสัมพันธ์ ขณะนั้นเจ้าดารารัศมีอายุแค่ ๑๓ ปี

เจ้าน้อยถูกส่งตัวไปเรียนที่รร.เซนต์แพทริก เป็น รร.แคธอลิกของฝรั่งที่พม่า ขณะนั้นพม่าเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษซึ่งมีเรื่องกับไทยอยู่


วันหนึ่งเจ้าน้อยได้เดินเที่ยวตามห้างร้านในตลาด จึงได้พบกับมะเมียะ แม่ค้าขายบุหรี่ซะเล็กอยู่ที่ตลาดใกล้บ้านในเมืองมะละแหม่ง มะเมียะหารายได้ด้วยความหวังเพื่อจะได้เงินมาจุนเจือครอบครัว ซึ่งอยู่ในฐานะปานกลาง ทั้งคู่เกิดถูกใจในกันและกัน จึงได้คบหากันเรื่อยมา หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองจึงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา ด้วยความสนับสนุนของทางบ้านของมะเมียะ และในวันพระทั้งสอง จะพากันไปทำบุญตักบาตรและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองมะละ แหม่งอยู่เสมอ

วันหนึ่ง ณ ลานกว้างหน้าพระธาตุใจ้ตะหลั่น ทั้งสองได้กล่าวคำสาบานต่อกันว่าจะรักกันตลอดไป และจะไม่ทอดทิ้งกัน หากผู้ใดทรยศต่อความรักที่มีให้กัน ก็ขอให้ผู้นั้นอายุสั้น จากนั้นไม่นานก็ถึงกำหนดการเดินทางกลับเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเจ้าน้อยฯ เพิ่งจะมีอายุครบ ๒๐ ปี จึงได้ตัดสินใจให้มะเมียะปลอมตัวเป็นชายติดตามขบวนเพื่อกลับไปยังเมืองเชียงใหม่ ในฐานะเพื่อนหนุ่มชาวพม่า โดยหารู้ไม่ว่าเจ้าพ่อและเจ้าแม่ของตนได้หมั้นหมายเจ้าหญิงบัวนวล ธิดาของเจ้า สุริยวงษ์ (คำตัน สิโรรส) ให้เป็นคู่หมั้นของเจ้าน้อยฯ เป็นการภายในตั้งแต่ปีที่เจ้าน้อยฯ เดินทางไปศึกษาเล่าเรียนในเมืองพม่า





เจ้าดารารัศมี


เรื่องนี้ทราบความไปยังกรุงเทพ รัชกาลที่ ๕และเจ้าดารารัศมีเห็นว่าไม่ควร เลยส่งผู้สำเร็จราชการมาเจรจา บอกว่าเจ้าน้อยจะมีเมีย กี่คนก็ได้แต่แต่ต้องไม่ใช่สาวพม่า เพราะว่าคนพม่า ถือสัญชาติอังกฤษ เดี๋ยวอังกฤษจะถือโอกาสแทรกแซง ว่าแต่งกะพม่า ก็ต้องถือว่าเป็นพม่าด้วย ที่สำคัญเจ้าน้อย เป็นเจ้าชายของล้านนา ถูกวางตัวไว้ให้เป็นรัชทายาทล้านนา เท่ากับว่าสยามอาจต้องเสียเชียงใหม่ให้อังกฤษ ก็เลยบังคับส่งมะเมี้ยะกลับพม่า

เจ้าน้อยสัญญาว่า อีก๓ เดือนจะไปรับมะเมี้ยะกลับ ทั้งคู่สาบานกันไว้ว่าจะไม่รักใครอื่น หากใครผิดคำสาบานขอให้อายุสั้น
" ตอนนั้นมะเมี้ยะโพกผมไว้พอจะไปก็ก้มลงกราบเท้า เจ้าน้อยที่ประตูเมือง ชาวบ้านออกมามุงกันทั้งเมืองเพราะได้ยินว่ามะเมี้ยะงามนัก พอกราบเสร็จ ก็เอาผ้าโพกผมออก แล้วสยายผมเอามาเช็ดเท้าเจ้าน้อย จงรักภักดีบูชาสามีสุดชีวิต แล้วก็กอดขาร้องไห้ เจ้าน้อยเองก็ร้อง ทำเอาคนที่มามุงร้องไห้ ไปทั้งเมืองด้วยความสงสารความรักของทั้งคู่





