เมษายน 2558

 
 
 
1
2
3
4
5
7
8
9
10
12
13
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
27
28
29
30
 
 
All Blog
Italy [Review] Part 3: Rome ตะลุยวาติกัน Vatican Museum, Sistine Chapel และ St'Peter Basilica
นครรัฐวาติกัน:ประเทศเล็กพริกขี้หนู
 ประเทศที่เล็กที่สุด แต่อลังการที่สุด




ความเดิมตอนที่แล้ว

สวัสดีค่า วันที่สองในโรม วันนี้แพลนของเราจะไปเที่ยวประเทศที่เล็กที่สุดในโลก!! คือ นครรัฐวาติกันนั่นเอง วาติกันนั้นตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำไทเบอร์ คนละฝั่งแม่น้ำกับคอโลสเซียมและแพนธีออนที่เราไปมาวันแรกค่ะ โปรแกรมวันนี้คร่าวๆคือ จะไปชมภาพดังก้องโลกของ Michelangelo ที่ Vatican Musuem, สัมผัสพลังความศรัทธาของชาวโรมันคอทอลิกที่ St’ Peter Basilica และ St’Peter Square จบด้วยการถ่ายภาพสวยๆยามเย็นที่ Castel Sant’ Angelo และสะพาน Vittorio Emanuele ค่ะ

วาติกันแยกตัวออกมาจากอิตาลีเป็นรัฐอิสระในปี ค.ศ. 1929 วาติกันเป็นศูนย์กลางการปกครองของโป๊ปหรือประมุขของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคอทอลิก วาติกันมีสถานีวิทยุเป็นของตัวเอง มีหนังสือพิมพ์เป็นของตัวเอง แม้กระทั่งมีไปรษณีย์เป็นของตัวเองด้วยนะ เดี๋ยว Jellyjourney จะพาไปส่งโปสการ์ดจากประเทศที่เล็กที่สุดในโลกกัน

9.00: Vatican Museum

วิ่งค่ะวิ่ง…เป็นเช้าที่ตื่นแต้นมากว่าจะไปทันหรือไม่เรื่องของเรื่องคือซื้อตั๋วล่วงหน้าเข้า Vatican Museum ไว้ 9.30 ซึ่งควรไปถึงก่อนล่วงหน้าซักครึ่งชั่วโมง ต้องนั่งรถไฟใต้ดินจากที่พักไปลงที่สถานี Ottaviano (ไป Vatican Museum สามารถลงได้2 สถานี คือ Ottaviano และ Cipro นะคะเดินไกลพอๆกัน ถ้าเดินธรรมดาก็ 10 นาทีได้) ที่เราเลือกลง Ottaviano ก็เพราะว่าสถานีนี้มันถึงก่อนอีกสถานีถ้ามาจากฝั่ง Roma Termini ซึ่งนะเวลานั้น ไม่ทันแล้ววว อันไหนถึงก่อนลงเลย 55+ โชคดีไปทันเวลาพอดีค่ะ เดินผ่านคิวรอซื้อตั๋วที่ยาวประมาณนึงในเดือนมีนาคม (และคงยาวมากๆในช่วงหน้าร้อน) ระวังคนมาเสนอขายตั๋วระหว่างทางด้วยนะคะ ถ้าเรามีใบซื้อล่วงหน้ามาแล้ว ก็ไม่ต้องไปสนใจเลยค่ะ เดินมุ่งหน้าไปประตูทางเข้าได้เลยไม่ต้องต่อคิว


ตั๋วที่เราซื้อล่วงหน้ามาไม่รวม Audio Guide ถ้าใครสนใจจะซื้อ Audio Guide ก็ซื้อได้ในราคา 7 ยูโรค่ะ ที่นี่ไม่มีที่ฝากกระเป๋านะ หรือแม้แต่เสื้อโค้ท ก็ต้องหอบหิ้วกันไปค่ะ แอบหนักอยู่เหมือนกัน..ที่นี่อนุญาตให้ถ่ายรูปได้นะคะ แต่ต้องไม่ใช้แฟลช และมีแต่ Sistine Chapel เท่านั้นที่งดถ่ายรูปค่ะ

