Group Blog
พฤศจิกายน 2553

 
1
2
3
4
5
6
8
9
13
14
19
20
21
27
28
 
 
All Blog
อยากบอกว่าภูสอยดาว.....ฉันรักเธอ

ช่วงนี้มีแต่ข่าวคราวน้ำท่วม ..... แต่มีคนมาชวนไปเที่ยวภูสอยดาว.....ไปฟรีนะ......ทำไมไม่อยากไป


..........กลัวน้ำท่วม คือ หนึ่งเหตุผล .........อ้อ เราไปภูเขานะ น้ำไม่ท่วมหรอก คือเหตุผลหักล้าง


.......... กลัวอดีต คือ หนึ่งเหตุผลที่ไม่ได้บอก ......


แต่เราก็ต้องไปภูสอยดาว... ไปแบบไม่ค่อยอยากจะไปเท่าไร


 



 


ภูสอยดาวอยู่ในจังหวัดอุตรดิตถ์ แต่เส้นทางที่เราใช้ไปทางอำเภอชาติตระการ ทางไปร่มเกล้า หากใครจำได้ พื้นที่แห่งนี้ เคยเป็นพื้นที่ปัญหาซับซ้อนที่เราเคยมีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านในอดีต ที่ทหารหาญของเราต้องสูญเสียชีวิต เพื่อรักษาผืนแผ่นดินอันเป็นที่รักของเรา


 


เราออกเดินทางจากกรุงเทพเวลา เกือบสามทุ่มสี่สิบ เลยเวลานัดหมายสามทุ่มครึ่ง ไปสิบนาที รถตู้เราเป็นคันสุดท้ายจาก 6 คันที่ออกเดินทาง ไปตั้งแต่เวลาสามทุ่มแล้ว คนที่มาถึงก่อนกลายเป็นคนที่บ้านไกล แต่คนที่มาช้าคือคนที่อยู่ใกล้


 



 


เรากังวลพอสมควรที่รถคันเราต้องออกล่าช้าเพราะต้องมีรับคนที่นครสวรรค์และพิษณุโลก ที่อาจต้องรอเวลาที่ล่าช้าออกไป อีกทั้งคนรอเป็นผู้หญิง ดังนั้น เมื่อออกรถ เราต้องรีบโทรไปบอกผู้ที่รออยู่ระหว่างทางเพื่อให้คลายความกังวล


ตีห้าครึ่งเรามาถึงตลาดที่อำเภอชาติตระการ พิษณุโลก ก็แบ่งหน้าที่กันไปจ่ายตลาด ส่วนเราไม่ต้องคิดมากเป็นคนหิ้วถุงกับข้าวก็แล้วกัน จนได้เวลา 6 โมง ขบวนรถตู้ทั้ง 6 ก็มุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายน้ำตกภูสอยดาว เราถึงอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ก็ช่วยกันเก็บสัมภาระใส่ถุงพาสติกเพื่อฝากลูกหาบ ตามจริงสัมภาระเราก็แบกไหวนะ แต่อยากกระจายรายได้ให้กับลูกหาบ กิโลกรัมละ 20 บาท เขาจะได้มีรายได้ไปเลี้ยงครอบครัว ไม่ต้องไปลักลอบทำสิ่งผิดกฏหมาย


 



 


