Group Blog
 
 
ธันวาคม 2557
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
12 ธันวาคม 2557
 
All Blogs
 
เพลิงไพรเสน่หา... บทที่ ๑๑ ทรมาน (๑)

เพลิงไพรเสน่หา... จันทราวดี

           “ปล่อย ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้”เสียงเล็กแหลมดังไปทั่วกระท่อมกลางป่าร่างกายพึ่งหายจากพิษไข้ปวดระบม ถูกบุรุษจิตใจโหดร้ายลากออกจากห้องมาล่ามไว้นอกชานไร้ความปราณีในแววตา เมื่อเขามองสบเธอเสียตาเขียว

           “อย่าดีดดิ้นให้มากมันจะยิ่งทำให้คุณเจ็บ” อินทรกล่าวเตือนเสียงขรมกระตุกเงื่อนเชือกในมือเสร็จ รีบผลุนผลันลงจากกระท่อม

           ปานรีหน้าเสียมองบุรุษไล่หลังเป็นไปได้อยากหาอะไรเขวี้ยงใส่ศีรษะให้หายเจ็บแค้นกับการกระทำรุนแรงเอาเธอมาผูกไว้กับเสาชานกระท่อมวิธีการโหดเหี้ยมยิ่งกว่าเอาโซ่มาล่ามข้อเท้าเธอเสียอีก

           “บ้า พวกบ้าพวกนายต้องชดใช้...” เสียงเคียดแค้นดังแหบโหยเหลียวมองมือไขว้หลังถูกมัดเสียแน่นหนาความยาวของเชือกไม่ได้ยาวให้เธอพอเดินไปไหนมาไหนได้ นอกจากนั่งแปะอยู่บนพื้นไม้ยกระดับเหนือพื้นดินราวหนึ่งเมตร

           ทำไมคนพวกนี้ถึงได้โหดร้ายนัก‘มโนสำนึก’ ความเป็นคน ยังมีเหลืออยู่บ้างไหมในหัวใจ...

เป็นคำถามที่ปานรีได้คำตอบในเวลาต่อมาเมื่อบุรุษคนเดิมกลับมาอีกครั้ง ในมือถือถาดอาหาร ปานรีมองนิ่งอย่างน้อยก็ยังมีจิตใจความเป็นคนอยู่บ้าง ถึงเธอไม่พออกพอใจกับวิธีการเท่าไหร่แต่คนตรงหน้ายังมีความปราณีไม่ปล่อยให้เธอต้องมาหิวตายกลางป่ากลางเขา ทั้ง ๆที่พึ่งสร่างไข้ได้ไม่นาน

“ทานอาหารซะ จะได้ทานยา” คำสั่งวางอำนาจถูกพ่นจากเรียวปากรกครึ้มด้วยหนวดเคราดำสนิทก่อนทรุดตัววางถาดอาหารลง เลื่อนให้หญิงสาวได้เห็นของบนถาดถนัดตา

“มะ มันจะมากไปแล้วนะ” เสียงสูงวีนออกมาอย่างหัวเสียจานข้าวถูกซาวยิ่งกว่าข้าวสุนัข ปานรีแทบสะอึกกับการกระทำต่ำทรามมองบุรุษตรงหน้าไม่พอใจครามครัน

“ตรงไหนที่มาก ข้าวหรือน้ำ” ใบหน้าแสร้งไม่รู้เลิกคิ้วถามมองของในถาดไม่ยี่หระอาการขึงโกรธจากสตรีเบื้องหน้าชี้นิ้วไปที่ข้าวกับน้ำเหมือนไม่รู้ประสงค์แท้จริง

ปานรีกัดริมฝีปากแน่นจิตใจขุ่นมัว ไร้มือปัดของ จึงเลื่อนเท้าเตะถาดอาหาร ลืมไปว่าตัวเองใส่กระโปรงดีที่มันไม่เปิดเป็นที่อนาจารแก่สายตาบุรุษ นอกจากถาดอาหารเคลื่อนที่จากจุดเดิมเป็นต้นเหตุให้น้ำในขันกระฉอกใส่จานข้าวเสียเลน

อินทรมองนิ่งไม่โกรธและไม่ตำหนิหญิงสาว นอกจากเตือนให้เธอสำนึกถึงสิ่งที่ทำลงไปว่ามันผิดมากแค่ไหน