บัตรเข้าสวยเชียวค่ะ มาจากรูปดัง School of Athens


Vatican Museum ถือได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่และมีศิลปะล้ำค่าสูงที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ Vatican Museum เป็นคอมเพล็กซ์ใหญ่มากที่เก็บงานศิลปะที่ได้รับการสะสมมาหลายศตวรรษจาก Roman Catholic Church นอกจากนี้บางส่วนของคอมเพล็กซ์นี้ ในสมัยก่อนเป็นที่อยู่ของโป๊ปค่ะ (Papal Palaces and Apartments) เป็นทั้งห้องทำงาน ห้องนอน ห้องรับรองแขก ลองคิดสิค่ะ เป็นที่อยู่ของโป๊ปทั้งที จะไม่สวยได้ไงใช่มะ อะไรที่สวยที่สุดในสมัยนั้นก็มาอยู่ในที่นี้แหละค่ะไม่เพียงเท่านั้น หลายๆห้องในนี้ โป๊ปก็จ้างศิลปิน (แกมบังคับ) เช่น Michelangelo และ Raphael มาสร้างสรรค์ผลงานในที่แห่งนี้ค่ะ

เมื่อเราก้าวเท้าเข้าไปใน Vatican Museum ก็เริ่มจะหลงแล้วค่ะ ที่นี่มีทั้งหมด 54 ห้องด้วยกัน แต่ละห้องนี่ใหญ่มากๆ แบ่งเป็นงานศิลปะตามยุค ตั้งแต่ยุคอียิปต์มีมัมมี่ให้ดู ยุคกรีก โรมัน จนถึงยุค Renaissance ค่ะ หากจะเดินไปทั่วทั้งหมดคงต้องเดินกันทั้งวัน หากใครชอบดูศิลปะที่นี่คงเป็นสวรรค์เลยละคะ อย่างไรก็ดี มี 2 ส่วนที่จะออกจาก Vatican Museum ไปไม่ได้ ถ้าไม่ได้ดู คือ.. Raphael Rooms และ Sistine Chapel ค่ะ

Raphael Rooms

ในต้นศตวรรษที่ 16 Pope Julius II จ้าง Raphael ซึ่งตอนนั้นยังเป็นวัยรุ่นอยู่มาวาดรูปตกแต่งห้องต่างๆ คำว่า Raphael Rooms จึงมี เพราะมันมีหลายห้องค่ะ ห้องหนึ่งที่สำคัญคือ Stanza della Segnatura ห้องนี้เคยเป็นห้องสุมดและห้องทำงานส่วนตัวของของโป๊ป ภาพสำคัญที่อยู่ในห้องนี้คือ “School of Athens” แสดงภาพนักปราชชาวกรีก เช่น Aristotle, Plato และ Socrates เป็นภาพที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจาก Classical Philosophy มาเป็น True Religion และจาก pre Christian world เข้าสู่ Christianity ธีมช่างเหมาะสมกับการเป็นห้องสมุดของโป๊ปจริงๆเนอะ ภาพนี้ใช้เทคนิคการลงสีไปบนปูนที่ยังเปียกอยู่ หรือเรียกว่า fresco นั่นเอง ทำให้แม้จะผ่านมานานหลายร้อยปี ภาพก็ยังมีความสวยงามสดใสอยู่

