ขอให้รอ วันรุ่งของพรุ่งนี้ ฟ้าคงมี พรชัยให้กับเรา (พ.ท. ณรงค์เดช นันทโพธิเดช)
Group Blog
 
<<
กันยายน 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
20 กันยายน 2553
 
All Blogs
 
คู่รักหักเหลี่ยม


เสียงตะหลิว ทัพพี กระทบกระทะไม่ขาดเสียง สลับกับเสียงตะโกนให้พนัก งานในครัวหยิบของเมื่อของหมด นอกจากนี้ยังมีเสียงเรียกอาหารว่าโต๊ะนั้น โต๊ะนี้ ลูกค้าพร้อมรับเมน คอร์สแล้ว พนักงานซึ่งเป็นนักเรียนเสียส่วนใหญ่ เดินกันขวักไขว่ พนักงานปรุงอาหาร ใบหน้าเคร่ง เครียดจากความกดดัน ที่ทุกโต๊ะเรียกอาหารพร้อมกัน มองไปที่ราวด้านหลัง สำหรับเสียบด๊อกเก็ต (ราย การที่ลูกค้าสั่งอาหาร) เต็มไปด้วยรายการที่ลูกค้าเรียกพร้อมกัน พนักงานล้างจาน วิ่งเอาจานที่ล้างเสร็จ เรียบร้อยแล้ว มาเติมไม่ได้หยุด สอดแทรกกับพนักงานข้างนอกเรียกให้ล้างแก้วด่วน เพราะแก้วหมด ทั้งแก้วไวน์ แก้วน้ำ ความวุ่นวาย ยังคงดำเนินไปประมาณชั่วโมงครึ่ง อาหารออกไปจนหมดสิ้น พนัก งานเริ่มได้พักหายใจหายคอบ้าง คนที่ติดบุหรี่ก็มักจะออกไปสูบบุหรี่หลังร้าน ส่วนคนที่ไม่ติด ก็หางาน ทำไป หรือไม่ก็ยืนคุยกันบ้าง

แต่พนักงานที่มักจะออกไปสูบบุหรี่ และกลับเข้ามาทีหลังก็มักจะเป็นสุชาติ สุชาติมักจะมีสีหน้า เคร่งเครียดตลอดเวลา ผสมกับตาเยิ้มๆ ฉ่ำด้วยฤทธิ์ของกัญชา สุชาติจะนั่งสูบบุหรี่ ทอดอารมณ์ ปล่อยใจ ให้ล่องลอยไปเสมอ จนทุกคนเริ่มเอือมระอากับการอู้งาน เอาเปรียบเพื่อน แต่สุชาติก็ไม่สะทกสะท้าน เพราะรู้ดีว่าถึงอย่างไรเจ้าของร้าน ก็ไม่มีทางให้ออกแน่ เพราะสนิทกัน เนื่องจากเจ้าของร้านเกิดความ สงสาร เมื่อคราวที่สุชาติมีเรื่องมีราวกับป๊อบ แฟนสาวที่ตามกันมาจากเมืองไทย

ทั้งคู่เป็นแฟนกันตั้งแต่อยู่ที่เมืองไทยตามประสาเด็กใจแตกทั้งคู่ แต่ทางบ้านสุชาติ เป็นคนมี ฐานะดีในเชียงใหม่ ประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง จัดว่ามีรายได้ดี ในช่วงที่เศรษฐกิจดี ก่อนที่จะถึง ยุคฟองสบู่แตก สุชาติเลยเรียนแค่ ม.6 และใช้เวลาอยู่กับการเที่ยวเตร่ ดื่มเหล้า เที่ยวกลางคืน เล่นยาอี สูบกัญชา เป็นอย่างนี้อยู่หลายปี จนพ่อแม่เริ่มมองไม่เห็น อนาคตลูกชายคนเดียวของครอบครัว จึงตัดสิน ใจส่งสุชาติไปอยู่นิวซีแลนด์ แต่ก็ไม่ได้ทำให้สุชาติกลับตัวกลับใจที่จะศึกษาเล่าเรียน สุชาติยังทำตัว เหมือนเดิม และติดต่อกับป๊อบคนรักไม่เคยขาด ไม่ว่าจะโทรคุย หรือจะคุยด้วย เอ็มเอสเอ็น และอีเมลล์ เพื่อยืนยันว่ายังรักอยู่ เหมือนเดิม