“ข้าวมื้อนี้เป็นอภินันทนาการจากพ่อเลี้ยงกันต์กวี ถ้าคุณไม่ทานผมเองก็จนใจบังคับ แต่อย่าลืมยิ่งคุณดื้อเพ่งเท่าไหร่ มันจะยิ่งเป็นผลร้ายต่อคุณโดยเฉพาะข้าวจานนี้” นิ้วกระด้างชี้เกือบติดเมล็ดข้าว “ขืนคุณไม่ทานก่อนพ่อเลี้ยงกันต์กวีมาที่นี่รับรองเลยว่าสิ่งที่คุณพบเจอเมื่อวานยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่พ่อเลี้ยงคิดจะทำกับคุณวันนี้”

แววตาดุกระด้างจริงจังจนปานรีกลืนน้ำลายดังเฮือกมองจานข้าวเลอะยิ่งกว่าเมื่อสักครู่ รู้สึกพะอืดพะอม กับสารพันกับข้าวถูกซาวมาเสียเละตุ้มเปะบวกกับน้ำในขันกระฉอกใส่เสียกว่าครึ่ง มองดูแล้วไม่น่าทาน จนใจเธอปฏิเสธ

“มะไม่ต้องมาขู่ ยังไงฉันก็ไม่ทาน...”

“ไม่ทานก็ตามใจ ผมเตือนคุณได้แค่นี้” พูดจบอินทรลุกจากที่นั่งหมุนร่างตั้งใจลงจากกระท่อม กลับถูกหญิงสาวเบื้องหลังรั้งไว้

“ฉะ ฉันทานก็ได้” แววตาแห้งแล้งก้มหลบใบหน้าบุรุษที่หันกลับมาพร้อมบอกเธอว่า

“ก็ทานสิ” น้ำเสียงไม่ยี่หระ พลางก้าวลงบันไดไม่สนใจหญิงสาว จนเธอตะคอกเสียงดังสนั่นไล่หลัง

“จะให้ทานยังไงเล่า ช้อนก็ไม่มี ที่สำคัญมือฉันถูกมัดแบบนี้”

คราวนี้คนตั้งใจออกไปเช็คงานที่เขตป่าสักถึงอายุโค่นล้มละความตั้งใจ เดินกลับมาหาหญิงสาว หากไม่ขึ้นไปบนกระท่อมยื่นหน้าพอจะบอกความตั้งใจพ่อเลี้ยงได้ ก็กระแทกคำตอกกลับหญิงสาวเสียหน้าหงาย

“เลียสิคุณ”

“อะ...อะไรนะ” เสียงหญิงสาวสูงชะลูด

อินทรไหวไหล่ย้ำคำตอบเดิม ระดับน้ำเสียงนั่นเกือบเท่าหญิงสาว

“เลีย... เลียอย่างที่สุนัขมันทำ เพราะขืนคุณไม่ทำผมบอกได้คำเดียว คุณแย่แน่” สิ้นประโยคเชือดเฉือนอินทรหันควับ ก้าวออกห่างกระท่อม ไม่มองหญิงสาวจัดการกับถาดอาหารยังไงเพราะนั่นเป็นสิ่งที่หญิงสาวต้องเลือก... เลือกจะเป็นสุนัขในตอนนี้ที่ไม่มีให้ใครเห็นหรือเลือกเป็นตอนที่พ่อเลี้ยงกันต์กวีมา แต่นั่นอินทรบอกได้คำเดียวหญิงสาวจะโดนยิ่งกว่าถูกเขากระทำเสียอีก

หลังจากอินทรหายไปจากสายตาปานรีแทบไม่เหลือศักดิ์ศรีให้ตนได้ภูมิใจ เธอใช้เท้าเตะถาดอาหารรุนแรงกว่าครั้งแรกหกเรี่ยราดเต็มพื้น รังเกียจที่จะเห็นจนเบือนสายตาออกไปด้านนอกเนื้อตัวสั่นเทายิ่งกว่าคนจับไข้

‘ใช่โกรธ’ เธอโกรธทุกคนที่กล้าดูถูกเธอได้อย่างร้ายกาจมันเจ็บใจจนอยากสาบาน หากเธอหลุดรอดไปจากที่นี่ได้เธอไม่มีวันกลับมาเหยียบให้เป็นเสนียดจัญไรแก่ตัวเธออีกแน่นอน

