Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2558
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
 
7 กุมภาพันธ์ 2558
 
All Blogs
 
เพลิงไพรเสน่หา... บทที่ ๑๖ เงื่อนไข

เพลิงไพรเสน่หา... จันทราวดี

          บนระเบียงกว้าง กันต์กวียืนหันหลังให้หญิงสาว สายตาทอดมองผืนป่า แววตาครุ่นคิดถึงเรื่องที่เขาตัดสินใจ หลังจากรับรู้ความต้องการของตัวเองอย่างแน่ชัด การเปลี่ยนบทลงทัณฑ์ปานรีเพื่อเอาชนะทั้งหล่อนและปาจรี โดยมีเงื่อนไขเข้ามาพัวพัน หญิงสาวอาจไม่ยอมรับ

          ‘ไม่สิ ไม่ว่าเขาตัดสินใจยังไง ปานรีต้องยอมรับ’ แววตาเจ้าของปางไม้พนาเวศมาดมั่น ยกมือขาวขึ้นมาเสยผมตกลงมาปรกหน้าด้วยแรงลม

          “คุณรู้ไหม แม่ผมรักที่นี่มากแค่ไหน” กันต์กวีเกริ่นเรื่อง ผันร่างมั่นคงกลับมาทางหญิงสาว แสงแดดยามบ่ายส่องหน้าจนต้องหรี่ตา และรู้ว่าสู้ไม่ได้ ถึงได้เบี่ยงออกด้านข้าง เห็นเพียงปลายจมูกคมสัน กับเรียวปากแดงสด แววตาสีนิลคู่นั้นดูอ่อนโยนในยามที่เอ่ยถึงมารดา

          “ผมเองก็รักที่นี่ รักไม่แตกต่างจากที่รักบ้านไร่อิงดอยของพ่อ แต่พี่สาวคุณ...”

          เพียงแค่เอ่ยถึงปาจรี แววตาอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ลมหายใจสะดุดด้วยแรงอาฆาต เหลือบมองหญิงสาว ใบหน้าหวานตื่นระแวง ขยับตัวถอยห่างราวกับหวาดกลัวเขา

         กันต์กวีกัดฟันแน่นพยายามระงับอารมณ์กรุ่น ไม่อยากให้หญิงสาวเสียขวัญ ก่อนทันตกลงกับเขา จึงปรับสีหน้า และน้ำเสียงให้นุ่มลง เมื่อต้องเอ่ยอีกครั้ง

          “ปาจรีทำลายทุกอย่างที่ผมรัก ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ความทรงจำ สุดท้ายก็ชีวิตพ่อผม โชคดี...ที่นี่ปาจรีไม่มีสิทธิ์เข้ามาก้าวก่าย ไม่อย่างนั้นคงย่อยยับไม่แตกต่างกัน…” น้ำเสียงทุ้มทอดยาว แววตาสีนิลโศกเศร้าในยามที่เอ่ยถึงอดีต ก่อนสะบัดภาพต่าง ๆ ออกจากศีรษะ หันมาประจันหน้าหญิงสาว กล่าวย้ำจุดประสงค์ตนเองลงไปโดยไม่รีรออะไรอีกแล้ว

          “ผมอยากได้บ้านหลังเก่าคืน”

          “คุณหมายถึงบ้านไร่อิงดอยหรือคะ” ปานรีถามทั้งที่ไม่รู้ว่าบ้านไร่อิงดอยตั้งอยู่ที่ไหน แต่ที่มั่นใจบ้านหลังนั้นคงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เธอต้องมาตกระกำอยู่ที่นี่

          “ใช่...” เสียงบุรุษย้ำแน่น “ผมอยากให้คุณจัดบ้านหลังนั้นเสียใหม่ จัดการทุกอย่างให้เหมือนเดิม โดยเฉพาะสิ่งที่ผมสูญเสีย คุณต้องหามาชดใช้ให้ผมจนครบ”

          “ได้ค่ะ ฉันยินดีชดใช้ให้คุณ ขอแค่คุณไม่เอาผิดกับพี่สาวฉัน...”

