Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2552
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
3 ธันวาคม 2552
 
All Blogs
 
กฎแห่งกรรม - ธรรมปฏิบัติ 1-16

ช่วงนี้สนใจอ่านเรื่องกฏแห่งกรรม ได้ข้อคิดแนวทางและกำลังใจได้บ้าง
เลยย่อมาให้เพื่อน ๆ ได้อ่านบ้าง ไม่งั้นอ่านแบบดิฉันเป็นเดือนก็ไม่หมด ถ้าอยากอ่านแบบเต็มรายละเอียดครบสมบูรณ์ก็คลิกไปอ่าน
http://www.fungdham.com/rule-of-fate.html


วิธีลดกรรม
บทสวดมนต์พุทธคุณ‏ ธรรมคุณ พาหุงฯ และฯลฯ
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=imaginer&month=19-09-2010&group=5&gblog=63


สถานที่ไปปฎิบัติ
ศูนย์ปฎิบัติธรรม วัดเวฬุวัน ขอนแก่น
(ที่ปฎิบัติฝึกสมาธิกรรมฐานสาขา 2 ของหลวงพ่อจรัล)

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=imaginer&month=09-2009&date=28&group=4&gblog=111

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=imaginer&month=27-01-2010&group=9&gblog=90





หนังสือ...กฎแห่งกรรม - ธรรมปฏิบัติ
เล่มที่ ๑


-ผลกรรมของหลวงพ่อ
พระภาวนาวิสุทธิคุณ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโมวัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี )


สร้างกรรม-กินอาหารที่ยายถวายพระ

ตอนอยู่ที่โรงเรียนมัธยม ยังอยู่กะยาย ยายให้เอาอาหารไปถวายพระ
แล้วเราก็เอาไปทานเสียเอง

ยายถาม ไปวัดเจอสมภารไหมล่ะ บอกยายว่าผมไม่ได้ขึ้นกุฏิหรอก
ให้เด็กมันถ่ายปิ่นโตให้แล้วผมก็มา ยายบอกว่าต่อนี้ไปต้องรับพรด้วยนะ
รับพรสมภารมาแล้วก็มาบอกยาย
ยายจะได้ชื่นใจแล้วบอกท่านด้วยว่ายายให้เอาอาหารมาถวาย

วันหลังเอาอีกแล้ว ให้ไปอีกก็เจอเพื่อนอีก โรงเรียนปิด ก็แบบเดิมกินเสร็จแล้วไปตีผึ้งต่อ ยายถามว่า “เจอสมภารมั้ย” เจอครับ
รับพรเสร็จผมก็มา แท้ ๆ สมภารดันมาอยู่บนบ้านเรา
เราไม่ทันแหงนดูบนบ้าน สมภารนั่งยิ้ม ยายเป็นคนใจบุญ พระชอบมาเยี่ยม
แต่อาตมารำคาญ พอสมภารกลับไปแล้วโดนหนัก บอกว่าบาป
ถามว่านี่กี่เที่ยวแล้ว เราบอกว่า ๒ เที่ยวแล้วครับ
ยายบอกว่า นี่ต้องเป็นเปรต ปากเท่ารูเข็ม กินข้าวไม่ลง
เราก็ถามว่าเปรตสูงกว่าต้นตาลมั้ย ยายบอกว่าไม่เห็น
เราไม่เชื่อหรอก ว่าหลอกเราแต่เราไม่พูด เถียงไม่ได้


โกงค่าเรือจ้าง

ในเวลากาลต่อมาไปโรงเรียนต้องนั่งเรือจ้างข้ามฟากเดือนละ ๒๕ สตางค์
อาตมาโกงค่าเรือจ้างไม่ให้ค่าเรือจ้าง กินก๋วยเตี๋ยวผัดไทย
แถมเลี้ยงเพื่อนด้วยนะ ก็โกงค่าก๋วยเตี๋ยวเขาอีก

ยิงนก-หักคอ-หักขานก

ในเวลาต่อมา โรงเรียนปิดหลายวันเทอมสุดท้ายแล้ว
ครูใหญ่โรงเรียนประชาบาลเขามาขอแรงอาตมาไปยิงปืน ไปยิงนก
เราก็ไม่รู้บุญบาปมันมีจริงอย่างไร สนุกดีก็เอาปืนลูกซองดาวกระจาย ๕ นัด
เช้ากินข้าวแล้วก็ออกตามทุ่งตามหนองยิงนกเป็ด นกกระสา
พอยิงได้จับหักคอใส่ตะข้อง พอนกมันจิก จิกก็ถลกหนังเลย ทรมานเหลือเกิน
ยิงนกกระสาถูกปีกมันหักแล้วมันบินไม่ได้เราก็ขับมัน
เหนื่อยมาก แล้วก็จับได้ ทำไง หักขาเลย
นกก็ดิ้นร้องไห้ตาย

ต่อมาได้บวชในพระพุทธศาสนา พ่อแม่ให้บวชโดยไม่ได้เลื่อมใส
ไม่ได้คิดว่าจะมาอยู่อย่างนี้
กะว่าจะบวชสักพรรษาเดียว



ใช้หนี้ค่าก๋วยเตี๋ยว

เริ่มมารักษาการเจ้าอาวาสที่วัดนี้ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ ปี พ.ศ. ๒๕๐๐
ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่นี่ ก็เริ่มใช้กรรมมาตามลำดับ
โดยที่ว่าในปีต่อมาใช้เรื่องก๋วยเตี๋ยวก่อน
เรามานั่งสมาธิของเรา
มันก็เกิดไปเข้าญาณวิถีของเขาชื่อว่า นางกลุ่ม นางกลุ่มมีสามีชื่อตากิ๊ม
เขาไม่รู้ว่าเราโกงก๋วยเตี๋ยวเขา แม่กลุ่มกับตากิ๊มเกิดฝันพร้อมกัน
ฝันว่าเทวดามาบอกว่าถ้าต้องการให้ลูกชายหายเกเร แล้วกลับมาเรียนหนังสือละก้อ
ให้ไปตามลูกชายมาแล้วให้ไปบวชเณรที่วัดอัมพวัน รับรองแก้ได้แน่
อาตมาก็ถามว่า ทำไมไม่บวชที่วัดอื่น
โยมกลุ่มก็เลยเล่าให้ฟังว่าที่พาลูกมานี่เพราะฝันไปว่า
เทวดามาบอกว่าให้มาบวชที่นี่ ช่วยรับไว้หน่อย

เรานึกแล้วว่าจะต้องได้ใช้หนี้ค่าก๋วยเตี๋ยวเขาแน่ แต่ไม่บอกก็เลยบอกว่าเดี๋ยวจัดการให้
พอได้ ๗ วัน ก็เลยเล่าเรื่องเของอาตมาให้เณรฟังว่าอาตมานี่โกงค่าก๋วยเตี๋ยวแม่เจ้า
แม่เจ้าก็ไม่รู้ แล้วไอ้ผ้าไตรที่นะ อะไรต่ออะไร ๒๐๐ นี่
กระซิบบอกแม่นะบอกว่าเจ๊ากันไปนะ ไม่ต้องเอามาให้ ถือว่าใช้ค่าก๋วยเตี๋ยวกันไป
พอเล่าเสร็จแล้วเณรบอกว่าผมเกิดศรัทธาเสียแล้ว ก็ตั้งใจปฏิบัติ

ต่อมาก็ขอสึกว่าจะไปเรียนหนังสือแล้ว ก็สอบได้ในปีนั้น
แล้วไปเป็นทหารอากาศต่อมาก็ได้เลื่อนเป็นนายทหารอากาศไปเลย

นี่คือใช้หนี้ค่าก๋วยเตี๋ยว ถ้าไม่ได้ใช้ในชาตินี้ก็ต้องใช้ดอกชาติหน้านะ กฎแห่งกรรมมีจริง

แต่กฎแห่งกรรมที่อาตมาประเมินผลและได้ประสบการณ์มารู้ล่วงหน้าได้
เพราะใช้สติระลึกก่อนเป็นตัวรู้ล่วงหน้า ตัวสัมปชัญญะตัวผลักดัน
ทำให้แก้ไขเหตุการณ์ได้ทันเฉพาะหน้า เรียกว่า ตัวสัมปชัญญะ
ที่อาตมารู้นี้ก็เนื่องจากว่าเราเจริญสมาธิ เจริญสติอยู่ตลอดเวลา
ขอให้ท่านไปพิจารณาด้วยตนเอง ด้วยเจริญกุศลภาวนาไปเรื่อย ๆ
ไม่จำเป็นต้องมีเวลาว่าง เวลาที่ท่านทำงานก็ภาวนาไป

ในเวลาต่อมา อาตมาก็นั่งเจริญภาวนาโดยไม่ได้ขาด
แล้วก็มีการอโหสิกรรม และแผ่เมตตา ขอให้ท่านเอาไปใช้กันทุกท่าน
ก่อนที่จะแผ่เมตตาออกไปต้องอโหสิกรรมก่อนนะ
ถ้าไม่อโหสิกรรมออกก่อนท่านจะแผ่ไม่ออก อโหสิกรรมให้ใจสบาย
ไม่โกรธใคร ไม่เกลียดใคร ไม่อิจฉาริษยาใคร แผ่เดี๋ยวนั้นถึงเดี๋ยวนั้น
แล้วก็มีการรับตอบด้วยนะ อันนี้มันเป็นของใครของมัน

ใช้หนี้ค่าเรือจ้างตาก้อย

พอมาเจริญสมาธิ จิตสงบก็นึกขึ้นมาได้บอกรีบใช้หนี้ค่าเรือจ้าง
นึกไปนึกมาถูกต้องที่เคยโกงเขามา อาตมาก็ไม่ได้ไปบ้านเขานาน
จนมาบวชเป็นสมภารเจ้าวัด ก็เอานมไป เอาโอวัลตินไป
เอาสตางค์ใส่ซอง ๒๐๐ บาท ถือราคาก๋วยเตี๋ยวเป็นเกณฑ์ ชื่อตาก้อย แก่แล้ว
อาตมาเอาเรือจอด เขาก็ตกใจว่าพระมาทำไม แกเจ็บหนักเป็นอัมพาตจะตายแล้ว
ก็เอาสตางค์ไปใส่มือกระซิบบอกที่หูว่า โยมก้อย
อาตมาตอนเป็นเด็กเคยโกงค่าเรือจ้างโยม เดือนละ ๓๐ สตางค์จำได้มั๊ย
แล้วเอานมโอวัลตินมาด้วย บอกลูกสาวว่าช่วยชงให้โยมด้วย อโหสินะโยมนะ
อาตมาเป็นเด็กรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แหมบุญของเราเหลือเกินเขาแปลกใจกันว่า
พระก็มาหลายวัดแล้วมีแต่มาบอกบุญ องค์นี้แปลกเอาสตางค์มาให้
วันหลังลูกสาวเอาข้าวสารมาให้ที่วัดเรานี่ เรียกว่าบุญงอกได้
คนที่มีจิตดีต้องมีมารต้องใช้หนี้ มีอุปสรรคตลอดเวลากาล
คนที่มีความดีต้องมีอุปสรรคแน่นอน ไม่ใช่ดีไปตลอด
เราเข้าใจผิดคิดกันว่า เราสร้างกรรมดีเหมือนมีกรรมมาบัง
ข้อเท็จจริงก็คือใช้เวรใช้กรรม เป็นความดีแล้ว


ใช้หนี้ค่าเรือจ้างยายนวม

อยู่มาอีก ๒-๓ เดือน อาตมานั่งสมาธิตั้งสติ นึกต่อกันไปได้ว่า
เคยโกงค่าเรือจ้างยังอยู่อีกท่าหนึ่ง ชื่อยายนวม อาตมาก็ไปแกก็จะตายเสียอีกแล้วขึ้น
ไปกระซิบที่หูบอกโยม อาตมาเมื่อเป็นเด็กเคยโกงค่าเรือโยม
อาตมามาขอให้อโหสิกรรมอาตมาด้วยนะ เสร็จแล้วก็ให้ ๒๐๐ บาท
พร้อมกับนม โอวัลตินตามเดิม วันหลังเขาทำบุญ ๗ วัน ยังเอาสตางค์มาถวายเราอีก
ได้มากว่า ๒๐๐ อีก พอกลับมาได้ ๒ วัน โยมนวมก็ตาย
อาตมาก็ได้ใช้หนี้ตลอดนี่มันเป็นบุญเป็นกรรมของเราโดยเฉพาะ



มาตอนหลังมีคนไปผ่าท้องที่สุขศาลาอนามัยชั้น ๑
บางปะอิน ที่ริมน้ำ อาตมาก็ตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมเขา

พอดีคืนนั้นอาตมาก็แผ่เมตตาอโหสิกรรม สติบอกอีกแล้วว่าจะต้องไปใช้หนี้เต่า
ที่รับจ้างต้ม เต่าตัวละ ๑ บาท ให้พวกขี้เมา ปรากฏว่าเต่ามันมีความสามัคคี
ดิ้นเสียจนหม้อดินแตกหนีเข้ากอไผ่ไปหมด ระวังพรุ่งนี้อย่าเอาใครไป
อาตมาก็ไปกับคนขับรถปิคอัพ ถ้าไปก็ตายหมดเลย ตายหมดแน่นอน
อาตมาก็หาเรื่องเพทุบาย เขาก็โกรธอย่างร้ายแรงว่าไปชวนเขามาแล้วก็ไม่เอาเขาไป
อาตมาก็บอกกะคนขับรถว่า ไปเยี่ยมเขานี่เจ้าคอยตั้งเวลาไว้ว่าแค่ ๑๕ นาทีนะ คอยเตือน
อาตมาให้รีบกลับด่วน โดยเราคิดแล้วถ้าไม่กลับตามเวลา ๑๕ นาที
รถจะคว่ำที่พระนครศรีอยุธยาและเราจะต้องตาย เลยผลสุดท้ายไม่เอาใครไปเลย

พอได้ ๑๕ นาทีก็บอกเจ๊ชื่อศรีนวล ร้านเบ๊เต็กเส็ง อาตมาขอลาละ
บอกมีธุระ รีบกลับ ฝนที่อำเภอพรหมฯ มันยังตกอยู่ถนนมันลื่น
รถเสียหลักคว่ำ ๘ รอบ ศีรษะโดนทั้งบนทั้งล่าง ล็อคประตูไว้ จีวรขาด รถบี้ ถลอกปอกเปิดหมด
ต้องมาปวดแสบปวดร้อนอยู่เป็นเวลาแรมเดือน
อาตมาไม่กล้าไปโรงพยาบาลเพราะอายเขา ปวดแสบปวดร้อนไปทั้งตัวเลย มันถลอกหมด
อันนี้ก็ได้ใช้หนี้เต่าแต่ยังใช้ไม่หมด


ใช้หนี้หักคอนก

ในเวลาต่อมา อาตมาก็นั่งสมาธิ ๖ เดือนเศษที่จะถึงวาระแห่งความตาย

ก็มีนิมิตบอกอาตมาให้ทราบว่า พระเดชพระคุณท่าน วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๑
เที่ยงสี่สิบห้าต้องจากวัด ตายไปใช้หนี้นกที่หักคอ
วันที่ ๑๖ ตุลาคมออกพรรษา อาตมาก็มานึกดูว่าเราต้องลาเขา
ก็ประชุมสงฆ์มอบอัฐบริขาร เสียสละปลงบริขารให้หมด มอบให้องค์อื่น
เงินวัดมีเท่าไรมอบให้มัคทายกแล้วก็องค์ไหนจะเป็นสมภารต่อไป

นี่มันรู้ล่วงหน้าได้ มันมีประโยชน์มากนะ คนที่ไม่มาจะทำยังไงเขาจึงจะรู้ได้
ก็เจริญกรรมฐานเดินจงกรม นั่งกรรมฐาน

มีโยมท่านหนึ่งชื่อโยมชาญ กรศรีทิพา เขามีโรงงานน้ำตาลที่สิงห์บุรี
เขาก็ฝันว่า รัชกาลที่ ๕ ไปเข้าฝันบอกให้เขามาที่วัดนี้
ก็เลยรู้จักกันเป็นเวลาหลายปี ในเวลาต่อมาอาตมาเห็นว่าคนนี้มีประโยชน์ต่อวัด ถ้าหากเราจะเป็นอะไรไป
เราต้องบอกเขาเสียก่อน อันนี้เอาไปใช้ได้เวลาจะแผ่เมตตา
กระแสจิตนี่เป็นพลังงานอันหนึ่ง อาตมาพิสูจน์ได้ เช่นเอาผ้าขาวมากอง
แล้วเราเอากระดาษสีมาทับแล้วเอาพลังงานกระแสแดดหรือไฟฟ้าส่อง
จะทำให้กระแสนี่ไปติดผ้าขาวได้ เหมือนอย่างแผ่ส่วนกุศล
ขอให้ท่านทำจิตดี ๆ ติดได้ แต่ก็หาคนทำไม่ได้ง่าย ๆ นัก ต้องทำจิตใจให้ถึงก่อน


ส่งกระแสจิตลาตายกลายเป็นตัวหนังสือ

อาตมาก็เริ่มต้นว่าใกล้วันที่ ๑๔ ตุลาคมแล้ว
เราก็มาสวดมนต์ไหว้พระแล้วแผ่เมตตาบอกโยมชาญ
ว่าโยมกับอาตมาก็ชอบกันมาหลายปีแล้ว อาตมาขอลานะ วันที่ ๑๔ ตุลาคม
อาตมาคอหักแน่ ตายอยู่โรงพยาบาลสิงห์บุรี ก็บอกเขาอย่างนั้น ขอลา
ในเวลาต่อมาคุณชาญเขาก็ไปทำงานบริษัท ไปนั่งเขียนหนังสือ
ไอ้ข้อความที่เราแผ่เมตตาไป ไปติดที่กระดาษเขา
ลายมืออาตมาด้วยตามที่เราแผ่เมตตาตรงกับตัวหนังสือ

ครั้นถึงวันที่ ๑๔ ตุลาคม เที่ยงสี่สิบห้านาที อาตมาก็จำเป็นต้องไปประชุมที่วัดกวิศราราม
จังหวัดลพบุรีในวันนั้นด้วย รู้แล้วว่าวันนี้เราไม่ได้กลับวัดแน่นอนตามที่เรามีสติรู้ล่วงหน้า ๖ เดือน
ว่าเราต้องใช้หนี้นก จะใช้อย่างไรกันแน่ คงจะไม่ได้กลับ
มอบหมายการงานเรียบร้อยแล้ว ก็ขึ้นรถเที่ยงกว่าแล้ว แซงซ้ายรถทัวร์ทันจิตออกจากปั๊มน้ำมันวิ่งเข้าชนทันที
อาตมาไหล่ชนเหล็กหักไปเลย แล้วกระจกครูดเอาหนังหัวไปอยู่ตรงท้ายทอยหมด
หัวขาวเลย คอพับไปที่หน้าอก หมุนได้เลยเลือดเต็มจมูก กระจกมันบาด
อาตมาก็บินออกไปแบบนก ออกห่างรถไปประมาณ ๒๐ วา


แต่เดชะบุญว่ามือดีอยู่มือนึงจับขึ้นมา อาตมาก็ลองคลำว่าเราคอหักไปหรือนี่ตาไม่สัมผัส
หูไม่สัมผัส ตายหมดแล้วทั้งตัว แต่มือดีสติดี แต่กลับไปหายใจได้ที่ท้อง
พองหนอ ยุบหนอ ใช้ได้นะ ใครอยากจะรู้ว่าสะดือหายใจได้ลองไปคอหักดูนะ
คนขับก็สลบ อาตมายังพูดได้เพราะสติดีอยู่ที่ลิ้นปี่จำไว้ แล้วหายใจทางสะดือได้
ทำไมหายใจได้ นึกถึงในท้องได้ที่เราอยู่ในท้องแม่กินอาหารทางสะดือแน่นอน
หายใจได้ พองหนอ ยุบหนอ ตลอดเวลาเลย ได้ตำราเพิ่มขึ้น
แต่ต้องทำได้ก่อนนะต้องมาฝึกกันให้รู้สติ ตื่นมีสติ หลับมีสติ รู้แน่
อาตมาก็พูดว่าโยมช่วยอุ้มหน่อย ไอ้พวกที่ไปมุงดูกันก็ไม่ยอมอุ้ม
หัวเละแต่ยังพูดได้ ที่เข้าใจว่าหัวเละเพราะหนังไม่มี
จนตำรวจทางหลวงมาบอกว่าไม่ตาย ถ้าตำรวจไม่มาเราก็คงจะจมอยู่ตรงนั้น


กรรมต้มเต่ามาซ้ำ

พอดีตรงนั้นเขาทำอิฐ เถ้าแก่เขาก็ขับรถมา อาตมามือยังดีอยู่อกข้างก็เสยค้างไว้
พอรถแล่นถึงวิทยาลัยเกษตร ได้ยินเสียงแว่วแผ่วมาแต่ไกล เสียงดังนี้
สมน้ำหน้า ๆ ได้ยินมาเรื่อย ๆ เดี๋ยวต้องซ้ำ ๆ คอหักแล้วยังไม่สงสารจะมาซ้ำ
สักประเดี๋ยวเห็นเต่า พอเห็นเต่าเท่านั้นแหละฝาหม้อน้ำรถอยู่ตรงนั้นหลุดพรวด
ลวกเอาเราคนเดียว ตายจริงเปียกหมดเลย ไอ้แขนยังดีอยู่ก็ร้อนนะซิ
รถไปถึงโรงพยาบาลน้ำแห้งพอดีหมดพอดีเลย


อาตมาก็ขออธิษฐานว่า ข้าพเจ้าขอให้ไปสบาย รู้แล้วเข้าใจแล้ว
ขออโหสิกรรมทุกอย่างกับโลกมนุษย์
ในเมื่อข้าพเจ้ายังใช้หนี้ในโลกมนุษย์ไม่หมดขอให้ข้าพเจ้าไปใช้ในชาติต่อไป
ประการที่ ๒ ถ้าข้าพเจ้าใช้หนี้ในโลกมนุษย์หมดแล้ว
อย่าได้ทรมานต่อไป อธิษฐาน ๒ ข้อ

นายแพทย์ใหญ่หมอสมหมาย
ก็เอาเข้าห้องฉายเอ๊กซเรย์ เขาพูดกันได้ยินแว่ว ๆ บอกไม่มีทางหมอใหญ่บอกไม่มีทาง
หมอใหญ่สั่งให้อาตมานอนตรง ๆ บนรถ ซึ่งมีลูกล้อเล็ก ๆ
ให้บุรุษพยาบาลเอาเข้าห้อง ไอ.ซี.ยู. โดยด่วน จัดการเย็บหนังที่มันถลกไปนี่ก่อน

อาตมาก็อธิษฐานไปเรื่อย ๆ มือดียังมีอยู่อีกมือหนึ่ง นอกนั้นตายหมดแล้ว
แต่ยังหายใจได้ที่ท้องพองหนอ ยุบหนอตลอด ก็แบ่งวาระบุรุษพยาบาล ๒ คนก็ไสรถเต็มที่
รถก็เกิดตกร่องประตูเหล็ก โครม! ล้อพังหมดแพทย์อีกคนบอกตายเสียแล้วละมังหว่า
เปล่าเลย คอลั่นกร๊วบเข้าที่เลย คือติดเลย ลืมตาเห็นเลย หายใจไม่ออก
พอคอติด ปวดก้นแทบหลุด เลยทำให้ได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีก ๒ ข้อ ได้ความรู้ยังไง
หมายความว่าถูกจุดประสาท ประสาทคอกับประสาทก้นเป็นเส้นเดียวกัน
นางพยาบาลหมอ ก็ให้เราลองบีบมือ หากว่าเราจะไม่มีแรง อันนี้ก็เป็นบุญวาสนา

พอรุ่งเช้า คุณชาญมา ถือหนังสือโทรจิตมาด้วย
บอกนี่ท่านทำไมต้องเขียนหนังสือมาวันก่อนผมไปพบ ท่านทำไมไม่บอกผม
ทำไมต้องเขียนหนังสือฝากเขาไป
อาตมาบอกเปล่าว่าไม่ได้เขียน เขาว่านี่ไงละลายมือท่าน!

เขาลือกันว่า อาตมาคอหักไม่ตาย
พอกลับมาวัดได้ อาตมาก็คุยทั้งวัน เพราะมีคนมาเยี่ยมมากมาย
หมอประดิษฐ์ก็สั่งมาบอกว่า อย่าให้คุยมาก คุยมากแล้วแผลจะหายช้า
ให้ฉันยานอนหลับก็นอนไม่หลับ ฉีดยานอนหลับก็ไม่หลับ
จนนางพยาบาลว่า หลวงพ่อสู้ยา หมอประดิษฐ์รู้ก็ออกอุบายว่า
จะถอดเฝือกให้ พอตัดเฝือกออกก็เลยเป็นลมครั้นพอพักสักประเดี๋ยว
หมอบอกหลวงพ่อเดี๋ยวใส่ใหม่ ผมหลอกท่านมาไม่งั้นท่านไม่มาเลยใส่ใหม่
อ้าปากไม่ออกเป็นฤาษีเลย


เปรตปากเท่ารูเข็ม

พอกลับไปถึงสิงห์บุรี เราก็จะแย่อ้าปากไม่ขึ้น ผลสุดท้ายก็หิวน้ำเหลือเกิน
กินไม่ได้ต้องหยอดด้วยหลอดกาแฟ ต้องดูด ดูดก็ไม่เข้า
เวลาฉันเช้าก็ใส่เข้าไปข้าง ๆ เลยมานึกในใจ นึกถึงยายได้ เจ้าต้องเป็นเปรต
ปากเท่ารูเข็ม กินอะไรไม่ได้จริง ๆ ตั้ง ๕๐ วัน
นอกเหนือจากกินไม่ได้แล้ว พูดไม่ได้ด้วย จะกินอะไรก็ต้องป้อนเราต้องมาทรมานเป็นเปรต
ก็เลยนึกถึงคำยายว่าต้องเป็นเปรตเพราะไปกินข้าวที่ให้ไปถวายพระ


หลังจากที่อาตมากลับจากโรงพยาบาลแล้ว ๕๐ วันเท่านั้น
กลับมานึกในใจว่า เราต้องใช้หนี้โลกมนุษย์ก็เริ่มถมดินรอบวัด
ก็เริ่มสร้างหอประชุมนี้เพื่อจะอบรมต่อไป ตั้งใจไว้อย่างนั้น
ต้องใช้หนี้โลกมนุษย์ด้วยการเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
ในครั้งสุดท้าย นายชาญ กรศรีทิพา กับนายสุเมธ เตชะไพบูลย์
ทั้งสองท่านนี้ก็มาทำบุญรับขวัญให้อาตมา แล้วนำเอากระดาษที่มีตัวหนังสือมาด้วย แกก็เอากระดาษออกมาว่าจะเอามาอ่านให้เขาฟัง
ปรากฏว่าตัวหนังสือไม่มี มีแต่กระดาษเปล่า เดี๋ยวนี้ก็ยังเก็บใส่กรอบไว้ดูเป็นที่ระลึก





-ปลาดุกย่างเป็นเหตุ

“เฮ้อ! ราย นี้อาการหนักมาก ความจริงดวงชะตาจะขาดอยู่แล้วตั้งแต่เดือนก่อนโน้น มีคนจะมาดักยิงที่บ้านพักแต่ยิงไม่ได้ เพราะที่นั่นมีพระภูมิเจ้าที่แรง ท่านคอยคุ้มกันทำให้คนที่ไปดักยิงมันมองไม่เห็นตัว มันเลยยิงไม่ได้ ความจริงมันไปเฝ้าอยู่นอกรั้วบ้านหลายวัน ไม่มีโอกาสเห็นตัวโยมคนนี้ มันเลยเลิกล้มความตั้งใจ มิฉะนั้นดวงชะตาขาดไปแล้ว ยังมีหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์เป็นพระเก่าแก่ซึ่งแขวนอยู่ที่คอคอยคุ้มกันอยู่อีก องค์หนึ่ง ทำให้คนคิดร้ายทำอันตรายได้ยาก แต่ระยะนี้พ้นเคราะห์เหล่านั้นมาแล้วคงไม่เป็นไร หมั่นทำบุญสุนทานมาก ๆ หน่อย ปล่อยสัตว์มีชีวิตเช่น นก ปลา มาก ๆ ก็จะดี” หลวงพ่ออธิบาย

“ใช่ครับ ผมรู้ว่าตัวเองกำลังมีเคราะห์ ดวงไม่ดีก็พยายามปล่อยนกปล่อยปลามาตั้งแต่ปีที่แล้ว การปล่อยนกปล่อยปลาเป็นการช่วยชีวิตสัตว์ ไม่เห็นจะผิดบาปอะไรนี่ครับหลวงพ่อ”

“ถ้าเพียงเอาไปปล่อยนอกจากไม่บาปแล้ว ยังได้บุญอีกด้วย แต่เรื่องนี้มันไม่ยุติเท่านั้น มันยังมีเรื่องยืดเยื้อต่อมาอีกนะซี” พูดจบหลวงพ่อถอนหายใจใหญ่
“ยืดเยื้อยังไงครับ”

“คือหลังจากเอาเขาไปปล่อยแล้วโยมก็ไปจับเขามากินอีกนะซี ตอนนี้แหละที่บาปหนัก จวนจะแก้ไม่ตกอยู่แล้วรู้ไหม เท่ากับเราอธิษฐานเมื่อเวลาจะปล่อยเขาลงน้ำว่าจงไปอยู่เป็นสุขเป็นสุขเถิด เราปล่อยชีวิตเจ้าแล้ว เราช่วยชีวิตเจ้าให้ยั่งยืนต่อไปแล้ว เจ้าจงไปอยู่เป็นสุขเป็นสุขเถิด เจ้าเวรนายกรรมขอให้มารับส่วนกุศลในการปล่อยชีวิตในครั้งนี้ด้วย

เสร็จแล้วหลังจากนั้นไม่นานโยมก็ไปจับเขามากินอีก เท่ากับกลับคำสัตย์ อธิษฐานที่ให้ไว้แก่เจ้าเวรนายกรรม ทำให้เจ้าเวรนายกรรมเขาโกรธมาก เขาจึงอาฆาตพยาบาท โยมจึงต้องรับเคราะห์กรรมอยู่ขณะนี้ยังไงล่ะ นี่แหละที่อาตมาว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ อาตมาดูคนมาแยะ ๆ หลายต่อหลายคนไม่เคยพบเห็นเรื่องอย่างนี้เลย”

ข้าพเจ้าบอกหลวงพ่อเรื่องนี้ไม่จริง ข้าพเจ้าปล่อยนกปล่อยปลาเมื่อปีกลายจริง แต่เมื่อปล่อยลงน้ำลงคลองแล้วก็แล้วกันไม่เคยไปตามจับมากินอีก

“อาตมาไม่ได้ว่าโยมตั้งใจจะจับปลาที่ปล่อยสะเดาะเคราะห์มากิน แต่อาตมาหมายความว่า โยมกินปลาที่โยมสะเดาะเคราะห์เข้าไป จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ อาตมาไม่ทราบเหมือนกัน แต่สรุปว่าโยมกินเขาเข้าไปแน่ ๆ โดยปราศจากข้อสงสัย ลองไปนึกทบทวนดูให้ดีเถิด



“ปีกลายนี้ผมก็วิดบ่อหนหนึ่งแล้ว ตอนนั้นท่านยังเป็นผู้ว่าอยู่ ผมยังเอาปลาไปให้ท่านกินตั้งหลายตัว ท่านคงจะจำได้ตอนนั้นมีทั้งปลาดุก ปลาช่อน และปลาหมอ ท่านยังบอกว่าปลาดุกย่างอร่อยดี”

“ตายแล้ว ถ้าอย่างงั้นก็คงเป็นปลาดุกที่ผมเอามาปล่อยตอนที่ย้ายมาเป็นผู้ว่าใหม่ ๆ ละซี ปล่อยเขาแล้วเอาเขามากินอีก ยิ่งบาปกรรมหนักยิ่งขึ้น แล้วนี่ผมจะทำยังไงดี” ข้าพเจ้าบอกโกสุมด้วยความกังวลใจ

“แฮ่ะ แฮ่ะ ผมก็ไม่รู้จะว่ายังไง เพราะเห็นว่ามันเนื้อเหลือง ๆ ตัวโต ๆ ก็คิดว่าท่านคงชอบ ผมเองก็ไม่ทราบว่าท่านเอามาปล่อยไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ กินเข้าไปแล้วก็แล้วกันเถอะครับ เมื่อเราไม่เจตนาก็คงจะไม่บาปมากนัก” เขากล่าวปลอบใจข้าพเจ้า

“ไม่บาปกะผีอะไร หลวงพ่อท่านว่าแบบนี้บาปหนักมาก ต้องรับเคราะห์กรรมไปอีกนาน”





-พิกุลเทพสถิต

บ้านไหนสวดมนต์ไหว้พระ เอาใจใส่สวดมนต์ดีทั้งครอบครัว บ้านนั้นจะมีเทวดาเข้าไปสวดมนต์ สวดอะไร “มหาเมตตาใหญ่” บทใหญ่เลยเมตตาประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข
เทวดาบอกว่า ถ้าบ้านใครนะ มีเครื่องบูชาพระพุทธรูป สวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำเทวดาจะไปสิงสถิต


เทวดาพาลเป็นพวกชอบกินของสังเวย เวลาโจรจะปล้น จะต้องมีบวงสรวงมีหัวหมูไป เทวดาพวกนี้ชอบเข้าข้างพวกโจร

บอกคนเรามีเทวดาประจำวันเกิดทุกคน เทวดาวันเกิดออกไปเมื่อไรนะ เทวดาใหม่ยังไม่มา มักจะตาย

เทวดาก็จะไปสวดมนต์ตามบ้านเวลาตี ๑๒ แน่นอน เทวดายังบอกต่อไปว่า บ้านไหนเครื่องบูชาพระไม่สะอาด แล้วหน้าโต๊ะหมู่พระ คนนอนเกะกะอยู่ เทวดาจะไม่เข้าไปในนั้นแน่นอน บ้านไหนหมั่นสวดมนต์ เทวดาจะสวดมนต์ให้พรทุกคืน



เล่ม๒


- แม่กาหลง

คิดถึงดูว่าเหตุการณ์วันข้างหน้า วัดอัมพวันจะเจริญก้าวหน้าได้ จะต้องตั้งโรงครัว อาหารเป็นเรื่องสำคัญ บางทีแขกมาวัดไม่มีอาหารให้รับประทาน เพราะเป็นวัดที่อยู่ทุรกันดาร ป่าดงพงไพรมากมาย มีท่าน้ำเรือแล่นไปมาในลำแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นต้น

จะต้องหาบ้านสักหลังหนึ่ง เป็นบ้านของนายอำเภอเก่า ร้างไม่มีใครอยู่ บ้านหลังนี้หาคนซื้อยาก เพราะเหตุใดไม่ทราบ ถ้าเป็นคนอื่นเขาจะขาย ๕,๐๐๐ บาท ถ้าท่านต้องการจะเอาไปวัดอัมพวัน ก็ยินดีจะขายให้ในราคา ๓,๐๐๐ บาท
อาตมารู้สึกดีใจมาก แหมพอเหมาะกับเงินที่เรามีอยู่ที่ได้ตั้งใจไว้

“นี่พี่น้องทุกคนที่อยู่บ้านนี้ เจ้าของบ้านก็ดีนะ ที่อยู่ที่นี่น่ะมาอยู่ทำไมเล่า ไปอยู่ด้วยกันนะ ไปอยู่วัดอัมพวันไปเจริญวิปัสสนากรรมฐานที่วัดอัมพวันกันดีกว่านะ จะมาหลงอยู่ที่นี่ทำไมอยู่ในอบายเป็นเปตวิสัยไม่ดีแน่ ช่วยกันรื้อช่วยปลูกด้วยนะอาตมาจะเอาไปปลูกเป็นโรงครัว เพื่อทำอาหารถวายพระภิกษุสงฆ์องค์เณร และช่วยเลี้ยงพุทธศาสนิกชนที่มาวัด ให้ได้รับความสะดวกในการบำเพ็ญกุศลของเขาต่อไป” ก็รู้สึกสงบดีบ้านก็นิ่งเรือนที่โยนไปโยนมาหยุดทันที ก็เป็นเรื่องประหลาด

รุ่งขึ้นเช้าเริ่มปลูกเสร็จในวันเดียว มันก็เป็นเรื่องอัศจรรย์เหมือนกัน ก็เริ่มต้นด้วยคุณป้าหมากดิบ ภรรยาของท่านอดีตปลัดอำเภอเป็นผู้มีพระคุณต่ออาตมามาก อาตมาเคยไปอาศัยเรียนหนังสือพักอยู่บ้านคุณป้า
ในเวลากาลต่อมา อาตมาอุปสมบทแล้ว ก็ไม่เคยเจอคุณป้าเลย ไปพบเป็นชีอยู่ที่อำเภออินทร์บุรี อาตมาก็บอก
“แม่ชีป้าหมากดิบ มาอยู่ทำไมที่นี่เล่า” คุณป้าตอบว่า
“บวชชี บ้านช่องหมดแล้ว เขาโกงหมด หมดเนื้อประดาตัวหมดแล้ว”
นี่อาตมานึกถึงพระคุณที่ได้หุงข้าวให้อาตมาไปโรงเรียนยังไม่ลืมพระคุณอันนี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นญาติพี่น้องกัน แต่เป็นผู้อุปการคุณ จึงบอกคุณป้าไปอยู่ด้วยกันเถอะ อาตมาจะรับเลี้ยงจนกระทั่งชีวิตหาไม่ คุณป้าก็มาอยู่จึงได้อยู่เรือนที่ปลูกนี้ อาศัยเฝ้าบ้าง ไปเหนือมาใต้ คุณป้ามีลูกหลานมาก ก็ไม่ค่อยจะอยู่วัด

ถึงเวลาญาติโยมก็มาช่วยกันทำครัว ทำครัวแล้วก็กลับบ้าน ไม่มีใครเฝ้าหมู กะปิ หัวหอม กระเทียม ก็เก็บไว้ในที่กุฏิโรงครัวนี้ที่ได้ซื้อมา มีภรรยาภารโรง วันหนึ่งแม่บุญชูเวลากลับบ้าน ก็หอบหอมกระเทียมไปบ้าง หมูเหลือ ปลาเหลือ จากทำถวายพระก็เอาไป หอมกระเทียมก็เอาไป


วันหนึ่งเกิดอัศจรรย์ดลบันดาล ผีเข้าแม่บุญชู
“ พวกเรานี่บาปกรรมเหลือเกินนะนี่ เราบาปมาแล้วต้องเป็นเปรตอยู่ที่บ้านหลังนี้มา เรามากับบ้านหลังนี้ หลวงพ่อวัดอัมพวันเชิญมา ให้มานั่งเจริญวิปัสสนาที่วัดนี้เราก็ตามมา และช่วยท่านดูแลโรงครัวด้วย เราดูไม่ได้เลย ดูมาหลายวันแล้ว พวกเราทำครัวแล้วก็เม้มของวัด เอากะปิหอมกระเทียมติดไปบ้าน เอาปลาติดไปบ้านทุกวัน เราทนดูอยู่ไม่ได้จึงมาบอกเล่าเจ้า อย่าเอาไปนะจะเป็นเปรต เราเคยเป็นเปรตในบ้านหลังนี้มาแล้ว "

เพราะเราได้ผลกรรม ของเปรตผูกใจ อำนาจของโลภะ โทสะ โมหะ มันเกิดขึ้นในจิตผูกพัน สามีของเราเจ้าชู้มาก ชอบเที่ยวผู้หญิงยิงเรือมาก สามีของเราก็เจ้าชู้ตอนที่ข้าพเจ้าจะตายวิญญาณออกจากร่างไป ข้าพเจ้ามีอำนาจโลภะห่วงใยสมบัติ ห่วงใยสามีของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตายแล้ว วิญญาณจึงต้องอยู่ที่นี่ คือเรือนหลังนี้ ก็เป็นเปรต

แต่เราก็โชคดีเหลือเกิน ท่านไปซื้อบ้านหลังนี้มา ท่านก็บอกกับเราว่า อย่ามาอยู่บ้านหลังนี้เลย อย่ามาเฝ้าอยู่นี้เลยเปรตเอ๋ย แต่ท่านก็ไม่ทราบว่าเรานั่งอยู่ใกล้ ๆ ท่าน ที่บ้านหลังนั้นนั่นเอง ก็ตามบ้านนี้มา ช่วยท่านรื้อช่วยปลูกเสร็จ นี่เราเป็นเปรต ท่านทั้งหลายอย่าเป็นเปรตอย่างเราเลย มานั่งเจริญกรรมฐานกันเถิด” ได้ความว่าชื่อ “กาหลง”

และก็ผีแม่กาหลงบอกกับแม่ครัวว่า พวกเรานะมาทำครัวกันเฉย ๆ น่าจะนั่งสวดมนต์ไหว้พระเจริญกรรมฐานบ้างไม่มีเลย ทำแต่ครัวอย่างเดียว เจ้าก็ได้แต่ครัวไป กิจกรรมทางพระพุทธศาสนาทางวัดไม่มีเลย นี่ไม่สามารถจะปิดประตูอบายได้

“โยมพิน เจ้าของบ้านนี้ชื่อ กาหลงจริงไหม ผีจริงไหม”
โยมพินหัวเราะก้ากเลย “มีเจ้าค่ะ” อยู่ที่บ้านนั่นเป็นไข้ตาย กาฬขึ้นผุดกาย แต่ฉันไม่ได้บอกท่านเองแหละ เดี๋ยวท่านจะไม่ซื้อบ้าน

เวลากาลต่อมา แม่กาหลงก็แสดงอภินิหารเรื่อย ๆ มีคนมานั่งกรรมฐาน แกก็มานั่งด้วย แสดงภาพออกมาเป็นรูปธรรมเป็นรูปเห็นชัดแล้วพูดได้ด้วย
อาตมาขอยืนยันว่า

ผีก็เจริญกรรมฐานได้ ไม่จำต้องเป็นคน คนยังไม่สนใจ แต่ผีสนใจก็เป็นที่น่าอนุโมทนาก็เจริญวิปัสสนากรรมฐาน จิตมุ่งมาดปรารถนาเข้าสู่ภาวะกลับกลายจากเปรตกลายเป็นเทพธิดาได้
ไม่มีการปฏิสนธิในครรภ์แต่ประการใด เป็นอภินิหารของโอปปาติกะ ที่สร้างคุณงามความดี เกิดเป็นเทวดาก็ได้ เกิดเป็นเทพก็ได้ เป็นได้หลายอย่างโดยอภินิหารของบุญกุศลที่ตนได้สร้างมา นี่เป็นเรื่องการพัฒนาจิตของแม่กาหลง

ถ้าหากว่าเป็นหญิงใจเคียดแค้นกับสามี อาฆาตผูกพยาบาท ตายไปต้องเป็นผีดิบ จะไปกินเลือดของผู้ชายเรียกว่าผีดิบ ตายไปแล้วไปฝังแล้วไม่เน่า ขนงอกได้คิ้วงอกได้ เล็บงอกได้ทำนองนี้ แต่เราจะทำลายผีดิบก็ต้องเอาไปเผาเสีย

บางทีพ่อแม่ตาย ปู่ย่าตายายตาย บางคนบอกไม่ฝันเห็นเลย ไม่มีวี่แววเลย อย่างนี้ก็ทำบุญกันใหญ่ ข้อเท็จจริงไม่ใช่
ถ้าเห็น พ่อแม่ปู่ย่าตายายที่ตายไปแล้ว มาเห็นวอบ ๆ แวบ ๆ มาเห็นอยู่เสมอ นั่นแหละไม่ดีหรอกเป็นเปรตประจำบ้าน ด้วยอำนาจโลภะของคนที่ตาย ห่วงใยลูกหลาน ห่วงใยทรัพย์สมบัติ ตายแล้วอยู่ที่นั่น ไม่มีทางไปที่อื่นแล้ว เกาะอยู่ที่นั่น

อย่าไปเชื่อผีเจ้าเข้าทรง รัตนตรัยเป็นที่พึ่งทางใจ เป็นที่ยึดเหนี่ยวของเรา หมายความว่า พึ่งตัวเอง สอนตัวเอง นี่แหละรัตนตรัยเป็นที่พึ่งได้ สามารถเป็นเกราะเพชรป้องกันตัวได้ อันตรายจะไม่เกิดขึ้น ถ้าเรามีรัตนตรัยเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจ

ผีช่วยงานได้ช่วยอย่างไร
วันหนึ่งจำวันที่ไม่ได้ มีข้าราชการเจ้าหน้าที่มาตรวจเงินแผ่นดินตามจังหวัดอำเภอต่าง ๆ มาพักวัดอัมพวัน
อาตมาออกจากโบสถ์ดึกไป ก็มาดูเด็กของเรา ไม่มีใครอยู่เลย อีกคนหนึ่งบอกว่าหลวงพ่อเขาหนีไปดูมหรสพหมดแล้วทางจังหวัดสิงห์เขามีงานกัน

แต่ข้าราชการเจ้าหน้าที่ที่พักวัดก็กลับบอกว่า “หลวงพ่อไม่ต้องห่วงเขาเลี้ยงอย่างดีเลย อาหารอร่อยมากวันนี้น่ะ”
อาตมาถามข้าราชการที่มาพัก “ขอเจริญพรใครมาเลี้ยงคุณมีอะไรบ้าง เขาบอกยำเล็กยำใหญ่ แหม อาหารอร่อยมีกาแฟ โอวัลติน มีหลายอย่างเจ้าค่ะ”
เอ๊ะอาตมาก็นึกสงสัยว่าเด็กเราไม่อยู่ใครมาเลี้ยง ถามเขาว่า “ใครมาเลี้ยงคุณหรือ”
เขาก็ตอบว่า “รูปร่างสวย เป็นผู้หญิงผมยาว ลักษณะดำขำเอาอาหารให้ดิฉันรับประทานกันและมีกาแฟเรียบร้อย เขาก็ยิ้มตลอดรายการ เขาบอกไม่ต้องห่วง ยินดีต้อนรับเพราะเป็นแขกของหลวงพ่อที่วัดนี้ มาไม่ให้อดอยากปากแห้ง ขาดตกบกพร่องประการใดให้อภัยด้วย” เขาก็กลับพูดอย่างนี้ ก็ไม่ทราบว่าใคร

หลังจากนั้นเวลากาลผ่านมา เจ้าหน้าที่ที่มาพัก ไม่เคยมาอีกเลยจนทุกวันนี้ หายหน้าไปเลยก็ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด เขาก็ส่ายหน้าไปตาม ๆ กัน บอกเอ๊ ไม่ใช่ลูกศิษย์หลวงพ่อเลยนะ ขอดูตัวแล้ว ไม่มีใครแม้แต่คน ก็โดนกันหลายรายอย่างนี้น่ะ

อันนี้จะค้นเดาเอาเห็นจะไม่ยาก ส่วนใหญ่แม่กาหลงไปบริการหลายแห่ง และเขาก็เล่าอีกอย่างหนึ่ง ก่อนจะมาบริการได้กลิ่นหอมดอกไม้ หอมดอกมะลิ คล้ายดอกกุหลาบ อะไรทำนองนี้ แล้วก็จะโผล่ออกมา





-วิญญาณรายงานตัว

พอตายแล้วนายวิโรจน์เล่าว่า เขาตั้งสติของเขาดี เขาออกมายืนพิจารณาสังขารของเขา

อาตมาก็ถามว่า “พอตั้งศพแล้ววิญญาณไม่อยู่ตรงนั้นเหรอ” เขาบอกว่า “ไม่อยู่” บางทีเราก็เคาะโลงบอกว่า “แม่ออกมาพระจะสวด” “แม่ทานอาหารเสีย” ก็เคาะกันไป ดีเหมือนกัน กตัญญูรู้พระคุณ แต่ที่จริงแล้ววิญญาณออกมาหาได้อยู่ที่เรือนร่าง ไม่หรอกความจริงเป็นอย่างนี้

จิตนี้จะไปไม่ติดไฟแดง ไม่มีเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาถึงเลย อย่างโยมนั่งหลับตานึกถึงบ้านถึงเลย นึกถึงที่นอนเราถึงเลย นึกถึงครัวก็ถึงเลย
เหมือนอย่างโยมนั่งพักอยู่ที่นี่ จะไปที่หอฉันรับประทานอาหาร มันจะเลี้ยวตรงนี้หยุดตรงโน้นไม่ได้ มันจะถึงเลย นั่งเก้าอี้ตรงไหน ก็ถึงตรงนั้น มันเป็นแบบนั้นจริง ๆ

ผมขับมอเตอร์ไซค์เอาแฟนซ้อนท้าย ไปถูกรถชนและตายแล้ว.... อาตมาขอแทรกตรงนี้ ที่บอกว่าตายอยู่กลางถนนรถชน แล้ววิญญาณอยู่ตรงนั้น ไม่จริงเสมอไป คนที่จะอยู่เฝ้าตามถนนหนทาง คือพวกสัมภเวสี ไม่มีสติ คนที่ไม่ได้ฝึกอะไรไว้ ตายที่ไหนแล้วมักจะหาที่อยู่ไม่ได้ ไม่ได้สร้างบุญกุศลไว้ เรียกว่าสัมภเวสี ตัวตายด้วยอำนาจโลภะเป็นเปรต อสุรกาย ถ้าตายด้วยอำนาจโทสะ ส่วนมากเป็นโยมผู้หญิงเคียดแค้นกับสามีเรื่องชู้สาวเป็นผีดิบ ไปเที่ยวกินเลือดผู้ชาย สำหรับอสุรกายตายด้วยอำนาจโลภะ มันจึงจะเป็นสัมภเวสี มันจึงจะเฝ้าที่

ยกตัวอย่างค่ายบางระจัน นายจัน หนวดเขี้ยว ขุนสรรค์ พันเรือง เป็นต้น อย่าลืมนะที่ค่ายบางระจัน ตายด้วยอำนาจโทสะ กำลังรบพุ่งชิงชัย กำลังมีอำนาจโทสะต่อต้านกันเลยล้มหายตายเฮี้ยนมาก เมื่อสมัยก่อนนั้น ใครจะไปเอาไม้แดงที่วัดโพธิ์เก้าต้นไม่ได้นะ และน้ำสระหลวงพ่ออาจารย์ธรรมโชติ ใครจะไปตักไม่ได้ เอาไปใส่กา การะเบิดเลย และอีกดอกจันเก้าตรา ใครไปเอาต้องเอาไปคืน อาตมาก็เคยไปเอาแต่ไม่คืน เพราะอาตมาพูดกันรู้เรื่อง

“ผมได้ตายแล้ว” พระนั่งเลย เอาไม้กวาดวางพอได้ยินเสียง “ผมได้ตายแล้ว” ก็นั่งกัน ก็ดู เอ! ผีก็ไม่ใช่ ทำไมไม่ใช่ผี โยมอย่าเข้าใจผิดนะ ถ้าตาโบ๋แล้วมีมือใหญ่ ๆ นะเป็นผีโทรทัศน์
มาอยู่ในวัดนี้ไม่ต้องกลัวผีตาโบ๋ อาตมาก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นผีมั่งเหมือนกัน

“เอ้า งั้นพักตามใจชอบเถอะ ก็ชี้กุฏิไป”
เขาก็กราบ ๓ หน กราบเสร็จแล้ว ก็เอาเป้สะพายเดินออกไป เดินลอยไปบนพรมเลย เหนือพรม ๑ นิ้ว ไม่ถึงพื้น ที่น่าสังเกตคือ ตาคว่ำ แววตาไม่มี สังเกตง่าย ๆ ตาไม่มองตาเรา ยิ้มแห้ง ก้มมองพื้นเรื่อยเลย

นายวิโรจน์เขาได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมแล้ว สติเขาจึงดี อาตมาก็ถามเขาที่เขามานี้ว่า “ปวดมากไหม” เขาบอกว่า “หลวงพ่อ แวบเดียวผมไม่รู้เรื่องเลย และผมก็มายืนอยู่อย่างนี้แหละครับ

การเจริญวิปัสสนากรรมฐานนี่ไม่เฉพาะแต่มนุษย์ ผีก็เจริญได้ ยกตัวอย่างแม่กาหลง มาเจริญกรรมฐานที่วัด เดี๋ยวนี้ยังอยู่ด้วยนะ เขานึกจากคำว่า “เปรต” เป็น “เทพ” ได้เป็น “เทพธิดา” ได้ทันทีไม่มีการปฏิสนธิ อยู่ที่วัดนี้

เวลาประมาณเที่ยงคืน ขณะที่หลวงพ่อกำลังกล่าวปัจฉิมนิเทศปิดการอบรมและอนุโมทนา แผ่กุศลแก่ภูตผีปีศาจเจ้ากรรมนายเวรและผู้มีพระคุณ ขณะนั้นก็มีเสียงหมาหอน รอบอาคารหอประชุม หลวงพ่อกล่าวว่า “บัดนี้ภูตผีปีศาจทั้งหลายได้มารับส่วนบุญส่วนกุศลแล้ว เขามาอยู่รอบ ๆ หอประชุม วิโรจน์ก็มาด้วย เขายืนอยู่ข้างหลังประตู” เสียงหมาหอนดังมาก ไม่มีใครกล้าหันไปดูทั้งที่ประตูหรือหน้าต่าง เมื่อหลวงพ่อพูดว่า “บัดนี้ภูตผีปีศาจเขากลับไปกันหมดแล้ว” บัดนั้นเสียงหมาหอนก็เงียบลงทันทีราวกับปิดเครื่องเสียง





- ปาฏิหาริย์คุณนายละม้าย

“มีสติตัวเดียวสามารถทำอะไรได้ทั้งหมด”

ในกาลต่อมา พอลูกเข้างานได้บ้าง เรียนจบหลักสูตรบ้าง ยังเข้างานไม่ได้ คุณนายละม้ายก็เกิดมามีกรรม เป็นโรคมะเร็งที่ลำไส้ อาเจียนเป็นโลหิต ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดตลอดมา หมอบอกตายเดือนนี้แน่ ไม่ต้องผ่าตัด
คุณนายยังอยู่เรื่อยมาเพราะแกสวดพุทธคุณ และตั้งสติในสติปัฏฐาน ๔ ไว้มั่น

ผึ้งรักษาโรค

ในเวลากาลต่อมาเกิดมีอภินิหาร มีผึ้งมาเกาะที่บ้านรังใหญ่มาก แม่จะขออธิษฐานจิตลูกเอ๋ย แม่จะแผ่เมตตานะลูกนะ ไหน ๆ แม่ ก็ยังไม่ตายตอนนี้หรอก แต่มันปวดรวดร้าวแทบจะทนไม่ไหว แล้วก็สอนลูกว่าเวทนานี้มันเป็นเวทนาภายนอก แต่มันมีความเจ็บปวดร้าวเข้าไปถึงจิตใจ แต่เราต้องตั้งสติไว้ แม่จะขออโหสิกรรมหมด อย่าได้มีเวรมีกรรมกับใครเขา แกก็สอนลูกไปในตัว อย่าไปผูกพยาบาทต่อใครเขา เดี๋ยวกรวดน้ำไม่ถึงอุทิศส่วนกุศลให้ไป

