ขอให้รอ วันรุ่งของพรุ่งนี้ ฟ้าคงมี พรชัยให้กับเรา (พ.ท. ณรงค์เดช นันทโพธิเดช)
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
26 กรกฏาคม 2550
 
All Blogs
 
รอยด่างของชีวิต


รอยด่างของชีวิต.

ตอนเด็กๆนั้นตั้ม นึกใฝ่ฝันที่จะเป็นสมบัติ เมทะนี เพราะตั้มชอบไปดูหนังกลางแปลงที่วัดใกล้ บ้าน แต่พอโตขึ้นตั้มฝันที่จะเป็นนายร้อยทหารบก แต่ด้วยความที่บ้านฐานะยากจน ตั้มจึงไม่ได้รับ การดูแลเอาใจใส่ และถูกเลี้ยงมาตามยถากรรม พ่อตั้มตายตั้งแต่ยังเด็ก แม่และพี่สาวรับหน้าที่เลี้ยงดู ตั้ม ตั้มเรียนที่โรงเรียนประจำอำเภอในจังหวัดนครปฐม ความที่ตั้มเป็นเด็กที่ดูจะหน้าตาดี และผิด แผกแตกต่างจากเด็กท้องทุ่งคนอื่นๆ ทำให้ผู้พบเห็นตั้มมักจะเมตตาเอ็นดูตั้มเสมอ ตั้มจัดว่าเป็นคนมี ปัญญาดีมาก ตั้มจะคิดอะไรได้ไกลกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน จึงทำให้ตั้มค่อนข้างมีปํญหาในการคบเพื่อน ตั้มไม่มีเพื่อนสนิทเลยแม้แต่คนเดียว

เมื่อตั้มเรียนอยู่ ป.หก ตั้มโชคดีที่ได้ครูที่โรงเรียนรับอุปการะเลี้ยงดู ขณะนั้นตั้มอายุได้สิบสอง
ปี และฉายแววหน้าตาดี ครูจึงรักและเอ็นดูตั้มเป็นพิเศษกว่าคนอื่น เมื่อครูได้รับบ้านพักครูจาก ที่โรงเรียน ครูสำเริงจึงให้ตั้มมาอยู่ด้วย แม่ของตั้มก็เห็นดีเห็นดีด้วย เพราะครูจะได้อบรมสั่งสอนได้ และครูจะได้ส่งเสียให้เล่าเรียน และทางบ้านก็ช่วยอีกแรง ครูสำเริงเลี้ยงดูตั้มอย่างไรบอกไม่ถูก จะว่าเหมือนเพื่อน เหมือนพี่น้อง หรือเหมือนลูกก็ไม่ใช่ เพราะครูสำเริงเองเพิ่งจะอายุได้ยี่สิบสามปี ครูสำเริงเป็นชาวปากเกร็ด ครูสำเริงเล่าให้ฟังว่าพ่อของครูมีเชื้อมอญ ส่วนแม่เป็นไทยแท้ๆ ครูสำเริง ยังบอกอีกว่า ได้เล่าเรื่องของตั้มให้ที่บ้านฟัง ที่บ้านดีใจมากและเห็นชอบด้วย ที่ครูอุปการะ เลี้ยงเด็กเอาบุญ

เมื่อนานวันเข้าตั้มกับครูสำเริงสนิทสนมกันมากขึ้น จนทำให้เป็นที่นินทาว่ากล่าวของพวกครู ที่อยู่บ้านพักครูด้วยกันว่า ครูสำเริงตามใจตั้มมาก เพราะตั้มเอาแต่เล่นกีฬา ไม่เคยทำงานบ้านเลย แต่ครูสำเริงก็แก้ตัวให้ตั้มทุกครั้งไป เพราะเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องของคนอื่น เขาจะเลี้ยงตั้มอย่างไร ย่อมทำได้ ตอนนี้ตั้มเริ่มเป็นหนุ่ม และเรียนอยู่ ม.2 แล้ว เป็นธรรมดาที่ร่างกายของตั้ม จะเริ่มมี กล้ามเนื้อให้เห็น นอกจากตั้มจะเป็นที่หน้าตาหล่อมากแล้ว ยังมีรูปร่างที่สมส่วนดูดีอีก