โรมิโอ-จูเลียต ล้านนา
เมื่อทศวรรษที่ผ่านมามีประเด็นทับซ้อนเกี่ยวกับเรื่องความรักของเจ้าน้อยฯกับมะเมียะอยู่หลากหลายประเด็น เช่น “เจ้าชายก็ตรมใจตาย มะเมียะเลยไปบวชชี” นั้น มีความเป็นจริงมากน้อยเพียงใด กล่าวคือ ตามที่เราทราบกันว่า นิยายเรื่องนี้แต่งโดยปราณี ศิริธร ณ พัทลุง นำเรื่องเล่าจากคนในคุ้มเจ้า มาเพิ่มรายละเอียดให้เป็นเรื่องยาว ส่วนนักวิชาการรุ่นปัจจุบันก็ตีความว่า เรื่องนี้ไม่ธรรมดา เพราะแสดงให้เห็นว่าเป็นประเด็นทางการเมือง เพราะตอนนั้นฝ่ายสยามซึ่งมีอำนาจเหนือล้านนาเกรงว่า ความสัมพันธ์นี้จะก่อให้เกิดปัญหาในอนาคต หากลูกชายของอุปราชเมืองเชียงใหม่ ได้เมียเป็นชาวพม่าภายใต้อาณัติของอังกฤษ จึงต้องกีดกันแยกความรักของคนทั้ง 2


รศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง และพ่อครูมาลา คำจันทร์ แสดงทัศนะเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ตามลำดับ ดังนี้
“เจ้านายในล้านนาสูญเสียทั้งอำนาจในการปกครองและรายได้จากการค้าไม้สัก อำนาจของสยามในล้านนานับวันเพิ่มขึ้น ช่วงเวลานั้นเอง (พ.ศ. 2441) เจ้าแก้วนวรัฐซึ่งมีตำแหน่งเป็นเจ้าราชวงศ์ก็ได้ส่งราชบุตรคือ เจ้าน้อยศุขเกษมวัย 15 ปี ไปเรียนที่โรงเรียน St. Patrick School โรงเรียนกินนอนชายซึ่งเป็นคาทอลิกในเมืองเมาะละแหม่งและในปี พ.ศ. 2445 เจ้าศุขเกษมได้พบและหลงรักกับมะเมียะวัย 16 ปี ที่ปลอมตัวเป็นชายร่วมเดินทางมาด้วย และครั้นทราบว่าลูกชายรักและได้สามัญชนชาวพม่าเป็นภรรยา วิกฤติการเมืองก็เกิดขึ้นทันที และเจ้านายในเชียงใหม่ก็ทำทุกอย่างเพื่อให้หนุ่มสาวแยกทางกัน ผลักดันให้มะเมียะต้องกลับเมืองเมาะละแหม่งเพียงสถานเดียว ...กลายเป็นตำนานรักที่ยิ่งใหญ่ของล้านนา ที่ทำให้คนไทยทั่วประเทศตกตะลึงนึกไม่ถึงว่าเรื่องรักที่เป็นเรื่องจริงจะยิ่งใหญ่สะเทือนใจยิ่งกว่าเรื่องรักของพระลอ- เพื่อนแพง หรือโรมีโอ-จูเลียต ที่เป็นเรื่องแต่ง”


“เจ้าน้อยศุขเกษมกับมะเมียะสาบานรักต่อกันที่วัดไจ้ตะหลั่นและคำสาบานที่ว่าหากใครไม่รักจริงหรือเปลี่ยนใจเป็นอื่น ขอให้อายุสั้น เจ้าน้อยคงจะรักจริง รักมาก แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็ยังเป็นหนุ่มอายุน้อยมาก ถึงแม้จะเป็นราชบุตร บุตรของเจ้าอุปราช พ.ศ. 2446 ที่ดูเหมือนจะยิ่งใหญ่ แต่ที่ใหญ่ยิ่งกว่าคืออำนาจส่วนกลาง รักแท้จึงแพ้อำนาจ เจ้าชายจึงต้องขื่นขมตรมตรอมตลอดมา กระทั่งเสียชีวิตด้วยวัยสามสิบกว่าปี”


