ขอให้รอ วันรุ่งของพรุ่งนี้ ฟ้าคงมี พรชัยให้กับเรา (พ.ท. ณรงค์เดช นันทโพธิเดช)
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2551
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
25 มีนาคม 2551
 
All Blogs
 
เรื่องของชื่อ


เรื่องของชื่อ

เม่นเป็นคนปักษ์ใต้เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่น้อง คนเล็กได้สองเดือน จากนั้นเม่นก็ไม่มีโอกาสเห็นหน้าพ่ออีกเลยเมื่อตอนยังเด็ก เม่นเป็นเด็ก ฉลาดและมีความมุมานะในการศึกษาเล่าเรียนมาก เมื่อเติบใหญ่จึงไม่ยากที่เม่น จะสอบเข้า มหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของประเทศ ในสาขาวารสารศาสตร์ได้ เมื่อเรียนจบมาแล้ว ก็ได้ใช้ วิชาความรู้ในสาขาที่เรียนมานั้นประกอบอาชีพ โดยการเป็นนักข่าวสายการเมือง ต่อจากนั้น ก็ย้ายมาอยู่บริษัททำรายการทีวี

ด้วยความที่เป็นคนที่ทะเยอทะยาน และช่างพูดประจบประแจงกับผู้คน ไม่ว่าอดีตนายก-รัฐมนตรี เม่นก็ทำความรู้จักสนิทสนมและถ่ายรูปคู่ หรือแม้แต่พิธีกรรายการต่างๆ คนดังมีชื่อ เสียงในสายงานต่างๆ เม่นก็ทำความรู้จักไว้หมด เพราะคิดเสมอว่าบุคคลเหล่านี้มีประโยชน์ รู้จักไว้ไม่เสียหลาย ถึงวันเกิด วันขึ้นปีใหม่ เม่นจะส่งบัตรอวยพรไปให้บุคคลเหล่านี้ไม่เคยขาด เพื่อตอกย้ำความทรงจำว่า ครั้งหนี่งเราเคยรู้จักกัน

เมื่อเศรฐกิจยุคไอเอ็มเอฟเข้ายึดครองประเทศโดยรัฐบาลของ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ และรัฐบาลในขณะนั้นเป็นผู้เลือกทางเดินให้กับประเทศไทย (ทั้งที่เป็นผลพวงของรัฐบาลนายชวน 1) ไม่ว่าจะสายงานในอาชีพไหน ก็เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้าไม่เว้นแม้แต่นักข่าวสายการเมือง หรือแม้พวกทำงานด้านมีเดีย ในรายการต่างๆของสถานีโทรทัศน์ เม่นจึงตัดสินใจเดินทางมาศึกษาต่อยังต่างประเทศ เพื่อเพิ่มเติมความรู้ให้กับตัวเอง แต่เม่นไม่ใช่คน รวยอะไร การไปเมืองนอกของเม่น จึงมีข้อจำกัดในเรื่องทุนทรัพย์ เม่นเลยคิดว่าเลือกไปประเทศ ที่เหมาะกับตัวเองดีกว่า เม่นจึงตัดสินใจมาออสเตรเลีย เพราะนักเรียนสามารถทำงานได้อย่างถูก กฏหมาย

เมื่อมาถึงออสเตรเลียในวันแรก เม่นไม่อยู่เฉย และไม่ยอมปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ เม่น เริ่มเดินหางานทำทันที นอกจากเม่นจะโชคดีในการหางานทำได้แล้ว เม่นยังโชคดีในเรื่องที่พัก อาศัยอีก เจ้าของร้านเสนอให้เม่นพักอาศัยชั้นบนของร้าน ซึ่งเป็นห้องเก็บของ เพราะเจ้าของร้าน ชอบและต้องมนต์ในการใช้วาทศิลปของเม่น

เมื่อเม่นทำงานที่ร้านนี้ ทุกคนในร้าน จะรู้จักเม่นในนามว่า เมฆ การที่เจ๊อ้อย เจ้าของร้านซึ่ง ไว้ใจเมฆ ขนาดให้อาศัยอยู่ในร้านเลยย่อมไม่ธรรมดา ทำให้เมฆสามารถประหยัดค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่ากินได้โขอยู่

เมฆจะเป็นคนที่มีวาทศิลป์กับคนที่เม่นเห็นว่าเป็นประโยชน์ แต่จะปากจัดกับ คนที่ไร้ประ-โยชน์ (คงเป็นญาติกับซ้อเจ็ด) และเป็นผู้ชายที่กระตุ้งกระติ้ง ถึงแม้หน้าตาจะไม่ให้สักเท่าไหร่ (อาจเป็นญาติกับเจ๊โหน่ง วสันต์ ด้วย) เป็นคนผิวสองสี หน้าผากกว้าง ดวงตาเป็นประกาย แสดงถึงความปราดเปรื่องในทุกเรื่อง เป็นคนที่หางคิ้วชี้ขึ้น หน้าตาของเมฆบ่งบอกเลยว่ากังฉิน และมีปัญญาเป็นเลิศ หรือเหมือนกับพวกที่แสดงเป็นขันที หรือชอบเป็นท่านกงกงในหนังจีน อย่างไงอย่างงั้นเลย