ทุกวันนี้ครูสำเริงมักจะชวนตั้มไปอาบน้ำในห้องน้ำพร้อมกัน ตอนแรกตั้มรู้สึกอาย แต่ครูสำเริง บอกว่า ผู้ชายเหมือนกันจะอายกันทำไม ยังบอกอีกว่า เวลาผู้ชายถูกเกณฑ์ทหาร ก็ต้องแก้ผ้าอาบน้ำ พร้อมกัน แต่ขณะที่อาบน้ำนั้นครูสำเริง มักจะจับเครื่องหมายความเป็นผู้ชายของตั้มเป็นประจำ ตั้ม เริ่มเป็นหนุ่มแล้ว จึงตื่นตัวได้ง่าย นอกจากนี้ครูสำเริงยังจับมันรูดเข้ารูดออกอีก ทำให้ตั้มต้องยืนเกร็ง อยู่ชั่วขณะ และต้องรีบเอามือปัดป้อง เพราะไม่แน่ใจว่าตอนจบของเรื่องจะเป็นอย่างไร แต่ครูสำเริง ก็ยังไม่ละความพยายาม เวลานอนครูมักจะมานอนกับตั้มเสมอ



คืนนี้ก็อีกเช่นกัน ครูสำเริงยังคงต้องการที่จะดูตอนจบของเรื่องหวาดเสียว ครูสำเริงจึงนอน ลูบคลำ และจับของตั้มรูดเข้ารูดออก ตั้มสุดจะทนไหว ในที่สุดครูสำเริงก็เป็นผู้ทำให้น้ำพุตาม ธรรมชาติ พวยพุ่งออกมาเป็นครั้งแรกในชีวิต ตั้มรู้สึกใจเต้นแรงและตกใจ เพราะคิดว่าเป็น น้ำปัสสาวะ แต่ครูสำเริงบอกว่าไม่ใช่ เป็นน้ำอสุจิ เพราะครูชักว่าวให้ คืนนั้นตั้มได้ความรู้ สองอย่างมาประดับสมองคือ หนึ่ง รู้ว่าน้ำอสุจิที่เรียนในสุขศึกษาของชั้น ม.2 หน้าตาเป็นอย่างไร และยังรู้อีกว่าที่เพื่อนรุ่นพี่มันชอบพูดว่าชักว่าว (Masturbation) เป็นอย่างไร นอกจากนี้ยังได้ ทักษะและความชำนาญ (skills) ในการช่วยเหลือตัวเองเป็นครั้งแรก และจำติดมาจนถึงทุกวันนี้ เหมือนที่เด็กผู้ชายทุกคนเรียนรู้เมื่อถึงวัย

แต่ตั้มยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า ทำไมครูต้องสอนมันในเรื่องที่ไม่ควรจะสอน แต่ครูบอกว่าผู้ชาย ทุกคน ก็ต้องทำ ดังนั้นทุกคืนก่อนนอน ครูสำเริงต้องมาทำให้ทุกคืน จะมีวันหยุดก็ต่อเมื่อครูไม่อยู่ คืนนี้ ก็เช่นกัน ครูสำเริงยังมาทำหน้าที่ ที่ไม่ได้มอบหมาย แต่เป็นความสุขทางใจ แต่คืนนี้ต่างกันตรงที่ ครูสำเริงเรียกร้องอะไรบ้างอย่าง ก็คือครูเรียกร้องให้ตั้มจับของครูด้วย ทีแรกตั้มก็รู้สึกเขินและ ขยะแขยง แต่ครูบอกว่าผู้ชายเขาผลัดกันทำให้ ไม่เห็นเป็นไรเลย คืนนี้ตั้มกับครูจึงผลัดกันทำน้ำพุ เล่นกันจนเลอะเทอะไปหมด