นิวซีแลนด์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสุชาติเป็นคนดีขึ้นมาได้ สุชาติยังคงทำตัวไร้สาระ และที่ สำคัญก็คือ สุชาติไม่ยอมไปเรียนหนังสือเลย จนทำให้มีปัญหาเรื่องการต่อวีซ่า สุชาติเลยตัดสินใจบอก พ่อว่า อยากไปออสเตรเลีย ในเมื่อเป็นอย่างนี้ และพ่อแม่ก็หมดทางเลือก ครั้นจะให้กลับมาอยู่เมืองไทย ก็คงจะรำคาญและเป็นห่วง ในเมื่อสุชาติอยาก ไปออสเตรเลียก็ไม่ว่า เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องมารับรู้ว่า สุชาติจะดีหรือจะเลวขนาดไหน ไม่รู้ไม่เห็นสบายใจกว่า

สุชาติเลือกเรียนการโรงแรม ในโรงเรียนเอกชน แล้วก็เช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ย่าน Box Hill ที่เมลเบิร์น ออสเตรเลีย แต่ตอนนี้สุชาติลำบากขึ้น เพราะทางบ้านเริ่มประสบปัญหาฟองสบู่แตก สุชาติ ไม่ได้รับเงินมากเหมือนเมื่อก่อน สุชาติจึงมาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านไทย ซึ่งเจ้าของร้านเป็น คนเหนือเหมือนกัน แต่มันเป็นโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่ทราบ ที่สุชาติแอบชอบฝ้าย เด็กในร้านหลัง ทำงานได้สองอาทิตย์ สุชาติใช้ความ พยายามที่จะเผด็จศึกครั้งนี้ให้จงได้ ทำทุกวิถีทาง ไม่ว่ารับส่ง พาไป ดูหนังกินข้าวในวันหยุด วันไหนอากาศดีๆ ก็พาฝ้ายไปเดินซันเดย์มาร์เก็ต ทำทุกอย่างจนผู้หญิงแน่ใจ และได้เสียกันลับๆ การที่สุชาติและฝ้ายเป็นแฟนกัน ในช่วงแรกไม่มีใครสนใจเท่าไหร่ แต่จะมาสนใจ ตัวฝ้ายในช่วงหลัง เพราะสรีระของฝ้ายเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นสะโพก หน้าอก สวยขึ้นทุกวัน และ เริ่มมองเห็นหน้าท้อง ทุกคนเริ่มสงสัย แต่ก็สงสัยได้ไม่นาน ฝ้ายก็เป็นคนเฉลยเองว่า ฝ้ายท้อง สามเดือนแล้ว ถึงแม้ฝ้ายจะท้องขึ้นมาแล้ว สุชาติก็ไม่ได้รักฝ้าย และลูกในท้องมากขึ้น เพราะสุชาติ ยังอาลัยอาวรณ์กับป๊อบตลอดเวลา และประกาศในร้านอยู่เสมอว่าฝ้ายไม่ใช่ตัวจริง ตัวจริงกำลังมา ตอนนี้ ยังอยู่ที่กรุงเทพฯ ทุกคนก็เริ่มงงกับคำพูดของผู้ชายคนนี้ ฝ้ายต้องดูแลตัวเอง ต้องเสิร์ฟอาหาร ทั้งที่ท้อง อ่อนๆ และไม่ได้รับการดูแลจากแฟนหนุ่มเลย ในที่สุดเมื่อเด็กโตได้แปดเดือน ฝ้ายก็กลับไปคลอดลูกที่ บ้าน สุชาติก็กลับไปด้วย แต่ไม่ได้กลับไปให้กำลังใจเมียที่กำลังจะคลอด แต่สุชาติกลับไปเพื่อเดินเรื่อง ให้ป๊อบได้มาเรียนหนังสือที่ออสเตรเลียอย่างเงียบๆ จากนั้นสุชาติก็กลับมาก่อนที่ฝ้ายจะแข็งแรง และ ให้ป๊อบรอว่าสถานทูตให้วีซ่าเมื่อไหร่ก็มาได้ทันที

