16 วิธีที่จะช่วยสร้างความขยันและขจัดความขี้เกียจ

ในบางครั้ง แม้แต่คนที่ขยันเป็นชีวิตจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ สามารถที่จะโดนความขี้เกียจเข้าครอบงำได้เสมอๆ บางครั้ง ความขี้เกียจที่มีอยู่มีอิทธิพลต่อเรามากถึงขนาดแค่คิดจะทำงานก็เหนื่อยซะแล้ว

แต่ก็ใช่ว่าการเป็นแบบนี้มันจะดูสิ้นหวังซะทีเดียว เพราะในวันนี้ ผมจะขอนำเสนอวิธีง่ายๆ 16 วิธีที่ไม่ต้องใช้ความพยายามมาก แต่สามารถช่วยให้เราถีบตัวเองกลับมาขยันได้อย่างมหัศจรรย์ ไม่ว่าก่อนหน้านี้ เราจะรู้สึกขี้เกียจขั้นเทพขนาดไหนก็แล้วแต่

1.ค่อยๆทำทีละอย่าง หลายๆครั้งที่ตัวผมเองเริ่มมีตัวขี้เกียจคอยกัดกินจิตใจ มันเป็นเพราะว่าผมพยายามจะทำอะไรหลายๆอย่างมากเกินไป ตอนแรกก็นึกว่าจะเป็นเฉพาะกับผมคนเดียว พอถามๆคนรอบข้างดู ผมก็ได้ค้นพบว่าผมไม่ได้เป็นอยู่คนเดียว การพยายามจะทำอะไรหลายๆอย่างให้มันเสร็จพร้อมๆกันทำให้ไม่สูญเสียพลังงานและสมาธิอย่างรวดเร็ว คุณจำเป็นต้องเลือกว่าตอนนี้ ณ ขณะนี้ คุณจะทำอะไร แล้วก็ทำซะ โดยอย่าแบ่งจิตใจหรือความกังวลใดๆทั้งสิ้นไปให้กับอย่างอื่นเด็ดขาด ผมรู้ดีครับว่ามันยาก แต่อย่างไรก็ตาม ในความคิดของผมแล้ว นีี่คือทางเลือกที่ดีที่สุด

2.หาแรงบันดาลใจ โดยส่วนตัวแล้ว แรงบันดาลใจของผมมาจากการที่มองเห็นผู้อื่นประสบความสำเร็จในสิ่งที่ผมอยากจะทำ ผมจะหมั่นหาเรื่องราวเหล่านี้มาอ่านอยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวจาก blog จากนิตยสาร จาก google จากทุกที่ที่ผมสามารถหาได้

3.ตื่นเต้นกันหน่อย ผมเชื่อว่าทุกๆคนรู้ดีอยู่แล้วตรงข้อนี้ แต่ผมก็เห็นคนเหล่านั้นจำนวนมากละเลยข้อนี้เช่นกัน แต่มันก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นัก (ตัวผมเองก็เป็นอยู่บ่อยๆ) เราจะตื่นเต้นได้ยังไงกันเล่าในเมื่อ ณ เวลานี้ เราำกำลังเต็มไปด้วยตัวขี้เกียจทุกรูขุมขน คำตอบที่มัน work กับตัวผมก็คือ ต้องเริ่มจากการได้รับแรงบันดาลใจมาก่อน (กล่าวไปแล้วในข้างต้น) หลังจากที่ได้แรงบันดาลใจแล้ว ผมก็จะพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ผมได้รับแรงบันดาลใจนี้กับทุกคนที่อยู่รอบข้าง (ฟังผมโม้กันจนเบื่อ) หลังจากนั้น ผมก็จะนั่งเพ้อฝันนึกจินตนาการถึงภาพตัวผมเองตอนที่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการเป็นครึ่งชั่วโมง รู้ตัวอีกที ผมก็แทบอยากจะรีบกระโจนเข้าใส่งานทันที

