. . ไ ม่ มี ใ ค ร เ ข้ า ใ จ ทุ ก อ ย่ า ง . .
ถึงเพื่อนเรา : ซิปโป้ที่หายไป

ฉันเซนิดหน่อยตอนเดินออกมาจากห้องน้ำ พอเข้ามาภายในตัวร้าน เสียงเพลงดังกระหึ่มกระแทกเข้าสองรูหู หนุ่มสาวบางโต๊ะลุกขึ้นเต้นกันสนุกสนาน ฉันเอี้ยวตัวหลบสาวน้อยคนหนึ่ง ก่อนจะมาถึงที่โต๊ะ

ไอ้โตกำลังลุกขึ้น คงจะไปห้องน้ำเหมือนกัน มันตะโกนแข่งกับเสียงดังของดนตรี
“ ทำไมนานจังวะ กูนึกว่ามึงหลับคาห้องน้ำไปแล้ว ”
“ เออว่ะ เกือบไปเหมือนกัน ” ฉันล้อมันเล่น
ตัวโตสมชื่อของมันเดินเบียดกลุ่มนักท่องราตรี ออกไปทางห้องน้ำด้านหลังร้าน ฉันหย่อนตัวลงนั่ง รู้สึกคลายความมึนลงนิดหน่อย แต่ด้วยกลัวว่ามันจะหายไปหมด จึงยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มอึกใหญ่

“ กูเริ่มเมาแล้วว่ะ ” ไอ้โจที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามเอ่ยขึ้น
“ มึงเพิ่งเริ่มเหรอ กูเมามาตั้งแต่ร้านที่แล้วแล้วว่ะ ” ฉันตอบ หยิบบุหรี่คาบที่มุมปาก

“ เฮ้ยโจ เห็นซิปโป้กูมั้ย ? ” ฉันถามหาไฟแช็คซิปโป้
“ ไม่เห็น ” ไอ้โจตอบ หลังกลืนเหล้าลงไปอึกหนึ่ง
“ เมื่อกี้กูวางไว้ตรงนี้ มึงไม่เห็นเหรอ ? ” ฉันชี้ไปบนโต๊ะ ข้างๆซองบุหรี่นั่น
“ ไม่เห็น ” มันตอบไปอย่างนั้นเหมือนไม่ได้ใส่ใจ สองตามองไปยังสาวน้อยโต๊ะข้างๆ
“ ไอ้เชิด มึงเห็นหรือเปล่า ? ” ฉันหันไปถามไอ้เชิดพลางใช้มือตบตามกระเป๋าเสื้อ กางเกง เพื่อสำรวจให้แน่ใจว่าฉันไม่ได้เก็บมันไว้เอง
“ เห็นอะไร ? ” มันไม่ได้สนใจฟังเลย
“ ซิป-โป้-กู.. มึง-เห็น-มั้ย.. ? ” ฉันพูดช้าๆ เน้นเสียงทีละคำ
“ ไม่เห็น เฮ้ย กูขอบุหรี่ตัวนึง ” มันเคาะบุหรี่ออกมามวนหนึ่ง จุดสูบ พ่นควันยาวเป็นสาย แล้วยื่นไฟแช็คมาให้
“ มึงใช้ของกูจุดไปก่อน ” ฉันมองไฟแช็คพลาสติกสีแดงในมือที่มันยื่นมาให้
“ จุดกับไฟแช็คนี่ สูบแล้วเจ็บคอว่ะ ” ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ
“ เรื่องมากนักก็ไม่ต้องสูบ ” ไอ้เชิดเก็บไฟแช็คใส่ลงในกระเป๋าเสื้อ ยกเหล้าขึ้นจิบหนึ่ง
“ มึงไปลืมไว้ที่ไหนหรือเปล่า ? ” ไอ้โจหันมาถาม
“ จะที่ไหนวะ ก่อนไปห้องน้ำ กูยังจุดมันสูบอยู่เลย แล้วก็วางไว้ตรงนี้ ” ฉันเริ่มหงุดหงิด มันจะหายไปได้ยังไง

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .

เราทั้งสี่คน ไอ้โจ ไอ้โต ไอ้เชิด และฉันเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่สมัยเรียน จนถึงทุกวันนี้ก็สิบกว่าปีแล้วที่ได้ร่วมหัวจมท้ายด้วยกันมาตลอด ใครหลุดโคจรหรือส่อแววว่าจะออกนอกลู่นอกทางไป คนอื่นๆก็จะช่วยกันประคับประคองกันกลับมา อาจมีทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยๆตามประสา แต่อายุความไม่เคยเกินหนึ่งคืนหนึ่งเมา แม้ใครจะมองการดื่มเหล้าเลวร้ายเพียงใด สำหรับพวกเราแล้ว มันคือการได้มาพบกัน พูดคุย ถามไถ่ถึงกันในหลายเรื่องราว แลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟังและให้กำลังใจกันในบางครั้ง คำพูดหรือเหตุผลอาจเข้าใจยาก แต่ความรักและมิตรภาพของเพื่อน พวกเราต่างรับรูและเข้าใจเหมือนๆกัน

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .

“ ไอ้โตหยิบติดมือไปมั้ง.. ” ไอ้เชิดพยายามสรุป เมื่อรู้สึกได้ถึงความไม่พอใจบางอย่างของฉัน
“ อะไรของมึงวะ ซิปโป้อันเดียว มึงก็ใช้ไฟของไอ้เชิดจุดไปก่อน.. ” ไอ้โจพูดพลางส่ายหน้า
“ กูไม่สูบ.. ” ฉันเอ่ยเสียงก้าวร้าว ไม่แยแสคำใคร นึกในใจ ‘พวกมึงแกล้งกูแหง เห็นว่ากูเมาแล้วล่ะสิ
’
“ ตามใจมึง ลงแดงตายไปเลย ไร้สาระว่ะ.. ” ไอ้โจต่อคำ

ฉันเทเหล้าลงคอรวดเดียวหมดแก้ว ‘สนุกกันนักหรือไงวะ กับไอ้การได้แกล้งเพื่อนนี่น่ะ ถ้ามันพอดีๆกูก็ไม่ว่าหรอก แต่นี่มึงก็รู้ กูกำลังโกรธอยู่ ทำไมพวกมึงยังไม่เลิกเล่นวะ’

พวกเรามักจะแกล้งและอำกันเองเสมอ จนบางครั้งก็เกินเลยไปกลายเป็นต้องโกรธเคืองกันบ้างก็มี ขอแค่มีใครซักคนเป็นต้นคิด ที่เหลือรับมุขกันอย่างอัตโนมัติ เป็นเรื่องเป็นราว