บอกลูกเสร็จ แล้วตั้งสติอธิษฐานจิตพูดกับผึ้งว่า “จงมาช่วยดูดพิษมะเร็งให้ข้าหน่อย” พอคุณนายพูดจบผึ้งฝูงนั้นก็พากันบินมาเกาะที่ท้องดูดพิษมะเร็งให้แล้วก็ร่วงลงมาตายอยู่บนพื้นเรือนเป็นที่อัศจรรย์ยิ่ง
เป็นเวลานานร่วมปี อุจจาระและที่อาเจียนเป็นเลือดหายไป
นี่อำนาจของสติปัฏฐาน ๔ ทำให้เกิดเมตตา
ถ้าใครเจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้ขั้น ๑ ไม่ต้องไปพูดเรื่องยา ขั้น ๑ ได้เมื่อไรคนนั้นมีเมตตาสูง เมตตาเกิดเอง ทาน ศีล และภาวนาไม่ต้องไปตักบาตรทำบุญเสียก่อน ถ้าใครเข้าใจเจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้ อันดับหนึ่งมาแล้ว ทานเกิดเมตตาสงสารสัตว์ สัตว์จะไม่ทำร้าย เกิดขึ้นในจิตใจ จะไม่ริษยาใคร จะไม่ผูกพยาบาทใครต่อใครอีกแล้ว เกิดเมตตามาอันดับหนึ่ง


งูดูดพิษร้าย

วาระที่ ๒ เป็นเรื่องอัศจรรย์สำคัญยิ่ง มีงูเห่าหม้อ เกิดเลื้อยมา ตอนนั้นแม่ละม้ายแกเจ็บหนักปีที่ ๒ ปีที่หนึ่งนี่ผึ้งมาช่วย เหมือนอย่างพระธุดงค์เสือจะกินก็ไม่กิน ช้างจะทำลายก็ทำไม่ได้ เพราะอำนาจเมตตาของพระพุทธเจ้ามีอยู่ในจิตใจ คือสตินั่นเอง ถ้าหากว่าใครเจริญได้เมตตามาก่อนเป็นอันดับหนึ่งคือทาน เสียสละได้ด้วยความจริงใจ ไม่หวังผลตอบแทน มันจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

แม่จะให้งูมาช่วยดูดพิษแม่ ก็แผ่เมตตา มันก็วิ่งมาพันท้องแล้วแลบลิ้นเลียท้อง เรื่องจริงนะ เลียอยู่สักพักหนึ่งงูนั้นก็คลาย เลื้อยปราดออกไปลานบ้าน งูถึงแก่ความตายก็เอางูฝังไว้ เขาสงสัยว่างูนี่คงจะเป็นงูผี
แม่ละม้ายก็หาย งูที่ฝังไว้ เวลาผ่านไป ๓-๔ เดือน เขาก็ลองขุดดู ไม่มีหนังงูเลย ไม่รู้หายไปไหนเขาก็สงสัยว่าเป็นงูผี

รู้วันตาย

ปีที่ ๓ พอลูกเรียนจบหมด นี่สามารถอยู่ได้ ๓ ปี ที่หมอบอกว่าเดือนเดียวตายเมื่อปีก่อนโน้น พอลูกเข้างานหมดได้เรียบร้อย เรียกลูกให้บวช บอกว่า “แม่จะตายแล้วเดือนหน้านี่แล้ว เดี๋ยวจะไปฝากหลวงพ่อวัดอัมพวัน ฝากศพไว้ที่นี่” แกก็เดินทางมา บอกแม่ครัววัดอัมพวันบอกให้ช่วยในงานศพ คนบ้านเหนือบ้านใต้รู้จักกันบอกให้มาทำบุญที่นี่ มาเผาฉันด้วยนะฉันจะตายแล้ว ไม่ต้องแจกการ์ด อาตมาว่าดีไม่เปลืองการ์ด





-วิปัสสนา แก้กรรม

กล่าวถึงนางไกร พัฒนทายาท ทำงานอยู่ที่สำนักงานไร่ยาสูบเพชรบูรณ์ ผู้จัดการคนใหม่กับรองผู้จัดการไม่ถูกกันอย่างแรงเลยทีเดียว นายไกรก็ทำบัญชีโกงหรือไม่โกงเราไม่รู้ ก็ได้ความว่าผู้สอบบัญชีมาตรวจพบว่าผู้จัดการทุจริตในหน้าที่ จะบอกให้การตามจริงก็เป็นการที่จะต้องแฉผู้จัดการผู้มีพระคุณและเป็นเจ้านาย ถ้าเราจะให้การโดยเล่ห์กระเท่ห์เพทุบาย ก็เป็นการโกงรัฐบาล”
ี้ ในที่สุดนายไกรตัดสินใจตาย

นายไกรก็มาคิดว่า เอ! เราจะมากินยาตายคิดสั้น ๆ อย่างนี้หรือ อย่าเลย! เราจะไปหาสำนักวิปัสสนา ก็เล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนอวสาน เล่าให้อาตมาฟัง เรารู้เรื่องเขาหมดแล้วก็บอก “เอาอย่างนี้แล้วกัน อยู่ ๗ วัน รักษาศีล ๘ เดี๋ยวนี้” ก็ให้นั่งในโบสถ์ นั่งเสร็จแล้วก็ให้แผ่เมตตา

เราเป็นผู้มีกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ จะให้การตามจริง เจ้านายก็จะติดคุก จะให้ความไม่จริงก็เป็นการโกงรัฐบาล ข้าพเจ้าจะขอบวชเจริญวิปัสสนากรรมฐาน แต่ไม่ได้บวชพระอย่างนี้ นุ่งขาวห่มขาวแล้วก็รับศีล ๘ แล้วนั่งเจริญกรรมฐานแผ่เมตตาออกไปให้กรรมการผู้สอบสวน และเจ้านายได้ทราบด้วยญาณวิถี” ขอให้ท่านมีความสุขความเจริญ และขอให้ผู้จัดการของข้าพเจ้ามีความสุข ขอให้รองผู้จัดการที่หาเรื่องหาราวเป็นความจริงนั้น ขอให้มีความสุข ความเจริญ แผ่เมตตา ถ้าหากข้าพเจ้าเจริญวิปัสสนากรรมฐานได้ครับถ้วนขบวนการแล้ว ขอให้บุญกุศลจงช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด ทำอย่างนี้ทุกวันเลย

วันที่ ๖ ร้อนถึงเจ้านายทันที เจ้านายที่กรุงเทพฯ ก็โทรเลขด่วนเลย บอกว่าให้นายไกรมาพบโดยด่วนทีเดียว เขาก็ได้มาส่งข่าวทางบ้าน ภรรยาเขาก็ไม่รู้จะไปตามที่ไหน ทราบแต่มากรุงเทพฯ ก็มีลุงคนหนึ่ง นั่งวิปัสสนาและขออธิษฐานจิต ให้กุศลดลบันดาลให้พบหลายเขยให้จงได้

ทำให้เกิดสังหรณ์ในใจ เสร็จแล้วก็เดินทางไปทางท่าโพธิ์เที่ยวถามเขาเรื่อยไป สิงห์ สิงห์
ตาคนนี้ก็ลงมาร้านกาแฟร้านเดิม และก็ถามร้านกาแฟว่า เมื่อ ๗ วันก่อนโน้น มีคนมาแถวนี้บ้างไหม รูปร่างอย่างงั้น อ๋อ มี มี มี บอกเลย พอมาถึงนายไกรน้ำตาร่วงเลย ดีใจมาก ก็มากราบและเล่าให้อาตมาทราบว่า เจ้านายให้มาตามด่วนภายใน ๗ วันนี้ ถ้าไม่ไปพบมีคดี ให้ไปพบให้ได้ นายไกรก็ได้นั่งเจริญกรรมฐาน บอกเป็นความจริงแล้วที่เราได้มานั่งเจริญวิปัสสนา ๗ วัน สามารถแก้กรรมของเราได้สิ้นสุดอย่างแน่นอน มั่นใจเหลือเกิน
แล้วก็กราบเรียนให้อาตมาทราบว่า “หลวงพ่อครับ ถ้าผมกลับไปนี้งานการได้ดิบได้ดีเข้าอย่างรูปเดิมแล้วผมจะทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ๗ วัด และก็เลี้ยงเช้าเลี้ยงเพลพระ ๗ วัน แล้วผมจะนิมนต์หลวงพ่อไป”

นายไกรให้ทำงานได้ตามเดิม เพียงถูกตัดเงินเดือน ๒ ขั้นเท่านั้นเอง ต้องนั่งวิปัสสนาผ่านดาวเทียมจำไว้ ดาวเทียมคือรวมพลังสติไว้ ถ้าเราใช้สมาธิอย่างเดียวแผ่ไม่ออก นั่งแต่สมถะมีสมาธิอย่างเดียว ไม่มีสติสัมปชัญญะ...สมาธิสัมปชัญญะรู้ตัวเป็นของวิปัสสนา แล้วจึงแผ่ออก





-ประวัติการสร้างพระพุทธแก้วสารพัดนึก

(หลวงพ่อดำ)


ในวันเททองเป็นวันที่มีพายุดีเปรสชั้นเข้าภาคกลางฝนยังตกหนัก แต่บริเวณพิธีหล่อกลับไม่มีฝนตกมีแต่ท้องฟ้ามืดครึ้ม เมื่อเททองเสร็จฝนจึงได้ตกลงมาเทใหญ่ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการหล่อ

อาจารย์กิ่งแก้ว ได้รับมอบมาจากเจ้าหน้าที่ศึกษาธิการผู้หนึ่ง ในเขตตอนเหนือสุดของจังหวัดเชียงใหม่ โดยได้มาจากในถ้ำ เข้าใจว่าองค์พระจะถูกพม่านำไปในยุคสงคราม

เป็นพระเชียงแสนทรงเครื่องสิงห์สามประยุกต์ทวาราวดีเป็นพระที่พระมหากษัตริย์สร้างไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องถือเป็นของสูง จึงไม่แพร่หลาย

ในส่วนของผู้เขียนเองก่อนที่จะถึงวันเททอง ๒ วัน ผู้เขียนได้ถูกโจรกรรมรถยนต์ปิคอัพโตโยต้าพร้อมแร่ดีบุกบรรทุกอยู่ในรถราคาสองแสนบาทเศษ จึงตัดสินใจไปจุดธูปบอกพระรัศมีที่จะนำไปหล่ออีก ๒ วันข้างหน้าว่า หากท่านศักดิ์สิทธิ์จริงก็ขอให้ได้รถและแร่คืน

ในวันรุ่งขึ้นผู้เขียนได้เดินทางไปพบหลวงพ่อ ได้เล่าให้ท่านฟังถึงเหตุการณ์รถพร้อมแร่ถูกขโมย ท่านนั่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่งจึงได้เปิดเผยออกมาว่า วันหนึ่งในขณะที่ท่านนั่งกรรมฐานอยู่ได้เห็นผู้เขียนเดินไปหาท่านสภาพคอขาด แต่ตรงท้องพูดได้ ยมทูตก็บอกถึงเวลาแล้ว ท่านจึงนึกว่าอย่างไรเสียผู้เขียนก็ต้องหมดวาระจากโลกมนุษย์ไปแน่ แต่ครั้นผู้เขียนรับว่าจะเป็นเจ้าภาพในการหล่อพระท่านจึงโล่งใจว่าอย่างไรก็ได้ต่ออายุไปได้ควรจะหมดกันแล้ว ไม่ควรจะต้องมาพบกับเหตุการณ์นี้ ท่านจึงได้ให้คำแนะนำให้ผู้เขียนทำใจให้ดี ๆ ไว้ เมื่อหล่อพระเสร็จก็จะได้รถคืน แล้วถวายพระแล้วก็จะได้แร่คืน

เมื่อพิธีหล่อพระผ่านไป ประมาณหนึ่งสัปดาห์ผู้เขียนได้รับโทรศัพท์จากตำรวจนครบาลว่า มีรถทะเบียนตรงกันกับที่ผู้เขียนได้แจ้งความไว้ เมื่อสำรวจทรัพย์สินดูทุกอย่างในรถอยู่ครบ เว้นแต่แร่ดีบุกราคาสองแสนเศษที่หายไปเท่านั้น

ก่อนถวายพระ ได้มีผู้หญิงโทรศัพท์มาตามคนขับรถเก่าผู้หนึ่งที่บ้าน ึได้ตรวจสอบเลขที่บ้านและตามไปพบ แกล้งถามไปว่าคนขับรถผู้นั้น นำของมาฝากไว้ยังอยู่หรือเปล่า เจ้าของบ้านเป็นหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันกับคนขับรถ ได้ยอมรับว่า นายต็อก อดีตคนขับรถได้นำแร่ดีบุกมาฝากไว

ทำไมจึงต้องโทรศัพท์ไปหานายต็อกผู้นี้ เจ้าของบ้านได้เล่าว่า นายต็อกนี้เป็นเพื่อนเรียนหนังสือร่วมชั้นโรงเรียนเดียวกันมาในสมัยชั้นมัธยม ได้นำของมาฝากไว้บอกว่าโกดังเก็บของน้ำท่วม ขอฝากของไว้ชั่วคราว พอวันรุ่งขึ้นเวลาประมาณสามทุ่มได้ย้อนกลับมาขนของไปพร้อมกับชายจีน ๒ คน เธอสงสัยว่าตอนมาขนนั้นได้มีการต่อรองราคากัน จึงเป็นที่สงสัยประกอบกับนายต็อกได้บอกกับเธอว่าจะมาพบเธออีกในวันสองวันนี้ เธอตั้งใจจะต่อว่า ว่านายต็อกนำของอะไรมาฝากกันแน่ เพราะบ้านหลังนี้บิดาได้ซื้อไว้สำหรับให้เธอและน้อง ๆ อยู่เรียนหนังสือกลัวจะรู้ไปถึงบิดา ก็รอมานานพอสมควรจึงไปค้นสมุดพบเบอร์โทรศัพท์ของนายต็อกเข้า จึงได้โทรไปตามพร้อมกับเสริมอีกว่าหากไม่โทรไปจิตใจกระวนกระวายอย่างไรพิกล

เมื่อผู้เขียนได้ตรวจสอบเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ผู้ซื้อแร่คือใครจึงได้รอให้งานถวายพระผ่านไปก่อน จึงไปพบนายตำรวจที่ได้แจ้งความ และพาไปบ้านเถ้าแก่ที่รับซื้อแร่ไป ตัวเถ้าแก่ไม่อยู่ร้าน คงอยู่แต่ภรรยาจึงได้ทำการค้นบ้าน พบแร่ดีบุกอยู่ ภรรยาเถ้าแก่จึงได้ขอร้องอย่าได้เอาเรื่องกับสามีตน โดยยินยอมชดใช้ค่าเสียหายตามราคาของให้ทั้งหมด

ต่อมาผู้เขียนได้ทราบว่า จ่าอำนวย หัวหน้าทีมหล่อพระเป็นมะเร็งที่อกระหว่างนมทั้งสองข้าง และได้เสียชีวิตในเวลาถัดมา จ่าอำนวยผิดสัจจะวาจากับหลวงพ่อดำไว้ โดยการไปหล่อองค์ท่านเพิ่ม และไปจำหน่ายให้ร้านของเก่า




Create Date : 03 ธันวาคม 2552
Last Update : 7 มิถุนายน 2554 13:27:15 น. 46 comments
Counter : Pageviews.

 
เล่ม๓


-สัญญาณมรณะ

สัญญาณแห่งมรณะมันจะบอกล่วงหน้า แต่เราก็แก้ไม่ได้ เราก็ต้องตายตามนั้น บางคนก็แก้ได้ถ้าเชื่อฟัง เรื่องกรรมแห่งนิมิตของมรณะ นิมิตแห่งความตาย ถ้าเราเชื่อเราก็แก้ได้ ถ้าเราไม่เชื่อเราก็แก้ไม่ได้ มันอยู่ที่คนเชื่อ

“เสียใจเรื่องอะไร เล่าให้ฟังซิ” เขาก็เล่าบอกว่า
“เมื่อคืนฝันร้าย มีนายนิรบาล แต่งตัวผ้าแดง โพกศีรษะมา ๔ คน จะเอาตัวผมไป ดึงแขนดึงขาใหญ่เลย ผมบอกยังไปไม่ได้ ลูกยังเล็กอยู่” ก็เลยตกใจตื่น เสียใจ

คืนที่สองฝันซ้ำอีก บอกว่าต้องเอาตัวไปให้ได้ ถือบัญชีมากางแล้ว ต้องเอาไปนะ เขาสั่งให้เอาตัวไปให้ได้ในวันนั้น กรู่ก็ขอร้องไว้ ขอร้องอย่างไรก็ไม่ได้ เขาบอกมีบัญชี นายกรู่ไม่ยอม ในเมื่อไม่ยอมเช่นนี้แล้วก็ตกใจตื่น

คืนที่สามฝันอีก ฝันว่า ๔ คนมาแล้ว ถือบัญชีมาด้วยบอกว่า “กรู่ รู้ไหม ที่เขาให้เอาตัวเจ้าไปเพราะเหตุใด”

“ตอนที่เรือล่ม ลูกสาวคนหัวปีของเจ้า ยังอยู่ในท้องใช่ไหม นี่จนลูกจะแต่งงานอายุ ๒๔ ปีแล้ว เจ้าพูดว่าจะบวชทำไมไม่บวช นี่เสียสัจจะ เป็นกฎแห่งกรรม เจ้านายเขาให้เอาตัวไปในวันนี้ให้จงได้”
อีกคนหนึ่งตาโปน นุ่งผ้าแดงใส่เสื้อแดงโพกผ้าสีแดง มีผ้าห้อยคอสีขาว มีความสงสารนายรู่บอกว่า “กรู่เอ๋ย เอาละข้าสงสารเจ้า ลูกยังเล็กนักเอาอย่างนี้ได้ไหม ภายใน ๒ ปีนี้ บวชเสีย เจ้าบวชภายใน ๒ ปีนี่ได้ไหม บวชเสียจะได้ไม่เอาไป”

กรู่ก็บอกว่า“บวชไม่ได้ครับ หลวงพ่อผมก็บวชไปองค์หนึ่งแล้ว เป็นสมภารมีลูกชายคนเดียวคือผมเท่านั้น ผมไปบวช เขาจะหาว่ามาอาศัยข้าววัดกิน กำลังทำมาค้าขาย” เขาบอกว่า
“ตามใจนะ ไม่ได้ว่าอะไรนะ ต้องบวชเรียนภายใน ๒ ปีนี้ ถ้าไม่บวชตายนะ รถชนคอหักตายนะ ถ้าบวชแล้วคงไม่ขับรถ จะเอาอย่างไรกันแน่” แล้วก็ตกใจตื่น
เขาก็ร้องไห้มาหาอาตมา เล่าให้อาตมาฟัง อาตมาฟังแล้วก็จด บอกว่า “กรู่ บวชเถอะ” อยู่ต่อมาได้ ๑ ปี ก็ไม่บวช ขับรถให้อาตมาตลอดรายการ
ต่อมานายกรู่ฝันว่า มันปวดที่ตับ ปวดในปวดนอกจะตาย ทำนองนี้เป็นต้น แต่แล้วมันก็เป็นจริงขึ้นมาตามลำดับ


เหลือไม่กี่วันจะแต่งงานลูกสาว นายกรู่ฝันอีก บอกว่า เจ้ามีลูกจะแต่งงานแล้ว อายุ ๒๔ ปี เจ้าก็คงจะเป็น ๔๘ เจ้าจะต้องตาย ตายอย่างอเนจอนาถ เพราะเสียสัจจะ ที่บนบานสานกล่าว
วันนั้นเป็นวันครบ ๒ ปีตามที่ยมทูตบอกไว้ พอบ่ายสองโมง อาตมากลับจากงานสักประเดี๋ยว เจ๊ลี้ ร้านช่างทองที่สิงห์บุรี มาบอกอาตมา
“ลูกน้องของฉันไปนครสวรรค์มา เห็นรถนายกรู่คว่ำที่มโนรมย์ คอหักตาย ลูกน้องฉันเขายังไปช่วยเลย คนอื่นไม่เป็นอะไรเลย”
ก็ได้ความว่าขับรถไป มีผู้หญิงซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ขับตัดหน้า จะให้รถคว่ำ จะได้เก็บข้าวเก็บของ นายกรู่เห็นผู้หญิงขับรถก็ชะลอ แล้วก็บึ่งแซง รถมอเตอร์ไซค์ก็ตัดหน้า นายกรู่เบรคเต็มที่ โผล่ศีรษะออกมาบอกคนข้างหลัง บอกให้ระวัง เลยรถคว่ำทับคอหัก ตายคาที่ คอหมุนได้เลย ครบสองปีพอดี ตรงกับวันที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ ตรงกับความฝัน และต้องตายอย่างนี้ด้วยนี่แหละเสียสัจจะ คนเสียสัจจะมักจะตายแบบนี้ทั้งนั้น หรือมิฉะนั้นล้มหัวฟาดน็อคพื้นตาย มีหลายรายดังที่กล่าวนี้


มีบางท่านก่อนถึงแก่กรรมสามารถรู้เวลา รู้วัน รู้เดือนของการมรณกรรมได้ก็มี โดยมากท่านเหล่านี้ มีจิตมั่นคงไม่หวั่นไหว เพราะรู้ความจริงของสังขารและกฎของธรรมชาติ ส่วนมากท่านเหล่านี้ ได้สร้างสมบุญแต่อดีตชาติ หรือได้สะสมบุญบารมีในชาติปัจจุบันไว้มาก ท่านที่เป็นนักปฏิบัติธรรม หรือท่านที่มีจิตมั่นคงในพระพุทธศาสนา ได้บำเพ็ญกุศลอยู่เสมอ มีการสวดมนต์ ให้ทานอยู่เป็นนิจ มีการเจริญวิปัสสนากรรมฐานเป็นประจำ จะไม่มีความหวาดหวั่นแต่อย่างใด


ทุกคนมีสัญญาการเกิดการตายมาแล้วทั้งนั้น ทุกคนจะต้องเป็นไปตามสัญญาที่กำหนดไว้



-พระญวณแก้กรรม

วิปัสสนากรรมฐานแก้กรรมได้อย่างไร กรรมเก่าต้องใช้หนี้ทั้งนั้น แต่เรื่องใหม่นี่เราคงไม่ได้ทำกันอีก คนที่สร้างกรรมไว้แล้ว เมื่อสำนึกได้รับผิดได้ก็ต้องยอมรับใช้กรรม ไม่มีอะไรที่จะแก้ได้ ต้องใช้ทั้งนั้น ต้องใช้กรรม ไม่ใช่บุญบาปล้างกันได้นะ


นายบัวเฮียว เป็นชาวญวณ เดิมทำงานรับจ้างฆ่าวัวฆ่าหมู
เริ่มหมดกรรม วันหนึ่งเขาจะถึงบุญกุศล จะหมดเวรหมดกรรมของเขา เขาก็เดินกลับไปที่พัก ก็ไปเจอพระธุดงค์องค์หนึ่งปักกลดอยู่ ตักน้ำถวายท่าน พระท่านก็แนะนำบอกว่าไปหาอาชีพอย่างอื่นเถิด เป็นบาปเป็นกรรมเหลือเกินนะ รุ่งเช้าขอลาออกจากเถ้าแก่ ไปบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา


บวชแล้ว ก็ไปศึกษาเรื่องวิปัสสนา เดินธุดงค์ไปตามสภาพ ๑๐ กว่าปี แล้วเจริญอานาปาณสติ พุทหายใจเข้า โธหายใจออก ทำมาโดยมีสมาธิคร่าว ๆ ดิ่งเข้าไปโดยเอกัคตารมณ์ เวลานั่งแล้วจะเห็นหมูเห็นแต่วัวแต่ควายที่เคยฆ่า มันทำให้สำนักสมัญญาในจิตใจเศร้าหมองตลอดเวลา ไม่สามารถจะแก้ได้

นิมิตเกิด
วันหนึ่งท่านเกิดนั่งสมาธิเกิดนิมิตขึ้นมา จิตสบายก็เกิดนิมิตว่า “นี่คุณจะแก้กรรมเอาไหม ที่คุณทำบาปทำกรรมเอาไว้นี้คุณยังแก้กรรมไม่ได้เลย” “ทำไมจะแก้กรรมได้” ถามตามนิมิต ๆ ก็เปิดฉากขึ้นมาว่า “วันที่ ๑๖ เขาจะเปิดอบรมนักศึกษากันที่วัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี”
แล้วฉากที่สอง ก็เปิดออกมา “รูปร่างวัดเป็นอย่างนี้ ให้เดินทางมาโดยด่วน แล้วพระคุณเจ้าจะแก้กรรมได้” จากการเจริญวิปัสสนากรรมฐานดังที่กล่าวแล้ว แล้วรูปร่างสมภารเป็นอย่างนี้ ๆๆ ว่าอย่างนี้

กรรมแสดง
คืนที่ ๒ แสดงอภินิหารแล้ว คือร้องเป็นหมู เป็นวัว เป็นควายหมดเลย ร้องมาชนเสากุฏิแล้วชนเสาต้นสัตบรรณหัวร้างข้างแตกเลือดไหลออกมา แล้วทีนี้ก็มัดเป็นหมู นอนงอเป็นหมู แล้วร้องอี๊ด ๆ ร้องอย่างหมูเลย แล้วเลือด
กำหนดสติแก้
พอได้สมาธิพลสมาบัติแผลไม่มีที่คอนี่ แล้วเลือดหายไป และศีรษะที่เป็นแผลก็หายไปทันที มันเป็นเรื่องแปลกอยู่เหมือนกัน
อย่าลืม อย่าทิ้งเวทนา โยมต้องสู้ ถึงจะรู้ ตัวกรรมที่รู้จากเวทนาคือตัวทุกข์ถึงรู้ว่าตัวเองทำอะไร ถึงจะรู้กัน อย่างทหารมาอบรม นั่งเวทนาได้ก็กำหนดได้ แสดงออกแล้ว พร่ำ ๆๆ เดินรอบวัดเลย เสียอกไม่ฆ่าเขาหลายศพ มันมาปรากฏในเวทนาทันที

บางคนไปฆ่าผักฆ่าปลามา ปวดแข้งปวดขา
มีนักศึกษาเคยมาที่นี่ เวลาปฏิบัติบอกปวดจะตายแล้วเจ้าข้า เลยบอกให้กำหนดเวทนา กำหนดหนักเข้า ๆ เคยไปหักขาเขียดขากบตอนเป็น ๆ เอามาทำอย่างนั้น ๆ เขาเล่าละเอียด พอรู้เรื่องว่าตัวทำกรรมมาแล้วกำหนดและแผ่เมตตาแล้วหายทันที ๆ และจะไม่ปวดแข้งปวดขาอีก

เวทนาสำคัญมากนะ จับให้ได้กำหนดให้ได้ บางครั้งมันเป็นกรรมวิธีในตัวเองที่เราไปทำเขาไว้ กำหนดไว้ให้หายโดยสติสัมปชัญญะ โดย สติปัฏฐาน ๔ และการกำหนดอย่างนี้ พระบัวเฮียวเวลากลับไปถึงบ้านรื้อที่ ชวนญาติโยมไปสร้างวัด ญาติโยมนุ่งขาวปฏิบัติวิปัสสนา เจริญสติปัฏฐาน ๔ ท่านก็เลยเลิกใช้พุทโธ ใช้เวทนากำหนดเป็นการใหญ่ เป็นการแก้กรรมของเวทนาทุกขเวทนาที่เราทำไว้

นี่คนลืมนึกกฎแห่งกรรมไม่ได้ เข้าไปประสบทุกข์มีเวทนาวิปัสสนาสติปัฏฐาน รู้กรรมตอนเวทนา นั่งสบายไม่รู้หรอกว่าทำกรรมอะไรไว้
ขอฝากเทคนิควิธีปฏิบัติไว้ด้วย ถ้าทนต่อเวทนาไม่ได้เลย เลิก ๆ โยมจะรู้กรรมแล้วใช้กรรมไม่ได้ ต้องตอบปฏิเสธกันเรื่อยไป

นายจ่าคนนี้บอกหลวงพ่อ ผมรู้แล้วผมเสียใจมาก แล้วก็เอาหัวไปชนกับลูกกรงนี่บ้าง เสียใจมาก ตี ๔ พังประตูไปเลย คอกกรรมฐานพังเลย นี่เป็นภาพกฎแห่งกรรมต้องระวัง เพราะฉะนั้นการปฏิบัตินี้ บางอย่างมันท้อมันถอย อย่าม้วนเสื่อหนี

เพราะฉะนั้น พวกญาติโยมในระดับวิทยากรที่จะไปสอนเขา ต้องควบคุมดูแลไว้ก่อนนะ ถ้าคนไหนมีกรรมมากต้องควบคุมให้มาก เดี๋ยวมันแสดงฤทธิ์อย่างนี้ ถ้าคนไม่เคยสร้างกรรมมาไม่เป็นไร ๆ เลยนะ ถ้าคนไหนสร้างกรรมไว้ในอดีตชาติหรือในปัจจุบันนี้ต้องควบคุมให้ดี หนีได้ง่าย ฟุ้งซ่านได้ง่าย บ้าบอคอแตกไปก่อนบ้างก็ไปชนโน่นชนนี่ โดดโน่นโดดนี่ อะไรไปอย่างนี้นะ นี่กรรมชัดต้องใช้เขา

ประสบการณ์จากการอบรมพัฒนาจิตใจ
เพื่อน ๆ คุยกันเสียงดังรบกวนแม่ชีมาก หลายคนไม่ยอมทำตามทำสอนที่ว่า กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย และทำความเพียรมาก ทั้ง ๆ ที่ทุกคนสมัครใจมากันเอง

ส่วนดิฉันทำตามอย่างเคร่งครัด ตัวอย่างเช่น ให้เดินช้า ๆ เหมือนคนไข้ แล้วไปนั่งเฉย ๆ ไม่ขยับเลย แม้ขาชาก็ให้กำหนดว่า ชาหนอ ๆๆ ในใจ กำหนดไปเรื่อย ๆ แล้วจะคลายไปเอง ดิฉันไม่เชื่อจึงลองทำตามดู อาการชาหายไปจริง ๆ ศรัทธาเริ่มมากขึ้น

แต่ปัญหาของดิฉันคือ นอนตื่นสาย ไม่สามารถบังคับตัวเองได้ หลวงพ่อบอกว่าทำสมาธิแล้วนอนกำหนด อยากตื่นเวลาใด ตื่นได้โดยไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุก
นอนหลับสบาย ไม่ฝันร้ายเหมือนนอนอยู่บ้าน แม้จะนอนน้อย ก็ไม่ง่วง
สติปัฏฐาน ๔ ปิดอบายภูมิได้


สรุปได้ความว่า การที่ฆ่าตัวตาย ผูกคอตาย ญาติพี่น้องทำบุญให้ไม่ได้ผลแน่ ต้องเจริญวิปัสสนากรรมฐานแผ่ส่วนกุศลจึงจะได้รับผล

เพราะผีมาบอกอย่างนี้

ญาติโยมผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่าน ถ้ามีเวทนาต้องสู้ กำหนดให้ได้ ปวดท้อง ปวดขา หรือปวดตรงไหน ปวดหนอ ตายให้ตาย เดี๋ยวท่านจะเห็นกรรม เมื่ออดีตชาติท่านทำอะไรไว้ท่านจะโล่งใจ จะได้แก้กรรมด้วยการแผ่เมตตา อโหสิกรรม นี่กรรมฐานแก้กรรมอย่างนี้
บางทีเรามีเวทนาหน่อยเลิกเลย ไม่รู้จะแก้อย่างไร ครูอาจารย์เขาบอกกำหนด ปวดหนอ ๆ

คนที่เป็นหนี้เขา ยังใช้หนี้ไม่หมด สร้างความดีไม่ขึ้นหากินไม่ขึ้น บางคนหาเงินโดยค้าขายร่ำรวยจริง แต่เก็บไม่อยู่ ทำอย่างไรก็ไม่อยู่ ไม่รู้ไหลออกไปทางไหนหมด
อาตมาก็ดูให้ บอกให้มานั่งกรรมฐานเสีย แก้กรรมนี้ ก็ได้ความว่าสร้างเวรสร้างกรรมมามากยังใช้ไม่หมด พอใช้เวรใช้กรรมหมด อโหสิกรรมแผ่เมตตา บำเพ็ญกุศลเสร็จเรียบร้อย ทีนี้เงินเก็บอยู่ละ เป็นเศรษฐีได้

นี่กลายเป็นคนมีเงินมีทองไปแล้ว นี่แหละใช้หนี้ใครไม่หมดไม่เจริญหรอก ทำไม่ขึ้น คนนั้นไม่มีบุญ ไม่มีวาสนา เขาจึงทำยาก

บางคนหาเงินหาทองร่ำรวยจริง ๆ ได้มาเก็บไม่อยู่ ต้องไหลออกไปจนได้ มีเรื่องให้ไหลออกไป ก็เพราะเราใช้กรรมไม่หมด มันต้องใช้กรรมอยู่ตลอดไป อย่าไปเสียใจ



เล่ม๕


-นิมิตของลูกสาวนายพลลี

จำไว้ ผู้ที่คิดร้ายต่อผู้ที่มีพระคุณ ต่อให้คิดการอันใดก็ไม่มีทางสำเร็จ เพื่อความสบายใจให้กลับไปปฏิบัติกรรมฐาน ลูกจะได้พบกันพระที่ดี อย่าลืมแผ่เมตตาแก่ผู้ที่คิดร้ายต่อเรา อย่าผูกจิตพยาบาท แล้วเขาจะแพ้ภัยแก่ตัวเอง”




-ประสบการณ์ที่วัดอัมพวัน

สังเกตดูตัวเองว่า ถ้ากระวนกระวายใจมาก มันยิ่งปวดมาก ก็เลยเปลี่ยนวิธีใหม่ เลยนั่งดูเฉย ๆ พยายามสะกดกลั้นความปวดไว้ มันอยากปวด ปล่อยให้มันปวดไป ต้องทนให้ได้ เพราะหลวงพ่อบอกว่า ถ้าผ่านจุดปวดไปได้แล้ว ต่อไปจะไม่ปวด กว่าจะผ่านจุดปวดไปได้ใช้เวลาเป็นปีเลย ถ้าไม่มีความเข้มแข็งอดทนและไม่มีสัจจะแล้ว ชาตินี้ทั้งชาติจะไม่มีทางผ่าน

หลังจากนั้น ดิฉันก็ให้สัจจะว่า จะทานอาหารมื้อเดียว คือตอนเพล ตัดมื้อเช้าออกไป ทำให้มีเวลาปฏิบัติได้มากขึ้น เพราะไม่ต้องกังวลกับอาหารมื้อเช้า ไม่นอนกลางวัน ไม่พูดกับใครเป็นเวลา ๗ วัน ไม่สนใจใครทั้งนั้น เดิน ๑ ชั่วโมง นั่ง ๒ ชั่วโมง กำหนดจิตไปเรื่อย ๆ ทำให้จิตเป็นสมาธิ สติมั่นคง แน่วแน่ดีมาก

เช้าวันหนึ่งประมาณตี ๔ ปรากฏว่ามีงูตัวยาวลำตัวเป็นปล้อง ๆ ออกไปจากห้องนี้เสีย เพราะดิฉันกลัว พอดิฉันพูดจบ งูก็ค่อย ๆ หายออกไปทางฝาห้อง ดิฉันรีบไปดูตรงจุดที่งูหายไป ปรากฏว่าไม่มีรูที่จะออก
เมื่อครบกำหนดเข้ากรรมฐานตามที่ให้สัจจะไว้แล้ว ดิฉันก็นำเรื่องมีงูเข้ามาในห้อง ให้คุณแม่สุ่มทราบ คุณแม่สุ่มบอกว่า เขามาขอส่วนบุญ เมื่อครั้นคุณแม่สุ่ม มาเข้ากรรมฐานที่กุฏิหลังนี้ งูตัวนี้ก็เข้ามาหาท่านเหมือนกัน

ท่านก็สอนว่า ให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน เรื่องอดีตและอนาคตอย่าไปเก็บมาคิด ให้จิตรู้อยู่กับตัว อย่าส่งจิตออกไปข้างนอก
การทำบุญปฏิบัติธรรม สามารถลดกรรมที่ตัวเองทำไว้ได้มาก ก่อนนี้ดิฉันเคยทุบหัวปลาช่อน เพื่อใช้ประกอบอาหารจำนวนหลายตัว เพราะดิฉันมีหน้าที่ทำ ต่อมาเมื่อถึงคราวที่กรรมให้ผล ดิฉันเริ่มปวดศีรษะทุกวัน ซึ่งก่อนนี้ ดิฉันไม่เคยปวดศีรษะเลย ไปหาหมอ หมอตรวจแล้ว บอกว่า ไม่เป็นอะไร หมอก็หาว่าดิฉันเป็นโรคอุปาทาน คือไม่เป็นอะไร

ดิฉันทราบว่า การเจ็บปวดครั้งนี้ มาจากกรรมที่ดิฉันเคยทุบหัวปลาช่อนแน่นอน ดิฉันเลิกเบียดเบียนชีวิตสัตว์ ไม่ซื้อสัตว์มีชีวิตมาปรุงอาหารอีกเลย พยายามทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ และซื้อปลาช่อนจากตลาดไปปล่อยที่แม่น้ำเป็นประจำ หมั่นนั่งสมาธิภาวนา อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย

ถึงคราวจะหายก็หายปวดไปโดยไม่รู้สึกตัว ไม่ได้ไปรักษาที่ไหนก็หายไปเอง สังเกตดูตัวเองว่า หายปวดแน่แล้วหรือ มันก็ไม่ปวด แสดงว่า หมดกรรมจากปลาช่อนแล้ว นี่คือผลจากการทำบุญปฏิบัติธรรม





-รู้กรรมด้วยธรรมะ

ต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บที่ประดังกันเข้ามา บางครั้งเป็นพร้อมกันตั้ง ๓ โรค ขาเจ็บ เป็นไข้ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ปัสสาวะออกมาเป็นเลือด เป็นในเวลาเดียวกันหมด มีคนแนะนำให้ไปหาพระให้ท่านดูให้ว่ามีเวรกรรมอะไร ไปหาพระที่จังหวัดนครปฐม ท่านขอกว่าท่านช่วยอะไรไม่ได้เลย เจ้ากรรมนายเวรมารุมล้อมท่านเต็มไปหมด และบอกว่า อย่าช่วย ผู้หญิงคนนี้เป็นคนใจร้ายมาก ข้าพเจ้าไม่เชื่อ จึงพูดท้าทายออกไป “ถ้าอย่างนั้นก็ให้มาเอาชีวิตไปเสีย เอาไปเดี๋ยวนี้เลย” พระท่านก็ย้ำถามว่า “จะเอาอย่างนี้จริง ๆ หรือ” ข้าพเจ้าตอบยืนยัน ท่านก็นั่งสมาธิติดต่อเจ้ากรรมนายเวรอยู่ครู่หนึ่ง ท่านก็บอกว่า “เขาไม่เอา เขาจะทรมานข้าพเจ้าอยู่อย่างนี้ และจะต้องได้รับความเจ็บปวดจากการผ่าตัดอีก” ข้าพเจ้าไม่เชื่อ แต่ผลสุดท้ายก็ต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดอีกจริง ๆ

เวลาผ่านไปเพียงเดือนเดียวเท่านั้น ข้าพเจ้าต้องผ่าไส้ติ่ง แต่คิดว่าเป็นการบังเอิญมากกว่า รวมแล้วเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดมาทั้งหมด ๑๖ ครั้ง สลบ ๑๔ ครั้ง ไม่สลบ ๒ ครั้ง และยังไม่รู้ว่ากว่าข้าพเจ้าจะสิ้นชีวิต จะต้องเข้าผ่าตัดกันอีกหรือไม่
ข้าพเจ้าเคยไปกราบนมัสการเกจิอาจารย์มาหลายองค์ แม้แต่การเข้าทรงก็เคยไปสัมผัสมา เพราะอยากรู้อยากศึกษาเรื่องลี้ลับ เรื่องเวรเรื่องกรรม ผลสรุปจากการที่ไปพบ จะพูดถึงกรณีของข้าพเจ้าคล้ายกันหมดว่า ข้าพเจ้าเป็นคนโหดเหี้ยมทารุณ ร้ายกาจ คิดแล้วไม่อยากจะเชื่อ จนกระทั่งได้มาพบกับท่านเจ้าคุณหลวงพ่อจรัญ ท่านก็ชี้หน้าว่า “ใจร้าย” ทั้ง ๆ ที่หลวงพ่อยังไม่ได้พูดคุยหรือซักถามอะไรข้าพเจ้าเลย หลวงพ่อว่าแล้วก็หัวเราะ บอกว่า “อดีตชาติ” ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อคงใช้จิตดู เห็นหนอ...เห็นหนอ...
เริ่มปฏิบัติเดินจงกรม นั่งสมาธิปฏิบัติกันที่หอประชุม ข้าพเจ้าเริ่มปวดศีรษะ แล้วก็ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ พอถึง ๕ ทุ่มก็อาเจียน ต้องทานยาแก้แพ้ให้ง่วงหลับไป หลังจากนี้ก็เดินจงกรม นั่งสมาธิ

พอเริ่มปฏิบัติ อาการปวดศีรษะก็เริ่มรุนแรงขึ้น ท้องก็ปวด ต้องนั่งเฉย ๆ อาการก็ยังไม่หาย อาเจียนออกมาเรื่อย ต้องนั่งกอดกระโถนไว้ อาเจียนแล้วอาเจียนเล่า อยู่ในห้องกรรมฐาน เลยต้องกลับที่พัก
ลูกศิษย์ของท่านเจ้าคุณหลวงพ่อ ได้นำเอาตะไคร้ที่หลวงพ่อทำเป็นยาไว้ มาชงน้ำให้ดื่ม พอดื่มน้ำตะไคร้ของหลวงพ่อไปได้สักพักหนึ่ง อาเจียนก็หยุด อาการปวดศีรษะก็ทุเลาเบาคลายลงไปมาก มีแต่อาการอ่อนเพลียเท่านั้น ตอนบ่ายข้าพเจ้าเห็นว่าอาการดีขึ้นแล้ว จึงไปปฏิบัติที่หอประชุม คราวนี้ปฏิบัติได้ไม่อาเจียน ไม่ปวดท้อง ไม่ปวดศีรษะ มีสมาธิในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานได้ดี คืนนี้ข้าพเจ้านอนหลับสบาย

พอเช้าวันรุ่งขึ้น ตื่นขึ้นมาก็รู้สึกว่ามีความสุขกายสบายใจ ชุ่มชื่นใจอย่างบอกไม่ถูก เย็นกายเย็นใจมีความสุขมาก ความสุขสดชื่นแบบนี้ ข้าพเจ้าไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนเลย กัลยาณมิตรทุกคน ต่างก็มีความยินดีและมาอนุโมทนากับข้าพเจ้า แล้วพูดว่า “พี่ภา ชนะแล้ว” หมายถึงชนะมารที่มาเป็นอุปสรรคขัดขวางการบำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นมารมาในรูปโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าข้าพเจ้าดื้อรั้นกลับบ้านไป ข้าพเจ้าก็จะแพ้มารและแพ้ตลอดไป คุณแม่สิริท่านบอกว่า ถ้าใครมีเวรมีกรรม มีโรคภัยไข้เจ็บประจำตัวมาก ก็จะมีอาการ เป็นเหมือนย่างข้าพเจ้าเป็นนั้น จะมากหรือน้อยสุดแต่กรรมที่ทำไว้ หลวงพ่อท่านบอกว่า การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะช่วยแก้กรรมให้เบาบางลงได้ ปฏิบัติแล้วแผ่บุญกุศลแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรไปเรื่อย ๆ สักวันหนึ่งเจ้ากรรมนายเวรอาจจะใจอ่อน เลิกจองเวรกับเราก็ได้ หรือมิฉะนั้นผลบุญที่เราทำเพิ่มพูนไว้มาก ๆ จนล้น จะช่วยให้เราหนีกรรมไปห่างไกลจนกรรมตามไม่ทัน และจะหลุดพ้นได้ในที่สุด

คนที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จะรู้กรรมด้วยตนเอง นี่เป็นความจริง ได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งรูปร่างหน้าตาสวยมาก มายืนจ้องดูข้าพเจ้าด้วยสายตาที่ดุดันแข็งกร้าว คล้ายกับจ้องมองคู่อาฆาตด้วยความเคียดแค้น และทำท่าจะเดินเข้ามาทำร้าย ข้าพเจ้าก็จ้องมองเธอ
ข้าพเจ้าเกิดความกลัว เลยออกจากสมาธิ ภาพหญิงนั้นก็หายไป เป็นเจ้ากรรมนายเวรที่ข้าพเจ้าไปทำร้ายเขาไว้ เธอมาปรากฏให้เห็น ต้องแผ่เมตตาแผ่บุญกุศลไปให้ แต่ข้าพเจ้าไม่ได้แผ่ คิดไม่ทัน ออกจากสมาธิเสียก่อน ถ้ายังอยู่ในสมาธิกำหนดตามรู้ต่อไป เราจะรู้ว่าไปทำร้ายเธอไว้อย่างไร ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อบอกว่า ข้าพเจ้าสมาธิแรงแต่จิตตก ขาดการกำหนด ต้องกำหนดให้ทัน ตามให้รู้ และให้หมั่นปฏิบัติเสมอ ๆ แล้วจะดีขึ้น

ครั้งหนึ่งกรรมตามสนองข้าพเจ้าทันตาเห็นในชาตินี้ เมื่อข้าพเจ้าอายุประมาณ ๑๐ ขวบ ได้จุดไฟเผามดตายทั้งรัง เวลาผ่านไปประมาณ ๔๐ ปี กรรมนั้นก็ตามสนอง ในคืนหนึ่งเพราะมีตัวอะไรมากัด พอเปิดไฟดูปรากฏว่ามีมดตัวเท่ามดตะนอย มารุมกัดข้าพเจ้าตั้งแต่บริเวณเอวลงไปถึงขา อยากจะเอามือถูขยี้ให้ตายให้หมด แต่ใจหนึ่งห้ามไว้ไม่ให้ทำ เดี๋ยวจะเป็นเวรกรรมต่อไปอีก เลยจับดึงออก ขนาดจับดึงยังไม่ค่อยยอมปล่อย กัดติดจนเป็นแผลเลือดออกซิบ ๆ ชั่วเวลาไม่ถึง ๑ นาที มดเหล่านั้นก็หายไปหมด เวลาผ่านไปประมาณ ๒ เดือน มดก็มากัดข้าพเจ้าอีก แต่คราวนี้มากัดไม่มากเหมือนคราวแรก ข้าพเจ้ารู้ตัวแล้วเขามาทวงหนี้ เพราะเราเคยทำเขาไว้ ก่อนนอนข้าพเจ้าจะนั่งสมาธิ แผ่เมตตาให้มดทุกคืน หลังจากนั้นก็ไม่มีมดมากัดอีกเลย

อาจารย์วิภา เป็นศิษย์หลวงพ่อวัดอัมพวัน ได้กรุณาใช้สมาธิตรวจกรรมให้ข้าพเจ้า ท่านบอกว่า ข้าพเจ้าทำกรรมไว้มาก ใจร้าย (พูดเหมือนหลวงพ่อเลย) ต้องใช้เวรกรรมไปอีกนาน เพราะโหดเหี้ยม ดุ ฆ่าคน ทำร้ายทั้งคนและสัตว์ ทำให้เขามีความทุกข์เดือดร้อนเจ็บปวดแสนสาหัส บางรายถึงแก่ชีวิต และบอกว่าเห็นผู้หญิงคนหนึ่งถูกข้าพเจ้าทำร้ายและทรมานจนเดินไม่ได้ แถมยังเอาโซ่ล่ามขาไว้แล้วเอาไปขังไว้ในกรง จนถึงแก่ความตาย

สิ่งลี้ลับอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าประสบกับตัวเองในขณะนั่งสมาธิ ข้าพเจ้านั่งอยู่ที่ระเบียงหอประชุมภาวนากรศรีทิพา ข้าง ๆ พระบรมรูปของ ร. ๕ นั่งไปได้ประมาณ ๕ นาที จิตสงบดิ่งลึก ทันทีนั้นข้าพเจ้าก็มี อาการหอบ หายใจไม่สะดวก ต้องหายใจทางปาก ข้าพเจ้าอดทนนั่งต่อไป อาการหอบยิ่งทวีความรุนแรงหนักขึ้นเหมือนกับจะขาดใจ ทนต่อไปไม่ไหวเลยลืมตาขึ้น ออกจากสมาธิอาการหอบ ข้าพเจ้าจึงไปเล่าให้ท่านอาจารย์ พ.อ. (พิเศษ) ทองคำ ศรีโยธิน ฟัง ท่านก็รู้ทันทีว่าเป็นอาการของกรรม ท่านบอกว่าน่าเสียดาย ถ้านั่งสมาธิอยู่ต่อไปจนขาดใจไปในขณะนั้นจะดีมาก จะตัดเวรตัดกรรมที่เราเคยทำกับใครไว้นั้นหมดสิ้น และจะรู้ด้วยว่าเราไปทำอะไรเขาไว้ อาจจะไปอุดปากอุดจมูก หรือจับใครกดน้ำ หรือไม่ก็บีบคอเขา ทำให้เขาหายใจไม่ออก จะถึงกับตายหรือไม่ก็ตาม ข้าพเจ้ามีโอกาสใช้หนี้กรรมแล้ว แต่กลับใช้ไม่หมด เพราะออกจากสมาธิเสียก่อน ความจริงแล้ว ถ้าขาดใจตายในขณะนั่งสมาธิอยู่นั้นจริง ก็จะตายเพียงแค่ความรู้สึกในสมาธิเท่านั้น ตัวจริง ๆ ไม่ได้ตายไปด้วย

การนั่งสมาธิแต่ละครั้ง มักจะมีปรากฏการณ์แปลก ๆ มาปรากฏแก่ข้าพเจ้าอยู่เสมอ บางครั้ง จะมีดวงตาหมายคู่มาจับจ้องดูข้าพเจ้า มีทั้งดวงตาดุ โกรธ บางครั้งก็ดวงตาซีดเซียวเหมือนคนตาย มาชำเลืองดู ข้าพเจ้าก็แผ่เมตตาไปให้ตามที่ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อสอน ภาพดวงตาเหล่านั้นก็หายไป จะเป็นอยู่อย่างนี้เสมอ

ตั้งแต่ข้าพเจ้าเข้าไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอยู่ที่วัดอัมพวันแล้ว ทำให้ความเจ็บไข้ของข้าพเจ้าทุเลาเบาคลายลงไปมาก เพราะรู้จักการกำหนด ขาก็แข็งแรงดีขึ้นด้วย







โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 3 ธันวาคม 2552 เวลา:15:41:11 น.  