ความคิดประสานสายตาเจ็บแค้นซบหน้าลงบนซี่ระเบียง แววตาแดงก่ำ เหมือนพิษไข้ที่เริ่มสร่างจะกลับมาอีกครั้งหากปานรีอยู่ในอาการนั้นไม่นาน บุรุษที่เธอเกลียดชังยิ่งกว่าสิ่งใดดันโผล่พรวดออกมาจากผืนป่า แววตาขึงโกรธที่เห็นอาหารหกเต็มพื้นไม่เพียงหญิงสาวกล้าขัดคำสั่ง แม้แต่สุขภาพตัวเองยังไม่เหลียวแลกันต์กวีที่โกรธหญิงสาวอยู่แล้วตลอดเวลา แทบระเบิดอารมณ์ลงบนใบหน้าดุกระด้างเสียจนคนนั่งบนพื้นไม้ใจสั่น หวาดหวั่นต่ออารมณ์รุนแรงของบุรุษและตกอกตกใจเสียทุกครั้งที่ชายหนุ่มย่างเท้าหนักขึ้นบันได จนมาทรุดลงตรงหน้า ใช้แรงที่มีมากกว่ากระชากใบหน้าซบราวไม้ หันมาประจันสายตาคมดุ

“ทำไมถึงทำแบบนี้” เสียงห้าวตวาดรดหน้า

ปานรีฝืนกลืนน้ำลายหนืดๆ ลงคอ เธอกลัวอารมณ์บุรุษตรงหน้าพอ ๆ กับความรู้สึกเกลียดชังสุดขั้วหัวใจทำไมเธอต้องยอมเขาด้วย เธอไม่ผิด พี่สาวเธอก็ไม่ผิด พวกเขาต่างหากที่ผิดทำร้ายเธอไม่พอ ยังกล้าดูถูกศักดิ์ศรี แล้วยังมีหน้ามาถามเธอ ‘ทำไมถึงทำแบบนี้’คำถามนี้ควรเป็นเธอที่ต้องถามเขา

“ฉันควรเป็นฝ่ายถามคุณมากกว่า ทำไมถึงกับฉันแบบนี้ ฉันไม่ใช่สัตว์ถ้าคิดจะทำร้ายกัน ก็เชิญฆ่าเสียให้ตาย อย่าได้คิดมาดูถูกฉัน...”

สายตาท้าทายอย่างที่พูดพยายามสะบัดหน้าให้หลุดจากมือแกร่ง กลับพบความจริงที่ว่ายิ่งเธอดิ้นรนหลุดพ้นจากมือเขาเท่าไหร่ความเจ็บปวดอันเกิดจากมือแข็งบีบบริเวณปลายคางก็ยิ่งทวีความรุนแรงเจ็บจนน้ำตาแทบร่วง พยายามสะกดกลั้นเสียงครวญคราง ไม่ยอมร้องให้เขาได้ยินนอกจากส่งสายตาประหัตประหาร มองสบตาเขาแทบอยากฆ่าให้ตายกันเดี๋ยวนั้น

หากกันต์กวีไม่หวั่นเกรงสักนิดเขาเหยียดปาก ลากเสียงสูง

“ดูถูกงั้นเรอะ...”

แววตาคมทอดมองหญิงสาวหมิ่นแคลนในวาจาทั้งที่ตัวสั่นงก ๆ ยังกล้าต่อปากอาจหาญ คนอย่างหญิงสาว ไม่โดนเสียบ้างคงไม่สำนึก เขาออกแรงดึงใบหน้านวลเข้ามาใกล้ๆ กลิ่นกายสาว ผสานลมหายใจแห่งความโกรธเป่ารดหน้าส่งผลให้กันต์กวีส่งเสียงลอดไรฟันขมขู่หญิงสาวโดยตั้งใจ

“จะบอกอะไรให้นะปานรี ถ้าการที่ผมดูถูกคุณ จะทำให้คุณมีชีวิตผมว่ามันคุ้มค่าที่คนอย่างคุณต้องพึ่งสังวรหากยังต้องการเห็นพี่สาวแม้เพียงวาระสุดท้ายแห่งการทรมาน ก็ยังดี… เห็นด้วยไหม”