หลังจากสอบเข้ามหาลัยได้แล้ว เมฆเลือกเรียนด้านการประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยใน
บริสเบน นับว่าเป็นคนที่เก่งมาก เพราะคนที่จะเรียนสาขานี้ได้ ต้องเป็นคนที่มีคะแนนสูง เพื่อนร่วมห้องเรียนจะรู้จักเมฆในนามของ Simon แต่เพื่อนคนไทยจะรู้จักในนามของเมธา เทอมสุดท้ายของการเรียน เมฆมีปัญหาด้านที่พักนิดหน่อย เพราะเจ๊อ้อย จับได้ว่า เมฆชอบพา เพื่อนเข้ามาทำอาหารกินในร้าน ตอนที่ร้านปิดและทุกคนกลับบ้านหมดแล้ว เจ๊อ้อยจึงให้เมฆ หาที่อยู่ใหม่ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไรสำหรับเมฆ เมฆจึงย้ายออกไปอยู่กับเพื่อนฝรั่งผู้ชาย ที่เมฆสนิทสนมด้วย (มาทราบตอนหลังว่าที่จริงแล้วเมฆแอบรักผู้ชายคนนี้) พร้อมกับหางาน ใหม่ทำ เมฆได้เข้าไปทำงานในร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในบริสเบนชื่อร้านกล้วยไม้

ครั้งนี้ เมฆเปลี่ยนจากพนักงานในครัวเป็นพนักงานเสิร์ฟแทน และเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็นมิก แต่ด้วยความที่ มิก นั้นมีนิสัยไม่รักความสะอาด มีกลิ่นตัว ชอบใส่เสื้อผ้าซ้ำๆกัน แถมทำงานไม่ เรียบร้อย มิกไม่ถนัดงานบริการ และไม่เคยทำงานเสิร์ฟมาก่อน มิกทำได้แต่ในครัว วันสุดท้าย ก่อนที่มิกจะลาออก ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ผู้จัดการร้านเรียก มิก ไปเตือนหลังร้านว่า
“มิก ผมบอกคุณแล้วใช่ไหมว่า อย่าเอาผ้าขี้ริ้วใส่ในกระเป๋า เวลาคุณเก็บโต๊ะต่อหน้าลูกค้า
แล้วล้วงผ้าขี้ริ้วออกมาจากกระเป๋าเสื้อน่ะ มันไม่ได้น่าดูเลย ผมให้โอกาสคุณอีกครั้งเดียว นะ”

เสียงผู้จัดการร้านเตือนมิกด้วยความสุภาพตามสไตล์ พร้อมกับอัดบุหรี่เข้าเต็มปอด มิกได้ แต่ก้มหน้า และพยักหน้ารับคำ มิกคงจะรู้ตัวแล้วว่า ร้านนี้คงไม่เหมาะกับตัวเอง ซึ่งเป็นกระเทย สกปรก และทำงานไม่เรียบร้อย มิกจึงลาออกไปแต่โดยดีในวันรุ่งขึ้น

แต่มิกก็โชคดีอีกเช่นเคย เพราะหางานได้ภายในวันเดียว ตอนนี้มิกได้งานใหม่ทำแล้ว เป็น งานที่ตัวเองถนัดคือทำงานในครัว พร้อมกับมีชื่อใหม่ว่า ทราย ทรายแห่งร้านครัวไทย มีหน้าที่
ลงของทอดและล้างกระทะให้กับพ่อครัวของร้าน ก็อีกนั่นแหละ ด้วยความสกปรกและ ทำงานไม่เรียบร้อย ทำให้ทรายไม่ค่อยจะกินเส้นกับน้องชายเจ้าของร้าน ไม่ว่าจะทำอะไรไม่เคย ถูกใจน้องชายเจ้าของร้านที่ชื่อวัฒน์ แม้แต่ตัวเจ้าของร้านเองก็มองเห็นว่า ทรายทำงานไม่เรียบ ร้อย และได้ว่ากล่าวตักเตือนหลายครั้ง แต่ทรายไม่เคยสำนึกเลย กลับเก็บเอาไปเป็นความ เคีียดแค้น และหาทางเอาคืนตามนิสัยของคนไม่ค่อยยอมรับผิด