 
- ยาเทวดารักษาโรคลำไส้เน่า

กรรมฐานนี่ละเอียดอ่อนมาก ถ้าคนมีโรคนะ อาจช่วยให้ทุเลาเบาบางหรืออาจหายได้
เมื่อสมัยก่อนอาตมาป่วยเรื่อย ๓ วันดี ๔ วันไข้ ต้องเข้าโรงพยาบาลไม่พัก ไม่มีความสุขเลยโยมเอ๋ย ตั้งแต่บวชใหม่ ๆ พรรษาแรก เป็นลมหน้ามืดยิ่งกว่าคนแก่อีก

เดี๋ยวนี้อายุมากแล้ว สบายมาก โรคกายก็ไม่มี โรคใจก็ไม่มีด้วย โรคกายที่มีอยู่เดิมก็หายไปเหมือนปลิดทิ้ง ออกจากโรงพยาบาลตั้งแต่หลังคอหักมา ๑๕ ปีแล้ว ไม่เคยเข้าไปอีกเลย ปวดหัวตัวร้อนเป็นนิดหน่อยเดี๋ยวก็หาย ตั้งสติสัมปชัญญะไว้มันก็หายไปเอง อาตมาหายได้ด้วยกรรมฐาน

อาตมาเป็นโรคลำไส้ ไปโรงพยาบาลศิริราช หมอบอกว่าพรุ่งนี้ผ่าตัด เขาบอกว่าไส้เน่าไปหลายฟุตแล้ว ต้องตายแน่ ๆ
เอ๊ะ! เราจะตายเสียแล้วหรือ ไหน ๆ จะตายไปตายที่วัดดีกว่า อย่าอยู่ที่โรงพยาบาลเลย
แหม! โยมเอ๋ย ฉันน้ำเข้าไปหยดเดียวก็ไม่ได้ ตกถึงทิ้งดิ้นเลย ปวดจริง ๆ นะ ปวดท้องอย่างสุดซึ้ง
ตอนนั้นอาตมานั่งกรรมฐานยังไม่เข้าขั้น พอเป็นพอไป พอมีกิจกรรมกรรมฐานบ้าง ยังไม่หนักแน่นเหมือนสมัยนี้

ปวดแสนจะปวด นี่โรคลำไส้โรคกระเพาะอีก เพราะเราฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาก ความวัวยังไม่ทันหาย ความความเข้ามาแทรก ทรมานอย่างที่สุด
ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมาเยี่ยม ท่านบอกว่าไหน ๆ จะตายแล้ว ผมจะทำยาถวาย เป็นยาเทวดา

ยาเทวดา ใครอยากจำก็จำเอาไป ท่านไปซื้อหม้อดิน เอาเกลือมา ๓ กำ ให้อาตมาจับเกลือกลั้นใจหยิบ ๓ จับไม่ได้หายใจ แล้วเทใส่หม้อ ท่านสอนให้ท่องว่า พุทธัง ปัจจักขามิ ๑ กำ ธัมมัง ปัจจักขามิ อีก ๑ กำ สังฆัง ปัจจักขามิ อีก ๑ กำ แล้วก็ใส่หม้อ แล้วท่านก็บอกว่าผสมกับไข่ขาวไข่ไก่ ๕ ฟอง ไข่แดงไม่เอา ท่านสตุเกลือเรียบร้อยจนละเอียดไปหมดแล้ว ปลงลงมาก็เอาไข่ขาวใส่แล้วก็คนให้เข้ากันท่องคาถา พุทธัง ปัจจักขามิ ธัมมัง ปัจจักขามิ สังฆัง ปัจจักขามิ เท่านั้นเอง
เสร็จเรียบร้อยก็นำมาให้อาตมาฉัน ๑ ช้อนคาว แก้โรคลำไส้เน่า จะตายอยู่แล้ว
พอใส่ปาก หัวหน้าศาลรีบหนีขึ้นรถจี๊ปบึ่งไปเลย
โอ้โฮ! โยมเอ๋ย ปวดดิ้นอยู่ในโบสถ์ สลบไป ๓ ชั่วโมง
พอฟื้นขึ้นมาอาศัยจิตเข้มแข็งจากกรรมฐาน รู้สึกโล่งใจเริ่มฉันน้ำได้บ้าง
รุ่งเช้าท่านผู้พิพากษามาฟังข่าว บอกว่าที่ผมรีบหนีไปไม่ได้นมัสการลา เพราะกลัวหม้อจะปลิวมาโดนผม
แต่อาศัยกรรมฐานสู้ไว้ ตั้งแต่นั้นหายวันหายคืนเรื่อยมาจนบัดนี้
ใช้หนี้ไก่

หลังจากนั้นต่อมาก็แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศล จึงรู้ว่าเวรกรรมของเรามีเวรกรรมครั้งอดีต เมื่อเป็นเด็กนี่เอง จำได้แน่ชัด กรรมฐานบอกว่า ข้าพเจ้าลำไส้เน่า เป็นเพราะเหตุใดหรือ นิมิตบอก สติบอกว่า
จำได้ไหม ตอนอยู่ชั้นประถมปีที่ ๔ ท่านไปฆ่าไก่ ไก่ยังไม่ตายแหวะท้องเอาไส้ออกมาผูก เอาไส้มันมาแล้วตัดไส้มัน แล้วเอาเข้าใส่ในพุงและปล่อยไก่ไป ไก่มันวิ่งหัวซุกหัวซุน ตายในที่สุด นี่จำได้ไหม
เออ! แผ่เมตตาให้ไก่ทุกวัน ๆ สำไส้เราก็ดีขึ้นจนบัดนี้

นี่แหละโรคภัยไข้เจ็บ โยมนั่งกรรมฐานให้ดีเถอะ จะรู้ได้ว่ามันเป็นกรรมอะไร มันจะมาจากไหน สาวหาเหตุ
นี่เวรกรรมตามสนองแน่ ๆ ถ้าเราไปสร้างความดีมากเท่าไร มักตามมาให้เราใช้มัน
เหมือนพ่อค้า แม่ค้า ร้านค้า ยิ่งขายดิบขายดี เจ้าหนี้ก็มาทวง ถ้าเราขายไม่ได้เลย ไม่มีสตางค์เลย ไม่มีใครมาทวง ไม่มีใครมาขอแน่ ๆ
นี่ก็สรุปใจความได้ผลออกมาว่า สร้างความดีต้องมีอุปสรรค ท่านทั้งหลายอย่าน้อยเนื้อต่ำใจนะ สร้างความดีมากเท่าไร อุปสรรคมาขัดขวางมากเท่านั้น ต้องสู้ต่อไปเพื่อใช้หนี้เขา

ข้อเท็จจริงเป็นประการใดขอเจริญพรว่า ถ้าเราเคร่งกรรมฐาน ตั้งสติอารมณ์ไว้ อาจจะทุเลาเบาบางไปได้บ้าง ถึงจำเป็นต้องตาย ให้มันตายเองเถอะ อย่าฆ่าตัวตายเลย


นี่แหละเวรกรรมตามสนองอย่างไร กฎแห่งกรรมจะบอกชัด และการเจริญกรรมฐานมันจะแก้ได้ มันจะล้างมลทินได้ ล้างกรรมเก่าที่มีมานานแล้ว จะมีแต่โชคดี มีปัญญา คนที่ไม่เคยอุปถัมภ์ก็จะมาอุปถัมภ์ คนที่เป็นศัตรูกันจะกลับมาเป็นมิตร
เราก็แผ่เมตตาด้วยความดีของเราจากกรรมฐาน ไม่มีอะไรดีกว่า เป็น ความดีอันดับหนึ่งคือบุญในตัวเอง สร้างบุญให้ตัวเอง คือกรรมฐาน ที่นำเงินไปทำบุญวัดโน้นวัดนี้ นั่นบุญประเภทสอง





-เมื่อข้าพเจ้าไปปฏิบัติกรรมฐานครั้งแรก

พองหนอ..ยุบหนอ.. กำหนดไปเรื่อย ๆ สักพักข้าพเจ้ารู้สึกถึงความเงียบ สงบ..เย็น..อย่างประหลาด แต่ข้าพเจ้าไม่ได้หลับ เพราะหูยังแว่วสียงลุงกวาดลานวัดดังชัดเจน ข้าพเจ้าเห็นตัวเองนอนอยู่ในห้องของอาคารภาวนา มองไปทางปลายเท้าข้าพเจ้าเห็นทวด ทวดนั่งอยู่จริง ๆ ! ใบหน้าของทวดอิ่มเอิบ แววตามีเมตตา ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจจนบอกไม่ถูกผวาลุกขึ้น สองมือจับมือทวดมากุมไว้ แล้วละล่ำละลักพูดขอร้องทวดว่า “ทวดช่วยน้าด้วย ช่วยน้าด้วยนะ” ทวดเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ แกะมือข้าพเจ้าออก ลุกขึ้นยืนหันหลังกลับ เดินห่างออกไปราว ๓-๔ ก้าวแล้วหันหน้ามาพูดกับข้าพเจ้าว่า “ก็มันทำตัวมันเอง” แล้วค่อย ๆ เดินหายไป

ข้าพเจ้าผวาลุกขึ้น จึงรู้ว่าตัวเองอยู่ในห้องของอาคารภาวนานั่นเอง แต่ข้าพเจ้าไม่ได้หลับแน่นอน ข้าพเจ้าไม่ได้ฝันไป แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ทวดจะมาหาข้าพเจ้าได้อย่างไร ในเมื่อทวดตายไปแล้วเกือบ ๒๐ ปี ข้าพเจ้ารีบนำเรื่องนี้ไปเล่าให้แม่ใหญ่ฟัง คราวนี้แม่ใหญ่เงียบไป แล้วพูดขึ้นว่า “ท่านเป็นเทพ แล้วท่านลงมาบอก ขณะนี้จิตเราสะอาด สงบ จึงรับได้” ถ้าเช่นนั้นแสดงว่าน้าตายแล้ว และทวดมาบอกให้ข้าพเจ้ารู้ เพราะทางกรุงเทพฯไม่มีใครรู้เลยว่าข้าพเจ้ามาที่นี่ ข้าพเจ้าไม่ได้บอกใครเลยแม้แต่คนเดียว
แล้วรีบโทรศัพท์เข้าบ้านทันที หลานสาวเป็นคนรับสาย ประโยคแรกหลานบอกว่า “อาตายแล้ว” ทุกคนกำลังหาตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากลับไปทันการเดินทางไปงานศพน้าทีต่างจังหวัดพร้อมกับญาติ ๆ ที่กำลังรออยู่พอดี

ตอนตายทวดอายุเกือบร้อยปี ทวดเป็นคนใจบุญสุนทาน มีเมตตากรุณาต่อทุก ๆ คน ทวดไม่กินเนื้อสัตว์ทุกชนิด กินแต่ไข่กับปลาน้ำเค็ม ข้าพเจ้าเคยถามเหตุผลว่า ทำไมทวดจึงกินแต่ปลาน้ำเค็ม ทวดตอบว่า “ปลาน้ำเค็มมันอยู่ในทะเลกว้างใหญ่ มันถึงที่ตาย มันจึงมาให้คนจับ” และปลาน้ำเค็มเมื่อมาถึงตลาดก็จะเป็นปลาที่ตายแล้ว ทวดจึงกิน นอกจากนั้นทวดยังถือศีล และสวดมนต์เป็นประจำ ข้าพเจ้ามักเห็นทวดสวดมนต์อยู่ในห้องพระครั้งละนาน ๆ ในชีวิตของทวดทำแต่บุญ สร้างแต่กุศล ไม่เคยทำบาปเลย ข้าพเจ้าจึงเชื่อคำพูดของแม่ใหญ่ที่บอกว่า “ทวดเป็นเทพ”

ทวดคงจะได้รับผลกุศลนั้นและคงคอยช่วยคุ้มครองดูแลรักษาลูกหลาน เมื่อลูกหลานมีเรื่องเดือดร้อนก็ช่วยเหลือ
น้าดื่มเหล้าติดต่อกันหลายปีตั้งแต่หนุ่มจนแก่ เมื่ออายุมากขึ้นโรคร้ายก็กำเริบและไม่ยอมรักษาตัว

การปฏิบัติกรรมฐานครั้งแรกของข้าพเจ้า ได้เกิดเหตุการณ์ที่แปลกอย่างไม่น่าเชื่อดังที่ข้าพเจ้าได้เล่ามานี้ และในการปฏิบัติครั้งนี้ข้าพเจ้ายังหายจากโรคประจำตัวคือโรคปวดเข่า เป็นมาหลายปีซึ่งเกิดจากกรรมเก่าตอนเล็ก ๆ ตามแม่ไปนา ไม่มีอะไรเล่นก็จับปูนามาหักขา แล้ววางบนข้อมือทำนาฬิกาเล่น พอเบื่อก็โยนทิ้งไปจับตัวใหม่มาหักขาอีก เมื่อข้าพเจ้านั่งสมาธิ จึงรู้สึกปวดเหมือนหัวเขาจะแตกหลุดออกไป ข้าพเจ้าได้ใช้กรรมและขออโหสิกรรมแล้วจึงได้หายจากโรค นอกจากนี้เมื่อข้าพเจ้ากลับถึงบ้านไม่นาน ก็มีคนเอาเงินมาใช้หนี้ ยืมไปเกือบสิบปี ไม่คิดว่าจะได้คืน เขาก็เอามาคืน
ปัจจุบันข้าพเจ้ายังคงไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดอัมพวันเมื่อมีโอกาสมีเวลา ข้าพเจ้าได้พบกับความสุขที่แท้จริง ชีวิตของข้าพเจ้าดีขึ้นเรื่อย ๆ มีโชคมีลาภ มีคนช่วยเหลือเกื้อกูลตลอดมา





-อานิสงส์การปฏิบัติธรรม

ดิฉันเริ่มมีอาการเหนื่อยและหอบเป็นบางครั้ง เวลาเป็นหวัด ไปให้แพทย์ตรวจ แพทย์บอกว่าดิฉันเป็นโรคภูมิแพ้ บางครั้งต้องนอนคว่ำหน้าเพราะหายใจไม่ออก วันหนึ่งเพื่อนถามดิฉันว่าห้าอกของดิฉัน (ตรงบริเวณต่ำกว่าคอหอยลงมาก ๓ นิ้วมือ) บวม จึงตัดเนื้อเอาไปตรวจก็ปรากฏว่า ไม่ใช่มะเร็งและไม่ใช่วัณโรค ลักษณะเนื้อคล้ายฟองน้ำ ไม่มีอาการเจ็บปวด

หลังจากกลับมาอยู่บ้านได้ประมาณ ๓ ปี ดิฉันได้มีโอกาสได้เข้าอบรมปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อที่วัดอัมพวัน สุขภาพของดิฉันเริ่มเปลี่ยนแปลงและเจ็บป่วยบ่อย ๆ และเป็นไม่ซ้ำแบบ ไหล่ทั้งสองข้างปวดและยกแขนไม่ค่อยขึ้น หมอบอกว่าข้อไหล่ติด ต้องไปทำกายภาพบำบัดอยู่หลายวันจึงหาย หัวเข่าดิฉันเกิดปวดทั้งสองข้างเดินไม่ถนัด เป็นแบบกะทันหัน โดยไม่ได้ล้มหรือทำอะไรมาก่อนเลย เท้าทั้งสองข้างบวมและปวดทรมานมาก นั่งคุกเข่า พับเพียบ แม้แต่นั่งขัดสมาธิก็ไม่เข้า ต้องเหยียดเท้า ดิฉันไปหาหมอที่ศิริราช หมอบอกว่าข้อเข่าเสื่อมเนื่องจากอายุมาก จะไม่หายเป็นปกติ จะเป็น ๆ หาย ๆ

ก็นึกว่าเราอาจจะได้รับกรรมจากการกระทำอะไรของตัวเองสักอย่างก็เป็นได้ ซื้อปูทะเลมาตัวหนึ่งอ้วนใหญ่พอสมควร ก็เริ่มทำปูโดยแม่ค้าแนะนำมาว่าให้ใช้ปลายมีดแหลม ๆ ตอกที่อกปูให้ตายเสียก่อนค่อยตัดเชือกที่เขามัดไว้ ดิฉันจึงแข็งใจเอามีดบางปลายแหลมจ่อที่อกปู โดยจับหงายขึ้นแล้วใช้ไม้สี่เหลี่ยมตอกด้ามมีดลงไป “โป๊ก” พอสิ้นเสียงดังโป๊ก ดิฉันรู้สึกเจ็บแปลบที่ฝ่ามือข้างซ้ายที่จับมีดไว้ คงเป็นเพราะความเจ็บปวดของปู มันจึงดิ้นจนเชือกที่เขามัดขาไว้หลุด แล้วใช้ก้ามหนีบฝ่ามือของดิฉันติดเลย ด้วยความเจ็บของดิฉันรวมกับความตกใจที่เห็นปูมาห้อยต่องแต่งอยู่ที่มือ ดิฉันสลัดมือข้างหนึ่งเต็มแรง ปูที่หนีบอยู่กระเด็นไปกระแทกกับพื้นปูนซีเมนต์ ปรากฏว่าตัว ขา ก้ามหักออกจากกันหมดเป็นชิ้น ๆ แล้วตายสนิท ฝ่ามือของดิฉันก็เลือดโชก อาจเป็นบาปกรรมที่ดิฉันเคยทำกับปูทะเลไว้กระมัง ดิฉันจึงมาได้รับความทรมานจากแขนบ้าง ขาบ้างอย่างนี้

ขณะที่ฉันนั่งเหยียดเท้าปฏิบัติอยู่ในห้องโดยเปิดไฟไว้ จิตกำลังนิ่งสงบ ได้ยินเสียงดังมาจากหน้าต่างด้านหลังห้อง ดิฉันนั่งหันข้างไปทางหน้าต่าง เสียงคล้ายเล็บตะกายมุ้งลวดดัง “แกรก” หลายครั้ง ไม่กล้าลืมตา ตั้งสติสวดมนต์ ดิฉันหลับตาสวดได้ ๓ จบ แล้วตัดสินใจลืมตาดูทันที เสียงนั้นเงียบไป ดิฉันเดินไปดูที่หน้าต่างก็ไม่เห็นมีอะไรเลย ดิฉันแน่ใจว่ามันคงเป็นเจ้ากรรมนายเวรเขามาทวงส่วนบุญแล้ว เมื่อดิฉันแผ่ส่วนบุญให้จึงเงียบไป





-พระพุทธรูปเป็นเหตุ

มีคนมาถามอาตมาเรื่องพระพุทธรูปให้โทษ ของเก่าของแก่สวยงามให้โทษอย่างไร
มีพระพุทธรูปองค์หนึ่ง ปางสุโขทัย เก่าแก่สวยงามมาก อายุ ๗๐๐-๘๐๐ ปี มีรูอยู่ที่แท่น
เจ๊เป้าเขาเรียกอาตมาว่าหลวงน้า เรียกแทนลูกเขา เขาบอกว่า “หลวงน้าคะ พระองค์นี้พิกล ดิฉันสองคนกับเถ้าแก่ไม่เคยทะเลาะกัน พอถึงเวลา ๕ โมงเย็น ทะเลาะกันเชียว”
แปลกดีนะ ทะเลาะกันเป็นเวลา เขาบอกว่าพอถึง ๕ โมงเย็น ใจคอไม่ดี หงุดหงิดมาก ไปดูพระพุทธรูปที่เช่าไว้ไม่สบายใจ หลวงน้าช่วยดูพระองค์นี้ให้หน่อย
อาตมาบอก “เจ๊ขอยืมหน่อยได้ไหม เจ๊เช่าเขาไปเท่าไรล่ะ” “หนึ่งพันบาทค่ะ”
“เอ๊ะ ถูกดีนี่”
ดูพระองค์นี้แบบไสยศาสตร์ พุทธังอาราธนานัง ธัมมังอาราธนานัง สังฆังอาราธนานัง ก็ว่ากันไปตามคาถา ขนหัวลุก เอ๋! ขลังดีนี่ องค์นี้ขลังดี


อาตมาก็ขอยืมพระสุโขทัยองค์นั้นมา ๑๐ วัน ก็มาสวดมนต์ไหว้พระ นั่งวิปัสสนา และก็แผ่เมตตา บอกเทพที่สิงอยู่ในองค์พระพุทธรูปสุโขทัยนี้ ขอให้ดลบันดาลหาเหตุผลว่า ทำไมเจ๊ที่เช่าไว้นี้จึงต้องทะเลาะกัน จะต้องหาเหตุผลให้ได้
อยู่มาเกิน ๑๐ วันแล้วก็บอกเจ๊ขอยืมต่อ ฝ่ายเถ้าแก่บอกไม่ต้องต่อหรอกถวายท่านไปเลย อาตมาบอกไม่ใช่อยากได้แต่จะขอพิสูจน์ อาตมาก็พิสูจน์ต่อไป ก็อาราธนาพระไว้เรื่อย ๆ
ขอฝากญาติโยมไว้ด้วยสมมติว่าจะเป็นวัตถุอะไรก็ตาม ได้มาเป็นอย่างไรบ้าง ขอให้โยมนั่งกรรมฐานแผ่เมตตาให้วัตถุนี้ เผื่อจะมีเทพสิงสถิตอยู่บ้างเป็นของเก่า ทรัพย์สมบัติของปู่ย่าตายายที่ให้ไว้ จะเป็นกาลกิณีอย่างไร เดี๋ยวจะบอก หาต้นตอได้

อยู่มาวันหนึ่ง คนที่วัดหัวบึงหลัง อำเภออินทร์ออกไปหลายสิบกิโลเมตร เขาได้เล่าลือว่า อาตมาเทศน์มหาชาติเก่ง เทศน์กัณฑ์มัทรี เทศน์แล้วคนสลบเลย ไม่ใช่มัทรีหลับ คนฟังสลบ
เจ้าภาพเขาเกิดสังหรณ์ใจ อยากนิมนต์พระจรัญองค์นี้ เขาลือกัน นี่เกิดจากเทพสิงสถิตในพระองค์นี้นะ
คนขับมอเตอร์ไซค์ ขับไปถึงบ้านหลังหนึ่งก็บอกว่า แวะบ้านนี้ก่อนเถอะ บ้านนี้ใจดีจัง อยู่กันสองคนตายายบ้านทรงไทยหลังใหญ่เลย
อาตมาก็หันไปดูโต๊ะมุกบูชา ไม่มีพระบูชา ก็บอกโยม “ไม่มีพระบูชาหรือที่นี่”
“ไม่มีหรอกครับ”

ตอนผมบวช ๑๕ พรรษา ผมอยู่สุโขทัย ไปเทศน์ “ผมเทศน์เก่ง พอดีเขาติดกัณฑ์เทศน์ มีพระสุโขทัย ติดกัณฑ์เทศน์มา ๓ องค์ เขาถวายเป็นส่วนตัว
พอดีปีนั้นผมจะสึก ก็ถวายสมภารหนึ่งองค์ อีกหนึ่งองค์ขอถวายไว้ที่หอฉัน และองค์นี้ผมรักมาก มีรูอยู่ที่แท่น”
อาตมาก็สะดุ้ง แต่ทำเฉยไม่รู้ไม่ชี้ ชักจะเข้าเค้าแล้ว
สองคนตายายที่สวดมนต์ทุกวัน นั่งกรรมฐานจนเก่ง มีนาทำกินตั้ง ๕๐๐ ไร่ รวยมหาศาล เขาก็บอกต่อว่า
“พระพุทธรูปนี่ทำให้ผมมั่งมี ทำให้ลูกเป็นนายอำเภอ ผมเป็นชาวนาบ้าน
มาวันหนึ่ง ผมก็ไม่มีเงินเท่าไรหรอกครับ โจรปล้น เก็บเงินเก็บของไปมันก็ไม่เอาไปเท่าไร แต่เอาพระพุทธรูปของผมไปด้วย ผมก็เสียใจร้องไห้ พอถึง ๕ โมงเย็น ผมก็สวดมนต์ ตั้งมโนภาพขอให้พระสุโขทัย มานั่งอยู่ตรงนี้”
ผมก็กราบบูชา ดอกไม้ไม่ขาดเลย ถวายข้าวพระทุกวัน
สวดมนต์ก็นึกถึงพระสุโขทัยนั่งอยู่ตรงนี้ แล้วแผ่เมตตาไม่เคยแช่งขโมยเลยนะ แผ่เมตตาให้ขโมยมีความสุข ไม่เคยแช่งเลย
ใช่ตามที่โยมพูดทุกประการ แต่ยังไม่เชื่อ ต้องขอพิสูจน์ต่อไป ว่าเจ๊ซื้อจากใคร
เจ๊บอกว่าซื้อจากนายอิน อาตมาถามนายอินว่า ทำไมเอาพระนี่มาขายเจ๊ พระองค์นี้แปลกนะ มาอยู่นี้หลานสาวผมสองคนตามผู้ชายไปหมด ตระกูลผมไม่เคยมีแบบนี้ ผมก็โทษพระองค์นี้ก็ขายต่อไป ขายให้เจ๊ไป
อาตมาก็ถามว่า ตาอินซื้อมาจากใคร เขาก็บอกว่าซื้อมาจากบ้านที่เขาเรียกว่าบ้านทับยา อาตมาก็ไปบ้านทับยา ไปถามโยมว่า ขายพระไปให้บ้านตาอินใช่ไหม
“โอ้โฮ! ท่านเอ๋ย ถึงเวลา ๕ โมงเย็น ไม่รู้เป็นอย่างไร เมียผมด่าทุกวันเลย เมื่อก่อนไม่เคยด่า พอเลย ๕ โมงไปแล้วก็ค่อยยังชั่วหน่อย ผมก็นึกว่าเลือดจะไปลมจะมาแล้วมั้ง อายุ ๕๐ กว่าแล้ว ตั้งแต่นั้นผมก็เอาพระไปขาย พอขายไปแล้ว เลิกด่าเลย”
อาตมาก็ถามต่อไปอีกว่า โยมไปซื้อมาจากใคร เขาก็บอกบ้านให้ อาตมาไปถาม แล้วเขาก็รายงานว่า พอเช่าพระไปพี่น้องทะเลาะกันขึ้นโรงขึ้นศาล พอย้ายพระองค์นี้ไป ยกฟ้องเลย แปลกจริง ๆ แต่ก็ไม่แปลกหรอกเป็นกฎแห่งกรรมของคนที่แผ่เมตตาของเขา

พอถามว่า ไปเช่าพระมาจากใคร อาตมาก็ตามไป เป็นบ้านเสือ เลยต้องไปพิสูจน์
อาตมาก็บอกว่า โยมอย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้ อาตมาเป็นพระภิกษุ อยากจะมาถามดูว่า พระของโยมที่ชื่อนั้นอยู่บ้านหัวบึงเลยหลังอำเภออินทร์ไปน่ะ โยมไปปล้นเขามาจริงหรือเปล่า ขอให้พูดความจริงเถอะ อาตมาไม่ได้มาสอบสวนจับโยมเป็นจำเลยหรอก
โอ้โฮ! ชักปืนจะยิงเอาเราแล้ว ท่านมาสืบหรือยังไงนี่ เอาเสียเลยประไร อาตมาก็ว่า เมตตาคุณณัง อรหังเมตตา เพี้ยง! เอาปืนลงไปเลย เมตตาเก่งเหมือนกันนะ จะฆ่าเราเสียแล้ว
ผลสุดท้าย อาตมาก็เอาไป ห่อผ้าหลายชั้นใส่เรือไปให้ลูกศิษย์ขับไปขึ้นอำเภออินทร์ แล้วส่งคนทางโน้นมารับ

อาตมาไปถึงก็บอก โยมเอาพระมาให้เขาก็บอก “โอ๊ย! ไม่เอาเจ้าค่ะ ท่านไม่เอา ไม่ได้องค์นั้นไม่เอา ผมมโนภาพเพ่งกสิณของผมครับ เมื่อตอนบวชผมเพ่งกสิณได้
ผมเพ่งกสิณพระองค์นั้นมานั่งแล้วผมก็สวดมนต์ แผ่รัศมีเหลืองอร่าม ผมสบายใจครับ ผมไม่เอาหรอกครับ
อาตมาก็แก้ห่อผ้าให้ดู โยมเห็นเข้าน้ำตาร่วงเลย สักประเดี๋ยวไม่คุยกับเราเสียแล้ว ไปสรงน้ำ ปิดทอง สวดมนต์เสีย ๒ ชั่วโมง วันนี้สวดให้คุ้มกลับมา
เพราะฉะนั้น ของบางอย่างเป็นพิษเป็นภัยสำหรับเจ้าของ ไม่ควรซื้อไว้นะ ขอฝากไว้ด้วย ไม่ใช่พระพุทธรูปให้โทษนะ พระพุทธรูปไม่ให้โทษใครแน่ แต่เจ้าของหวงแหน ได้มามิชอบ ขอฝากท่านทั้งหลายไว้ด้วย


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 3 ธันวาคม 2552 เวลา:15:41:50 น.  

 
-เจรจาภาษาหนูภาษาแมว

หลวงพ่อจรัญ ทะเลาะกับหนู
หนูกัดของเล็ก ๆ น้อย ๆ ของหลวงพ่อ หลวงพ่อแกล้งพูดจาจะฆ่าหนูที่เกเรเหล่านั้นเสีย
วันหนึ่งหลวงพ่อถอดลูกประคำวางไว้ หนูมากัดสายขาดประคำหล่นเกลื่อน และตกไปในซอกเสาเพดาน ๔-๕ เม็ด เอาออกไม่ได้ ถ้าจะเอาออกมาต้องทำลายของ

หลวงพ่อต้องพูดดี ๆ กับหนู ยอมขอโทษขออภัย ขออโหสิกรรม ที่ได้พูดไปแล้ว และได้แผ่เมตตาให้หนู ขอให้เลิกจองกรรมจองเวร ขอให้อโหสิกรรมแก่หลวงพ่อด้วย ขอให้อยู่ด้วยกันด้วยความสงบ ต่อไปนี้จะไม่ว่าอีก และขอให้นำลูกประคำมาคืนด้วย เมื่อสวดมนต์แผ่เมตตาแล้วท่านก็นอน
ตื่นขึ้นมาลูกประคำที่หายไปมาอยู่ที่เดิมครบ น่าอัศจรรย์


เอามั่ง ผมเป็นครู ผมอยู่บ้านพักครูกับเพื่อนหลายคนมี
มีหนูมาก วิ่งกันวุ่นเลย เผลอ ๆ กัดสิ่งของด้วยแถมคนนอนในมุ้ง มันยังมากัดนิ้วเท้า หรือลำตัวที่ติดกับมุ้งด้วย แต่ละคนเป็นศัตรูกับหนูทั้งนั้น รวมทั้งตัวผมด้วยมันเคยเข้ามุ้ง เคยไล่ขยี้เกือบตาย แต่ไม่ให้ตาย ยังคิดได้อยู่
ผมก็พูดในใจ (ใช้กระแสจิต) พูดว่า
“นี่หนูเอ๋ย พวกเราเป็นสัตว์มี ๔ ขา ค่อยไปค่อยมาก็ได้หรอก ไม่จำเป็นต้องกระโดดโลดเต้น มันรำคาญคนอื่นอยู่ข้างล่างมีแต่ยักษ์นะนอนอยู่นี่ พวกนี้ใจบาปโหดร้าย ฆ่าไม่เลือกนะ ขอพวกเราอย่าก่อกวนเลย ค่อยไปค่อยมานะลูกเอ๋ย พวกเราจะปลอดภัย”
พวกเขาจะเงียบกริบเลย ผมก็พูดอีกทำนองเดียวกัน ขอร้องให้อยู่ด้วยกันเงียบ ๆ อย่ารบกวน อย่ากัดสิ่งของ จะไม่ทำอะไรพวกเราหรอก
เหตุการณ์เงียบพักหนึ่ง ต่อมาได้ยินเสียงคล้ายคนดูดปาก มันคงพูดกัน ๒-๓ ครั้งเงียบอีก ต่อมาเริ่มมีเสียงวิ่งอีก ผมเลยลุกนั่งและส่งกระแสจิตแผ่เมตตาให้เขาทั้งหลาย จงเป็นสุข อย่าได้รบกวนกันเลย อย่างได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจ ขอให้รักษาตนให้พ้นภัยทุกตนเทอญ

ผมไม่ได้ด่า ไม่ว่าจะฆ่าหรือทำลาย พูดอยู่ ๒ ครั้ง ๒ คืน ไม่ได้ยินเสียงหนูวิ่งตอนดึกอีกเลย กลางวันก็เห็นวิ่งผ่านหน้า แต่เราไม่ว่าอะไร หนูไม่กัดอะไรเสียหายเลย จนผมจากบ้านนั้นมา
พูดจาภาษาแมว
เรื่องขี้แมวผมเองก็ได้กลิ่น จะแก้ปัญหาอย่างไรหนอ?
พอโยนก้างหรือกระดูกให้ครบทุกตัวแล้วก็ลองพูดทีเล่นทีจริงว่า “ต่อไปนี้เอาย่างนี้นะพวกนะ” ไม่ต้องแย่งกันจะให้กินจนอิ่มทุกตัว ไม่ต้องวิ่งวุ่น มานั่งรอเลย ไม่ต้องร้อง รู้แล้วว่าหิว”
“เรื่องสำคัญต่อไปนี้ ขอร้องอย่าพากันถ่ายบนศาลา ให้พระเณรกวาดเก็บ พวกเราบาปมากนะ”
พูดทุกวันที่แมวมากิน ระยะหลังต่อมา แมวไม่วิ่งไม่ร้อง มานั่งรอเลย และไม่ปรากฏมีแมวถ่ายบนศาลาเลยรับจนบัดนี้

แม่ชีด่าแมว มันก็ยิ่งถ่ายรดให้เช็ด หลวงพ่อบอกให้เลิกด่า บอกเขาดี ๆ แผ่เมตตาให้เขา ตอนหลังปรากฏว่าแมวไม่ถ่ายรดอีกเลย
ตอนผมไปอยู่ใหม่ ๆ แมวลงดินไม่ได้เลย สุนัขไล่งับ
ผมก็เลยบอกว่า อยู่ด้วยกันให้รักกัน อย่ากัดกัน เราเป็นศิษย์พระ เวลาให้ข้าวสุนัขจะบอกทุกครั้ง สุนัขกับแมวเพื่อนกัน พูดทุกครั้งที่มีโอกาส
ต่อมา ตัวใหญ่ที่เคยไล่ก็ไม่ไล่ ตัวเล็กก็เล่นกันสนุก สุนัขคาบหางแมวลาก บางทีก็คาบคอแมว ถ้าแรงไปแมวก็ตบเอา บางทีสุนัขก็เลียขนให้แมว ดูแล้วก็น่าขันและน่าสงสารมีแต่ลูกกำพร้า เพราะคนเอามาปล่อยทั้งนั้น
ผมเองมักจะแผ่เมตตาให้ยมบาลเสมอ คืออย่างเพิ่งมารับไปเลย ขอมีชีวิตอยู่เพื่อทำความดี ช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างเต็มความสามารถ




- กรรมฐานป้องกันยาพิษ

มีครอบครัวหนึ่งพ่อแม่เป็นคนใจบุญกุศล แต่ใจบุญสำหรับเอาหน้า ชอบทอดกฐิน ผ้าป่า ชอบทำบุญมาก ๆ มีนาอยู่ ๘๐ ไร่ ในสมัยนั้น มีเขยสองเขย เรียกว่าเขยเล็กและเขยใหญ่

เขยเล็ก เป็นคนขี้เกียจและขี้อิจฉาริษยา เขยใหญ่
เขยคนใหญ่นี้เป็นลูกศิษย์กรรมฐาน โง่ ๆ เง่า ๆ ไม่เอาเหนือเอาใต้ ไม่ค่อยพูดจากับใคร นั่งกรรมฐานทุกวัน ให้นาไหนก็เอา
อาตมาถามเขาว่า “ทำนาดีได้อย่างไร” เขาบอกว่า ทำไปอธิษฐานไปและเจริญวิปัสสนากรรมฐานที่นานั้น ทั้งสองสามีภรรยา นานั้นก็ดี ข้าวดีนึ่งแปลง
ฝ่ายพ่อแม่เกิดอคติ บอกกะเขยคนเล็กว่า นานั้นไม่ดีเสียแล้ว จึงมาขอเปลี่ยนนา เอานาดอนให้ลูกเขยคนเล็ก
อาตมาก็บอกว่า “เอาให้เขาเถอะ เขาอยากได้ มันไม่ใช่ของเรา เราก็ซื้อมาได้แปลง ๕ ไร่ก็ดีแล้ว สองคนสามีภรรยาค่อย ๆ ทำไปเถอะ
เขยใหญ่ก็ทำนาที่เขาซื้อใหม่ และนั่งกรรมฐาน อุทิศส่วนกุศลให้เขยเล็ก ที่คิดอิจฉา

วันหนึ่งเขยเล็กกับภรรยา คือ ลูกสาวของบ้านนั้นเกิดเอายาพิษไปวาง จะฆ่าเขยใหญ่ให้ตายแล้วเอาสมบัติทั้งหมด ไปวางที่ที่เขยใหญ่เคยนั่งทานข้าว
ครอบครัวนี้ทานข้าวร่วมกัน เขยใหญ่กับภรรยาสวดมนต์เจริญกรรมฐาน มีนิมิตขึ้นมาบอกว่า วันพรุ่งนี้ตอนบ่ายอย่าทานข้าวนะ มันเกิดนิมิตขึ้นมาเอง และจงแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรไป

ในที่สุดก็มารวมวงทานข้าวกัน แม่ยายตัวสำคัญทานเข้าไปก่อนเลย ลูกสาวคนเล็กก็พลอยทานไปกับแม่ด้วย เลยก็ตายเพราะอำนาจยาพิษนั้น ตายหมดทั้งคู่
เขยใหญ่คนนี้นะรวยมหาศาล เลยเป็นผู้อุปถัมภ์ที่วัดนี้ อาตมาจะไม่ขอบอกชื่อว่าเป็นท่านผู้ใด
อำนาจของบุญกุศลภาวนานี่สูงสุดแล้ว ไม่ได้ใช้คาถาเลยนะ ขอให้จิตตั้งใจถึงเถอะ
ขอนักปฏิบัติธรรมโปรดได้ทราบ มันมีทุกข์ ทุกข์อยู่ที่ไหนมันไม่เกินทุกข์ที่ใจ
ในที่สุดพ่อตาไล่ลูกเขยคนเล็กไป สมบัติพัสถานตกเป็นของเขยใหญ่หมด โดยไม่ได้อยากได้ไยดี ไม่มีอำนาจโลภะเลย




-ยิ่งเกลียดยิ่งใกล้

เดิมแม่อุ่นเรือนเค้าเกลียดอาตมา เพราะว่าเราเอาสามีเขามาเข้าวัด เขาไม่ชอบคนวัด แต่สามีเขาเป็นคนเข้าวัด ยืนไปยืนหน้าร้านเขา เขาค้อนขวับเลยคล้าย ๆ พูดว่า จะพาสามีเขาไปไหนอีกล่ะ
เอาละกฎแห่งกรรม ยิ่งเกลียดยิ่งใกล้ ยิ่งรักยิ่งห่างไกล
ถึงเวลาก็ย้ายไปอยู่ลพบุรี ก็บอกเขาว่า เอาละอุ่นเรือนตั้งใจสวดมนต์
เกลียดนั่นแหละทำให้รัก สวดมนต์ไหว้พระ นั่งกรรมฐานความเกลียดก็หายไป ความรักเข้ามาแทนที่ มีปัญญาอยู่ตรงนี้

อาตมาเกลียดพระ ต้องมาเป็นพระ ท่านอย่าไปเกลียดคนโน้นรังเกียจคนนี้นะ ท่านจะเป็นอย่างนั้น ถ้าท่านแผ่เมตตานั่งกรรมฐาน ความเกลียดจะหายไป ความรักจะเข้ามาแทนที่

เขาก็สวดมนต์ไหว้พระ พอเขาจะรวยก็มีเวรกรรมครั้งอดีตชาติซึ่งติดมา ๖๐%
ยิ่งสร้างความดี กรรมยิ่งทวงถาม สร้างความดีต้องมีอุปสรรคแน่นอน
ต้องรู้ล่วงหน้าไว้อย่างนั้นจึงจะถูกต้อง

เรื่องกตัญญูกตเวทีไม่มีจนนะ เขาได้มาจากวิปัสสนากรรมฐานที่ทำกันนี้ ขอให้ทำจริง ๆ นะ ทำจริงได้ของจริง ถ้าปลอมได้ของปลอม
ยกตัวอย่าง อุ่นเรือนที่เขามาช่วยนี่ เอาชีวิตชีวามาช่วยเลย ไม่ต้องมีสินจ้างรางวัลใด ๆ ทั้งสิ้น เสียสละทิ้งร้านมาเลย ร้านก็ขายดิบขายดี
นี่เพราะอุ่นเรือนมีอทินนาทานติดมา ๖๐% ต้องไฟไหม้บ้านแน่ ๆ ถ้าทำกรรมฐานมันจะยับยั้งได้ มันจะรวยขึ้นอีกกว่าเก่า และได้ที่เป็นของตัวเองด้วย

คนจีนในประเทศไทยก็ชอบกงเต๊ก แต่ก็ไม่รู้ความหมายที่เขาเดินกงเต๊ก เอาสตางค์ทิ้ง ๔ บ่อ อาตมาถามพวกกงเต๊กก็ไม่รู้ อาตมาไปรู้มาจากหลวงจีนที่วัดไทงั้ง
กงเต๊กก็คือ คำสอนของพระพุทธเจ้า ให้มีสะพาน มีที่พึ่ง วิ่งลงสะพานแล้ววิญญาณก็ไปยืนยันกับยมบาล ขอให้พ่อ ให้เตี่ยไปสวรรค์ แต่มันไปไม่ได้หรอก
บ่อ ๔ บ่อคืออะไร ทิ้งสตางค์ลงไป อาตมาถามคนจีนในจังหวัดสิงห์บุรีก็ไม่รู้ เขาบอกว่า ทิ้งไปอย่างนั้นเองตามประเพณีจีน
บ่อที่หนึ่ง ไปใช้หนี้เก่า
บ่อที่สอง ไปให้เขากู้
บ่อที่สาม ไปฝังไว้
บ่อที่สี่ ไปทิ้งเหว
สมภารวัดไทงั้งบอก ส่งภาษาจีนกลางเสียด้วย อาตมาถามท่านว่า “เอาตึกไปเผาไฟนี่ได้อะไรหรือ”
ท่านสมภารวัดไทงั้งตอบว่า “เขาเผาเป็นปริศนา ว่าที่เผานี่เอาไปไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเตี่ยตายแล้วเอารถยนต์ไป เอาตึกไป ไม่ใช่อย่างนั้น”
เอาไปเผาไฟหมด ที่เอาไปได้ต้องใส่ใจไป ทรัพย์สมบัติเอาไปไม่ได้ ต้องเอาไปเผาไฟแหม! ท่านตอบได้ดีมาก

เล่าถึงอุ่นเรือนไฟไหม้ อาตมากลับจากเมืองจีนบอกว่า ไม่เป็นไร อุ่นเรือน เดี๋ยวจะช่วยนะ
ใช้หนี้เก่าไปเถอะ เราเคยไปลักทรัพย์เขามา ไปโจรกรรมเขามานะ ก็ขอให้ใช้หนี้ให้หมดไป คนที่ทำกรรมฐานเป็นการใช้หนี้ด้วยนะ สร้างความดีกันใช้หนี้เขา
คนที่มีธรรมะไม่จนนะ ไม่จนแน่ ๆ

โยมเลี้ยงลูกเอาบุญเถอะ อย่าหวังผลตอบแทนนะ จะเสียใจทุกราย รักคนนี้มากนั่นแหละจะช้ำใจ เกลียดคนนี้มาก จะต้องไปตายไปอยู่กับคนที่เราเกลียดเขา

ขอฝากไว้เป็นกำนัล ใจดีกำหนดจดจำเป็นข้อคิดในวันนี้ด้วย โดนกับอาตมามาแล้ว ยิ่งเกลียด ยิ่งเข้าใกล้ ยิ่งรักยิ่งห่างไกล
อุ่นเรือนเกลียดอาตมานะ เลยมาช่วยเอง สามีเลยไม่มา

อาตมาให้ใครจะไม่จดไม่จำ ไม่หวังผลตอบแทน แต่บุญกุศลจะช่วยเราเอง ร้อนถึงพระอินทร์
ขอสรุปใจความว่า
ผู้เจริญกรรมฐานจะเกิดอานิสงส์ ๕ ประการดังนี้
๑. มีธรรมะ
๒. สุขภาพดี จิตใจสบาย
๓. การงานเจริญ
๔. การเงินดี
๕. การสังคมดีมาก
ได้เหตุผล ๕ ประการ สรุปสั้น ๆ ถ้าคนไหนไม่มีวิปัสสนา ไม่มีศีลธรรม รับรองสุขภาพจิตเสีย พลุ่งพล่านนึกจะพูดอะไร ไม่มีหูรูด
ถ้าคนไหนมีศีลธรรมจากกรรมฐาน แนบสนิทติดในหัวใจแล้ว จงสุขภาพจิตดีมาก โรคภัยก็จะน้อยลง จะไม่มีโรคกายโรคใจ เบียดเบียนบีฑาแต่ประการใด

ร้านนี้ทำไมขายดีนัก ก็ขายถูกนี่มันต้องขายดี ของดีเอามาขายให้มันถูกลงไป อย่าไปรีดนาทาเร้นกัน
ขายดิบขายดีด้วยอัธยาศัยไมตรีของพ่อค้าแม่ค้า มีนางกวักประจำใจคือธรรมะ ไม่ลดละภาวนา ไปไหนมีคนรักนับหน้าถือตา




-บุญบันดาล

เพชรตาแมว
จะเล่าเรื่องบุญดลบันดาล ยกตัวอย่างเรื่องจริง นายพุก ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี อยากได้เพชรตาแมว คุณนายเป็นอิสลาม ไม่เคยสวดมนต์ ชื่อเสงี่ยม
ท่านเจ้าเมืองพุก นำรถแทรกเตอร์มาช่วยพัฒนาวัด และเป็นรถคันแรกของจังหวัดสิงห์บุรี สมัยเก่านั้นที่วัดมีกอไผ่เยอะ ท่านก็นำรถมาไสกอไผ่ให้ ไสกอหนามพุงดอ
ท่านเจ้าเมืองชอบเครื่องรางของขลัง มาบอกว่า
“หลวงพ่อครับ ผมขอเพชรตาแมว ผมอยากได้จัง”
อาตมาบอกว่า “ท่านเจ้าเมือง อาตมาจะเอาเพชรที่ไหนได้เล่า อาตมาก็ไม่มีเพชรตาแมว แต่เอาละ ลองอธิษฐานดู ไปสวดมนต์ เจริญกรรมฐาน ถ้าท่านมีบุญวาสนาก็จะได้เอง”

ทำไปทำมา ท่านเจ้าเมืองก็สวดมนต์ เดินจงกรม นั่งกรรมฐาน เจริญวิปัสสนา ยังเอารถมาช่วยพัฒนาหลังวัด
พอท่านเจ้าเมืองสวดมนต์ได้ เจริญกรรมฐานได้ ก็มาบอกอาตมา แหม! เพชรตาแมว นึกว่าอยู่ที่ไหน ปรากฏว่าอยู่ข้างวัดนี่เอง

มีโยมข้างวัดคนหนึ่ง ชื่อปุ่น เคยไปเมืองลับแลที่วัดชีป่า ไปเลี้ยงควายแล้วหายไป ๗ วัน ลุงปุ่นมีเพชรตาแมว
“ผมสวดพาหุงมหากา—ได้ ๑๐๘ จบแล้วนะ”
พอท่านเจ้าเมืองกลับไป อาตมาก็สวดมนต์ ไหว้พระ นั่งกรรมฐาน แผ่เมตตา นึกถึงเจ้าเมืองพุก เขามาช่วยเรานะ ช่วยวัดวาให้เตียน แล้วเขาก็นั่งกรรมฐาน ขอเทพเจ้าดลบันดาลด้วยเถิด ถ้าเป็นบุญของเขา เป็นสมบัติของเขา

พอบ่าย ๓ โมง ลุงปุ่นถือไม้สักเท้ามาแล้ว ยันหน้า ยันหลัง เคยไปได้ของดีมาจากเมืองลับแล เดี๋ยวนี้ยังอยู่ที่อาตมา
เมืองลับแลก็คือเมืองสวรรค์ นรกที่มันลับแล มองไม่เห็น เป็นภาพซ้อน
ลุงปุ่นมาหาแล้วบอกว่า ผมจะมาคุยกับท่านสักหน่อย มีผ้าขี้ริ้วห่อของมาห่อใหญ่ แล้วก็เปิดให้ดู บอกว่าของเหล่านี้ได้มาจากเมืองลับแล ส่วนสิ่งนี้ผมถวายท่านส่วนตัว
อาตมาถามว่า “อะไรหรือ” ลุงปุ่นตอบว่า “เพชรตาแมว”

โอ้โฮ! อาตมาพูดไม่ออกเลย ช้อคเลย อะไรเป็นอย่างนี้ บุญดลบันดาลได้จริง ตื่นเต้น เงียบไปพักหนึ่ง ตอนนั้นลุงอายุ ๘๖ ปี
ลุงก็บอกว่า “ผมใกล้ตายแล้ว ผมฝันไป ๓ คืนแล้ว ผมมีลูกหลายคน มันแย่งกัน เพชรตาแมวของผม นี่หายไปตั้งปีนะท่าน ผมมาจากเมืองลับแลที่วัดชีป่า พอกลับมาก็ฝันโน่นฝันนี่ มีแมวมาหา มาแล้วก็ตายอยู่ ๗ วันก็ไม่เน่า ตอนดึก ๆ มันร้องแป๊ว ๆ ที่คอกควาย ก็เดินไปดู
นึกแปลกใจว่า เอ๊ะ! แมวทำไมร้องได้ ตายไปแล้วนี่นา พอนึกถึงไปเมืองลับแบได้ ก็ไปแกะตา พอตาหลุดแมวเหม็นเน่าทันทีเลย ก็เก็บไว้
พอดีผ้าห่อไม่มี ก็เอาผ้าโจงกระเบนเก่า ๆ ของภรรยา ซึ่งขาดแล้วมาห่อเพชรตาแมว เก็บไว้
อยู่ต่อมาก็จะอวดลูก แล้วจะได้แบ่งให้ลูก ๆ พอแก้ห่อออกมา ไม่มีเพชรตาแมวเลย มีแต่ผ้านุ่งที่ห่อไว้”

ต่อมาอีกประมาณปีหนึ่ง เพชรตาแมวก็กลับคืนมาอยู่ที่พานบูชาพระ ก็จำได้เลยใช้ผ้าห่อใหม่ และก็นำมาให้อาตมาในวันนั้น
และอีกสองก้อนที่ได้มาจากเมืองลับแลอาตมาก็รักษาไว้ พอเจ้าเมืองมาหา อาตมาก็ส่งให้กับมือ เจ้าเมืองน้ำตาร่วงเลย มือสั่นหมด คุณนายก็มาด้วย
นี่บุญดลบันดาลได้จริง แต่ผู้นั้นต้องเจริญกรรมฐาน ถ้าหากว่าอดีตชาติเคยเป็นของเขา ต้องได้แน่ ๆ ไม่ผิดหวังหรอก

อธิษฐานน่ะ เขาเรียกตั้งปณิธานในใจ คือการอธิษฐานเหมือนโยมตั้งว่า จะนั่ง ๑ ชั่วโมง ถ้าไม่ได้ ๑ ชั่วโมงอย่าเลิก เสียอธิษฐาน ปณิธานในใจเสียละก็สัจจะหมดไป จะอธิษฐานอะไรไม่ขึ้น ขอฝากไว้ด้วยนะ อธิษฐานไม่ขึ้น ทำอย่างไรก็ไม่ขึ้น

อาตมาลองถามแหย่ดูว่า “ลุง เอามาให้อาตมาไว้ทำไม” ลุงก็บอกว่า “ท่านเอ๋ย ลูกหลายคน มันแย่งกัน ผมเห็นว่าท่านมีประโยชน์ในวันหน้า ท่านยังหนุ่มอยู่ ผมก็ ๘๖ แล้วนึกว่าวัดนี้ต้องเจริญ เพราะคนเมืองลับแลบมันบอกผม”
“คนเมืองลับแลมาเข้าฝันก่อนที่จะได้เพชรตาแมว บอกว่าท่านจะเจริญ และท่านจดไว้นะ จะเจริญอย่างไร ผมก็แก่แล้ว ไม่ช้าผมก็ตาย นี่เล่าเหตุการณ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ ผ่านมาแล้ว

นี่บุญดลบันดาลได้จริง แต่ต้องนั่งกรรมฐาน ถ้าไม่นั่งกรรมฐานไม่มีทาง ต้องได้ด้วยการไปซื้อมา แต่บุญกรรมฐานไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องหามาเอง
ในที่สุด เจ้าเมืองก็นำไปทำแหวนใส่ มีความเจริญเรื่อยมา และเป็นคนมีศีลธรรม และนั่งเจริญกรรมฐาน ลูกสาวเรียนหนังสือได้สำเร็จแพทย์ คนโน้นก็สำเร็จ คนนี้ก็สำเร็จ เห็นจะเป็นด้วยอำนาจบุญกุศล เห็นจะเป็นด้วยอำนาจบุญกุศล และก็มีความสุขความเจริญสืบมา

อยู่มาไม่นานคุณนายอยากได้ขึ้นมาเสียอีกแล้ว
คุณนายก็บอกว่า “ฉันก็อยากได้บ้างซิ”
“เอ้า! อยากได้บ้างต้องทำบุญนะ ต้องตักบาตรทุกวันนะ ต้องสวดมนต์บทนั้นให้ได้นะ ลองทำดูซิถ้าเป็นบุญของคุณนายคงจะได้นะ และต้องนั่งกรรมฐานด้วยนะ”
คุณนายเป็นคนอิสลาม รับรองทำไม่ได้ คุณนายบอกว่า “ขาฉันไม่ดี ขาเป๋ เดินเขย่ง ๆ”
อาตมาบอก “ขาเป๋ก็ต้องเดินจงกรม ไม่อย่างงั้นไม่ได้”
นี่ความอยากได้อันนี้ก็ทำให้เจริญกรรมฐานเป็นขั้นต้น ไม่ใช่ศรัทธานะ ไม่ได้มีศรัทธาหรอก อยากได้เพชรตาแมวมากกว่า อยากได้มาก ขาเป๋ก็ต้องเดิน

อาตมาให้คุณนายเดินจงกรม นั่งกรรมฐาน สวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ให้เท่าอายุเกิน ๑ จบ แล้วสวดพาหุงมหากาฯ
คุณนายก็มีสัจจะเกิดศรัทธา เดินจงกรม นั่งกรรมฐานได้ดีกว่าสามีอีก ใส่บาตรทุกวัน และมีคุณแม่อิสลามอยู่ที่อยุธยา ก็พลอยอนุโมทนาด้วย และก็ทำบุญตักบาตร อิสลามก็ตักบาตรสืบมา คุณนายก็สวดมนต์เสมอ


ทำไปทำมานึกว่าเพชรตาแมวจะอยู่ที่ไหนหรือ ปรากฏว่าอยู่ข้างวัดชลอนนี่เอง เขาจะให้ลูกรึ ก็มีลูกหลายคน อาตมาไปขอเช่าบอกว่าให้หมื่นหนึ่งเอาไปเลย เขาบอกว่าไม่ได้ แสนหนึ่งก็ไม่ให้ท่าน
อาตมาก็คิดว่าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ถ้าเป็นของคุณนายก็ต้องอันนี้แหละได้พบมาแล้ว

พออยู่มาได้หน่อยหนึ่ง คุณนายก็มาวัด มานั่งกรรมฐาน แต่มาด้วยศรัทธาแล้วคราวนี้ ทีแรกไม่ศรัทธานะ ข้าจึงไม่ให้เช่า จำไว้อย่างหนึ่งนี่เป็นเทคนิค ต้องทำด้วยศรัทธา
ถ้าทำโดยเสียไม่ได้ อยากได้เป็นกิเลส ถ้าทำด้วยศรัทธา ทำด้วยความปีติยินดี ทำด้วยบุญกุศลของตนเองนี่ไม่ใช่กิเลส มันถึงจะได้
พอถึงคราวได้เป็นอย่างไร สองสามีภรรยาปรึกษากัน และวันนั้นทำขนมปลากริมไข่เต่า หาบแกงมาเลี้ยงพระ มากัน ๓ คน สมัยนั้นพระทั้งวัดมีไม่เกิน ๑๕ องค์
เมื่อพระฉันภัตตาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็พากันมาหาอาตมาที่กุฏิ มีดอกไม้ ธูปเทียน มาเรียบร้อย มาบอกว่า
“ท่านครับ ผมเอาเพชรตาแมวมาถวาย”
อาตมาก็ตกใจ ขอซื้อหมื่นหนึ่ง เขาบอกว่า แสนหนึ่งก็ยังไม่ขายให้ นี่ถวายฟรี!
นี่คือ บุญดลบันดาลจากกรรมฐานนะ มันเป็นของคุณนายเขา ผลสุดท้าย เจ้าเมืองสามีภรรยาได้ไปทั้งคู่เลย

ในเวลากาลต่อมาก็ย้ายจากสิงห์บุรีไป สุดท้ายปลายทางก็ปลดเกษียณ บัดนี้ถึงแก่กรรมหมดแล้ว อาตมาไปงานศพทั้ง ๒ คน ศพเจ้าเมืองไม่ได้เผา มอบให้แก่โรงพยาบาลศิริราช ให้หมอศึกษาต่อไป

ตอนหลังคุณนายเสงี่ยม ผู้เป็นศรีภรรยาก็ตาย พอตายแล้ว อาตมาไปสืบถามลูกว่า เพชรตาแมวอยู่ที่ไหน ไม่มีใครได้เลยนะ หายไปเลย แสดงว่าลูกไม่มีบุญนะ หายไปเลย ก็เรียกรวมตอนที่คุณนายเสงี่ยมตาย ไม่มีใครได้ทั้งลูกหลาน ไม่ทราบว่าหายได้อย่างไร
อยู่แต่แหวน เขาก็นำมาให้อาตมาดู ไม่มีหัว อาจจะเป็นโจรกรรม หรือใครลักไปก็จะเป็นได้ ไม่แน่นอน หรือหายไปเองด้วยบุญกุศลของเขาไม่มีอย่างไรก็ไม่ทราบ อันนี้เป็นที่ค้นเดาลำบาก
ขอฝากพี่น้องไว้ด้วย นี่บุญดลบันดาลได้จริงนะ แต่ต้องนั่งกรรมฐาน

หลวงพ่อเสกเงิน
บุญบันดาลได้จริงขอให้ตั้งสัจจะ อาตมาไปที่จังหวัดปราจีนบุรี ไปงานฉลองพระพุทธบาท มีการแสดงของนักเรียนรำถวายพระพุทธบาท
มีพระสงฆ์ไปในงาน ๒,๕๐๐ รูป ไม่มีใครให้รางวัลเลย เจ้าของท้องที่ก็ไม่คิดจะให้กำลังใจเด็กที่รำ อาตมาก็ไม่ได้เตรียมของไป

โยมเอ๋ย อาตมามีแค่ ๑,๐๐๐ บาท คนตั้ง ๔๐ คน แจกคนละ ๑๐๐ บาท ต้องใช้เงินทั้งหมด ๔,๐๐๐ บาท
เอ! เอาอย่างไรล่ะ พระอินทร์หานโยบายให้อาตมาหน่อยซิ เราก็นับๆๆๆ ไม่มีใครมองเลย
มีผู้กำกับ กับคุณนาย
เขาก็มองดูเรา เราก็มองดูเขา ก็พูดกันทางสายตา
สายตาเขามองดูเราว่า สตางค์ไม่พอหรือ

อาตมาก็เห็นหนอๆๆ คุณนายก็ควักๆๆๆ มา เอาซองใส่หนอ ม้วนหนอ อ้อมมาข้างหลังหนอ แล้วอาตมาก็เตรียมรับหนอ อยู่ข้างหลัง
พระที่นั่งอยู่ด้วยกันไม่มีใครรู้เลย ไม่มีกรรมฐาน มัวเห็นหนอที่เขารำ อาตมาก็รับหนอ กำไว้หนอ
นี่เป็นไหม บุญดลบันดาลได้ ใครไม่เชื่อไม่ว่ากันนะ อาตมาก็เอาเงินมานับๆๆ พอนับเสร็จแล้วได้ ๕,๐๐๐ บาท ไม่มีใบละ ๕๐๐ เลย เขารู้ว่าเราให้คนละ ๑๐๐ เขาอุตส่าห์ควักแล้วควักอีกใบละ ๑๐๐ ทั้งนั้น ไม่ต้องยากในการให้

บุญดลบันดาลได้อย่างนี้ และเขาไม่มีพูดอะไรกับเราพอมาถึง เขาพูดว่า “แหม! หลวงพ่อเก่งจัง เตรียมผ้ารับทันพอดี”
คุณนายเดินอ้อมไปท้ายแถว แล้วย้อนมา อาตมาก็ไม่ได้หันไปดู แต่เตรียมผ้ากราบคลี่ออกไปรับหลังม่าน พอรับเสร็จก็พับ มีเทคนิคนิดหน่อย พระไม่รู้เลย

ฝ่ายเจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี บอกหลวงพ่อวัดอัมพวันเงินพอหรือ ผมก็ลองเสกดูนะหลวงพ่อนะ เงินมันขาดมีมาพันเดียว
อาตมาก็จับผ้ารับมา ท่านก็มองใหญ่
“ผมจะเสกเงินน่ะซิ ขอยืมหลวงพ่อไม่ให้นี่”
อาตมาก็เป่าพรึม ทำเป็นหล่นร้องโอ้โฮกันใหญ่ มาอย่างไรเล่านะ พอแจกเลย ยังเหลือ ๑,๐๐๐ บาท
ขอให้ศรัทธาจริง ๆ เถอะเงินงอกได้จริง ๆ หรือว่าจะเสกเงินได้ถูก สำคัญจะทำหรือไม่ทำ ถ้าเสียดาย เงินหดเลย ไม่ได้แน่ ๆ



โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 3 ธันวาคม 2552 เวลา:15:44:02 น.  