4.สร้างความคาดหวัง มันอาจจะฟังดูยากสักหน่อย และหลายๆคนก็มักจะไม่ทำข้อนี้กัน แต่มันสามารถทำให้ผมเลิกสูบบุหรี่ได้ หลังจากที่ผมพยายามและล้มเหลวอยู่ตั้งหลายครั้งก่อนหน้านี้ ถ้าคุณพบแรงบันดาลใจของคุณแล้ว คุณจะตื่นเต้น และอยากที่จะเริ่มทำทันที นี่คือความผิดพลาดใหญ่หลวง คุณต้องกำหนดวันที่ในอนาคต อาจจะหนึ่งสัปดาห์ สองสัปดาห์ หรือแม้กระทั่งหนึ่งเดือน กำหนดไว้ทำไมเหรอครับ กำหนดไว้เพื่อที่จะเป็นวันที่คุณจะเริ่มต้นทำในสิ่งที่คุณอยากจะทำ หลังจากกำหนดวันนั้นไว้แล้ว ก็ให้สร้างความคาดหวังกับมันไว้มากๆ ทำให้วันนั้นมีความสำคัญในชีวิตยิ่งกว่าวันเกิดของตัวคุณเองได้ยิ่งดี และระหว่างที่จะรอให้วันมาถึง ก็ขอให้ใช้เวลานี้ของคุณวางแผนการขั้นตอนซะ นี่เป็นเทคนิคสำคัญที่จะช่วยสร้างสมาธิและพลังงานทีคุณต้องใช้ในการที่จะบรรลุเป้าหมายของคุณ

5.แปะเป้าหมายของคุณให้อยู่ทุกที่ เขียนตัวใหญ่ๆเลยครับ เอาให้ตัวหนังสือใหญ่กว่าับัตรประชาชนไปเลย หลังจากนั้นก็นำเป้าหมายที่พิมพ์ออกมาไปแปะไว้ทุกที่ที่คุณจะต้องเดินผ่าน ไม่ว่าจะเป็นกระจกในห้องน้ำ ตู้เย็น โต๊ะที่ทำงาน ทำเป็นภาพ background บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ คุณจำเป็นต้องย้ำเตือนตัวเองให้บ่อยที่สุดและสร้างความตื่นเต้นของคุณให้มากที่สุด ถ้าไม่เป็นตัวหนังสือ ใช้ภาพแทนก็ได้นะครับ (บางคนที่อยากลดความอ้วน ก็ให้ติดภาพสาวเอวบางร่างน้อยเอาไว้ทุกซอกทุกมุมเลยก็ดีครับ)

6.ป่าวประกาศให้ชาวบ้านรับรู้ ไม่มีใครหรอกครับที่อยากจะมีภาพลักษณ์แย่ๆในสายตาชาวบ้าน พวกเราทุกคนจะยอมทุ่มทุกอย่างเพื่อที่จะทำให้อะไรสักอย่างสำเร็จ ถ้าหากว่าเราสัญญากับสาธารณชนไว้ (ยกเว้นนักการเมืองบางคน) ถ้าจะให้ยกตัวอย่างก็คือ ตอนที่ผมจะวิ่งมาราธอน ผมได้เขียนถึงความมุ่งมั่นของผมข้อนี้ลงในหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้านของผม ประชากรเป็นร้อยคนรับรู้ว่าผมจะวิ่งมาราธอน ผมติดอยู่ในสถานะที่ผมจำเป็นต้องวิ่งมาราธอนให้ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม และมันกได้ผลครับ สุดท้าย ผมก็สามารถกัดฟันวิ่งมาราธอนเข้าเส้นชัยจนได้ ไม่ครับ ผมไม่ได้บอกว่าคุณต้องทำถึงขนาดนี้ แต่คุณสามารถป่าวประกาศให้ครอบครัวและเพื่อนร่วมงานของคุณทราบได้ หรือไม่ก็ คุณก็สามารถเขียนมันลงไปใน blog ก็ได้นครับ (ถ้ามี) แล้วไม่ใช่แค่พูดครั้งเดียวแล้วจบกันนะครับ คุณต้องคอยรายงานความก้าวหน้าเรื่อยๆ เป็นการบังคับตัวคุณเองทางอ้อมที่ได้ผลมากๆเลยทีเดียว