เมื่อสุชาติมาถึงออสเตรเลียอีกครั้งก็ไม่ติดต่อกับฝ้ายอีกเลย ปล่อยให้ฝ้ายดูแลลูกอ่อนอยู่ที่เมือง
ไทย ทั้งที่ฝ้ายพยายามติดต่อหลายครั้ง จนรู้แน่แล้วว่าถูกผู้ชายทิ้ง ฝ้ายจึงตัดใจแล้วปฏิญาณว่า จะไม่ยอม คืนดีกับผู้ชายคนนี้อีก ทางบ้านฝ้ายมีฐานะดี สามารถเลี้ยงดูลูกชายที่เกิดมาได้

ถึงแม้สุชาติจะยังไม่ลืมเรื่องลูกเรื่องฝ้าย แต่ก็ไม่ได้คิดถึงมากมาย เพราะหัวใจสุชาติใจจดใจจ่อ
อยู่กับการไปรับป๊อบที่สนามบินเมลเบิร์นในคืนนี้ ทำให้ผู้ร่วมงานและเพื่อนนักเรียนอยากเห็นอยากเจอ
ตัวจริงเสียงจริง ที่สุชาติชอบประกาศ แต่ผู้คนก็ยังคงเก็บความสงสัยเรื่องฝ้ายไว้ในใจเสมอว่า ตอนนี้
ฝ้ายเป็นอย่างไร แล้วลูกล่ะ หลายเรื่องก็ยังคงเป็นความลับที่ไม่อาจลืมเลือนของคนที่รู้จัก

“ป๊อบ ....ป๊อบ” เสียงสุชาติตะโกนเรียกคนรักที่กำลังชะเง้อชะแง้หา สีหน้ากังวล นิดหน่อย พร้อมกับในมือลากกระเป๋าใบใหญ่

“พี่ชาติ” เสียงเรียกของป๊อบเมื่อหันมาสบตาจากทางออกห้องผู้โดยสารขาออก พร้อมกับรีบ เดินตรงมาหาสุชาติ ทั้งคู่กอดกันกลม โดยไม่อายสายตาใครด้วยความดีใจ เหมือนประหนึ่งว่า ชาตินี้ เราทั้งสองคงไม่มีวันพรากจากกัน อีกแล้ว

“ป๊อบ นี่พี่พร เจ้าของร้านอาหารที่พี่ทำงานด้วย”

“สวัสดีค่ะ” ป๊อบยกมือไหว้ด้วยความอ่อนน้อม

พี่พรไม่ได้พูดอะไรได้แต่บอกว่าไปขึ้นรถ พร้อมกับเดินนำหน้า นับว่าพี่พรมีน้ำใจกับสุชาติมาก ที่อาสามารับป๊อบ เพราะสุชาติไม่มีรถ หากจะนั่งแท็กซี่มาจากสนามบินถึง Box Hill ก็ประมาณหก สิบถึงเจ็ดสิบเหรียญ