“เลว ! ฉันไม่ปล่อยให้คุณทำแบบนั้นกับพี่สาวฉัน...ฉันจะฆ่าคุณ ได้ยินไหมฉันจะฆ่าคุณ”

กันต์กวีกระตุกยิ้มเหยียดๆ สะบัดมือจากปลายคาง

“ฆ่าได้ก็ลอง” แววตาท้าทาย ไม่ยิ่งหย่อนกว่าน้ำเสียงพลางสบดวงตาไหวระริก เริ่มไม่มั่นใจในสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังกระทำจนเมื่อมือแข็งกร้าว จับตัวเธอลากเข้ามาใกล้ ๆ พร้อมกรรโชกเสียงใส่ก้าวร้าวในน้ำเสียงสุดๆ “แต่ก่อนคุณจะฆ่าผม ลองทานไอ้เศษอาหารที่คุณปฏิเสธเสียก่อนเป็นไร”ว่าแล้วชายหนุ่มออกแรงกดที่ไหล่บอบบางน้ำหนักนั้นทำให้ลำตัวท่อนบนและใบหน้านวลเกลือกกลั้วอยู่กับอาหารเลอะเปรอะเปื้อนไปหมด

           ปานรีน้ำตาไหลพรากอนาถต่อการกระทำบุรุษ ช่างโหดร้ายเกินมนุษย์มนา มันเจ็บปวดจนแทบสิ้นสติหากเธอฝืนไว้ เธอต้องการจดจำทุกรายละเอียดแห่งการทารุณ เผื่อวันข้างหน้าเธอมีโอกาสเธอขอแก้แค้นเขาให้สาสมกับสิ่งที่เขาทำลงไป

           “เป็นไง อร่อยไหม”

           ปานรีไม่อยากตอบเธอถูกชายหนุ่มกระชากขึ้นจากกองข้าว แววตาสมหวังดั่งใจเห็นเธอถูกทรมาน ช่างเสียดแทงหัวใจปวดปร่าให้เจ็บปวดยิ่งกว่าตายทั้งเป็นหากไม่วายทำตัวแข็งขืน ต่อปากต่อคำเขาทั้งน้ำตา

           “ถ้าคุณอยากรู้นักลองทานดูสิ เผื่อบางทีคุณอาจติดใจในความไร้อารยะธรรม จนลืมไปว่าตัวคุณเองก็เป็นคนใช่สัตว์อย่างที่ทำกับฉันอยู่ตอนนี้”

           “อย่าปากดีกับผมปานรี...”กันต์กวีตะคอกเสียงลั่น น้ำตาไหลอาบหน้าไม่อาจทำให้จิตใจเขาหวั่นไหว วันนี้เขาตั้งใจลงทัณฑ์หญิงสาวยังไงความตั้งใจนั้นไม่มีวันสูญสลาย พลางมองสบใบหน้าเลอะเทอะด้วยเศษข้าวริมฝีปากหยักกดลึก ตั้งใจพูดในสิ่งที่เขาได้ตัดสินใจไปแล้วน้ำเสียงนั้นแทบทำให้คนฟังขนพองสยองเกล้า

“ต่อไปนี้ผมจะไม่ถามคุณถึงพี่สาวคุณอีก ผมขอตามล่าตัวปาจรีด้วยกำลังผมเองต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินหา ผมสาบานตรงนี้เลยปานรี ผมจะลากคอพี่สาวคุณกลับมาที่นี่หากก่อนหน้านั้น...” นิ้วยาวเป็นลำเทียนชี้มาตรงหน้าเธอ “...คุณคือตัวแทนพี่สาว ความแค้นทั้งหมดที่ผมมี ผมขอเลือกลงทัณฑ์คุณ...ลงทัณฑ์จนกว่าพี่สาวคุณจะมา เมื่อถึงเวลานั้นผมสาบานปานรี...ปาจรีพี่สาวคุณต้องถูกทารุณยิ่งกว่าคุณโดนในเวลานี้เป็นร้อยเท่าพันเท่า”