นอกจากนี้เพื่อนของตั้มหลายคน ก็โดนครูสำเริงสอนในเรื่องที่ตั้มถูกสอนว่า เป็นเรื่องของ ลูกผู้ชายด้วย ตั้มอยู่กับครูได้สามปี ครูสำเริงก็แต่งงาน แต่ครูสำเริงยังคงวนเวียน ไม่ได้เลิกทำกับตั้ม เหมือนกับที่ทำมาตลอด ในเวลาที่ภรรยาไม่อยู่บ้าน และครูสำเริงยังแสดงความรักต่อตั้มมาก จน ทำให้ตั้มกับภรรยาครูนั้นไม่สู้จะถูกกันนัก เพราะภรรยาครูคิดว่า ตั้มไม่ควรมาอาศัยครู เพราะไม่ได้ เป็นอะไรกัน ญาติก็ไม่ใช่ และถ้าไม่มีตั้ม ครูคงจะรักเมียมากกว่านี้

ดังนั้นญาติพี่น้องของภรรยาครู ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านที่แม่ของตั้มอยู่ จึงมารุมด่าว่าแม่ของ ตั้ม ว่าทำไมไม่เอาตั้มกลับมาอยู่ที่บ้าน ทั้งที่ความจริงแม่และพี่สาวของตั้มก็ต้องการให้ตั้มกลับบ้าน แต่ ครูบอกว่าไม่ใช่ความผิดของตั้ม ครูจึงไม่ยอมให้ตั้มกลับมาอยู่บ้าน และเพื่อตัดปัญหา ครูเลยเอาตั้ม ไปฝากไว้กับแม่ของตัวเองที่ปากเกร็ด เมื่อตั้มเรียนจบ ม. 3 และมาเรียนต่อที่ตัวจังหวัด แต่ก็ไม่ได้ ทำให้ปัญหาระหว่างครูกับภรรยานั้นหมดไป ในที่สุดครูและภรรยาก็เลิกกัน โดยมีลูกด้วยกัน สองคน ครูจึงย้ายตัวเองมาทำงานที่จังหวัดนนทบุรี และมาอยู่บ้านแม่ของตัวเอง และก็เช่นเคยครู ก็ยังเป็นครูคนเดิม ยังคงนอนอยู่กับตั้มเหมือนเดิม แต่ตอนนี้ตั้มมันเริ่มโตมากแล้ว และมันก็เริ่มมอง เพศ ตรงข้ามแล้ว จึงไม่ชอบที่ครูจะมาทำแบบนั้นอีก จึงขอนอนคนเดียว ทำให้ครูโกรธ ในตอนแรก แต่ต่อมาครูก็หายโกรธ ยิ่งตอนนี้ครูชอบพาเพื่อนมาเที่ยวที่บ้านเป็นประจำด้วย ตั้มอดสงสัยไม่ ได้ว่า ทำไมเพื่อนครูแต่ละคน ดูกระตุ้งกระติ้งทุกคน ทำไมครูไม่มีแฟนใหม่ ทำไม ครูถึงโกรธตั้ม เมื่อตั้มมีเพื่อนผู้หญิง บางครั้งตั้มก็เห็นครูพาเด็กนักเรียนมาเที่ยวที่บ้าน แล้วครูปิดห้องไม่สนิท ครูก็ ทำอย่างที่ครูเคยทำกับตั้ม นอกจากนี้นักเรียนคนนั้น ดูท่าทางเรียบร้อย ผิวขาว มีเชื้อจีนแน่นอน ยังใช้ปากกับไอ้นั่นของครูอย่างไม่รู้สึกรังเกียจ

