ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Blog ของอินทรายุธค่ะ
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2554
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
11 มิถุนายน 2554
 
All Blogs
 

ว่าด้วยมิ่งแก้วจอมหทัยค่ะ



ว่าด้วยมิ่งแก้วจอมหทัยค่ะ


คราวก่อนบอกว่าภาคสามนี้จะไม่ขอข้องเกี่ยวด้วยประวัติศาสตร์อีกแล้ว แต่ไปๆ มาๆ ยัยหนูอินก็มีอันต้องพลิกลิ้น กลืนน้ำลายตัวเอง เพราะไอ้ที่ว่าไม่ขอข้องเกี่ยวเนี่ย จนแล้วจนรอดก็หนีไม่พ้น ต้องกลับมาอยู่ใต้ร่มเงาประวัติศาสตร์ไทใหญ่อีกจนได้

เริ่มสงสัยกันแล้วใช่ไหมคะ ว่าแล้วมิ่งแก้วจอมหทัยมันมาเกี่ยวพันประวัติศาสตร์อีกได้ยังไง

ในส่วนของ “มิ่งแก้วจอมหทัย” นั้น อย่างที่อินเขียนเอาไว้ว่า แรกสุดที่ลงมือเขียน อินตั้งใจจะเดินออกจากประวัติศาสตร์แล้วสร้างเหตุการณ์ สร้างตัวละครขึ้นมาใหม่ แต่พอเอาเข้าจริง ไม่รู้ว่าสิ่งใดมาดลใจให้อินไปอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ไทใหญ่อีกครั้ง จนได้พบกับสิ่งที่ทำให้ตกใจกึ่งแปลกใจว่า ในที่สุด มิ่งแก้วจอมหทัยก็ไม่อาจหนีร่มเงาของไทใหญ่ได้พ้น

ศิขริน ตัวตนที่แท้จริงในประวัติศาสตร์ก็คือ พระเจ้าสโตมินพญาของอาณาจักรอังวะ แต่มีการกล่าวถึงเพียงการกล่าวถึงเพียงสองย่อหน้าเท่านั้น และนี่คือสองย่อหน้าที่ปรากฎในหนังสือ “ประวัติศาสตร์ไทใหญ่” ค่ะ อินขอสรุปความมาให้อ่านดังนี้นะคะ


พระเจ้าสโตมินพญาแห่งราชวงศ์เมืองสะแคง ขึ้นครองราชย์ในช่วงปีพุทธศักราช ๑๙๐๗-๑๙๑๑ โดยการปลงพระชนม์พระเจ้าสีหสุ และขึ้นเป็นกษัตริย์แทน จากนั้นจึงย้ายเมืองหลวงจากเมืองสะแคงและปินยา มาสร้างเมืองหลวงใหม่ที่อังวะแทน

พระเจ้าสโตมินพญาเป็นเชื้อสายของราชวงศ์สามพี่น้องไทใหญ่ (คือ อสินคยา ยสาสีจัน และสีหสุ ซึ่งพระเจ้าสีหสุพระองค์นี้ หลายคนอาจไม่คุ้นกับพระนามนัก แต่ถ้าบอกว่า คือผู้ก่อตั้งอาณาจักรปินยา โดยมีเมืองหลวงชื่อปินยา หรือวิชัยปุระแล้วล่ะก็ คิดว่าน่าจะพอคุ้นหูกันบ้าง) แต่ไม่ปรากฏเป็นทางสายใด บอกแต่เพียงว่า พระบิดาเป็นไทใหญ่ที่เป็นอำมาตย์แห่งเมืองตะโก้งเท่านั้น

นักประวัติศาสตร์ชื่อ ฮาร์วีย์ (Harvey) ได้กล่าวถึงพระเจ้าสโตมินพญาไว้ว่า เป็นกษัตริย์ที่ป่าเถื่อน สามารถฆ่าศัตรูและใช้แผ่นอกของศัตรูที่ตายเป็นโต๊ะอาหารได้ ซ้ำยังสามารถเอาหัวหน้าโจรปล้นสดมภ์ที่ทรงจับตัวมาได้ มาเป็นแม่ทัพและขุนนางประจำราชสำนักที่ทรงไว้วางพระทัยมากอีกด้วย (หัวหน้าโจรคนนี้ หม่อง ทิน อ่อง นักประวัติศาสตร์ชาวพม่า ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ชื่อขุนโจรงาเตปยะ ที่ชอบปล้นชาวไทใหญ่และนำทรัพย์มาแจกให้คนจน)