รวบรวมภาพใน Raphael Rooms มาให้ดูค่ะ ด้านล่างขวาคือภาพ School of Athens ค่ะ


Sistine Chapel

ถึงแล้วค่า ส่วนที่ดังที่สุดของ Vatican museum และเป็นส่วนที่อยู่ไกลทางเข้าที่สุดซะด้วยสินะ กว่าจะเดินมาถึงห้องนี้ก็คือแทบจะต้องเดินกันมาทั่ว Vatican Museum แล้ว ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Sistine Chapel และของ Vatican Museum เพื่อนๆต้องเงยหน้าขึ้นไปดูนะคะ นั่นคือภาพ Creation of Adam นั่นเอง ภาพนี้เป็นภาพที่ดังมากที่สุดภาพนึงของโลก มีการนำภาพนี้ไปผลิตซ้ำๆๆแม้กระทั่งเป็นลายของผ้าเช็ดแว่น (ซึ่งซื้อมาใช้แล้วค่ะ ดีมากๆ Smiley)เราเชื่อว่าแทบทุกคนต้องเคยเห็นภาพนี้มาแล้วจากที่ไหนซักที่หนึ่ง ที่เป็นภาพของคนซึ่งคืออดัม กำลังยื่นนิ้วไปจิ้มกับนิ้วของพระเจ้าค่ะ แต่เอ๊ะ ดูดีๆมันไม่แตะกันนะคะ แค่ “เกือบแตะ” กัน Sistine Chapel นี้เป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่แบนมาก คือด้านยาวยาวกว่าด้านกว้างมาก ดังนั้นภาพวาดเพดานก็ต้องยาวมากๆใช่มั๊ย วิธีการที่ Michelangelo นำมาใช้คือ แบ่งเพดานเป็นช่องเล็กๆทั้งหมด 9 ช่อง แล้วก็วาดเป็นเรื่องราวตาม The Book of Genesis เล่าเรื่องการกำเนิดโลกการกำเนิดมนุษย์ 2 คนแรกของโลก และเล่าถึงเหตุการณ์วันน้ำท่วมโลกตามเรื่องราวของโมเสสที่เราเคยทราบกันมา ซึ่งภาพ Creation of Adam ก็ถือเป็น 1 ใน 9 รูปบนเพดาน

ภาพ The Creation of Adam (ภาพจาก wikipedia ค่ะ)


ส่วนนี่คือรูปบนเพดานทั้งหมดค่ะ (ภาพจาก wikipedia เช่นเดิมค่ะ )


ทราบหรือไม่คะว่า Michelangelo ใช้เวลากว่า 4 ปี เขียนภาพในห้องนี้คิดดูว่าต้องเงยหน้าวาดรูปทั้งวันทั้งคืนจะเหนื่อยขนาดไหน แต่ผลงานที่ออกมามันสวยงามมากจริงๆ มันก็แปลกดีนะคะว่าทั้งๆที่ Michelangelo ถือว่าตัวเขาเองเป็นนักปั้นมาโดยตลอดแต่ผลงานที่ดังที่สุดของเขากลับไม่ใช่รูปปั้นแต่เป็นภาพวาดซะงั้น เนื่องจากห้องนี้ห้ามถ่ายรูป เลยได้แต่เงยหน้ามองจนเมื่อยคอเลยค่ะ..ไม่เพียงภาพวาดบนเพดานเท่านั้นนะที่ดัง ยังมีอีกภาพของ Michelangelo ที่โดนเรียกตัวกลับมาวาดอีกภาพบนผนังอีกด้านที่ยังว่างอยู่ ในวัย 60 ปีค่ะ ชื่อภาพว่า “Last Judgment” เป็นภาพที่สื่อถึง นรกสวรรค์ได้สยองมากค่ะ

Last Judgment


นอกจากภาพใน Sistine Chapel ที่สำคัญแล้ว ตัวห้องเองก็ใช้ในพิธีการเลือกโป๊ปองค์ใหม่หรือภาษาอังกฤษคือ Papal Conclave ค่ะ พิมพ์แล้วคนลุกเลยนะเนี่ย Smiley

นี่ก็อีกห้องนึง the Map Room สวยดีค่ะ แสดงแผนที่


ขาออกอย่าลืมแวะไปส่งโปสการ์ดกลับบ้าน Vatican Museum นี่มีไปรษณีย์อยู่ข้างในเลย เดินตามป้ายไปเลยค่ะ บอกเค้าว่าส่งกลับไทยแลนด์ แล้วก็เลือกโปสการ์ดตรงนั้นได้เลย มีหลายแบบ หรือจะไปซื้อโปสการ์ด จาก Museum Shop ใกล้ๆกันมาก็ได้ เขียนเสร็จปุ๊ป หย่อนใส่ตู้เป็นอันเรียบร้อย..ใช้เวลาเดินทางจากวาติกันมาเมืองไทย (สำหรับบ้านเราแค่) 7 วันเองค่ะเร็วสุดๆ เลย

อีกหนึ่งจุดที่สำคัญคือบันไดวนสุดอลังงานผลงานของ Bramante ถ่ายรูปสวยดีค่ะแต่เดินลงนี่มึนเล็กน้อย