 
-การกำหนดจิต

เอาสติไปกำหนดจิต โดยควบคุมจิต เรียกว่า ตัวกำหนด
ที่กำหนด โกรธหนอ กำหนด เห็นหนอ กำหนด เสียงหนอ
ท่านทั้งหลายอาจจะไม่เข้าใจ อาจจะคิดว่า เราก็รู้แล้ว ใช่ แต่เป็นการรู้ที่ไม่มีสติ
เมื่อเรามีสติครบ ได้สะสมกำหนดไว้ ถ้าอารมณ์ไม่ดีเกิดขึ้น มันจะวูบไปแล้วหายวับ เรียกว่าเกิดดับ อารมณ์ดีจะเข้ามาแทนที่

ถ้าผู้ไม่ได้ฝึกไว้ อารมณ์จะคั่งค้าง เมื่อเกิดขึ้นมันจะตั้งอยู่นาน อารมณ์จะค้างอยู่ในจิตใจ มันแฝงไว้ในใจให้ครุ่นคิด แฝงให้เราเศร้าหมอง ตัวนี้แหละเป็นตัวกิเลส เป็นเหตุทำลายเราโดยไม่รู้ตัว

การกำหนดให้ได้ปัจจุบัน เช่นยกตัวอย่างว่า ขวา...ย่าง...หนอ... กำหนดทันเรียกว่าปัจจุบัน ถ้าเรากำหนด ขวา... แต่เท้าก้าวไปเสียแล้ว อย่างนี้ไม่ได้ปัจจุบัน
เมื่อกำหนดไม่ได้ปัจจุบัน ความสำรวมระวังก็ไม่เกิด มันก็พลาด เกิดความประมาท อยู่ตรงนี้อีกประการหนึ่ง จึงต้องกำหนดให้ได้ปัจจุบัน

ทำอะไรทำให้ช้า ท่านจะเห็นรูปนาม ท่านจะแยกรูปนาม ท่านจะเห็นความเกิดดับของจิต ของท่านเอง
ท่านที่มีอารมณ์ร้อนเกิดขึ้น มันจะค้างสะสมไว้ในใจ มีแต่เคียดแค้น มีแต่ริษยา ผูกพยาบาท มีแต่การจองเวรกันในจิตของตน มิใช่คนอื่นมาทำให้ ตรงนี้สำคัญมาก

ไม่ใช่ว่ามานั่งกรรมฐาน ๗ วันแล้วใช้ได้ บางคนมาถามอาตมาว่า หลวงพ่อทำกี่วันถึงจะสำเร็จ? แหม! อาตมาทำมา ๔๐ กว่าปีแล้ว ยังไม่สำเร็จ ไม่มีสำเร็จ
แต่เรามีความหวังตั้งใจว่า เราปฏิบัติธรรมนั้นเหมือนน้ำซึมบ่อทราย แล้วค่อย ๆ กลืนสะสมอยู่ในจิตของเรา และจิตของเราก็จะรู้ได้ว่าเราคลายไปได้มากแล้ว จิตใจเราร่มเย็นไปได้มาก

ไม่ใช่ว่าเพลียมาก วันนี้ไม่ต้องสวดมนต์ แล้วไม่ต้องพร่ำภาวนาไม่ต้องตั้งสติ นอนเลย! อย่างนี้ก็ไปไม่ได้
ถ้าเราฝึกตั้งสติไว้ทุกอิริยาบถ วันนี้รู้สึกเพลียมาก รู้สึกไม่สบาย คิดว่าพรุ่งนี้จะไปงานไม่ได้ พอถึงเวลากระฉับกระเฉงทันที เพราะมันถึงเวลาที่เคยทำ ถึงเวลาที่เคยพูด ถึงเวลาที่เคยแบกหาม ถึงเวลาที่เคยเขียนหนังสือ มันต้องเขียนแน่ ๆ
ถึงเวลาก็ไปได้อย่างนี้ แล้วไม่เพลียด้วยนะ คิดว่าไปไม่ไหวแล้ว แต่แล้วกระฉับกระเฉง

สมณะ แปลว่าความสงบ สงบกาย สงบวาจา สงบเสงี่ยม เจียมตน มีหิริโอตัปปะ มีความละอายเกรงกลัวต่อบาปทุจริต ผิดศีลธรรม มันจะบอกออกมาโดยอัตโนมัติ
กำหนดรู้หนอ เอาจิตปักที่ลิ้นปี่ ถ้าปักให้ลึกถึงลิ้นปี่ รู้หนอ รู้หนอ โยมจะไม่พลาดอีกต่อไป ถึงวูบไปต้องจับได้ งูบลงไปตอนพองหรือยุบ เวลางูบลงไปต้องจับให้ได้นะ

ถ้าสติโยมดี มันจะออกตรงไหนล่ะ จิตจะออกจากที่เรากำหนด มันจะออกไปข้างนอก ออกไปคิดถึงบ้าน ถึงเพื่อน ถึงแฟน ออกไปคิดถึงลูก ถึงบ้านช่องของตน มันจะออกตรงไหนนะ
ถ้าจิตหยาบไม่รู้นะ มันออกไปเสียนานแล้ว จิตหนึ่งก็บอกว่า พองหนอ ยุบหนอ อีกจิตหนึ่งไปคิดถึงบ้านนานแล้ว

กำหนดเพ่งมากก็ไม่ดีนะ ตึงไป แล้วจิตมันจะเครียด มันจะขึ้นสมอง มันจะปวดหัวพอปวดหัวแล้วแก้ยาก ต้องหายใจยาว ๆ แก้ปวดหัวคลายเครียดนะ

ถ้าโยมเครียดเพราะทำงาน หรือปฏิบัติเครียด เกิดมึนศีรษะ เกิดปวดลูกตา โยมนั่งเฉย ๆ อย่าพองยุบแล้วก็หายใจยาว ๆ สักพักหนึ่งเดี๋ยวหายปวดศีรษะ หายปวดลูกตาทันที นี่มันเกิดจากเครียดนะ เกิดจากเกร็งด้วย


ตัวกำหนด ทำให้เมื่อยปวดทั่วสกนธ์กายก็ได้ ทำให้ขาเกร็ง ทำให้แขนเกร็ง และมันจะขึ้นประสาท ทำให้มึนศีรษะและลงไปที่ปลายเท้า ทำให้ขาแขน ขาก้าวไม่ออก นี้เป็นลักษณะของกรรมฐานทั้งสิ้น
...พอง...หนอ...ยุบ...หนอ... ไปเรื่อย ๆ ถ้าเพลินเมื่อใด มันจะออกตอนเผลอที่จะเพลิน จิตจะแวบออกไปเลยนะ โยมจะไม่รู้ตัวนะ
อีกจิตหนึ่งออกไปเสียแล้ว ออกไปคิดถึงเพื่อน ออกไปคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ ตรงนี้นักปฏิบัติไม่ค่อยรู้ จับไม่ได้

ขอตอบให้โยมฟังว่าขณะที่กำหนดนั้น มันจะเพลินและมันจะเผลอและมันจะแวบออกไปตอนเผลอ จิตจะออกตอนเผลอจำไว้
ถ้ากำหนดบ่อย ๆ ครั้งจะรู้ได้เองว่าจิตจะออกตอนไหน ไปคิดที่ไหนอย่างไร พอขยับตัวหน่อยเราก็กำหนดทันที รู้หนอ อ๋อ! รู้ตัวแล้ว จิตมันจะไม่ออกไป

การฝึกพองหนอ เอามือคลำดูที่ท้อง หายใจให้ยาว ๆ ฝืนก่อนทีแรกเราและเราต้องฝืนหายใจให้ยาว ๆ เดี๋ยวมันจะคล่องแคล่วทีเดียว พอคล่องแคล่วได้ปัจจุบันแล้วสบายมาก จิตมันจะออกไปตรงไหนมันก็จะบอกเราเอง

เวลาจิตจะออกไปคิดอะไร ขอยืนยันว่าโยมทุกคนคงจะไม่รู้ว่าออกเมื่อไร ขณะรับประทานอาหาร ดูแกงก็อร่อย เคี้ยวไปเคี้ยวมา จิตหนึ่งไปคิดโน่น อีกจิตหนึ่งคิดถึงความหลังที่ผ่านมา จิตหนึ่งคิดไปกับเพื่อนที่โน่น นี่ขณะรับประทานอาหารเป็นอย่างนั้นนะ
แต่เราสำรวมรับประทานอาหารเคี้ยวให้ละเอียด จิตมันจะอยู่ที่ฟันที่เคี้ยว แล้วก็กลืนลงไป รับรองโรคภัยไข้เจ็บที่มีมันจะหายได้เหมือนกันในเมื่อเคี้ยวมีสติ

จึงบอกว่า รับประทานอาหารช้า ๆ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะก็ช้า มีสติไว้ รับรองโยมไม่ค่อยเป็นโรคริดสีดวงลำไส้ ไม่ค่อยเป็นริดสีดวงทวาร มีสติกำหนดเหมือนยารักษาโรคไปในตัวด้วย
สติตัวนี้เป็นตัวควบคุม เป็นตัวตั้งตัวตี เป็นตัวมีเงินมีทอง คนไร้สติขาดเหตุผล คนไร้เงินไร้ทอง ไร้ความเป็นอยู่ของชีวิต นี่อยู่ตรงที่ไร้สตินี้
ในเมื่อโยมนอนหลับปุ๋ยไปมันจะเลิกคิด เป็นธรรมชาติของจิต ถ้าลืมตาขึ้นเมื่อใด รู้ตัวเมื่อใด มันจะต้องคิด แต่จะคิดเรื่องอะไรแล้วแต่โยม ของใครของมัน

ยกตัวอย่าง โยมกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องต่าง ๆ แล้วนอนหลับไป จะฝันแต่ความฝันนั้นไม่ใช่เรื่องจริง เป็นเรื่องของอารมณ์ที่ฝากคิดไว้แล้วทำให้ฝัน
ถ้าหากว่าญาณดี สมาธิดี สติดี ถ้าฝันต้องเรื่องจริง ฝันว่าคนนั้นเขาจะต้องตาย แล้วก็ตายจริง ๆ นี่คือสังหรณ์จิตฝากความฝันไว้ในสมาธิ

นี่มาพูดปัจจุบันกัน ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ จิตก็ย่างไปตามเท้า โยมอย่าไปหลับตาเดิน อย่าไปมองที่อื่น
บางคนเดินจงกรม เอาตาไปมองที่ไหนก็ไม่ทราบ วิธีฝึกต้องเอาสายตาเป็นสมาธิ เอาไปเพ่งที่ปลายเท้าว่ามันก้าวอย่างไร มันอยู่อย่างไร ถ้าทำชำนาญแล้วไม่ต้องไปตั้งอย่างนั้น

เราก้าวเท้าไปที่ไหน สติตามไปที่นั่น มันจะเกิดชำนาญการขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องดูเท้าแล้ว เราจะสั่งไปเอาของหรือวิ่งเร็วอย่างไร สติมันจะควบคุมอินทรีย์หน้าที่การงานเราไป จะล้มแล้ว ๆๆ ต้องเดินตรงนี้ ต้องถีบตรงนี้ ต้องก้าวตรงนั้น ต้องกระโดดตรงนั้น มันจะบอกเป็นขั้นตอน มีประโยชน์มาก

บางคนก็ฟุ้งซ่านเป็นกฎแห่งกรรมที่เราทำไว้ มันจะบอกได้เลยว่า ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายเข้าทาแทรก ฟุ้งซ่านไม่พัก
เสียใจหนอ ๆ อ๋อ ทราบแล้ว ต่อไปเราจะไม่เสียใจอย่างนั้นอีก มีสติครบ เราจะป้องกันสำรวมระวังไว้อีก มันจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคตเช่นนั้น นี่ตรงนี้สำคัญ
กำหนดจิตให้ได้ปัจจุบัน

ขณะนี้เกิดเจอเพื่อนหักหลัง เกิดเสียใจ เดินกลับบ้านคอตก ต้องกำหนดก่อนที่จะกลับ เหตุเกิดที่ไหนต้องปฏิบัติที่นั่น อย่างนี้โยมจะหายได้ทันเวลาในปัจจุบันนั้น
จะไม่เก็บไว้ในจิตใจให้คลั่งเคลิ้มเพ้อคลั่งและเศร้าหมองใจ

ทำให้เราต้องฝากความเสียใจ ทำให้เศร้าใจ ทำให้ร่างการสังขารเสื่อม ทำให้อายุสั้น และทำให้โรคภัยไข้เจ็บเหิมฮึก มาในร่างกายสังขาร

ต้องพยายามต่อไปให้ได้ปัจจุบัน อย่าเป็นอดีต อย่าให้เป็นอนาคต
อดีตมันก็ผ่านไป มันก็ไม่กลับคืนอีก อนาคตก็ยังไปไม่ถึง อย่าด้นเดาเอาเป็นเช่นนั้น อย่าด้นเดาเอาคิดว่าเป็นไปตามอารมณ์ของเรา คิดว่ามันต้องสำเร็จ คิดว่ามันจะไม่สำเร็จ อย่าไปคิด
พระพุทธเจ้าทรงสอนนักสอน เมื่อได้ปัจจุบันแล้ว รับรองอย่างอื่นจะไม่เกิดขึ้น ความหายนะจะไม่มาเข้าสู่จิตอีกต่อไป มันจะเกิดขึ้นสำหรับปัจจุบัน สำหรับผู้ทำนั้น

ถ้าโยมขาไม่ดี เดินไม่ได้ ก็มีวิธี ทำได้ ๒ อย่าง นั่งทำกับนอนทำ ถ้าขาดีนะ โปรดกรุณาเดินหน่อย เดินจงกรมทำให้มีสมาธิดี และการเดินจงกรมนั้น ทำให้เราสร้างความเพียรได้ดีในจิต สามารถจะมีพลังจิตในการเดินทางไกลได้ดี โดยไม่เหนื่อยยาก มันจะบอกออกมาในรูปแบบนั้น และช่วยให้อาหารย่อยง่าย และลมเดินสะดวกในร่างการสังขาร อาพาธมีอยู่ก็น้อย
สมาธิที่ได้จากการเดินจงกรมตั้งอยู่ได้นานกว่านั่ง จึงต้องให้เดินก่อนเสมอ ถ้าเดินก่อนแล้วมานั่งโยมจะคล่องแคล่ว การปวดเมื่อยจะน้อยลง

ถ้าไม่เดินเลย นั่ง เดินสัก ๑ ชั่วโมง จิตไวกว่าเครื่องบิน มันลิงแท้ ๆ
ทำจิตเชื่องจึงต้องผูก ถ้าไม่ผูกมันก็พล่านไปพล่านมาคือ
ให้ลิงมันอยู่ แต่ลิงก็อยู่ไม่ได้มันเผ่นไปทางโน้น แต่ก็ดึงเข้าไว้ ต้องดึงเข้าไว้ เชือกมันยาวเท่าไร ลิงมันก็ไปแค่เชือก ถ้าเชือกสั้นเท่าไร ลิงก็อยู่แค่สั้น ๆ
สติ คือเชือกมันจึงผูกลิงคือจิตไว้อยู่ได้
หนักเข้าเชื่องลงแล้วก็ปล่อยได้ ก็ไม่ไปไหน มันก็เชื่อง
เดี๋ยวจะเกิดจิตดับ เกิดขึ้น ดับวูบ เกิดสมาธิ ญาณทัศนวิสุทธิ มันก็เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นการปฏิบัติกรรมฐาน จึงมีประโยชน์ประจำชีวิตของโยม ทำให้โยมรู้จักค่าของชีวิต อีกประการหนึ่งขอให้หมั่นทำนะ นั่งเก้าอี้ก็ได้

ถ้าเราทำงาน หรือที่ร้านค้า ไม่มีที่นั่งสมาธิ เรานั่งขายของก็นั่งบนเก้าอี้ ลมหายใจเข้าออกเป็นประจำอยู่แล้ว ก็ใช้สติอัดเข้าไปอย่างนั้น รู้ว่าลมหายใจเข้าออกช้าหรือไว สั้นหรือยาว ตั้งสติตามไปจนคุ้นเคย เกิดขึ้นตั้งอยู่ ดับไป แล้วจิตก็เกิดปัญญา
จะทำงานก็สดชื่น จะค้าขายก็มีปัญญา ทำอะไรก็ขายดิบขายดี อยู่ตรงนี้เหมือนกัน นี่อารมณ์ดี มันอยู่ตรงนี้ มิใช่ว่าต้องเสกคาถาเลย

ถ้าระบบเลือดลมเดินดี และอารมณ์ก็ดีด้วย ทำอะไรก็ดีไปหมด ทำอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง อยู่ตรงนี้เหมือนกัน

ถ้าหากว่าระบบเลือดลมไม่ดี ระบบจิตมันก็เสียไปด้วย และเราขาดสติสัมปชัญญะด้วย อารมณ์ก็ร้าย จะทำอะไรก็เสียหาย หุนหันพลันแล่นเสมอมา ตัวนี้ตัวขาดปัญญา
ในเมื่อไม่มีปัญญาเช่นนี้แล้ว ทำอะไรก็เสียข้าวเสียของ ไม่นึกถึงวันข้างหน้าข้างหลัง มันก็เกิดขึ้น
และเกิดดับ เกิดที่ดีก็ดับไปสะสมไว้ในใจ เกิดไม่ดีมันก็ดับแล้วก็ขยายถ่ายออกไป ความเสียหายนั้นมันก็จะไม่เอามาไว้ในจิตใจ มีสติดีมากเท่าไร ความชั่วในตัวเราก็เอาออกไปมากเท่านั้น ถ้าสติไม่ดี ความชั่วอาจจะปนอยู่ในจิตใจของเรา

ถ้าเรามีสติครบแล้ว ความชั่วร้ายมันจะออกไปโดยอัตโนมัติ มันจะไม่อยู่ในจิตใจของเราเลย และจิตใจของเราก็สบาย
ปฏิบัติได้แล้วออกจากกรรมฐาน โยมจิตว่าง จะแผ่ไปให้ใครก็แผ่ไป ถ้าเราขาดความสบาย มีความทุกข์ แผ่ตอนนั้นไปให้ใคร ก็ทุกข์ด้วยเอาของไม่ดีไปให้

เวลากำหนด อย่าไปเคร่ง อย่างไปเกร็ง หายใจสบาย ๆ อย่าปักลึกนักในที่ท้องพองหนอ ยุบหนอ เราก็กำหนดหายใจยาว ๆ แล้วตั้งสติไว้เท่านั้น เอาสติวางไว้ที่ท้อง ลมหายใจเข้าออกขณะนอน โยมจะจับตอนที่หลับว่าเราจะวูบไปตอนไหน สติจะดี
ตื่นมาจะชื่นใจ จะไม่เพลียแต่ประการใด และจิตใจจะชุ่มชื่นในขณะที่นอนนั้น ลมหายใจเข้าออกก็อากาศดีในตัวเรา เลือดลมเวียนวนในตัวเราดีตื่นลุกขึ้นมา จะไม่เวียนศีรษะ จะไม่วูบไม่ล้มแน่ ๆ
ถ้าหากว่าไม่รวมไว้ตอนหลับ เลือดลมไม่ดีแล้ว ตื่นต้องระวัง ต้องนั่งก่อน แล้วค่อยลุกยืนขึ้น มิฉะนั้นโยมจะล้มไปเป็นอัมพาต
หัวใจยังสูบฉีดขึ้นสมองยังไม่ครบ ลุกไปจะหน้ามืด ความดันต่ำ แล้วจะล้มหน้ามืดลงไป ส่วนใหญ่จะเป็นอัมพาต อันนี้พระพุทธเจ้าทรงสอน


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 3 ธันวาคม 2552 เวลา:15:46:34 น.  

 
-ทานน้ำใจ

อย่าไปหลงความสุข เพราะถ้ามีความทุกข์แล้วจะแก้ไขปัญหาไม่ได้
ความเสียใจ ทุกข์ใจเกิดขึ้นแล้ว ก็กำหนดว่า เสียใจหนอ เสียใจหนอ เสียใจหนอ เดี๋ยวปัญญาจะออกมาบอกว่า แก้ได้


มันมีความทุกข์กาย ทุกข์ใจ สุขกาย สุขใจ ต้องกำหนดที่ ลิ้นปี่
คนที่เจริญกรรมฐานมั่นคงไม่เป็นคนจน รับรองไม่จนแต้ม มีเงินไม่ขาดกระเป๋า
คนที่จนจิตจนใจ จนสติปัญญา ไม่เจริญกรรมฐาน เงินขาดกระเป๋าทุกวัน และล้มละลายไปในที่สุด

เสียใจ ก็ กำหนดให้หายเสียใจ อย่าปล่อยความเสียใจตกค้างไว้ในใจ ทำให้เสียเวลาตลอดกาลเวลา

ตายด้วยอำนาจ โทสะ ก็ไปนรก เป็นอสุรกายไป ตายด้วยอำนาจ โลภะ อยากได้เขาข้างเดียว เสียไม่เอาด้วย ตายเป็นเปรต ปากเท่ารูเข็ม เปรตต้องไปขอทานเขากิน นี่อำนาจโลภะอยากได้ตายเป็นเปรต
ตายจากเปรตมาเกิดเป็นคนก็เป็นคนขอทาน และต้องหาเช้ากินค่ำ ต้องเร่ร่อน เหมือนนกขมิ้นเหลืองอ่อน ไม่มีทางประกอบอาชีพการงานในให้ร่ำรวยกับเขาได้ บางคนก็หาที่พึ่งไม่ได้เลย

หายใจยาว ๆ หายใจเข้ายาว หายใจออกยาว เพราะคนที่มีทิฐิหายใจสั้น คนมีโมโหร้ายหายใจสั้น หุนหันพลันแล่นไม่ดีเลย หายใจช้า ๆ ไว้ คือหายใจเข้า
ยาว หายใจออกยาว หายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องยุบ


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 3 ธันวาคม 2552 เวลา:15:51:19 น.  

 
เล่ม๖

-เมื่ออาตมาไปอยู่กับหลวงปู่สด วัดปากน้ำ

อีกใบหนึ่งเขียนว่า “หลวงพ่อคะ ช่วยดิฉันด้วย สามีทิ้งดิฉันแล้ว เขาขอฟ้องหย่าแบ่งสมบัติ วันนั้นขึ้นศาล มีบุตรด้วยกัน ๕ คน” ก็อ่านให้ท่านฟัง
ท่านบอก “รายนี้เก็บไว้ ใส่อีกบาตรหนึ่ง รายนี้ช่วยได้”
วันหลังต่อมา อาตมากราบเรียนถาม “หลวงพ่อครับ ที่ช่วยได้กับช่วยไม่ได้ เป็นอย่างไรนะครับ”
ท่านออก “อ่านดูก็รู้แล้ว คนนี้กุศลไม่พอ กุศลไม่มี เลยช่วยไม่ได้”
ท่านอธิบายว่า “เหมือนคนช่วยตัวเองไม่ได้ จะช่วยเขาอย่างไรได้เล่า”
และท่านบอกว่า “กรรมฐานนี่ดีที่สุด ไม่ต้องใช้คาถา เรานั่งกรรมฐานก่อน ยกจิตให้เป็นกุศล มีเมตตา ไม่อิจฉาริษยาใคร หมดปัญหาไม่พอใจใคร
แล้วแผ่ออกไปตามชื่อนั้น ๆ หรือจะแผ่ทั่วไปก็ได้ ถ้าเขามีกุศลพอช่วยได้ ถ้าไม่มีกุศลก็ช่วยไม่ได้”


คนเข้ามากราบท่านเวลาบ่ายสองโมง เขียนใส่บาตรเต็มเลย ได้เงินเข้าวัดมาก
ท่านบอกว่า “เราทำอะไรนะคุณนะ ถ้าโลภมากอยากได้ของเขาเขาแล้ว แผ่ไม่ได้ผล ถ้าเราไม่อยากได้ของใคร วางจิตให้เป็นกลาง ทำใจให้สบาย ทำจิตให้เป็นปกติมักจะได้”

ท่านสอนอาตมาว่า “นี่เธอ จะช่วยคนไหนก็ให้เขาช่วยตัวเองได้ ถ้าเขาช่วยตัวเองไม่ได้ คุณไปช่วยเขา คุณเสียเวลานะ คนช่วยตัวเองไม่ได้ ไม่ต้องสนใจ แผ่อย่างไรก็ออกไม่ได้”
อีกประการหนึ่ง คนนี้ช่วยได้ แต่จิตเราไม่ดี จิตเราไม่เป็นกุศล กระแสไฟหมด จิตมันหดหมดอาลัยตายอยาก ช่วยเขาก็ไม่ได้




-เมตตาบารมีของหลวงพ่อ



ดิฉันเริ่มป่วยเป็นโรคไตได้ฝันไปว่า ตัวเองจะต้องตาย พอตายแล้วก็มีคนมาแห่ แต่ไม่ยอมไปกับเขา มีพระสงฆ์ห่มจีวรสีคร่ำมาช่วย ๓ องค์ พระมาลูบศีรษะให้ บอกว่าไม่เป็นไรแล้ว ดิฉันก็ไหว้พระ แต่ไม่ทราบว่าเป็นใคร เป็นพระห่มผ้าเหลืองมา น่านับถือมาก ลักษณะเหมือนพระพุทธเจ้า
พอรุ่งขึ้น ก็ไม่สบาย พี่ได้พาไปหาหมอที่โรงพยาบาลรามาฯ หมอสั่งให้นอนในโรงพยาบาลทันที
อยู่โรงพยาบาล ทานอาหารไม่ได้ นอนไม่หลับตั้งหลายวัน หมอก็ให้ทานยา มีอาการเพ้อตลอดเวลา ญาติที่เฝ้าบอกว่า จะกระโดดตึกตั้งหลายครั้งแล้ว
เหตุที่ไปกระโดด เพราะมีคนมาบอกว่า อยากกลับบ้านไหม ถ้าจะกลับให้ไปทางนี้ จึงได้แต่พยายามจะไปกระโดดให้ได้

หมอที่ดูแลคนไข้ได้บอกกับคุณแม่ว่าให้ทำใจได้แล้ว แต่คุณน้าละออกับคุณน้าทองสุข บอกว่าให้พามาหาหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน เพราะรู้ว่าหลวงพ่อช่วยได้
ได้เล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อก็ให้เขียนชื่อนามสกุลของเด็ก และหลวงพ่อถามว่า อยู่ห้องไหน ตึกที่เท่าไหร่ โรงพยาบาลอะไร
แล้วก็บอกให้แม่เด็กกลับไปหลวงพ่อจะช่วย หายแน่ และให้น้าทั้งสองคนอยู่ปฏิบัติกรรมฐาน ๗ วัน
พอกลับไป หมอบอกว่าพูดได้แล้ว อาการก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ มา รวมเวลารักษาตัวที่โรงพยาบาลประมาณ ๓ เดือน ตอนโดดตึกไม่รู้สึกตัว พอรู้สึกตัวก็ปรากฏว่า โรคหายหมดแล้ว เหมือนเกิดใหม่
เพราะหมอบอกว่าช่วยไม่ได้แล้ว เวลาหายใจเลือดออกทางปากจากจมูกเต็มไปหมด พอไปดูแล้วไม่รอด ๙๙% ก็ไม่มีที่พึ่งแล้วนอกจากหลวงพ่อองค์เดียว ถ้าหลวงพ่อบอกไม่รอดก็คงไม่รอด
แต่หลวงพ่อบอกว่า รอด ไปเถอะจะช่วย หายแน่

ดิฉันนอนอยู่บนเตียง เห็นเป็นดวงแว่บ ๆ สองดวง ดวงใหญ่กับดวงเล็ก มันจะเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ เข้าใกล้แล้ว มันก็ลอยไปลอยมาตามห้อง มันจะเข้ามาหาตัวให้ได้
มีความรู้สึกว่ามันไม่ได้มาเป็นมิตร มาไม่ดี ก็ไม่ยอม พอดีอาโกเขาเข้ามาใกล้ เลยไปดึงหลวงพ่อ (พระเครื่อง) ของอาโกมา คือ หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค มาถือไว้แล้ว ดวงใหญ่ก็ลอยขึ้นไปเรื่อย ๆ ดวงเล็กพอเห็นหลวงพ่อก็หายไปเลย แต่ดวงใหญ่ยังไม่ยอมไป

พอดีวันนั้น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช มาทำพิธีที่ตึกล่าง หัวหน้าพยาบาลเขาก็ไปนิมนต์สมเด็จพระสังฆราชมารดน้ำมนต์ให้ พอรดน้ำมนต์แล้ว ที่เป็นดวง ๆ ก็หายไปเลย แล้วก็ค่อยดีขึ้นมาเรื่อย
เพื่อนที่ข้างเตียงเขาเล่าว่า ตอนที่เป็นหนักอยู่ ยังไม่รู้ตัว มีคนไข้เข้ามาในห้อง ไอ.ซี.ยู. ชื่อพิมพ์ใจ ชื่อเดียวกันเลย
ตอนแรกที่เขายังไม่ได้เข้ามา เพื่อนที่ข้างเตียงฝันว่า มีคน ๒ คน จะมาเอาคนชื่อพิมพ์ใจ มาถามเขา เขาก็บอกว่าอยู่เตียงโน้น เขาฝันแล้วเขาก็เล่าให้ฟัง
พออีกวันหนึ่ง ก็มีคนชื่อพิมพ์ใจ เข้ามาอีกเตียงหนึ่ง เขาเข้ามาดี ๆ มาอยู่ข้าง ๆ แต่ดิฉันป่วยหนัก คุณแม่ได้ไปบอกให้หลวงพ่อช่วย และหลังจากโดดตึกแล้ว หมอและพยาบาลคิดว่าไม่รอด แล้วก็ตัดผมให้สั้น
พออยู่มาอีกไม่กี่วัน คนที่ชื่อพิมพ์ใจที่อยู่ข้างเตียงก็ตายเลย ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก
พอฟื้นขึ้นมาก็หายหมด ไม่เห็นเจ็บอะไร มีแผลเป็นที่แขนนิดหน่อยเท่านั้น

หลวงพ่อตอบว่า “แสงนี่มี ๒ ประการ คือเกี่ยวกับยมทูตอย่างหนึ่งจะมาเอาชีวิตไป อีกแสงหนึ่งมาช่วยเอาไว้”
มีคนป่วยชื่อพิมพ์ใจเข้ามาใหม่อีกคนหนึ่ง แต่เขาไม่เป็นอะไรมาก อยู่ดี ๆ เขาก็ตาย
หลวงพ่อตอบว่า “ไม่ต้องเป็นอะไรก็ตาย มันถึงคราว หมดเวลาแล้ว หนูจำไว้ ดวงสองดวง ดวงหนึ่งจะมาเอาแล้วดวงหนึ่งช่วยเข้าไว้ มันเป็นอย่างนี้ หนูยังมีบุญวาสนาเพิ่มเติม
แต่เหตุผลขอเท็จจริง หนูต้องตายวันนั้นแหละ ตายที่โดดตึกแน่นอน แต่ตอนนั้นหลวงพ่อกำลังเขียนหนังสืออยู่นะ
เขียนอยู่ก็ แว่บ ตกใจ วางปากกา เห็นเด็กโดดตึกก็แผ่เมตตา “เมตตัน จะ สัพพะโร กัสมิงมานะ สัมภาวะเย อัปปะริมานัง เมตตา คุณณัง อะระหังเมตตา”
อธิษฐานจิตว่า “เด็กคนนี้เป็นญาติของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอช่วย ณ บัดนี้” บอกใครจะเชื่อได้
หนูนี่มีบุญนะหนูนะ หลวงพ่อเคยอธิษฐานไว้ จะขอใช้หนี้มนุษย์ให้หมดในชาตินี้ โยมจำไว้ เราเกิดมาหลายชาติแล้ว เราเกี่ยวข้องกับใคร ใครจะรู้ได้

เกิดเวียนว่ายตายเกิดมาตลอด เรายังไม่สามารถไปนิพพานได้ ก็ต้องเวียนมา บางทีมีโอกาสพบกันบ้าง ได้ช่วยเหลือกัน
หลวงพ่อได้แนะนำให้ดื่มน้ำตะไคร้ชง ให้ดื่มต่างน้ำเลย จะช่วยรักษาและป้องกันกระดูกผุได้ เนื่องจากดิฉันทานยารักษาโรคมาก เมื่อสะสมมากเข้าจะทำให้กระดูกผุได้


หลวงพ่อที่ดิฉันเคารพเทิดทูน
ตลอดชีวิตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ดิฉันไม่เคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรง ไม่เคยผ่าตัดและไม่เคยต้องนอนโรงพยาบาลเลย ทั้งนี้ส่วนหนึ่งดิฉันมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า มาจากการสวดมนต์ไหว้พระทุก ๆ เช้า และก่อนนอน
การแผ่เมตตาให้ ผู้มีกุศลไม่พอก็ช่วยไม่ได้
อาตมาประสบมาด้วยตนเอง ตัวอย่างเช่น เราชอบกับรัฐมนตรี ชอบกับอธิบดี จะนำเด็กไปฝาก คิดว่าต้องได้แน่ ๆ แต่แล้วไม่ได้ ก็จะผิดใจกัน
ถ้าเรานั่งเจริญกรรมฐาน จะทราบได้ว่าเด็กกุศลไม่พอ ต้องไปเพิ่มกุศลที่เด็ก
ถ้าเข้างานนี้จะต้องติดคุก ต้องไปทำงานเป็นลูกจ้างเขา เลยไม่มีบุญวาสนาจะได้อยู่กระทรวงมัน
บางคนนำลูกมาฝาก ฝากไม่ได้ก็โกรธ บอกว่าจะไม่มาวัดนี้อีก ก็ได้ตำรากฎแห่งกรรมอีก ช่วยเขาได้มาก เขารักเรามาก ช่วยเขาได้น้อย เขารักเราน้อย ช่วยเขาไม่ได้เลย เขาไม่รักเราเลย นี่เป็นกฎแห่งกรรม




-กุฏิเจ้าอาวาส

มีอยู่วันหนึ่ง จิ้งจกสองหัวสองหางมาตีข้างฝา ตีแล้วร้องใหญ่และสักประเดี๋ยว หนูออกมาแล้ว มาเยอะเลย มาดึงจีวรอาตมา อาตมาเลี้ยงไว้เยอะเลย ไม่กัดอะไรใครหรอก ให้กล้วยมันกิน
เดี๋ยวแมลงสาบออกมาอีกแล้ว เดินกันเป็นหางหมด ก็เดินมาหาอาตมา เขาอยากจะพูดแต่พูดไม่ได้ ถ้าพูดได้ เขาคงบอกว่า หนีเถอะ! เขาจะมารื้อกุฏิแล้ว
อยู่ต่อมา ๓ วัน สัตว์เหล่านี้หนีหมดเลย เอากล้วยให้หนูกินก็ไม่มา แมลงสาบก็ไม่มี จิ้งจกสักตัวเดียวก็ไม่มี ตัวที่มาตีข้างฝาเมื่อ ๒ คืนที่แล้วก็ไม่มี หายไปหมด
โยมปาริษา ได้มาตกลงกันง่าย ๆ บอกว่า หลวงพ่อย้ายกุฏิเถอะ จะซ่อมสร้างให้ใหม่ เลยอาตมาก็ต้องย้าย

แรงบันดาลใจในการสร้างกุฏิ
เป็นวันแรกซึ่งหลวงพ่อได้กล่าวว่า ท่านถูกคนกรุงเทพฯ ปฏิวัติ เพราะท่านต้องถูกสั่งย้ายโดยมิทันตั้งตัว เตรียมใจ
กลับออกจากหอฉันหลังเพลแล้ว เพียงระยะเวลา ๓-๔ ชั่วโมง กุฏิของท่านก็โล่งเรียบ

กาลครั้งนี้ ข้าพเจ้าได้กระทำสมเจตนารมณ์ตั้งแต่อดีตที่ข้าพเจ้าเคยนึกอธิษฐานไว้ว่า (พ.ศ. ๒๕๒๐)
“ถ้าพระองค์นี้ดีจริงแล้ว เมื่อข้าพเจ้าได้ “ดี” ข้าพเจ้าจะกลับมาเป็นผู้อุปัฏฐาก เป็นศิษย์ของหลวงพ่อ”
และข้าพเจ้าก็ได้กลับมาเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๔ ได้เริ่มทำตามที่เคยอธิษฐานมาจนบัดนี้
ในระหว่างที่ข้าพเจ้ายังมิได้กลับมาที่วัดอัมพวันนี้ ข้าพเจ้านึกถึงแต่ หลวงพ่อ ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดอัมพวัน ตลอดมานับเป็นเวลา ๑๕ ปี


ครั้งแรกที่ข้าพเจ้ามาที่วัดอัมพวัน เริ่มมาจากคุณอา
คุณอาได้อ่านหนังสือประวัติของหลวงพ่อ ว่าสามารถรู้กรรม รู้แก้อโหสิกรรมให้เจ้ากรรมนายเวร ถ้าเรามีอะไรติดค้าง จะได้สามารถทำให้ถูกจุด แก้ให้ถูกทางได้
ส่วนความทุกข์ของคุณอา บุตรสาว ได้ป่วยเป็นลูคีเมีย (มะเร็งในเม็ดเลือด)
หลวงพ่อท่านหลับตาลงชั่ว ๑๐ วินาที (กะพริบตา)
ท่านได้กล่าวว่า “โยม มารดาของโยมทั้งสองสบายดีหรือ”
เมื่อเรารักเอาใจใส่ดูแลปรนนิบัติบิดามารดา อานิสงส์อันนี้แหละจะย้อนกลับให้บุตรธิดาของเราได้ดีได้งามสมกับความสุขที่บิดามารดาได้รับ เราก็จะมีความสุข ครอบครัวก็จะเป็นสุข
คุณอายังว้าวุ่นใจ เกี่ยวกับโรคภัยของน้องเจี๊ยบโดยไม่มีเวลาเอาใจใส่คุณปู่คุณย่ามากนัก


เดิมทีกุฏิสร้างมานานนับ ๕๐ ปี พื้นไม้ชั้นบนเป็นรูโหว่ ขนาดเอามือสอดลงมาได้ หลังคากุฏิชั้นบนเปิดจั่วเห็นนกพิราบ (ฝ้าบนเป็นบ้านนกพิราบ) ฝนตกก็รั่ว
หลังคาเป็นสังกะสีทำให้ร้อนอบอ้าว ฝ้าบนเปิดรั่ว มูลนก เศษฟางสิ่งปฏิกูลหล่นลงมา
อยู่ต่อมาสักระยะหนึ่ง ข้าพเจ้าฝันเห็นเลือดและคนตาย ได้กราบเรียนถามหลวงพ่อว่า “ที่ฝันสิ่งนี้เป็นอย่างไรบ้าง”
หลวงพ่อได้บอกว่า เจ้ากรรมนายเวรเขามาตามทวง ต้องทำบุญหรือทำกรรมฐานแผ่เมตตาให้พวกเขา สวดมนต์ให้มาก ๆ
ในครั้งนั้นข้าพเจ้าได้ทำทรัพย์สินเสียหายไปเป็นจำนวนมาก หลวงพ่อบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เราคืนให้เขาแล้ว เจ้ากรรมนายเวรตามไม่ถึงตัวเราแล้ว ก็ถือว่าฟาดเคราะห์ไป




-เทพวัดอัมพวัน

ที่วัดอัมพวันมีเทพไท้ปกปักรักษาและทำการช่วยเหลือในการต้อนรับสอนกรรมฐาน คนที่เคยเป็นญาติ หรือมีบุญเท่านั้นจะสัมผัสได้
แม่กาหลง
แม่กาหลงนี้ก็เป็นเทพ แต่ก่อนนี้เป็นเปรตมากับกุฏิที่วัดนี้ มานั่งเจริญกรรมฐานกาลายเป็นเทพทันที
มีเรื่องเกี่ยวกับแม่กาหลงไปช่วยญาติทางภาคเหนือให้พ้นจากการฆ่าตัวตาย
เรื่องมีอยู่ว่า ครอบครัวหนึ่งฐานะร่ำรวยมาก อยู่กันมานานจนลูกโตเป็นหนุ่มเป็นสาว สำเร็จปริญญาตรี ปริญญาโททั้งนั้น
ต่อมาสามีไปมีภรรยาใหม่ เกิดมีปากเสียงทะเลาะกัน สามีก็ออกจากบ้านไป ภรรยาก็เลยเสียใจ จะกินยากะโหลกไขว้หวังจะฆ่าตัวตาย
พอยกแก้วจะดื่ม มีมือมาปัดแก้วยาหล่นจากมือ
“น้อยไป! นี่เธอ ไม่น่าจะกินยาตายเพราะเรื่องสามีนิดเดียว มันเรื่องอะไรกัน ถ้าฉันไม่ได้เป็นญาติกับเธอ ฉันไม่มาช่วยเธอหรอก ถ้าฉันลงมาช่วยเธอไม่ทัน เธอตายนะ”
แล้วเทศน์สอนซะ ๑ กัณฑ์ บอกว่า สามีของเธอ กับเธอ มาคนละทีใช่ไหม
ขอสรุปใจความให้สั้นว่า
อย่าไปด่าสามี อย่าไปว่าสามี ถ้าขืนว่าอีก เราจะไม่มาช่วยเจ้าอีก เจ้าคงต้องกินยาตาย หรือผูกคอตายต่อไป เธอน่าจะมานั่งกรรมฐานบ้าง ไม่มีเลย







โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 3 ธันวาคม 2552 เวลา:15:55:04 น.  

 
-คุณแม่สุ่ม

หลวงพ่อบอกว่าท่านกำลังอยู่ในระยะของการเข้าสมถกรรมฐานซึ่งผู้ปฏิบัติทุกคนจะต้องผ่านสมถกรรมฐานก่อน ส่วนมากคนจะคิดว่าตนสำเร็จแล้วเพราะจะเกิดอิทธิปาฏิหาริย์มากมาย เนื่องจากเป็นระยะที่มีพลังจิตสูงมาก อยู่ยงคงกระพัน เหาะเหินเดินอากาศ นั่งทางในสามารถรู้ได้ทุกอย่าง
ระยะที่ คุณแม่ตัดสินใจไม่ยึดติดในอิทธิปาฏิหาริย์ใด ๆ หลังจากผ่านขั้นนี้แล้ว ท่านบอกว่าพลังอำนาจก็ลดลง เสื่อมลง ท่านก็ปฏิบัติต่อไปในแนวทางที่ได้ตั้งใจไว้ เป็นการปฏิบัติไปสู่วิปัสสนากรรมฐาน นั่นเอง

หลวงพ่อเคยพูดเสมอว่า ท่านไม่ได้สอนวิปัสสนากรรมฐานเฉพาะคนธรรมดาเท่านั้น ท่านยังสอนผีและเทวดาด้วย
คุณแม่บอกว่าผีนั่งสมาธิได้ดีกว่าคน นั่งนาน อดทน จะไปจุติแล้วก็หายไป บางครั้งขณะที่คุณแม่สั่งสมาธิอยู่ก็มีผีเป็นจำนวนมากมาหาเพื่อขอรับส่วนบุญกุศลและขอเรียนวิปัสสนากรรมฐาน

สามีได้มาเกิดเป็นสุนัขอยู่ที่ตลาดสิงห์บุรี ฉันเห็นเข้าก็นึกรักและสงสาร เพราะเป็นขี้เรื้อนและเป็นแผลทั้งตัว พอพามารักษาก็หาย เวลาฉันเดินจงกรมเขาก็เดินด้วย เวลานั่งก็มานั่งด้วย จึงนั่งดูรู้ว่าเป็นสามีเมื่อชาติที่แล้ว ตามมาให้เราใช้หนี้ที่ให้เขากลับไปอยู่กับแม่ ไม่ได้ดูแลรักษาเขา

การเข้าผลสมาบัติจะมีกำลัง ไม่หิวโหย ไม่ปวดเมื่อย ไม่มีอะไรล้ำปีติก็ไม่ล้ำสมาธิ เสมอเท่ากันหมดเลย มีความสุขไม่ยินดียินร้าย เป็นขั้นอุเบกขา แต่รู้แล้วก็วาง จิตของเรามีจิตเดียว ไม่มีอะไรเข้ามากระทบเลย
ขณะที่เข้าผลสมาบัติ มีความรู้ผุดเป็นขั้น ๆ ผุดแต่ที่ดี แต่ไม่มีปีติ เขาผุดขึ้นมาสอนเรา

วิญญาณมาปฏิบัติธรรม

กายทิพย์ของเขาขาวใสแวบเลย เดิมวิญญาณก็มีรูปเป็นแบบเนื้ออย่างของมนุษย์เรานี้
เขามาก้มกราบลาเหมือนคนธรรมดา เขาสั่งถึงพ่อ แม่ เตี่ย น้อง อาม้า ให้บอกว่า ฉันไปสบายแล้ว
เขาจะนั่งตลอดไป ไม่มีลุกเดิน ไม่ยุ่งกับคน แต่ถ้าคนจะเดินไปถูกเขาก็หลบ
ปฏิบัติจนแยกรูปแยกนามแล้วก็ยังไม่พ้นนรก เขายังคอยเก็บอยู่ จนได้กายทิพย์แล้วนั่นแหละจึงพ้น แต่เขาไม่ไปที่อื่น เขาต้องการปฏิบัติอยู่ที่วัดอัมพวันนี้


ล่วงเกินหลวงพ่อ

ป้าต่อมพูดเสียงดังประกาศลั่นศาลาเลยว่า หลวงพ่อไม่ทักทายเลย เขาเรี่ยไรได้ ๔๐๐ กว่าบาทยังไม่รับหน้าเขา รับหน้าแต่คนที่มีแหวนเพชร
แต่เวลาทอดผ้าป่าก็ทอดพร้อมกัน
หลังจากนั้นมาป้าต่อมก็มาทำบุญเหมือนกัน แต่ทำกรรมฐานไม่ได้ เดินได้แค่ ๕ นาที นั่งได้แค่ ๕ นาที ปฏิบัติได้แค่นั้น ทุรนทุรายทำไม่ได้เลย เขาก็เลยมาขอขมาหลวงพ่อ

พอตายไปแล้ว หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า เขามาจับป้าต่อมไปนรก เพราะได้กล่าววาจาล่วงเกินหลวงพ่อ ป้าต่อมก็บอกเขาว่าได้ขออโหสิกรรมกับหลวงพ่อแล้ว แต่เขาไม่ฟัง
เขายอมให้ป้าต่อมมาบอกหลวงพ่อไปยืนยันเป็นพยาน หลวงพ่อก็ไป เมื่อได้รับการอโหสิกรรมแล้ว

ไปนรก

เมื่อคุณพ่อของฉันตาย ฉันจะชวนมานั่งกรรมฐาน แต่หาคุณพ่อไม่พบ เลยนั่งดูก็รู้ว่าไปตกนรก ถูกมัดมือมัดเท้า ฉันเข้าไปถามว่า “โทษอะไรถึงได้เป็นอย่างนี้”
คุณพ่อก็ตอบว่า “รู้เห็นเป็นใจกับลูกสะใภ้ โกงค่าทนายจึงถูกมัดตากแดดขึงพืดอยู่”
ฉันถามว่า “ทำอย่างไรถึงจะแก้ได้เล่า”
คุณพ่อบอกว่า ให้ปฏิบัติกรรมฐานแผ่เมตตาให้ ๓ เดือน จึงจะพ้นโทษนี้ คนคุมเขาอนุญาตให้ เพราะมีโทษอย่างเดียว
ฉันก็แผ่เมตตาให้ ระหว่างปฏิบัติใน ๓ เดือน ก็ยังเห็นอยู่ในสภาพเดิม พอครบ ๓ เดือนแล้วก็หลุด

แม่ชีแดง

แม่ชีแดงมาจาก ก่อนที่เขาจะออกจากบ้านมาได้ ทะเลาะกับแม่ ตีกับแม่อย่างมาก ขนาดสั่งว่าไม่ต้องเผาผีกันเลย
ทำบาปไว้กับแม่มากนะ ขอให้ไปขออโหสิกรรมกับแม่เสีย ให้ธูปเทียนแพไป
เขาตอบว่า “แม่เขาเฉย ๆ ฉันขอขมาแล้ว แม่เขาไม่รับพาน ฉันเลยเหวี่ยงพานใส่หน้าเลย แล้วบอกว่าจะไม่มาอีก ไม่ต้องเผาผีกัน”

ต่อจากนั้น เขาก็เป็นมะเร็งลำไส้ ตายไป โทษล่วงเกินกับแม่ผู้มีพระคุณ บาปมาก ทำให้เขาตกนรก ตอนบวชเป็นแม่ชี ความประพฤติก็ไม่ค่อยดี ไม่ค่อยได้เจริญกรรมฐาน สวดมนต์ก็ไม่สวด
มีโลภะเรื่องกินมากที่สุด กินของดี ๆ กินเนื้ออกไก่เปล่า ๆ

ต่อมามีลูกสุนัขตัวหนึ่งเกิดที่วัดอัมพวัน สุนัขตัวนั้นชอบกินก้างและกระดูก
วันหนึ่งก้างติดคอ ฉันเป็นคนให้กินเอง รู้สึกไม่สบายใจ เลยนั่งดูตั้งแต่คอเรื่อยลงไปถึงกระเพาะอาหาร เห็นกระดูกไก่เต็มไปหมด จึงทราบว่า จิตของสุนัขตัวนั้นคือ แม่ชีแดง
ฉันก็ถามจิตแม่ชีแดงว่ามาอย่างไร เขาก็บอกว่า “ขอเขามา เขาจะเอาไปนรก ได้ขอเขาให้มาเกิดที่วัดอัมพวัน”
เขาบอกว่า “แกต้องอดอยากนะ แกต้องไปกินกระดูกนะ ไปอยู่ที่วัดอัมพวันน่ะ” แม่ชีแดงบอกว่า ถึงอดอยากก็ยอม

แม่ชีแดงเขาเป็นโรคหอบมาก่อน สุนัขก็ไอแค้ก ๆ ไอหอบจนกระทั่งตาย เมื่ออายุ ๒ ปี
ตายแล้ววิญญาณก็อยู่ที่วัดอัมพวัน ไม่ได้ไปไหน ถ้าไปสิงที่คนใด คนนั้นจะมีโลภะเรื่องกิน มีนิสัยเหมือนเขาหมด จะต้องเก็บตุนของเอาไว้กิน
เขาเห็นแม่ชีสมคิดใจดี อยากได้ไปเป็นเพื่อน เวลาแม่ชีสมคิดหอบทีไรจะตายทุกที เป็นอาการหอบของแม่ชีแดง ไม่ใช่หอบธรรมดา

มีอยู่วันหนึ่ง หลวงพ่อสวดธรรมจักรที่ศาลาสุธรรมภาวนา เห็นแม่ชีสมคิดผิดปกติ คอก้มต่ำลงเหมือนมีใครมากดคอ จะเงยก็เงยไม่ขึ้น
ฉันเลยดู เห็นแม่ชีแดงมากดคอบีบคอ จะหายใจไม่ออก จึงดุออกไป เขาก็ปล่อยมือ ยกมือพนมมือไหว้ฉัน เขาก็ยังมีสติอยู่
ฉันบอกให้เลิกเดี๋ยวนี้นะ กำลังจะจัดแจงทำบุญครบวันตายให้ จะได้มารับส่วนกุศล ให้เลิกรังแกแม่ชีสมคิด
และบอกให้เขานั่งอยู่ที่โคนเสานั่นแหละ แต่ต้องทำกรรมฐานนะ นั่งบ้างนอนบ้างอยู่บนศาลานี่แหละ คอยรับส่วนบุญเขาตรงนี้

ต่อมาวันหนึ่งขึ้นไปทำบุญบนศาลา เห็นแม่ชีแดงนอนแผ่ แสดงให้เห็นว่าถูกจับตัวไปเสียแล้ว หลวงพ่อก็ปรารภว่า ชีแดงไปตกนรกเสียแล้ว
พญายม
วันหนึ่งตอนหัวค่ำ นั่งกรรมฐานอยู่ที่ศาลาปฏิบัติธรรม เห็นพญายมตัวใหญ่ ใส่ชุดแดงลูกหว้า นุ่งโจงกระเบนใส่เสื้อเป็นเทพชั้นสูง เป็นเจ้านายใหญ่
เขามาหยุดยืนที่หน้าฉันที่ศาลาปฏิบัติธรรม เขาชี้ไปที่บ้านที่แม่ฉ่ำชื่นอยู่ มาขออนุญาตขอคนที่บ้านนั้น
ฉันบอกอนุญาตให้ไม่ได้ เอาไว้ช่วยกัน ขอไว้เถอะ เขาก็หายไป

ตอนเช้าแม่ฉ่ำชื่นมาเล่าว่าเห็นพญายมใส่เสื้อสีเดียวกันมาที่บ้าน มีคนตามมา ๔ คน บ้านที่อยู่มีผู้หญิงอยู่อีกคนหนึ่ง เขาพูดกับผู้หญิงคนนั้น
ขณะนึกอยู่นั้นก็มีเสียงบอกว่า ไม่ต้องหนีหรอก อยู่ในวัดนี้แหละ ให้ไปหาสมภารเจ้าวัดว่าจะอยู่อีกกี่ปีก็ขอเขา ในใจก็บอกว่า ไม่อยู่อีกกี่ปีแล้ว ตายไปก็ดีเหมือนกัน
พอมีโอกาสพบหลวงพ่อ คนไม่มาก ได้เล่าให้ท่านฟังและกราบเรียนท่านว่าไม่ขออยู่กี่ปีหรอก สุดแท้แต่หลวงพ่อจะเอาไว้ใช้กี่ปีก็แล้วกัน ตายเมื่อไรก็ยินดีตาย ต่อจากนั้นก็ไม่เห็นอีกเลย


