การรอคอยการถึงของความเจ็บปวดที่แสนสุข

ความทรงจำสีจาง (ฉบับที่ 8: ดอกไม้บาน)

อีกตอนจ้า



ฉบับที่ 8


ดอกไม้บาน


นาฬิกาที่เวลาเดินเร็วกว่าปกติหกนาทีบอกเวลาตี 4

ถึงเธอ...

อากาศปลายเดือนธันวาเดินเร็วแบบนี้ หนาวจับใจ คลุมโปงเขียนข้อความถึงเธอใต้ผ้าห่มหนาและหนัก มันหนาวแสนหนาว จนไม่อยากจโผล่อวัยวะส่วนไหนของตัวเองออกไปสัมผัสกับบรรยากาศภายนอกผ้าห่มเอาเสียเลย


เมื่อตอนกลางวันเพื่อเรียนมัธยมมาชวนไปปาร์ตี้วันเกิดของเพื่อนอีกคนหนึ่ง เมื่อไปถึงก็เจอเพื่อนทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก แค่รู้จักและสนิท

พวกเขาเปลี่ยนไปเยอะเลยราวกับว่าคราบเด็กน้อยน่ารักของพวกเขาถูกกาลเวลากลืนกินหายไปหมดเสียอย่างนั้น สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือ ความเป็นผู้ใหญ่ ที่ทุกคนภาคภูมิใจเป็นหนักหนาที่สลัดคราบความเป็นเด็กกะโปโลออกไปเสียได้

แต่ความคิดที่ว่าเป็นผู้ใหญ่กลับเพิ่มความไม่จริงใจเข้ามาในใจของพวกเขาเหล่านั้น



บางทีฉันก็ไม่เข้าใจ แต่ไม่เคยต้องการคำอธิบายว่าทำไมคนเราต้องอดทนอดกลั้นเก็บความรู้สึกของตัวเองไว้ถึงเพียงนี้ เพื่อเป็นการถนอมน้ำใจ หรือรักษาความรู้สึกของอีกฝ่ายและคนรอบข้างไว้หรือไง หรือเพราะขี้เกียจจะแสดงมันออกมา

และหรือเพราะไม่มีความสามารถในการแสดงออกมากันแน่


ฉันกลับมานั่งสังเกตตัวเองเมื่อครูเองว่า ถ้าความรู้สึกชอบหรือพอใจเกิดขึ้นได้ฉันจะแสดงมันออกมาได้อย่างง่ายดายราวกับไม่ต้องใช้ความพยายามใด และผลที่แสดงความพึงพอใจไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลังเสียก่อน การพรวดพลาดทำสิ่งที่ขาดซึ่งความละเอียดอ่อน อ่อนโยน สิ่งตอบแทนจึง หยาบกร้าน...


แต่ถ้าเป็นความรู้สึกเกลียด กลัว เจ็บปวดและเศร้าใจกลับไม่สามารถแสดงมันออกมาอย่างที่ใจอยาก เพราะฉันมัวแต่ละเลียด กลั่นกรองความรู้สึกนั้นจนมันตกตะกอน ดังนั้นความรุนแรงของมันก็มีค่าต่ำลง การแสดงออกต่ออารมณ์ความรู้สึกอย่างหลังจึงอ่อนโยน ละเอียดยิ่งกว่าอย่างแรก


แปลก...ทั้งๆที่ความรู้สึกรักต้องควรคู่กับการแสดงออกที่อ่อนโยนและความรู้สึกเกลียดชังต้องเหมาะกับการแสดงออกที่ป่าเถื่อน กลับกันหมดเลย หรือจะเป็นเพราะฉันมันเป็นคนครึ่งราศีกันนะ Novemberian และ Decemberian

บุคลิกคาบเกี่ยวจึงทำให้เกิดความสับสนในตัวเองได้มากมายอย่างนี้ ปากไม่ตรงกับใจอยู่แล้ว ความรู้สึกยังสวนทางกันกับการแสดงออกอีก เฮ้อ...เหนื่อยใจเสียจริง


บางครั้งฉันก็นึกโกรธพ่อกับแม่ ถ้าหากวันนั้นฉันไม่ถูกสอนให้เป็นคนเอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้สึกเกรงใจคิดก่อนพูดหรือทำอะไรลงไปล่ะก็ ป่านนี้ฉันคงจะมีความสุขมากกว่าที่เป็น

เพราะจะได้รู้ว่าตัวเองควรมีจุดยืนอย่างไร การเกรงใจคอยคิดว่าถ้าเรา หรือพูดสิ่งนั้นออกไปมันจะกระทบกับจิตใจของคนอื่นอย่างไรบ้าง ในขณะที่คนอื่นเขาไม่เห็นจะต้องมานั่งเสียเวลาคิดมากมายอย่างนี้เลย...