Need to Know :: Vatican Museum เปิดวันจันทร์ถึงวันเสาร์ตั้งแต่ 9.00-16.00 ปิดวันอาทิตย์ค่ะ ยกเว้นอาทิตย์สุดท้ายของทุกเดือนที่เค้าจะให้เข้าฟรี แต่เปิด 9.00-12.30 เท่านั้น ค่าเข้าชม 16 ยูโรซึ่งเราสามารถซื้อล่วงหน้าได้ตามที่บอกไปใน blog แรก นะคะ นอกจากนั้นจะมีวันหยุดพิเศษที่จะปิดในแต่ละเดือน ได้แก่ 1, 6 January, 11 February,19  March, 5,6 April, 1 May, 29 June, 15 August และ 8, 25, 26 December รบกวนแต่งกายสุภาพนะคะ ห้ามแขนกุด กระโปรงสั้น หรือกางเกงขาสั้น...การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย A (สีแดง) ลงสถานี Ottaviano

14.00: Lunch at Hostaria dei Bastioni

แวะพักทานอาหารมื้อบ่ายที่ร้านนี้ค่ะ ร้านนี้จะขายพวกอาหารทะเลเยอะ เราเลยสั่งหอยแมลงภู่นิ่ง สปาเกตตี้หอยลาย สลัดแล้วก็มี Artichoke เอาไปอบค่ะ อร่อยมากๆเลย เจ้าของร้านก็ใจดีค่ะ เข้าใจว่าเป็นร้านครอบครัว กุ๊กกับเจ้าของก็คงเป็นพี่น้องกัน ทั้งหมดนี้ราคา 45 ยูโรค่ะ


15.00: St’ Peter Basilica & St’ Peter Square

St’Peter Square

เติมพลังเรียบร้อย เดินมาต่อคิวเข้า St’Peter Basilica กัน ที่นี่ไม่คิดค่าเข้าชมนะคะแต่ที่ต้องต่อคิวเพราะต้องตรวจกระเป๋าค่ะ คิวยาวค่ะ รอไม่นาน แต่ร้อนมาก Smiley แดดที่วาติกันนี่เอาเรื่องเหมือนกัน ระหว่างที่รอคิวก็มองรอบๆตัวดูบรรยากาศของ St’Peter Square หรือ Piazza San Pietro พื้นที่นี้ได้รับการออกแบบจาก Bernini โดยพื้นที่ St’ Peter Square เป็นวงกลม โอบล้อม 2 ข้างด้วยเสาดอริค ซึ่ง Bernini ตั้งใจให้เป็นเหมือน "the maternal arms of Mother Church" และ ด้านบนของส่วนโค้ง 2 ด้านประดับด้วยรูปปั้นเทพ 140 องค์ ตรงกลางเป็นที่ตั้งของ Obelisk อายุกว่า 4,000 ปีจากอียิปต์ ได้มาสมัยโรมันค่ะ

เสาล้อมรอบ


Obelisk อยู่ตรงกลาง


St’Peter Basilica

หลังจากตรวจกระเป๋าผ่านเครื่องเอกซเรย์เรียบร้อย ก็เดินเข้าข้างในได้เลยค่ะเมื่อเดินมาเรื่อยๆ เราจะเลือกได้ 2 ทาง คือ ทางซ้ายขึ้นบันไดเข้าไปในมหาวิหาร อีกทางคือตรงไปเพื่อไปซื้อตั๋วสำหรับขึ้นไปบนยอดโดมค่ะ ซึ่งเราเลือกที่จะเข้าไปมหาวิหารก่อน เข้าไปถึงเราก็เปิด App Rick Steve ในมือถือแล้วเดินตามเลยสะดวกและได้ความรู้สุดๆ มหาวิหารแห่งนี้เป็นมหาวิหารที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญที่สุดของชาวคาทอลิก โดยเชื่อว่าสร้างบนพื้นที่ที่เป็นหลุมฝังศพของเซนต์ปีเตอร์ค่ ะมหาวิหารนี้เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของศิลปินตัวแม่ในยุคนั้น ได้แก่ Bramente, Raphael, Michelangelo, และ Maderno ข้างในนี่สุดๆเลยค่ะ ไม่ว่าจะพื้น เสา ผนัง เพดาน รูปวาด รูปปั้นมันอลังการมากๆ เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างทางศาสนาคริสต์ที่สวยที่สุดที่เราเคยเห็นมาค่ะ