-ธรรมะผู้สูงอายุ

หายใจยาว ๆ ไว้อายุยืน ถ้าโยมกำลังโกรธหายใจตั้งแต่จมูกถึงสะดือ ตั้งสติไว้ที่ลิ้นปี่ โกรธหนอ หายใจยาว ๆ รับรองอายุยืน
ถ้าฝากความโกรธไว้ข้ามคืน โยมจะอายุสั้น โรคภัยไข้เจ็บจะมาเบียดเบียน ทำให้อายุสั้น

ขอฝากญาติโยมไว้ ณ ที่นี้ ออกกำลัง ตี ๔ ลุกขึ้นมาเลย ก่อนเดินจงกรมและนั่ง เตะขาออกไป หมุนแขนให้ได้ ๑๐๐ ครั้ง รับรองไม่เป็นโรคอะไร
บางคนเป็นไซนัส หายใจก็กำหนดกลิ่นหนอ แกว่งแขนทุกวัน เดี๋ยวนี้แข็งแรงแล้ว เพิ่งไปล้างหน้า


ดื่มน้ำสุกสะอาดบริสุทธิ์ อายุ ๔๕ แล้ว ต้มก่อน ถ้ายังอายุยังไม่ถึง ๔๕ ไม่ต้องต้ม เพราะกำลังแข็งแรงต่อต้านโรคได้ ดื่ม ๕ แก้ว รับรองอุจจาระดีแน่ หูตึงหายได้
คนปวดศีรษะไปซีกหนึ่ง น้ำตาไหล ปวดลูกตาประสาทไม่ดี หายเลยทีเดียว
โปรดได้ดื่มน้ำ เอาของสกปรกในร่างกายขับถ่ายออกให้หมด คือทางปัสสาวะและอุจจาระ รับรองโยมอายุยืนแน่


ขอให้ผู้มีอายุโปรดพิจารณาได้ เราเกิดมาเพื่อรอเวลาตาย เราได้มาเพื่อรอเวลาเสีย เรามีเพื่อรอเวลาหมด เราพบเพื่อรอเวลาจาก เราพบเพื่อรอเวลาพลัดพรากจากกันไป

จะรักษาตนให้เป็นปกติดังกล่าวนี้ ควรยึดหลักทำกรรมฐาน เป็นหลักพิจารณาโดยธรรมมี ๔ ประการคือ
๑. หมั่นระลึกถึงความดี ของท่านที่ทรงคุณความดี
๒. หมั่นสร้างความรัก ความปรารถนาดี แก่คนและสัตว์ทั้งหลายอยู่เป็นประจำ
๓. หมั่นระลึกถึงว่า สิ่งทั้งปวงในโลกนี้ ตามสภาพที่แท้จริงไม่มีอะไรสวยงามเลย แต่มีลักษณะที่พึงรังเกียจ เพราะปฏิกูลของมันตามสภาพที่เป็นจริง นี่ได้จากกรรมฐานทั้งหมด
๔. หมั่นระลึกถึงสิ่งที่เป็นจริง และความจริงประการสุดท้ายของชีวิตและร่างกาย คือความตายไว้เป็นประจำ

วางเฉยในอารมณ์ทั้งปวง ดีใจผ่านมาก็เฉย โดยมีความสำนึกว่าอะไรจะเกิด ไม่ว่าดี ไม่ดี มันก็ต้องเกิด อะไรจะดับ จะดีหรือไม่ดี มันก็ต้องดับ เราจะห้ามไม่ให้เกิด ไม่ให้ดับไม่ได้เลย โยมจำไว้นี่กรรมฐาน
เหมือนร้อนมาพร้อมความหนาวไม่ได้ฉันนั้น ผลก็คือ
๑. ไม่เสียโครงการของชีวิตที่สำคัญคือตัวเอง
๒. ไม่ต้องเศร้าโศกเสียใจ
๓. ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง
๔. ไม่ต้องล่องลอยไปตามอารมณ์

ชีวิตที่ปลอดภัยเป็นชีวิตที่มีคุณประเสริฐสุด เพราะเป็นที่มาแห่งความสงบสุขอันเป็นยอดปรารถนาภัยของชีวิต
๑. ความเศร้าโศกเสียใจ
๒. ความร้องไห้ บ่นเพ้อรำพัน
๓. ความลำบากกาย
๔. ความลำบากใจ
๕. ความคับแค้นใจ ความช้ำชอกใจ ย่อมทำให้ชีวิตเดือดร้อน กระวนกระวาย เป็นที่หวาดกลัวของชีวิตยิ่งนัก

ภัยชีวิต ๕ ประกายย่อมมาจาก
๑. ความพลัดพรากจากคนรัก จากของรักและจากสิ่งที่รัก
๒. ความต้องคลุกคลีอยู่กับคนที่เกลียด ของที่เกลียดและสิ่งที่เกลียด
๓. ความผิดหวัง คือปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น
ถ้าไม่มีความรัก ความเกลียด ความหวัง ภัยชีวิตทั้ง ๕ ก็ไม่มี

อาการเหล่านี้มีแก่สิ่งทั้งปวงในโลก เท่าเทียมกันทั้งหมด ไม่ยกเว้นใครเลย ไม่ยกเว้นสิ่งใด
ท่านจึงเรียกสามัญลักษณะ
๑. อนิจจัง ความไม่แน่นอน
๒. ทุกขัง ความไม่คงที่
๓. อนัตตา ความไม่ใช่ของเรา

เมื่อเกิดความรู้ความเข้าใจอย่างนี้ เรียกว่าเห็นความจริงของโลก อีกประการหนึ่งด้วยสิ่งประเสริฐคือ ปัญญา ผลที่ตามมาก็คือ
๑. ไม่มีอะไรที่น่ารัก
๒. ไม่มีอะไรที่น่าเกลียด
๓. ไม่มีอะไรที่น่าหวัง

เมื่อถึงคราวเกิดก็เกิด เมื่อถึงคราวดับก็ดับ ไม่มีใครทำให้เกิด ไม่มีใครทำให้ดับ ปัจจัยและธรรมชาติทำให้เกิด ทำให้ดับตามวาระของมันเอง
ย่อมไม่มีความรู้สึกว่า
๑. จากคนรัก ของรัก และสิ่งรัก
๒. คลุกคลีกับคนที่เกลียด ของที่เกลียด สิ่งที่น่าเกลียด
๓. ผิดหวัง มาประดังอยู่อย่างนี้
แล้วในที่สุด
๑. ไม่ต้องเศร้าโศกเสียใจ
๒. ไม่ต้องร้องไห้ บ่นเพ้อรำพัน
๓. ไม่ต้องลำบากกาย
๔. ไม่ต้องลำบากใจ
๕. ไม่ต้องแค้นใจ ไม่ต้องช้ำใจอีกต่อไป


เราท่านทั้งหลายยังเป็นสัตว์โลก เพราะความรู้สึกยังติดโลก ยังยึดโลกอยู่
จึงทำให้ชีวิตมีภาวะแตกต่างกัน คือ คราวใดติดมาก ยึดมาก คราวนั้นก็มีเรื่องวุ่นวายมาก มีปัญหามาก คือมีภัยมาก
คราวใดติดน้อย ยึดน้อย คราวนั้นก็มีเรื่องวุ่นวายน้อย มีปัญหาน้อยภัยน้อย
คราวใดดูเหมือนจะไม่ติดอะไร ใครจะไปไหนมาไหน เราก็ไม่ติดใจแต่ประการใด จะได้อะไร จะเสียอะไร เฉยตั้งสติไว้ จะสบายไม่สบายอย่างไรก็เป็นธรรมดา ไม่อยากรักใคร ไม่อยากเกลียดใคร ไม่มุ่งหวังสิ่งใด ไม่มุ่งหมายอะไรจากใคร ก็รู้สึกว่า ไม่มีเรื่องที่ต้องวุ่นวาย ไม่มีปัญหาซึ่งเป็นสัญญาณแห่งความไม่มีภัย

พระพุทธเจ้าทรงประสบความสำเร็จในการตรัสรู้ ก็เพราะทรงรู้ที่พระองค์เอง ทรงรู้ทุกข์ที่ไหน ถ้าไม่ใช่ทุกข์ในพระองค์เอง รู้เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ ทรงพบความดับทุกข์ และทางให้ถึงความดับทุกข์
เห็นตัวตาย จะได้คลายทิฏฐิ จะได้ดำริชอบ จะได้ประกอบกุศล ได้ผลอนันต์
ถ้าเรารักมาก ก็มีทุกข์มาก เขาไม่ได้รักเราเลย เราห่วงเขามาก เขาไม่ห่วงเรา เราก็ทุกข์มาก ทำให้จิตใจไม่สบาย

ท่านผู้สูงอายุ โปรดตั้งใจเจริญพระกรรมฐาน เพื่อป้องกันความว้าเหว่ เตรียมตัวก่อนตายเสีย เตรียมก่อนที่จะเดินทาง เตรียมเสบียงไป เตรียมวัสดุ เตรียมเครื่องใช้ไม้สอย ที่จะเดินทางต่อไปในอนาคต
หมั่นสวดมนต์ไหว้พระ ทาน ศีล ภาวนา ไว้ทุกขณะจิต โยมจะไม่ว้าเหว่ โยมจะไม่ทุกข์ร้อนแต่ประการใด


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 3 ธันวาคม 2552 เวลา:15:57:09 น.  

 
-ประสบการณ์จากการปฏิบัติธรรม๑

กรรมฐานแก้กรรม

ขณะที่แนะนำการปฏิบัติธรรมอยู่บนศาลา มีความรู้สึกว่าปวดตา ปวดมากจนทนไม่ไหว จึงได้ลา ไปตรวจที่โรงพยาบาล หมอได้ทำการตรวจแล้วก็นัดผ่าตัดวันรุ่งขึ้น เพราะบวมมาก
หมอบอกว่า ดิฉันเป็นต้อกระจก ต้องผ่าตัดออก และใส่เลนส์ใหม่ และต้องนอนพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลระยะหนึ่ง นั่งไม่ได้
ดิฉันได้บอกกับลูกหลานว่า “เวลายายนอนพัก ห้ามรบกวน” ดิฉันก็นอนกำหนดปฏิบัติกรรมฐานอยู่เรื่อย ๆ

ขณะที่นอนปฏิบัติกรรมฐานที่โรงพยาบาล เห็นนิมิตเป็นปลามาว่ายผ่านไปผ่านมาอยู่ตรงหน้า พร้อมกันนั้นก็ระลึกได้ว่า
สมัยเมื่อดิฉันอายุ ๘ ขวบ ได้ไปตกเบ็ดในแม่น้ำหน้าบ้าน พอเหวี่ยงเบ็ดไปก็ตวัดขึ้นทันที เพราะปลาแย่งกันกินเหยื่อ เบ็ดเกี่ยวตาบ้าง แก้มบ้าง แล้วก็จับปลาแกะจากเบ็ด ปากปลาก็ฉีกบ้าง
ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ก็พยายามทำกรรมฐานเรื่อย ๆ อุทิศส่วนกุศลให้ปลา ขอให้เจ้าปลาจงมารับส่วนกุศลของข้าพเจ้า และขอได้โปรดอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วย
วันหนึ่งพอออกจากกรรมฐาน ก็อธิษฐานจิตแผ่เมตตาให้ปลา ก็ปรากฏปลามาว่ายที่หน้าผ่านไปผ่านมา มีความรู้สึกขึ้นมาว่า
“อ๋อ ปลาเขามารับอนุโมทนาแล้ว ก็อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน ไม่มีเวรมีกรรมกันต่อไป”
ทุกขเวทนากับอดีตกรรม

เมื่อก่อนมีอาชีพขายสัตว์พวกปลา กบ ฉันต้องทำกรรมมาก ปลาก็ต้องทำให้เขา กบก็จับมัดเอวเป็นพวง เมื่ออายุ ๑๐ ขวบ ได้ตำข้าวในครก มีไก่มาจิกข้าวที่ฉันกำลังตำอยู่ ฉันก็ไม่เห็นเลยตำถูกคอไก่ มันร้องด้วยความเจ็บปวด แล้วไปตายตอนหลัง

พอมาปฏิบัติมีเวทนาแรงกล้ามาก ปวดเหลือเกิน ปวดตรงหัวเข่า กำหนดไม่ไหวจนต้องร้องครางออกมา
ฉันก็กัดฟันกำหนดปวดไป ปวดมากขึ้น ๆ เกือบจะทนไม่ไหว ก็ปรากฏเป็นภาพเหมือนจอทีวี เห็นไก่ตัวที่เคยเอาสากตำคอเขาตายเมื่อตอนอายุ ๑๐ ขวบ มายืนคอห้อย น้ำตาไหล เขาบอกว่า
“เขาตายแล้วนะ เขาห่วงลูกเขาจังเลย เขากำลังมีลูกอ่อน”
และเห็นกบมานั่งที่หัวเข่าฉัน แล้วพูดว่า
“คุณเจ็บนะไม่เท่าฉันปวดหรอกนี่” แล้วกบก็หันก้นให้ดูและบอกว่า “ดูนี่ คุณมัดฉัน เห็นไหมนี่”
แล้วก็เห็นปลาไหล ปรากฏเห็นเป็นพวงร้อยอย่างที่เคยทำ เห็นภาพตอนถูปลาไหล เฉือนคอแล้วก็หั่นมันก็กระดุ๊กกระดิ๊ก
แผ่เมตตาให้เขา ไก่ยังคงยืนน้ำตาไหล กว่าจะไปได้ก็เป็นเวลานาน ฉันร้องไห้ใหญ่ สงสารเขาจังเลย ไก่นี่ฉันสะเทือนใจมาก
ตอนนี้ฉันไม่ขายปลาแล้ว ฉันต้องผ่าท้อง เพราะปวดมดลูก ต้องผ่าตัดมดลูกทิ้งไปแล้ว

นิมิตเห็นวัดอัมพวันเป็นทองคำ

หลวงพ่อบอกดิฉันว่า “โยมทดลองไม่เปิดพัดลมดูซิ ว่าจะเป็นอย่างไร ตายให้ตาย”
ดิฉันก็ทดลองดู ไม่เปิดพัดลมทั้งเดินและนั่ง รู้สึกว่าร้อนมาก เพราะอยู่ในห้องคนเดียว เหงื่อไหลออกท่วมตัว
ดิฉันปฏิบัติอยู่เดือนครึ่ง พอจะกลับบ้านดิฉันก็ปฏิบัติต่ออีก จนถึงเวลาสามหรือสี่โมงเย็น ดิฉันก็แผ่เมตตา
พอลืมตามองในวัดก็เห็นเป็นทองคำ เหลืองอร่ามไปหมดทั้งวัด ดิฉันก็ตั้งสติว่า เห็นหนอ ๆ ยกมือขึ้นไหว้ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยประสบมาเลยในชีวิต
ตอนที่ดิฉันเห็นเป็นทองคำนั้นศาลายังไม่ได้รื้อ หลวงพ่อก็ยังไม่ได้เป็นท่านเจ้าคุณ ดิฉันได้ไปเล่าให้แม่ใหญ่ฟัง แม่ใหญ่บอกว่าดี ปฏิบัติได้สูง คนอื่นเขาหลับตาเห็น นี่ลืมตาเห็น

อยู่ต่อมาอีกหลายเดือน ดิฉันได้ล้มป่วยลง เดินไม่ได้ ดิฉันเดินไม่ได้ จึงตั้งจิตไปที่ห้องกรรมฐาน อธิษฐานขอให้หายทันเข้าพรรษา ดิฉันได้อธิษฐานจิตว่า ถ้าหายจากการเจ็บป่วย ดิฉันจะขอไปนมัสการสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ที่ประเทศอินเดีย และดิฉันก็ได้ไปประเทศอินเดีย สมความปรารถนา
พอมาเข้ากรรมฐานได้หลายวันก็ลงไปเดินจงกรม เดินได้พักใหญ่ รู้สึกปวดท้องมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ดิฉันก็ปักจิตไปที่ท้องตรงที่ปวด กำหนดว่าปวดหนอ ๆๆ ก็ไม่หาย ยิ่งปวดมากขึ้น จึงได้เข้ามาในห้องพัก นอนกำหนดจิตอยู่พักใหญ่ รู้สึกเพลียจึงม่อยหลับไป
พอลืมตาเห็นเป็นก้อนสี่เหลี่ยมสีขาว ดิฉันตกใจมาก พอระลึกได้ กำหนดจิตว่าเห็นหนอ ๆๆ แล้วก้อนนั้นได้เลื่อนออกมาทางปลายเท้า
ดิฉันได้ไปบอกแม่ใหญ่ แม่ใหญ่บอกว่าโรคภัยไปหมดแล้ว

เทพเตือนสติ

ก่อนฉันจะมาเข้าวัด ฉันมีเรื่องเสียใจ ทำการค้าไม้แล้วขาดทุน ทองก็หมด นายี่สิบไร่ก็หมด เหลือเงินเพียง ๓,๐๐๐ บาท สามีก็แยกกันไป ฉันก็อยู่กับลูกอีก ๒ คน
“อย่าฆ่าตัวตายนะ ฆ่าตัวตายต้องไปฆ่าถึง ๕๐๐ ชาติ ถึงจะหมดกรรม ตายเองไม่ได้นะ” ฉันก็เลยเลิก ได้ยินเป็นเสียงผู้ชาย ทุกวันนี้จะทำบุญอะไรก็แล้วแต่ ฉันต้องแผ่เมตตาให้เขาเสมอ

ตอนกลางคืนลูกหลับ ฉันก็ร้องไห้ มีคนมาบอกฉันว่า “ไม่ต้องเสียใจหรอก อีกหน่อยเงินที่เสียจะได้คืนทุกบาททุกสตางค์ อย่าเสียใจ ให้สร้างความดี”
ตอนมาปฏิบัติที่วัดอัมพวัน ก็รู้ว่า มันไม่เที่ยง มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรารู้เห็นสังขารไม่เที่ยง ใจมันรู้เองนะ ไม่ได้มีใครมาบอกฉันนะ ฉันนั่งน้ำตาไหลคนเดียว

ทำกรรมฐานนี่ต้องใช้สติทั้งนั้น เผลอนิดหนึ่งก็ไม่ได้ สติต้องกำกับควบคุมอยู่เรื่อย อะไรมาทางไหนก็กำหนด มาที่หูก็กำหนดที่หู มาที่ตาก็กำหนดที่ตา ต้องมีสติตลอดเวลา เผลอไม่ได้ เราก็รู้ตัวเราอยู่

แม่ฉันตายไป ๑๐ ปีแล้ว วันหนึ่งนั่งกรรมฐาน มีนิมิตเห็นผีเสื้อตัวใหญ่ ไม่ใช่ผีเสื้อธรรมดา ใจก็รู้ว่า “อ้อ แม่ฉันนี่” แล้วฉันก็กรวดน้ำ แผ่เมตตาให้

วันหนึ่งนั่งสมาธิอยู่ที่บ้าน เกิดความรู้สึกว่านั่งบนศาลาหลังใหญ่ จุคนได้ประมาณสองพันคน มีคนนั่งเต็มไปหมด มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชาย
ศาลาสูงหลายต้นแต่ไม่มีเสา ไม่มีบันได พอเลิกนั่งกรรมฐานแล้วฉันจะลงก็ลงไม่ได้ ก็เลยก้มมองดู ต้องก้มลงมามากถึงจะเห็นคนและบ้านเรือน
แม่สุ่มบอกว่า... “ที่เห็นน่ะไม่ใช่ของต่ำนะ เป็นของสูง ไปนั่งกรรมฐานกับพวกเทพเขา”

เดี๋ยวนี้ฉันก็รู้แล้วว่าเกิดมาทุกข์ ไม่เที่ยง เราต้องละวาง ปฏิบัติต่อไปให้พ้นทุกข์
ถึงเวลาช่วยลูกก็ช่วย แต่เวลาปฏิบัติ เราต้องปฏิบัติ เราต้องทำที่บ้านด้วย เพราะที่วัดมีเวลาน้อย อยู่บ้านมีเวลานั่งได้นาน



-ประสบการณ์จากการปฏิบัติธรรม๒

ช่วงที่เจอมรสุมชีวิตมากที่สุด ทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเคยอ่อนแอมาตั้งนานแล้วยิ่งหนักเข้าไปอีก ทั้งนี้เพราะดิฉันไม่เคยมาฝึกอบรมทางด้านจิตใจ เมือจิตใจอ่อนแอทุกสิ่งทุกอย่างก็พลอยแย่ตามลงไปด้วย เชื่อคนง่ายโดยไม่ไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ คุณแม่เตือนเรื่องการคบเพื่อนก็ไม่ฟัง จิตใจแย่ร่างกายก็มีโรคเข้ามาเบียดเบียน เกิดการท้อถอย หมดกำลังใจ ไปโยนสิ่งที่เกิดขึ้นให้กับโชคชะตาหรือฟ้าลิขิต

ถึงตอนนี้ดิฉันสามารถจะตอบได้ทันทีว่า ไม่ใช่อยู่ที่โชคชะตา แต่อยู่ที่ตัวของเราเองเป็นผู้กระทำ กับอยู่ที่จิตใจเป็นสำคัญ จิตใจต้องเข้มแข็ง ไม่ไขว้เขว ใครพูดอย่างไรก็ไม่หลงใหลเชื่อตาม มีความเชื่อมั่นตนเองว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้น การที่คบเพื่อนนั้นสำคัญมาก เราคบกับใคร เราก็จะเป็นเช่นนั้น คบกับผู้มีคุณธรรม เราก็จะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
สิ่งที่ได้เกินคุ้มและมีค่า ทุกท่านที่วัดมีแต่คำว่า “ให้” โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน แต่สิ่งที่ท่านต้องการคือ ให้ทุกคนมีธรรมะประจำใจ แม่ชีท่านทุ่มเทชีวิตสอนให้ทุกท่านด้วยความเสมอภาค อยากจะเห็นศิษย์มีความสุข อยู่แต่เพียงว่าเราจะเอาสิ่งที่ท่านหยิบยื่นให้นั้นกลับเอาไปใช้ได้มากน้อยแค่ไหน

ผลอีกสิ่งหนึ่งที่ดิฉันได้รับคือ เมื่อไปพบคุณหมอที่ตรวจพบก้อนซีสปรากฏว่า “ไม่มีก้อนเนื้อแล้ว ไม่รู้หายไปไหน”


-เมื่อข้าพเจ้าเป็นศิษย์หลวงพ่อวัดอัมพวัน

ธรรมะสร้างพรสวรรค์ได้

แทบไม่น่าเชื่อว่าธรรมะจะมีอำนาจลึกล้ำมหัศจรรย์เช่นนี้ เพราะเมื่อข้าพเจ้าปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ในที่สุดธรรมะก็สามารถสร้างพรสวรรค์ขึ้นในตัวข้าพเจ้าได้กล่าวคือ บรรณาธิการนิตยสารกุลสตรี ได้มีจดหมายมาถึงข้าพเจ้า มีใจความตอนหนึ่งว่า “อยากได้เรื่องของอาจารย์ลงในกุลสตรีทุกฉบับ อาจารย์พอจะมีเวลาเขียนให้ไหมคะ”

ในที่สุดเรื่อง สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ก็ออกมาสู่สายตาท่านผู้อ่าน และทำให้ข้าพเจ้าบังอาจเรียกตัวเองว่าเป็น “นักเขียน” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ



-จิตดับแล้วไปไหน

ขณะที่เดินก็เห็นคนยืนอยู่ใต้ต้นไม้ ในใจก็นึกว่า “ทำไมเขามายืนใต้ร่มไม้นะ ต้นไม้ใหญ่ ๆ ดูแล้วเขาก็มีความสุขดี
“นั้นและเขามีใจศรัทธา ปลูกต้นไม่ให้เป็นร่มเงา ให้ความร่มเย็นแต่สัตว์หรือคนที่เข้าไปอาศัย คนโบราณเขาถึงปลูกต้นไม่ ถ้าเขาไม่มีเงินทองที่จะสร้างศาลาพักร้อน ปลูกไว้ข้างทางเดินหรือกลางทุ่ง เพื่อให้เป็นร่มเงาแก่วัว ควาย หรือสัตว์ หรือนกอะไรก็ตาม หรือคนเดินทางมาร้อน ๆ ก็มาพักเหนื่อย”
คุณตาก็รู้สึกจำได้ว่า “อ๋อ! ทำบุญด้วยการปลูกต้นไม้ก็ได้บุญ มีความสุข ขณะที่ตายไปก็มีความสุข เหมือนตัวเองได้อยู่วิมาน”

การขออโหสิกรรมจะทำให้กรรมลดลงไป อาจรอดพ้นจากการหมดเนื้อหมดตัว รอดตายขึ้นมาได้

รู้สึกว้าเหว่มาก ต้องการเพื่อนมากที่สุด รู้สึกกลัวด้วย เหลียวไปดูทางไหนก็ขาวโพลนไปหมด เหมือนกับโยมเดินไปในหมอกควัน
จนสติระลึกได้อีกว่า “อ๋อ! เรามีอุปาทานยึดถือจะเอาคนอื่นเป็นที่พึ่ง ทำไมเราไม่พึ่งตัวเองล่ะ พระพุทธเจ้าสอนว่าให้เราพึ่งตนเองนะ” สติระลึกได้อย่างนั้น
และยังระลึกได้อีกว่า “ขนาดจะตาย รู้ตัวว่าจะตาย ยังต้องกลับมาตายกับญาติอีก ต้องหาเพื่อนมาดูใจ อยากจะมีพ่อแม่พี่น้องมาดูใจตอนใกล้ตาย
เราไปอุปาทานอย่างนี้ ยึดมั่นอย่างนี้ เราจึงต้องว้าเหว่ มองดูซิใครมากับเราบ้าง เราเกิดคนเดียว เวลาตายก็ตายคนเดียว มาคนเดียว ก็ต้องไปคนเดียว
พอนึกถึงธรรมข้อนี้ได้ มันก็ดับวูบเหมือนตกจากที่สูง ตกลงมาแล้วก็เกิดความหนักที่ตัว ที่ปลายเท้า สติกลับคืนมา กำหนดได้ว่า รู้หนอ รู้หนอ ขึ้นมาเรื่อย ๆ

ถ้าโยมกลับไม่ได้ สติไม่ดี หรือหลวงพ่อไม่ไปช่วยให้ระลึกได้ จะต้องเป็นสภาพเหมือนวิญญาณ หรือจิตสังขารเป็นขันธ์ ๔ คือไม่มีรูป มีแต่เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

จิตวิญญาณที่ล่องลอยนี้ ถ้าได้พบคนที่เทศน์โปรดให้รู้ว่าตัวเองเป็นใคร และให้ระลึกถึงกุศลที่ทำมาได้ก็จะไปถึงที่ดี คือจุติที่ดีเลย
โยมคิดว่าเฮือกสุดท้ายของโยมติดตัวโลภะ คือยังไม่อยากตาย อยากมีชีวิตอยู่ อยากอยู่ทำความดี แค่นั้นเอง
ตั้งแต่นั้นมาโยมก็ไม่กลัวความเหนื่อย ความหิว ความทุกข์ในโลกนี้อีกเลย จะรู้สึกเฉย ๆ
ปัจจุบันนี้ทำงานมากที่สุดก็ทนได้ เพราะคิดว่าเราเหนื่อยในปัจจุบันนี้ ไม่ได้ ๑ ใน ๑๐๐ หรือ ๑ ใน ๑,๐๐๐ ของโยมที่จะต้องไปได้รับข้างหน้า ถ้าทำไม่ดี
หรืออาจจะเป็นบุญกุศลที่ได้ทำกรรมฐาน จึงทำให้ได้รู้ธรรมะจริง ๆ จากความทุกข์ที่ได้รับ




-กรรมฐานรักษาโรคมะเร็ง

อายุ ๙ ปีเป็นโรคมะเร็ง ซึ่งมีอาการเริ่มแรกคือมีเม็ดขึ้นที่เส้นคอ
โรคมะเร็งที่ต่อมน้ำเหลือง ซึ่งมีผลทำให้อาตมาเป็นคนที่ภูมิต้านทานน้อย เป็นเหตุให้ติดต่อโรคได้ง่าย
มีอาการปวดตรงคอที่เป็นมะเร็ง ทำให้ไม่สามารถเหลียวคอได้ ถ้าจะหันต้องหันไปทั้งตัว
มารู้ว่าเป็นโรคมะเร็งจริง ๆ เมื่อมีอายุได้ ๑๓ ปี เพราะได้ไปตรวจพบที่โรงพยาบาลศิริราช

หลังจากที่หมอฉีดยามาให้ ๒ วัน ก็เกิดอาการปวดที่หลอดลมด้านใน จากนั้นอยู่มาได้ประมาณ ๑๙ วันหลังจากฉีดยา ก็เริ่มมีอาการผมร่วง
พอเอามือลูบที่ผม ผมก็ร่วงหลุดติดมือมาจากนั้นผมก็ค่อย ๆ ร่วงจนกระทั่งหมดศีรษะ
หมอตรวจอาการแล้วก็บอกว่า “ให้ยาไม่ได้ เพราะว่าภูมิต้านทานไม่พอ ให้กลับบ้าน”
รู้สึกเสียใจอย่างมาก เพราะยังไม่อยากตาย

ต่อมามีคนแนะนำให้มาหาหลวงพ่อจรัญ หลวงพ่อสั่งให้จัดยาให้และให้ทานยาเดี๋ยวนั้นเลย
พร้อมกับสั่งให้เข้าไปปฏิบัติกรรมฐานทันที ให้แม่ใหญ่
อาการดีขึ้นจนกระทั่งผมขึ้น ซึ่งใช้เวลามาอยู่วัดประมาณ ๑ เดือน ผมจึงขึ้น
ยาที่หลวงพ่อสั่งจัดให้อาตมาฉันทุกวัน มียาฟ้าทลายโจร น้ำมันมนต์ของหลวงพ่อ และยาที่ปั้นเป็นลูกกลอน เป็นยาที่ใช้บอระเพ็ด ๑ กก. ไพล ๑ กก. เกลือ ๑ กก. นำมาต่ำผสมกันและดองไว้ ๑๕ วัน ถึงจะทานได้
เมื่อทานยา ขณะกลืนจะมีอาการขม และพอทานหมดจะรู้สึกเค็มมากจนแสบคอ ทานยากมาก

ในปัจจุบันนี้อาการต่าง ๆ ของอาตมาดีขึ้นมาก อาการหอบหายไปเลย อาการปวดที่ลำคอก็ไม่มี ที่เหลืออยู่ก็ตรงคอที่ไปเจาะ มันยุบลง แต่ยังไม่หาย จะเป็นเม็ดอยู่เล็กน้อย แต่ไม่มีอาการเจ็บแล้ว
อาตมารู้สึกดีใจมาก เริ่มมีความใหม่ในชีวิต สบายใจมาก ที่รอดมาจนถึงบัดนี้ เป็นเพราะความกรุณาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่ให้ยา
และที่สำคัญที่สุดคือ ครูบาอาจารย์ที่สอนวิปัสสนากรรมฐานให้ จนสามารถรักษาโรคมะเร็งหายได้
ท่านว่าคนมีบุญจึงมีมารผจญ



-ประสบการณ์ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

คู่กรรมของข้าพเจ้า ใจดี มีลูกชายหญิง ตัวข้าพเจ้าเองเป็นภรรยาที่ชอบช่วยเหลือ ใครทำอะไรที่ไหนช่วยเขาไปหมด ทิ้งพ่อบ้านให้หากินเลี้ยงลูก ดูแลบ้านเรือนตามลำพัง แม่บ้านก็รับแต่คำยกยอปอปั้นของชาวบ้าน จนพ่อบ้าน รำคาญว่ามีแม่บ้านที่ไม่เอาใจใส่เรือนตน ดีแต่ทำงานให้ผู้อื่น ไม่เอาใจใส่ดูแลสามีและลูก ความชอกช้ำของสามีครั้งนั้น เขาอธิษฐานจิตว่าเกิดชาติใดภพใด ขออย่าได้ครองคู่กับหญิงผู้นี้อีกเลย

แรงอธิษฐานของเขาในชาตินั้นมีผลมาถึงชาติปัจจุบัน เมื่อเรามาพบกันในชาตินี้ เหมือนมีไฟฟ้าดึงดูดให้สนใจกันและกันทันที เราสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว

อยู่มาวันหนึ่งเขาบอกข้าพเจ้าว่า เขาอธิษฐานไว้ว่าจะไม่แต่งงาน เขารู้สึกว่าเขาเข็ดผู้หญิงไม่ชอบผู้หญิงเลย ข้าพเจ้าอยากตะโกนบอกเขาว่า “ฉันเป็นคนดีแล้ว ฉันจะดูแลสามีและลูก ฉันจะเป็นแม่บ้านที่ดี ฉันจะไม่ทอดทิ้งครอบครัวอีกแล้ว” แต่มันสายเกินไป ต้องตัดกรรม ต่างคนต่างไป

ข้าพเจ้ายังมีคู่กรรมอยู่อีกในหลายภพหลายชาติ แต่ไม่ใช่คนเดียวกันเลย แสดงว่าคู่ครองเปลี่ยนกันไปได้ตามกรรมที่จะผูกพันกันทุกชาติอย่างที่เขาชอบอธิษฐานกันนั้น คงจะต้องทำความดีให้เสมอกันไว้ หากผู้ใดดีกว่า ผู้ที่ดีน้อยกว่าจะตามไม่ทัน ก็ขาดกันไป



-คำสารภาพจากห้องกรรมฐาน

นั่งก็ทำตามที่หลวงพ่อบอก คือ กำหนดพอง-ยุบ จนมีเวทนามากทนไม่ได้ จึงไปกำหนดเวทนา ต้องใช้ความอดทนมาก ตั้งแต่นั่งมาไม่เคยนั่งถึง ๑ ชั่วโมง ต้องออกก่อนเสมอ

ดิฉันพยายามแข็งใจต่อสู้กับกิเลส มันชวนให้พอเถอะ ทรมานตัวเองทำไม เจ็บปวดออกอย่างนี้ ดิฉันกัดฟันสู้นึกว่าคนอื่นทำไมเขาทำได้ เราต้องทำได้ ให้มันรู้ไปว่ามันตายเพราะความปวด ทนจนสุดถึงขีดสุด แยกเวทนาออกจากจิตได้ ก็หายปวด เบาสบาย สว่าง สงบ เพิ่งจะรู้ว่า อ๋อ ที่หลวงพ่อเขียนไว้ตรงทางเข้าสำนักวิปัสสนาว่า สงบ สว่าง ว่าง มันเป็นอย่างนี้เอง มิน่าพระธุดงค์กรรมฐาน ท่านถึงชอบเข้านิโรธสมาบัติ

ดิฉันเป็นโรคริดสีดวง แล้วได้แถมโรคความดันต่ำ โรคโลหิตจางอีกโรคนั้นเป็นเพราะกรรมทำไว้ตอนเด็ก ๆ และที่ไม่มีโอกาสซื้อบ้านเป็นของตัวเอง กระทั่งมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านก็ยังมีปัญหาขัดมาเป็นสิบ ๆ ปี ไม่มีทางสำเร็จ ต้องอยู่ห้องแคบ ๆ เล็ก ๆ บ้านพ่อแม่ก็มี ก็ไม่ยอมกลับไปอยู่ ทั้ง ๆ ที่สบายทุกอย่าง นี่เป็นวิบากกรรมที่ดิฉันทำด้วยความสนุก ตอนเล็ก ๆ ดิฉันต้องทุกข์ทรมานกับโรคริดสีดวง โรคคันในร่มผ้า ต้องไปหาหมอตรวจภายในปีละหลาย ๆ ครั้ง ได้รับความทุกข์อย่างแสนสาหัส

แล้วภาพที่ลืมไปนานเกือบ ๓๐ ปีก็มาปรากฏ ภาพที่ไปเล่นที่โรงเรียนข้างบ้านสมัยเด็ก ๆ เขาสร้างตึกแล้วไม่ราดปูน ถมดินทรายไว้ ที่ดินทรายมีหลุมเล็ก ๆ เอามือเขี่ยดูว่าทำไมเป็นหลุม ๆ เจอตัวกลม ๆ นิ่ม เอานิ้วไชเล่น มันก็หนีหัวซุกหัวซุน ก็ไม่หมดความพยายาม ไม่หาไม้เสียบไอติมมาเขี่ย หาขวดแม่โขงแบนมาด้วย เขี่ยได้ก็ใส่ขวด คงเป็นร้อย ๆ ตัว เล่นเบื่อก็เทออกไว้ที่เดิมบาง เทที่อื่นบ้าง และก็ไม่ใช่เล่นครั้งเดียว ไปเล่นบ่อย คนเดียว เมื่อสำนึกนี้ปรากฏ ดิฉันรีบบอกว่าขออโหสิจะแผ่เมตตาไปให้

วันรุ่งขึ้นเวลาเดินจงกรมจะคันก้น อยากถ่ายอุจจาระ ต้องรีบบอกว่ารู้แล้ว เดี๋ยวจะแผ่เมตตาให้ ก็คิดออกว่ากรรมของดิฉันคือ ไปทำให้คนอื่นเขาเป็นทุกข์ เอาไม้ไปทิ่มก้นเขา เพราะเขามุดหัวลงดิน เอาไม่ไปเขี่ยก็ต้องโดนก้น เราจึงได้เป็นโรคริดสีดวง คันในร่มผ้า

และที่ต้องมีปัญหาแตกแยกต้องทุกข์ทรมานมาตลอดเวลาเป็นสิบปี ต้องอยู่คนเดียวในห้องแคบ ๆ ก็เพราไปพรากเขาให้จากที่อยู่ แยกลูกแยกผัวเมีย แยกญาติพี่น้องเขา จับเขาใส่ไว้รวม ๆ ในที่แคบ ๆ ตัวเองก็

ดิฉันก็คิดเรื่องส้วมได้ว่าที่นั่งแล้วเห็นส้วมนั้นเพราะโรคที่เป็นเกี่ยวกับส้วม วิบากกรรมของดิฉันจะเบาบางลงได้ก็ต่อเมื่อดิฉันได้ทำบุญด้วยส้วม
วิบากกรรมที่ทำให้สัตว์ร้อน ชอบฉีดยาฆ่าแมลงก็เป็นไซนัส หายใจไม่ออก ปวดศีรษะบ่อย ๆ น้ำหอมก็เหม็น หายใจไม่ออก ล้วนแต่มาจากกรรมที่ได้เบียดเบียนสัตว์ ชอบจับแมงสาบใส่ถุง เกลียดมัน แทนที่ปฏิบัติกรรมฐานและจะมีเมตตาสัตว์แผ่เมตตาให้ มอดขึ้นข้าวแทนที่จะทิ้งกลับเอาใส่หม้ออบแล้วก็หุงเพราะเสียดายเงินแค่ ๒๐-๓๐ บาท ยอมฆ่าสัตว์เป็นร้อย แล้วก็ได้รับวิบากถูกไฟลวกถูกน้ำร้อนลวกเป็นประจำ

สัตว์อยู่ในป่าไม่ต้องกินยา ไม่มีโรงพยาบาล เขาก็อยู่ได้ ทำไมแค่ปวดจะต้องกินยา ทายา ก็กำหนดเข้าซิ ปวดท้องก็กำหนดเข้า ปวดอย่างมากก็คืนเดียว อะไรก็อนิจจังทั้งนั้น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปเดี๋ยวนี้ดิฉันมีความสุข ประสบผลสำเร็จในการปฏิบัติ


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 3 ธันวาคม 2552 เวลา:19:07:35 น.  

 
-เครดิตคือคุณธรรม

สามีภรรยาคู่นี้ หมั่นสวดมนต์ไหว้พระ หมั่นเจริญพระกรรมฐาน หาเช้ากินค่ำ เพราะยากจนเงินทอง เมื่ออดีตชาติไม่ได้ทำทานมา แต่มีสติปัญญาสูง
คนมีสติดี สัมปชัญญะดี เจริญกรรมฐานดี แต่ไม่ได้ทำทาน ไม่ได้ให้สวัสดิการ ไม่ได้ช่วยเหลือใครเลย มาในชาตินี้ เกิดมาเป็นลูกขอทานแต่มีปัญญา
บางคนมีเงินทองมากมาย แต่ไม่สามารถจะทำงานให้สำเร็จได้ ไร้ปัญญา เงินนั้นก็ช่วยไม่ได้ ลับไปผลาญเงินผลาญทองมากมายก่ายกองหมดเนื้อประดาตัว

บางคนมีสติปัญญา แต่เงินลงทุนไม่มี จำเป็นเหลือเกินต้องไปกู้ธนาคาร กู้ญาติพี่น้องมาลงทุน แต่เขา สวดมนต์ ไหว้พระ สวดอิติปิโส เท่าอายุ สวดธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหากาฯ แล้วก็เจริญภาวนา เงินไหลนองทองไหลมา เพราะทำให้เขาเกิดปัญญา

ปัญญานี่แหละทำให้เกิดเงินได้
ตอนเช้าจะมีปัญญาที่จะต้องไปหาเงิน ตอนเช้าจะต้องไปทิศนี้ พรุ่งนี้จะต้องไปทิศนั้น จะเกิดสังหรณ์จิตให้ไปทางทิศนี้เถอะ
จะไปรับจ้าง เลยไปถึงโรงแรมเกิดต้องการคนขึ้นมา

ญาติโยมที่รักทั้งหลาย ถ้าใครโกงเงินโกงทองไป ดีใจเถอะ ให้เขาเถอะ ปลงให้มัน
“มีให้เขาโกง ดีกว่าเราไปโกงเขามา มีให้เขาลักไป ดีกว่าเราไปลักเขามา นี่ซิเครดิต โยมทำได้หรือยัง ถ้ายังทำไม่ได้ก็ทำต่อไป ให้จิตตั้งใจถึง

อาตมาไปบ้านเขามา เป็นบ้านเล็ก ๆ สองสามีภรรยาอยู่ด้วยความสุข เหมือนพ่อเงาะป่ากับรจนายาใจอยู่ปลายไร่ปลายนา เก็บผักบุ้งกลางนา เก็บสันตวากลางหนอง เอามาดองกิน สร้างความดีในไร่นา อยู่เย็นเป็นสุข สองสามีภรรยา คือ รจนากับสังข์ทอง

คนนี้รับจ้างในโรงแรม เขาจ้างวันละ ๑๐๐ ดอลล่าร์ ทำงานแทบตาย แล้วก็โกงไม่ให้เงิน

เขาก็ไม่ติดใจ เขาซื่อตรงต่อเวลาที่ทำงานได้ ก็พูดต่อหน้านายจ้าง เจ้าของโรงแรมว่า

“ท่านจ้างข้าพเจ้าหนึ่งวันกับหนึ่งคืน ล้างถ้วยชามทำกิจการในบ้านของท่าน ท่านไม่ให้เงินข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่ติดตามผล จะไม่ทวงถามท่านอีกต่อไป

ให้รู้ไว้ว่า ท่านไม่ให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะได้หมดห่วง จะไม่กลับมาทวงแล้ว ข้าพเจ้าขอฝากความหวังดีที่ข้าพเจ้าทำกับท่านไว้ ขอให้ท่านมีความเจริญในการค้าของท่านต่อไป

ข้าพเจ้าเสียแรงที่ช่วยท่านไป ข้าพเจ้าจะไม่เอากลับคืนมา และจะไม่ทวงถามเงินทองที่เป็นลูกจ้างท่าน ข้าพเจ้าทำเอาบุญ ขอท่านจงมีคุณประโยชน์ ร่ำรวยมหาศาล ข้าพเจ้าแสนจะจนเงินทอง แต่ข้าพเจ้าไม่จนจิตใจ ไม่จนคุณธรรม”

แล้วเขาก็ไม่สนใจ หมั่นสวดมนต์ ไหว้พระ เจริญสติปัฏฐานสี่ เดินจงกรม ๑ ชั่วโมง นั่ง ๑ ชั่วโมง

สักประเดี๋ยวนายห้างโทรศัพท์มาหาแล้ว บอกขอให้ไปพบ เขาจะมีการประชุมเดี๋ยวนี้ มีแขกเมืองมามากมาย ขอให้มาช่วยอีกสักครั้ง ถ้าเป็นโยมที่ไม่เคยนั่งกรรมฐานคงไม่ไป เพราะเพิ่งถูกโกงมา

สองสามีภรรยานั้นก็ไปช่วยเสร็จ เขาขอบอกขอบใจ ฝรั่งบอกว่า เราไม่ได้คุณ เราลำบากแน่ แล้วก็นำรางวัลออกมาให้เงินมาก และซื้อทองคำให้
ดูซิ โยมคิดทุกคน เขาบอกให้มาช่วย ไม่ได้มาจ้าง เขาให้มาช่วย เพราะมีความจำเป็นทั้ง ๆ ที่รุ่นก่อนโกงเขาไปแล้ว



-การอุทิศส่วนกุศล

วันนี้จะขอฝากญาติโยมไว้ การอุทิศส่วนกุศล และการแผ่ส่วนกุศลไม่เหมือนกัน
สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เรียกว่าการแผ่แพร่ขยาย

แต่การอุทิศให้ เป็นการให้โดยเจาะจง ถ้าเราจะให้ตัวเองไม่ต้องบอก ไม่ต้องบอกว่าขอให้ข้าพเจ้ารวย ขอให้ข้าพเจ้าดี ขอให้ข้าพเจ้าหมดหนี้ ทำบุญก็รวยเอง
เราเป็นคนทำ เราก็เป็นคนได้ และการให้บิดามารดานั้นก็ไม่ต้องออกชื่อแต่ประการใด ลูกทำดีมีปัญญาได้ถึงพ่อแม่ เพราะใกล้ตัวเรา

บางทีคนนี้ไม่ใช่ญาติในชาตินี้ แต่เกิดพอใจกัน จิตใจตรงกัน ก็เป็นญาติครั้งอดีตที่ผ่านมา แต่จากไปเป็นเวลานาน เพิ่งจะได้พบกันวันนี้ มันก็ลืมเลือนรางไปบ้าง ก็สามารถเป็นญาติได้
ถ้าเคยเป็นสามีภรรยากันกี่ชาติแล้ว ก็สามารถเป็นไปได้ตามนัยดังกล่าวเช่นเดียวกัน

ถ้าไม่สามารถจะเป็นญาติครั้งอดีตที่ผ่านมา ปัจจุบันนี้เราไปเกื้อกูลอุดหนุนกัน ช่วยเหลือกันในวันนี้ สามารถจะเป็นญาติในวันพรุ่งนี้ต่อไป

พ่อแม่อุทิศส่วนกุศลให้ลูกได้

มีคน มาหาที่วัดบอกว่า ลูกไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่มีจดหมายมาเลย ๓ เดือนแล้ว ไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง
อาตมารู้แล้ว ลูกกำลังจะตายอยู่ในห้อง ไอ.ซี.ยู. ที่สหรัฐอเมริกา
เขาบอกว่า “จะมาทำบุญวันเกิดให้ลูก เลี้ยงเพลพระที่วัดนี้”
อาตมาก็บอกว่า “ได้เลยโยม จะสวดธรรมจักรให้ด้วย”
ที่วัดนี้สวดธรรมจักรยากนะ ต้องมีเหตุผล

โยมทำบุญวันนี้ ตั้งใจแผ่ส่วนกุศลให้ลูกอยู่ที่สหรัฐอเมริกา วันนี้เป็นวันเกิดของลูก ลูกเขาไม่มีโอกาสทำ ลองดูจะได้ผลไหม
เขาป่วยเชื้อไวรัสลงตับ จะต้องตายอยู่ในห้อง ไอ. ซี. ยู.
พ่อแม่ก็เจริญกุศล สวดพุทธคุณเท่าอายุ พาหุงมหากา แล้วอุทิศส่วนกุศลให้ลูกที่อเมริกา
ปรากฏว่าทำบุญเสร็จแล้ว ๑๐ วัน ได้รับจดหมายทันที
ผมฟื้นจากห้อง ไอ.ซี.ยู. แล้วหายวันหายคืน ได้แก้ไขวิทยานิพนธ์แล้ว อาจารย์ให้ผ่านแล้วครับ และจะขอต่อปริญญาเอกต่อไป
ลูกแผ่ส่วนกุศลให้พ่อ-แม่ได้

ภรรยาแผ่ส่วนกุศลให้สามี

สามีเป็นคนเจ้าชู้ เล่นการพนัน กลับบ้านเที่ยงคืนทุกวัน ภรรยาก็เสียใจ ร้องไห้มาหาอาตมา
จะแก้ที่โยมภรรยา โยมลาพักร้อนสัก ๗ วันได้ไหม มานั่งกรรมฐาน เขาก็มาที่นี่

พอนั่งกรรมฐานเสร็จ แผ่เมตตาทุกวัน ให้สามีมีความสุข แผ่เท่านี้เป็นการแก้กรรม

กลับไปบ้านแล้วก็ไปนั่งสวดมนต์ไหว้พระ สามีมาก็ไม่ว่ากระไร ไม่ชวนทะเลาะอีกต่อไป หากับข้าวให้เต็มสำรับไว้ เขาจะทานหรือไม่ทานก็แล้วไป ทำหน้าที่แม่บ้านการเรือนอย่างดียิ่ง และจะไม่พุดถึงเรื่องนี้อีก
อย่าไปด่าว่าสามีเจ้าชู้ เล่นการพนัน จะไม่มีทางแก้ไขได้ จะเป็นการหยิกเล็บเจ็บเนื้อ จะเหลือวิสัย อย่าไปจี้แผลนัก เดี๋ยวจะกลายเป็นโรคมะเร็ง และจะแก้ไขปัญหาไม่ได้

ในที่สุดสามีก็กลับใจ เลิกเที่ยว หันมาดูแลลูกเพิ่มขึ้น มานั่งสวดมนต์กับภรรยา
วิธีแก้กรรมอย่าไปผูกใจเจ็บ ให้อโหสิกรรมเสียก็จะเป็นสุขทุกฝ่าย
การอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ



-จิตหลังอาสัญกาล

แรงสาบาน

เขาได้สัญญาสาบานต่อกันว่า จะรักเดียวใจเดียว จะไม่รักคนอื่นต่อไป พูดถึงตอนนี้ขอฝากโยมไว้ ไปรักใครอย่าไปสาบานนะ สบถก็ไม่ได้

ต่อมาผู้หญิงเกิดมาเป็นไข้ทับระดูตาย ตายแล้วยังห่วง ด้วยอำนาจรัก ยังห่วงผู้ชายคนนี้ตลอด
ผู้ชายคนนี้เกิดนอกใจ เพราะแฟนเก่าตายไปแล้ว จะไปแต่งได้อย่างไร ได้เกิดชอบพอกับลูกสาวคนข้างวัดอัมพวัน ได้ไปสู่ขอ พ่อแม่ฝ่ายหญิงเขาไม่ยกให้ เพราะผู้ชายจน
แต่เขารักกันแล้ว เมื่อขอไม่ให้ก็ต้องตามกันไป ก็นัดกันว่า ๒ ทุ่มให้มาคอยที่ต้นมะขามหน้าวัด ปรากฏว่าแฟนเก่าปลอมเป็นผู้หญิงที่จะต้องพากันไป เขาอาฆาตจะต้องมาเอาผู้ชายคนนี้ไปเป็นสามีให้ได้
ผลสุดท้าย ผู้ชายก็บอกว่า น้องออกหน้าไป ผู้หญิงก็บอกว่า ออกไม่ได้ ให้น้องอยู่ข้างหลังเถอะ เพราะว่าถ้าพี่ออกหน้าไป หากเขาตามมายิง ฉันอยู่ข้างหลังจะได้ตายก่อน
ผู้ชายเสียรู้ผีก็ออกหน้าไป
สักพักก็มีเสียงอีก หนุม ๆ นิ่ม ๆ นึกว่าเอ๊ะอะไรกัน จึงได้หันหลังไปดู เห็นผู้หญิงถลกหนังออกมา แล้วเก็บตัวหนอนกิน ตาโบ๋
ผู้ชายเลยออกวิ่ง ว่าอรหังก็ไม่ได้ ผีก็แปลงตัวเป็นคนเดิมไปดักหน้าบอกว่า พี่ไม่น่าเลย จะหนีน้องไปทางไหนเล่า
ผีเอื้อมมือมาจับคอบิดไปเลยถึงแก่ความตาย

นี่เป็นทัศนศึกษาของชีวิต ผู้ชายคนนี้ขาดสติ ไม่ได้ฝึกกรรมฐาน ขาดสติสัมปชัญญะนั่นเอง
ขอฝากญาติโยมไว้ด้วย เลยในที่สุดก็ต้องไปเป็นสามีเขา แต่ตอนนี้อาตมาไม่ได้รู้ว่า ตามไปเป็นคู่กันชาติไหนอย่างไรกัน

ค่ายบางระจัน
เมื่อก่อนที่ค่ายบางระจันเฮี้ยนมาก คนที่ตายขณะมีโทสะ ตายในสงครามด้วยอำนาจโทสะ นี่เป็นอสุรกายดุร้ายมาก ใครจะมาเอาอะไรไม่ได้
อาตมาก็บอกกับนายพุก ว่า ถ้าสร้างค่ายสร้างวัดขึ้น มีโครงการสร้างสะพานขึ้น ก็จะหายดุร้ายไปได้
หลังจากทรงบำเพ็ญพระราชกุศลแล้ว ดวงวิญญาณของอสุรกายก็กลับไปเกิด เลยความดุร้าย

อำนาจโลภะ
อาตมาเคยเล่าเสมอว่า รักษาอุโบสถตั้ง ๓๐ กว่าปี ทอดกฐินเป็นร้อยครั้ง ทอดผ้าป่าไม่พัก ตายไปยังเป็นเปรตได้
เพราะจิตไม่ดี ไม่แยก มันยังเกาะกับสมบัติ ด้วยอำนาจโลภะ มีโมโหจริตอยู่ในจิตใจมาก


คนแก่คนนี้อายุ ๘๐ กว่าปีแล้ว ร่ำรวยเงินทองมาก ได้แบ่งสมบัติให้ลูก ๆ ไปแล้ว รักลูกคนเล็กมากก็แบ่งให้มาก
แต่น้องสาวมีสามีแล้วเกิดนำไปเล่นการพนัน แม่เห็นลูกสุดท้องจะลำบาก จึงไปขอสมบัติลูกชายคืนด้วยอำนาจโลภะ
ลูกคนสุดท้องก็นำไปให้สามีเล่นการพนันจนหมด เลยเสียใจตาย ด้วยอำนาจกรรม จิตเศร้าหมอง บุญไม่เคยช่วยต้องไปนรกก่อน
บัดนี้ยังเป็นเปรตอยู่นะ ยังหาที่เกิดไม่ได้ ต้องหมดเวร หมดกรรมจากเปรตเสียก่อน จึงจะไปเกิดบนสวรรค์ เพราะทอดกฐินไว้ตั้งร้อยโครม ทอดผ้าป่าไว้มาก
ต้องไปเสวยกรรมที่ตนทำมาก่อน กรรมที่ไปเอาสมบัติลูกชายคืน ให้ลูกคนสุดท้อง และลูกสุดท้องนำไปให้สามีเล่นการพนันหมด


ตรงนี้เป็นบาป จิตใจก็เกาะอยู่ แยกรูปแยกนามไม่ได้ เพราะคนนี้ไม่เคยนั่งกรรมฐาน
มีโมหจริตปิดบังปัญญา ปัญญาก็ไม่รู้ซึ้ง แล้วเขาก็ตายไปนรก ยังเป็นเปตวิสัยอยู่ด้วยอำนาจโลภะ
ยังไม่ได้ไปไหนเลย ยังเป็นเปรตอยู่นะ
ในวัดอัมพวันนี้มีพระ ๔-๕ องค์เป็นเปรต มารับส่วนบุญทุกวันพระ