หลังจากตั้มจบ ม.6 ตั้มเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย ตั้มจึงเข้าใจว่า จริงๆแล้วจิตใจของครูเป็นอะไร ยิ่งรู้สึกไม่ดีที่ครูไม่ได้เลี้ยงเพราะสงสาร แต่เป็นเพราะครูหลงรัก ตั้มเริ่มคิดมาก จึงตัดสินใจออกไป อยู่หอพักย่านรังสิต เพราะใกล้กับมหาวิทยาลัยที่เรียน และเริ่มหายหน้าไป ไม่ค่อยไปมาหาสู่กับครู เหมือนเดิม ยิ่งครูนำนักเรียนคนใหม่มาเลี้ยงด้วย ทำให้ตั้มยิ่งเสียใจและจดจำ

หลังจากจบมหาวิทยาลัย ตั้มเข้าทำงานที่บริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง เจ้าของบริษัทเป็นผู้ชายกระตุ้ง กระติ้ง ชอบมานั่งลูบคลำตั้มเวลาทำงานในห้องตัดต่อหนัง ทำให้ตั้มไม่แน่ใจกับงานในขณะนั้น ตั้ม จึงลาออกจากงาน กอปรกับตั้มได้ผ่อนผันการเป็นทหารไว้ด้วย ตั้มจึงตัดสินใจสมัครเป็นทหาร

ระหว่างที่ตั้มเป็นทหาร พอเสร็จการฝึกทหารใหม่ ตั้มประจำอยู่กองร้อยอาวุธเบาที่หนึ่ง กองพัน ทหารราบที่สาม มหาดเล็กรักษาพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมทหาร ราบที่ 1 ในกองร้อยมีทหารรุ่นพี่คนหนึ่งชื่อวราวุธ เป็นทหารที่กระตุ้งกระติ้งพอสมควร แต่เก็บอา การเก่ง จนคนที่ไม่เคยอยู่วงการอีแอบไม่สามารถรู้ได้ว่า กองร้อยแห่งนี้ มีอีแอบรับใช้กองทัพอยู่ แต่ตั้มดูตาทีเดียวก็รู้แล้ว และยังสังเกตอีกว่า วราวุธมักจะชอบยืนอาบน้ำข้างตั้ม ทำให้นึกได้ว่า ครูเคยบอกมันว่า ทหารจะแก้ผ้าอาบน้ำ แต่ทำไมวราวุธถึงไม่แก้ ยังคงนุ่งกางเกงในอาบน้ำ และจะ อาบช้าๆ มองโน่นมองนี่ จนอิ่มหนำสำราญตา เพราะทุกคนแก้ผ้าหมด แถมบางคนชอบทำตัว หนือเพื่อน ชอบท้าเพื่อนทำให้แข็งและเอามาวางวัดกันอีก ทหารรุ่นตั้มมีแชมป์สองคนคือ คนที่มี นาดใหญ่ ได้แก่ พลทหารชัยนาท แต่ยาวสู้ของพลทหารนฤธิ์ไม่ได้ แต่คนพวกนั้นหน้าตาและ การศึกษาสู้ตั้มไม่ได้ ดังนั้นวราวุธจึงให้ความสนใจตั้มเป็นพิเศษ

วราวุธเป็นทหารที่ได้รับไว้วางใจจากจ่ากองร้อย เพราะเรียนจบพาณิชย์ ดังนั้นงานเสมียนบน กองร้อย จึงเป็นหน้าที่ของวราวุธ ไม่ว่าจะพิมพ์หนังสือ จัดเวรยาม วราวุธจะทำแทนจ่ากองร้อย แต่ ทำในนามจ่า หลังจากที่ตั้มแสดงอาการรังเกียจอีแอบอย่างวราวุธแล้ว วราวุธเกิดความแค้นในใจ แต่ตั้มไม่รู้ตัว จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อประกาศรายชื่อทหารที่มีหน้าที่เข้าเวรออกมา ปรากฏว่า ตั้มมีชื่อ เข้าเวรยามถึงสองแห่งในเวลาเดียวกัน แต่ด้วยความที่ตั้มเหนือชั้นกว่า มันจึงไม่ปริปากพูดอะไร ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ และเลือกที่ไปเข้าเวรที่สวนจิตร แทนที่จะไปเข้าที่วิมานเมฆ ดังนั้นเมื่อถึงเวลา ไม่มีทหารที่ชื่อตั้มไปเข้าเวรที่วิมาณเมฆ แต่ไม่ใช่ความผิดของตั้ม จึงไม่มีความผิด ปล่อยให้วราวุธ กับจ่ากองร้อยเคลียร์กันเอาเอง ทุกวันนี้ตั้มยังสะใจเลยว่า ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัวจริงๆ ตั้มเป็นทหารอยู่หกเดือนก็ปลดประจำการ

