Group Blog
 
 
กันยายน 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
5 กันยายน 2555
 
All Blogs
 
2T - 1.5 ขวบ

เทียน เทียน อายุครบ 1.5 ขวบ

- ทานอาหารน้ำ นม ข้าว ได้ตามแต่อารมณ์ ถ้าิวิ่งเล่นเยอะกินเยอะ ถ้าอยู่นิ่งก็กินน้อย

- น้ำหนักส่วนสูง ยังต่ำ กว่าค่าเฉลี่ย

- ฟันขึ้น 6/7

- ช่วงนี้กลางคืนนอนตั้งแต่ 10.30-8.00 นอนยาวไม่ตื่น ไม่ค่อยดิ้นถีบป๊าม๊าแล้ว

- สุขภาพแข็งแรงดี ตั้งแต่ admit ปลายเดือน 05/12 ก็สบายดีเรื่อยมา มีท้องเสีย 1 วัน แล้วอาการไข้หลังฉีด IPD นอกนั้นก็สบายๆ

- วิ่งเล่น เคลื่อนไหวคล่องตัวมากขึ้น ไม่ซนเท่าไหร่

- ของเล่นเสริมพัฒนาการตามที่อ้างกันนู่น นี่ นั่น เทียนๆ ไม่เล่นค่ะ ไม่ชอบ

- ชอบเล่นถ้วยชามพลาสติก ของจริง นั่งตัก คน ได้นานสองนาน

- เรื่องการพูด ยังไม่ค่อยพูด ต้องอารมณ์ดีมากจริงๆ ถึงจะพูด แต่ก็เป็นภาษต่างดาว

- คำที่ออกเสียงชัดๆ คือ ม๊าม๊า ป๊าป๊า จ๊ะเอ๋ เบบี้ และ หม่ำๆ ซึ่งบางครั้งจะเรียกควบว่า หม่ำม๊า เออน่ารักดีเนอะลูก

- ยังไม่กังวลเรื่องการพูดเท่าไหร่ แต่ก็หาข้อมูลไว้บ้าง เพราะที่เนอสเด็กบางคนอายุประมาณกันจะพูดคำลงท้ายของประโยคได้แล้ว

Note ไว้เป็นข้อมูล
ผศ.นพ.วิฐารณ บุญสิทธิ์
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


1. เมื่อใดเด็กจึงจะเริ่มพูด
การพัฒนาการทางด้านภาษาของเด็ก ก็จะเริ่มตั้งแต่แรกเกิด ตั้งแต่เด็กส่งเสียงร้องไห้
ประมาณ 2-3 เดือน ก็จะเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้ ก็จะเหมือนจะเป็นการพูดคุยกับคุณแม่ ก็จะพัฒนาเรื่อย มา จนประมาณ 5-6 เดือน เด็กก็จะเริ่มเล่นน้ำลายเป่าปาก ส่งเสียงจากลำคอ ในที่สุดก็จะพัฒนามาเป็นคำพูดที่มีความหมาย โดยมากก็จะเริ่มตั้งแต่ประมาณ 10 เดือน – 15 เดือน หรือ เฉลี่ยประมาณ 1 ขวบ ก็จะพูดเป็นคำที่มีความหมายซึ่งเด็กจะได้รับการกระตุ้นให้พูดหรือเปิดโอกาสไม่มีการเรียนรู้ภาษาจากพ่อแม่ ในที่สุดคำศัพท์ก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ประมาณ 2 ขวบ ก็จะเริ่มพูดคำที่มีความหมาย 2 คำ ติดกัน เป็นวลีสั้น ๆ ไปไหน ไม่เอา แล้วก็จะเริ่มขึ้นเป็นประโยคยาว ๆ ได้ประมาณ 3-4 ขวบ

2. อย่างไรถึงจะเรียกว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับเรื่องการพูด
โดยทั่วไป เราถือว่าเมื่ออายุ 2 ขวบแล้ว ยังพูดคำที่มีความหมายไม่ได้เลย หรือ พูดได้แค่คำศัพท์คำเดียว หรือสื่อสารกับคนอื่น ๆ ไม่ได้ ก็ถือว่าผิดปกติแน่นอน แต่ก็ไม่ควรรอจน 2 ขวบ แล้วค่อยมาปรึกษาแพทย์ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นถึงพัฒนาการทางภาษาไม่เป็นไปตามปกติหรือไม่เหมือนเด็ก ๆ คนอื่น ๆ ก็ควรจะไปขอคำปรึกษากับแพทย์ได้ ในการที่พ่อแม่จะดูว่าเด็กปกติหรือไม่ นอกจากสังเกตการพูดสื่อสารให้เราเข้าใจได้หรือไม่ เราสามารถดูจากการพูดหรือสั่ง ว่าเด็กเข้าใจหรือไม่ สามารถทำตามคำสั่งได้หรือไม่ ซึ่ง เด็กอายุ 1 ขวบนั้น สามารถทำตามคำสั่งง่าย ๆ ได้ เข้าใจได้ว่าพ่อแม่พูดว่าอะไร เด็กมีความสนใจหรือไม่ เรียกชื่อแล้ว เด็กหันมารับทราบ หรือตอบรับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราสามารถนำมาประกอบกันดูว่า เด็กผิดปกติหรือไม่โดยการพัฒนาทางภาษา นั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ทาง คือ การพูด และการรับฟัง ซึ่งจะต้องพัฒนาการควบคู่กันไป