“นี่ ทราย พี่เตือนทรายหลายครั้งแล้วนะว่า ผ้าขี้ริ้วน่ะอย่าใช้ปนกัน ผ้าขี้ริ้วเช็ดพื้น อย่าเอามาเช็ดอย่างอื่น มันสกปรกรู้มั้ย”

เจ้าของร้านตวัดเสียงสูงด้วยความโมโห พร้อมกับแผ่รังสีอำมหิตให้ทรายได้รับรู้ถึงความ เอือมระอาและเบื่อหน่ายต่อความมักง่ายและสกปรกของทรายแต่เปล่าเลยทรายกลับคิดว่ากะอี แค่ผ้าขี้ริ้ว กูไม่ได้เอาไปเช็ดหน้าเจ้าของร้านซะหน่อย ทำไมต้องมาจู้จี้ด้วยวะ ทรายได้แต่นึกใน ใจ แต่ไม่กล้าให้เสียงดังออกมา

บ่อยครั้งมากที่ทรายรู้สึกเคีียดแค้นกับคนรอบข้าง เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ผู้จัดการร้าน รวมถึงเจ้าของร้านที่ชอบดุด่าว่ากล่าวให้ ทรายไม่เคยสำนึกในบุญคุณคนที่ให้งานทำ ให้ที่พัก ให้อาหารกิน ทรายไม่เคยมองตัวเองเลยว่าตัวเองทำผิด ทรายคิดว่าตัวเองนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่ ทำงานที่นี่ถาวร คิดตลอดเวลาว่า เมื่อเรียนจบทรายก็ต้องกลับเมืองไทยอยู่ดี จึงไม่เคยสนใจว่า ทำไมต้องไปสนใจคนเหล่านั้น และจะผยองอยู่เสมอว่าตัวเองเก่งตัวเองจบจากมหาวิทยาลัย อันดับต้นๆของเมืองไทย และเคยทำงานรู้จักคนใหญ่ๆโตๆเป็นจำนวนมาก นิสัยเลยออกจะ ชอบดูถูกเหยียดหยามคนอื่น

นอกจากทรายจะทำงานในร้านครัวไทยแล้ว ทรายยังทำงานที่ร้านไทยมะลิด้วย แต่คนที่
ไทยมะลิจะรู้จักทรายในนาม ม่อน วันเสาร์อาทิตย์ ม่อนจะทำอยู่ร้านวีดีโอไทย โดยใช้ชื่อว่า
อ้อ แต่เพื่อนที่เป็นญี่ปุ่นจะเรียก อ้อ ว่า ได

ทราย ได มิก อ้อ ม่อน เม่น เมฆ หรือ Simon เมธา มีชื่อจริงว่าอะไรไม่มีใครทราบ เพียงแต่รู้ว่าเป็นคนเรียนเก่ง มีการศึกษาดี แต่ไม่รู้ทำไมถึงต้องมีชื่อมากมาย แม้วันนี้จะกลับ
เมืองไทยแล้วก็ตาม จึงไม่มีใครตอบได้ว่าเหตุผลอะไร ที่ทำให้ชายผู้นี้ต้องมีหลายชื่อ ทิ้งไว้แต่
ความงุนงงสงสัยให้คนในบริสเบน อย่างหาเหตุผลไม่ได้ แต่ก็เชื่อแน่ว่าคนเราก็คงมีเหตุผลของ
แต่ละคน
บางครั้งคนเรานั้นอาจจะไม่พอใจในชื่อหรือนามสกุลที่มีอยู่ก็อาจจะเปลี่ยนกันได้ อย่าง เช่น คนที่นามสกุล ลำไย ยังไปเปลี่ยนเป็น พิทยะ หรือแม้แต่ คนที่มีเชื้อสายจีนเวลาตั้งนามสกุลไทย ยังตั้งเสียไพเราะและมีความหมายดี อย่างเช่น แซ่เบ๊ ก็เป็น ศิลปอาชา หรือ อัศวเหม