ระยะแรกของป๊อบในออสเตรเลีย ผ่านไปด้วยดีและมีความสุข เช้าก็ไปเรียนภาษาที่ Box Hill TAFE เย็นก็กลับมาทำงานที่ร้านพี่พร โดยทำงานอาทิตย์ละสามวัน วันไหนไม่ได้ทำงาน ป๊อบ กับสุชาติก็จะตระเวนไปทั่ว เพื่อทำความรู้จักสถานที่ และสร้างความเคยชินกับเมลเบิร์น ไม่ว่าจะเป็น สถานที่ท่องเที่ยว ไนท์คลับ บาร์ แม้แต่คาสิโนที่มีมนต์เสน่ห์ที่ผู้คนจดจำมิรู้ลืม เงินทองที่ทางบ้านของ สุชาติส่งมา กับเงินที่สุชาติทำงานหมดไปกับสิ่งเหล่านี้ ทั้งสองคนไม่ได้ทุ่มเทให้กับเรียนสักเท่าไหร่ ใช้ ชีวิตสำราญ ดื่ม เหล้า สูญกัญชา เล่นยาอี ใช้ชีวิตกลางคืนเสียส่วนใหญ่ ชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้ตลอด แต่ยังดีที่ป๊อบยังไปเรียนหนังสือทุกวัน เพราะรู้ดีว่าถ้าเข้าเรียนไม่ถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ จะมีปัญหาเรื่อง วีซ่า ป๊อบจึงไม่ประมาทในเรื่องนี้

อะไรที่มันจำเจและไร้อนาคต ย่อมทำให้เกิดความเบื่อหน่าย เมื่อป๊อบเริ่มรู้จักคนมากขึ้น ก็เป็น ธรรมดาที่จะมีผู้ชายเข้ามาชอบ เพราะป๊อบจัดว่าหน้าตา น่ารัก ดูภายนอกจะเห็นว่า ป๊อบเป็นคนที่ใสซื่อ อ่อนน้อมกับทุกคน จึงไม่แปลกที่ชายใดได้คุยได้พูดกับเธอ ก็อาจจะเผลอมีใจให้ ตัวป๊อบเองก็คงคิดได้ว่า เป็นแฟนกับสุชาติมานานแล้ว ยังมองไม่เห็นอนาคต เพราะสุชาตินั้น เรียนก็ไม่ค่อยไปเรียน เอาแต่ดื่ม เหล้า สูบกัญชา เล่นเกมส์วีดีโอ แล้วตัวเธอเองก็ใจแตกมานานแล้ว ทั้งคู่เริ่มทะเลาะกัน ตั้งแต่เรื่องเล็กไป จนถึงเรื่องใหญ่ ยิ่งระยะหลังทั้งคู่เสียคาสิโนมาก เงินทองก็เริ่มฝืด ประกอบกับทางบ้านสุชาติเริ่มส่งเงิน มาบ้างไม่ส่งบ้าง ในที่สุดก็ถึงขั้นลงมือตบตีกัน

“เป็นอะไรหรือป๊อบ ทำไมหน้าช้ำอย่างนี้” เสียงพี่พรเจ้าของร้านถามขึ้นเมื่อเห็นป๊อบมาทำงาน ด้วยหน้าตาบอบช้ำ

“ป๊อบโดนพี่ชาติตบ แล้วเขาขังป๊อบไว้ในห้องน้ำ” เสียงป๊อบตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พร้อม กับเอามือปาดน้ำตาไม่ให้หยด

ฉับพลันบรรยากาศในครัว ที่กำลังคุยกันออกรสชาติ ก็เงียบกริบไร้เสียงพูดคุย ทำให้ในครัววัน นั้น รู้สึกเหงาเศร้าขึ้นมาทันที ต่างคนต่างทำงานของตัวเอง โดยไม่มีใครถามหรือ พูดใดๆทั้งสิ้น ทุกคน อยากกลับบ้านเร็วๆ เพราะรู้สึกไม่สนุกเลย

วันนี้เป็นวันจันทร์ ลูกค้าไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่ สุชาติมาทำงานปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พี่พร เอ่ยขึ้นว่า

“ชาติ ป๊อบเป็นไงบ้างล่ะ”

แต่คำตอบของสุชาติ สร้างความแปลกใจให้กับทุกคน เพราะนึกไม่ถึงว่าจะได้ยิน เป็นคำตอบที่ สร้างความงุนงง และทำให้อยากรู้เหตุผลมากขึ้น