มาด้อม ๆ มอง ๆ ที่กุฏิกรรมฐาน ว่าคนไหนมีบุญวาสนาได้กรรมฐานก็เข้าไปขอ คนไหนค้าขายไม่ได้กำไร ขาดทุน เขาไม่ไปขอ
คนที่ไร้บุญวาสนา เปรตไม่เข้าไปขอบ้านนั้น

เปรตนี่เข้าได้ทุกบ้าน คือ ขอทาน เปรตเข้าโบสถ์ได้ไหม ได้ แต่อสุรกายดุร้ายเข้าไม่ได้


ถ้าบ้านเรามีบุญกุศล มีเทวดารักษา อสุรกายยักษ์ร้าย อมนุษย์เข้าบ้านไม่ได้ ไม่ต้องไปหาเครื่องป้องกัน ไม่ต้องเอาพระมาเขียนผ้ายันต์ ไม่ต้องหว่านทรายหรอก เขาไม่เข้าหรอก
ถ้าเราสวดมนต์ไหว้พระทุกวันนะ หมั่นเจริญกรรมฐานแผ่เมตตา พวกนี้เข้าบ้านเราไม่ได้

แต่ถ้าเข้าได้อยู่อย่างหนึ่ง คือ เปรต ประตูเปรตนี่เป็นโลภะ ที่เป็นขอทานจะเข้าได้ทุกแห่ง ไปเที่ยวไหว้กราบขอบุญกุศล
อย่างเรามาเจริญกรรมฐาน ปู่ย่าตายาย ตายไปเป็นเปรต จะมาขอเลย ถ้าคนไหนได้ยินเสียงเปรตร้อง คือ ญาติของคนนั้น ถ้าเราไม่ได้ยิน ไม่ใช่ญาติของเรา



-ทุกข์

แต่อย่าลืมว่าบุญนั้นนะ จะเกิดความสุขได้ ต้องชำระจิต ทำใจให้สบาย ทำใจให้เป็นปกติ ท่านถึงจะมีความสุข
แต่เรามาจากบ้านมีแต่ความทุกข์ มีแต่ปัญหา ไปถึงสำนักงานก็มีแต่ปัญหา ออกจากสำนักงาน การค้าหรือกิจการใด ๆ ก็ต้องมีปัญหาตลอดรายการ หาความสุขไม่ได้เลย


เกิดมาในสากลโลกมนุษย์นี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอย่างชัดเจน หาความสุขไม่ได้จริง ๆ
เรามีเงินมีทองมากมายก่ายกองก็เต็มไปด้วยความทุกข์ ที่ไม่มีหาเช้ากินค่ำ หาค่ำกินเช้า มันก็มีแต่ความทุกข์ หาคนไหนเล่ามีความสุข ไม่มีเลย
มีบุตรชายบุตรสาว มาครอบครองสมบัติแทนเรา แต่แล้วก็มีทุกข์อีก
ใครจะรอดพ้นได้ เจ็บระทวยป่วยไข้ บางคนทุกข์มาก ทุกข์น้อยไม่เท่ากัน บางคนก็ระเริงหลงในสังคม ถือว่าเป็นความสุข

บางคนดื่มสุรายาเมาถือว่าเป็นความสุข กำลังดื่มสุขมาก หายเมาสร่างเมาท่านจะพบความทุกข์ เศร้าหมองใจเคียดแค้นเหมือนยักษ์มาร ทะเลาะวิวาทกันตลอดเวลากาล เป็นที่น่าเสียใจ น่าสลดใจเป็นอย่างยิ่ง

โลกนี้ระอุมาก สัตว์โลกที่อยู่หมู่สัตว์ แผ่นดินไหวบ้าง ล่มจมกันบ้าง ถูกลมสลาตันบ้านเมืองพังหมด
เกิดกลียุคแล้ว ฆ่ารันฟันแทงกันหลายประการ อุบัติเหตุกันไม่พัก

คนที่ดีมีบุญวาสนา ก็จะหลบเข้าร่มโพธิ์ร่มไทร ปรึกษาผู้ใหญ่ แล้วก็นั่งบำเพ็ญกุศลภาวนา สมาธิเป็นร่มใหญ่ภายในย่อมร่มเย็นเป็นสุข
ถ้าไม่มีสมาธิเป็นร่มใหญ่ ภายในท่านจะไม่มีความร่มเย็นเป็นสุข มีแต่ความทุกข์
เกิดทุกข์แล้วก็ไม่สามารถบำบัดทุกข์ให้เกิดความสุขได้ มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น หลบเข้าร่มโพธิ์ร่มไทร หลบเข้าถ้ำบำเพ็ญจิตภาวนา


ไปบวชชีพราหมณ์กันหลายแห่งมาแล้ว ติดกัณฑ์เทศน์กันไม่พัก ที่นี่ไม่ต้องการติดกัณฑ์เทศน์นะ ไม่ต้องการเรี่ยไร
ต้องการอยากได้อยู่ข้อเดียวคือ เอาบุญไปใส่ใจโยมให้เกิดความสุข จะได้ไม่พันพัวในสังคมที่เลวร้าย อยู่ตรงนี้สำคัญมาก
สามีภรรยาเป็นคู่สร้างคู่สม เป็นเพื่อคู่คิดมิตรคู่บ้านกัน จะไม่ทะเลาะกันเลย นี่สิความสุขของโลกมนุษย์

เราสร้างกรรม เราก็ต้องแก้เอง ไม่ใช่คนอื่นมาแก้ให้
จิตรู้แล้วก็เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป พระไตรลักษณ์ก็แจ้งชัด นั่นคือวิปัสสนา
เมื่อเกิดขึ้นแก่ตัวเองแล้ว รับรองโยมจะไม่โกรธใครเลย จะไม่ลงโทษใคร จะมองคนในแง่ดีเสมอ


อย่างที่อาตมาเคยพูดไว้ จะรักใครก็รักเพียง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เอาไว้เกลียด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ อย่ารักให้หมดตัว อย่าเกลียดให้หมดตัว เอาไว้เผื่อเราจะรักกันอีก จะได้มองหน้ากันได้ถูกต้อง

คนเราที่จิตไม่สงบมีหลายประการ ไม่ได้เคยฝึกกรรมฐานไว้จิตสงบยาก
๑. มีไม่พอ จิตไม่สงบ
๒. ถูกเบียดเบียนจิตใจ
โดนเบียดเบียนจิตใจ ถ้าไม่ฝึกกรรมฐาน ท่านจะหาความสุขไม่ได้ ท่านจะไม่มีสมาธิ ถ้าท่านฝึกไว้ก่อน ท่านจะไม่กลัวเลย มีแค่ไหนท่านก็เอาแค่นั้น ตามมีตามเกิด ประเสริฐจริง ๆ
๓. โรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน
๔. อวัยวะไม่ตั้งอยู่ในความปกติ
มีแต่ความวุ่นวาย อินทรีย์ก็หย่อนยาน หน้าที่การงานก็บกพร่อง
๕. สิ่งแวดล้อมดึงไปในทางชั่ว
๖. ครอบครัวไม่มีความสุข
ทะเลาะกันตลอดรายการในครอบครัวของตน ท่านจะมีความสงบได้หรือ ท่านจะมีความสุขจากความสงบไม่ได้เลย
๗. ใช้เวลาว่างเกินไป
คนไหนว่างไม่มีงานทำ คอยจะออกไปคิดเรื่องที่เลว ๆ
๘. มัวเมาอบายมุข
ท่านจะหาจิตสงบไม่ได้เลย

ถ้าฝึกกรรมฐานไว้ดี จะได้มีปัญญา รับรองมีก็พอ ใครจะเบียดเบียนจิตใจก็ไม่ยั่น โรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน บีฑาก็ไม่ต้องกลัว เพราะเรามีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา
สิ่งไหนจะเบียดเบียนไปในทางชั่ว เบียดเบียนจิตใจให้เราช้ำอกช้ำใจ เราก็ไม่ท้อ จิตก็สงบ
ครอบครัวหาความสุขเถิด สามีภรรยาอย่าทะเลาะกันเลย สองคนตายายหมั่นสวดมนต์ไหว้พระ เจริญภาวนาให้ลูก ปลูกฝังให้หลานอยู่เย็นเป็นสุข นี่สิถึงจะถูกต้อง

ขอให้โยมตั้งใจทำกรรมฐาน อย่ามาทำจิ้ม ๆ จ้ำ ๆ ต้องกำหนดกระทั่งกลับบ้าน อยู่บ้านต้องทำที่บ้าน


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 3 ธันวาคม 2552 เวลา:19:10:00 น.  

 
เล่ม๗


-เรื่องเก่ามาเล่าใหม่

“การปฏิบัติธรรม บางครั้งเกิดความว่างขึ้นในร่างกาย ขณะปฏิบัติเมื่อจิตละเอียด กายละเอียด ลมหายใจก็ละเอียด จะทำให้เกิดความว่างเปล่าเกิดขึ้น โดยไม่รู้ว่า มือ แขน ขา และเท้า ของเรามีอยู่หรือไม่? และเกิดความสงสัยในขณะนั้นว่า เราอยู่ได้อย่างไร? เราหายใจหรือเปล่า? ผู้ปฏิบัติธรรมได้พบครั้งแรกจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของเขา

ต่อมาข้าพเจ้ามีความสงสัยในการปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้าเอง จึงถามท่านว่า “เป็นเพราะเหตุใด การปฏิบัติจึงไม่ค่อยเหมือนก่อน ๆ”
ท่านพูดว่า “ไม่ดื่มลึกเหมือนก่อน ๆ ใช่ไหม?”
ข้าพเจ้าตอบท่านไปว่า “ใช่ครับ”
แล้วคุณน้าสุ่มพูดว่า “เปรียบเหมือนเทปที่เต็มแล้วก็จะคลายออก

การบริจาคทาน หรือการบริจาคในการก่อสร้างต่าง ๆ ถ้าบริจาคด้วยจิตศรัทธาที่บริสุทธิ์ และเงินที่บริจาคนั้นเป็นเงินที่บริสุทธิ์ ผู้บริจาคย่อมได้รับอานิสงส์นั้น




ปฏิบัติกรรมฐานแก้กรรมหายจากโรคอัมพาต

ผมป่วย ด้วยโรคปวดขารุนแรง แทบจะเดินไม่ไหว แล้วต่อมา กระผมก็เดินไม่ได้จริง ๆ
อาจารย์บุญส่ง บอกว่า ไปปฏิบัติกรรมฐานแก้กรรม ๗ วัน ที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี แล้ววิญญาณนางตะเคียนจะไปกราบลาคุณไปเกิด เขาติดตามมาอยู่ในบ้านของคุณมากับเสาตะเคียน และยังรู้ละเอียดว่า กระผมไปซื้อเหมาไม้ปลูกบ้านที่คนอื่นเขาจะซื้อไปถวายวัด แต่กระผมบังเอิญไปซื้อ เจ้าของเขาเห็นได้ราคา ก็ขายให้กระผมมา

วันหนึ่ง กระผมนั่งเล่นอยู่ชานเรือน ถูกถีบหล่นตูมลงมาจากบ้าน จากวันนั้นมาก็ป่วยตลอดมา วันดีคืนดี กลางวันแสก ๆ บนบ้านกระผม มีเสียงผู้หญิงเดินอยู่บนบ้าน บางครั้งก็เห็นไว ๆ วับ ๆ หายไป

ไปปฏิบัติสติปัฏฐานอยู่สามวันแรก ปวดขารุนแรง กระผมอดทนปวดขาแทบระเบิด ก็ทนเอา ทนสู้กับเวทนา ที่เขามากดดันให้กระผมละความเพียร ไม่ยอมแพ้ สู้ชดใช้กรรมเขาไป

วันหนึ่ง กระผมนั่งสมาธิปวดหนืด ๆ พักเดียว ปรากฏร่างของวิญญาณผีนางตะเคียนที่อยู่บ้านกระผมที่ขอนแก่น แต่งตัวสวยงามแบบไทยเดิม มานั่งพนมมืออนุโมทนาบอกกับพระผมว่า ขออนุโมทนาและขอบคุณที่กล่าววาจาตั้งอธิษฐานแผ่กุศลผลบุญไปให้ จะมาลาคุณชุมพลไปเกิดแล้วนะ แต่ก่อนจะลาไป จะรักษาอาการอัมพาตของคุณชุมพลให้หาย เป็นการตอบแทน และวิญญาณนางตะเคียนสวยงาม ก็ก้มเป่าที่หัวเข่าของกระผม คลื่นกระแสพลังเย็นวาบไหลผ่านขากระผมพุ่งผ่านไปทั่วสรรพางค์กาย เย็นวาบเบาสบาย เบาตัวโปร่งสบาย กระผมจึงลุกขยับตัวขึ้นลองเดิน ผลปรากฏว่ากระผมเดินได้ปกติ




-การเจริญพระกรรมฐานทำให้ชีวิตรุ่งเรือง

คนจะสร้างความดีต้องลงทุนความลำบากได้
ขอญาติโยมโปรดฟัง “สร้างความดีชอบลงทุนความลำบาก สร้างความชั่วชอบลงทุนความสบาย”
การเจริญพระกรรมฐานทำให้จิตรวย ทำให้ไม่จนเงินจนทอง ทำให้มีสติปัญญา แก้ไขปัญหาได้

“เพชรน้ำหนึ่งคือ ซื่อสัตย์สุจริตเป็นนิจ ขยันประหยัดให้มั่น หันหลังให้อบาย มีความขยันหมั่นเพียร เรียนด้วยตนเอง อัตตาหิ อัตโนนาโถ คนเป็นที่พึ่งแห่งตน นี่คือเพชรของหลวงพ่อ”

เพราะคนดี ต้องได้สามีดี คนชั่วต้องได้สามีชั่ว ถ้าดีกับชั่วได้กัน จะอยู่กันไม่ได้ ต้องเลิกกันแน่ ๆ
อยู่ต่อมามีเถ้าแก่ที่สิงห์บุรีพาอาเสี่ยใหญ่จากเยาวราชมาขอลูกสาวเศรษฐี เถ้าแก่พาอาเสี่ยเดินผ่านบ้านลูกสาวของเราพอดี เพราะมาอาศัยบ้านเศรษฐีอยู่ อาเสี่ยคนนี้สบเนตร เห็นลูกสาวของหลวงพ่อกำลังล้างชามอยู่ นึกพอใจทีเดียว นี่เห็นไหม ใส่ผ้าปะก็ยังพอใจ
ถามอาเสี่ยว่าลูกสาวคนโตนี่ชอบไหม เขาก็ตอบว่า ไม่ชอบ คนรองชอบไหม ก็ไม่ชอบอีก พอถามถึงคนเล็ก ก็ไม่ชอบทั้งสามคน
เถ้าแก่ที่พาอาเสี่ยไปนึกว่าจะมีหน้ามีตา กลับเสียหน้าเพราะเขาไม่ชอบ อาเสี่ยบอกว่าชอบคนหน้าบ้าน เถ้าแก่บอกว่า ไปชอบทำไม บ้านคนจน เป็นขี้ข้าเขา
แต่อาเสี่ยประทับใจ เดินผ่านมาก็ถามว่า
“คุณครับ ทำอะไรครับ”
ลูกสาวหลวงพ่อบอก “ขอบคุณค่ะ หนูกำลังล้างชามค่ะ ขอบคุณที่อุตส่าห์ถามหนู”
แต่สามคนนั้นไม่เคยไหว้อาเสี่ยที่จะมาขอเลย ไม่มีขอบอกขอบใจ ถ้าไปเป็นนางกวักในบ้านของใครคงขายของไม่ได้

อาตมาจำคำคมนี้ได้ตั้งแต่เป็นเด็ก
อย่าไปข้ามคนล้ม อย่าไปข่มคนรู้ อย่าไปขู่คนกล้า อย่าไปท้าคนพาล อย่าไปวานคนร้าย
อย่าไปขายคนรัก อย่าไปกักคนรีบ อย่าไปบีบคนบอบ อย่าไปชอบคนชั่ว อย่าไปยั่วคนดี อย่าไปตีคนตาย


ลูกเศรษฐีสามคนนั่น ขอบคุณไม่เป็นเลย ตอนหลังก็ไม่มีใครขอ มีสามีไม่ได้เลย
อาเสี่ยก็พูดตรง ๆ บอกว่า “คุณครับ ผมชอบคุณแล้ว” พูดเองไม่ต้องมีเถ้าแก่ ลูกสาวตอบว่า
“ขอบคุณค่ะที่ชอบดิฉัน ชอบดิฉันแบบไหนคะ”
อาเสี่ยก็ตอบว่า “ชอบที่จะขอคุณไปอยู่บ้านผมซิครับ”
ลูกสาวตอบว่า “ขอบคุณอย่างสูงที่สุด ดิฉันไม่บังอาจหรอกค่ะ”
อาเสี่ยถามว่า “เพราะเหตุใดรึ”
ลูกสาวตอบว่า “ดิฉันจนไม่มีอะไรเลยนี่คะ ดูบ้านดิฉันซิ ทรงหมาแหงน มาอาศัยบ้านเศรษฐีเขาอยู่นี่”
อาเสี่ยบอกว่า “เอาละเธอ ฉันดูเธอมา ๓ ครั้งแล้ว ฉันเข้าออกบ้านนี้ ฉันดูเธอนะ”
ลูกสาวก็บอกว่า “ดิฉันตกลงด้วยไม่ได้หรอกค่ะ ดิฉันยากจน เจียมตัวเจียมตนทุกประการเจ้าค่ะ คุณมาชอบดิฉัน ขอบพระคุณอย่างสูงที่สุดที่อุตส่าห์เมตตาคนจน”
ลูกสาวหลวงพ่อพูดดี มีโอกาสที่น่าคิด ทำให้อาเสี่ยรักเพิ่มมากขึ้น
อาเสี่ยก็บอกว่า “เอาละ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ผมมาพูดเรื่องจริงนะนี่ ผมตกลงเลย”
ลูกสาวก็บอกว่า “ก็คุณมาขอลูกสาวเขาทั้งสามคน ลูกสาวเขาดีนะ ดิฉันมาอาศัยบ้านเขาอยู่นะนี่ ตกลงด้วยไม่ได้ เดี๋ยวเขาจะมาว่าเอา”
อาเสี่ยก็อุตส่าห์เทียวไปเทียวมา ๓ ครั้ง จึงได้ตกลง เรียกพ่อแม่มาบอกว่าจะเลี้ยงโต๊ะจีน ๒ โต๊ะ

ลูกสาวก็มาหาหลวงพ่อวัดอัมพวัน บอกว่า หลวงพ่อคะเรื่องราวเป็นอย่างนี้ หนูไม่ตกลงนะ เดี๋ยวเขาจะมาแห่เข้า
หลวงพ่อบอกว่า “เอ้า! แห่ให้มันแห่ เขาไล่ให้เราไปรวยแล้ว ดีแล้ว” อาตมารู้ว่าต้องแห่แน่ ๆ
แล้วเขาก็ไปอยู่ที่เยาวราช ขายทอง

อาตมาเคยไปเยี่ยมเขา พบตาแป๊ะหนวดยาวคือเตี่ยของเขาบอกว่า “หลวงพ่อเอ๋ย ลูกศิษย์ของหลวงพ่อดีจริง ๆ ถ้าไม่อยู่ขายของไม่ได้นะ คนมาทีไรก็ถามว่าอาเจ๊ไปไหนเล่า อาเจ๊ไม่อยู่ อยู่แต่อั๊ว อยู่นี่กันหลายคนเป็นอะไรหา ถ้าอาเจ๊อยู่ก็ขายดี เจ๊มันพูดดีนี่”
เมื่อมีเงินทอง พ่อแม่ก็ไปอยู่กรุงเทพฯหมด เขาก็ไม่ได้เป็นลูกเป็นหลานอะไรของหลวงพ่อหรอก เราก็สอนเขาให้ดีได้เป็นใหญ่เป็นโต
อาตมาดีใจเหลือเกินที่ ปลุกคนให้ตื่น เสกคนให้เป็นงาน สอนคนให้มีหน้าที่การงานทำ เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี เป็นที่พอใจของอาตมาในโลกมนุษย์นี้ ไม่ต้องไปสวรรค์ นิพพาน มันจะผิดหวัง



-คนยืมเงินแล้วไม่คืนจะทำอย่างไร

กำหนดยืนหนอ ๕ ครั้ง ได้คล่องแคล่วว่องไวแล้ว พอเห็นคนเดินมา มองหน้าดูศีรษะถึงปลายเท้า แบบที่เราดูตัวเอง เดินเข้ามาอีก จิตเราจะสัมผัสทันทีว่า คนนี้มาทำไม ยิ้มมาเลย ตั้งแต่เข้าประตูมาแล้ว
เราก็กำหนดเห็นหนอ เห็นตั้งแต่ศีรษะลงปลายเท้า สัมผัสบอกแล้ว “เป็นมิตรตอนกู้ เป็นศัตรูตอนทวง” คนมาขอยืมเงินต้องไม่ให้

เพื่อนบอกว่า “เงินไม่มีหรืออย่างไร ถึงไม่ให้ยืม” ถ้าเรามีต้องบอกว่ามี อย่าโกหก แต่เงินที่มีอยู่นั้นเราจำเป็นต้องใช้ ต้องซื้อบ้านให้ลูก ถ้าเพื่อนเอาไปเสียแล้ว ลูกจะเอาที่ไหนเล่า
บางคนโกหกเลย เงินมีอยู่ในตู้บอกว่าไม่มี อย่าโกหกนะ เงินหนีเลย เงินมันจะเสียใจเลยหนีไปอยู่กับคนนั้นเลย

ถ้าใครยืมเงินเราไป อธิษฐานจิตแผ่เมตตา ว่า เขาเอาไปแล้ว ขอให้เขารวย เขาจะได้นำมาใช้เรา
ถ้าเป็นศัตรูกันแผ่ไม่ไป ต้องนั่งกรรมฐานพัฒนาจิตให้ลึกซึ้งและก็ขออโหสิกรรมก่อนแล้วแผ่เมตตาถึงจะออก ถ้าไม่อย่างนั้นยิ่งแผ่ยิ่งไปกันใหญ่เลย


เรื่องที่ ๑

มีอยู่เรื่องหนึ่ง สมัย ๒๐ ปีมาแล้ว มีอาเสี่ยคนหนึ่งอยู่ที่เยาวราช กรุงเทพมหานคร มีเพื่อนแซ่เดียวกันมาจากเมืองจีนด้วยกันมาขอยืมเงินไป ๓ ล้าน
ให้ไปแล้วเขาก็นำไปค้าขาย เกิดค้าขายขาดทุนไม่มีดอกเบี้ยส่ง ดอกเบี้ยก็เพิ่มพูนไปเป็นเวลา ๑๕ ปี ทบต้นไปเรื่อย ๆ รวมแล้ว ๑๐ กว่าล้าน
อาตมาบอกว่า โยมสองคนอยากได้เงินคืนไหมล่ะ เขาเอาของเราไปจะใช้ไหม และประการที่สอง เมื่อชาติก่อนเราไปเอาของเขามาก่อนหรือเปล่าประการใด ต้องนั่งกรรมฐานแผ่เมตตาให้เขา แล้วไปถอนฟ้องเสีย เขามาเข้ากรรมฐานอยู่ ๑๕ วัน จึงปลงตก

ตอนที่อาตมาบอกให้เถ้าแก่กับอาซิ้มมานั่งกรรมฐาน เขาบอกว่า “เขาเป็นคนจีนนั่งไม่เป็น”
อาตมาก็บอกว่า “เป็นซิ อย่านั่งให้มันตายซิ ตั้งสติไว้ มานั่งแล้วแผ่เมตตาให้เขา ถอนฟ้อง อย่าไปเอาเลย ยกให้เขาไปเถอะ
ต้องมาเจริญกรรมฐาน แผ่เมตตา ยกให้”
พออั๊วคิดถึงเรื่องเก่า แหม! เงินกว่าจะได้มาแต่ละสลึง ได้ยากเหลือเกิน เหงื่ออาบลูกคาง แบกของเป็นจับกัง กว่าจะได้เงินรวมมาเป็นนายห้างนี้แสนจะยาก พอนึกมาถึงตอนนี้ ขอให้แม่มันฉิกหาย ๆๆ ให้ฉิกหายไปเลย กว่าจะปลงตกได้

อาตมาก็บอกให้ ตั้งสติเข้าไว้ และบอกว่าอาซิ้มเอ้ย เงินทองของนอกกาย เรายังไม่ตายหาใหม่ได้ ยกให้เขาเถอะ นึกว่าเวรกรรม เมื่อชาติก่อนเราไปเอาของเขามา เราก็ใช้หนี้เก่าไป และเราก็ไม่ทราบได้ว่าไปเอาของเขาหรือไม่ มาตอนนี้ก็ไม่มีอะไรกัน ก็ให้เขาไปได้ง่าย เราก็มีเงินมีทองแล้ว อาซิ้มมาจากซัวเถา มีอะไรติดตัวมา

อาซิ้มบอกว่า อั๊วไม่มีเลย หลวงพ่อเอ๋ย มีเสื่อ ๑ ผืน หมอนใบเดียว อั๊วก็มาเป็นลูกจ้างเขาที่ท่าเตียน และทำโน่นทำนี่ จนมีเงินทองมากมายก่ายกอง นี่คิดถึงเรื่องเก่า อิฉันปลงตกแล้วหลวงพ่อ
อาซิ้มก็บอกว่า “ขอให้อาช้อง (คู่ปรปักษ์) รวย ๆ นะ ขอให้ลื้อมีเงินมีทองมาก ๆ นะ อั๊วเคยแช่งลื้อให้ฉิกหาย อั๊วถอนคำพูดนะ อั๊วก็บอกให้ลื้อรวย ๆๆๆ มากมายก่ายกอง ไม่ให้อั๊วก็ไม่เป็นไร อั๊วปลงตกแล้ว” ก็ว่าอย่างนี้นะ
คู่ปรปักษ์ที่เป็นศัตรูนั้นก็กลายเป็นมิตรกัน เจอกันก็สวัสดีกัน ไม่เหมือนแต่ก่อน มีอารมณ์ดีด้วยกัน แผ่เมตตาด้วย กรรมฐานดีที่สุด

อาช้องเขาก็ไปค้าขายกับไต้หวัน ค้ากับฮ่องกง ญี่ปุ่น รวยมหาศาล ตั้ง ๑๐ กว่าล้าน เขาก็นำเงินมาใช้หนี้ทั้งเงินต้น ทั้งดอกเบี้ย และพากันมาถวายสังฆทานที่วัดอัมพวันและเล่าความหลังให้ฟัง
อาหลวงพ่อเอ้ย อั๊วเนี่ยมันเป็นศัตรูกันมันฟ้องกัน เสียเวลาไปศาลนะ ตั้ง ๔-๕ ปี ก็ไม่เลิกกัน แล้วมันก็ฆ่าลูกน้องอั๊วตาย และไม่รู้เป็นยังไงนะหวงพ่อนะ ตั้งแต่เพื่อนอั๊วมันไม่ไปศาล ไปถอนฟ้อง และได้ข่าวว่ามาอยู่ที่วัดอัมพวัน อั๊วก็ไม่รู้เรื่อง
เขากลับไป เขาก็ทักทายปราศรัยดี ไปกินเลี้ยงที่สมาคมจีน เขาก็นั่งโต๊ะเดียวกัน เขาก็ตักไอ้โน่น ไอ้นี่ให้ อั๊วก็แปลกใจ เขาก็ยิ้มแย้มแจ่มใสกับอั๊วดี เป็นอย่างไรหนอ
ต่อจากนั้นมา อั๊วก็ขายดิบขายดี ส่งของให้ฮ่องกง ญี่ปุ่น ไต้หวัน ได้เงินมามากมายก่ายกอง อั๊วก็มาถวายหลวงพ่อและเงินทองอั๊วได้คืนให้หมดแล้ว
เพื่อนเขาก็ดีเหลือเกิน ไม่เอาดอกเบี้ยเลยแม้แต่สตางค์เดียว ขอต้นคืนเท่านั้น
อาช้องก็ไปร่ำรวยมากกว่าเถ้าแก่นี้ ก็เลยอุปการะลูกบ้านนี้ต่อไป และได้อาศัยเข้าหุ้นบริษัทกันต่อไป ร่ำรวยมหาศาล

ถ้าเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเราไปโกงเขามาก่อน ก็ขอให้อโหสิกรรมต่อกันไป ไม่ต้องเอาคืน
โยม ถ้าใครโกงเราดี ดีว่าเราไปโกงเขา ถ้าเราโกงเขาไม่ดีหรอก เราเกิดมามีให้เขาโกงนะดีที่สุดแล้ว นั่งปลงให้ตก
ถ้าปลงไม่ตก จะบอกว่า หลวงพ่อพูดอย่างนี้อีกแล้ว ไม่ใช่อะไรนะ อาตมายังโดนเลย

เรื่องที่ ๒

มีเจ๊คนหนึ่งเอารถบรรทุกทราย บรรทุกหินมาขาย อาตมาไม่เคยรู้จักบ้านเขาเลย ไม่ทราบว่าหัวนอนปลายเท้าอยู่ที่ไหน เขาบรรทุกหินบรรทุกทรายมาช่วยอาตมาสร้างวิหาร
วันหนึ่งเกิดรถเสีย เขาก็มาหาอาตมา บอกว่า “นี่ท่านขอยืมเงินสัก ๑,๕๐๐ บาทเถอะ รถเสีย”
อาตมาก็บอกว่า “โอ้โฮ! ไม่มีเลยเจ๊”
สมัยก่อนเป็นพระลูกวัด ไม่ค่อยมีเงินหรอก
เขาบอกว่า “หลวงพี่ไปขอยืมใครมาก่อน” ตอนนั้นยังเป็นหลวงพี่

อยู่ต่อมาอีกไม่ช้า เจ๊คนนี้มาขอยืมอีก ๕,๐๐๐ บาท บอกว่ารถเกิดถอยหลังไปชนร้านกาแฟพัง
อาตมาก็นึกในใจว่า โอ้โฮ! ๑,๕๐๐ บาท ยังไม่ได้ จะเอา ๕,๐๐๐ อีกหรือนี่
เขาก็บอกว่า “หลวงพี่ไปขอยืมใครมาก่อน”
อาตมาก็ถามพระที่ไปสวดว่า “เจ๊คนนี้คยโกงใครไหม”
พระท่านบอกว่า “ชื่อเสียงดี ไม่เคยโกงใครหรอก” แต่เอาของอาตมาไปตั้ง ๖,๕๐๐ บาทแล้ว
เงินที่อาตมาไปยืมเขามา อาตมาใช้หมดแล้ว กว่าจะใช้หมดตั้ง ๔-๕ ปี มาติกา บังสุกุลไปใช้เขา
โอ้โฮ! เล่นเอาแย่เลย ก็ไม่ว่ากัน เจ๊ที่นครนายกรับเหมาก่อสร้าง บ้านใหญ่โตอย่างกับวัด เขาไม่เคยโกงใคร แต่ทำไมลืมเรา
และเขาก็มาบ่อยนะ เอาของมาถวายเยอะแยะเลย เอ๊ะ! ทำไมไม่พูดเรื่องสตางค์

อาตมาก็เจริญกรรมฐานมาตามลำดับ ก็ปรากฎ กฎแห่งกรรม ออกมาว่า
“นี่พระคุณเจ้า เมื่อชาติก่อน ท่านไปเอาของเขามาแสนหนึ่งนะ ใช้ ๖,๕๐๐ ก็พอแล้ว”
เหตุนี้เองจึงทำให้เขาลืมนะ
อาตมาก็แผ่เมตตาให้ จนป่านนี้แล้วไม่เคยเอามาให้

เรื่องที่ ๓

ข้าราชการซี.๗ ก็ไปบวชชีพราหมณ์ บวชแล้วพระท่านก็สอนใช้คาถาพระร่วงแช่งไป
มานั่งกรรมฐานก็แช่ง ขอให้เพื่อนเราที่ทำให้เราช้ำใจ ทำให้เราต้องใช้หนี้ธนาคารแทน ขอให้ฉิบหาย ขอให้ไฟไหม้บ้านมัน
อยู่ต่อมาไม่ช้า ไฟไหม้บ้านข้าราชการซี .๗ คนนี้เลย อยู่ทีฝั่งธนฯ ต้องซ่อมบ้านที่ไฟไหม้ไปตั้งสองแสนเจ็ดหมื่นบาท
นี่แหละบาปกรรมตัวเป็นคนทำ ไม่ใช่คนอื่นทำให้
อาตมาก็บอกกับโยม ซี.๗ นี้ว่า ให้มานั่งกรรมฐาน ๗ วัน
สุดท้ายขายที่ได้ สรุปความว่าได้กำไร ๑.๕ ล้าน เขามาซื้อสร้างบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม หลายอย่าง ดีใจมาก ได้เงินพิเศษจับเสือมือเปล่าได้ ๑๕ ล้าน สมความมุ่งมาดปรารถนา
ใช้หนี้หมด

กรรมฐานแก้กรรมได้แน่ ๆ หมื่นเปอร์เซ็นต์
๑. ระลึกชาติได้
๒. รู้กฎแห่งกรรมได้
๓. แก้ปัญหาได้
และสามารถแก้ปัญหาปัจจุบันที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้
อย่ามารื้อฟื้น ไปไหนปากอย่าไว ใจอย่าเบา เรื่องเก่าอย่านำมารื้อฟื้น เรื่องของคนอื่นอย่านำมาคิด ปัจจุบันเป็นของเราแล้วคือเดี๋ยวนี้ อนาคตอย่าจับให้มั่นคั้นให้ตาย โยมจะผิดหวัง โยมจะเสียใจตลอดชีวิต


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 3 ธันวาคม 2552 เวลา:19:13:17 น.  

 
-เมื่อสามีและลูกไปปฏิบัติกรรมฐานที่วัดอัมพวัน

ข้าพเจ้าไม่ได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปปฏิบัติกรรมฐานด้วย เพราะในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ข้าพเจ้าต้องเข้าพบแพทย์ตามนัด เพื่อทำการรักษาโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ในต่อเนื่องกัน ซึ่งข้าพเจ้าป่วยมาเป็นระยะเวลา ๕ เดือน
โรคที่เป็นคือ ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ระยะรุนแรง แพทย์วินิจฉันว่า อาการของโรคที่เป็นในระยะนี้ ต้องกินยาติดต่อกันไปอย่างน้อย ๔ ปี
โอกาสที่จะหายขาดมีเพียง ๖๐% ถ้าการรักษาไม่ต่อเนื่องกันก็อาจกินเวลามากกว่านี้

ในช่วงที่สามีและลูกชายไปปฏิบัติกรรมฐาน และกลับมาได้เล่าถึงการปฏิบัติให้ฟังว่า หลังจากการปฏิบัติทุกครั้ง สองพ่อลูกได้พากันตั้งจิตอธิษฐาน
ขออำนาจแห่งบารมีจากการปฏิบัติกรรมฐาน จงช่วยให้ข้าพเจ้าหายจากการเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยเถิด
ในเวลาต่อมา เมื่อถึงวันนัดตรวจครั้งสุดท้ายเพื่อวินิจฉัยว่า จะให้ยาอย่างไร โดยก่อนหน้านี้ได้เจาะเลือดตรวจไว้ และมาฟังผลเพื่อรักษาต่อ
พอแพทย์ดูผลจากเลือดแล้ว ท่านก็บอกว่า ข้าพเจ้าได้หายขาดจากโรคภัยที่เป็นอยู่

ข้าพเจ้าก็มาบอกลาเพื่อนคนป่วยด้วยโรคเดียวกัน บางคนก็รำพึงรำพันว่า เขาเองรักษามาตั้ง ๗-๘ ปี ทานยาก็แล้ว ดื่มน้ำแร่ก็แล้ว ผ่าตัดก็แล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าจะหายอีก



-พบกายทิพย์หลวงพ่อเจ้าคุณฯ วัดอัมพวัน

ดิฉันขอตั้งจิตอธิษฐาน สวดมนต์ นั่งสมาธิ ภาวนาทุกวัน อยากจะมากราบหลวงพ่อ ดิฉันจำได้ว่า อาจารย์สุรีรัตน์ ซึ่งป่วยจากการผ่าตัดมาแล้วไม่หายก็มาทำงาน บ่นว่าปวดท้องมากไม่รู้จะทำอย่างไร ปวดจนกระทั่งนั่งนอนไม่ได้ อาจารย์สุรีรัตน์ ได้แต่สวดมนต์ภาวนาขอวิงวอนให้หลวงพ่อช่วยเมตตาในอาการเจ็บปวดนี้ให้หายและสามารถทำงานได้

วันรุ่งขึ้นอาจารย์สุรีรัตน์ก็หายปวด และปรากฏว่ามีโทรศัพท์จากหลวงพ่อ ดิฉันเป็นผู้รับสายโทรศัพท์แทน
เหมือนเป็นสิ่งอัศจรรย์มากทีเดียว ดิฉันสวดมนต์ภาวนาอธิษฐานจิต อยากกราบหลวงพ่อในขณะปฏิบัติสมาธิ อาจารย์นภาวรรณ ได้บอกวิธี โดยจุดธูป ๕ ดอก กลางแจ้ง อธิษฐานขอให้ได้พบหลวงพ่อจรัญ ทำอยู่อย่างนี้หลายคืน ดิฉันไหว้พระสวดมนต์ ภาวนาอธิษฐานจิตของให้นั่งสมาธิสงบลงได้โดยเร็วและได้กราบนิมนต์หลวงพ่อ

ขณะที่นั่งสมาธิ จิตกำลังวูบดิ่งลงได้สมาธินั้นเอง ปรากฏกายทิพย์หลวงพ่อ เล่าถวายไป บอกไปพูดไป แต่กายทิพย์หลวงพ่อเจ้าคุณฯ ก็เฉย ๆ ไม่ได้ตอบรับ ไม่ได้ตอบปฏิเสธ แต่ยืนเห็นกายทิพย์อยู่นานพอสมควร



- พระภูมิ - เจ้าที่

เอาพราหมณ์ไปตั้งด้วย ตั้งเสีย ๔ ศาลแล้ว เกะกะไปหมด หาที่จอดรถไม่ได้ เพราะเขาบอกว่า ตั้งแล้วรื้อไม่ได้ ก็ตั้งเข้าไป
ต่อมา โอ้โฮ! ไม่แค่ทะเลาะกันนะ จะฟ้องหย่ากันเลย ก็ไปถามหมอดูอีก หมอดูกลับบอกว่า “โอ๊ย! เชิญอย่างไรก็ไม่ได้ผล ต้องเสียเงินอีกแล้ว ต้องทำพลีกรรม เพราะตรงนี้มีตอตะเคียน”
ผีตอตะเคียนขึ้นมาตีกับพระภูมิ พระภูมิสู้ไม่ได้ จึงหนีไป เชื่อเข้าไปได้
คร่อมตอตะเคียนไม่เป็นไรนะ คร่อมผีก็ไม่เป็นไร แต่คร่อม ตอแหล นี่รื้อหนีเลย บ้านแตกสาแหรกขาดหมด มันยุให้แตก
พวกตอแหลตายไปแล้ว นำกะโหลกมาตักน้ำล้างเท้า ยังทำให้คนทะเลาะกันเลย นี่ต้องพูดให้เป็น เป็นเรื่องจริง

ถ้าคร่อมตอตะเคียนกี่ตอช่างมัน แก้ได้ ผีเข้าก็แก้ได้ คนขาดสติ ใช่ไหมล่ะ คนขาดสติผีเข้าเจ้าสิงแน่ ๆ มาที่นี่เยอะไปหมด ผีเข้าเจ้าทรง พอมีสติเข้าออกเอง
ไล่ผีปีศาจผีสิงไล่ยาก ถ้าผีตายโหงตายห่ามาเข้า ไล่ยาก ปีศาจผีสิงอยู่ในจิตใจคนไล่ยาก ดีไม่ดีจะเตะเราเข้า ต้องให้ไล่เอง ด้วยการมาเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ผีออกเลย

อาตมาก็ว่าที่บ้านนี้ ไปหาพระวัดสามปลื้มที่จักรวรรดิ์อีกแล้ว องค์นั้นเก่งน้ำมนต์ เอาน้ำมนต์ไปพรม เอาทรายไปซัด ซัดใหญ่เลย ซัดใหญ่ก็ตีกันใหญ่ ผีมันโกรธเอานะ ต้องแผ่เมตตาซิ ไม่ได้ผลนะ แนะแนวไปคนละอย่าง

โบราณเขาบอก ตั้งศาลพระภูมิ อย่าให้เงาเรือนทับศาลพระภูมิ ไม่ให้ศาลพระภูมิทับเงาเรือน เพราะเหตุใด ต้องหาเหตุผล
ฝนตกลงมาหนักเขา พวกโคลน น้ำครำก็ไหลมาที่ศาลพระภูมิ และเงาทับแดดออก ก็ไม่มีแดดไม่แห้ง ทำให้พระภูมิเหม็น
แต่เดี๋ยวนี้ตั้งได้ไหม ตั้งบนหลังคายังได้เลย มีโคลนไหมล่ะ และศาลพระภูมิว่าอย่างไร ตั้งตรงนั้นสะอาดไหม เทคอนกรีตไหม มีสวนหย่อมไหม ตั้งได้ ปัญหาอยู่ตรงนี้

เจ้าที่
คนที่สะสมบุญไว้ เวลาจิตว่าง จะมีพลังส่ง ถ้าจิตไม่ว่าง จิตฟุ้งซ่านไม่มีพลังส่ง จะเอาสตางค์มาทำบุญสังฆทานกี่ร้อยกี่พันกี่แสนก็ไม่ได้ผล มันต้องสะสมบุญ

เรื่องที่ ๑

เมื่อคืนนี้มีเรื่องอัศจรรย์ดลบันดาล อาตมาทำงานเสร็จก็สวดมนต์ ไหว้พระ ยังไม่ทันได้นอน
มีเสียงดังขึ้น แล้วปรากฏตัวเป็นตาแป๊ะหนวดยาวมาบอกว่า เป็น เจ้าที่ มาจากกรุงเทพมหานคร มาบอกว่า
พระคุณเจ้า วันพรุ่งนี้เขาจะนำของมาถวายท่าน โปรดกรุณาแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้ข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าเป็นเจ้าของที่ อยู่บ้านเลขที่ ๙๑ สุขุมวิท ซอย ๕๗ อาตมาก็จดไว้

เขาบอกว่า เมื่อสมัยก่อนเขาเป็นเศรษฐีมีเงิน ขี้เกียจทำบุญ ตายแล้วเกิดเป็นเปรตอยู่ที่นั้น ไม่ได้ไปเกิด อยู่มา ๑๐๐ กว่าปีแล้ว เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ เจ้าของที่ใหม่จะขายที่ก็ขายไม่ได้
แต่ตอนนี้จะไปเกิดแล้ว เจ้าของใหม่คือคุณระย้า เขาจะขนของมาให้ตอนบ่ายนี้ แล้วให้อาตมาอุทิศให้
เจ้าของที่เขาจะขายที่ด้วย รวยอีกเป็น ๑๐๐ ล้าน

เรื่องที่ ๒

ที่ลพบุรี จะเห็นคนแก่โบราณ ถือตะกร้าหมาก เดินไปมาหลังร้านที่วัง และที่โรงหนัง เป็น เจ้าของที่ เห็นกันหลายคน
เขาเลยไปนิมนต์พระมาสวด ราดน้ำมนต์บ้าง ยายคนนั้นก็หายไป
ลูกสาวของป้าข้างร้าน เกิดมีอาการผิดปกติตอนบ่าย ๓ โมง
จะมีอาการทำเป็นคนหลังค่อม ทำเป็นนมยาน พิมพ์หนังสือไม่ได้เลย กวาดโน่น กวาดนี่
มีคนพาไปหาหมอดู และเข้าตรวจที่โรงพยาบาล หมอก็บอกว่า ไม่มีโรคอะไร

ยายคนนี้เป็นเจ้าของที่ที่โรงหนังหลังร้านวรทัศน์ แก่หลังค่อม นมยาน ถือกระจาดหมาก ถูกเขาไล่ที่ลพบุรี เลยไปเข้าลูกสาวเขาที่กรุงเทพฯ วิญญาณอาฆาตนะ

อย่าลืมนะ ถ้าใครพบเห็นอย่างนี้ อย่าไล่นะ อย่าไปเอาพระมาสวด อย่าเอาน้ำมนต์ราด ขอฝากไว้ “อย่า”
ท่านต้องแผ่เมตตา แผ่เมตตาไปนี่ ผีมันรักท่านนะ ขอประทานโทษ ไม่ต้องแค่ผี แค่คนหรอก กับสุนัขยังใช้ได้


พ่อแม่ก็ยังไม่เชื่อใจ ก็ไปหาแม่ชีคนหนึ่ง ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ก็บอกตรงกันกับพระเลย
จึงถามวิญญาณว่า จะเอาอะไร ไม่อย่างนั้นลูกสาวจะไม่หาย เพราะเขาเคียดแค้นมาก จะเอาลูกสาวให้ตาย
แม่ชีก็ถาม ได้ความว่า เอาสังฆทาน สิ่งของต่อไปนี้ ไม้กวาด มีด ช้อนส้อม ๒๐ คู่
เขาก็ถามว่า จะเอาไปไหน แม่ชีก็บอกว่า “ยายคนนี้จะมาอยู่วัดอัมพวัน เขารู้จักหลวงพ่อวัดอัมพวัน แผ่เมตตาให้ทุกวัน และให้ทานทุกวัน เขาบอกอย่างนั้น”
พอถวายสังฆทานเสร็จเรียบร้อย พระอนุโมทนา “พุทธาโภคา....” เรียบร้อย ลูกสาวหายทันที

ขอฝากไว้อย่าไปไล่ผีแบบนั้นนะ ต้องแผ่เมตตา ขอเสนอแนะว่า ถ้าผีเข้าจริง เราก็แผ่เมตตาไปแบบเจ้าคุณธรรมกิตติ (สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี)
คาถาว่า “เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง”
ถ้าเชื่อจำไป ขับรถ ผีช่วยเราหมด
ถ้าจะภาวนาเป็นหัวใจ ก็ภาวนาว่า “เมตตา คุณณัง อรหัง เมตตา”



-บันทึกถึงคุณยาย

คุณยายจะบอกกับหลานเสมอว่า “เวลาทุกนาทีมีค่ายิ่ง เริ่มปฏิบัติเร็วเท่าใดยิ่งดี อย่าให้เหมือนคุณยายที่เริ่มเมื่ออายุมากแล้ว คนที่ผัดวันประกันพรุ่งคือคนที่กำลังเดินถอยหลัง”

คุณยายไม่สบายมาก ไม่ทราบว่าขณะนี้คุณยายจะเป็นประการใด ก่อนตอบหลวงพ่อได้เมตตาเทศน์เรื่อง “อายุขัย” สรุปใจความว่าอายุของคนเรามีกำหนดจริง แต่เราสามารถเลื่อนกำหนดนั้นได้ด้วยกรรมฐาน สุดท้ายหลวงพ่อได้บอกกับหลานว่า ฝากกลับไปบอกทุกคนด้วยว่า “ถ้าไม่กินข้าว แล้วไม่หายใจ ตายแน่นอน และบอกยายไม่เป็นอะไรแล้วนะ สบายแล้ว”
คุณยายขา...คุณยายได้จากทุกคนไปแล้วจริง ๆ และเป็นการจากไปอย่างสงบและมีสติตามที่หลานได้อธิษฐานขอหลวงพ่อเอาไว้




-แรงอธิษฐานทำให้หายป่วยได้จริงหรือ

ข้าพเจ้าอยากจะขอแนะนำสมาชิกใหม่ที่จะเดินทางไปวัดอัมพวัน เพื่อฝึกปฏิบัติกรรมฐานได้ทราบกำหนดเวลาปฏิบัติประจำวันเป็นการล่วงหน้าไว้ดังนี้
กำหนดเวลาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
เช้า
๐๓.๓๐ น. ตื่นนอน ทำธุระส่วนตัว
๐๔.๐๐ น. พร้อมกันที่ศาลาปฏิบัติธรรม เดินจงกรม นั่งสมาธิ
๐๖.๓๐ น. แผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศลพร้อมกัน
๐๗.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้า
๐๘.๐๐ น. ปฏิบัติธรรม เดินจงกรม นั่งสมาธิ
๑๑.๐๐ น. แผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศลพร้อมกัน รับประทานอาหารกลางวัน
บ่าย
๑๓.๐๐ น. ปฏิบัติธรรม เดินจงกรม นั่งสมาธิ
๑๗.๐๐ น. แผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศลพร้อมกัน ดื่มน้ำปานะ พักผ่อน
ค่ำ
๑๘.๓๐ น. ปฏิบัติธรรม เดินจงกรม นั่งสมาธิ
๒๐.๓๐ น. แผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศลพร้อมกัน พักผ่อน ทำธุระส่วนตัว นอน
ถ้าหากเดินจงกรม ครึ่งชั่วโมง ก็นั่งสมาธิครึ่งชั่วโมง และวันต่อไปก็พยายามเพิ่มเวลาขึ้นอีกจนถึง ๑ ชั่วโมง

เมื่อจวนจะถึงเวลาพักผ่อนแต่ละช่วง จะมีแม่ชีครูฝึกมากล่าวนำแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลแก่มารดาบิดา ญาติพี่น้อง เทวดาทั้งหลาย เปรตทั้งหลาย และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้มีความสุขโดยทั่วกัน ตลอดจนกรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวรเพื่อขออโหสิกรรม
สุดท้าย ข้าพเจ้าก็ตั้งใจอธิษฐานจิต แผ่ส่วนบุญให้แก่ภรรยาข้าพเจ้ากล่าวในใจว่า
“ขอส่วนบุญนี้ จงสำเร็จแก่ภรรยาของข้าพเจ้า นางแสงจันทร์ จงหายจากโรคที่ป่วยอยู่คือ โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ และโรคอื่น ๆ ที่มีภายในร่างกาย จงหายไปหมดสิ้นด้วยเถิด ตลอดจงมีแต่ความสุขใจ สุขกาย”
แล้วก็ก้มลงกราบพระประธานทุกองค์ ๓ ครั้ง ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติเช่นนี้ทุกครั้ง ที่ปฏิบัติทุก ๆ วัน

การเดินจงกรม การนั่งสมาธิ เมื่อจิตสงบดีแล้ว มักมีปรากฏภาพต่าง ๆ หลายอย่าง หลายประการด้วยกัน
ซึ่งไม่สามารถจะนำมาเล่า ณ ที่นี้ได้ เพราะเป็นสิ่งที่รู้เห็นได้เฉพาะตนเท่านั้น

ในวันที่ข้าพเจ้าได้กลับถึง
ปรากฏว่าผลของการเจาะตรวจโลหิต หายจากโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ
เป็นคนไข้รายแรกที่หายจากโรคนี้ได้เร็วกว่าคนป่วยคนอื่น ๆ ที่เป็นโรคเดียวกัน และหายได้อย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียว
ภรรยาของข้าพเจ้าเริ่มป่วยและตรวจพบโรคนี้ แล้วรีบรักษาจนหายอย่างรวดเร็วเช่นนี้ เพียงเวลา ๕ เดือนเท่านั้น

ข้าพเจ้าจึงมีความเชื่อมั่นเหลือเกินว่า จากผลการที่ได้เดินทางมาขอเข้ารับการฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดอัมพวัน ตลอดระยะเวลา ๗ วัน
ทำให้อารมณ์และจิตใจของข้าพเจ้าเกิดความสุขและสามารถส่งผลบุญที่ได้รับ และแรงอธิษฐานจิตทำให้ภรรยาของข้าพเจ้าได้หายจากโรคที่ป่วยอยู่นี้ได้อย่างแน่นอน



-คนมีบุญจึงเจริญกรรมฐานได้

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่ายอดสูงสุดที่เป็นมรดกโบว์แดงของเสด็จพ่อของเราคือ กรรมฐาน
แต่สาธุชนทั่วโลกจะทำเหมือนกันไม่ได้เพราะนานาจิตตัง ต่างเวรต่างกรรมกันมา บางคนมาจากนรกมาเกิดในโลกมนุษย์ไม่สามารถเจริญกรรมฐานได้ เพราะกรรมมันบังจิตใจ คือทรพีอกตัญญูต่อพ่อแม่ตลอดมา คนประเภทนี้จะเจริญกรรมฐานไม่ได้ ถ้าเจริญกรรมฐาน ต้องอกแตกตาย


ฆ่าพ่อตายแล้วแม่เขาสงสารลูกเขา อุตส่าห์พาลูกมาจะเจริญกรรมฐาน พอรถมาถึงวัดอัมพวันเข้าวัดไม่ได้ ร้อนหมดเลย ปวดหัวเข้าไม่ได้ เลยก็ต้องหันรถกลับ

อย่าคิดไม่ดีกับพ่อแม่เลย ไม่ต้องถึงกับฆ่าหรอก แค่คิดว่าพ่อแม่เราไม่ดี จะทำมาหากินไม่ขึ้น เจ๊ง ท่านต้องแก้ปัญหาก่อน คือ ถอนคำพูด ไม่ขอสมาลาโทษพ่อแม่เสีย แล้วมาเจริญกรรมฐาน รับรองสำเร็จแน่
ถ้ายังด่าพ่อด่าแม่ทิ้งไว้ แล้วมาเจริญกรรมฐาน อาตมาขอเจริญพรว่า เจริญไปอีกร้อยปีก็ไม่ได้ผล เพราะเวรกรรมตามสนอง



-คติกรรมฐาน

ทุกข์ที่น่ากลัว
ความทุกข์ในโลกมนุษย์นี้มีหลากหลาย ท่านมีแต่ความทุกข์ มีเงินทองมากมายก็หาความสุขไม่ได้แต่ซื้อความสะดวกได้ อยากได้รถกี่คันไปซื้อมา แต่ความสุขมันอยู่ที่ซื้อรถแล่นไหม สามีภรรยาทะเลาะกันมีความสุขไหม นี่แหละทุกข์ที่น่ากลัว

คนที่ไม่มีธรรมะชอบขี้เกียจ ขี้โกง ขี้อิจฉาริษยา ชอบประทุษร้ายเขา
จะมีแต่ความทุกข์ที่น่ากลัวมาก ที่หาเรื่องประทุษร้ายใส่ความผู้บริสุทธิ์ไม่มีความผิดจนได้รับโทษทัณฑ์
ผู้นั้นต้องถึงความพินาศ 4 ประการ ทราบได้จากการเจริญพระกรรมฐาน
1. เกิดความทุกขเวทนาเร่าร้อนอย่างแรงกล้า เกิดความทุกขเวทนาเร่าร้อนใจ ปวดอย่างทนไม่ไหว เกิดทุกข์กายเข้ามาหาทุกข์ใจ นักกรรมฐานต้องกำหนดเวทนาว่า “ปวดหนอ ปวดหนอ” ตายให้ตาย
2. ถึงความเสื่อมความตาย คนที่ยังกลัวตายจะมีแต่ความทุกข์ระทมขมขื่นตลอดรายการ แต่อมตะจิตท่านจะไปสู่ความดี ท่านจะมีปัญญา ท่านจะไม่ปวดอย่างทรมาน
3. จิตฟุ้งซ่านกระวนกระวายเสมอ คนที่อิจฉาริษยาเขานั้น จิตจะกระวนกระวายและฟุ้งซ่านตลอดชีวิต
4. ญาติมิตรทอดทิ้ง ไปใส่ร้ายเขาเอาแต่ตัวลอยลม ในอนาคตท่านจะถูกญาติมิตรทอดทิ้ง ทรัพย์สินที่มีอยู่จะพินาศตลอดไป ลูกหลานจะแย่งกัน