         “เอาไว้หลังจากที่คุณจัดการให้ผมทุกอย่างก่อนเถิดปานรี เราค่อยมาพูดถึงเรื่องปาจรี” ว่าพลาง ก่อนพาร่างสูงมานั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม ร่มไม้คันใหญ่ถูกกางไว้บดบังเสียงแดดยามบ่ายเป็นอย่างดี

          ปานรี ไม่อาจปล่อยโอกาสต่อรองหลุดลอย เธอก้าวตามบุรุษมานั่งลงตรงข้าม กล่าวทันควัน

          “ก็ได้ค่ะ จัดบ้านคุณเสร็จเรียบร้อยเมื่อไหร่ ฉันค่อยถามตอนนั้นก็ได้”

          “ใครบอกแค่จัดบ้าน”

          “เอ๊ะ !” ปานรีอุทานด้วยความสงสัย“คุณคิดได้แค่นั้นจริง ๆ เหรอปานรี” คำถามตามมาด้วยใบหน้าหล่อเข้มยื่นมาตรงหน้าปานรีผงะถอยห่าง นี่เขาต้องการอะไรจากเธอ

          ‘คงไม่ใช่’ เสียงลมหายใจขาดห้วง ใบหน้าสวยสะบัด สลัดความคิดออกจากสมอง หากด้วยแววตาบุรุษมองสบเธออย่างมีความหมาย กลับย้ำให้เธอคิดเตลิดไปไกลและไม่อาจห้ามปากตัวเองได้ เมื่อเผลอถามเขาออกมาในที่สุด

          “คะคุณหมายถึงอะไร..." 

          กันต์กวีกอดอก ยืดแผ่นหลังตั้งตรง มองหญิงสาวนั่งตัวสั่นตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ร่างระหงผิวกายขาวผ่องกลิ่นเนื้อเธอนั้นหอมกรุ่นติดจมูก โดยเฉพาะเรียวปากชมพู กันต์กวีปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาทั้งหลงใหลและอยากครอบครองผู้เป็นเจ้าของ โดยไม่คำนึงว่าหญิงสาวจะรู้สึกเช่นไร เพราะมั่นใจปานรีไม่มีวันปฏิเสธตราบเท่าที่เขารับปากจะไม่แตะต้องปาจรี

          “ตัวคุณ... ผมอยากได้ตัวคุณ” เหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่ ปานรีโกรธจนลืมตัว เธอลุกพรวดจากที่นั่ง ความเร็วและแรงส่งผลให้เก้าอี้ตัวงามล้มหงายหลังกระทบกันพื้นไม้เสียงดัง ‘ปึง’

           “บ้า ! คุณบ้าไปแล้ว” มือบางกำแน่น ปลายเท้าจิกบนพื้นด้วยแรงโกรธ กันต์กวีลุกตาม ตบโต๊ะตรงหน้าเสียงดังสนั่น

          “ผมไม่ได้บ้า” กองแฟ้มเอกสารกระจัดกระจายเต็มโต๊ะ กันต์กวีปลายตาคมดุมองซองเอกสารสีน้ำตาลโผล่ออกมาจากกองงาน ใบหน้าดุดันเปลี่ยนเป็นเย็นชา ก่อนเบือนสายตาขึ้นมามองสบหญิงสาวอีกครั้ง

           “คุณควรฟัง และยอมรับข้อเสนอของผม ไม่อย่างนั้นตัวคุณเองนั่นแหละต้องเสียใจ”

          “อย่ามาพูดบ้า ๆ ฉันไม่ยอมรับข้อเสนออะไรทั้งนั้น อย่าคิดมาขู่ฉัน ต่อให้ฉันตายลงตอนนี้ ฉันไม่มีวันยอมรับข้อเสนอของคุณ” เสียงเล็กแผดกึกก้อง หมุนร่างตั้งท่าวิ่งหนีจากจุดที่ยืน

          กันต์กวีเบี่ยงตัวออกจากโต๊ะ ก้าวเท้ารวดเร็วมาจับข้อมือหญิงสาว ออกแรงเพียงนิดร่างระหงเซถลาเข้ามาซบกลางอกพอดีปานรีมึนงงหากไม่ทันหายดี เธอถูกชายหนุ่มดันร่างออกห่าง สองมือแกร่งยกขึ้นมาบีบกระชับเนื้อบริเวณไหล่รุนแรงไม่เบา 