“พี่ ป๊อบมันย้ายไปอยู่กับเพื่อนแล้วล่ะครับ มันไม่ได้อยู่กับผมมาสามวันแล้ว”

“อ้าว มีเรื่องอะไรกันหรือ” พี่พรถามด้วยความอยากรู้

“ทะเลาะกันพี่ มันยั่วผม ผมเลยตบมันเบาๆ แล้วมันก็ปาขวดน้ำหอมลงพื้น เศษขวดเลยบาดมัน แล้วมันก็เก็บเสื้อผ้า แถมยังขโมยบัตรเอทีเอ็มผมไปกดเงินหมดเกลี้ยงเลย ผมว่ามันไปอยู่กับ ผู้ชายน่ะพี่ มันน่ะไปไหนไม่รอดหรอก คนอย่างมันดีแต่มั่วผู้ชายไปทั่ว ตั้งแต่อยู่เมืองไทยแล้ว แต่ผมรักมัน ผมเลยให้อภัยมันตลอด”

สุชาติสาธยาย พร้อมกับระบายความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่เต็มอก พอพูดจบสุชาติก็เดินออกจากครัว ไปเสิร์ฟอาหารด้านนอก ทิ้งความอยากรู้อยากเห็นของคนทำงานในครัว ไว้อย่างน่าติดตามหาคำตอบ

ตามปกติวันจันทร์ร้านอาหารไทยในออสเตรเลีย ร้านค้าส่วนใหญ่ มักเงียบและเลิกเร็วกว่าวันอื่น อาจเป็นเพราะวันแรกของการทำงาน ผู้คนจึงไม่นิยมออกกินอาหารนอกบ้าน วันนี้ก็เช่นกัน สามทุ่มก็เก็บ ครัวเสร็จแล้ว ระหว่างที่รอให้ลูกค้าโต๊ะสุดท้ายออกจากร้าน ก็มีรถตำรวจพร้อมตำรวจในเครื่องแบบเต็ม ยศสองนาย ผลักประตูเข้ามา พนักงานต้อนรับเข้าใจว่า ตำรวจจะมากินอาหาร หรือไม่ก็มาซื้ออาหารไป กิน จึงรีบบอกไปว่าร้านปิดแล้ว แต่ทุกคนก็ต้องแปลกใจ เมื่อตำรวจบอกว่าไม่ได้มากินอาหาร แต่มาหา สุชาติ ทุกคนจึงเรียกสุชาติให้ออกมาหาตำรวจ เมื่อตำรวจเห็นหน้าสุชาติ ตำรวจก็แจ้งให้สุชาติทราบว่า

“มีคนไปแจ้งความว่า คุณทำร้ายร่างกาย และขอเชิญคุณไปให้ปากคำที่โรงพักด้วย”

สุชาติตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน หูชา แทบจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยในเวลานั้น และเดินขึ้นรถตำรวจ ไปโดยดี โดยมีพี่พรเจ้าของร้านขับรถตามไปด้วยความเป็นห่วง เมื่อไปถึงสถานีตำรวจ สุชาติกับพี่พรจึง รู้ว่า คนที่แจ้งความก็ป๊อบนั่นแหละ ตำรวจแสดงใบแพทย์พร้อมภาพเอ็กซ์เรย์ให้สุชาติดูว่า ที่สุชาติบอก ว่าตบหน้าป๊อบเบาๆนั้น แท้ที่จริงแล้ว สุชาติไม่ได้ตบ แต่สุชาติต่อยป๊อบจนกรามหัก และที่สุชาติบอก พี่พรว่า ป๊อบขว้างขวดน้ำหอมจนแตกบาดเท้านั้น แท้ที่จริงก็คือ สุชาติขว้างขวดน้ำหอมใส่หัวป๊อบจน หัวแตก แล้วขวดตกลงพื้น เศษแก้วจึงกระจายบาดเท้าด้วย คดีนี้ตำรวจไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้ จึงต้องส่ง เรื่องให้ศาลตัดสิน