“ ซิปโป้มึง อันเท่าไหร่วะ ? ” ไอ้โจเอ่ยถาม หลังจากเงียบไปพักใหญ่
“ อันเท่าไหร่แล้วทำไม มึงจะซื้อให้กูหรือไง ? ” ฉันตะคอกถาม
“ เออ! กูเห็นมึงเรื่องมากนัก หายไปแล้วมึงจะตายหรือไงวะ ? ” ไอ้โจพูด น้ำเสียงขุ่นเคือง
“ เฮ้ย กินเหล้าเถอะพวกมึง กูว่าไอ้โตนั่นแหละหยิบติดไป ” ไอ้เชิดตัดบท รสเหล้ามันคงเริ่มกร่อยๆ
“ มึงอยากได้ก็บอก บอกกูคำเดียวกูถวายให้เลย แต่ทำไมมึงต้องขโมยด้วยวะ ” ฉันพูดเสียงดัง มองหน้าไอ้โจ
“ พอเถอะ มึงเมาแล้ว ถ้าหายจริงๆกูซื้อให้ใหม่อันนึง ” ไอ้เชิดพยายามกลบเกลื่อนคำพูดของฉันเมื่อครู่นี้
“ มึงหาว่ากูขโมยเหรอ ? ” ไอ้โจเอ่ยแทรกขึ้นมา
“ ..!! ” ฉันสบถคำหยาบ
“ นั่นไง ไอ้โตมาแล้ว มึงลองถามมันสิ ” ไอ้เชิดสะกิดฉัน พยักหน้าไปทางไอ้โตที่เพิ่งเดินมาถึงโต๊ะ
“ เฮ้ยโต มึงเอาซิปโป้ไอ้จีไปหรือเปล่า ? ” ไอ้เชิดตะโกนถาม โดยไม่รอให้ฉันเอ่ยปาก
“ เปล่า.. ” ไอ้โตตอบขณะนั่งลง ทำหน้างงๆ
“ ไอ้จีมันหาซิปโป้มันไม่เจอ นึกว่ามึงถือติดมือไป ” ไอ้โจเอ่ยขึ้น
“ กูก็เห็นแว้บๆอยู่บนโต๊ะเมื่อกี้นี่นา ” ไอ้โตตอบ หันมามองหน้าฉัน
“ มึงลองหาในกระเป๋าซิ ” ฉันบอกไอ้โต มันอาจหยิบติดมือไปจริงๆ ไอ้โตทำท่าล้วงกระเป๋าไปมา แล้วแบมือสองข้าง ทำหน้าตาที่แสดงว่ามันบริสุทธิ์
“ ช่างแม่งเถอะ กูไม่สูบแม่งแล้ว ชิบหาย! พวกมึงสนุกนักหรือไงวะ ” ฉันหงุดหงิด ยกเหล้าดื่มหมดแก้ว กระแทกลงกับโต๊ะเสียงดัง
“ มึงใจเย็นๆสิ ค่อยๆหา มึงหาในกระเป๋ามึงครบหรือยัง ” ไอ้เชิดพยายามไกล่เกลี่ย
“ ปล่อยแม่งเถอะ แดกเหล้าดีกว่า ไร้สาระว่ะมึง.. ” ไอ้โจยื่นแก้วมาข้างหน้า เชิญชวนชนแก้ว ไอ้โต ไอ้เชิดยกแก้วขึ้นชนดังกริ๊ก
“ เฮ้ยจี เดี๋ยวค่อยหา กินเหล้าเถอะ.. ” ไอ้โตหันมาบอก
“ มึงไม่ได้หยิบไปจริงๆนะ ” ฉันยังไม่จับแก้วเหล้า ‘ทำไมต้องไปชนกับพวกมันด้วย เล่นกันเกินไป แม่งน่าจะคืนมาได้แล้ว’
. . . . . . . . . . . . . . . . . . .

สมัยที่ยังเรียนหนังสือ เนื่องจากเราทั้งสี่เป็นเด็กต่างจังหวัด ทางบ้านจะส่งเงินมาให้เป็นรายเดือน หลังจากที่สนุกสนานกับการเที่ยวเตร่ ดื่มเหล้า ออกค้นหาชีวิตสนุกสนานยามราตรีจนเพลิน เงินของทุกคนจึงหมดไปอย่างรวดเร็ว วันที่เกลี้ยงกระเป๋ากันจริงๆ เราสี่คนรวมเงินกันได้ ๒๐ บาท

แบ่ง ๑๐ บาทซื้อข้าวสวยถุงใหญ่ ๕ บาทซื้อไข่ไก่ ๒ ฟอง อีก ๕ บาทที่เหลือ ซื้อขนมจีบแม่ค้าข้างล่างหอพักที่คุ้นเคย ขนมจีบ ๕ บาท ขอผักเครื่องเคียงมาเต็มถุง

น้ำมันร้อนๆ ตอกไข่ไก่ลงในกระทะไฟฟ้า เทผักทั้งหมดที่มีตามด้วยขนมจีบน้อย ๗ ลูก ๕ บาท หอมฟุ้งไปทั่วทั้งหอพัก เราทั้งสี่คนก็รอดตายไปด้วยกันอีกหนึ่งมื้อ

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .

“ มึงคิดว่ากูจะเอาของมึงไปจริงๆเหรอวะ ? ” ไอ้โตถามด้วยน้ำเสียงและแววตา
“ ก็นั่งกันอยู่แค่สี่คน ไม่มึงก็ใครซักคนล่ะวะ หรือไม่งั้น พวกมึงก็รวมหัวกัน” ฉันตอบ เหลือบไปมองไอ้โจนิดหนึ่ง
“ ใครมันจะเอาไปวะ กะอีแค่ไฟแช็คอันเดียว ” ไอ้เชิดเอ่ยขึ้น กรอกเหล้าลงคออึกใหญ่
“ มันคิดว่ากูนั่นแหละ ช่างเถอะ ปล่อยมันอดบุหรี่ให้เป็นบ้าตายไปเลย ” ไอ้โจตอบประชด เอื้อมมือหยิบบุหรี่
“ พวกมึงนี่ยังไงกัน ทะเลาะกันเป็นเด็กๆ ” ไอ้โตผสมเหล้าแก้วใหม่แล้ว
“ กูไม่ได้เสียดายไอ้ซิปโป้อะไรนั่นหรอกว่ะ กูเสียดายบรรยากาศกินเหล้ามากกว่า มึงเล่นแกล้งกันยาวๆอย่างนี้ กูก็เสียอารมณ์ว่ะ ” ฉันเอ่ยน้ำเสียงจริงจัง ไอ้โตเอื้อมมาหยิบแก้วเหล้าไปชงให้