“เธอจะเคยรู้บ้างไหมนะ
ว่าฉัน
ออกจะเพี้ยน...”

ฉัน...

“กับความเงียบและเสียงลมหายใจของตัวเอง”



ผมจบสายตาลงที่เครื่องหมายอัญประกาศท้ายประโยคในเช้าวันหนึ่ง ไม่ใช่ครั้งแรกที่อ่านจดหมายฉบับนี้ อ่านทวนซ้ำหลายครั้งเพื่อหาช่องโหว่ว่า ที่เธอเขียนเป็นเพียงความอ่อนไหวตามอารมณ์หรือเธอต้องการสื่อมันออกมาจริงๆกันแน่


รู้ว่าเธอพูดน้อย แม้ยามบอกรัก... ความกร้าวก็ยังติดมากับคำรัก แต่ผมรับรู้ความละมุนของมันได้ดี

เธอเป็นคนคิดมากจัง...เรื่องเล็กๆน้อยๆก็เก็บมาคิดเป็นเดือนๆ จนบางเรื่องผมเองลืมเลือนไปแล้ว เธอยังขุดมันออกมาพูดได้ทุกที

หรือเธอกำลังละเลียดอารมณ์อย่างที่เธอบอก เพื่อสรรหาถ้อยคำที่คิดว่ามันตรงและให้แน่ใจว่าคำพูดที่พูดออกมาจะสามารถทำความเข้าใจให้เกิดขึ้นกับคู่สนทนาได้

แต่จนวันนี้ผมเองยังไม่เข้าใจเลย เพราะไม่มีถ้อยคำใดหลุดออกมาจากปากของเธอให้ผมได้พยายามทำความเข้าใจได้


และผมก็เลิกหวัง...


ผมได้ยินเสียงสายลมหนาวพัดมาไม่ลืมหูลืมตาแทรกผ่านความมืดมิดของค่ำคืนอันหนาวเหน็บ เห็นตัวเองพยุงร่างอันเหนื่อยล้ายืนขวางเส้นทางผ่านของสายลมอันเย็นยะเยือก

“มีเรื่องอะไรรึเปล่า...” เสียงของผมอึงอลฝ่ากระแสลม

“...” อีกฝ่ายที่ผมกำลังเผชิญหน้าอยู่นั้นคือผู้หญิงร่างบาง ผมยาวสะบัดพลิ้วตามทิศทางลม เธอยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ห่างจากที่ที่ผมยื่นอยู่มากนัก

“เป็นอะไรไป...” ได้ยินเสียงของตัวเองเอ่ยถามเธออีกครั้ง สายตาของเธอมองจ้องมาที่ผม แต่รู้สึกราวกับว่าเธอกำลังมองเลยผ่านผมไปที่ไหนสักแห่ง

“...” หากเธอยังปิดปากเงียบ

ทันใดนั้นเธอก็เดินตรงเข้ามาผ่านไปทางด้านหลังเข้ามาทางด้านหลังของผม กางแขนออก โอบกอดผมจากด้านหลัง

“...” เสียงหัวใจผมและเธอเท่านั้นที่ยังเคลื่อนไหว


เธอกอดผมแน่น ราวกับกำลังบีบเค้นเอาบางสิ่งบางอย่างออกมาจากร่างกายของเธอ ถ่ายทอดมันไปให้ผม นานเหมือนชั่วกาล เมื่อเธอคลายอ้อมกอด ผมจึงรู้ว่าท่าทางแบบนี้มันหมายถึงอะไร


เมื่อเธอไม่สบายใจ หรือมีเรื่องอะไรให้ทุกข์ แค่เพียงได้โอบกอดเอาจากด้านหลังแล้ว ก็ดูเหมือนว่าเรื่องราวร้าย เรื่องกลุ้มใจแหล่านั้นก็จะมลายหายไป ราวกับว่าเธอได้ถ่ายทอดมันมาลงที่ผมหมดแล้ว เธอไม่เคยบอก ไม่เคยบ่นให้ฟัง ไม่เคยมาระบายเรื่องที่ทำให้ทุกข์กับ


ความทรงจำเมื่อครั้งที่อยู่กับเธอ มีเพียงความเงียบงัน และเรื่องราวที่ตัวผมเองไม่เคยเข้าใจ แม้ว่าจะพยายามทำความเข้าใจมันมากเพียงใด...