           “อย่าเดินหนีผมแบบนี้ปานรี” เสียงดุคาดโทษ “เพราะมันคือเรื่องโง่ที่คนอย่างคุณไม่ควรกระทำ เมื่อตอนนี้ปาจรีพี่สาวคุณอยู่กับไตรรงค์คนสนิทของผม”

          “ไม่จริง” ผมยาวสะบัดยุ่ง สายตาเคลือบแคลงมองดูบุรุษราวกับจับผิด “คุณโกหก คุณโกหกฉันใช่ไหม”

          “เปล่า ผมไม่เคยโกหกใคร” กันต์กวีกล่าวใบหน้าจริงจัง ถึงเป็นเรื่องคาดการณ์ระหว่างเขาและอินทร แต่มีความเป็นไปได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ไตรรงค์อยู่กับปาจรีจริง ๆ

           “ฉันไม่เชื่อคุณ ได้ยินไหมฉันไม่เชื่อคุณ”

          “ไม่เชื่อก็ตามใจ รอให้ไตรรงค์กลับมาถึงที่นี่คุณค่อยเห็นกับตาตัวเอง หากก่อนหน้านั้นคุณควรดูสิ่งนี้”

           ซองเอกสารถูกดึงจากกองงานขึ้นมายัดใส่มือเธออย่างรวดเร็วปานรีลังเล กลัวสิ่งที่อยู่ในซองจะใช่ความจริงที่เธอไม่เคยรับรู้มาก่อนหลังจากพี่สาวเธอห่างหายจากการติดต่อกับเธอนานร่วมหลายเดือน

          “ทำไมไม่เปิด รึคุณกลัวความจริง”

          ด้วยสายตาเหยียดหยันราวกับดูแคลนน้ำใจเธอ ทำให้ปานรีฮึดขึ้นมา ไม่ว่าในซองเอกสารจะเป็นอะไร เธอขอเชื่อมั่นในตัวพี่สาว รีบดึงของที่อยู่ด้านในออกมาท้าทายความตั้งใจบุรุษ ถึงกับอึ้งไปเลยทีเดียวรูปถ่ายพี่สาวอยู่ในชุดเจ้าสาวกับเจ้าบ่าวรุ่นใหญ่ ใบหน้าภูมิฐานใจดีคงเค้าความเหมือนบุรุษตรงหน้า ผิดแผกแค่แววตาที่บุรุษตรงหน้าไม่เหลือความอ่อนโยนให้เห็น แต่บุรุษในรูปกลับมีเต็มเปี่ยมรวมไปถึงความรักความหวังดี มันฉายชัดออกมาจนเธอสามารถรับรู้ได้ว่า บุรุษในรูปรักพี่สาวเธอมากขนาดไหน

          “พี่จรี...” ราวกับถูกหักหลัง ปานรีตัวชาแข็งขาอ่อนเปลี้ยเกือบล้มวัดพื้น โชคดีบุรุษตรงหน้าใจดีพอจะจับตัวเธอไว้ มีเพียงแววตาเท่านั้นยังคงเยาะหยันต่อความไว้เนื้อเชื่อใจที่เธอมีให้พี่สาวเสมอมา

          “เห็นแค่นี้ถึงกับลมจับเชียวหรือปานรี”

         เสียงประชดประชัน ไม่ได้สำเหนียกในหู ด้วยหัวใจดวงน้อยเฝ้าถามตนเอง อะไรคือสาเหตุทำให้พี่สาวแต่งงานโดยไม่บอกเธอ หรือเพราะหวังสมบัติอย่างปากเขาว่าจริง ๆไม่หรอก พี่สาวไม่ใช่คนอย่างนั้น ทุกอย่างต้องมีเหตุผล แต่เหตุผลมันคืออะไร ทำไมพี่จรีถึงไม่บอกเธอ หรือพี่จรีไม่ไว้ใจเธออีกแล้ว... 