ระหว่างที่รอให้ศาลตัดสินคดีอยู่นี้ ตำรวจได้มีจดหมายเป็นลายลักษณ์อักษรส่งถึงสุชาติสอง เรื่องคือ หนึ่ง สุชาติห้ามเข้าใกล้ป๊อบในระยะสามเมตร สอง สุชาติต้องไปรายงานตัวกับตำรวจทุกๆสาม สิบวัน จนกว่าศาลจะตัดสิน และสิ้นสุดของคดีทำร้ายร่างกาย

เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น สร้างความกดดัน และความเคียดแค้น ให้สุชาติเป็นอย่างมาก จนไม่เป็น อันกินอันนอน ยิ่งกินเหล้า สูบกัญชา หนักกว่าเดิม แล้วยังต้องเครียดกับเรื่องทางบ้านด้วย เพราะทางบ้าน ประสบปัญหาในงานรับเหมา ไม่สามารถส่งเงินให้มากเหมือนเมื่อก่อนได้ ด้วยความสงสาร พี่พรจึงบอก ให้สุชาติย้ายมาอาศัยอยู่ที่ห้องเก็บของ ด้านบนของร้าน แต่ก็อาศัยนอนได้ ไม่ต้องเสียเงิน จึงเป็นโอกาสดี สำหรับสุชาติ ที่พอเลิกร้านแล้ว ก็ยังมีพนักงานด้วยกัน มาร่วมวงกินเหล้าทุกวัน พอเมาได้ที่สุชาติก็จะ พร่ำพรรณนาถึงป๊อบด้วยความแค้นและความรัก ชีวิตเป็นอยู่อย่างนี้ จนมีทั้งผู้เห็นใจและผู้ที่สมเพชเวท นา เพราะเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น จะไปโทษผู้หญิงฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ทำไมไม่รู้จักมองตัวเอง แล้วปล่อย วางเรื่องราวทั้งหมด และเดินไปข้างหน้า นานวันเข้าตัวเองก็ยิ่งจมอยู่กับสิ่งเหล่านี้ จนมองไม่เห็นอนาคต โรงเรียนก็ไม่ไปเรียน จนมีจดหมายมาเตือน ในที่สุดก็รู้แน่ว่าต้องขึ้นศาลเมื่อไหร่ สุชาติต้องตัดสินใจว่า จะเอาอย่างไร หนึ่งคือไปขึ้นศาลตามนัด เมื่อศาลตัดสิน ผลก็คือต้องกลับเมืองไทยอย่างแน่นอน ทางที่ สองก็คือกลับเมืองไทยตอนนี้ ดีกว่าเสียเวลาไปขึ้นศาล ถึงอย่างไรก็ต้องกลับอยู่ดี เพราะไม่เคยไปเรียน หนังสือเลย ดูแล้วทางเลือกของสุชาติ ที่จริงก็คือต้องกลับทางเดียว ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

คืนนี้สุชาติจึงออกไปพักสูบบุหรี่นานกว่าปกติ เพราะรู้ดีว่าคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่จะทำงานที่นี่ เพราะตัดสินใจแล้วว่า จะกลับเมืองไทยในวันพรุ่งนี้ ในใจของสุชาติสับสนว่า กลับไปจะทำอะไร แล้วจะ กลับมาได้อีกหรือไม่ สลับกับความเคียดแค้นว่า ผู้หญิงที่ตัวเองรักมาก ขนาดทิ้งลูกทิ้งเมีย และทำเรื่องให้ มาอยู่ด้วยกันอย่างอิสระ ทำไมทำเจ็บแสบขนาดนี้ ทำไมตัวเองถึงเลือกผู้หญิงคนนี้ ทำไมไม่เลือกฝ้าย ทำไมไม่เลือกลูก ครั้นจะกลับไปคืนดีกับฝ้าย สุชาติก็รู้ตัวดีว่า สายเกินไปแล้ว เพราะตอนนี้ ฝ้ายไปเรียน หนังสือที่นิวซีแลนด์ และมีแฟนใหม่แล้ว ส่วนป๊อบล่ะ ตอนนี้มันไปอยู่กับผู้ชายคนไหนไม่รู้ แต่มันก็ อยู่ได้ แต่ตัวเราล่ะ เป็นคนเอามันมา มันอยู่ได้ แต่เราอยู่ไม่ได้ ต้องกลับไปแบบไม่ได้อะไรเลย พร้อม บาดแผลเต็มตัว แพ้อย่างไม่เป็นท่า จิตใจสุชาติยังคงล่องลอย เตลิดออกจากร่าง เหมือนคนไร้วิญญาณ ทั้งที่ปากก็ยังคงพ่นควันบุหรี่ออกมาเป็นระยะๆ
วันรุ่งขึ้นสุชาติกลับเมืองไทยไปอย่างหมดสภาพและเจ็บปวด ส่วนป๊อบยังคงโลดแล่นอยู่ ที่เมลเบิร์นในวิถีชีวิตที่เธอเลือกเดินเอง