เสียงเจี้ยวจ้าวของมนุษย์ดังขึ้นเรื่อยราวกำลังหมุนโวลุ่มให้ดังขึ้นทีละน้อย เสียงของเจ้าน้องชายของผมกับกาดแก้วนั่นเอง ทั้งสองเพิ่งกลับมาจากข้างนอก ไปส่งดอกไม้ ชาทำหน้าที่คนส่งดอกไม้ ส่วนกาดแก้วนั้นพี่กระชายวานให้ไปช่วยเป็นผู้เจราจากับลูกค้าเท่านั้น


วันนี้ครอบครัวพี่กระชายไปเที่ยวกันเพราะเป็นวันเสาร์ เลยฝากร้านให้เราสามคนดูแลอย่างไม่มีกำหนด ถึงจะปล่อยร้านไว้กับผมพี่กระชายก็ไม่ค่อยเป็นห่วงร้านเพราะเขาไว้ใจ

และยิ่งมีเจ้าชาเข้ามาช่วยงานก็ยิ่งหายห่วงเพราะชาช่วยงานได้เยอะ อีกอย่างพี่กระชายก็ไม่ต้องคอยกังวลว่าผมจะใจอ่อนเพราะสายตาขี้อ้อนของกาดแก้ว


“ฉันบอกแล้วว่าไม่ต้องมายุ่งเรื่องของฉัน ฉันจะปัดขนตาหรือทาลิปกลอสมันก็เรื่องของฉัน นายเกี่ยวอะไรด้วยมิทราบ” เสียงตวาดแว้ดชัดแจ๋วของกาดแก้วตะเบ็งบ่งบอกความข้องใจ


“อ้าวก็ปกติไม่เห็นจะทำอะไร แม้แต่แป้งยังไม่รู้ว่าแตะรึเปล่า แล้วทีนี้เกิดอยากยั่วใครขึ้นมาล่ะ พี่ชายไม่อยู่ละใจแตกเชียวนะ” ปากตะไกรของเจ้าชาก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ


“เอ๊ะ หาว่าฉันใจแตกเหรอ นายนี่!” ไม่เพียงแต่ปากที่ไวแต่มือของเธอก็ไวไม่แพ้กันเมื่อมือเล็กเรียวตีไปที่ต้นแขนของคู่วิวาท


“โอ๊ย เจ็บนะ ตียังกะไม่ใช่คน ทำไมเธอถึงชอบลงไม้ลงมือกับคนอย่างฉันนักนะ ไม่น่ารักเลย” สีหน้าของเจ้าน้องชายแสดงความน้อยเนื้อต่ำใจ

“ก็นายอยากมากวนฉันทำไม เกิดมาฉันไม่เคยพบเคยเห็นคนอย่างนายเลยให้ตาย” เธอเขย่งปลายเท้าขึ้นชี้หน้าชี้ตาฝ่ายตรงข้าม

“ทำไมคนอย่างฉันมันทำไม”

“ก็คนอย่างนายมันไม่ได้เรื่องน่ะสิ วันๆเอาแต่หาเรื่องกินเหล้า ไม่ทำงานทำการ”

“แล้วที่ทำอยู่นี่อะไร บ้านเธอไม่ได้เรียกว่างานหรอกหรือไง” คนโดนว่าชักมีน้ำโห

“เชอะก็แค่ส่งดอกไม้ แถมยังปากหมาไม่ได้เรื่อง”

“เอ๊อ! คำก็ไม่ได้เรื่อง สองคำก็ไม่ได้เรื่อง ใครมันจะไปได้เรื่องได้ราวไปหมดซะทุกเรื่องเหมือนไอ้ชลมันเล่า!”