7.คิดถึงเป้าหมายทุกวัน ถ้าคุณคิดถึงเป้าหมายของคุณทุกวัน โอกาสที่มันจะกลายเป็นความจริงจะมีสูงมาก การพิมพ์เป้าหมายของคุณด้วยตัวหนังสือตัวใหญ่ๆแล้วนำไปแปะให้คุณเห็นอยู่ตลอด (ที่กล่าวไว้ข้างต้น) ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม สามารถช่วยได้มาก แบ่งเวลาสักวันละ 5 นาทีก็ได้ครับ เพื่อที่จะปล่อยให้ความคิดของคุณล่องลอยไปกับเป้าหมายทีใฝ่ฝันเอาไว้ มันจะมีผลมหาศาลเลยทีเดียวในระยะยาว

8.ต้องมี Support มันเป็นอะไรที่ยากมากๆที่จะบรรลุเป้าหมายได้ หากคุณต้องทำอยู่คนเดียว ตอนที่ผมตัดสินใจจะวิ่งแข่งมาราธอน ผมได้รับกำลังใจอย่างมากจากเพื่อนๆและครอบครัว รวมไปถึงสมาชิกในชมรมนักวิ่งทุกคน ตอนที่ผมตัดสินใจจะเลิกสูบบุหรี่ ผมได้รับกำลังอย่างมากอีกเช่นเดียวกันจากเพื่อนๆในเว็บบอร์ด และแน่นอน ภรรยาของผมก็คอยให้กำลังใจทุกเช้าทุกเย็น คุณเองเวลาจะทำอะไรอย่างนึง ก็จำเป็นต้องหา support ของคุณ ไม่ว่าจะเป็น support ในออนไลน์หรือออฟไลน์ก็ตาม

9.ทุกอย่างมีขึ้นมีลง ความขยันและความมุ่งมั่นใช่ว่าจะมีอยู่ตลอดเวลา ถ้าจะให้เปรียบ มันก็เหมือนน้ำขึ้นน้ำลงนั่นแหละครับ เวลาที่เรารู้สึกท้อแท้ ตระหนักไว้เลยครับว่าเดี๋ยวมันก็หาย ระหว่างที่รอให้ตัวคุณเองกลับมารู้สึกฟิตอีกครั้ง ก็ขอให้คุณลองอ่านเรื่องราวที่ประสบความเร็จของผู้อื่นไปพลางๆ หรือไม่ก็ขอความช่วยเหลือจาก idol ของคุณดูก็ได้ครับ ขอให้อดทนต่อไปสักหน่อย อีกไม่นาน ตัวขี้เกียจพวกนี้มันก็จะหลุดไปจนหมดเอง

10.อย่าออกนอกเส้นทาง ไ่ม่ว่าคุณจะทำอะไรอยู่ก็ตาม อย่ายอมแพ้หรือเลิกกลางคันเด็ดขาด ถึงแม้ว่าวันนี้ คุณจะรู้สึกขี้เกียจสุดๆ (หรืออาจจะรู้สึกขี้เกียจเป็นสัปดาห์เลยก็ได้) ขอให้รอสักหน่อย เดี๋ยวตัวขี้เกียจมันจะหลุดของมันไปเอง ให้ลองคิดว่าเป้าหมายของคุณคือการเดินทางไป Mordor เพื่อทำลายแหวนของ Frodo ใน Lord of the Rings ก็ได้ครับ ส่วนตัวขี้เกียจที่แวะมาเยือนเป็นครั้งคราวก็เปรียบเหมือนอุปสรรคนานัปการที่ Frodo กับ Sam ต้องเจอะเจอ แล้วคุณจะพบว่า การถอดใจตอนนี้เพียงเพราะว่าปัญหาขี้ปะติ๋วเหล่านี้ มันเป็นเรื่องที่น่าอายมากๆเลยทีเดียว