แม้ชีวิตคนเรานั้น จะผ่านสุขหรือทุกข์แสนสาหัส แต่ก็ไม่ได้ หมายความว่าเราจะเจ็บปวดหรือจะปิติยินดีกับความสุขที่ได้นั้นไปตลอดชีวิต ทุกคนมักจะพบสุข และทุกข์สลับกันไป เราต้องรู้จักปล่อยวางอย่าไปติดมั่น ยึดติดกับสิ่งเหล่านั้น เพราะเราไม่รู้ว่า สิ่งที่ เราเรียกว่าความสุข และสิ่งที่เราเรียกว่าความทุกข์นั้น มันจะมาเมื่อไหร่จะไปเมื่อไหร่ เราควรจะ ปล่อยใจให้ว่างไม่ใส่อารมณ์กับสิ่งเร้ารอบข้างมากนัก เพราะคนเราเมื่อตายลงทุกอย่างก็สิ้นสุดลงทันที เราควรจะอโหสิกรรมให้กันและกันอย่าไปคิดอาฆาตพยาบาท สิ่งเหล่านี้จะทำให้ตัวเราเองจมอยู่กับ เรื่องในอดีตที่ไม่ดี สุดท้ายเราจะจมอยู่กับความทุกข์ตลอดไป



.....จะมีชีวิตอยู่ก็ไม่เดือดร้อน ถึงตายก็ไม่เศร้าโศก ถ้าคนเรารู้จักปล่อยวางและอโหสิกรรม ถึงอยู่ ท่ามกลางความโศกเศร้า ก็ไม่เศร้าโศก.....



Create Date : 20 กันยายน 2553
Last Update : 20 กันยายน 2553 8:00:04 น. 3 comments
Counter : 437 Pageviews.

 
เราเองก็อยู่ออส ย้ายมาสามเมือง ทำงานทั้งกับคนออสเอง และร้านอาหารไทย เห็นมาหลายอย่าง ทั้งเรื่องเพื่อน หักหลังกัน แต่ไม่ใช่กรณีของเรานะ เห็นกรณีของคนอื่น เรื่องแฟน กรณีคู่คนอื่น มันเป็นข้อคิดที่ดีนะ ไม่ว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับใคร บางทีการปล่อยวางจะดีมาก

ปล. เรื่องจริงของเรา โดนคนจีนจากแผ่นดินใหญ่โกงเงินค่าบ้านเกือบ สองพันเหรียญ พอผ่านไปหนึ่งปี ย้ายไปอยู่กับพวกฮ่องกง โดยคิดว่า คงไม่เหมือนกับจีนแผ่นดินใหญ่หรอก เพราะฮ่องกงจะดีกว่า ที่ไหนด้าน โดนมันโกงเงินค่าบ้านไปอีก 240 เหรียญ เรื่องของเราจะเป็นเรื่องเงินเสียมากกว่า ฮ่า


โดย: อืม IP: 58.8.237.27 วันที่: 20 กันยายน 2553 เวลา:20:04:21 น.  