จากนั้นมาทำงานอยู่ธนาคาร ประจำอยู่สำนักงานใหญ่ ตั้มจึงรู้จักคนที่มีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่ โตมากมาย งานธนาคารเป็นธรรมดาที่พนักงานจะต้องแต่งตัวให้ดูดี เพราะเป็นงานที่ต้องพบปะ ผู้คน ตั้มจึงดูดีเป็นพิเศษ เพราะหน้าตาดูดีอยู่แล้ว จึงเป็นที่โปรดปรานของรองผู้จัดการใหญ่ท่าน หนึ่ง ซึ่งท่านรองผู้นี้เป็นลูกของผู้ดีมีตระกูลเก่าแก่ และภรรยาของท่านก็เป็นคนที่มีหน้ามีตาใน สังคม และเป็นลูกอดีตนายพลผู้โด่งดังด้วย ตั้มต้องติดตามเจ้านายไปต่างจังหวัดและต่างประเทศ อยู่เสมอ ตั้มจึงได้มีโอกาสสนิทสนมคุ้นเคยกับท่านรองฯเป็นอย่างมาก จนเป็นที่อิจฉาริษยาของ คนทั่วไป

และแล้วความลับก็เปิดเผย เมื่อคืนวันนั้นที่โรงแรมแมนดาริน ริมฝั่งเกาะฮ่องกง เมื่อตั้มกับ เจ้านาย ดื่มจนได้ที่คือเมาทั้งคู่ เมื่อทั้งคู่มาถึงห้องพักแทนที่เจ้านาย จะกลับยังห้องของตัวเอง แต่กลับ ชวนตั้มดื่มต่อในห้องอีก ด้วยความที่ตัวเองเป็นผู้น้อย จึงไม่กล้าขัดข้อง ว่าอย่างไรก็ว่าตามกัน แต่แทนที่เจ้านายจะดื่มอย่างเดียว เจ้านายกลับมาสารภาพว่า หลงรักตั้มตั้งแต่แรกเห็น ตั้มทำอะไร ไม่ถูก เมื่อเจ้านายทั้งกอดทั้งจูบ และพยายามที่จะจับของรักของหวงที่ซ่อน อยู่ในกางเกง จึงต้องปล่อยเลยตามเลย และตกเป็นของเจ้านาย อย่างไม่มีโอกาสต่อสู้ดิ้นรนขัดขืน เพราะยากที่จะปฏิเสธได้

หลังจากคืนนั้นเป็นต้นมา เจ้านายก็ทำกับตั้ม เหมือนเป็นเครื่องระบายความใคร่มาตลอด ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ ตั้มอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมคนเราปกติธรรมดาดูไม่ออกเลยว่า จิตใจคิดอย่างไรเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเจ้านายที่แสนดี ช่างเก็บอาการได้ดีเยี่ยม ไม่มีใครดูออก แม้กระทั่งลูกเมียของเขา ซึ่งเป็นครอบครัวที่มีความสุข และมีหน้ามีตาในสังคมชั้นสูง และเป็นข่าว ในหน้าหนังสือพิมพ์เสมอ ในเรื่องของสังคมของคนชั้นสูงในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นงานในหน้าที่ หรือเป็นงานในวงไฮโซ ขนาดลูกชายสองคนของท่านไปทานข้าวกับท่านตาท่านยายยังเป็นข่าวเลย