พระเจ้าสโตมินพญานั้น ทรงมีความประสงค์จะฟื้นฟูอาณาจักรพุกามให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยการรวบรวมอาณาจักรไทใหญ่ตอนเหนือ (หมอกขาวมาวหลวง) และอาณาจักรมอญเข้าไว้เป็นอาณาจักรเดียวกัน แต่ความฝันและความหวังนี้ก็ไม่มีวันปรากฏขึ้นจริง เพราะระยะเวลาการครองราชย์ที่แสนสั้นเพียง ๔ ปีเท่านั้น สิ่งเดียวที่พระเจ้าสโตมินพญาทิ้งไว้คือพระมเหสีชาวไทใหญ่ที่มีสิริโฉมงดงาม และกลายมาเป็นตำนานรักตำนานการเมืองทีมีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์พม่าในกาลต่อมา


เท่านี้จริงๆ ที่หนังสือได้กล่าวถึงพระเจ้าสโตมินพญา แต่เป็นความ “เท่านี้” ที่ทำให้อินสะอึกแกมขนลุกขึ้นมาได้ เพราะเหตุผลสองประการคือ หนึ่ง ความรู้สึกที่ว่าหนีร่มเงาของไทใหญ่ไม่พ้นตามที่บอกข้างต้น และสอง เค้าการดำเนินเรื่องของมิ่งแก้วจอมหทัย ไปพ้องกับเรื่องราวของประวัติศาสตร์ส่วนนี้โดยบังเอิญถึง ๓ จุด คือ

๑. ระยะเวลาในการดำเนินเรื่องราว มิ่งแก้วจอมหทัยคือเรื่องราวในรุ่นลูก และประเด็นใหญ่ใจความคือการศึกระหว่างสองอาณาจักรเช่นเคย ทว่าทั้งนี้ทั้งนั้น การศึกที่ว่าจะต้องมีขึ้นหลังจากที่เมืองแก้วเสียชีวิตแล้ว เมื่อเทียบกับข้อเท็จจริง จะเห็นว่า พระเจ้าสโตมินพญาขึ้นครองราชย์ภายหลังจากที่เจ้าหลวงเสือข่านฟ้าสิ้นพระชนม์แล้ว ซึ่งเป็นรอยต่อของเวลาที่ซ้อนทับกันพอดิบพอดีในความเป็นจริงและในนวนิยาย

๒. อินวางไว้ให้มิ่งแก้วจอมหทัย เป็นเรื่องราวของความรักที่เกิดในสงคราม เป็นตำนานรักและการเมืองระหว่างสองอาณาจักรที่ต้องติดตามบทสรุป ซึ่งสิ่งนี้อินขอสารภาพไว้ว่า ตอนที่เขียนเรื่องย่อและวางโครงเรื่อง รวมทั้งการเขียนเนื้อหาบางช่วงบางตอนเอาไว้ก่อนหน้า อินไม่ได้จับหนังสือเล่มนี้แม้แต่ครั้งเดียว จนกระทั่งลงนิยายไปหลายบทแล้ว ถึงได้มาหยิบพลิกๆ ดู และก็เจอเจ้าสองย่อหน้านี้โดยบังเอิญ ความซ้อนทับระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่งก็เลยมีขึ้นอีกเป็นข้อที่สอง

๓. ข้อสุดท้าย อินเขียนให้นางเอกของเราได้โจรมาเป็นแม่ทัพใหญ่ ตรงนี้มีข้อต่างนิดเดียวกับในประวัติศษสตร์ ตรงที่ฝ่ายที่ได้โจรมาเป็นแม่ทัพคือฝ่ายชาย ไม่ใช่ฝ่ายหญิง แต่นั่นก็เป็นความบังเอิญที่ทำให้อินพูดไม่ออกอยู่นาน