 
ถ้าคนเรารู้จักปล่อยวางและอโหสิกรรม ถึงอยู่ ท่ามกลางความโศกเศร้า ก็ไม่เศร้าโศก.....OK ..เลย



แวะมาเยี่ยมน๊า คุณพินิจนันท์ เจมส์


โดย: แม่หมู (jamaica ) วันที่: 28 กันยายน 2553 เวลา:12:36:12 น.  

 
มีน้อยคน ที่จะปล่อยวางได้


โดย: น้องที่ถุกลืม IP: 124.121.2.71 วันที่: 21 พฤศจิกายน 2554 เวลา:13:10:36 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

พินิจนันท์ เจมส์
Location :
โน้ส อุดม Ayaka Oishi Hiroko Australia

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




รวมเรื่องสั้นจากต่างแดน ชุด หนูอยากเป็นโสเภณีนี้
ผู้เขียนตั้งใจเขียนเพื่อให้เป็นความรู้ และตีแผ่สังคมที่ได้พบได้เจอมา ต้องการให้เป็นเรื่องสั้นที่มีครบทุกอรรถรสหลากหลาย อารมณ์ตลก ชีวิต เสียดสีสังคม และแฝงไปด้วยคติเตือนใจ แต่ละเรื่องผู้เขียนหวังแค่ปลุกจิตให้กับผู้อ่าน ได้รู้ได้สัมผัสกับแง่มุมบางแง่ ที่คนอาจมองข้ามไป และต้องการแสดงให้ เห็นว่าทุกสังคมนั้น ย่อมมีการแก่งแย่งแข่งขัน ดิ้นรน โอ้อวด เหยียดหยามกัน มีทั้งคนดี และคนไม่ดี สิ่งเหล่านี้ในสังคมเดียวกัน แต่คนอาจจะพบอาจเจอไม่เหมือนกัน และสังคม ของคน ก็เหมือนสังคมของสัตว์ผู้ที่เก่งผู้ที่มีกำลังมาก ผู้ที่รู้จักปรับตัว ก็ย่อมอยู่ได้ในสังคม นั้น ผู้ที่อ่อนแอและไม่ปรับตัว ก็ไม่สามารถจะอยู่ร่วมกับคนในสังคมนั้น เพราะทุกคนมี ที่มาต่างกันและมีจุดมุ่งหมายต่างกัน แต่ในเมื่อมาอยู่ร่วมกันในที่ที่เดียวกัน ก็ย่อมที่จะมี ปัญหา เพราะทุกคนเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ต่างคน ต่างต้องต่อสู้ดิ้นรน เพื่อความอยู่รอด

เรื่องสั้นส่วนใหญ่ เคยโพสต์ลงในเวปเอ็มไทย ได้รับคำวิจารณ์และคำติชมจากผู้อ่านพอสมควร ผู้เขียนต้องการเพียงแค่ เสนอแนะให้เป็นข้อคิดกับคนรุ่นต่อไป หรือคนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมของคนในต่างแดนว่า เราควรจะเตรียมตัวอย่างไร ถึงจะอยู่รอดได้ ผู้เขียนไม่ได้มีจุดมุ่งหมาย ที่จะนำชีวิตผู้หนึ่งผู้ใดมาประจานให้ได้รับ ความเสียหาย เพราะทุกเรื่องตัวละครทุกตัวก็เป็นเรื่องสมมุติ ถึงแม้จะอิงหรืออ้างถึงสถานที่ จริง ก็เพื่อให้เกิดความสมจริงขึ้นกับเนื้อเรื่องเท่านั้น

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้ จะบรรจุเรื่องราวต่างๆที่เป็นประโยชน์ ความสนุก สนาน สำหรับผู้อ่านอย่างครบถ้วน

ด้วยความปรารถนาดี

เจมส์

มกราคม 2543
New Comments
Friends' blogs
[Add พินิจนันท์ เจมส์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.