ตั้มไม่เคยมีความสุขในชีวิตเลย ทำไมชีวิตต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ไม่ว่าจะอยู่ ที่ไหน ทำอะไร จะต้องมีคนประเภทนี้มาสร้างรอยด่างให้แปดเปื้อนตลอด ตั้มจึงตัดสินใจมาเรียนต่อ และตั้งรกราก แต่งงานมีลูกสองคนอยู่ที่ออสเตรเลีย ตั้มต้องการที่จะลืมอดีตทั้งหมด ที่เคยถูกลวนลามทางเพศ ตั้ง
แต่ยังเด็ก โดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ และทุกวันนี้ต้องยอมทนถูกประนามว่าอกตัญญู แม่พี่น้องมักจะ ถามเสมอว่า ทำไมไม่ไปหาครูบ้าง หรือทำไมไม่เยี่ยมเยียนเจ้านายที่ธนาคารบ้าง ไม่มีใครเข้าใจสักคนว่า ทำไมตั้มถึงไม่ต้องการเจอคนพวก นี้ เพราะตั้มไม่เคยปริปากบอกใครว่า คนเหล่านั้นได้สร้างรอยด่างที่ลบไม่ออกให้กับตั้มไป ชั่วชีวิต....
ในทุกๆสังคมนั้น จะพบการล่วงเกินทางเพศอยู่บ่อยครั้ง ทั้งเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง แต่ ส่วนมากเป็นคนในครอบครัว หรือคนที่เด็กใกล้ชิดสนิทสนมด้วย เช่น พ่อ ครู หรือแม้แต่ พระภิกษุบางรูปที่กระทำละเมิดลูกศิษย์วัด ผู้ที่กระทำล่วงเกินเด็กเหล่านั้นจะปกปิดเรื่องไม่ให้ ใครทราบ บางครั้งตัวเด็กเองก็ไม่กล้าที่จะไปปรึกษาผู้อื่น ทำให้คนที่ละเมิดได้ใจ การกระทำ เหล่านี้ ผิดศีลธรรมและกฏหมายแต่ก็ยากที่จะเอาผิดกับคนพวกนี้ ทำให้จิตใจเด็กมีผลกระทบอย่างรุนแรงและฝังใจว่าตัวเองผิด ลักษณะที่เกิดขึ้นนี้ อาจทำให้เด็กโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีปมด้อยในจิตใจ และอาจก่อปัญหาในทำนอง เดียวกัน ดังนั้นคนที่เป็นพ่อ แม่ หรือผู้ปกครอง ควรจะให้เวลากับลูก เพื่อรับฟังสิ่งที่เกิดขึ้น และแก้ปัญหาให้กับเด็ก หรือพาเด็กไปพบจิตแพทย์ เพื่อรักษาสภาพจิตใจให้เป็นปกติ ไม่ให้ ฝังใจว่า เป็นรอยด่างของชีวิต



....ถ้าเลือกเกิดได้ ตั้มเลือกที่จะไม่เกิด....

ด้วยความรำลึกถึง ร.ท.เอกรัตน์ ช้างแก้ว ผู้ฝึกทหารใหม่ใจดี และ ร.อ.เกรียงศักดิ์ แย้มศิริ ผู้บังคับกองร้อยใจดี พ.ท.สุรทิน (ศรุต) นาควัชระ ผู้บังคับกองพัน ใจดี (ร.1 พัน3 )

ขอบคุณ สุเมธ เจฟฟี่ และแอนสัน (เหล่าเกย์เฒ่าทั้งหลาย) เอื้อเฟื้อข้อมูล


Create Date : 26 กรกฎาคม 2550
Last Update : 13 กรกฎาคม 2553 9:06:52 น. 3 comments
Counter : 864 Pageviews.