เจ้าวงศ์สักก์ ณ เชียงใหม่ กล่าวในฐานะคนในว่า “เรื่องมันไม่ได้เป็นนิยายอย่างนั้น มันไม่ได้ใหญ่โตจนกลายเป็นประเด็นทางการเมือง เพียงแต่มันไม่เหมาะสม เพราะตามตำแหน่ง เจ้าน้อยฯ ต้องเป็นเจ้าหลวงในอนาคต หลายคนคงลำบากใจที่ได้เมียเป็นชาวพม่า และที่สำคัญ อุตส่าห์ส่งไปเรียนหนังสือ กลับได้เมียมา เป็นเรื่องปกติที่พ่อแม่ต้องไม่พอใจ คงเหมือนสมัยนี้แหละ บางคนก็ต่อว่าเจ้าปู่เรา (เจ้าหลวงแก้วนวรัฐ) ว่าแบ่งขีดแบ่งชั้นกีดกันความรัก ความจริงอีกอย่างคือเจ้าอาว์ (เจ้าน้อยศุขเกษม) ก็รูปหล่อ เป็นลูกเจ้าอุปราชฯ ท่านก็เป็นคนสำราญตามประสาเจ้าชายหนุ่ม และตามที่ผู้ใหญ่เล่าให้ฟัง ท่านมิได้หมกมุ่นตรอมใจจนตายอย่างนิยายว่า เรื่องเพิ่งจะมาเศร้าโศกปวดร้าวเมื่อคุณปราณี ขยายให้เป็นนิยายนี่เอง และถ้าเรื่องนี้เป็นไปตามนั้น ไม่มีทางจะปิดชาวเชียงใหม่ได้มิดหรอก ”




ตามหามะเมียะที่เมาะละแหม่ง
ความอิกขลิกค้างคาใจอยู่กับทุกคนที่สนใจเรื่องในอดีต ตำนานรักจากเค้าความเป็นจริงเย้าใจให้หาข้อพิสูจน์อยู่เสมอ รองศาสตราจารย์จีริจันทร์ ประทีปะเสน ลงทุนตามหามะเมียะที่เมืองเมาะละแหม่ง ประเทศพม่า ได้สัมภาษณ์เจ้าอาวาสวัดไจ้ตะหลั่น วัดที่เชื่อกันว่าเจ้าน้อยศุขเกษมกับมะเมียะเคยสาบานว่าจะรักกันมั่นยืนยาว เจ้าอาวาสเล่าว่าเมื่อราวปี พ.ศ. 2505 ตอนท่านบวชเณร ที่วัดแห่งนี้มีแม่ชีรูปหนึ่งอายุประมาณ 70 ปี ชื่อ ด่อนางเหลี่ยน เล่ากันว่าแม่ชีชอบมวนบุหรี่มีคนรับไปขายเป็นประจำ ทุกวันนี้ข้าวของเครื่องใช้เดิมที่แม่ชีเคยใช้ยังมีอยู่ อาจารย์จีริจันทร์คาดว่าแม่ชีรูปนี้น่าจะเป็นคนเดียวกับมะเมียะ เพราะด้วยช่วงยามและเหตุการณ์อีกหลายอย่างพ้องกันมาก ตามเรื่องเล่ากล่าวว่า มะเมียเคยกลับไปหาเจ้าน้อยศุขเกษมที่เชียงใหม่แต่ไม่ได้พบกัน เจ้าน้อยจึงฝากของที่ระลึกมาให้เป็นแหวนทับทิมวงหนึ่งและเงินอีก 800 บาท และเมื่อมะเมียะกลับมาเมาะละแหม่งก็บวชชี หากแม่ชีรูปนั้นเป็นมะเมียะจริง เหตุใดจึงเปลี่ยนชื่อเป็น ด่อนางเหลี่ยน



มะเมียะมีจริงหรือ
ประเด็นนี้เกิดจากจดหมายจากผู้อ่านนาม เหนือฟ้า ปัญญาดี ส่งถึงบรรณาธิการหนังสือพลเมืองเหนือ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2548 หลังจาก อาจารย์จีริจันทร์ ประทีปะเสน ตีพิมพ์หนังสือ ชื่อมะเมียะ ได้ 1 ปี เนื้อหาส่วนหนึ่งกล่าวถึงการตามหาแม่ชีชื่อมะเมียะ ที่เมืองเมาะละแหม่ง ประเทศพม่า แต่พบเรื่องของแม่ชีด่อนางเหลี่ยน แทน