          เพียงแค่คิด พี่สาวไม่ไว้ใจเธอเท่านั้น น้ำตาอุ่น ๆ ไหลลงมาอาบหน้า

          กันต์กวีเห็นแล้วได้แต่นึกเวทนาอยู่ลึก ๆ เข้าใจหัวอกของคนถูกทรยศต่อความไว้ใจ เพราะเขาเองก็ถูกบิดาทำเช่นนั้น เพียงแต่ใจเขาไม่เหลือความปราณีให้คนหัวรั้นอย่างปานรี สิ่งเดียวที่ปรารถนานั้นคือการเอาชนะทั้งปานรีและปาจรี ความผูกพันที่ปานรีมีต่อพี่สาว เขาขอเป็นคนทำลายมันด้วยตนเอง และไม่คิดจะถนอมน้ำใจกันสักนิด เมื่อเขายังมีไพ่ตายเหลืออยู่ในมือปานรีอีกเป็นเผรอเกวียน

          “คุณยังดูไม่หมดเลยนะปานรี เอกสารในมือคุณจะช่วยให้คุณตาสว่าง แล้วเลิกปกป้องพี่สาวชั่ว ๆ ของคุณเสียที”

          “ไม่จำเป็น” เอกสารถูกใส่กลับที่เดิม “ต่อให้พี่จรีเลวอย่างที่คุณว่าจริง ๆ ในสายตาฉัน พี่จรียังเป็นพี่สาวที่แสนดีตราบเท่าวันตายของฉัน ฉันจะรักและเทิดทูนพี่ปาจรีเหมือนเดิมไม่มีวันเปลี่ยนแปลง” แววตาหวานท้าทาย ทั้งที่พราวน้ำกันต์กวีเหลืออด เขากระชากซองเอกสารจากมือนุ่ม โยนมันทิ้งลงบนโต๊ะตัวกลม ก่อนหันมาตะคอกใส่หญิงสาวคนสวย

         “ไม่ดูก็ตามใจคุณ แต่ขอบอกเอาไว้ ในนั้นยังมีหลักฐานบ่งชัดว่าพี่สาวคุณเป็นคนลงมือฆ่าพ่อผม แต่ที่ปาจรีรอดมือตำรวจมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะผมอยากให้เธอรอด ถ้าลองคิดเล่น ๆ ว่าคุณและปาจรีหนีรอดจากที่นี่ไปจริง ๆ ผมเองคงยอมทิ้งโอกาสแก้แค้นทั้งหมดให้ตำรวจเป็นฝ่ายจัดการ คุณลองคิดดูแล้วกันโทษฐานฆ่าคนตายมันหนักหนาสักแค่ไหน”

          คำขู่นั้นใช้ได้ผลจริง ๆ ปานรีถลาไปยังซองเอกสาร เธอดึงทุกอย่างขึ้นมาดูอีกครั้ง นอกจากรูปแต่งงานแล้ว ยังมีหลักฐานชี้ชัดว่าพี่สาวคือฆาตกรฆ่าสามีตัวเอง โดยไม่หยั่งคิดแค่อารมณ์อยากปกป้องคนที่เธอรัก ลืมไปว่าตัวเองยังเอาตัวไม่รอด เห็นบุรุษตรงหน้าเป็นแค่อากาศธาตุ ฉีกทึ้งเอกสารโดยไม่ยำเกรงว่าเขาจะหันมาเล่นงานเธอยังไงกันต์กวีเหยียดยิ้มดูถูกการกระทำโง่ ๆ เอกสารในมือปานรี มันแค่สำเนา

          “เชิญคุณฉีกให้พอปานรี เพราะผมยังมีแบบนี้อีกหลายชุด”มือขาวฉีกค้าง ปล่อยเศษกระดาษร่วงกระจัดกระจาย สายตากรุ่นเขียว วิ่งถลาเข้ามากระชากตัวเขา ขู่ขอหลักฐานเสียงดังลั่น

          “เอาหลักฐานมาให้ฉัน”กันต์กวีไหวไหล่ เรียวปากกระตุกหยามหยัน ไม่ให้หญิงสาวแล้วยังทำหน้าก่อกวนอารมณ์ปานรีที่เริ่มของขึ้น มองเห็นช้างตัวเท่ามดยกหมัดขึ้นมาทุบอกกำยำ“เอามานะ เอามาให้ฉัน” 