ระยะทาง 6.5 กิโล ดูน้อยกว่าภูกระดึง ใครเคยผ่านภูกระดึงมาแล้ว อาจถือว่าเด็กๆ แต่ที่ต่างจากภูกระดึงตรงที่ แต่ละที่ไม่มีจุดแว๊ะ พักกินน้ำแข็งไส ดื่มน้ำอัดลม กินข้าวผัด ได้ทุกซำ แต่นี้ภูสอยดาว มะมีอย่างนี้ เนินแรกส่งญาติ เดิมเนินแห่งนี้เป็นเนินดิน จำได้ว่า กว่าจะขึ้นถึงสุดเนินก็หอบจนขึ้นไม่ไหว ต้องปล่อยให้ญาติไปคนเดียว เป็นที่มาของเนินส่งญาติ แต่ตอนนี้เนินส่งญาติจากเนินดิน กลายเป็นสะพานเหล็ก ทำให้เราเดินไม่ลำบาก ต่อไปคงต้องเรียกว่าเนินรวมญาติแล้ว เพราะสะดวกในการเดินมาก หลังจากนั้นก็เดินไล่ขึ้นเรื่อยๆ เราเริ่มมาเดินช้าในเนินปราบเซียน แม้ไม่ชันมาก แต่ก็เป็นเนินทางขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้ก็เยอะ ไม่มีลมเลย ทำให้เราเริ่มล้าในกล้ามเนื้อแล้ว


 



 


เรามาหยุดพักก่อนขึ้นเนินมรณะ เพราะเนินนี้ถือว่าลำบากเป็นสำคัญ เพราะเมื่อกี้ญาติตามมา โดยเฉพาะคุณตา มารอบริเวณทางขึ้นเนินมรณะแล้ว เราไม่สนใจใครจะแซงก็แซงไป ขอนอนพักเอาแรงตรงทางขึ้นก่อน งัดอาหารกลางวันสุดหรู ข้าว ไข่ต้ม หมูกระเทียม เสียดายมาก ที่น้ำดื่มดันเอามาขวดเล็กขวดเดียว อากาศเริ่มร้อน อาการขาดน้ำเริ่มเห็นได้ชัด โชคดีนะเป็นเนินสุดท้าย


 



 


ว่าแล้วเราก็เดินขึ้นภูสอยดาวเป็นจังหวะ แทงโก้ คือ ขึ้นสาม หอบสอง นั่งหนึ่ง ไปตลอดเนิน พอคนเดินผ่านมา เราก็ทำฟอร์ม แหมมมมม วิวมันสวยจริงๆๆ โชคดีมากเนินมรณะเมื่อก่อนจำได้ว่าขึ้นลำบาก แถมเมื่อก่อนหญ้าไม่เยอะ เห็นตรงไหนเป็นหน้าผา แต่ตอนนี้เนินมรณะยุคพัฒนา ทางขึ้นเป็นบันไดไม่เชอร่าอย่างดี ได้ยินพวกลูกหาบพูดว่า บันได้ขั้นละ 150 เลยนะ ที่พวกเขาต้องขนไม้ขึ้นมาทำแต่ละขั้น


 



 


และแล้ว เราหลุดออกจากเนินมรณะ มาเป็นเนินสน ก่อนที่จะมาแอบนั่งหอบหลังป้าย ผู้พิชิต ภูสอยดาว ดีนะ ที่เรามาไม่ได้เป็นหน้าฝน แต่เรากลับชอบหน้าฝนนะ เพราะเย็นดี อีกอย่าง ถ้าเป็นช่วงหน้าฝน ดอกไม้จะงามมาก สายหมอกเหงา ลมเย็นพัดเบา......ความหลังของเราลอยมาแต่ไกลเลย


เราต้องเก็บความรู้สึกเอาไว้ภายใน ไม่ได้มีงานต้องทำ เดียวฝนจะมาแล้ว ดูท่าทางจะตั้งเค้า เราต้องรีบกางเต็นท์ จัดที่เตรียมรอรับลูกทริปอย่างเร่งรีบ พาลคิดไปว่า ถ้าเรามาเที่ยวอย่างเดียวน่าจะมีความสุขนะ ไม่ต้องทำอะไร เดินหามุมถ่ายรูปตามใจชอบ...พึ่งมารู้ตัวตอนนี้ว่า เราเริ่มไม่เหมาะกับงานทัวร์ป่าเลย...