ถ้าท่านเจริญกรรมฐานจะผ่านข้อนี้ ทรัพย์สินที่มีอยู่จะไม่พินาศมีแต่เงินไหลนองทองไหลมา ไฟไม่ไหม้บ้านแน่
ถ้าท่านเจริญกรรมฐานจะผ่านคำว่า ทุกข์ จะไม่มีใครมาใส่ร้ายป้ายสีแต่ประการใด

ชนิดของทุกข์ทุกข์จำแนกตามลักษณะการเกิดได้ 10 ประการดังนี้
1. สภาวทุกข์ เกิดก็เป็นทุกข์ แก่ก็เป็นทุกข์ ตายก็เป็นทุกข์
2. ปกิณณกทุกข์ ทุกข์จรเข้ามาในใจ เศร้าโศกเสียใจแทนเขา เจ็บปวดร้าว เรากำหนดจิต จะหายไปได้
3. นิพัทธทุกข์ มีทั้งร้อน หนาว หิว กระหาย ถ้ามีสติสัมปชัญญะดีมีปัญญา ท่านจะไม่มีความหนาวร้อย หนาวก็สู้ ร้อนก็ต้องทน หิวก็ต้องทน กระหายก็ต้องทน หมดทุกข์แน่ๆ
4. พยาธิทุกข์ ทุกข์เกิดตามร่างกาย พยาธิโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน โรคกายเกิดทั่วสกลกายไปหมด ปวดโน่นปวดนี่
เมื่อกำหนดได้จะได้จากพยาธิทุกข์ จะไม่มีทุกข์ทางร่างกาย
5. สันตาปทุกข์ ทุกข์เกิดจากกิเลสเผา เกิดโลภะอยากได้ของเขา ไม่ได้ก็เป็นทุกข์ โทสะโกรธเขา แก้แค้นไม่ได้ก็มีแต่ความทุกข์ โมหะทุกข์เกิดจากกิเลสเผาเราก็แก้ได้ นี่สิจะพ้นทุกข์
6. วิบากทุกข์ ทุกข์เกิดจากผลบาปกรรม ถ้าท่านเจริญสติปัฏฐาน 4 อโหสิกรรมต่อบาปกรรมแล้วไม่ปฏิเสธทุกข้อหา รับรองรับใช้กรรม เหมือนอาตมารู้ล่วงหน้าว่าคอจะหัก รีบใช้กรรมนกเสีย ที่เราไปหักคอมัน ผลบาปเกิดจากการกระทำของอาตมาเอง
7. สหคตทุกข์ ทุกข์เกิดจากโลกธรรม 8 ประการ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ทุกข์ นินทา เสื่อมลาภ เสื่อมยศ เขามาเยินยอสรรเสริญเราก็ชื่นใจ เดี๋ยวก็ทุกข์มาแทนที่แล้ว มันก็ไม่จริงตามที่เขาสรรเสริญเยินยอ เขานินทาว่าร้ายเรากลับไปเสียใจ มีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น
8. อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์เกิดจากการเลี้ยงชีพ
9. วิวาทมูลกทุกข์ เกิดจากการวิวาทกัน ภรรยาไม่ดี สามีไม่ดี ลูกไม่ดี ผู้ น้องมาสู้พี่ พี่ก็หนักใจ

10. ทุกขขันธ์ ทุกข์เกิดจากขันธ์ห้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ มีแต่ความทุกข์ รูปนามเป็นอารมณ์ ก็หมดทุกข์ ถึงบรมสุขคือนิพพาน

บุญเกิดจากการเจริญกรรมฐาน
การเจริญกรรมฐานเป็นการกระทำที่ทำให้จิตใจของท่านเป็นบุญ ท่านเจริญกรรมฐานได้จะเกิดบุญ 10 ประการดังนี้
1. การบริจาค การให้วัตถุ ทั้งความรู้ และการให้อภัย จะเกิดขึ้นในใจของนักกรรมฐานคือ เป็นบุญ
2. การรักษาศีล คือ งดเว้นจากความชั่วต่างๆ ได้
3. การเจริญภาวนา เจริญสติปัฏฐาน 4 เพื่ออบรมจิตให้มั่นคงในความดี
4. การอ่อนน้อมถ่อมตนและการกราบไหว้บูชา จะมีต่อนักกรรมฐาน ผู้อ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ บูชาต่อพระรัตนตรัย ไม่ถือผีถือเจ้า ไม่ไปไหว้ผีไหว้เจ้า แต่ผีปู่ย่าตายายไหว้ได้ เจ้าที่เป็นเจ้าของเรา เป็นผู้มีพระคุณก็ไหว้ได้ ไม่ใช่ผีเจ้าเข้าทรงนั่นคนละเรื่องกัน พูดตีความให้มันแตก อย่านำมารวมกันจะเสียหาย
5. การช่วยขวนขวายในการทำความดีของผู้อื่นจะไม่มีอิจฉาใครแน่
6. การแผ่ส่วนบุญหรืออุทิศส่วนบุญแก่ผู้อื่นได้อย่างตรงใจใม่มีตะขิดตะขวงใจแต่ประการใด
7. การชื่นชมยินดีต่อการทำความดีของผู้อื่นได้อย่างจริงใจ
8. การฟังเทศน์ ฟังสิ่งที่มีคติธรรม สิ่งที่ไร้สาระจะไม่อยากฟัง ฟังสิ่งที่มีประโยชน์เสมอไป
9.การเทศน์จะสอนชี้แจงให้ความดีเท่านั้น
10.การตั้งความคิดเห็นให้ตรงตามหลักของกรรมจากการกระทำกฎแห่งกรรมจะยอมรับ มีความรู้ซึ้งตื้นลึกหนาบางด้วยความถูกต้อง จะไม่มีขี้เกียจ ไม่มีขี้โกง ไม่มีริษยา แต่ประการใด




-คุณค่าของชีวิต

ดังนั้น ธรรมทุกอย่างต้องฝืนใจ คนจะดีได้ต้องฝืนใจ ถ้าฝืนใจไม่ได้มักจะปล่อยตามอารมณ์ของตน ไหลลงสู่ที่ต่ำเหมือนแม่น้ำและวารีไหลลงสู่นทีไม่มีวันกลับมา

คำด่ามันก็ตกกลับไปหาคนด่า ถ้าเขาด่าเรารับมา หรือเขานินทาเรา เราเก็บเอามาคิดจะทำให้เศร้าหมองใจ เป็นคนวิกลจริตต่อไป ทำให้เกิดสมองฝ่อ เกิดโรคอัมพาต อัมพฤกษ์ก็เกิดได้อย่างนี้ เป็นต้น

จงสร้างอารมณ์ให้ดีเรียกว่า กำลังภายใน แล้วแสดงออกมาเป็น พฤติกรรมภายนอกก็ต้องดีด้วย โรคพยาธิก็น้อยลง จะต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บได้ เสียใจ อย่าฝากความเสียใจไว้ค้างคืน ต้องแก้เดี๋ยวนี้คือปัจจุบัน อดีตอย่ารื้อฟื้น เรื่องอื่นอย่าไปคิด กิจที่ชอบทำให้เสร็จไป อนาคตอย่าจับมั่นคั้นให้มันตาย จะผิดหวังเสียใจตลอดชีวิต

คอมพิวเตอร์ป้อนข้อมูลถูกต้องมันจะบอกเราโดยอัตโนมัติว่า คนนี้นิสัยไม่ดี คบไม่ได้ โกง คนนี้ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่จิตใจเชือดคอ มันจะบอกออกมาได้

เส้นประสาทรวมอยู่ที่ก้น มีลูกหลานอย่าตีก้นนะ เซลล์จะตกปัญญาจะไม่ดี
ตรงนี้เรื่องจริงของกรรมฐาน
ถ้าท่านถึงธรรมเมื่อใด ท่านจะซึ้งใจมาก จะชุ่มชื่นจิตใจดุจพระพิรุณโปรยจากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน ท่านจะซึ้งใจ จะใฝ่ดีไม่ใฝ่ชั่วเลย มีสัจจะความจริงออกมา ทำอะไรอาจหาญไม่กลัวใคร
การเจริญพระกรรมฐานเป็นการต่อชะตากรรม บางคนจะต้องตาย หัวไม่มีแล้ว รถพังหมดทั้งคัน แต่ไม่ตายนี่บุญกุศลช่วยได้

การทำบุญทอดกฐินผ้าป่าเป็นบุญประเภทสอง ถ้าประเภทหนึ่งต้องเอาบุญมาใส่ใจให้เรามีความสุขในครอบครัว ให้เรามีความเจริญและแก้ไขปัญหาได้ อาตมาประสบด้วยตนเอง แต่มีกุศลที่สร้างมาช่วยแก้ไขปัญหา จึงไม่ต้องเป็นอัมพาต ปกติคอเคลื่อนหน่อยเดียวต้องเป็นอัมพาต

ถ้ากาเมสุมิจฉาจารติดมา 60 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นผู้หญิง มีสามีกี่คนต้องเป็นของเขาหมด ถ้าเป็นผู้ชายมีภรรยากี่คนมีชู้หมด อาตมาไปสหรัฐอเมริกาเจอดอกเตอร์คนหนึ่งมีภรรยา 3 คน มีชู้หมดเลย กำลังจะแต่งกับคนที่ 4 อาตมาจึงบิณฑบาตยับยั้งไว้ให้แก้กรรมก่อน วิธีแก้คือให้มาเจริญกรรมฐาน 7 วัน 7 คืน แล้วค่อยไปมีภรรยาใหม่ มิฉะนั้นภรรยาจะมีชู้อีก

นี่คือข้อเท็จจริงที่ได้จากกรรมฐาน ไม่ใช่ไปนั่งวัดโน้นวัดนี้ ไปสวรรค์ที่โน่นไปนิพพานที่นี่ เป็นไปไม่ได้ ต้องเอาข้อนี้ก่อน ขั้นอนุบาลก่อนสำเร็จประถมศึกษาก่อนสำเร็จมัธยมแล้วจึงไปมหาวิทยาลัยจึงจะถูกขั้นตอน

ถ้ามุสาวาท หลอกลวงโลกหวังเอาลาภเขาติดมา 60 เปอร์เซ็นต์ รับรองได้เลยต้องโดนโกงตลอดรายการ โกงแล้วโกงอีก รู้ว่าเขาหลอกก็ต้องยอมให้เขาหลอก เพราะมันเป็นกฎแห่งกรรม
ถ้าสุราเมระยะติดมาจากชาติก่อน 60 เปอร์เซ็นต์ รับรองเป็นโรคปัญญาอ่อน ถ้าขืนดื่มสุราต่อไปอีก จะกลายเป็นคนวิกลจริต


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 3 ธันวาคม 2552 เวลา:19:16:07 น.  

 
-ความสุข

ความสุขที่แน่นอนและแท้จริงนั้น เกิดจากการทำใจให้สบาย ทำใจเป็นปกติ ถ้าจิตใจเราปกติดีแล้ว จิตจะไม่เศร้าหมอง จิตผ่องใส ใจสะอาด เราถึงจะสบายอกสบายใจ ความสุขจึงเกิดจากการชำระใจ
ไม่ใช่ความสุขเกิดจากการไปเที่ยว ความสุขเกิดจากอบายมุข หาความสนุกในสังคม และการดื่มสุรายาเมา เพราะความสุขประเภทนี้มันเจือปนด้วยความทุกข์ ไม่ใช่ความสุขที่แน่นอนและแท้จริง เป็นความสุขที่ได้ชั่วคราว


มีบุญเมื่อไร ชำระใจให้หมดจด ใจสบายไม่เศร้าหมองแล้ว จะนึกถึงตัวเองสงสารตัวเอง เมื่อก่อนนี้เคยเล่นการพนันก็ขอเลิก เคยดื่มเหล้าก็ขอเลิก เคยเที่ยวเสียเงินเสียทองเลิกหมด จะรวบรวมเงินทองไว้เลี้ยงครอบครัว

คนสมัยนี้มักลืมกัน ต่างคนต่างอยู่ไม่ต้องรู้กัน พ่อแม่ก็ไม่สนิทกัน เจ็ดวันเจอลูกครั้ง บางทีลูกไปเรียน พ่อไปทาง แม่ไปทาง กลับมาไม่เจอกัน จึงไม่รักกัน
บุญคือความสุข ที่ต้องชำระใจให้สะอาด แล้วท่านจะเห็นคุณค่าของคนที่มีพระคุณ จะไม่ลืมพระคุณคนแน่ ๆ มีกตัญญูจะเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีในอนาคต จะมีลูกหลานมีสติปัญญา



-ทำใจได้

ปัญญาก็บอกว่า คนด่าเราเป็นบาป เราโดนด่าเป็นบุญ เราอย่าไปโกรธตอบ คนโกรธตอบเป็นบาปมากกว่าคนด่า คนด่าบาป 50 เปอร์เซ็นต์ เราโกรธไปด่าตอบ เราก็บาป 200 เปอร์เซ็นต์ นี่แหละบุญทางกายอย่างนี้

โรคกายโรคใจเจ็บระทวยป่วยไข้ก็มารุมเร้าทุกวัน มันก็ทรุดโทรมมีแต่ความทุกข์ มีแต่ความยากลำบาก โปรดทำใจให้ได้ท่าน ความรักหนุ่มสาวมันชั่วคราว ไม่ช้าเราก็จะตายจากกัน แล้วก็จะเจ็บละเมอเพ้อพก ในยามสวยก็ชอบใจกัน เวลาแก่ก็แย่ลงไป เวลาเจ็บไข้ก็ไม่อยากจะดูแลกัน ร่างกายก็ซูบผอมน้ำลายไหล กินน้ำไม่เข้าปาก ความยากก็เกิดขึ้น จะไม่รักกันแล้ว



-สนทนาธรรมกับ พ.อ.ชม สุคันธรัต

เรื่องการเข้าทรงนี่ ปรากฏเป็นเสียงได้ อย่างสมเด็จโต (สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี) ทำไมวิญญาณสมเด็จโตองค์เดียว จึงเข้าทรงได้ ๑๐ กว่าแห่งพร้อม ๆ กัน แสดงว่าโกหกแล้ว ไม่มีใครแก้ปัญหาได้ พออาจารย์ในดงอธิบายเพิ่งจะรู้
ท่านอธิบายว่า จิตที่ไม่อยากตาย ยังมีตัวอยู่ เขาเรียกวิญญาณประจำร่างหรือแม่ซื้อ จิตแท้อีกอันหนึ่ง จิตแท้มันไปเกิดทันทีก็จำญาติไม่ได้ แต่ถ้าไปเกิดเป็นเทวดาก็จำญาติได้ ลงมาช่วยมนุษย์ได้

คนที่กำลังจะตายท่านว่าจะแยกเป็นสอง วิญญาณแท้ไปเกิดแล้ว มันระลึกชาติได้ แต่วิญญาณที่ไม่อยากตายเรียกว่า สัมภเวสี แปลว่าวิญญาณประจำร่าง และวิญญาณประจำร่างก็เป็นกายทิพย์เหมือนกัน

ทีนี้เราก็นึกได้ว่า อ๋อ! สมเด็จโตท่านคงแตกออกมาเป็นวิญญาณไม่อยากตาย ตั้งแต่ก่อนท่านสำเร็จตัวนี้อยู่ได้ มันก็มาเข้าทรงได้ มันจึงมีเข้าทรง มีผีเข้า แต่เราไม่รู้มาจากไหน
ที่จริงวิญญาณประจำร่างแตกออกเป็นสอง ดูได้จากฝรั่งถ่ายรูปคนฟื้น

ที่สลบ ๔ วันไปเที่ยว เจอคนตายก็คุยกันได้ เจอญาติพี่น้องพูดกับเขา เขาก็ไม่ได้ยิน ท่านให้เห็นว่าตายเป็นอย่างไร จะได้ไม่กลัวตาย

หลวงพ่อท่านสอนว่า วิญญาณนี้ ถ้าเผื่อ ได้สมาธิสูง จะทำได้ ๓ อย่างคือ
๑. ทำกายหยาบได้เหมือนคน
๒. ทำกลิ่นต่าง ๆ ได้
๓. ทำเสียงต่าง ๆ ได้
เราพูดกับเขาก็ได้ ถามก็ได้ พูดกันสองสามคำห้าหกประโยคแล้วก็ไป คล้าย ๆ คนละโลกจะไม่พูดกับเรานาน กายหยาบจะหายไป
เราก็รู้ว่า อ๋อ! วิญญาณที่วัดหลวง เขาทำได้ครบ ๓ อย่าง ทำเสียงพูดได้ ทำให้เห็นกายหยาบได้ ลงในน้ำเขาจับบีบเราได้ เราจับอะไรเขาได้
ถ้าบุญตัวไม่พอ สมาธิไม่พอ เราพูดทำเสียงไม่ได้ ก็ทำให้ได้กลิ่น หรือก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ไป อย่างนี้วิญญาณทั่วไป
ถ้าวิญญาณมีสมาธิจริง ๆ มันทำได้ครบเลย ทำกายหยาบก็ได้ ถ้าเดินป่ามาก ๆ จะเห็นพวกนี้มาแสดงตัวได้


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 3 ธันวาคม 2552 เวลา:19:18:23 น.  

 
เล่ม๘

-คนเข้าถึงธรรมหายจากโรคได้

ถ้าคนเข้าถึงธรรมเมื่อใดจะหายจากโรคแน่ ๆ
โรคหัวใจนี่ทำอะไรก็เหนื่อย หาคิดอะไรขึ้นมาละก็ตายเลย หรือถ้าโกรธก็ตายเลย
เขาสวดมนต์เจริญกุศลภาวนาอยู่ ๙ เดือน ขณะนี้โรคหายไป ๙๐% แล้ว ยังเหลืออีก ๑๐% จึงจะเป็นปกติ หมอบอกหายได้อย่างไร มีแต่จะตายเท่านั้น

การสวดมนต์นั้นสวดเพื่ออะไร สวดเพื่อต้องการให้มีสติ ช่วยตัวเองได้
คนที่มาที่นี่มีแต่มาให้พระช่วย ไม่ช่วยตัวเองเลย ไม่สนใจปฏิบัติกรรมฐาน มากันเพื่อจะปฏิบัติแลกเหมือนแบบพ่อค้าแม่ค้า ไม่ได้ผลสักราย

ที่จังหวัดอุทัยธานี มีลุงคนหนึ่งเป็นโรคมะเร็ง หมอบอกว่า ถ้าผ่าแล้วจะอยู่ได้ ๓ ปี ถ้าไม่ผ่าต้องตายปีนี้ จะเอาอย่างไรก็เลือกเอา จงตัดสินใจเสีย
ลุงคนนั้นก็คิดว่า คนเรายังไงก็ตาย หมอก็ต้องตาย ปู่ย่าตายายตายทั้งนั้น ก็เลยบอกว่า เอาล่ะ ผมยังไม่ผ่า หนีมาปฏิบัติกรรมฐานที่วัดนี้ อาตมาก็ไม่รู้ ปฏิบัติกรรมฐานได้ ๗ วัน ก็กลับไปหาหมอ หมอตรวจแล้วมะเร็งหายไปเลย


ต้องช่วยตัวเองอย่างนี้ซิ มากันที่ที่ร้อยละ ๙๐ มาให้พระช่วย ให้แผ่เมตตาทั้งนั้น แต่ตัวเองไม่ช่วยตนเองเลย
อาตมาได้ตำราจากเทวดาไว้เยอะ เพราะจดเข้าไว้ ให้แม่ชีถามว่าเทวดาชวนสวดมนต์ทุกบ้านไหม ได้คำตอบว่า
“ไม่ทุกบ้านหรอก ถ้าบ้านไหนตั้งโต๊ะหมู่บูชาพระไว้สะอาด ปูผ้าขาวไว้ และเจ้าของบ้านสวดมนต์ทุกวัน เทวดาจะลงบ้านนี้เลย ถ้าบ้านไหนเอาเด็กไปนอนห้องพระ ห้องพระสกปรก เทวดาจะไม่เข้าบ้านนั้น”

เทวดาบอกว่า บ้านใครมีพระพุทธรูป ไม่ต้องไปปลุกเสกท่านหรอก เราหมั่นสวดมนต์ไหว้พระ เทพจะสิงในองค์พระ อาตมาได้ตำราเลย

หลวงพ่อโสธร ที่แปดริ้วมีเทวดารักษาถึง ๑๖ พระองค์ จึงได้เงินทองมากมายเป็นพันล้าน แต่วันหลวงพ่อพุทธชินราช วัดพระนอนจักรสีห์ วัดไชโย วัดบ้านแหลม วัดไร่ขิง มีเพียง ๑๐ องค์เท่านั้นที่สิงสถิตอยู่ในองค์พระ ไม่ใช่ทองเหลืองศักดิ์สิทธิ์นะ เทพเขารักษาองค์พระ

อาตมาก็ถามว่า “คนล่ะมีเทวดารักษาไหม” เขาตอบว่า “มีทุกคน” ถ้าคนไหนจิตใจดีเทวดาบัณฑิตรักษา ถ้าจิตใจเลวเทวดาพาลรักษา บ้านนั้นเถียงกันไม่พัก ยุให้รำตำให้รั่วไปเลย ถ้าญาติโยมกลับมาสวดมนต์ไหว้พระเสมอ เทวดาพาลจะออกจากจิตใจของโยมไป
เทวดาบัณฑิตก็จะมาอาศัยอยู่ จะสร้างความดีในการงานของท่าน จะสร้างความดีสู่สถานการณ์เป็นต้น

โยมกุศลทำไร่ไว้เยอะ มีทั้งพืชไร่ และสัตว์เลี้ยง มีสัตว์มากวน คนก็เบียดเบียนลักข้าวของ และมีโรคภัยไข้เจ็บ เขาบอกว่า ตั้งแต่สวดมนต์ เจริญกุศลภาวนาทุกวันตลอดมา โรคหัวใจรั่วผมหายแล้ว ๙๐% คนเคยเบียดเบียนจะมาทำร้ายผมกลับมาเป็นมิตรหมด สัตว์ร้ายที่เคยมากวนพืชไร่ไม่มีมากวนเลย

เขาเป็นโรคร้ายและหายไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ มันหายปับ เกิดขนลุกซู่ขึ้นมา เกิดปีติยินดี เลยบอกให้หมอทราบว่าได้สวดมนต์และเจริญกุศลภาวนา คนร้ายที่เคยมาลักของที่บ้านเขาก็เลิกเลย ไม่มาลักอีกต่อไปจนบัดนี้ นี่อานิสงส์


โยมไม่มีศรัทธาอย่าทำ ไม่มีจิตเป็นกุศลอย่าทำนะ ไม่ได้ผลอย่างแน่นอน
คุณสุกฤช เป็นคนจีนไม่เคยนั่งกรรมฐาน อาตมาต้องโทร.ไปเรียกมา ต้องการจะช่วยเขาโดยด่วน เพราะลูกสาวเขาจะแต่งงาน เขาจะตายก่อน
ผลสุดท้ายเขาก็มาอยู่ปฏิบัติ หายสบาย เดินได้ พอถึงเวลาแผ่เมตตาเสียปวดหลังก็หายไป ปรากฏนิมิตออกมาว่าตีแมวหลังหัก แถมเลี้ยงนกพิราบอีกตัวละ ๔-๕ แสน เอาไว้สำหรับแข่งกัน ไปซื้อมาจากไต้หวัน
ตอนจะตายนี่บอกให้เลิก เอาไปปล่อยให้หมด ปล่อยมันก็ตาย ต้องไปให้คนที่เขาเลี้ยงไว้จัดการต่อไป
แมวหลังหักแล้วก็ไปสั่นกว่าจะตาย เลยติดมาถึงลูก ลูกมือสั่นเลย

เหลืออีก ๓ วัน เขาต้องตายแน่ เพราะขอเวลาไว้ ๑๕ วันเท่านั้น ต่ออายุมาได้ ๑๕ วัน อยู่ต่อไม่ได้แล้ว เขาได้จัดการแบ่งสมบัติให้ลูกไปประกอบอาชีพการงาน จัดเสร็จแล้วเขาก็ลาตาย มันก็แน่นหน้าอก
คนที่ทำกรรมฐานได้ ดูง่าย ๆ จะมีแต่เมตตาและมีแต่ความขยัน ไม่ขี้เกียจ อยู่บ้านท่านอย่าดูดาย ปั้นวัวปั้นควายขยันตลอดไป

เวลามีเวทนากำหนดเวทนาก่อน ปวดตรงไหนกำหนดตรงนั้น บางคนปวดศีรษะมา ๗ – ๘ ปีแล้ว มานั่งกรรมฐานก็ไม่ได้กำหนดที่ปวดเลย ใช้ไม่ได้
พอหายแล้วมันจะบอกว่าทำกรรมอะไรไว้ เดี๋ยวนิมิตจะบอกออกมา เมื่อตอนเป็นเด็ก ๆ ทุบหัวปลาทั้งนั้น

ลุงเจริญกระผมป่วยมีโรคประจำตัว หมอตรวจและบอกกับกระผมว่า เป็นโรคหัวใจรั่วและหัวใจโต ทำอะไรหน่อยก็เหนื่อย
ผลที่เกิดจากการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของหลวงพ่อนั้น ได้เกิดขึ้นกับกระผมหลายอย่างดังต่อไปนี้
๑. กระผมได้ฝันเห็นคนที่เกลียดเขามาก เนื่องจากกระผมได้แผ่เมตตาให้เขาได้รับความสุข ตามที่หลวงพ่อสอน
๒. งูที่มารบกวนสัตว์ที่อยู่ในสวนของกระผมนั้น ไม่มาให้เห็นอีกเลย แต่ก่อนที่ยังไม่ได้ปฏิบัติธรรมนั้น เห็นทุกวัน
๓. นิ่วที่อยู่ในร่างกายของกระผมออกมา ๒ ก้อน โดยไม่เจ็บปวดเลย กระผมอัศจรรย์ใจมากที่สุด
๔. เวลากระผมขออโหสิกรรมแก่เจ้ากรรมนายเวรแล้ว ที่หัวใจของกระผมลมวิ่งพรูดออกไปเลย หายใจได้คล่องสบายตั้งแต่วันนั้นมา
๕. สัตว์มีปีกทั้งหลาย มีเหยี่ยวและกาเป็นต้น ที่มารบกวนสัตว์เลี้ยงของกระผมนั้น ไม่มีมาอีกเลย
๖. กระผมฝันว่าลูกต้มน้ำร้อนไว้ให้กินยา พ่อกินข้าวแล้วไม่ได้กินยา ลูกนำน้ำร้อนมาให้พ่อกินยาด้วย และมีคนหนึ่งมาบอกกระผมว่า ไม่ต้องกินยา


-วีโก้ บรูน (Viggo Brune)

เรื่องโทรจิต

ซึ่งเป็นประสบการณ์การปฏิบัติธรรมของพระภิกษุชาวนอรเวย์ ที่ได้มาบวช ณ วัดอัมพวัน ฝรั่งมาหาธรรมะ คนไทยมาหาบุญ และคนไทยบางคนก็ปากเป็นบุญใจเป็นบาป ไม่สนใจธรรมะจริง สังเกตคนไทยที่มาวัดนี้ ไม่ได้มาหาธรรมะหรอก มาหาบุญช่วย เอาดอกไม้ธูปเทียนมาให้พระช่วยทั้งนั้น แต่ตัวเองไม่ช่วยตัวเอง

มีตัวอย่างที่หนองคาย โยมกุศล เป็นโรคหัวใจรั่ว หมอบอกไม่มีทางรอด ถ้าโมโหตายเลย แต่หายได้ เพราะมีศรัทธาช่วยตัวเอง เขาสวดมนต์เท่าอายุ ตั้งสติไว้เลย สวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหากา

เดี๋ยวนี้คนไทยไม่สนใจในการสวดมนต์ บางทีให้ดูบอกว่าสวดเท่าอายุนะ กลับบอกว่ายาว แต่เวลาไปนั่งคุยกันหรือนั่งโกหกกัน ไม่ยาวหรอก สร้างความดีนิดเดียว สร้างความชั่วมาก


แม่ช้อยเป็นแม่ของแม่สุ่ม แม่สุ่มนี่ถึงคราวตายแล้ว เป็นโรคมะเร็ง หมดอายุแล้ว จึงบอกให้ตัดสินใจมาอยู่วัด ต่ออายุในวัด ลูกหลานจะมาเยี่ยมก็มาได้ ถ้าอยู่บ้านตายไปแล้ว ยังอยู่ที่วัดทุกวันนี้ อายุ ๘๐ กว่าแล้ว อาตมาสอนกรรมฐานให้ตั้งแต่เป็นสาวนะ

คนเข้าวัดนี่มีแต่คนมีทุกข์ และเป็นคนแก่ใกล้จะตายแล้ว แต่ที่วัดอัมพวันนี้วัยรุ่นชอบ ถือกระเป๋ามาเองเลย เป็นอิสลามมาจากภาคใต้
เขาบอกว่า พี่ชายเป็นดอกเตอร์อยู่ต่างประเทศ จดหมายมาบอกว่า “น้องเอ๊ย อย่าลืมพี่เป็นดอกเตอร์มาได้ เพราะหลวงพ่อวัดอัมพวันสอนมา” เขาก็เลยพาพรรคพวกมา ขณะนี้เรียนอยู่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วีโก้นั่งโทรจิต แผ่เมตตาไปนอรเวย์
แม่กำลังป่วยพักฟื้นอยู่ในห้อง ปู่กับเพื่อนอีก ๓ คน และพ่อเขากำลังนั่งรับประทานอาหารกัน เกิดสังหรณ์จิต เห็นผ้าเหลืองลอยมาแวบแล้วออกไป ปู่คิดได้เลย ชื่นใจว่าหลานคงได้บวชในพระพุทธศาสนาแล้ว และได้ของดีจากเมืองไทยแล้ว
และพวกเขาก็พูด วีโก้ บรูน ออกมาพร้อมกัน แม่กำลังป่วยหนัก ได้ยินเสียงวีโก้ ด้วยความรักลูกอยู่แล้ว คลานออกมาจากห้องมานั่งร่วมวง หายเลย

บุญ แปลว่า ความสุข ความสุขต้องชำระในให้สะอาด ใช่ไหม ทำใจให้หมดจดบริสุทธิ์ ถึงจะเป็นบุญ บุญเกิดจากการชำระใจ และ บุญเกิดจาความสงบ ถ้าไม่สงบไม่เป็นบุญ

วีโก้ได้กลับมาเมืองไทย มาเขียนวิทยานิพนธ์เรื่องผี ได้ทุนจากมหาวิทยาลัย เขียนอยู่ ๒ ปี จึงแล้วเสร็จ ได้พาลูกและภรรยามาด้วย บอกว่านี่ คือพยานหลักฐานจากนิมิตกรรมฐาน

วีโก้ครั้งอดีตชาติเป็นชาวฮอลันดา ในโบสถ์หลังเก่าที่พังไปได้ศิลาจารึกเป็นภาษาจีนว่า “ข้าพเจ้ากิมเหลียงกิมจือมาจากเมืองจีน มาจอดเรือหน้าวัดอัมพวัน มีเรืออีกลำหนึ่งเป็นฮอลันดา นับถือคริสต์ ได้จอดเรืออยู่ที่วัดนี้ ได้เลื่อมใสเจ้าอาวาสวัดนี้อายุ ๙๙ ปี คือปู่ครูญาณสังวร” นี่เล่าเท้าความหลังให้วีโก้ฟังถึงโบสถ์หลังเก่าที่วีโก้มานั่งกรรมฐาน


ที่ยุโรปนี้ใช้รถวิ่งไปทั้ง ๕ ประเทศเลย ใกล้กันนิดเดียว ไม่ต้องไปเครื่องบิน และได้เห็นภูมิประเทศของประเทศนั้น ๆ

คนเรานี่ พรสวรรค์ มันติดตัวมาแต่ชาติก่อน พรสวรรค์ คืออะไร อาตมาแปลเป็นภาษาไทยดังนี้ ปัญญาติดมากับตัว ความรู้อยู่ในตำรา ไปหาพระแล้วถูกพระหลอก เพราะพระทำกรรมฐานไม่ได้

คริสต์ และอิสลาม มาเข้าวัด ไม่ใช่หมายความว่า จะให้เขามาเป็นพุทธ ต้องการเอาของดีให้เขา ต้องการให้เขาเป็นคนดี เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ของเขา อย่าเถียงพ่อเถียงแม่ แล้วเขาจะเป็นพลเมืองดีของชาติของเขาต่อไปในโอกาสข้างหน้า อาตมาสอนอย่างนี้ ได้ผลเขาก็เลยมากันเยอะหมด
สอนอย่างนี้ ไม่ใช่สอนไปสวรรค์นิพพาน


อาตมาไปตั้งศูนย์ที่ขอนแก่นแล้วนะ เพราะอะไรรู้ไหม อาตมาไปได้ของดีมาจากขอนแก่น จากหลวงพ่อดำในป่า ใกล้ที่ตรงนั้นเลย พอดีอดีตชาติตามมา ดร.ลำไย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ถวายที่ ๒๔ ไร่ ห่างจากตัวเมือง ๑๓ กม. เท่านั้น


ที่ศูนย์ปลูกไผ่แล้ว ๕๐๐ กอ เดี๋ยวนี้คนไปกันแน่นเลย สร้างเป็นศูนย์ดีกว่าสร้างวัด ทุกคนเป็นเจ้าของ พวกเราสร้างของเราเอง เหมือนอย่างเรามีสมาคมอยู่ในประเทศฝรั่งเศสฉะนั้น

เราสอนเขาไปแล้ว เขาก็เป็นครูสอนกันต่อไป สอนลูกสอนหลานของเขา ทุกคนเป็นเจ้าของและเขาก็ดูแลกันเอง
อาตมาดีใจมาก เพราะไปได้ของดีจากหลวงพ่อดำในป่า ที่สอนเรามาหลวงพ่อดำไม่รู้จักว่าอายุกี่ร้อยปีแล้ว เราต้องเอาของดีคืนที่สถานที่ที่เราได้มา จึงจะมีประโยชน์อย่างนี้

นี่เราสอนกันอย่างนี้ ไม่ใช่สอนไปสวรรค์นิพพาน อย่างที่เขาสอนกัน เรี่ยไรกันไม่พัก แจกเครื่องรางของขลัง อย่างนี้เราไม่สน อยากจะให้คนขลัง มีลูกให้เรียนหนังสือ มีความรู้เป็นดอกเตอร์ เป็นใหญ่เป็นโต




ที่ไปที่เมืองนอก ประเทศอังกฤษไม้ในบ้านยังตัดไม่ได้เลยนะ ถ้าจะตัดต้องขออนุญาตจากรัฐบาล เวลากลางคืนขับรถไปช้า ๆ กระต่ายป่าวิ่งมาเป็นฝูงเลย ถ้าทับสัตว์ป่าตายโดนปรับนะ มีตาข่ายกั้นอยู่ข้างถนนเลยนะ ของเราทำดินให้เป็นทราย ไม่ปลูกสร้างอะไรเลย
ของเขานี่ทรายทั้งนั้นเอามาเป็นดิน สร้างเมืองและปลูกต้นไม้ได้ วิเศษแท้


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 3 ธันวาคม 2552 เวลา:19:20:09 น.  

 
สวดพระพุทธคุณช่วยให้ได้ของคืน

ดิฉันได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการสวดมนต์บทสวดมนต์ถวายพรพระ (พาหุงมหากาฯ) ดังนี้คือ ดิฉันบังเอิญทำล็อกเกตหยกล้อมเพชร ซึ่งติดอยู่กับเข็มกลัดเพชรหายไป ได้ใส่ไว้ในซองพลาสติก เมื่อจะนำมาใช้อีกครั้งก็หาไม่พบ นึกไม่ออกว่าได้เอาไปเก็บ จึงได้ไปหาหมอดูตาทิพย์ซึ่งทำนายแม่นมาก เคยทำให้ดิฉันได้ลาภเป็นเงินแสนมาแล้ว หมอดูเขาบอกว่า “มีคนเอาไปแล้ว” โดยระบุว่าลูกชายและเพื่อนเอาไปโดยไม่ตั้งใจ หากแต่ว่าของมันวางอยู่ในที่ล่อตาล่อใจ เลยเอาไปขายและพากันไปเที่ยวจนเงินที่ได้มาหมดแล้ว

หลวงพ่อได้เมตตาแนะนำว่า “โยมหมอ อย่าไปคิดอย่างนั้น เป็นบาปเปล่า ๆ สวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหากาฯ เข้า เผลอ ๆ ได้คืนเอง”
ดิฉันก็น้อมรับและปฏิบัติตามเรื่อยมาด้วยศรัทธาและเชื่อมั่น ซึ่งจำไม่ได้ว่ากี่เดือน รู้แต่ว่าทำไมมันนานเหลือเกินจนชักท้อแท้ อันที่จริงก็ยังสวดได้ไม่ถึง ๖ เดือน

อยู่มาวันหนึ่งจะไปงานแต่งงานของเพื่อน จึงเข้าไปหาเครื่องประดับ พอเปิดกล่องแหวนเปล่า ๆ อันเก่า ก็ได้พบล็อกเกตห้อยอยู่กับเข็มกลัดเพชรใส่ถุงพลาสติก ดีใจจนมือสั่น ความรู้สึกในตอนนั้นมันปลอดโปร่งใจมาก
คิด ๆ ดูก็เห็นเป็นเรื่องแปลก เพราะตลอดระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมา เฝ้าค้นหาทุกครั้งที่นึกขึ้นได้ กล่องเปล่าเหล่านี้ก็เคยเปิดดูหมดแล้วตั้งหลายครั้ง ทำไม หนอจึงได้คลาดสายตาไปได้




-ซาบซึ้งที่ได้เป็นศิษย์หลวงพ่อจรัญ

ท่านมักปรารภเสมอว่าท่านต้องการ “ใช้หนี้มนุษย์” ให้หมดในชาตินี้ เพราะท่านไม่อยากเกิดมาพบกันมนุษย์ที่ส่วนมากจะเป็นผู้ที่มีความขี้เกียจ ขี้โกง มักง่าย มักได้ และปากเป็นบุญแต่ใจเป็นบาป

ผู้ที่มีจิตใจสูงได้นั้นต้องพากันเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน อันเป็นทางสายเอก ที่จะทำให้สามารถคลายทุกข์และส่งผลให้ผู้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ มีชีวิตที่ร่ำรวย-สวย-ดีมีปัญญาแก้ปัญหาชีวิตได้ด้วยตนเอง นอกจากเน้นให้ปฏิบัติธรรม แล้วท่านยังสั่งสอนให้ลูกศิษย์ทุกคนหมั่น สวดมนต์เป็นนิจ – อธิษฐานจิตเป็นประจำ เพื่อความสุขความสำเร็จและเป็นมงคลแก่ชีวิต อันได้แก่ บทพาหุงมหากา

หนักใจและเกรงไปว่าจะไม่สามารถเข้ารับราชการได้ จึงเข้ากราบเรียนปรึกษาหลวงพ่อท่านบอกให้ข้าพเจ้าสวดมนต์บท “พาหุงมหาฯ” ก่อนนอน เมื่อจบแล้วให้แผ่เมตตาแล้วอธิษฐานจิตว่า “หากข้าพเจ้าเคยเป็นทหารเรือมาแต่อดีตแล้วไซร้ ขอให้ชาตินี้ข้าพเจ้าจงได้เป็นทหารเรือโดยปราศจากอุปสรรคด้วยเถิด”
ผลที่ได้รับนั้นเกินคาด เพราะหลังจากวันที่สวดมนต์บทนี้แล้วไม่กี่วัน ข้าพเจ้าก็ได้รับการเรียกตัวจากทางราชการให้ไปฝึกทหาร จนแทบจะไม่มีเวลาเตรียมตัวตัดเสื้อผ้า ข้าพเจ้าเชื่อว่า เหตุการณ์นี้มิใช่เหตุบังเอิญ หากเป็นเพราะเมตตาบารมีของหลวงพ่อและอานุภาพแห่งบทสวด “พาหุงมหากา” อันศักดิ์สิทธิ์นี้อย่างแน่นอน

หลวงพ่อพร่ำสอนศิษย์ให้มีความเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ท่านสอนว่า “ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด หมดแล้วไม่มา เราไม่หวงกัน หมดแล้วมีมาเรื่อย ๆ” ซึ่งก็เป็นความจริงตามนั้น เพราะข้าวสารอาหารแห้งของวัดจะมีผู้มาบริจาคเข้าวัดครั้งละมาก ๆ เสมอ เหมือนกระแสน้ำที่ไหลมาเรื่อย ๆ ไม่รู้จักหมด เป็นผลมาจาก แล้วเขาทั้งหลายได้รับความสุข ความเจริญในครอบครัวและหน้าที่การงาน เงินไหลนอง – ทองไหลมา แล้วมีความระลึกถึงคุณของหลวงพ่อ จึงพากันหวนกลับมาทำบุญและถวายข้าวสาร อาหารแห้ง เพื่อเป็นการเพิ่มกุศลให้แก่ตนเอง โดยของเหล่านี้ หลวงพ่อมิได้เคยเรียกร้องหรือกล่าวเชิญบริจาคแต่ประการใด

ข้าพเจ้าได้ทำบุญที่วัดอัมพวันบ่อย ๆ ได้พบเห็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อที่มีหน้าตาผ่องใส ร่ำรวยด้วยกิจการที่ก้าวหน้า มีความรู้ความสามารถในระดับสูง และมีความสุขสมบูรณ์กันเป็นอย่างมาก การที่คนบางกลุ่มมีความเข้าใจอย่างผิด ๆ ว่า พระพุทธศาสนาสอนให้คนขี้เกียจและทำให้ประเทศไทยไม่เจริญนั้น จึงไม่เป็นความจริงแต่ประการใด คนที่ไม่เข้ามาศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่างหากที่มีชีวิตอันเลื่อนลอย ไร้หลักยึดอันเป็นแนวทางอันประเสริฐ และเป็นมงคลแก่ชีวิต ชีวิตจึงจะประสบแต่ความวุ่นวายและอุดมไปด้วยความทุกข์อย่างไม่รู้เท่าทันใน การแก้ไข

แม้แต่อาคารสถานที่ของทางราชการอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ซึ่งทางราชการไม่มีงบประมาณจะสร้าง หลวงพ่อท่านก็จะเป็นผู้อุปถัมภ์ค่าก่อสร้างให้หลายแห่ง
หลวงพ่อจรัญท่านเคยสั่งสอนไว้ว่า “บุคคลผู้ช่วยเหลือตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยใคร ๆ ในการดำรงชีวิตนั้นเป็นคนใช้ได้ หากจะให้ดีต้องช่วยเหลือพ่อแม่ ญาติพี่น้องได้ แต่จะให้ดีที่สุดนั้นจะต้องฝึกฝนและอบรมตนให้มีสติปัญญา ในอันที่จะสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลสังคมโดยส่วนรวมได้”




-ธรรมะจัดสรร

ข้าพเจ้าได้หนังสือ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม เนื่องจากภรรยาของข้าพเจ้าเป็นแฟนคอลัมน์นี้อยู่ว่าง ๆ เลยหยิบหนังสือมาอ่านฆ่าเวลา ...แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งติด ข้าพเจ้าอ่านจบทั้งสองเล่ม จึงบอกภรรยาว่า ข้าพเจ้าจะไปวัดอัมพวัน
วันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าได้พบกับ พอง-ยุบ ในตอนบ่าย ซึ่งเป็นการพบที่ประหลาดมาก เหมือนกับการค้นพบสิ่งอัศจรรย์ในชีวิตเป็นครั้งแรก ปีติและน้ำตาของข้าพเจ้าไหลอาบแก้มอย่างดีใจที่เหมือนพบกับดวงกรรมฐานอันวิเศษ

หลังจากที่ข้าพเจ้าพบพอง-ยุบแล้ว ข้าพเจ้าก็เริ่มรู้จักกฎแห่งกรรม ที่ไม่มีใครสอน เพราะข้าพเจ้านั่งปวดขาข้างเดียวอย่างมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน พอใกล้จะหมดเวลาข้าพเจ้าก็เห็นหน้าสุนัขที่ข้าพเจ้าเคยเลี้ยง ๒ ตัวโผล่ออกมา ในจิตตอนนั้นบอกว่า ข้าพเจ้าเคยไปเตะมันไว้จึงทำให้ข้าพเจ้าปวดขามาก ข้าพเจ้าเสียใจมาก ในวินาทีนั้น ข้าพเจ้านึกขออโหสิกรรมต่อกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ ทันใดนั้นก็เกิดปีติขนลุกซู่ และเกิดอาการซ่าที่ขาข้าพเจ้าปวดแทบตายนั้นและความปวดก็หายไปในบัดดล

หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็รับกรรมในรูปแบบต่าง ๆ กันอีกกว่า ๑๐ รอบ รวมไปถึงกรรมของการขับรถทับลูกแมวที่วิ่งตัดหน้ารถโดยไม่ตั้งใจ ทำให้รู้ว่าถึงแม้ไม่ได้ตั้งใจก็ต้องชดใช้แต่เบากว่ากรรมที่ตั้งใจทำ



แทบทุกรอบของการปฏิบัติกรรมฐาน ข้าพเจ้าได้เสียน้ำตาให้กับความเจ็บปวดและความเสียใจในกรรมทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้ก่อขึ้น
ขณะที่เจ็บปวดแทบตายอยู่นั้น ก็มีเสียงก้องออกมาว่า “ฟังอาญาสวรรค์” แล้วก็มีนิมิตให้ข้าพเจ้าเห็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งข้าพเจ้ารู้จักดีโผล่ขึ้นมา แล้วก็มีการแจ้งข้อหาที่ข้าพเจ้าเคยกระทำผิดไว้ ด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ข้าพเจ้าจึงได้รีบตกปากรับคำว่า ตกลง ข้าพเจ้าจะบวชและจะมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดนี้ ๑๕ วันเพื่อชดใช้หนี้กรรมนั้น
พอสิ้นเสียงอธิษฐาน แรงมหาศาลที่กดข้าพเจ้าอยู่ก็ได้อันตรธานไปจนหมดสิ้น

ข้าพเจ้าจำความด่าแทบจะไม่เคยเถียงพ่อแม่เลย ไม่ว่าจะผิดหรือถูก แต่ก็ยังเคยพลาด ปิดประตูดังปังใส่แม่ครั้งหนึ่งเพราะท่านว่าผิดคน ซึ่งกรรมอันนี้เกิดขึ้นมา ๒๐ กว่าปีแล้ว ได้กลับมาให้ข้าพเจ้าเห็นชัด ๆ อีกครั้งหนึ่ง
หลังจากนั้นก็มีเสียงมาสอนข้าพเจ้าเรื่องความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณต่าง ๆ เรื่องกตัญญูนี้สอนข้าพเจ้าได้อย่างซาบซึ้ง ลึกเข้าไปในหัวใจ
ถ้าตั้งใจบวชทำกรรมฐานก็คงจะมีอานิสงส์เพียงพอที่จะช่วยคุณยายได้ จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานออกไปว่าคุณยายอาการดีขึ้นข้าพเจ้าจะบวช ๑ เดือน
สิ่งอัศจรรย์ก็ได้เกิดขึ้น....คุณยายอาการดีขึ้นเป็นลำดับ ท่านกลับมาเป็นคนอายุเกือบ ๙๐ ปี

ข้าพเจ้าได้เริ่มทดสอบความอดทน โดยการให้ผู้สมัครปฏิบัติแบบเดียวกับที่จะต้องพบเมื่อไปถึงวัดอัมพวัน เช่นต้องนั่งคุกเข่าได้ ๑๕ นาทีโดยไม่ขยับ นั่งพับเพียบได้นาน ๓๐ นาทีโดยไม่เปลี่ยนข้าง และทำกรรมฐานวันละ ๘ ชั่วโมง กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย ทำความเพียรมาก
หลวงพ่อได้เคยสอนไว้ว่า ธรรมะคือการฝืนใจ ต้องรู้จักอดทน อดกลั้น อดออม จึงจะประสบความสำเร็จได้



โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 6 ธันวาคม 2552 เวลา:19:51:55 น.  