นิ้วของเขาพุ่งจุดหมายมาทางผมซึ่งกำลังยืนฟังอยู่อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว กำลังจะอ้าปากตอบโต้ไปบ้างแต่

“แหงล่ะ นายน่ะมันไม่ได้ครึ่งของพี่ชลแม้แต่นิดเดียว ไม่เห็นจะน่ารักเหมือนพี่ชลเลย”

“ไม่น่ารักก็ไม่ต้องมารัก แต่ขอบอกไว้ก่อนนะไม่ว่าเธอจะอ่อยไอ้ชลมันยังไงมันก็ไม่มีทางหันมามองคนอย่างเธอหรอกยัยบื้อเอ๊ย!” ผมพยายามจะตะโกนห้ามอีกครั้งแต่...

“นายว่าอะไรนะ ปากเสียที่สุด ว่าฉันอ่อยเหรอ”

“เออสิ ฉันพูดแล้วเธอจะทำไม ก็เธอมันอ่อยจริงๆนี่หว่า ผู้ชายตาบอดยังได้กลิ่นน้ำหอมอ่อยๆของเธอเลย ยัยกาดแก้วแก้มยุ้ยเอ๊ย!”

“นายนี่มัน...!”

“ทำไม ฉันทำไม จะบอกให้นะไอ้ชลน่ะมันไม่มีทางรักใครได้อีกแล้ว แม้แต่เธอก็เหอะ เพราะงั้นถึงจะอ่อยไปก็ไม่เวิร์คหรอกจะบอกให้”

เผียะ!!!


“ฉันเกลียดนายที่สุด”


ผมเห็นกาดแก้ววิ่งออกไปทางหน้าร้านก่อนที่ร่างบางของเธอจะหายลับไปจากสายตา ได้ยินเสียงเครื่องยนต์เคลื่อนห่างออกไป ธีรชามองตามอย่างหัวเสีย มือข้างซ้ายยกขึ้นลูบที่แก้มข้างซ้ายตรงที่เพิ่งโดนมือบางตบ

หันมาที่ที่ผมกำลังยืน ก่อนจะทำหน้าตาเหมือนว่าเพิ่งรู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนยืนอยู่ตรงนั้น


“มันน่าโมโหจริงๆ” ชาส่งสายตาขุ่นเคืองมาที่ผมก่อนจะทุ่มตัวลงนั่งที่เก้าอี้สำหรับแขกหน้าร้าน

“ยัยนั่นบูชานายยังกะจะยกไว้บนหิ้ง พูดแตะนิดแตะหน่อยเป็นแว้ดใส่ เซ็ง” มือขยำเศษใบไม้ที่กองอยู่ใกล้กระถางไม้ประดับหลังจากถูกตัดซ่อมกิ่งใบ


“แต่ที่ฉันฟังมันไม่ใช่แตะนิดแตะหน่อยนะ ถึงตบเลยล่ะ” ผมค่อนขอด พยายามจ้องหน้าน้องชายตัวเองอย่างหาความหมายในสีหน้าและท่าทางหงุดหงิดนั้น

“ทำไม นายแคร์ยัยนั่นมากรึไง ชอบยัยแก้มยุ้ยนั่นล่ะสิท่า” ชายังไม่หันมามองหน้าผมขณะที่พูดกัน

“ฟังนะ อย่างที่นายพูดไปนั่นแหละว่าฉันน่ะรักใครไม่ได้อีกแล้ว และความรู้สึกของฉันต่อกาดแก้วคือความเอ็นดูมากกว่า” ดูเหมือนว่าคำพูดนี้จะทำให้ธีรชาหันมองมาที่ผมจนได้

“แน่ใจนะว่าไม่มีความรู้สึกอื่น” เขาคาดคั้น ผมพยักหน้าด้วยสายตาหนักแน่น

“แล้วทำไมไม่บอกยัยบ้านั่นให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยว่าไม่ชอบ และไม่ต้องมายุ่ง หรือไสหัวไปอะไรก็ได้ ให้ยัยนั่นตาสว่างซะที ไม่ใช่มานั่งเพ้อฝันบ้าบอ ทำตัวงี่เง่าอยู่อย่างนี้ มัน...”