ส่วนเรื่องลักษณะนิสัยของศิขริน ที่อินเขียนไปว่าเขาลือเขาเล่าอ้างว่า ศิขรินโหดอย่างโน้นอย่างนี้ ตามที่ปรากฏเหมือนข้อความที่อินยกมาข้างต้น ตรงจุดนี้เป็นส่วนเสริมที่อินเติมเข้ามาภายหลังค่ะ เพราะตอนแรกนั้น อินวางให้ศิขรินเป็นคนมีนิสัยภายนอกดูเถื่อนๆ กระด้างๆ แต่ลึกแล้วเป็นคนอ่อนโยน มาเจอข้อความนี้เข้าเลยรู้สึกว่า มันใช่ นี่แหละคือศิขริน

แม้ว่าประวัติศาสตร์จะไม่ได้บอกว่า พระมเหสีชาวไทใหญ่ของพระเจ้าสโตมินพญาคือใคร แต่ลงว่ามีเรื่องมาพ้องกันแบบนี้แล้ว ถึงจะเป็นความบังเอิญก็ตามที แต่ถ้ามองในอีกแง่มุม แง่ที่เป็นความเชื่อของคนไทยทั่วไป ก็อาจคิดไปได้เหมือนกันว่า นี่คือความประสงค์ของเจ้าของเรื่องแท้จริงหรือเปล่า ในเมื่อเริ่มที่ประวัติศาสตร์ ก็ต้องจบที่ประวัติศาสตร์เหมือนกัน จะเป็นเพียงจินตนาการล้วนๆ ๑๐๐% ไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องอยู่ในโครงสร้างใหญ่ที่วางไว้ให้


ที่กล่าวมาทั้งหมด คือเงาจางๆ ของอาณาจักรเมืองมาวหลวงที่สะท้อนอยู่ในอาณาจักรเวียงภูแก้วนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม อาณาจักรเวียงภูแก้วในเรื่อง ก็ยังเป็นอาณาจักรที่สมมติขึ้นถึง ๙๐% อยู่นั่นเอง รวมถึงตัวละครทุกตัวในเรื่องด้วย หากถามอินว่า แล้วนวนิยายทั้งสามเรื่องนี้ จะเรียกว่านิยายอิงประวัติศาสตร์ได้หรือไม่ ข้อนี้อินสามารถตอบไต้เต็มปากว่า คงจะเรียกอย่างนั้นไม่ได้แน่นอน เพราะมันออกจะจัดอยู่ในกลุ่มของผู้ชนะสิบทิศ หรือ เศวตฉัตรน่านเจ้า กลุ่มนั้นเสียมากกว่า คือมีการเสริมฉาก เนื้อหาและตัวละครเข้าไปเพิ่มเติม และตัดทอนบางเรื่องราวออกไป รวมทั้งการปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ ด้วย ซึ่งในส่วนของตัวละครนั้น บางตัวอาจมีอยู่จริงหรือไม่ในประวัติศาสตร์ก็ได้ แต่ที่มีตัวตนจริง อย่างตัวของเมืองแก้ว เมืองคำ และศิขรินนั้น เราก็ไม่สามารถสืบค้นลึกลงไปได้ว่า แล้วนิสัยใจคอแท้จริงเป็นอย่างไรแน่ บางนิสัย บางอารมณ์ และบางความคิด จึงต้องเสริมเพิ่มเติมเข้าไปให้สมบูรณ์ตามขนบของนวนิยาย

ขอขอบคุณจากใจที่ได้ติดตามงานของอินตั้งแต่ภาคแรก จนถึงภาคสุดท้ายนี้นะคะ ^^




อริญชย์




 

Create Date : 11 มิถุนายน 2554
0 comments
Last Update : 11 มิถุนายน 2554 16:06:54 น.
Counter : 752 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


อินทรายุธ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]





งานเขียนทั้งหมดในบลอคนี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ. พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ส่วนหนึ่งส่วนใด โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
Friends' blogs
[Add อินทรายุธ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.