ปานรีสัมผัสได้ถึงแรงอาฆาตอารมณ์รุนแรงเสียจนหน้าเสีย ไม่ได้กลัวถึงเรื่องตัวเองถูกทำร้าย หากกลัวสิ่งที่ชายหนุ่มมาดหมายมุ่งร้ายพี่สาวเธอ ปานรีแทบไม่อยากคิด และไม่อยากให้มันเกิดขึ้นหากเป็นไปได้ความผิดทั้งหมดที่พี่สาวถูกกล่าวหา และต้องโทษทัณฑ์จากบุรุษตรงหน้าถ้าเธอสามารถรับผิดชอบเพียงลำพังได้ เธอยินดีรับโทษทัณฑ์นั้นแทนพี่สาวทุกอย่างขอเพียงชายหนุ่มยอมปล่อยพี่สาวเธอไป เธอยินดีตกนรกหมกไหม้ ยอมให้เขาทารุณต่าง ๆนานา โดยที่เธอไม่ปริปากพูดสักคำ

ปานรีคิดน้ำตาพร่างพรู คำกล่าวใดหนอจะทำให้บุรุษตรงหน้าใจอ่อนหรืออย่างน้อยยอมรับฟังการตัดสินใจของเธอ พลางก้มหน้านิ่ง น้ำตาหยดสู่พื้นซึมเป็นวงกว้างไม่มีสิ่งใดเสียมากไปกว่านี้ กล่าววาจาอ้อนวอนน้ำเสียงนั้นสั่นเครือในความรู้สึกสิ้นดี

“ได้โปรดเถอะค่ะ ได้โปรดให้อภัยพี่จรี”

“ให้อภัย...” กันต์กวีหยามหยันพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มองหญิงนั่งคุกเข่า ใบหน้าก้มต่ำสะอึกสะอื้นร่ำไห้ปานใจจะขาด

“ใช่ค่ะให้อภัย...” ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยพิษจากการร้องไห้แหงนมองบุรุษบัดนี้ชายหนุ่มได้ยืนเท้าสะเอวค้ำหัวเธอใบหน้าดูแคลนราวกับสิ่งที่เธอพูดนั้นเป็นเรื่องน่าขบขัน

“ทำไมผมต้องให้อภัยคนร้ายฆ่าพ่อผมด้วยปานรี...ถ้าคุณเป็นผมคุณจะยอมได้หรือ”เสียงกร้าวถามโดยไม่ต้องการคำตอบ เขาขยับตัวออกห่างหญิงสาวมายืนพิงเสาติดระเบียงใบหน้าเคร่งเครียดกำลังคิดถึงท่าทีหญิงสาวเปลี่ยนจากความจองหองมาเป็นนอบน้อมอ้อนวอนด้วยความสงสัย

“ฉันไม่ได้บอกให้คุณยอม ฉันแค่ต้องการให้คุณให้อภัยพี่สาวฉัน... ได้โปรดเถิดค่ะ ความแค้นทั้งหมดที่คุณมีฉันยินดีชดใช้จนกว่าคุณจะพอใจขอเพียงคุณไม่ยุ่งเกี่ยวกับพี่สาวฉัน ไม่ว่าคุณสั่งให้ฉันทำอะไร ทรมานฉันแค่ไหนฉันจะไม่ปริปากพูดสักคำ”

“แน่ใจหรือที่พูดออกมา” กันต์กวีเลิกคิ้วไม่เชื่อน้ำคำหญิงสาวสักนิด

หากปานรีอยากให้ชายหนุ่มเชื่อเธอเริ่มขยับเข่าเข้าใกล้ชายหนุ่มเท่าที่เชือกจะเอื้ออำนวย พลางทอดสายตาอ้อนวอนแฝงความมั่นคงในน้ำเสียงเมื่อเธอย้ำคำตอบเดิมแน่วแน่

“ฉันแน่ใจไม่ว่าคุณให้ฉันทำอะไรฉันก็ยินดี ขอแค่...”

ไม่ทันหญิงสาวพูดจบชายหนุ่มดันส่งเสียงขัดขึ้นกลางอากาศ

“พิสูจน์สิ” ปลายนิ้วชี้ไปยังเศษข้าวกระจัดกระจายเต็มพื้น“เลียให้หมด ถ้าคุณทำได้ ผมถึงยอมเชื่อ”

ชายหนุ่มแค่อยากแกล้งไม่คิดเลยหญิงสาวจะทำจริง ๆ เมื่ออยู่ดี ๆ ใบหน้านวลก้มลงเลียอาหารอย่างที่สั่ง