“ กูพอแล้ว กลับดีกว่าว่ะ เซ็งพวกมึง.. ” ฉันห้ามมือไอ้โตไว้ แต่พลาดไปปัดแก้วเหล้าตกแตก ทุกคนหันมามอง
“ มึงจะบ้าไปถึงไหนวะ แม่งเรื่องแค่นี้ มึงน่ะใช้อารมณ์ซะจนชิน ” ไอ้โจตวาดลั่น สีหน้าโกรธจัด มึนคงคิดว่าฉันตั้งใจทำแก้วแตกเพื่อประชดคนอื่นๆ

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .

เราทั้งสี่คนคบกันมานาน รู้ลึกซึ้งถึงนิสัยใจคอกันเป็นอย่างดี เอ่ยคำพูดมาสักคำก็เข้าใจทะลุไปถึงข้างในใจ เราผ่านช่วงชีวิตวัยรุ่นมาพร้อมๆกัน และเราต่างก็กำลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ บางครั้งเรานั่งคุยกันเงียบๆด้วยเหตุผลและมุมมองแบบผู้ใหญ่ แต่บางครั้งเรายังนั่งดื่มเหล้า หยอกล้อและเล่นกันเหมือนเด็กๆ

เราต่างคนมีเส้นทางของชีวิตที่แตกต่าง มีการงานที่ต้องรับผิดชอบ มีเรื่องราวในชีวิตที่ต้องจัดการและแก้ปัญหา เราเติบโตขึ้นพร้อมกับการถูกฉาบแต้มจากสังคมรอบตัว เพื่อนร่วมงาน และการดิ้นรนในชีวิตประจำวัน เราเปลี่ยนแปลงไปตามบทบาทของหน้าที่และสังคมแวดล้อม

แต่เมื่อคราวที่ได้กลับมาพบเจอกัน เราถอดเปลือกเหล่านั้นออกจนหมดสิ้น เปลือยทุกความรู้สึก เราพูดคุย ถามไถ่ถึงสิ่งที่ได้พบเจอ ปลอบโยนและซ้ำเติมกันอย่างรู้ใจและเข้าใจ ด้วยความเป็นเพื่อน บางความห่วงใย เราจึงไม่ต้องแปลความหมายใดๆออกมาเป็นคำพูดเลย

ฉันเคยนั่งคิด ในวันหนึ่งที่เราแก่ชราลงไปด้วยกัน เราจะกลับมานั่งคุยกันถึงเรื่องอะไรบ้าง

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .

“ เฮ้ย ไอ้จีมันไม่ได้ตั้งใจ ช่างมันเถอะ ไป.. กลับก็กลับพร้อมกัน ” ไอ้เชิดรีบบอก รู้นิสัยใจคอและอารมณ์ของทุกคนในตอนนี้ดี
“ มึงแดกกันต่อเถอะ กูกลับคนเดียวก็ได้.. ” ฉันลุกขึ้น ล้วงกระเป๋าหลังจะหยิบกระเป๋าสตางค์ พลันสะดุดสัมผัสวัตถุเรียบมันขนาดเหมาะมือ ไฟแช็คซิปโป้..