11.ก้าวสั้นๆ ถ้าคุณกำลังรู้สึกว่ามันยากเหลือเกินที่จะเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง มันอาจจะเป็นสาเหตุมาจากการที่คุณคิดจะเริ่มทำสิ่งที่ใหญ่เกินไป ถ้าคุณต้องการจะเริ่มออกกำลังกาย คุณอาจจะคิดว่า คุณต้องออกกำลังกายวันหนึ่งชั่วโมง สัปดาห์ละห้าวัน การคิดแบบนี้มันจะทำให้คุณรู้สึกท้อแท้ ถอดใจ และขี้เกียจเอาง่ายๆ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ทำไมถึงไม่ลองคิดจะออกกำลังกายวันละ 2 นาทีดูละครับ ใช่ครับ 2 นาทีเท่านั้น! ใครกันละครับที่จะออกกำลังกายวันละ 2 นาที ทุกๆวันไม่ได้ (ถ้าคุณคือคนๆนั้น ผมต้องขอโทษด้วยจริงๆครับ) มันน้อยเสียจนคุณอาจจะอยากเพิ่งเวลาให้กับมัน แต่อย่าเพิ่งครับ เอาแค่ 2 นาทีนี่แหละครับ แล้วทำไปเรื่อยๆติดต่อกันหนึ่งสัปดาห์ พอผ่านไปครบ 1 สัปดาห์แล้ว อาทิตย์นี้ เรามาลองออกกำลังกายวันละ 5 นาทีกัน แล้วก็ทำแบบนี้เป็นเวลาอีก 7 วัน แล้วก็ทำไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆ เพียงเวลาแค่ 2-3 เดือน คุณก็จะพบว่าตัวเองกำลังออกกำลังกายวันละ 30 นาที ทุกวัน โดยไม่ต้องใช้ความพยายามเลยแม้แต่นิดเดียว อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือการตื่นนอนตอนเช้า อย่าเพิ่งเริ่มโดยการคิดว่า จากนี้ไป เราจะตื่นตอนตี 5 ทุกวัน แต่ให้เราเริ่มจากการตื่นนอนเร็วขึ้นกว่าปกติสัก 10 นาทีเป็นเวลาสักหนึ่งอาทิตย์ หลังจากกนั้นก็ค่อยๆเพิ่มไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึง ตี 5 ก้าวทีละสั้นๆ แต่ได้ผลอย่างยั่งยืนจริงๆครับ

12.นำความสำเร็จที่ได้รับมาแปลงเป็นพลังให้ก้าวต่อไป การที่เราเริ่มทำอะไรเล็กๆน้อยๆอย่างที่ยกตัวอย่างไปในข้างต้นนี้ มันจะทำให้เราประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้อย่างแน่นอน และเมื่อเราทำสำเร็จ จงเก็บเอาความรู้สึก ณ ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จนั้นไว้ และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นพลังในการก้าวเดินไปบนถนนสายที่เราเลือกต่อไป มันจะทำให้การเดินทางของเราบนถนนสายนี้เป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความสำเร็จระหว่างจริงๆ พอรู้ตัวอีกที ว้าว! นี่ทุกวันนี้ เราออกกำลังกายได้วันละ 50 นาทีเลยหรือนี่!

13.อ่านอะไรก็ได้เกี่ยวกับเป้าหมายของคุณทุกวัน เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมรู้สึกขี้เกียจขึ้นมา ผมก็มักจะบังคับให้ตัวเองอ่านเรื่องราวความสำเร็จของคนอื่น มันจะทำให้ผมรู้สึกมีกำลังใจและมีแรงที่จะสู้ต่อไปได้อย่างน่ามหัศจรรย์ นอกจากนี้ มันยังทำให้ผมรู้สึกมีสมาธิในสิ่งที่ผมอ่านถึงมากกว่าเดิมอีกด้วย เพราะฉะนั้น คุณน่าจะอ่านเป้าหมายของคุณทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่คุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนตัวขี้เกียจดูดเอาความขยันออกไป