กันต์กวีอึ้ง ใจเขาแข็งนัก ไม่คิดส่งเสียงทัดทาน นอกจากปล่อยให้หญิงสาวทำตัวราวกับสัตว์เดรัจฉานพยายามเลียอาหารจนหมด ถึงได้แหงนหน้าเลอะเปรอะเปื้อนด้วยเมล็ดข้าวขึ้นมาสบตาเขา

“เชื่อฉันหรือยังคะ”

กันต์กวีหลบตาคมหวานรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป หากไม่วายหาเรื่องหญิงสาว ด้วยการปรบมือเปาะแปะสรรหาคำมาประชดประชัน ปกปิดความรู้สึกตัวเองเสียงแข็ง

“เก่ง... เก่งยิ่งกว่าสุนัข”

ปานรีหน้าเสียกล้ำกลืนคำพูดเขาลงคอ พยายามไม่ถือสา นอกจากเม้มปากแน่นรู้สึกพะอืดพะอมกับสิ่งที่กลืนแทบอยากสำรอกโชคดีที่ชายหนุ่มตรงหน้ายังมีน้ำใจต่อเธอบ้าง พอเห็นเธอแสดงอาการแบบนั้นเขารีบหยิบขันลงไปตักน้ำฝนในตุ่มด้านล่างกระท่อมขึ้นมาจ่อปากให้เธอได้ดื่มดับอาการคลื่นไส้

“ดีขึ้นรึยัง” น้ำเสียงกรรโชกสวนทางกับกริยานุ่มนวล

ปานรีแทบสำลักเธอไม่ตอบ ได้แต่พยักหน้าน้อย ๆ มองบุรุษวางขันน้ำใกล้ตัวเดินเลี่ยงเข้าด้านในกระท่อมจัดยาชุดใหม่มาให้คนพึ่งสร่างไข้ที่เตะเจ้ายาชุดเก่ากระเด็นกระดอนไปตกที่ไหนก็ไม่รู้

“ทานซะ” คำสั่งดุ ๆ มาพร้อมยายื่นมาตรงหน้าปานรีค้านขัดขืน เธออ้าปากรับยาในมือ ตามด้วยน้ำ กลืนหายไปลำคอเรียบร้อย หันมาขอบคุณบุรุษเสียงอ่อน

“ขอบคุณค่ะ”

กันต์กวีเลิกคิ้วแปลกใจในตัวหญิงสาว โดนเขากระทำถึงเพียงนี้ยังมีแก่ใจขอบคุณช่างมารยาทดีซะเหลือเกิน

“ไม่ต้องขอบคุณผม...” กันต์กวีหมายความตามที่พูดเห็นแววตาใสซื่อพาลให้หงุดหงิด กระแทกขันลงบนพื้น ดีที่น้ำไม่หกซ้ำสองพลางย้ำเตือนความจริงที่เขากระทำต่อหญิงสาวเมื่อสักครู่ซะเสียงขุ่น “...ที่ทำลงไปแค่ไม่อยากเห็นคุณมาตายที่นี่ก่อนผมได้แก้แค้นคุณแทนพี่สาวสุดรักหรอกนะ”

“มะหมายความว่า คุณยอมปล่อยมือจากพี่จรีแล้ว... ขอบคุณพระ”ประโยคหลังปานรีกระซิบกับตัวเอง รู้สึกโล่งใจไปกว่าครึ่งอย่างน้อยพี่สาวเธอไม่ต้องถูกชายหนุ่มตามล่าตัวมาทรมาน ส่วนตัวเธอนั้นไม่ว่าต้องทุกข์ทรมานยังไงก็สุดแล้วแต่บุรุษตรงหน้าจะเมตตาปราณี