          “หยุด !” เสียงดุสั่งลั่นปานรีไม่อยู่ในอารมณ์ฟังใคร ยิ่งเขาห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ออกแรงหนักยิ่งกว่าเก่า กันต์กวีเดือดดาล ไม่ยอมโดนหญิงสาวกระทำเพียงฝ่ายเดียว เมื่อเธอไม่หยุดตามคำสั่ง เขาขอหยุดเธอด้วยวิธีของเขา คว้าข้อมือเล็กทั้งสองข้าง ออกแรงบิดนิดเดียวแขนหญิงสาวก็ถูกพันธนาการไว้เบื้องหลัง ก่อนออกแรงกดร่างระหงเข้าสู่อ้อมอกกำยำอย่างรวดเร็ว

          ปานรีตกใจหน้าหงาย เนื้อตัวแนบชิดกับชายหนุ่มเสียจนไม่มีช่องลม โดยเฉพาะเจ้าเนินเนื้ออวบอูม ถูกเบียดจนล้นขึ้นมา ดูยั่วยวนแก่สายตาบุรุษที่เริ่มคุกรุ่นด้วยแรงปรารถนา และคิดลงทัณฑ์หญิงสาวคนกล้าอยู่ก่อนแล้ว พอเจอแรงยั่วยุเสริม ก็เลยเลยเถิด จากที่คิดลงทัณฑ์ธรรมดา จึงกลายมาเป็นการเลื่อนริมฝีปากแดงลงมา แววตาสีนิลบ่งบอกเจตนาชัดเจน

          “จะ...จะทำอะไร” คำถามไร้ซึ่งคำตอบ ปานรีมองเห็นชะตากรรมตัวเอง พยายามเบี่ยงหน้าหลบไปมา หลีกเลี่ยงการกระทำอันจาบจ้วงกันต์กวีเยาะยิ้ม ความตั้งใจแรกคือเรียวปากนุ่ม พอไม่ได้ดั่งใจเลยเปลี่ยนวิถีมาเป็นซอกคอขาวนวล ซุกไซ้ด้วยปลายจมูกสูดกลิ่นเนื้อสาวเข้าเต็มปอด ก่อนวกขึ้นมาขบเม้มติงหูเป็นการหยอกเย้ากระตุ้นอารมณ์หญิงสาว ที่เริ่มแดงซ่านขนแขนลุกเกลียวหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ราวกับโดนมนต์อะไรสักอย่างทำให้เธอยอมสยบ ยืนแข้งขาอ่อนแนบชิดปล่อยให้เขากระทำการล้วงล้ำ จากติงหูสู่เรียวปากนุ่มพร่ำจูบเป็นนานสองนานกว่าจะถอยห่างกันได้ ปานรีเหมือนขาดอากาศหายใจอยู่ตรงนั้น

          “คราวนี้จะยอมรับฟังข้อเสนอผมได้รึยัง ถ้ายัง...” ชายหนุ่มยิ้มด้วยปาก ถากด้วยแววตา ย้ำเตือนให้รู้จะเกิดอะไรขึ้นอีก ถ้าเธอยังดื้อรันขัดขืน

          ปานรีหน้าชาราวกับถูกตบ เธอเม้มปากยืนตัวสั่นระริก พยายามระงับอารมณ์ผสมปนเประหว่างโกรธและอายเอาไว้บนใบหน้าเรียบเฉย ด้วยเธอรู้แล้วว่า คนอย่างเขาหากคิดทำอะไรขึ้นมา คนอย่างเธอไม่มีทางขัดขืน มีแต่จะตกเป็นเบี้ยล่างให้เขาเอาเปรียบกันเท่านั้น

          “ปล่อยฉันก่อนได้ไหม” เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับปานรี เธอหันมาอ้อนวอนเขา ครั้งหนึ่งมันเคยได้ผล หากตอนนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น เพราะชายหนุ่มปฏิเสธเธอออกมาชัดถ้อยชัดคำ