เหนือฟ้า ปัญญาดี พยายามไขปริศนานี้ โดยเขียนเล่าในจดหมายฉบับดังกล่าว ผู้เขียนใคร่ขออนุญาตนำเนื้อหาในจดหมาย (เกือบทั้งหมด) มาเล่าต่อ ขอกราบขอบพระคุณนักเขียนปริศนาท่านนี้ มา ณ ที่นี้ เนื้อความตามจดหมาย คือ



จดหมายถึงมะเมียะฉบับแรก
“เมื่อต้นปี 2523 คุณปราณีได้เขียนหนังสือเรื่อง ผู้บุกเบิกแห่งเชียงใหม่ใกล้จะเสร็จ จึงเขียนชีวิตรักเจ้าเชียงใหม่ ควบคู่กันไปด้วย คุณปราณีว่า เรื่องมะเมียะ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นภายในคุ้มเมืองเชียงใหม่ เรื่องราวต่าง ๆ จึงรู้กันแต่ภายใน คนภายนอกไม่เคยได้เห็นหน้า หรือรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของสาวพม่าคนนั้น เพราะอาจถูกห้ามไม่ให้พูดถึง จนกระทั่งนางถูกส่งกลับเมืองพม่า เรื่องราวต่าง ๆ จึงเงียบสงบลง ไม่มีใครพูดถึงอีกเลย คุณปราณี เล่าต่ออีกว่า เมื่อพี่ (คุณปราณีชอบให้เรียกตัวเองว่าพี่) ลงมือจะเขียนเรื่องนี้ก็ติดอยู่ที่ว่าไม่รู้ชื่อสาวพม่าคนรักของเจ้าน้อยฯ จึงจำเป็นต้องสมมติชื่อขึ้น ให้ชื่อว่ามะเมียะ ซึ่งเป็นชื่อของผู้หญิงไทใหญ่ที่พี่รู้จักดีและมีบ้านอยู่ใกล้กัน ที่ใช้ชื่อนี้เพราะจำง่ายสะดุดหู


จากคำพูดของคุณปราณีเมื่อยี่สิบห้าปีต่อมา มันจึงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขไปสู่ความลับว่า ทำไมการตามหามะเมียะจึงพบทางตัน ไม่พบแม่ชีมะเมียะที่เมาะละแหม่ง กลับพบแต่แม่ชีชื่อด่อนางเหลี่ยน


ต้นตอของชื่อมะเมียะเกิดขึ้นที่ปากซอยศิริธร (ซอยนี้ชื่อเดียวกับนามสกุลคุณปราณี อยู่ติดกับวัดป่าเป้าด้านทิศตะวันตก ถนนมณีนพรัตน์ เมืองเชียงใหม่) ตรงปากซอยแต่เดิมเป็นห้องแถวเรือนไม้หลายห้อง ห้องแรกเป็นร้านซ่อมนาฬิกาถัดมาเป็นเรือนพัก ร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ สุดท้ายเป็นร้านขายผลไม้ดอง ปัจจุบันรื้อปลูกเป็นตึกแถว ห้องที่ซ่อมนาฬิกาเป็นครอบครัวชาวไทใหญ่มีอยู่ 3 คน พ่อแม่และลูกสาว พ่อชื่อส่างอ่อง แม่ชื่อแม่นางเหม่ ส่วนลูกสาวเป็นครู จำชื่อไม่ได้ ครอบครัวนี้คุณปราณีรู้จักและสนิทสนมอย่างดี จึงน่าคิดว่าว่า คุณปราณีน่าจะนำชื่อของแม่นางเหม่มาใช้ เพราะชื่อจริงของแม่นางเหม่คือ แม่นางเมียะ ส่วนคำว่า “มะ” ในภาษาพม่าคือคำนำหน้าของผู้หญิงตั้งแต่เด็กจนเป็นสาว จึงไม่แปลกที่จะเรียกตัวละครนี้ว่า นางมะเมียะ ส่วนคำว่า “ด่อ” ใช้นำหน้าชื่อ ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วหรือมีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป เช่น ด่อนางเหลี่ยน