ฉันยืนนิ่ง มือยังค้างอยู่ในกระเป๋า มองหน้าไอ้โจที่เมินหันไปทางอื่น ไอ้โตกำลังเรียกน้องเด็กเสิร์ฟมาช่วยเก็บเศษแก้ว ไอ้เชิดมองเห็นฉันนิ่งไป เอ่ยขึ้น
“ ลืมกระเป๋าตังค์อีกสิมึง? ไปเถอะ เดี๋ยวพวกกูจัดการเอง ”

“ กูเจอแล้วว่ะ..ซิปโป้กู.. ” ฉันเอ่ยเสียงเบา แต่ทุกคนหันมาแทบจะพร้อมกัน ฉันยังนิ่งอยู่ในท่าเดิม ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่นิดเดียว

ไอ้เชิดยิ้มแล้ว เมื่อมองเห็นหน้าตาเจื่อนๆและอาการแข็งทื่อของฉัน ไอ้โจหัวเราะเสียงดังแทบจะตกเก้าอี้ แววตาโกรธขึ้งเมื่อครู่นี้หายไปอย่างสิ้นเชิง ไอ้โตหันมามองแล้วส่ายหน้า ช่วยน้องเด็กเสิร์ฟเก็บเศษแก้วต่อ

ฉันยังไม่ขยับไปไหนจนกระทั่งไอ้เชิดดึงตัวให้นั่งลง ไอ้โจลุกขึ้นเดินมาตบหัวฉันเบาๆทีหนึ่ง ก่อนจะเดินเลยไปทางห้องน้ำ ไอ้โตสั่งแก้วใบใหม่ผสมเหล้ามาวางไว้ตรงหน้า

ฉันยกแก้วเหล้าขึ้นจรดปาก ดื่มลงไปอึกใหญ่ ล้วงซิปโป้สีเงินวาววางลงบนโต๊ะ หันไปหาไอ้เชิด
“ เชิด.. กูขอยืมไฟแช็ค.. ” ฉันเอ่ย ไอ้เชิดล้วงในกระเป๋าเสื้อ ยื่นไฟแช็คพลาสติกสีแดงมาให้ ทำหน้างงๆ
“ ทำไมมึงไม่ใช้ซิปโป้สุดรักของมึงล่ะ ใช้ของกูสูบแล้วเจ็บคอนี่..” ไอ้เชิดเอ่ยถาม
“ กูอยากใช้ของเพื่อนว่ะ.. ”



“ ...ถ้ามีวันไหน
มันร้ายมันเลวแค่ไหน
อย่างน้อย ยังมีเพื่อนฝูง
ที่เขายินดี คอยยืนเคียงข้าง
จะทุกข์ร้อน ไม่สิ้นทาง... “



เพลง ถึงเพื่อนเรา ของไมโคร อยู่ในอัลบัม เต็มถัง พ.ศ. ๒๕๓๒


Create Date : 05 กันยายน 2549
Last Update : 22 กันยายน 2549 19:35:01 น. 4 comments
Counter : 265 Pageviews.

 
เห็นภาพเลยอะ ฆ่ากันให้ตายก็ได้ แต่ก็ยังเป็นเพื่อนกันจนตาย ชอบๆๆๆ

ไม่ได้ชอบในรสของสุรา แต่ว่ามิตรภาพและบทสนทนาในวงสุราต่างหาก ที่ทุกคนหลงไหลมัน


โดย: ก้อนหินก้อนหนึ่ง วันที่: 5 กันยายน 2549 เวลา:22:45:48 น.  

 
ถึงเพื่อนเรา ไม่ว่าจะไปอยู่ไหน แม้นายจะมีแต่ความโชคดีหรือโชกโชน ไม่ว่านายสุขหรือทุกข์ทน โปรดจงรู้ว่ามีเพื่อนอยู่ไม่เคยทิ้งกัน จากวันนั้นถึงวันนี้เราก็ยังเหมือนเดิม ยังเหมือนเดิม เลือดกายก็สีเดิม


โดย: ถังแตก IP: 61.19.236.186 วันที่: 9 มกราคม 2550 เวลา:10:15:38 น.  

 


โดย: นา IP: 203.188.46.26 วันที่: 22 พฤษภาคม 2550 เวลา:16:15:57 น.  

 
ถึง พ.ต. มีไปร์ท แบงค์ เจ นุ่น จิ๊บ เบียร เป็นเพื่อนกันเมื่อปวช.ปี2 อยู่ห้อง 7 เราก็เป็นเพื่อนกันตลอดไป อยากฟังเพลง ถึงเพื่อนเรา มาก เพราะเพลงนี้มีความหมายต่อผมจริงๆ


โดย: ไปร์ท IP: 61.19.236.186 วันที่: 25 พฤษภาคม 2550 เวลา:15:26:04 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

jeeraa's
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
 
กันยายน 2549
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
5 กันยายน 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add jeeraa's's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.