 



 


วันแรกผ่านไปด้วยดี อากาศเย็น ฝนตกใช้ได้เลย แต่ไม่หนักมากนัก คืนนี้เราต้องนอนใต้ไฟล์ชีทที่ปูไว้เป็นที่กินข้าว สำหรับลูกทริปนอนเต็นท์ แต่ก็มีลูกทริปใจดี(ผู้ชาย) ชวนไปนอนในเต็นท์ เพราะมีที่ว่างอยู่ แต่เรามานอนคิด จะอย่างไรหละ อยู่ๆ ผู้ชายมาชวนเราไปนอนด้วย มันจะไม่งามมั้ง ว่าแล้วก็นอนไปเลยดีกว่า


 



 


เช้าวันรุ่งขึ้น เราตื่นมาแต่เช้ามือ ตกใจเห็นใครนอนคลุมโป่งอยู่ข้างๆ ไม่ได้การ ตามภาษาคนชอบถ่ายรูป เรามีเวลาก็แอบเอากล้องถ่ายรูปกระป๋องคอมแพคออกไปถ่ายรูปยามเช้า หลังจากนั้น ก็ช่วยเขาทำอาหารเช้านิดหนอ่ย แต่ช่วยกินอาหารเช้ามากหน่อย วันนี้หัวหน้าทริปพาไปเที่ยวน้ำตกสายทิพย์


 



 


ทางลงก็พิเศษ เราลงทางเดินตัดป่าหญ้าลงไป ค่อนข้างจะเรียกว่าไต่ระห่ำ ลงอย่างเดียว ทางก็ลื่นอันเนื่องจากฝนตกเมื่อคืน ตั้งใจว่า ถ้าขึ้นกลับทางเก่า สงสัยต้องคลานสี่ขาขึ้นมาแน่ๆ เรามีหน้าที่ปิดท้ายขบวน คอยดูไลน์ทางเดินให้ลูกทริปเดิน แต่แล้วก็เจอสิ่งที่ไม่น่าเจอน้องทาก ตัวน้อยๆ เกาะที่บริเวณโคนนิ้วชี้ ว่าจะเรียกให้หนุ่มสาวชาวกรุง ที่ไม่เคยเห็นทากมาดู แต่แล้วดูท่าทางน้องทากจะใจร้อนรีบเจาะเข้าใต้ผิวหนังเรา ไม่ได้เดียวน้องๆไม่เห็นว่าแล้ว เอานิ้วดีดไปให้น้องผู้ชายอีกคนดู ได้ผลน้องทากไปเกาะที่หน้าผากน้องผู้ชาย เรียกเสียงกรีดจากผู้ชายได้หลายยกเชียว


 



 


มาถึงน้ำตกสายทริป ไม่น่าเรียกว่าน้ำตกเลย น่าจะเรียกว่าน้ำรินมากกว่า ต้องพกพาความผิดหวังเดินกลับขึ้นมาทางต้นน้ำ ได้เวลาแล้วอาหารกลางวัน ก่อนที่จะให้แต่ละคนพักเดียวจะพาไปเที่ยวรอบด้านบน


เมื่อเราผ่านหลักเขตไทย-ลาว ตอนนี้หละ พวกมีโทรศัพท์ก็เริ่มหาสัญญาณกันแล้ว ตรงนี้เนิน AIS ตรงนี้เนิน DTAC หลายคนเริ่มงัดโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาคนรักบ้าง หาเพื่อนบ้าง แต่หลายคนก็เลือกนั่งชมความงามของเนินสน จนหลายคนเราต้องเบือนหน้าไปด้วยความอิจฉา


 



 


เราถึงจุดชมวิว จุดสูงสุดของภูสอยดาว แต่เราดูๆไปแล้ว มันยังเตี้ยกว่าเขาลูกอื่นที่เห็น เขาบอกว่าลูกอื่นที่สูงอยู่ในเขตประเทศลาว เราเดินลัดเลาะ ผ่านจุดที่ตั้งบังเกอร์ทหารสมัยอดีต ทางเดินเป็นวงกลมและมาบรรจบกับทางเข้าที่พักเรา


 



 


มาถึงคืนสุดท้าย อากาศเริ่มไม่หนาว ฝนเริ่มไม่มี สมาชิกหลายคนเริ่มสนิทกัน เสียงคุยสนทนาหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน แต่เราไม่รู้สึกอยากเร่งคืน เร่งวัน เร่งเวลา ให้จบสิ้นโดยเร็ว แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งเหมือนเวลาดูยาวนานขึ้น...