จดหมายถึงมะเมียฉบับสุดท้าย
ปิดท้ายด้วยจดหมายฉบับนี้ เป็นของทายาทเจ้าแก้วนวรัฐเจ้าหลวงเชียงใหม่ องค์ที่ 9 มีถึงบรรณาธิการหนังสือ พลเมืองเหนือ อีกเช่นกัน เรื่อง การตีพิมพ์บทความชื่อ กู่มะเมียอยู่ที่ใด ผู้เขียนขอสรุปความมาเล่าต่อ ดังนี้


“...กล่าวคือมีผู้เขียนบทความว่า ณ บริเวณกู่เจ้านายฝ่ายเหนือที่วัดสวนดอก มีกู่อยู่องค์หนึ่งศิลปะการก่อสร้างต่างไปจากกู่องค์อื่น คือมีรูปแบบอย่างพม่า ทำให้ผู้คนที่พบเห็นเข้าใจว่านี่คือกู่อัฐิของมะเมียะ ต่อข้อสงสัยนี้ ทางทายาทของเจ้าแก้วนวรัฐ จึงทำหนังสือชี้แจงว่า การนำพระอัฐิและอัฐิของผู้ใดไปประดิษฐานในบริเวณกู่แห่งนี้ นับแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ดูแลรับผิดชอบ 2 ฝ่ายคือ (หนึ่ง) ฝ่ายสายตระกูล ณ เชียงใหม่ มีผู้ดูแลรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง (สอง) ฝ่ายวัดสวนดอก โดยความเห็นชอบของเจ้าอาวาส จะถือหลักปฏิบัติว่าต้องเป็นอัฐิบุคคลที่เป็นลูกหลานและเครือญาติของเจ้าหลวง และทั้งสองฝ่ายไม่เคยอนุญาตให้มีการนำอัฐิของบุคคลภายนอกเข้าไปไว้เลย แม้กระทั่งบุคคลใกล้ชิด เช่น หม่อมบัวเขียว ณ เชียงใหม่ ชายาเจ้าแก้วนวรัฐ หรือคุณหญิงหม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่ ต้องนำไปบรรจุไว้ ณ ที่แห่งอื่น จึงไม่เคยปรากฏหลักฐานว่า มีการนำอัฐิของมะเมียะมาไว้ในบริเวณกู่ดังกล่าว


และกู่ที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นของมะเมียะนั้นทางคณะทายาทเจ้าแก้วนวรัฐได้ขออนุญาตกรมศิลปากรดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงภายในกู่ เมื่อเดือน มีนาคม พ.ศ.2547 พบว่าเป็นกู่บรรจุอัฐิของเจ้าแม่ทิพโสม ธิดาของเจ้าราชบุตรธนันชัย โอรสในเจ้าหลวงพุทธวงศ์ เจ้าหลวงองค์ที่ 4...”


เรื่องของเจ้าน้อยศุขเกษมและมะเมียะ ยังคงมนต์เสน่หาสำหรับผู้ชมชื่นเรื่องของการจากพราก ปริศนาอันได้แอบคิดเอาเองยิ่งล้ำเสน่ห์ บางเรื่องความจริงอาจไร้รส เรื่องเท็จอาจสุนทรีย์มากกว่า ถ้าเท็จ ๆ จริง ๆ ปน ๆ กัน ย่อมมันสุด ๆ เป็นธรรมดา เพราะสุนทรียรสบางเรื่องก็เป็นนิยายน้ำเน่า ให้ค้าง ๆ คา ๆ ไว้บ้าง เรื่องจึงจะคงค่าไปเนิ่นนิรันดร์


เรื่องนี้เป็นเรื่องราวความรักที่ต่างเชื้อชาติ ระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและมะเมียะ ที่ถูกถ่ายทอดโดยเจ้าหญิงบัวชุม ณ เชียงใหม่ (อดีตคู่หมั้นของเจ้าน้อยศุขเกษม)




เจ้าบัวชุม ณ เชียงใหม่




เจ้าหญิงบัวนวล ธิดาของเจ้าสุริยวงษ์ (คำตั๋น สิโรรส)




กู่บรรจุอัฐิเจ้าน้อยศุขเกษม



**********************************************



ไม่ว่ายังไงเราก็ชื่นชมในความรักของคนทั้งคู่ค่ะ RIP




 

Create Date : 20 กันยายน 2553
7 comments
Last Update : 20 กันยายน 2553 17:13:26 น.
Counter : 3437 Pageviews.