แต่ความเข้าใจระหว่างเธอและกันต์กวีแตกต่างกันสิ้นเชิงกันต์กวีไม่มีวันให้อภัยปาจรีแม้แต่ความตายยังไม่สามารถดับไฟแค้นที่เกิดขึ้นในหัวใจแล้วเหตุไฉนเขาต้องให้อภัยเพียงเพราะผู้หญิงตรงหน้าเอาชีวิตตนเองเข้าแลกเพราะถึงไม่แลกเปลี่ยน เขาก็ไม่คิดจะปล่อยปานรีไปโดยไม่ทำอะไรอย่างน้อยการทรมานปานรี ก็เหมือนได้เหยียบย่ำความรู้สึกปาจรี ที่ได้ข่าวว่ารักน้องสาวคนนี้มากพอๆ กับที่เขารักบิดาดังนั้นสิ่งที่กันต์กวีคาดหวังจะเห็นคือความทุกข์ทรมานของคนทั้งคู่โดยเฉพาะหญิงสาวตรงหน้า ความรักความห่วงใยที่หล่อนมีต่อพี่สาวกันต์กวีเกลียดชังยิ่งกว่าสิ่งใด ยิ่งเห็นเธอหวังดีต่อปาจรีมากแค่ไหนความโหดร้ายที่แอบซ่อนอยู่ภายในจิตใจเขาก็ยิ่งทวีรุนแรง จนลืมไปว่าตัวเองได้กระทำการเหี้ยมโหดกับหญิงสาวอีกครั้งเมื่ออยู่ดี ๆ มือเขากระชากคอนวลแทบเคล็ดขึ้นมาประจันสายตาไม่มีความปราณีในรอยสัมผัส ก่อนตวาดเสียงใส่แววตาใสซื่อตื่นตระหนกต่ออารมณ์ผีเข้าเสียหน้าซีด

           “ผมบอกเมื่อไหร่จะให้อภัยปาจรีหา !?”

           “กะก็ตะกี้คุณเองพูดเองไม่ใช่เหรอ คุณจะทรมานฉันแทนพี่จรี”

           “ใช่...ผมพูด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมให้อภัยปาจรี...” รอยยิ้มหยันปรากฏที่มุมปาก“...จำไว้ การที่ผมเอาตัวคุณมา มันเป็นแค่เกมที่ผมใช้เล่นฆ่าเวลาจนกว่าจะได้ตัวปาจรีคุณควรรู้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมทำกับคุณ คือการแก้แค้นที่จะทำให้ปาจรีรู้ว่าคนอย่างพ่อเลี้ยงกันต์กวีไม่ยอมให้ใครหน้าไหนทำร้ายฝ่ายเดียว... โดยเฉพาะคุณ คุณเป็นคนที่ปาจรีรัก ผมไม่มีวันปล่อยให้คุณหลุดรอดการทรมานคุณคือสิ่งเดียวที่ผมจะใช้เหยียบย่ำจิตใจปาจรีให้สาสมกับความเลวที่หล่อนได้ทำไว้กับครอบครัวผม”

           “ทะทำไมคุณใจร้ายอย่างนี้...”

           “ใจร้ายกันต์กวีทวนเสียงสูง ขยับปลายนิ้วบริเวณลำคอกระชับยิ่งกว่าเก่า “ทำไมคุณไม่ถามพี่สาวคุณบ้าง ทำไมถึงใจร้ายนัก ทำร้ายผม ทำร้ายพ่อผมแม้กระทั่งคนตายพี่สาวคุณยังไม่ละเว้น”

“คนตาย... คะคุณพูดเรื่องอะไร”

“แม่ผม...ปานรี ผมอยากรู้นักจิตใจพี่สาวคุณทำด้วยอะไร แม่ผมท่านเสียไปแล้วร่วมสิบปีพี่สาวคุณยังทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นตัวแทนท่านการกระทำแบบนั้นคุณรู้ไหมมันเหยียบย่ำจิตใจคนเป็นลูกแค่ไหน...” แววตาบุรุษร้าวราน หากเกิดขึ้นเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวก็หันกลับมาดุกร้าวกล่าวประชดประชันหญิงสาวใหม่ “...ไม่สิ คุณไม่รู้หรอกเพราะใจคุณรู้เพียงอย่างเดียว พี่สาวคุณเป็นคนดี แล้วไหนล่ะคนดีของคุณไหนล่ะความรักที่หล่อนบอกพ่อผม ‘จะรักและมั่นคงตลอดไป’มันแค่คำลวงใช่ไหม หลอกให้พ่อผมรักจนตายใจ สุดท้ายก็ฆ่าท่านได้อย่างเลือดเย็นนั่นสินะพี่สาวคุณ พี่สาวที่แสนดีของคุณ...”