เขาเสมองไปทางอื่น “น่าสงสารน่ะ...” น้ำเสียงของเขาฟังดูตื่นเต้น ทำอะไรไม่ถูกเมื่อได้รู้ความจริงในใจของตัวเอง

“มันไม่ง่าย...จะพูดแบบนั้นก็ทำร้ายจิตใจของเด็กคนนั้นกันพอดี” ผมเลื่อนเก้าฝั่งตรงข้ามออกเพื่อนั่งลงคุยอย่างจริงจัง

“นายก็เป็นแบบนี้ กับผู้หญิงของนายก็เหมือนกัน ติดเชื้อปากไม่ตรงกับใจกันมารึไง ไม่เท่านั้นนะ ยังขี้เกรงใจ ปากแข็งสารพัด ถ้าเป็นฉันนะ เกลียดก็บอกว่าเกลียด ชอบก็บอกว่าชอบ ไม่ต้องให้คนอื่นมานั่งเทียนเอาหรอกว่ารู้สึกยังไง”


“อย่างที่นายเตรียมจะบอกกับกาดแก้วอย่างงั้นรึไง” ผมสวนอย่างรู้ทัน ใบหน้าของชาหลายเป็นสีแดงของลูกตำลึงสุก

“แหงล่ะ ฉันไม่ได้เป็นปากแข็งเหมือนนายนี่ อีกอย่างเกิดอ้อมค้อมเดี๋ยวก็โดยหมาคาบไปแดกก่อนสิ”

“หมาอย่างนายก็เลยคิดจะงาบซะก่อนว่างั้นเถอะ” ผมจ้องหน้าน้องชายอย่างรู้ทัน

“เออ...อยู่แล้วโว้ย เฮ้ยชล ไปกินเหล้ากันเหอะมีเรื่องจะปรึกษาเยอะเลย วันนี้ฉันเลี้ยงเอง...”
ผมยิ้มกว้างให้กับดอกกุหลาบสีแดงกำมะหยี่ เจ้าดอกกุหลายอวบสวยจะกำลังยิ้มตอบมาอยู่หรือเปล่านะ...


คืนนั้นเราไม่ได้ออกไปไหนเพราะคิดว่าแค่เราซื้อเข้ามากินกันที่ร้านก็น่าจะได้ อีกอย่างไม่ต้องเสียค่ามิกเซอร์แพงกว่าราคาเหล้า

ยังคิดว่าถ้าเข้าไปดื่มกันในร้านเหล้าจริงๆแล้ว จะดีกว่าถ้าซื้อเหล้าเพียงขวดเดียวแล้วซดมันเพียวๆ อันนี้เป็นข้อเสนอแนะสำหรับผู้ที่ตั้งใจจะเมาอย่างเดียวเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับไปกินเหล้าเพราะต้องการไปหลีบ่าวหรือสาว


“ไม่รู้สิ...” ผมกำลังนั่งมองธีรชาระบายความรู้สึกเกี่ยวกับสาวเจ้า “แรกๆฉันก็แค่อยากเอาชนะน่ะ เพราะหมั่นไส้ แต่พอนานเข้าฉันก็คิดถึงยัยนี่ตลอดเวลาเลยอ่ะ”

หากแสงจากในร้านนั้นสลัวกว่านี้ ธีรชาคงสามารถซ่อนเร้นสีหน้าแห่งความรู้สึกที่เป็นอยู่ได้ แต่ตอนนี้เขาหน้าระเรื่อด้วยความรู้สึกอุ่นๆภายในใจ

“คราวนี้เลยกลายเป็นว่าอยากแกล้งยัยนั่นให้โมโหบ่อยๆ เพราะเค้าน่ารักดี” เขายังคงล่องลอยอยู่ในความฝัน

“ฉันควรจะบอกยัยนั่นไหมวะชล” เจ้าชาคงเริ่มเมามากแล้ว เพราะขณะที่ถามคำถาม สายตาจับจ้องอยู่ที่แก้วน้ำแอลกอฮอล์เท่านั้น

“แต่ฉันกลัวว่ายัยนั่นจะไม่ชอบฉันว่ะ ดูฉันสิ น่าสมเพช” เสียงน้อยเนื้อต่ำใจของธีรชาย้ำความรู้สึกว่าเขาเมาแล้วจริงๆ


สักครู่ก็งึมงำจนผมมองอย่างเห็นใจเจ้าธีรชาตัวเอง...