          “ไม่ได้...” รอยยิ้มพรายปรากฏบนใบหน้าเจ้าเล่ห์ เพียงชั่วครู่เท่านั้นก็โน้มลงมาเกือบชิดหน้านวลกล่าวว่า “...จนกว่าคุณจะเลิกทำตัวง่องแง่งใส่ผม แล้วทำตัวดี ๆ ยอมรับฟังข้อเสนอด้วยใจไม่เป็นปฏิปักษ์”

          “ตกลง คุณพูดมา” ด้วยไม่อยากอยู่ในลักษณะเสียเปรียบแก่ชายหนุ่มมากไปกว่านี้ ปานรีเลยยอมตกลงอย่างรวดเร็วกันต์กวีพยักยิ้ม ปล่อยร่างนวลออกห่าง ปานรีเซถลาไปนั่งบนเก้าอี้ตัวไม้ รู้สึกหายใจหายคอสะดวกขึ้นเป็นกอง

          “คุณรู้แล้วว่าผมสูญเสียอะไรบ้าง” กันต์กวีกล่าวเนิบนาบ พลางลากเท้าใหญ่ก้าวไปยืนเกาะระเบียง สายตาเหม่อมองไปยังทิศทางของบ้านไร่อิงดอย “บ้าน... คุณอาจตกแต่งคืนให้ผมได้ แต่ความรักที่ถูกพี่สาวคุณแย่งชิงไป โดยเฉพาะชีวิตพ่อผม คุณหรือพี่สาวคุณก็ไม่สามารถหาคืนมาได้ แต่คุณ...” กันต์กวีหันกลับมา สายตาทอดมองหญิงสาวนิ่ง “คุณสามารถชดเชยให้ผม... อยู่กับผมที่นี่ อยู่เพื่อทดแทนทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมสูญเสีย และที่สำคัญอยู่เพื่อพิสูจน์ให้ผมรู้ว่า พี่สาวที่คุณทั้งรักทั้งบูชานั้น หล่อนดีจริง ๆ อย่างที่คุณกล่าว แล้วผมจะนำเรื่องของปาจรีไปคิดเสียใหม่... บางทีเวลาที่หล่อนปรากฏตัวต่อหน้าผม ผมอาจมีใจฟังข้อแก้ตัวของหล่อน และไม่ลงทัณฑ์หล่อนอย่างที่ตั้งใจ แต่นั้นมันขึ้นอยู่กับคุณคนเดียว ว่าคุณสามารถตอบสนองความต้องการของผมในฐานะนางบำเรอได้ดีแค่ไหน”

          “นางบำเรอ...” ศีรษะเล็กเบาโหวง ลมหายใจขาดตอน ราวกับเธอไม่มีตัวตนตรงนั้น สิ่งที่ได้ยินทำลายศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงย่อยยับ และไม่อาจทนความเห็นแก่ตัวของผู้ชายตรงหน้าได้ เธอโถมตัวใส่เขาทั้งที่แข็งขาอ่อนก็ยังถลาไปทุบอกกำยำเสียงสนั่น “คนใจร้าย คนไร้หัวใจ ฉันเกลียดคุณ ได้ยินไหม ฉันเกลียดคุณ” น้ำตาไหลพรางพรู

          กันต์กวีพยายามไม่โกรธ เขาปล่อยให้ปานรีทุบอกเขาอยู่อย่างนั้น จนหญิงสาวเหนื่อยอ่อนไปเอง ถึงได้ซบใบหน้าลงมา สะอึกสะอื้นร่ำไห้ปานใจจะขาดเสียให้ได้

***สวัสดีค่ะ เสาร์นี้มีตอนใหม่มาฝาก ขอให้สนุกกับการอ่านนะคะ แล้วก็ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่ติดตาม ^o^***




Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2558
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2558 9:42:59 น. 0 comments
Counter : 611 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Jantarawadee
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีค่ะ ^๐^ ขอต้อนรับเพื่อนๆทุกคนสู่บล็อก

-----------------------------------------------
ลิขสิทธิ์งานเขียนทุกชิ้นในบล็อกเป็นของผู้เขียนตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตามโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน
Friends' blogs
[Add Jantarawadee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.