 



 


ค๊อกกกก ฟิ้ววววว


คร๊อกกกกก ฟิวววววว


เสียงกรนคนนอนข้างๆ ปลุกให้เราตื่นขึ้นมา เราควานหานาฬิกาในเป้ ตีห้าครึ่ง จะนอนต่อก็ไม่ไหวแล้ว ดูคนนอนด้านข้าง ใครนะ นอนคลุมโปง กรนเสียงดัง อยากจะเปิดถุงนอนดูว่า ทีมงานคนไหนนะ ช่างกรนได้อย่างได้ใจ ตืนเช้ารีบเข้าห้องน้ำดีกว่า เดียวค่อยกลับมาดูหน้าว่าใครเนี่ย


 



 


เราทำธุระส่วนตัวเสร็จกลับมาทัน คนที่อยู่ในถุงนอนด้านข้างเรายังไม่ตื่นนอนเลย ว่าแล้ว เราก็นั่งเก็บของใส่เป้สัมภาระเพื่อเตรียมขนกลับ สักพัก ถุงนอนด้านข้างเปิดขึ้น.......แก๊กกกกกกกก


 


คนนอนข้างๆเราสองคืน ไม่ใช่ผู้ชาย กลายเป็นน้องฝึกงานผู้หญิง


5555 ทำไมเราไม่รู้เลยว่าสองคืนที่นอนมา ข้างๆเราคือผู้หญิงงงงงงงงงงงง ถึงว่าซินอนขู่เราทั้งคืน


 






รอยอดีต....รักนี้ มิลืมเลือน


คอยย้ำเตือน...ให้หวลนึก...อยู่เสมอ


ตกพลบค่ำ ลมรำเพยเสียง....นกละเมอ


พลั่นหลงเพ้อ ว่าเธอเรียก คืนกลับรัง


 




Create Date : 07 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2553 10:57:33 น.
Counter : 922 Pageviews.

7 comments
  
ภาพงามเชียวค่ะ

อากาศท่าทางจะดีมากๆ เลยนะคะนี่
โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 8 พฤศจิกายน 2553 เวลา:17:37:49 น.
  
ภาพสวยมากเลยค่ะ
โดย: มิลเม วันที่: 8 พฤศจิกายน 2553 เวลา:22:14:42 น.
  
ว้าว สวยค่ะ
โดย: kidthung maanoy วันที่: 9 พฤศจิกายน 2553 เวลา:23:06:23 น.
  
ขอบคุณที่เข้ามาชมครับ มือใหม่ หัดเล่น Blog ครับ

เดียวให้ชำนาญก่อนนะคับ จะตามไปเยี่ยมทุกท่านเลย
โดย: จั๊กเด๋ วันที่: 10 พฤศจิกายน 2553 เวลา:10:46:24 น.
  
ภาพสวยมาก..เขียนสนุก

ตามมาจาก NZ วันละเรื่องเลยคะ
โดย: Big Elep IP: 58.8.97.95 วันที่: 12 พฤศจิกายน 2553 เวลา:15:54:24 น.
  
แวะมาชมค่ะ
โดย: นู๋ที วันที่: 13 พฤศจิกายน 2553 เวลา:17:43:54 น.
  
เอะๆ!!! มีฟามหลังกับผู้ได๋ไผ ใยมิบอกกล่าว
โดย: จุ๊กจิ๊ก IP: 124.122.69.39 วันที่: 23 พฤศจิกายน 2553 เวลา:10:39:05 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

จั๊กเด๋
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]