 
หมายความว่าคนเราเมื่อโดนเกย์ตีตราแล้ว
จะเจอเกย์ไปตลอด

ผมไม่รู้ว่า"ตั้ม"มีตัวตนจริงๆไหม

อย่างไรขอให้มีความหวังในชีวิตต่อไป

ป.ล เขียนดีครับ สำนวนลื่นไหล



โดย: เด็กผู้ชายที่ไม่แตะบอลตอนกลางวัน (kanapo ) วันที่: 26 กรกฎาคม 2550 เวลา:17:38:13 น.  

 


โดย: wbj วันที่: 26 กรกฎาคม 2550 เวลา:18:22:07 น.  

 
น่าสงสารตั้มจัง ดีที่เขาไม่เบี่ยงเบนทางเพศไปตลอดชีวิต เป็นกำลังใจให้ตั้มค่ะ


โดย: เสียงซึง วันที่: 26 กรกฎาคม 2550 เวลา:19:42:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

พินิจนันท์ เจมส์
Location :
โน้ส อุดม Ayaka Oishi Hiroko Australia

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




รวมเรื่องสั้นจากต่างแดน ชุด หนูอยากเป็นโสเภณีนี้
ผู้เขียนตั้งใจเขียนเพื่อให้เป็นความรู้ และตีแผ่สังคมที่ได้พบได้เจอมา ต้องการให้เป็นเรื่องสั้นที่มีครบทุกอรรถรสหลากหลาย อารมณ์ตลก ชีวิต เสียดสีสังคม และแฝงไปด้วยคติเตือนใจ แต่ละเรื่องผู้เขียนหวังแค่ปลุกจิตให้กับผู้อ่าน ได้รู้ได้สัมผัสกับแง่มุมบางแง่ ที่คนอาจมองข้ามไป และต้องการแสดงให้ เห็นว่าทุกสังคมนั้น ย่อมมีการแก่งแย่งแข่งขัน ดิ้นรน โอ้อวด เหยียดหยามกัน มีทั้งคนดี และคนไม่ดี สิ่งเหล่านี้ในสังคมเดียวกัน แต่คนอาจจะพบอาจเจอไม่เหมือนกัน และสังคม ของคน ก็เหมือนสังคมของสัตว์ผู้ที่เก่งผู้ที่มีกำลังมาก ผู้ที่รู้จักปรับตัว ก็ย่อมอยู่ได้ในสังคม นั้น ผู้ที่อ่อนแอและไม่ปรับตัว ก็ไม่สามารถจะอยู่ร่วมกับคนในสังคมนั้น เพราะทุกคนมี ที่มาต่างกันและมีจุดมุ่งหมายต่างกัน แต่ในเมื่อมาอยู่ร่วมกันในที่ที่เดียวกัน ก็ย่อมที่จะมี ปัญหา เพราะทุกคนเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ต่างคน ต่างต้องต่อสู้ดิ้นรน เพื่อความอยู่รอด

เรื่องสั้นส่วนใหญ่ เคยโพสต์ลงในเวปเอ็มไทย ได้รับคำวิจารณ์และคำติชมจากผู้อ่านพอสมควร ผู้เขียนต้องการเพียงแค่ เสนอแนะให้เป็นข้อคิดกับคนรุ่นต่อไป หรือคนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมของคนในต่างแดนว่า เราควรจะเตรียมตัวอย่างไร ถึงจะอยู่รอดได้ ผู้เขียนไม่ได้มีจุดมุ่งหมาย ที่จะนำชีวิตผู้หนึ่งผู้ใดมาประจานให้ได้รับ ความเสียหาย เพราะทุกเรื่องตัวละครทุกตัวก็เป็นเรื่องสมมุติ ถึงแม้จะอิงหรืออ้างถึงสถานที่ จริง ก็เพื่อให้เกิดความสมจริงขึ้นกับเนื้อเรื่องเท่านั้น

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้ จะบรรจุเรื่องราวต่างๆที่เป็นประโยชน์ ความสนุก สนาน สำหรับผู้อ่านอย่างครบถ้วน

ด้วยความปรารถนาดี

เจมส์

มกราคม 2543
New Comments
Friends' blogs
[Add พินิจนันท์ เจมส์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.