3. เด็กพูดช้า เกิดจากสาเหตุใด
สาเหตุใหญ่ที่พบบ่อย ๆ อย่างที่เรียนมาข้างต้นว่า การพูดจะต้องเป็นการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างคนฟังกับคนพูด เพราะฉะนั้น ถ้าการได้ยินไม่ดี มีการได้ยินบกพร่อง เด็กก็จะพูดช้า เพราะฉะนั้น สาเหตุอันดับแรก คือ
1. เด็กมีความผิดปกติของหูหรือไม่ เช่น การได้ยินไม่ได้ หูดับ หูหนวก หรือไม่
2. มีการพัฒนาล่าช้าไปทุก ๆ ด้าน หรือมีภาวะปัญญาอ่อน เด็กกลุ่มนี้พัฒนาการด้านอื่น ๆ จะช้า แต่ก็จะไปพร้อม ๆ กัน
3. ภาวะออทิสติก เด็กกลุ่มนี้จะมีความบกพร่องในเรื่องของการใช้ภาษาการสื่อสารกับผู้อื่น ทางการพูด หรือการสื่อสารโดยไม่ใช้คำพูด เช่น การใช้ท่าทาง การสบตา ในด้านสังคมก็จะเสียไปด้วย
4. สาเหตุอีกสาเหตุหนึ่ง ส่วนใหญ่มักพบไม่บ่อยนั้น จะพบว่ามีประวัติในครอบครัวมีญาติที่เคยพูดช้า กลุ่มนี้เราเรียกว่า มีความบกพร่อง เฉพาะด้าน เฉพาะการพูดอย่างเดียว กลุ่มนี้การพยากรณ์โดยค่อนข้างดี พอเริ่มพูดได้ก็จะพูดเป็นปกติ
5. เด็กที่พูดช้า แต่ขาดการกระตุ้นที่เหมาะสม เช่น พ่อไม่มีมีเวลา ก็มักจะเปิดโทรทัศน์ไว้ให้เด็กดู แต่ไม่มีติดต่อสื่อสารโต้ตอบ ซึ่งจะเห็นว่าเป็นการสื่อสารเพียงอย่างเดียว ทำให้การพัฒนาทางภาษาของเด็กหยุดงะงัก ซึ่งทางบ้านเราจะได้ประวัติว่ามักจะให้พี่เลี้ยงเลี้ยง ซึ่งอาจจะไม่มีการเล่น หรือพูดคุยกันเลย

4. เมื่อใดที่ควรพาเด็กมาพบแพทย์
เมื่อใดที่คุณพ่อ คุณแม่เริ่มสังเกตหรือสงสัยในความผิดปกติ ก็ควรจะพาไปพบกุมารแพทย์ หรือ ถ้าอายุประมาณ 2 ขวบ แล้วยังพูดไม่ได้ หรือพูดเป็นคำ ๆ เดียวก็ควรพาลูกไปพบแพทย์ได้เลย

5. วิธีการตรวจเบื้องต้น และแก้ไขควรทำอย่างไร
นอกจากการพาเด็กไปพบกุมารแพทย์เพื่อประเมิน เรื่องพัฒนาทั่ว ๆ ไปของเด็ก ถ้ามีการสงสัย เราก็จะมีการตรวจการได้ยินเป็นอันดับแรก เพื่อให้แน่ใจว่า การได้ยินของเด็กชัดหรือไม่ หรือเป็นจากสาเหตุอื่น ๆ จากนั้นก็หาสาเหตุต่อไป ถ้ามาจากสาเหตุของการกระตุ้น การรักษาที่แน่นอนที่สุด ก็คือ พ่อแม่จะต้องมีเวลาให้เด็กมากขึ้นในการเล่น พูดคุย โดยส่วนใหญ่เด็กก็จะตอบสนองได้ดี และจะกลับมาพูดเป็นปกติได้ในเวลาที่รวดเร็ว และถ้ายังคงมีปัญหาอยู่เราก็จะมีบริการเรื่องการฝึกพูด โดยมีนักฝึกพูดหรือเรียกทางการว่า วจีบำบัด ซึ่งจะช่วยเหลือในการพูดช้า การออกเสียง เด็กพูดไม่ชัด การออกเสียง เด็กพูดไม่ชัดโดยทั่วไปก็จะต้องรักษาการฝึกพูด ในเบื้องต้นแล้วถ้าคุณพ่อคุณแม่รู้สึกว่าลูกมีความผิดปกติ คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยโดยการพูดกับเด็กให้มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายถึง การบังคับให้เด็กพูด แต่ควรพูดกับเด็ก โดยทั่วไปเด็กควรจะเห็นผู้พูดในระดับสายตา พูดช้าๆ ชัด ๆ ก็จะเป็นการสอนลูกไปในตัว