ด้านใน



Pieta

อีกผลงานที่มีชื่อเสียงมากของ Michelangeloเป็นรูปปั้นของพระแม่มารีกำลังประคองร่างของพระเยซูตอนที่เพิ่งนำลงมาจากไม้กางเขนMichelangelo แกะสลักผลงานชิ้นนี้ตอนอายุ 20กว่าๆเท่านั้นเอง


เสาบิดๆตรงกลางใต้โดมนั้นเป็นผลงานของ Bernini ค่ะ แปลกดี เราไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อนเลย


อ่านหนังสือก่อนมา เค้าบอกว่าอย่าลืมมาจูบเท้าของ St’Peter ที่รูปปั้นนี้ พอไปถึงจริงๆเค้ากั้นไว้ไม่ให้เข้าไปใกล้ค่ะ แต่พอจะเห็นร่องรอยละ จูบกันจนเท้าวิ๊งเลย


อีกหนึ่งมุมสวยๆใน St' Peter Basilica


ด้านหน้าค่ะ


Swiss guard ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในวาติกันค่ะ การจะมาเป็น Swiss Guard ได้นั้น ต้องเป็นคนสวิสจริงๆและนับถือคาทอลิก อีกทั้งต้องได้รับการฝึกฝนทหารจากสวิสเซอร์แลนด์มาเรียบร้อยแล้วค่ะ 


สำคัญมาก! เมื่อเราชมด้านในเสร็จแล้วอย่าเพิ่งใจลอยเดินลงบันไดออกรั้วเตี้ยๆไปนะคะ เพราะถ้าเราเดินออกแล้ว หากเราต้องการขึ้นไปชมวิวบนยอดโดม เราต้องไปต่อคิวตรวจกระเป๋าใหม่ค่ะ ซึ่งวันนั้นเราก็ใจลอยมัวแต่คุยเดินออกไปเฉยเลยค่ะ กรี๊ด ต้องไปต่อคิวใหม่ แม้ไปนาน แต่ก็ไปไม่ทันเวลาค่ะ เค้าปิด 17.00 อดขึ้นโดมเลย Smiley

ลากันด้วยภาพ Panorama ยามเย็นที่ St'Peter Square


St’ Peter Basilica เปิดทุกวัน 7.00-18.30 ในเดือนตุลาคมถึงมีนาคม และ 7.00-19.00 ในเดือนเมษายนถึงกันยายน ส่วนยอดโดมเปิดทุกวันเหมือนกัน ตั้งแต่ 8.00-17.00 ในเดือนตุลาคมถึงมีนาคม และ 8.00-18.00 ในเดือนเมษายนถึงกันยายน ค่าขึ้นชมโดม 5 ยูโร ถ้าขึ้นบันได และ 7 ยูโรถ้าขึ้นลิฟท์ แต่ๆ! ขึ้นลิฟท์ไปแค่ช่วยไปได้ 171 ขั้น ที่เหลืออีก 320ขั้นต้องเดินต่อเองนะจ๊ะ

17.30: Ponte Vittorio Emanuele & Ponte Sant’ Angelo

เดินออกจาก St’Peter Square มาบนถนน Via della Conciliazione จะตรงมาถึง Castel Sant’ Angelo พอดีค่ะ กลับหลังหันไปเห็นยอดโดมสวยสง่าเลย


เดินเล่นริมแม่น้ำถ่ายรูปสะพานยามเย็นค่ะ

Ponte Vittorio Emanuele (Ponte แปลว่า สะพาน)


Ponte San’t Angelo


ส่วน Castel Sant’ Angelo ไม่ได้เข้าไปดูค่ะ แต่ถ้าใครสนใจ ที่นี่เคยเป็นทั้งคุกและปราสาทมาก่อนสามารถเดินเชื่อมกับ St’Peter Basilica ได้จากทางเดินที่สร้างขึ้นในปีค.ศ.1277 เอาไว้สำหรับให้โป๊ปแอบหนีออกมายามฉุกเฉินค่ะ สำหรับใครที่อ่าน Angels and Demons ของ Dan Brown คงเริ่มคุ้นๆแล้วใช่มั๊ย