ปานรีสะอึกเสียใจไปกับเรื่องราวบุรุษถึงเธอไม่อยากเชื่อสักนิดพี่จรีจะทำแบบนั้น หากสิ่งหนึ่งที่เธอสัมผัสได้มันคือความรู้สึกปวดร้าวอันเกิดจากการสูญเสีย ที่เธอไม่มีวันปฏิเสธได้เลยว่าบุรุษตรงหน้าไม่ได้ผ่านพบเรื่องราวแบบนั้นมา

“ฉันขอโทษ ฉันไม่รู้ ฉันไม่รู้จริง ๆ พี่จรีจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร”

“ความใคร่อยาก ใคร่มี อยากรวยทางลัดด้วยการแต่งงานกับคนแก่แล้วฆ่าเสียให้ตาย แต่โชคร้ายไปหน่อยดันมีคนจับได้ถึงได้หนีไปพร้อมกับสมบัติล้ำค่า ไม่นับรวมเครื่องเพชรแม่ผม และเงินอีกนับสิบล้านนี่สินะคนดีของคุณ”

ปานรีไม่อยากเชื่อหูทุกสิ่งที่เขากล่าวหา มันไม่ใช่นิสัยพี่สาวเธอเธอสักนิด ไม่ใช่จริง ๆ

“ฉันไม่เชื่อ คุณโกหก พี่จรี...พี่จรีไม่ใช่คนแบบนั้น”ปานรีกรีดเสียงถกเถียง

กันต์กวีแทบคลั่งกับเสียงหญิงสาวเขาปล่อยลำคอระหง มาจับไหลนวลแขย่ารุนแรง

“ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ พี่สาวคุณมันเลว เลวอย่างไม่น่าให้อภัยคนรักตัวเองแท้ ๆ ยังฆ่าเขาได้ลงคอ นี่สินะน้ำใจพี่สาวคุณ ผมไม่มีวันอภัยรวมทั้งคุณ วันนี้คุณต้องชดใช้ให้ผม โดยเฉพาะแผลนี่” ร่างบอบบางถูกผลักลงไปนอนหงายหลังก่อนนิ้วแข็งชี้บนหน้าผาก ช้ำเขียวไม่ยอมหาย “คุณต้องชดใช้ให้ผมอย่างสาสมลุกขึ้น”

กันต์กวีไม่มองหน้าอินหน้าพรหมเขาก้าวเข้าไปปลดเชือกจากเสา กระตุกหญิงสาวนอนหงายหลังให้ลุกขึ้นโดยไม่สนใจว่าเธอจะลุกได้ไหม

“ลุก ถ้าไม่ลุก ผมจะลากคุณไปทั้งอย่างนี้”

ปานรีจุกตั้งแต่ถูกผลักลงไปกองกับพื้นเธอไร้เสียงจะตอบ หรืออีกนัยเธอตอบไม่ได้ด้วยซ้ำ ดันถูกชายหนุ่มลากไปทั้งที่นอนหงายหลังจนถึงบันไดดีที่เขาไม่โหดร้ายกระชากตัวเธอให้ลงไปข้างล่าง กลับสอดแขนอุ้มเธอตัวลอย ลงบันไดมาถึงพื้นดินใกล้ต้นไม้ใหญ่ทุ่มตัวเธอลงไปกองโดยไม่ปราณีปราศรัย

ปานรีจุกรอบสองไม่ทันหายจากอาการดี ชายหนุ่มยกตัวเธอทาบกับต้นไม้แล้วใช้เชือกเส้นนั้นมัดเธอติดกับมัน

“อยู่นี่ อยู่จนกว่าแผลผมจะหาย หรือไม่จนกว่าคุณจะยอมรับได้ว่าพี่สาวคุณมันเลวแค่ไหน” ลมหายใจโกรธกริ้วเป่ารดหน้าก่อนร่างบุรุษถอยห่าง มองหญิงสาวเปรอะเปื้อนทั้งร่างกายและจิตใจเป็นครั้งสุดท้ายก่อนหันหลังจากมา

***ตอนใหม่มาแล้วค่า คุยทักทายกันได้นะค่ะเจ้าของบล็อกใจดีไม่กัด 555+***




Create Date : 12 ธันวาคม 2557
Last Update : 12 ธันวาคม 2557 9:46:23 น. 0 comments
Counter : 499 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Jantarawadee
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีค่ะ ^๐^ ขอต้อนรับเพื่อนๆทุกคนสู่บล็อก

-----------------------------------------------
ลิขสิทธิ์งานเขียนทุกชิ้นในบล็อกเป็นของผู้เขียนตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตามโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน
Friends' blogs
[Add Jantarawadee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.