14.คุยเวลาขี้เกียจ คุณกำลังรู้สึกขี้เกียจอยู่รึเปล่า ถ้าใช่ โทรหาแม่ โทรหาแฟน ตั้งกระทู้ในเว็บนี้ E-Mail หาผม หรือจะติดต่อใครก็ได้ จากนั้นก็ขอความช่วยเหลือ ขอคำแนะนำ ส่วนมากแล้ว สิ่งที่เราได้ทำมักจะเป็นการบ่นตัวเองให้ชาวบ้านฟังมากกว่าว่า "เอ๊ะ! ทำไมวันนี้ขี้เกียจจังวะ" มันดูเหมือนจะช่วยถ่ายความขี้เกียจออกจากตัวเราไปได้บ้างอยู่เหมือนกันนะครับ

15.คิดถึงแต่ด้านดี อย่าไปใส่ใจกับความยากลำบาก นี่คือหนึ่งในปัญหายอดฮิตเลยทีเดียว ออกกำลังกายทุกวัน? แค่พิมพ์ก็ฟังดูยากแล้ว เรียกได้ว่า ยังไม่ทันเหงื่อออก ผมก็รู้สึกเหนื่อยซะแล้ว สุดท้าย ผมก็เลยไม่ได้ออกกำลังกายไปซะอย่างนั้น แต่ถ้าผมคิดดูว่า ออกกำลังกายทุกวัน มันจะทำให้ผมไม่ต้องโดนหมอฉีดยา มันจะทำให้ผมรูปร่างดี สมส่วน ถ้าผมคิดแบบนี้ มันก็จะทำให้ผมมีกำลังใจขึ้นมา และสลัดตัวขี้เกียจออกไปได้

16.ขยี้ความคิดแง่ลบซะ แล้วแทนที่มันด้วยความคิดในแง่บวก มันเป็นเรื่องสำคัญมากนะครับที่คุณจำเป็นต้องเริ่มสำรวจดูความคิดของตนเอง เมื่อไหร่ที่คุณรู้ตัวว่ากำลังคิดความคิดที่มีประจุลบอยู่ เมื่อนั้นแหละครับที่คุณจะรู้สึกหมดอาลัยตายอยาก อยากจะขี้เกียจตลอดชาติ ลองใช้เวลาสักสองสามวันสำรวจความคิดของตัวคุณเองดูนะครับ ดูสิว่าในเวลาที่กำหนดนี้ คุณคิดอะไรลบๆบ้าง หลังจากนั้นก็ใช้เวลาอีกสองสามวัน นั่งสำรวจความคิดของคุณเองอีกครั้งครับ แต่คราวนี้ เมื่อใดก็ตามที่ความคิดอย่างเช่น "ยากว่ะ! ไม่ทงไม่ทำมันแล้ว!" ผุดขึ้นในสมอง ขอให้คุณรวบรวมพลังจิตที่มีอยู่บี้ความคิดนี้ทิ้งซะ แล้วแทนที่มันด้วยความคิดที่ว่า "โอ๊ย! ไม่เห็นจะยาก! ถ้ากุ้งแห้งนั่นทำได้ มีรึที่ฉันจะทำไม่ได้!" มันอาจจะฟังดูยังไงๆอยู่ แต่ลองทำดูเถอะครับ มัน work จริงๆ และที่สำคัญ ไม่มีใครรู้หรอกครับว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ เพราะมันเกิดขึ้นในหัวคุณทั้งนั้น!

แปลและดัดแปลงมาจาก Get Off Your Butt: 16 Ways to Get Motivated When You’re in a Slump จาก http://zenhabits.net
___________________________
คำขอบคุณ
คุณ  krutcher จาก http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1481818
มิได้มีเจตนาแก้ไข ดัดแปลงใดๆเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายทั้งสิ้น เพียงแค่มองว่าเป็นบทความดีๆ เท่านั้นเองครับ ขอบคุณครับ



Create Date : 01 พฤษภาคม 2555
Last Update : 1 พฤษภาคม 2555 16:27:10 น.
Counter : 1271 Pageviews.

2 comments
  
ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆที่นำมาฝากนะครับ

โดย: **mp5** วันที่: 1 พฤษภาคม 2555 เวลา:20:48:17 น.
  
โดย: pink.roof วันที่: 2 พฤษภาคม 2555 เวลา:2:18:33 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

FridayNo3
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



พฤษภาคม 2555

 
 
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31