ค่าเข้าชม 11 ยูโร เปิดวันอังคารถึงอาทิตย์ปิดวันจันทร์ เปิดตั้งแต่ 9.00-19.30

เย็นนี้มีนัดทานข้าวกับเพื่อนแถวๆ Spanish Steps ค่ะ เราเลยเดินเลาะแม่น้ำไปข้าม Ponte Cavour เดินไปบันไดสเปนต่อ ยังไงรายละเอียดเรื่องบันไดสเปนจะมาเล่าให้ฟังใน blog ถัดไปนะคะ 


จบวันที่สองแล้วค่ะ เป็นอีกวันที่เดินเยอะมากเหมือนกัน ขึ้นรถไฟใต้ดินแค่ 2 รอบเองที่เหลือเดินหมด เหลืออีกวันนึงที่โรมค่ะ เราจะไปเที่ยว Gallery Borghese, Trevi Fountain, และ Spanish Steps กัน ฝากติดตามด้วยค่ะ…Smiley

ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะค่าา ตามด้านล่างเลย Smiley

Day 3 : Rome (Gallery Borghese, Trevi Fountain, and Spanish steps) here

Day 4 : Florence (Piazza del Duomo, Dante church, Palazzo Vecchio) here

Day 5 : Florence (Uffizi Gallery, Accadamia Gallery, Ponte Vecchio) here

Day 6 : Pisa and “The Mall” Outlet here

Day 7 : Siena (Duomo and Piazza del Campo) here

Day 8: Venice (Saint Mark Basilica, Doge’s palace, Bride of sighs) here

Day 9 : Murano and Burano island here

 Day 10 : Milan (Duomo and Santa Maria Church for “The Last Supper”) here




Create Date : 11 เมษายน 2558
Last Update : 25 มิถุนายน 2558 21:47:22 น.
Counter : 17310 Pageviews.

5 comments
  
เป็นบลอกที่อ่านแล้ว ความอยากไปอิตาลีพุ่งปรี๊ดๆเลยค่ะ
ชอบที่จขบ.ให้ข้อมูลละเอียดดีจัง
ก่อนไปวาติกันคงต้องเอา Angels &Demons มาอีกรอบ ต่อด้วย Inferno ก่อนไปเวนิสซะละมั้ง (เพื่อความอินและฟิน)
โดย: khimyo วันที่: 14 มิถุนายน 2558 เวลา:22:53:39 น.
  
ตั๋ววาติกัน จองผ่านเวปรึเปล่าคะ หาเน้ต 28 euro อยากทราบเวปที่จองค่ะ
โดย: เสาวคนธ์ IP: 94.23.252.21 วันที่: 15 ธันวาคม 2558 เวลา:23:26:47 น.
  
https://biglietteriamusei.vatican.va/musei/tickets/do?action=booking&codiceTipoVisita=26&step=2

เลบนี้เลยค่ะ จอง Vatican museum
โดย: jellyjourney วันที่: 28 สิงหาคม 2559 เวลา:18:54:49 น.
  
เป็นการแนะนำอิตาลี ได้ดีมากค่ะ เป็นประโยชน์อย่างมากเลยค่ะขอบคุณ จขกท มาก นะค่ะ ตามรอย จขกท เลยค่ะ
โดย: Pretty IP: 115.87.226.199 วันที่: 27 ธันวาคม 2559 เวลา:1:42:08 น.
  
มีประโยชน์มากๆเลย เดี๋ยวจะตามรอยคุณในเดือนเมษายนนี้ค่ะ
โดย: เอมมี่ IP: 119.76.28.159 วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:8:26:00 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



jellyjourney
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 55 คน [?]



สวัสดีค่ะ ชื่อ เยลลี่ นะคะ blog นี้สร้างขึ้นเพื่อเอาไว้แบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์ในการไปเที่ยวของเรากับเพื่อนๆทุกคน เข้ามาเยี่ยมชม มาคุยกัน หรือมีอะไรติชมแนะนำกันได้นะคะ

Facebook page: Jellyjourney

follow my Instragram @JELLYJOURNEY for extraordinary pics in my ordinary life
+++ Please stay tuned for "Norway" trip +++