ผมนั่งมองธีรชาด้วยความสงสาร ความรักที่ต้องเก็บไว้ เพราะอีกฝ่ายไม่มีใจ ผมไม่รู้จะช่วยเขาได้อย่างไร แต่ผมเชื่อว่าธีรชาต้องทำได้อยู่แล้ว ธีรชาต้องสามารถกุมหัวใจของหญิงอันเป็นที่รักได้ในสักวัน


ไม่รู้ว่ามันเริ่มขึ้นตอนไหน คำว่ารักที่เราสองคนสื่อสารถึงกัน เราได้กระซิบบอกคำรัก หรือเพียงเอ่ยมันออกมาราวกับว่าเป็นเรื่องธรรมดา นั่นสินะ ผมบอกรักเธอตอนไหนกัน...

เมื่อมาคิดดูแล้ว ต่อให้คิดให้ตายคงไม่มีวันได้รู้ว่าตัวเองเอ่ยบอกรักเธออย่างไร เพราะผมไม่ได้เอ่ยมันออกมาจากปาก เพียงแต่เขียนมันลงในกระดาษสมุดที่ถูกฉีกออกมาเป็นชิ้นส่วนสี่เหลี่ยมผืนผ้า ข้อความนั้นผมจำได้ขึ้นใจ


จำได้ว่าตอนนั้นผมใส่ชุดนักเรียนอยู่ นักเรียนมัธยมต้นสามารถใส่เสื้อแขนยาวสีดำในช่วงฤดูหนาว

ส่วนนักเรียนชั้นมัธยมปลายนั้นต้องสวมเสื้อแขนยาวสีขาว เมื่อถึงเวลาเลิกเรียนนักเรียนทุกคนต้องมาเข้าแถวก่อนกลับบ้าน

ดังนั้นเมื่อนักเรียนมาเข้าแถวกันพร้อมหน้า หากมองจากที่สูงจะเห็นว่าโลกทั้งโลกกลายเป็นสีขาวดำ

อากาศหน้าหนาวของที่นี่นั้นลมหนาวพัดรุนแรงเหลือเกิน ดังนั้นจึงไม่มีนักเรียนคนไหนปฏิเสธเสื้อแขนยาวที่ทางโรงเรียนเอามาจำหน่ายเอง

ผมยืนหนาวอยู่ปลายแถวชั้นมัธยม 3 นอกจากจะสั่นเพราะความหนาวแล้ว ยังเพราะกำลังตัดสินใจรวบรวมความกล้าเพื่อทำการบางอย่างอยู่นั่นเอง

มือกำสิ่งหนึ่งไว้แน่น ทั้งๆที่อากาศแสนหนาวแต่ผมรู้สึกถึงเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาที่มือ สายตายังแอบจ้องมองไปที่ร่างหนึ่ง

ร่างบางนั้นอยู่ในเสื้อแขนยาวสีดำเช่นกันกับผมทุกรายละเอียด ผมสั้นทรงนักเรียนนั้นพลิ้วตามลม ผมสังเกตว่าเธอกำลังสั่นเพราะความหนาว ทุกคนต่างรอคอยการมาถึงของคำว่า ‘แยกย้ายกลับบ้านได้’

เมื่อพิธีการหน้าเสาธงเสร็จสิ้น นักเรียนต่างเดินเรียงแถวกันกลับบ้าน แต่เนื่องจากทางบ้านผมกับบ้านเธออยู่ทางเดียวกัน

ดังนั้นเราจึงเหมือนเดินกลับบ้านด้วยกัน แต่อยู่คนละแถว เป็นเส้นขนาน แต่เมื่อออกมานอกเขตรั้วโรงเรียนแล้ว ผมถึงเดินแยกออกจากแถวตัวเอง ไปสมทบกับแถวของเธอ

เธอหันมามองเมื่อสังเกตว่ามีใครคนหนึ่งมาเดินข้างๆเธอ เธอมองมาอย่างสงสัยอย่างยิ่ง ผมจึงตัดสินใจยื่นสิ่งที่อยู่ในกำมือให้เธอ เธอหยุดเดิน

นักเรียนคนอื่นหันมามองเราสองคน แต่เธอก็ยังหยุดนิ่งมองผมอยู่อย่างนั้น ในขณะที่ผมภาวนาให้เธอรีบรับสิ่งที่ผมยื่นให้นั้นเสียไวๆ เพราะผมอายเหลือเกิน...