ชีวิตคนเราที่ดีนั้นย่อมไม่ทำให้คนอื่นและตัวเองเดือดร้อน ดังนั้นคนเราจะมีสักร้อยชื่อ พันชื่อ ก็ไม่มีคนสนใจหรอก เพียงแต่ตัวเองนั้น จำให้ได้แล้วกันว่า บอกกับคนนั้นคนนี้ว่า ตัวเองชื่ออะไร ขณะที่คนเรายังมีชีวิตอยู่นั้น คนที่มีชื่อเรียกก็ได้พบได้เห็นกันบ้าง แต่เมื่อตายไป ทุกคนจะถูกเรียกเหมือนกันหมดว่า “ผี” สำหรับนักเรียนไทยนั้น เรื่องของการปรับตัวนั้น สำคัญมาก ไม่ใช่เราเปลี่ยนแค่ชื่อ แต่เราต้องปรับตัวเข้าหาผู้อื่น และทำตามกฏระเบียบของสังคม
นั้น เพราะกฏระเบียบนั้นตั้งขึ้นมาก็เพื่อให้คนปฏิบัติ ไม่ใช่ให้คนทำลาย นักเรียนไม่ควรยึดติดใน
เรื่องที่ผ่านมา ไม่ว่าเราเคยทำงานอะไร หรือเราเป็นลูกใคร ในเมื่อเราเข้ามาในวัฏสงสารแห่งนี้ เราก็ควรจะต้องลืมเรื่องที่ผ่านมาและทำวันนี้ทำตรงนี้ให้ดีที่สุด จะได้อยู่ในสังคมนั้นได้ไม่มี ปัญหา เพราะการเรียนรู้กับสิ่งรอบตัวนั้น ทำให้เราเข้าใจถึงธรรมชาติได้อย่างถ่องแท้ คนที่ ไม่ปรับตัวก็คือคนที่ไม่เหมาะกับสังคม ไม่เหมาะกับธรรมชาติ เพราะเราจะให้สังคมหรือ ธรรมชาติปรับตัวเข้าหาเราก็คงเป็นไปไม่ได้
.......สังขารรูปกายของสิ่งมีชีวิตต้องวางวาย ดี..ชั่ว ประดับไว้ในโลกา......


Create Date : 25 มีนาคม 2551
Last Update : 25 มีนาคม 2551 13:23:30 น. 0 comments
Counter : 400 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

พินิจนันท์ เจมส์
Location :
โน้ส อุดม Ayaka Oishi Hiroko Australia

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




รวมเรื่องสั้นจากต่างแดน ชุด หนูอยากเป็นโสเภณีนี้
ผู้เขียนตั้งใจเขียนเพื่อให้เป็นความรู้ และตีแผ่สังคมที่ได้พบได้เจอมา ต้องการให้เป็นเรื่องสั้นที่มีครบทุกอรรถรสหลากหลาย อารมณ์ตลก ชีวิต เสียดสีสังคม และแฝงไปด้วยคติเตือนใจ แต่ละเรื่องผู้เขียนหวังแค่ปลุกจิตให้กับผู้อ่าน ได้รู้ได้สัมผัสกับแง่มุมบางแง่ ที่คนอาจมองข้ามไป และต้องการแสดงให้ เห็นว่าทุกสังคมนั้น ย่อมมีการแก่งแย่งแข่งขัน ดิ้นรน โอ้อวด เหยียดหยามกัน มีทั้งคนดี และคนไม่ดี สิ่งเหล่านี้ในสังคมเดียวกัน แต่คนอาจจะพบอาจเจอไม่เหมือนกัน และสังคม ของคน ก็เหมือนสังคมของสัตว์ผู้ที่เก่งผู้ที่มีกำลังมาก ผู้ที่รู้จักปรับตัว ก็ย่อมอยู่ได้ในสังคม นั้น ผู้ที่อ่อนแอและไม่ปรับตัว ก็ไม่สามารถจะอยู่ร่วมกับคนในสังคมนั้น เพราะทุกคนมี ที่มาต่างกันและมีจุดมุ่งหมายต่างกัน แต่ในเมื่อมาอยู่ร่วมกันในที่ที่เดียวกัน ก็ย่อมที่จะมี ปัญหา เพราะทุกคนเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ต่างคน ต่างต้องต่อสู้ดิ้นรน เพื่อความอยู่รอด

เรื่องสั้นส่วนใหญ่ เคยโพสต์ลงในเวปเอ็มไทย ได้รับคำวิจารณ์และคำติชมจากผู้อ่านพอสมควร ผู้เขียนต้องการเพียงแค่ เสนอแนะให้เป็นข้อคิดกับคนรุ่นต่อไป หรือคนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมของคนในต่างแดนว่า เราควรจะเตรียมตัวอย่างไร ถึงจะอยู่รอดได้ ผู้เขียนไม่ได้มีจุดมุ่งหมาย ที่จะนำชีวิตผู้หนึ่งผู้ใดมาประจานให้ได้รับ ความเสียหาย เพราะทุกเรื่องตัวละครทุกตัวก็เป็นเรื่องสมมุติ ถึงแม้จะอิงหรืออ้างถึงสถานที่ จริง ก็เพื่อให้เกิดความสมจริงขึ้นกับเนื้อเรื่องเท่านั้น

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้ จะบรรจุเรื่องราวต่างๆที่เป็นประโยชน์ ความสนุก สนาน สำหรับผู้อ่านอย่างครบถ้วน

ด้วยความปรารถนาดี

เจมส์

มกราคม 2543
New Comments
Friends' blogs
[Add พินิจนันท์ เจมส์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.