6. การที่เด็กอยู่สังคม / สิ่งแวดล้อมที่มีการพูดคุย มีคนรอบข้างพูดคุยด้วยเป็นประจำ จะทำให้เด็กมีพัฒนาการต่าง ๆ ได้เร็ว ๆ จริงหรือไม่
ถูกต้อง เพราะพัฒนาการทางภาษาของเด็กไม่สามารถเกิดขึ้นได้เอง แต่จะต้องเกิดจากการปฏิสัมพันธ์กัน สิ่งแรก คือ มีความพร้อมทางด้านสมอง มีความพร้อมทางด้านการได้ยิน เรื่องของอวัยวะในปาก ที่จะเปล่งเยงได้ และสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ โอกาสที่เด็กจะได้ยินคำพูดของผู้ใหญ่แล้วเปล่งเสียงตาม ถ้าไม่มีเด็กก็จะไม่สามารถพูดได้ เช่น ถ้าพ่อแม่มีเวลาพูดคุยกับลูกเป็นประจำ ลูกก็จะพูดได้เร็ว แต่ถ้าผู้ใหญ่พูดคุยกันเอง แต่ไม่ได้พูดกับเด็ก ก็จะไม่ได้ช่วยพัฒนาการทางด้านภาษาแต่อย่างไร

7. นอกจากการพัฒนาการช้าด้านการพูดคุยแล้ว จะส่งผลไปถึงพัฒนาการด้านอื่น ๆ ด้วยหรือไม่
มีโอกาสเป็นไปได้ เพราะการสื่อสารในเรื่องที่สำคัญในชีวิตเรา เด็กหลายรายที่พูดไม่ได้ ก็ไม่สามารถบอกความต้องการได้ อาจจะทำให้เด็กหงุดหงิด เด็กก็จะอาละวาด ร้องไห้ ถ้าผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ และลงโทษด้วยการดุหรือตี ก็จะเพิ่มเรื่องปัญหาทางด้านอามรณ์ พฤติกรรมทั่วไป เพราะฉะนั้น เรื่องการพูดเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น เด็กควรได้รับการตรวจประเมินตั้งแต่แรกและทำการแก้ไข เพื่อป้องกันปัญหาพัฒนาการทางด้านอื่น

8. ในกรณีที่เด็กมีปัญหาในเรื่องการพูด เมื่อได้รับการรักษาแล้ว จะสามารถกระตุ้นให้พัฒนาการเด็กวัยเดียวกันหรือไม่
เราจะไม่สามารถทำนายได้ว่า เด็กจะเป็นปกติได้เมื่อใด แค่ไหน แต่ถ้าเด็กได้รับการพัฒนาการและส่งเสริมให้ใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่ดี เด็กก็จะมีโอกาสเป็นปกติได้

9. นอกจากการพาไปแพทย์แล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังจำเป็นจะต้องใช้สื่อกระตุ้นอื่น ๆ ร่วมด้วยหรือไม่
จริง ๆ แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ที่จะส่งเสริมจากคุณพ่อคุณแม่นอกจากนั้น ก็อาจจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อน ๆ ในโรงเรียน คุณครู ส่วนสื่อด้านอื่น ๆ เช่น การดูทีวีมาก ๆ (เด็กเล็ก) ซึ่งการฟังจากทีวีจะเป็นการสื่อสารฝ่ายเดียว ไม่เป็นปฏิสัมพันธ์กัน ก็จะไม่สามารถช่วยเรื่องการพัฒนาการทางด้านภาษา แต่ถ้าใช้ร่วมกัน เช่น คุณพ่อ คุณแม่ร่วมดูทีวีอยู่ด้วย พูดคุยบ่อย ๆ ก็จะมีประโยชน์

เคยอ่านเจอมาว่า

พ่อแม่ใช้เวลา 12-24 เดือนฝึกลูกพูด เดินเอง และใช้เวลา 24 ปีบอกให้นั่งนิ่งๆ และหยุดพูดบ้างเถอ -- เออจริงนะเนี๊ย

รักเทียนๆ นะคะ
มาม๊า




Create Date : 05 กันยายน 2555
Last Update : 5 กันยายน 2555 10:15:08 น. 0 comments
Counter : 881 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

JusTT
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เป็นคุณแม่มือใหม่




New Comments
Friends' blogs
[Add JusTT's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.