สักพักใหญ่เธอจึงยื่นมือบางมารับเอาสิ่งที่ค้างอยู่ในอากาศ ก่อนจะคลี่มันออกมาอ่านตรงนั้น ผมมองเธออย่างตกใจสุดขีดเพราะคิดว่าเธอจะรับไปแล้วเอากลับไปเปิดอ่านที่บ้าน

ที่ไหนได้ แต่นั่นก็ดีเท่าไหร่แล้วที่เธอไม่อ่านออกเสียง เธอแกล้งผมหรือไงนะ...

มีนักเรียนบางกลุ่มเท่านั้นที่รอลุ้นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ผมยังยืนอยู่อย่างนั้นราวกับว่าขาไม่มีเรี่ยวแรงจะเดิน เธอยืนอ่านข้อความนั้น นานมาก แต่ผมจำได้ว่าที่เขียนให้เธอมันไม่ได้ยืดยาวอะไรอย่างนั้น

เมื่อเธออ่านจบเธอก็หันมามองผมตรงๆ มองจ้องอยู่อย่างนั้นสักพัก จนผมรู้สึกว่าเธอกำลังใช้มนต์บางอย่างสะกดผมไม่ให้ๆไปไหน โทษฐานที่บังอาจทำเรื่องบ้าๆ ผมมองเธอหวั่นๆ

“ฉันก็ชอบเธอ...” เธอพูดอย่างนั้นจริงๆสาบานได้

ผมมองเธออย่างประหลาดใจ ท่ามกลางเสียงสนับสนุน ปนเสียงวี๊ดว๊ายจากพวกผู้หญิง ผมทำตัวไม่ถูกจึงได้แต่ยืนอยู่ตรงนั้น จนเธอหันหลังเดินจากไป ผมจึงรีบวิ่งตาม

“จะเดินไปส่งนะ” ผมบอกเธอเบาๆ เสียงเจ้าพวกลิงค่างยังไม่จางไป

“งั้นฉันจะเดินกลับมาส่งเธอด้วย” เธอตอบมาอย่างนั้น ผมคงทำหน้างงมากจนเธอยิ้มออกมาอย่างอ่อนใจ

“ฉันไม่อยากให้เธอต้องเดินกลับมาคนเดียวหลังจากที่ส่งฉันแล้ว เพราะงั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ต้องเดินไปส่งกันไปส่งกันมา สู้เราอย่าเดินไปส่งกันและกันดีกว่า อืม...”

เธอทำท่าคิดขณะที่ผมกำลังรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำหน้าเอ๋อ “มองส่งก็พอแล้วนะ” เธอบอกอย่างร่าเริง


ทั้งที่รู้สึกน้อยใจที่เธอปฏิเสธผม แต่ก็ชื่นใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงร่าเริงนั้นจากเธอ เธอยิ้มมาให้หนึ่งแฉ่ง ใจผมแทบละลาย...


ผมว่านอนสอนง่ายรีบเดินกลับเข้าบ้าน และตรงไปที่หน้าต่างข้างบ้านที่สามารถมองเห็นเธอได้ถนัดๆ เมื่อยืนอยู่ที่นั่น มองออกไปนอกหน้าต่าง เธอยังยืนอยู่ตรงนั้น โบกมือให้ไหวๆพร้อมทั้งยิ้มอีกครั้ง


ตั้งแต่นั้นมาภาพของช่วงเวลาที่ได้ยืนมองส่งเธอจากหน้าต่างนั้นช่างเป็นสิ่งที่มีความสุขนัก...


ผมมองส่งเธอจนร่างของเธอหายลับไปจากจอรับภาพ คิดว่าคืนนี้ผมต้องทำอะไรสักอย่างให้ตัวเองนอนให้หลับ แต่กลัวว่าเธอจะเป็นกาแฟรสเลิศเสียแล้ว



เธอรักใคร
ใครรักเธอ
ฉันรักเธอ
เธอรักไหม
บอกมา...


-----------------------------------------------------------




 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2550
0 comments
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2550 10:57:02 น.
Counter : 323 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


jengkiss4
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2550
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728 
 
13 กุมภาพันธ์ 2550
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add jengkiss4's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.