 

ขอขอบคุณ เจ้าจันทร์ฉาย ที่กรูณานำบทความของผมที่เขียนไว้เมื่อหสายปีก่อนมาเผยแพร่ต่อ ซึ่งเรื่องทั้งหมดที่เขียนเป็นบทความมานั้นนั้นเป็นเรื่องจริงทุกประการ เพราะผมคลุกคลีและใกล้ชิดคุณปราณีในขณะที่คุณปราณีได้เขียนหนังสือทั้งสองเล่มพร้อมกัน จึงได้ทราบเรื่องเล็กๆน้อยๆปลีกย่อยและเรื่องจริงบางเรื่องดังที่เขียนเป็นบทความ มากพอสมควร อีกหลายๆเรื่องเช่น ชื่อมะเมียะมีความหมายถึงอะไร เจ้าศุขเกษมถึงมอบแหวนให้มะเมียะเพราะอะไร แบงค์ 100 บาทในสมัยนั้นที่เชียงใหม่มีใช้แล้วหรือ นั่นเป็นเรื่องที่ืีผมได้รู้และรับทราบ ขอบคูณอีกครั้งสำหรับการที่นำบทความของผมมาเผยแพร่ให้ชาวอินเตอร์เนตได้รับรู้ ติดต่อพูดคุยmsnกันได้ที่ NHEURFARR@msn.com

 

โดย: เหนือฟ้า ปัญญาดี IP: 222.123.22.238 8 พฤศจิกายน 2553 1:23:11 น.  

 

ว๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยย สวัสดีค่ะ

ขอโทษนะคะไม่ได้เครดิต ลืมสนิท

ขอบคุณมากๆเลยนะคะสำหรับความรู้ดีๆ

ส่วนตัวชอบเรื่องราวของหนุ่มสาวคู่นี้และซาบซึ้งกับเขาทั้งคู่มากๆเลยนำเรื่องราวมาเก็บไว้ในบล๊อคค่ะ

 

โดย: จันทร์เจ้าฉาย 16 พฤศจิกายน 2553 12:00:23 น.  

 

หลากหลายแง่มุม ชอบครับ

 

โดย: kon_lor IP: 115.87.187.253 19 มกราคม 2554 0:25:40 น.  

 

เป็นคนเจียงใหม่เจ้า ซาบซึ้งแต้ ๆ เลยเจ้า

 

โดย: กุ๊กกิ๊ก IP: 125.25.228.165 2 กันยายน 2554 21:19:11 น.  

 

อยากขอซื้อหนังสือเรื่องมะเมี๊ัยได้ไหมค่ะ

 

โดย: saypan.farsai IP: 180.180.185.167 16 กันยายน 2554 16:56:15 น.  

 

ส่งที่อยู่ของคุณไปที่์NHEURFARR@msn.comแล้วผมจะส่งหนังสือมาให้ฟรีครับ ขอบคุณจันทร์เจ้าฉายด้วยครับที่ให้อาศัยบล็อกของท่านตอบผ่าน ขอบคุณครับ...

 

โดย: เหนือฟ้า ปัญญาดี IP: 118.172.43.242 21 ตุลาคม 2554 19:57:43 น.  

 

ขอบพระคุณข้อมูลดี ๆ เจ้า

 

โดย: MamiaCoffee IP: 223.206.227.162 28 กุมภาพันธ์ 2555 1:44:04 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


จันทร์เจ้าฉาย
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ไม่มีอะไรมากแค่เป็นคุณแม่อายุ 30 กว่าแล้ว มีลูก 2 ขา 1 คน 4 ขา 1 ตัว

ชีวิตมันก็วุ่นวายเป็นสรณะ พอได้เย็บผ้าแล้วใจก็สงบ
Friends' blogs
[Add จันทร์เจ้าฉาย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.