 
เล่ม9


-วัดอัมพวันถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

การแผ่เมตตานี้ถ้าเราทำเชี่ยวชาญชำนาญได้เมื่อใด ก็แผ่ให้ศัตรูได้ ศัตรูจะมาเป็นมิตรกับเราแน่นอน ถึงจะเกลียดชัง แหนงหน่ายเรา ผูกพยาบาท อาฆาตกันอย่างไรก็มารักกันได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เราแผ่เมตตา

ถ้าท่านยังไม่มีธรรมะ อย่าแผ่ไปให้คนที่รัก อย่าแผ่ไปให้ศัตรู เดี๋ยวจะผูกพยาบาทกันเพราะใจไม่ถึงธรรมะ จิตใจไม่เป็นกุศล ทำให้เคียดแค้นหนักเข้าไปอีก ไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากปรารภ
ถ้าเราซึ้งในรสพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วถึงค่อยแผ่ได้ แผ่ไปก็จะมีแต่เมตตา เราจะไม่เป็นศัตรูกันต่อไป เขาเหล่านั้นจะคิดถึงความดีของเราบ้าง จะเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายเอง


อาตมาเจริญกรรมฐาน ถวายพระราชกุศลทุกวัน และสวดถวายพระพรชัยมงคลในโรงอุโบสถกับพระสงฆ์องค์เณรพระเถรานุเถระทุกวัน
จำเดิมกาลแต่นั้นมา ทำให้เกิดอภินิหารของบุญ ทำให้พระองค์ทรงแจ้งรับการถวายพระราชกุศลของเราทั้ง ๆ ที่พระองค์ไม่ทรงทราบว่าวัดนี้อยู่ที่ไหน แต่ในที่สุดก็ทรงทราบ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชศรัทธาถวายสังฆทานปัจจัยค่าอาหาร แก่ภิกษุสามเณร วัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ.
เวลาท่านจะถวายสังฆทาน ท่านต้องทรงจบทุกครั้ง ราชองครักษ์บอกว่า “หลวงพ่อ พระองค์ท่านยังไม่ได้ทรงจบอีก ๓ เข่ง จะนำมาถวายภายหลัง”
พวกเราจะถวายอะไรก็จบกันเสียบ้างนะ บางทีภรรยาให้สามีจบ สามีรำคาญไม่ยอมจบ ระวังนะท่านจะไม่ได้บุญ

ขอเจริญพรว่า ที่เราเจริญพระธรรมจักรกันทุกครั้ง อาตมาตั้งอธิษฐานแน่วแน่ว่า ทุกวันที่ ๙ ตั้งแต่เช้ามาใครถวายอาตมาเป็นการส่วนตัวแม้แต่สตางค์เดียว จะขอบิณฑบาตโยม นำไปถวายในหลวงต่อไปเมื่อสิ้นปี เพื่อทรงนำไปพัฒนาประเทศชาติ




-แผ่เมตตาข้ามทวีป

แผ่เมตตาพยุงเครื่องบิน

หลวงพ่อได้เดินทางไปยุโรป เมื่อตอนที่ท่านจะกลับจากยุโรป วันนั้นท่านขึ้นเครื่องบินโดยสารจากสนามบิน Heathrow กรุงลอนดอน ท่านก็สังเกตเห็นว่ามีน้ำหยดลงจากเพดานห้อง ท่านเห็นสภาพว่าท่ามันจะไม่ดีแน่ เพราะเคยมีประสบการณ์จากครั้งที่ท่านเดินทางไปประเทศจีน เครื่องบินโดยสารที่ท่านนั่งไปในครั้งนั้นก็มีเหตุการณ์น้ำแอร์รั่วลงมาเช่นครั้งนี้ แต่ในครั้งนั้นเครื่องบินลงจอดทัน แต่ในเดือนต่อมาเครื่องบินลำนั้นก็ประสบอุบัติเหตุตกลงด้วยสาเหตุแอร์รั่วจนได้ หลวงพ่อจึงสำรวมจิตนั่งบริกรรมแผ่เมตตา นั่งบริกรรมเพื่อช่วยพยุงเครื่องบินเอาไว้ ท่านกะว่าหากบริกรรมแล้ว ภายใน ๒๐ นาที น้ำจากแอร์ยังไม่หยุดไหล ก็คงต้องถวายชีวิตท่านและคนในเครื่องกว่า ๔๐๐ ชีวิตไว้บนท้องฟ้าแล้ว

บนเครื่องบินนั้นที่ไหลลงมาเป็นสาย ข้างบนที่น้ำไหลลงมานั่นนะคือสายไฟ และเมื่อน้ำมันรั่ว มันอาจจะทำให้เกิดการช็อตของสายไฟได้ ซึ่งแน่นอนที่สุด หากเกิดการช็อตขึ้นจริง เครื่องบินคงเกิดการระเบิด และประสบอุบัติเหตุอยู่เหนือน่านฟ้าประเทศรัสเซียเป็นแน่
พอครบเวลายี่สิบนาทีพอดี น้ำก็หยุดไหลทันที ดร.ชลันกรก็แสดงทีท่าดีใจมาก หันไปพูดคุยกับพวกแอร์ (พูดเป็นภาษาอังกฤษ) ซึ่งแอร์บางคนถึงกับยกนิ้วให้กับหลวงพ่อ

หลังจากเหตุการณ์น้ำที่ไหลได้หยุดลงไป ทุกคนบนเครื่องต่างก็ดีใจ บรรยากาศเป็นไปด้วยความโล่งใจ และไม่ตื่นตระหนกกันต่อไป ทุกคนยิ้มได้ ทางเจ้าหน้าที่ก็สบายใจ
เมื่อกลับมาถึงวัดอัมพวัน หลวงพ่อก็อาพาธหนักมากเป็นเวลา ๓ เดือน สาเหตุเพราะการสูญเสียพลังงานทางจิตจากการแผ่เมตตาในครั้งนั้นนั่นเอง

แผ่เมตตาสอนกรรมฐาน

เด็กสาวคนหนึ่งก็เดินเข้ามา เขาคลานเข้ามากราบหลวงพ่อ ชี้ให้พ่อแม่เขาดู และพูดออกมาเป็นภาษาลาวว่า “พระองค์นี้แหละที่ไปเข้าฝัน ใช่องค์นี้แน่นอน”
หลวงพ่อท่านจึงสนทนาต่อไปว่า “ถ้ามาสอน สอนอะไร” เด็กหญิงก็ตอบว่า “สอนการปฏิบัติ” หลวงพ่อก็ถามว่า “ปฏิบัติอย่างไร ยืนหนอยืนอย่างไร และเดินจงกรมเดินอย่างไร” เขาก็สามารถปฏิบัติได้

การโทรจิตนี้ หลวงพ่อได้เรียนรู้มาจาก ท่านเจ้าคุรอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส เปรียญธรรม ๖ ประโยค) วัดสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น
การโทรจิตสามารถกระทำได้ แต่ทำยาก ต้อฝึกให้จิตสงบดี ไม่คิดฟุ้งซ่านใด ๆ ถึงจะสามารถส่งกระแสจิตออกไปได้ สมมุติว่าเราจะโทรจิตออกไปยังประเทศทางยุโรป เราก็สวดมนต์ปฏิบัติกรรมฐาน ให้จิตสงบดี จนกระทั้งเลิกจากการปฏิบัติ เราก็แผ่เมตตาบทสัพเพสัตตาฯ กรวดน้ำบทอิทัง โนฯ เสร็จเรียบร้อยดีแล้ว เราก็ตั้งมโนภาพคิดถึงประเทศทางยุโรปว่าอยู่ทางทิศไหน และอธิษฐานจิตถึงญาติที่อยู่ในทิศทางนั้น สำรวมจิตส่งกระแสพุ่งออกไป และถ้าจิตดีสมาธิดีก็สามารถส่งเป็นตัวหนังสือได้
เหมือนครั้งที่หลวงพ่อส่งกระแสจิตเป็นตัวหนังสือลา ก่อนประสบอุบัติเหตุคอหัก ไปถึงคุณชาญ

ในการไปทวีปยุโรปในครั้งนั้น ก่อนหน้าวันเดินทาง ๗ วัน หลวงพ่อได้เจริญกรรมฐานแผ่เมตตาเคลียร์พื้นที่ไว้ล่วงหน้าแล้วเป็นเวลาถึง ๗ คืน พร้อมทั้งท่านยังอธิษฐานจิตไว้ว่า “หากใครคนใดก็ตามที่เป็นญาติในอดีตของข้าพเจ้าทางทวีปยุโรปแล้ว จงมารับและมาให้ข้าพเจ้าพบ และขอให้อำนาจจิตจากการแผ่เมตตาของข้าพเจ้า จงไปสถิตอยู่ด้วยคำสอนของข้าพเจ้า ณ บัดนี้ด้วยเทอญ) ซึ่งผลที่ตามมาภายหลังจาก การแผ่เมตตาในครั้งนั้นทำให้เข้าฝันนางสาวนิดจิตรา ได้มีพระสงฆ์ไทยไปสอนกรรมฐานและเขียนหนังสือทิ้งไว้ให้เป็นเวลา ๗ คืน

ซึ่งตรงกับวันเวลาที่หลวงพ่อแผ่เมตตาไปพอดีประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งทำให้เกิดมีญาติโยมมารอรับหลวงพ่อที่ยุโรปเป็นระยะ ๆ
หลานสาวของเขามีอาการแปลกประหลาดมาตั้งแต่เด็ก เหมือนมีวิญญาณมาคอยรบกวนอยู่เสมอ (จิตถูกหลอน) บางครั้งเหมือนมีคนมาร้องเรียก ทำให้เกิดอาการคลุ้มคลั่ง ต้องเข้าหาวัดเพื่อฝึกทำสมาธิและถือศีล จึงทำให้อาการดีขึ้น และบางครั้งจะฝันเห็นเจ้าแม่กวนอิม และพระสงฆ์ไทยเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถจะช่วยรักษาให้หายจากอาการป่วยไข้ได้

อพยพจากประเทศลาวมาอยู่ประเทศฝรั่งเศส
เมื่อตอนวัยเด็ก อายุประมาณ ๒ หรือ ๓ เดือน มักร้องไห้อยู่เสมอ ๆ จนเป็นที่ผิดสังเกต แพทย์ได้พยายามตรวจดูอาการก็ปรากฏว่า ไม่พบสิ่งผิดปรกติแต่อย่างใด เมื่อเป็นดังนี้ ตามความเชื่อถือของชาวลาว ผู้เฒ่าผู้แก่จึงปลูกแขนให้ด้วยเกรงว่าเป็นเพราะแม่กำเนิด (แม่ซื้อ) มารบกวน ปรากฏว่าการร้องไห้ก็ทุเลาไป

เมื่อนิดจิตราเข้าโรงเรียนจนกระทั่งเรียนถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๕ นิดจิตราเกิดมีอาการผิดปรกติ จนไม่สามารถเรียนหนังสือได้ตามปรกติ เพราะในแต่ละวันจะมีแต่ความเมื่อยปวด ก็มีอาการเจ็บที่หัวใจ เหมือนกับมีใครมาบีบคั้นไม่ให้หายใจได้ ทำให้ต้องทรมานมาก

ภายในห้องนอนของนิดจิตรา จะมีแต่รูปภาพของพระพุทธเจ้า และพระพุทธรูปต่าง ๆ ซึ่งนิดจิตราให้ความเคารพบูชามาตลอด ด้วยความศรัทธา และความเชื่อถือในพระบารมีขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้อาการต่าง ๆ ของนิดจิตราเริ่มดีขึ้น มีอาการยิ้มแย้ม แจ่มใส เบิกบาน

จนกระทั่งคืนหนึ่ง ได้นอนหลับและฝันไปว่า ได้ล่องลอยไปเบื้องบน เพื่อรับสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นความขาว และได้นุ่งผ้าขาวห่มขาว และได้นั่งสมาธิ เวลาที่นิดจิตรานั่งสมาธิ ก็เคยเห็นพระแม่กวนอิม มาคอยให้การปกปักรักษาด้วยความห่วงใย

ต่อมาในคืนหนึ่ง นิดจิตราได้ฝันเห็นพระพุทธเจ้า และก็ได้มีคนพาไปหาพระสงฆ์ เพื่อให้ท่านช่วยรักษาให้หายจากอาการป่วยไข้ ซึ่งในความฝันนั้น ท่านได้สอนนิดจิตราปฏิบัติกรรมฐาน และเขียนสลักคำสอนของท่าน เป็นตัวหนังสือภาษาไทยไว้ที่บ้านของนิดจิตรา แต่นิดจิตราไม่สามารถแปลความหมายของตัวหนังสือเหล่านั้นได้ เพราะเป็นตัวหนังสือภาษาไทย

ในวันเวลาต่อมา เรื่องราวความฝันของนิดจิตราก็เป็นความจริง ซึ่งท่านเดินทางผ่านมาประเทศฝรั่งเศส ณ ที่บ้านพักของคุณนิพนธ์ ในก้าวแรกเดินเข้ามาบ้านและพบเห็นหลวงพ่อ นิดจิตราได้แสดงอาการดีใจ และสะกิดคุณซูซาน และคุณป้าของนิดจิตรา พร้อมทั้งบอกว่า “ใช่แล้ว พระองค์นี้แหละคือพระสงฆ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ฝันเห็น และได้เขียนหนังสือไทยทิ้งไว้ให้หนู”

นับแต่คืนนั้นที่ได้พบหลวงพ่อ นิดจิตราก็มีอาการดีขึ้นมาก อาการผิดแปลกแต่ก่อนมาได้หายสาบสูญไปสิ้น
เรื่องที่หลวงพ่อแผ่เมตตาออกไปเป็นตัวหนังสือ เป็นการเขียนลงบนกระดาษ ติดไว้ให้กับผนังปูนที่บ้านของเธอ และคำไทยที่เขียนไว้ให้ แต่นิดจิตราอ่านไม่ออก คือคำว่า “สติปัฏฐาน ๔”
หลวงพ่อท่านก็บอกว่า ท่านสอนเป็นภาษาไทยนั่นแหละ ยืนหนอ เดินจงกรมสอนอย่างไรก็สอนไปอย่างนั้น นิดจิตราเขาเข้าใจ และรู้ได้ตามสามัญสำนึกของเขา

“ทำไมหลวงพ่อ ท่านจึงสามารถแผ่เมตตาไปสอนกรรมฐานแก่นิดจิตรา และคนบางคนได้” หลวงพ่อท่านก็เมตตาอธิบายว่า
การที่หลวงพ่อสามารถแผ่เมตตาไปแล้วเขาสามารถรับรู้ได้ ก็เนื่องจากเขาเคยเป็นญาติแต่ในครั้งอดีต เคยมีความผูกพันเป็นญาติกันมา สายสัมพันธ์อันนี้ก็สามารถทำให้เป็นสื่อถึงกันได้ และอีกประการหนึ่งก็คือ ถ้าคนเรารู้จักกัน มีความผูกพันกัน เหมือนเป็นศิษย์กับอาจารย์ที่มีความระลึกถึงกัน อาจารย์แผ่เมตตาไป ถ้าศิษย์ตั้งจิตตั้งใจดีก็สามารถรับกระแสนั้นได้ กระแสนั้นถ้าจะเปรียบก็เหมือนคลื่นวิทยุที่ส่งออกตามสถานี ก็เหมือนกับเปิดเครื่องรับไปกรมประชาสัมพันธ์ ก็ไม่สามารถรับกันได้ แต่ถ้าอาจารย์ส่งคลื่นออกสถานียานเกราะ ลูกศิษย์ตั้งใจปฏิบัติตามคำสั่งสอน มีความระลึกถึงครูบาอาจารย์ ก็เปรียบเสมือนเปิดเครื่องรับสถานีเดียวกัน คือสถานียานเกราะ ฉะนั้นก็สามารถรับรู้กันและกัน หรือได้รับกระแสจากการแผ่เมตตาได้



-มักกะลีผล

คุณยายจึงได้เล่าให้ฟังว่า
หลานเอ๋ย ตอนยายเป็นสาว ๆ เคยทำปิ่นโตไปส่งหลวงพ่อช้าง หลวงพ่อช้างเคยไปป่าหิมพานต์ ท่านได้สำเร็จญานสมาบัติ เป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดตึกราชา อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี ยายไปส่งปิ่นโตทุกวัน ท่านฉันข้าวเวลาเดียวอยู่ในป่าช้า

วันหนึ่งไปพบแขกคนหนึ่งมาจากไหนไม่ทราบ ยายถามหลวงพ่อ ท่านบอกว่า แขกมันเหาะมาจากป่าหิมพานต์มาตกขาแข้งหักไปไม่ได้ ท่านจึงรักษาให้ ยังอยู่ด้วยกันที่นี่

ในที่สุดแขกหายแล้วก็เล่าให้หลวงพ่อฟังว่า ตัวเขาเป็นโยคี เหาะมาจากป่าหิมพานต์ เหาะมา ๒ คน คนหนึ่งสำเร็จฌาน แต่แขกคนนี้สำเร็จปรอทจากพระโยคีที่สำเร็จฌาน ทำปรอทให้อม แล้วก็เหาะมาได้ พอดีเกิดมาเถียงกัน เลยปรอทหล่น แขกก็เลยตากขาหัก

ผลสุดท้ายแขกก็อ้อนวอนหลวงพ่อช้างให้ไปส่งที่ป่าหิมพานต์ และบอกว่าที่ป่าหิมพานต์สนุกสนาน มีผู้หญิง มีทั้งต้นมักกะลีผลอยู่ปากทางที่จะเข้าไปเฝ้าองค์พระเวสสันดร อยู่ที่ป่าหิมพานต์โน้น เลยเขาหิมาลัย ๑๖ โยชน์ แขกเล่าไว้ชัด

แขกบอกว่าถ้าหลวงพ่อไปนะ ไปรับประเคนของใคร อย่าฉัน ถ้าฉันจะกลับไม่ได้แน่นอน ถ้าหลวงพ่อสำเร็จแค่ฌานสมาบัติไม่ให้ฉัน
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หลวงพ่อช้างบอกไม่ไป แขกบอกมีมักกะลีผล แขกก็คิดถึงบ้านในป่าหิมพานต์ของเขา ก็ให้ตำราปรอท ขอให้หลวงพ่อช้างทำปรอทให้ ใส่ปากอมก็เหินไปได้ หลวงพ่อช้างก็บอกว่ายังงั้นได้ ท่านสำเร็จฌานไปได้องค์เดียว แต่เอาแขกใส่ย่ามไปคงไม่ได้

ในที่สุดก็ให้ยายของอาตมาไปซื้อปรอท ซื้อยาซัด อาตมายังได้ตำราไว้ ณ บัดนี้ ซัดปรอทแล้วก็ไปส่งแขกที่ป่าหิมพานต์ ไปพบมักกะลีผลก็มาเล่าให้ยายฟัง ตอนนั้นอาตมายังเป็นเด็ก

เคยเห็นรูปที่ เหม เวชกร เขียนไว้ที่ฝาผนังวัดพระปรางค์มุนี เขียนต้นมักกะลีผลเหมือนของจริงด้วย ใบเหมือนใบมะม่วง มีลูกพวงหนึ่ง ๕ ผล เสพสังวาสได้เหมือนคนเรา
ยายเล่าทุกวัน เล่าละเอียดด้วย เพราะมีคาถาพันปีละ ๒ ครั้ง มีพระเทศน์ปุจฉาวิสัชนา ว่าทำนองด้วย ยายว่าได้ครบทั้ง ๑๓ กัณฑ์ ตั้งแต่ทศพรถึงนครกัณฑ์ ยายไม่ค่อยรู้หนังสือแต่ว่าได้ เพราะจำพระเทศน์ได้


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 6 ธันวาคม 2552 เวลา:19:58:08 น.  

 
-ปรากฏการณ์ที่วัดอัมพวัน

ภาคประวัติการปฏิบัติธรรม
หลวงพ่อด้วงเน้นย้ำเสมอว่า จะไม่สอนการทำคุณไสย์ต่าง ๆ เพราะเป็นบาป แต่จะสอนในการแก้คุณไสย์ให้เพื่อเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ จึงจำเป็นต้องเห็นนิมิตต่าง ๆ และคุณไสย์ต่าง ๆ ที่มนุษย์กระทำต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ตลอดจนวิบากกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ การฝึกในลักษณะนี้จะฝึกไม่ได้เสมอไปทุกคน บุคคลที่จะฝึกได้จะต้อง

๑. มีบุญบารมีเก่า
๒. รักษาศีล ๕ ตลอดชีวิต
๓. ประพฤติปฏิบัติดี มีเทพเทวาคุ้มครอง
และจะต้องปฏิบัติตามข้อห้ามต่อไปนี้
๑. ห้ามด่าบิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ ตลอดจนผู้มีพระคุณ
๒. ห้ามลอดใต้ราวตากผ้า
๓. ห้ามทานของงานศพ ตลอดจนของเซ่นไหว้ต่าง ๆ

สำหรับการปฏิบัติธรรมก็ยังคงปฏิบัติอย่างต่อเนื่องสลับกันไปในแต่ละวิธี ไม่ว่าเราจะปฏิบัติด้วยวิธีใด ไม่ว่าเราจะตั้งองค์ภาวนาว่าอย่างไร ล้วนแล้วแต่เป็นอุบายทั้งสิ้นที่จะทำให้ จิตสงบเป็นสมาธิ ต่อมาภายหลังจากการศึกษาจึงได้ทราบว่าเป็นการปฏิบัติในแนว สมถกรรมฐาน สำหรับนิมิตและอภิญญาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตาทิพย์ หูทิพย์ หรือการรู้วาระจิตของบุคคลอื่น เป็นเพียงผลพลอยได้จากการฝึกสมาธิในแต่ละขั้น แต่ละระดับเท่านั้น จึงไม่ควรยึดติดในส่งที่ได้รู้ ได้เห็น หรือได้ยิน

ผลการปฏิบัติ หลังสวดมนต์ไหว้พระแล้ว ใช้ระยะเวลาในการปฏิบัติอยู่หลายวัน บางวันอยากได้กลับไม่ได้ แต่วันที่ไม่คิดอยากกลับได้ แสดงว่า ความอยากเป็นมารแห่งความสำเร็จ
เริ่มเข้าห้องพระสวดมนต์ไหว้พระเวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. แล้วต่อด้วยการนั่งสมาธิ จิตได้เข้าสู่ภวังค์ ไม่รับรู้ต่อสิ่งที่มากระทบ ไม่รับรู้แม้กระทั่งลมหายใจของตนเอง ร่างกายไม่ไหวติง ไม่ปวดไม่เมื่อยและไม่เป็นเหน็บชา จิตกลับมาอีกครั้งหนึ่ง จึงถอนออกจากสมาธิ เมื่อออกจากห้องพระ จึงได้ทราบว่าเวลาล่วงเลยมาประมาณ ๓ ชั่วโมงกว่า

ต่อมาจึงได้ทราบว่า เป็นการเข้าสู่ภวังค์ เป็นสมาธิขั้นสูงของแนวสมถกรรมฐาน หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้เข้าสู่ภวังค์อีกเลย นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกจากการทำสมาธิทั่วไป

การทำสมาธิจิตจะสงบอยู่ในสมาธิยังรับรู้ความรู้สึก เมื่อความสุขความเบิกบานอยู่ในใจเหมือนการพักผ่อนทางจิต แต่การเข้าสู่ภวังค์ ร่างกายและจิตจะไม่รับรู้ความรู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้น มีลักษณะเหมือนตายไปชั่วขณะ นอกจากนี้แล้วยังได้รับการอบรมสั่งสอนอีกว่า เมื่อนั่งสมาธิจิตให้เป็นสมาธิแล้ว ให้ถอนออกจากสมาธิ และฝึกเขาสู่สมาธิใหม่ เข้า ๆ ออก ๆ อยู่ให้เป็นประจำ จะได้เกิดเป็นความชำนาญ

สำหรับการนำไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตประจำวันนั้น ทุกครั้งที่ข้าพเจ้ามีปัญหาไม่ว่าด้วยเรื่องใด ๆ ก็ตาม ข้าพเจ้ามักเข้าห้องพระเพื่อสวดมนต์ไหว้พระ นั่งทำสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิ จึงนำปัญหาในแต่ละเรื่องมาพิจารณา และเมื่อออกจากห้องพระ ก็จะออกมาพร้อมกับวิธีการแก้ไขปัญหานั้น ๆ และเมื่อนำไปปฏิบัติก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจยิ่ง และนี่หรือคือปัญญาอันเกิดจากสมาธิ

ต่อมา เมื่อข้าพเจ้าได้เข้ามาปฏิบัติธรรมตามแนวพระคุณท่าน วัดอัมพวันแห่งนี้ จึงทำให้ข้าพเจ้าพิจารณาได้ว่า แตกต่างจากสมถกรรมฐานที่ข้าพเจ้าเคยฝึกปฏิบัติมาดังนี้
๑. ถ้าเปรียบสมถะเป็นชั้นมัธยมศึกษา วิปัสสนาก็เปรียบเป็นขั้นอุดมศึกษา ปฏิบัติธรรม ณ สำนักแห่งนี้ เท่ากับได้มาเรียนรู้ในสิ่งที่สูงขึ้น
๒. สมถะ วิปัสสนา แตกต่างกันในเรื่องของความละเอียดลึกซึ้ง วิปัสสนาจะมีมากกว่า กล่าวคือ การมีสติรู้เท่าทันปัจจุบันอยู่ทุกอิริยาบถนั้น จะทำให้เรามีปัญญาโดยตลอด สำหรับสมถะนั้นปัญญาจะเกิดต่อเมื่อมีสมาธิเท่านั้น
๓. แม้ว่าจะมีความสามารถในการเข้าสู่สมาธิเร็วเพียงใด ก็ไม่สามารถที่จะทำให้มีสมาธิยาวนานและต่อเนื่องตลอดเวลาได้ ฉะนั้นแล้วในวันหนึ่ง ๆ คงจะต้องกำหนดจิตเพื่อให้เป็นสมาธิหลายเวลา แต่การมีสติรู้เท่าทันปัจจุบันอยู่ทุกอิริยาบถเราสามารถทำได้อยู่ที่การฝึกฝน

จากการศึกษาและฝึกปฏิบัติ ณ วัดอัมพวันแห่งนี้ จึงทำให้ข้าพเจ้าสามารถตอบคำถามที่อยู่ในใจ ๒ ข้อได้ดังกล่าวข้างต้นได้ ดังนี้
๑. การเข้าสู่ภวังค์ในสมถกรรมฐานนั้น เป็นการถูกต้องในเรื่องของจิตตามแนวสมถะ แต่ระหว่างอยู่ในภวังค์เป็นการขาดสติ สำหรับในแนววิปัสสนากรรมฐาน เป็นการเข้าสู่ภวังค์อย่างมีสติ เราเรียกว่า สมาบัติ
๒. ระยะเวลาในการนั่งสมาธิเมื่อจิตสงบสั้นลงเป็นเพราะ แนวสมถะเป็นการเรียนรู้การกำหนดจิตให้เป็นสมาธิ ไม่ได้เรียนรู้ในเรื่องของการประคองจิต ฉะนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว จึงถอนกลับออกมาอย่างรวดเร็ว
วิธีการฝึกของ (หลวงพ่อจรัญ) วัดอัมพวันแห่งนี้ มีวิธีการที่แยบยล เป็นการฝึกสมถะควบคู่ไปกับวิปัสสนา เป็นการเรียนรู้ให้มีสติรู้เท่าทันอยู่ทุกอิริยาบถ จิตอยู่คู่กับสติ การกำหนดจิตจึงเป็นสมาธิเบื้องต้นตามแนวสมถะ การเรียนรู้เท่าทันปัจจุบันทุกอิริยาบถเป็นวิปัสสนา

ฉะนั้น การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะนั่ง เดิน ยืน หรือนอน ได้รู้ ได้เห็น ได้ยิน หรือได้ฟัง เราจะเป็นไปอย่างมีสติ รู้อยู่ทุกอิริยาบถด้วยการภาวนา พองหนอ ยุบหนอ เห็นหนอ เสียงหนอ คิดหนอ รู้หนอ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น จึงเป็นการฝึกเพื่อประคับประคองจิตให้รู้เท่าทันปัจจุบัน และเมื่อฝึกได้ดังนี้แล้ว เราก็จะเป็นผู้มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา อยู่ทุกเมื่อในที่สุด

ภาคประสบการณ์พิเศษที่วัดอัมพวัน

ที่วัดแห่งนี้เต็มไปด้วยสถานที่ก่อสร้างที่ผู้มีจิตศรัทธาสร้างถวายให้มากมาย หลังจากเสร็จสิ้นการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องมิได้ขาด อันเปรียบเสมือนกำลังใจสูงสุดที่จะให้พวกเราทุกคน อดทน อดกลั้น ที่จะปฏิบัติธรรมต่อไปตามคติธรรมของท่านที่ว่า กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย ทำความเพียรให้ท่านฯ ยังสอนในเรื่องของกฎแห่งกรรม เพื่อให้ทุกคนมุ่งมั่นในการกระทำความดี ละเว้นการทำความชั่วทั้งปวง และทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว ด้วยการหมั่นสวดมนต์ไหว้พระ ภาวนาถือศีลปฏิบัติอยู่เป็นเนืองนิจ

ผลการปฏิบัติ บางครั้งจะปวดศีรษะ ไม่สามารถกำหนดจิต ตั้งองค์ภาวนา พองหนอ ยุบหนอ ได้เลย บางครั้งเผลอสติไปภาวนา พุทโธ โดยไม่รู้ตัว เนื่องจากความเคยชินในการกำหนดลมหายใจ บางครั้งมีอาการเหนื่อย เพราะไปกำหนดลมหายใจเข้าออกเพื่อบังคับให้ท้องยุบและพองตามองค์ภาวนา นอกจากนั้นยังมีอาการท้องอืดและท้องเสียโดยไม่ทราบสาเหตุอีกด้วย

อาจารย์ได้แนะนำว่า เราเป็นผู้ดู เท่านั้นปัญญาเกิดทันที ว่าสาเหตุที่ท้องอืดและท้องเสีย เกิดจากเราไปกำหนดลมหายใจเพื่อให้ท้องพองและยุบตามองค์ ในช่วงหลังทำวัตรเย็นสามารถกำหนดจิต เห็นอาการพองหนอ ยุบหนอได้เองตามธรรมชาติที่เกิดจากลมหายใจ

การปฏิบัติยังคงเป็นไปตามปกติ ผลการปฏิบัติดีขึ้นกว่าเดิมมาก อาการท้องอืดท้องเสียหายไป ปรากฏการณ์พิเศษเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนสิ้นสุดระยะเวลาการอบรมฝึกปฏิบัติธรรม จะเกิดขึ้นทุกวันในช่วงระยะเวลา ๐๙.๐๐ ถึง ๑๑.๐๐ น. เป็นลักษณะของเสียงมาสอนในการทำสมาธิวิปัสสนากรรมฐาน เสียงนี้มาจากที่ใดไม่ปรากฏ มาจากเทพเทวาที่ปกป้องรักษาข้าพเจ้าอยู่ หรือเป็นปัญญาที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติไม่ทราบได้ เป็นเสียงที่ได้ยินเฉพาะตน เสียงนี้เกิดขึ้นระหว่างนั่งวิปัสสนาบอกให้กำหนดจิตเจริญภาวนาไป ที่ลิ้นปี่ ผลการทดลองสามารถมองอาการพองหนอ ยุบหนอ ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และเมื่อมีอาการเวทนาปวดชาที่ขาขวา เสียงก็มาบอกให้กำหนดจิตไปที่ขาข้างที่ปวด ให้ภาวนา ปวดหนอ ๑ ไปจนถึงปวดหนอ ๑๐ พร้อมทั้งให้เคลื่อนจิตไปที่ปลายเท้า เสร็จแล้วกำหนดจิตไปที่ลิ้นปี่ตามเดิมพร้อมภาวนา พองหนอ ยุบหนอ จากการสังเกตอาการปวดชาเหล่านี้จะบรรเทาเบาบางลงไป

ข้าพเจ้านั่งวิปัสสนาตรงเสาต้นที่ ๖ ก็นิมิตเห็นเปรตตัวหนึ่ง คุกเข่าเดินอยู่ในศาลาฯ หัวจ่อเพดาน ผมยุ่งเหยิงกระเซิงบานออก ลำตัวเล็กเรียวสีเขียว แขนขายาวเก้งก้าง ข้าพเจ้าไม่ได้ยึดติดในนิมิตที่ปรากฏ ยังคงนั่งวิปัสสนากำหนดพองหนอยุบหนอต่อไป เมื่อหมดเวลาจึงไปเล่าให้อาจารย์ผู้สอนฟัง อาจารย์ผู้สอนบอกมีจริงอยู่ที่เสาต้นที่ ๖

การปฏิบัติยังคงเป็นไปเช่นเดิม ขณะนั้นกำลังต่อสู้กับเวทนาเป็นอย่างมาก นอกจากเหน็บชาแล้วยังมีอาการปวดหัวเข่า เหมือนใครเอาเข็มมาทิ่มแทงและปวดแผ่นหลังมาก ก็เกิดนิมิตเห็นภาพเหตุการณ์ในอดีต สมัยที่ดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอ ได้เคยให้ชาวบ้านทำดิ่งพสุธาให้เพื่อนำมาฝากเพื่อน ๆ ที่กรุงเทพฯ (อาหารพื้นเมืองชนิดหนึ่ง ที่นำเอาลูกเขียดมาผ่าท้องเอาไส้ออก เคล้าเกลือ แล้วนำไปตากแห้ง ก่อนที่จะนำไปทอดรับประทาน ในการหาลูกเขียดจะต้องไปจับตามท้องไร่ท้องนา นำมาหักขาเสียก่อน เพื่อป้องกันมิให้กระโดดหนี) นอกจากนี้ยังนิมิตเห็นภาพที่กำลังขี่รถมอเตอร์ไซค์ทับงูอีกด้วย พร้อมกันนั้นก็มีเสียงมาชี้แนะอีกว่า เป็นการตัดรอนกรรมเก่า เพราะถ้าไม่รับกรรมตัดรอนนี้แล้ว ข้าพเจ้าจะต้องรับผลของกรรมอย่างหนักในภายหลัง ฉะนั้น ให้ข้าพเจ้าน้อมรับกรรมด้วยความยินดี ทุกครั้งที่นั่งวิปัสสนาจะต้องต่อสู้กับเวทนาที่เกิดขึ้นให้ถึงที่สุด



-โลกที่ข้าพเจ้าไม่เคยรู้จักมาก่อน

ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ดิฉันมีความรู้สึกเหมือนว่าได้ไปอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่ง โลกที่ในชีวิตไม่เคยสัมผัสมาก่อน ที่นั่น สงบ ร่มเย็น สะอาด มีระเบียบวินัยในทุกขั้นตอนของกิจวัตรประจำวัน ทุกอิริยาบถงดงามนุ่มนวล เกือบทุกชีวิตที่นั่น กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย ใบหน้าของทุกคนล้วนเปื้อนด้วยรอยยิ้มที่มีแต่น้ำใจและความเมตตาต่อกัน ไม่มีการแก่งแย่งแข่งขัน ทุกคนรอได้คอยได้ เราตื่นนอนพร้อมกัน ทานข้าวพร้อมกัน ทำงานเสร็จพร้อมกัน และนอนพร้อมกัน กิจวัตรในแต่ละวันเหมือนกันทุกวัน ยกเว้นในวันพระ จะมีกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นมาอีก ๒ อย่างคือ ผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนจะได้มีโอกาสทำบุญ ตักบาตรในตอนเช้า

ในสายตาของคนทั่วไป ที่วัดอัมพวันดูเหมือนว่าจะน่าเบื่อหน่าย เพราะกิจวัตรในแต่ละวันซ้ำซาก วนเวียนครั้งแล้วครั้งเล่า ในด้านการกินการนอนก็ไม่น่าสุขสบายเลย เพราะผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนจะต้องถือศีลแปด ไม่ทานอาหารหลังเที่ยงจนกว่าจะถึงเช้า การนอนก็ต้องนอนกับพื้นกระดาน อีกทั้งเวลานอนก็ได้นอนน้อย ต้องตื่นอย่างช้าที่สุด เวลา ๐๓.๓๐ น. เพื่อให้ทันสวดมนต์เวลา ๐๓.๔๕ น. และเริ่มปฏิบัติธรรมโดยการเดินจงกรม (เดินสมาธิ) และการนั่งสมาธิสลับกันตามเวลาที่กำหนด ตั้งแต่ ๐๔.๐๐ น. และกว่าจะได้นอนอีกครั้งก็เวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. ของทุกวัน

ในสายตาของนักปฏิบัติธรรม กลับไม่มีอะไรน่าเบื่อหน่าย ไม่มีอะไรลำบากจนทนไม่ได้ ในทุกวันจะมีคนเข้าและออกจากวัดหมุนเวียนกันไปตลอดทั้งปี มีทั้งเพศหญิงเพศชาย ทุกวัยตั้งแต่เด็กวัยรุ่นจนถึงวัยชรา ดิฉันเคยนับโต๊ะอาหารขณะที่เรารับประทานอาหารพร้อมกัน ไม่เคยน้อยกว่า ๒๐๐ คนเลย และยังมีที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ทุกคนสมัครใจมาเองจากทุกสารทิศ ไม่ได้มาเป็นหมู่คณะ ต่างคนต่างมา ต่างคนต่างไป นับว่าเป็นเรื่องน่าแปลกที่บุคคลต่าง ๆ มาอยู่รวมกันได้ ทั้งที่ก็มีพื้นฐานครอบครัว และสังคมที่แตกต่างกัน แต่กลับไม่สับสนวุ่นวาย เป็นโลกอีกโลกหนึ่งที่บริสุทธิ์งดงามมากทีเดียวในความรู้สึกของฉัน

เมื่อดิฉันอยู่ปฏิบัติธรรมครบ ๗ วัน และเดินทางกลับมาสู่โลกเดิมบางทีก็รู้สึกคล้ายกับว่าดิฉันได้ฝันไป มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นแก่ดิฉันแล้วราวกับว่าไม่ใช่ความจริง เพราะทุกเวลานาทีที่ผ่านไปดิฉันไม่ได้หลับ ดิฉันยืน เดิน นั่ง นอน อย่างมีสติ รู้ร้อน รู้หนาว รู้อิ่ม รู้หิว รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาว่าพูดอะไร ทำอะไร
นึกขอให้หลวงพ่อจรัญ เทพกาหลง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดอัมพวันช่วยให้ดิฉันประสบผลสำเร็จ ปฏิบัติธรรมได้ตามที่ตั้งใจ ขออย่าให้เจ็บไข้ได้ป่วย ง่วงหรือหิว จนปฏิบัติธรรมไม่ได้

จนล่วงเข้าช่วงบ่ายของวันที่ ๓ ขณะที่ดิฉันกำลังเดินจงกรมหรือเดินสมาธิอยู่นั้น ดิฉันก็เกิดภวังค์เห็นภาพนิมิตระลึกกรรมบางอย่างได้ ภาพนั้นแวบเข้ามาเพียง ๒-๓ วินาที แล้วก็ไม่ปรากฏให้เห็นอีกเลย จากนั้นเป็นต้นมาดิฉันก็ได้รับทุกขเวทนาเป็นอย่างมาก เกิดอาการคลื่นไส้อยากจะอาเจียนตลอดเวลา ตามร่างกายก็ปวดร้าวไปหมด ดิฉันเดินจงกรมไม่ได้จังหวะอย่างที่เคยทำ เวลาที่นั่งสมาธิ ก็กำหนดพองหนอ ยุบหนอไม่ได้เลย เพราะเจ็บปวดตามร่างกายมาก แต่ดิฉันก็ยังทน นึกทบทวนดูทุกครั้งที่ออกจากกรรมฐานอาการดังกล่าวจะทุเลาลงจนหายสนิท และเริ่มมีอาการอย่างเดิมอีกเมื่อเข้ากรรมฐาน จึงเล่าเรื่องและสอบถามผู้ปฏิบัติธรรมที่อยู่ห้องเดียวกัน ก็ได้รับคำยืนยันว่า ดิฉันกำลังแก้กรรม ให้อดทนแล้วจะดีขึ้นเอง ระหว่างนี้ก็หมั่นแผ่เมตตา ขออโหสิกรรมจากเจ้ากรรมนายเวรทุกครั้งที่เข้ากรรมฐาน

วันที่ ๔ ดิฉันได้รับทุกขเวทนาจนถึงที่สุด อาเจียนทั้งที่ไม่มีอาหารในท้องจนเหนื่อย ตามร่างกายก็เจ็บปวดมาก โดยเฉพาะบริเวณหลัง ปวดมากราวกับกระดูกจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ดิฉันทนไม่ไหว จึงออกจากกรรมฐานเข้าไปในห้องพักด้วยเหตุผล ๒ ประการ
ประการแรกเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนผู้อื่นจากเสียงอาเจียนของดิฉัน ประการที่สอง ดิฉันอยากร้องไห้ เพราะสุดจะทนทานต่อความเจ็บปวด ดิฉันเดินจงกรมและนั่งสมาธิในห้องพักตามลำพัง น้ำตาร่วงตลอดเวลา เพราะไม่ว่าจะอยู่อิริยาบถไหนก็ไม่ดีขึ้น
เมื่อดิฉันออกจากกรรมฐานและไปรับประทานอาหาร ในช่วงนี้อาการต่าง ๆ ละลายหายไปจนเกือบเป็นปรกตินับว่าเป็นเรื่องที่ตัวดิฉันเองก็ไม่อยากจะเชื่อเลย จากนั้นมาในวันที่ ๕-๖-๗ ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนหายเป็นปรกติ

ปัจจุบันนี้ จากเดิมที่ดิฉันเคยเป็นคนอาฆาตพยาบาท ใจร้อน มุทะลุ ไม่ยอมใคร โกรธและเกลียดคนง่าย ดิฉันกลายเป็นคน
• ไม่อาฆาตพยาบาท (เพราะรู้แล้วว่าเป็นกรรม เป็นความทุกข์)
• มีความอดทนขึ้น รอได้ ทนได้
• ไม่ปรุงแต่งอารมณ์ ไม่โกรธใครง่าย อดกลั้นได้มากขึ้น
• เกิดความเมตตา และให้อภัย แก่ผู้ไม่รู้กรรมของตน
• ลดกิเลสตัณหาในอารมณ์ตนได้ เข้มแข็งต่อสิ่งเย้ายวนได้มากขึ้น
• และในประการสำคัญที่สุด ดิฉัน เกิดปัญญาในการคิดแก้ไขปัญหาชีวิตได้ทุกเรื่อง มีกำลังใจที่จะต่อสู้กับอุปสรรคด้วยความเชื่อมั่นในคุณธรรมความดีว่า จะสามารถเอาชนะทุกสิ่งทุกอย่างได้

ท้ายที่สุดนี้หลังจากที่ดิฉันเขียนบทความนี้จบลง ดิฉันมีกำหนดการที่จะไปปฏิบัติธรรมที่วัด พร้อมกับสามี ซึ่งก่อนหน้านี้ แม้ขณะที่ดิฉันเดินทางไปวัดอัมพวันในครั้งแรกเมื่อปลายเดือนที่แล้วนี้ เขาก็ยังมิได้แสดงความสนใจ หรือศรัทธาในเรื่องของการเจริญวิปัสสนากรรมฐานแม้แต่น้อย หลังจากที่เขาได้ฟังธรรมดูวิดีโอ จากเทปที่ดิฉันซื้อมาจากวัดอัมพวันไปฝาก ได้อ่านหนังสือ กฎแห่งกรรม – ธรรมปฏิบัติ บางเล่มซึ่งหลวงพ่อได้เขียนไว้ เขาจึงเกิดศรัทธา




-คนเก่าเล่าให้ฟัง ภาค ๒


บรรดาเจ้าศรัทธามีความเคารพนับถือท่านเจ้าคุณที่มีจิตเมตตากรุณา ต้อนรับโดยมิเลือกชั้นวรรณะ จึงพร้อมใจกันสนับสนุนช่วยเหลือบำรุงกิจการด้านพระศาสนาด้วยความเต็มใจ
นอกจากนั้นหลวงพ่อมีพรสวรรค์ มีลีลาในการเทศน์บรรยายธรรม มีเทคนิคในการถ่ายทอด ใช้คำง่าย ๆ มีคำกลอนที่เป็นคติเตือนใจ ยกตัวอย่างเรื่องจริงมาประกอบ เรื่องสอดแทรกด้วยคำคมขำขัน ไม่มีง่วง ทำให้เกิดกระแสธรรมแผ่ซ่านเข้าสะกดดวงจิตของผู้ฟัง เกิดจินตนาการมองเห็นเป็นภาพพจน์ สัจธรรมอย่างจริงแท้แน่นอน นับได้ว่าพระคุณเจ้าเป็นดาราดวงเด่นอยู่ในวงแวดล้อมบรรดาสานุศิษย์ทั้งหลาย

หลวงพ่อจรัญได้ศึกษาวิชาไสยศาสตร์ วิปัสสนากรรมฐาน การรักษาโรคด้วยสมุนไพร จากคณาจารย์หลายสำนัก ท่านได้นำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน ได้สอนวิปัสสนากรรมฐานเป็นหลัก นอกนั้นเป็นรอง (จะใช้เมื่อจำเป็น) ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน สามารถแก้กรรม รักษาโรคภัย แก้ปัญหาได้ถูกต้อง บางรายมาปฏิบัติธรรมเกิดอุบัติเหตุ ท่านเจ้าคุณจะเข้าช่วยแก้ไขให้หายป่วยเจ็บได้อย่างรวดเร็วน่าอัศจรรย์จริง ๆ

หลวงพ่อเคยกล่าวไว้ว่า ธรรมดาจิตของคนทั่วไปจะกระจัดกระจายฟุ้งซ่าน ไม่มีพลัง แต่เมื่อใดก็ตามที่เราสามารถรวมจิตลงให้เป็นหนึ่งเดียว ก็จะมีพลังอำนาจมหาศาล ซึ่งเรียกว่าพลังจิต สามารถทำอะไร ๆ ได้ เช่น การใช้โทรจิต การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ฯลฯ สามารถจะช่วยการรักษาตัวเอง หรือหยุดการแพร่เชื้อได้ “อภินิหารแบบนั้น อาตมาได้เลิกล้มไปแล้ว เอาความจริงของพระพุทธเจ้ามาสอนดีกว่า นั่นคือสอนให้คนมีปัญญา ไม่ให้งมงายหลงใหลอยู่ในสิ่งไร้สาระ สอนคนใช้ช่วยตัวเองให้พึ่งตัวเอง และสอนตัวเองได้ นั้นคือ วิปัสสนากรรมฐาน”

ในกาลต่อมาสมเด็จพระสังฆราชทรงเมตตามอบเงินก้นถุงพร้อมด้วยพระคุณเจ้าได้สละทรัพย์เป็นทุนจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติกรรมฐาน “สวนเวฬุวัน” บ้านซำจาน อ.เมือง จ.ขอนแก่น ได้ดำเนินการก่อสร้างอย่างต่อเนื่องพร้อมเปิดอบรมปฏิบัติธรรมให้แก่ญาติโยมชาวอีสานเมื่อปลายปี ๒๕๓๖ นับวันจะมีความเจริญรุ่งเรืองไพบูลย์มากยิ่งขึ้น

จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีสมปรารถนาที่ท่านเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคล ได้ตั้งใจไว้ว่า “เราได้ของดีมากจากขอนแก่น จักนำของดีกลับไปคืนมอบให้ชาวขอนแก่น” นับว่าเป็นบุญกุศลของชาวขอนแก่นและชาวอีสานโดยแท้

เมื่อข้าพเจ้าเข้าปฏิบัติธรรม
ข้าพเจ้าและคุณพิทยา ได้เล่าประวัติความเป็นมา สภาพความเป็นอยู่ เหตุการณ์ปรากฏในวัดให้เพื่อนคุณเบญจวรรณ ได้ฟังเป็นการกล่าวนำ เมื่อได้ประสบพบเห็นก็จะได้ไม่ตื่นเต้นตกใจ ถ้าเจอจริง ๆ ก็ถือว่าเป็นกรรมของกูก็แล้วกัน

จึงได้เล่าต่อไปว่า ในยามดึกสงัดคืนหนึ่งประมาณ ๒ ยามเห็นจะได้ ต้องนอนสะดุ้งรีบตื่นยืนฟังเสียงขลุ่ยในยามดึก เสียงมันเสมอต้นเสมอปลายดังมาแต่ไกล ทางทิศใต้ของวัด แล้วเสียงนั้นได้เลื่อนลอยขยับมาใกล้ตัวเรา มีสุนัขเป็นหางเครื่องส่งเสียงเห่าหอนสลับกันน่าดูชม เขาบอกว่ามันเป็นเสียงเปรตมาขอส่วนบุญ ที่วัดนี้มีหลาย มีทั้งเปรตคน เปรตพระ เขาไม่ทำอะไร ตื่นนอนอย่างสายนักนะ ถ้านอนเพลินไปจะมีคนมากระตุกขาให้ตื่น หรือทำของหล่นตกจากฝ้าเพดาน เห็นเป็นงูเลื้อย มีปิดเปิดไฟให้เสร็จเรียบร้อย ที่นี่ไม่มีผีมีแต่วิญญาณเต็มไปหมด เข้ามาปฏิบัติธรรมกัน เราไม่เห็นเขา แต่เขาเห็นเรา เราจะเดินชนเขา ๆ จะหลีกให้เรา เขาตะโกนเรียกเรา แต่เราไม่ได้ยินเพราะกิเลสยังหนาอยู่ เขาก็จะหาว่าเราหยิ่งจองหอง ถ้าทำไม่ดีคงเจอดีเข้าจนได้!


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 6 ธันวาคม 2552 เวลา:19:59:16 น.  

 

-อานิสงส์การสวดพุทธคุณและชินบัญชรคาถา

ดิฉันไปสมัครงานหลายแห่งที่สอบข้อเขียนและสัมภาษณ์หลายครั้ง บางหน่วยงานมีเพื่อนของคุณน้าและพรรคพวกของคุณพ่อรับปากยินดีช่วยเหลือเต็มที่ ผลสุดท้ายต้องผิดหวัง บ้างครั้งมีความรู้สึกเบื่อหน่ายท้อถอย หมดกำลังใจ อยากจะปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม

ดิฉันได้ออกเดินทางไปเยี่ยมและปรึกษาหลวงพ่อจรัญ เช่นเคย ท่านได้ย้ำว่า “มีผู้ใหญ่จะช่วยเหลือจะสำเร็จเร็ว ๆ นี้ หน่วยใดขอตัวก่อนให้เอาหน่วยนั้น” เมื่อดิฉันเดินทางกลับมา รู้สึกว่าชีวิตมีความหวังขึ้น มีความศรัทธาเชื่อมั่น จึงคลายความวิตกกังวลลงไปได้บ้าง

วันหนึ่ง ดิฉันได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ กรป.กลาง บรรจุเป็นลูกจ้างของ กองบัญชาการทหารสูงสุดต่อไป ดิฉันรู้สึกดีใจมากจนน้ำตาไหลลงอาบหน้า

คุณพ่อได้แนะนำให้ดิฉัน สวดพุทธคุณ และได้หยิบบทสวดมนต์เล่มเล็กยื่นให้นำไปสวด เมื่อสวดมนต์เวลาค่ำทุกวันได้ประมาณ ๒ เดือนเศษ ก็มีผลปรากฏอย่างน่าอัศจรรย์

ได้พิจารณาความดีความชอบในรอบปีที่ผ่านมา ขอบำเหน็จให้ดิฉัน ๒ ขั้น
สัตว์ร้ายไม่ทำอันตราย เช่น งูเดินห่าง ๒ นิ้ว ไม่ฉกกัด

การสวดพุทธคุณและชินบัญชรคาถา ย่อมได้อานิสงส์นานาประการ เปิดทางเดินไปมีอุปสรรคทั้งในด้านส่วนตัวและส่วนรวม




-กรรมฐานรักษาโรค

ดิฉันมีโรคประจำตัวที่ทำให้ต้องเป็นทุกข์อยู่ในใจมานานกว่า ๑๐ ปี คือ มดลูกอักเสบง่าย ถ้าอั้นปัสสาวะจะอักเสบทันที ปัสสาวะไม่ค่อยออก มีเลือดออกจาง ๆ และเจ็บแสบทรมาน มักจะเป็นตกขาวด้วย คือเป็นโรคปวดศีรษะ กระดูกคอทับเส้นประสาท ทำให้ปวดศีรษะมาก และปวดตลอดเวลา ภูมิแพ้-หวัดก็เป็นอยู่ประจำ ริดสีดวงทวาร ความดันต่ำ หน้ามืดบ่อยมาก เพราะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ

นอกจากนี้ยังมีโรคกระเพาะอาหาร เวลาโมโหหรือเครียดจะปวดท้องทันที มักจะปวดหลังปวดคอ และปวดบ่า ๒ ข้างมาก จนแสบร้อนน่าเบื่อมาก โรคใจทำให้นอนไม่ค่อยหลับทั้งคืนอยู่บ่อย ๆ โรคทุกอย่างที่กล่าวมาแล้วนี้ ทำให้ต้องพกยาไว้ตลอดเวลา เวลามีอาการเจ็บปวดก็แทบจะขาดสติไปเลย

จึงคิดที่จะฆ่าตัวตายโดยกินยาตาย กินแล้วก็ไปกราบพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เจ้าแม่กวนอิม รูปหลวงพ่อจรัญที่มีอยู่ที่บ้าน ขอพระพุทธเจ้าจงประทานอภัยให้ลูกด้วย ลูกไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้ ขออย่าให้ลูกตกนรกเลย ลูกกลัวค่ะ เสร็จแล้วก็นอนดูอาการ แล้วก็เริ่มแน่นหน้าอก หัวใจเต้นเร็วมาก เต้นจนเหนื่อย จึงกำหนดลมหายใจเข้าออกนึกถึงพระพุทธเจ้า พุทโธ ๆๆๆ จนกระทั่งหลับไป พอตื่นขึ้นมา จิตใต้สำนึกบอกว่าท่านช่วยให้เรารอดตายอย่างปาฏิหาริย์ ไม่ต้องไปตกนรก ท่านสงเคราะห์เราแล้ว อีกใจก็นึกถึงหลวงพ่อจรัญ ว่าวันอาทิตย์นี้เราจะไปหาหลวงพ่อ เพื่อเข้ากรรมฐาน

ก่อนเข้าถึงวัดได้อธิษฐานจิตพูดกับหลวงพ่อและบอกทุก ๆ อย่างที่เราเป็นมา และทุกข์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ถ้าหากลูกย่างเท้าเข้าธรณีประตูวัดเมื่อใด ขอให้แก้กรรมได้ แก้ปัญหาเหตุแห่งทุกข์ทั้งหมดได้ด้วย มิฉะนั้นลูกจะเข้าป่าดงพงไพรไม่ขอกลับบ้าน และขออยู่อย่างสงบตามป่าตามเขาอย่างเดียว และขู่ตัวเองอีกว่า ถ้าเราแก้กรรมไม่ได้จะไม่ขอมาวัดหลวงพ่ออีกเลย

กำหนดปวดหนอ ปวดหนอ ต่อไป ยิ่งนานก็ยิ่งปวดมากขึ้น ปวดจนตัวสั่น แต่ดิฉันก็สู้ สู้จนเกิดนิมิตเห็น ภาพวัว ๒ ตัวปรากฏขึ้น มันสะบัดหน้าส่ายไปมาอย่างทรมานเจ็บปวด อยู่อย่างนั้น และสักครู่ก็เห็นปลาดุกมากมาย จิตใต้สำนึกก็บอกออกมาว่า เมื่อตอนเราเป็นเด็กเรา ฆ่าปลาดุกมามากมาย ชอบเอามีดปลายแหลม ๆ เสียบที่หัวมัน ความทรมานทำให้ดิฉันแทบทนไม่ได้

ท่านก็เทศน์สอนเรื่องหน้าที่ของพ่อแม่ ทำเอาดิฉันต้องนึกเสียใจแอบนั่งก้มหน้าร้องไห้ฟังท่านเทศน์ ท่านเทศน์เหมือนขอบิณฑบาตต่อดิฉันไม่ให้ทิ้งลูก ควรเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี พ่อแม่ไม่ควรทิ้งลูก ทำให้ลูกขาดความอบอุ่น ทำให้ลูกไม่มีที่พึ่ง หลังจากกลับจากวัด มดลูกก็ไม่มีอาการอักเสบอีก ไม่ต้องกินยาแก้อักเสบ กระดูกคอทับเส้นประสาทก็หาย อาการปวดหลังก็มีนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่สร้างความรำคาญใจให้อีก อาการปวดศีรษะก็มีบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ถ้ายังมีอาการปวด ก็จะอาศัยการกำหนดปวดหนอ ปวดหนอ สักครู่หนึ่งอาการปวดก็หายไปเอง อาการไข้หวัดก็หาย และเมื่อไม่เป็นหวัดก็ไม่มีอาการภูมิแพ้ ไม่ต้องทานยาประจำอีกต่อไป

ปากที่ชอบเป็นแผลบ่อย ๆ ทอนซิลที่ชอบอักเสบ เจ็บคอ พอเวลามีอาการ ก็จะกำหนด กลืนน้ำลาย กลืนหนอ แสบหนอ เจ็บหนอ พอทำงานอย่างอื่นก็กำหนดอย่างอื่นต่อไป พอหวนกลับมานึกอีกที อาการเจ็บคอก็หายแล้ว แผลในลำคอก็หาย แผลในปากก็หาย โรคริดสีดวงที่เป็นก่อนไปวัด และตั้งใจว่าจะหาเวลาไปผ่าตัด ต่อมาเมื่อปฏิบัติแล้ว โรคริดสีดวงก็หายดีเป็นปกติ ไม่ต้องผ่า เพราะมันยุบไปเอง

เมื่อโรคทางกายดีขึ้น โรคทางใจก็ดีขึ้นด้วย นอนก็หลับสนิทดี ไม่ฟุ้งซ่านอีก ไม่พยาบาทใคร ให้อภัยคนได้ง่ายขึ้น ไม่คิดละโมบโลภมากอยากได้ของใคร แม้แต่ของสามีก็ดี และใจที่คิดอกุศลก็ลดน้อยลงไปมาก




-กรรมใดใครก่อ...กรรมนั้นต้องตอบสนอง

ผลจากการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่ก้อนหน้าอกด้านซ้ายของสามี คาดว่าจะเป็นมะเร็งกระดูกอ่อนระยะร้ายแรง ซึ่งถ้าเป็นดังคาดน่าจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน ๖ เดือน ด้วยความเสียใจ สับสน ว้าวุ่นมารุม

น้องเขยของดิฉันก็ได้นำ หนังสือกฎแห่งกรรมของหลวงพ่อจรัญ ทำให้ดิฉันระลึกถึงเรื่องราวเมื่อดิฉันไปเที่ยวที่เกาะน้อยรีสอร์ทกับเพื่อน ๆ ที่จังหวัดกาญจนบุรี และได้พบกับวิญญาณชายกลางคนผมเกรียนสั้น หน้าตาหม่นหมองแต่ดูดุดันมีหนวดเล็กน้อย ได้เข้ามาเยาะเย้ยและพยายามเข้ามาที่ร่าง ดิฉันได้พยายามต่อสู้อย่างเต็มที่ จะมีร่องรอยการต่อสู้ปรากฏให้เห็นเมื่อตื่นนอนในตอนเช้า และพอตกกลางคืนเขาก็มาเข้าฝัน และเล่าเรื่องราวในอดีต ที่ดิฉันและสามี สั่งคนรุมทำร้ายเขาจนตาย

ในฝันดิฉันเห็นสามีกับดิฉันและบุตรชายนั่งอยู่ในรถเก๋งสมัยเก่ามากคันหนึ่ง สั่งให้คนกลุ่มหนึ่งไม่ใส่เสื้อ ใส่แต่กางเกงสามส่วนคล้ายกางเกงจีนสีดำ ดุลักษณะแล้วเหมือนพวกทาสหรือนักโทษ เป็นผู้รุมประชาทัณฑ์จนเขาตายจมกองเลือด ซึ่งเมื่อตื่นขึ้นมาทำให้ดิฉันมีความหวาดกลัวมาก และคิดไปว่าคงเป็นเพราะเราทำบุญสุนทานไปให้เขากระมัง เขาถึงได้ตามมาทวงชีวิต

ภายหลังคุณแม่ของดิฉันได้อธิษฐานจิต ขอชีวิตเขาโดยขอบวชปิดวาจาเป็นเวลา ๑ เดือน และดิฉันเองก็ตั้งสัจจะจะกินเจและไม่รับประทานเนื้อสัตว์ใหญ่ตลอดชีวิต

เมื่อผลการผ่าตัดวิเคราะห์ออกมา ก็ปรากฏว่าสามีของดิฉันไม่ได้เป็นเนื้อร้าย แต่เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ ทำให้ฉันและคุณแม่น้ำตาไหลด้วยความดีใจ เมื่อทราบผลแต่ผลกรรมก็ยังทำให้ดิฉันต้องเสียลูกที่อยู่ในท้อง คือดิฉันต้องแท้งลูกของดิฉันไปแทน

หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ทำให้ฉันเริ่มสนใจในคำสอนของหลวงพ่อจรัญ จากการที่ได้อ่านหนังสือกฎแห่งกรรมจำนวนหลายเล่ม เพราะสิ่งลี้ลับที่เราไม่สามารถให้คำตอบตัวเองได้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำให้ดิฉันเริ่มสนใจที่จะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

คืนหนึ่งขณะที่ดิฉันนั่งกรรมฐานตามวิธีการที่หลวงพ่อได้ให้ความรู้ไว้ในหนังสือกฎแห่งกรรม เมื่อดิฉันนั่งกำหนดพองหนอ ยุบหนอ ดิฉันเริ่มปวดขมับเหมือนมีใครเอาเหล็กมาบีบทั้งสองข้าง จากนั้นเริ่มปวดจากปลายแขน ขา มุ่งเข้าสู่ลำตัว มันปวดมากทรมานมากเหมือนมีใครมาบีบขมับ แต่ก็พยายามตั้งสติไว้ เพราะหลวงพ่อสอนไว้ว่า ถ้ามีอาการเช่นนี้ขึ้นมาให้ตั้งสติให้ดี และพยายามสู้กับเวทนา ให้ตายเป็นตาย เพราะถ้าจะตายก็ขอตายด้วยมีสติ
ตายด้วยกรรมฐานถือว่าเป็นบุญ แต่ก็ไม่มีใครตาย


เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่กับความเจ็บปวด ก็เริ่มรู้สึกร้อนเหมือนมีไฟมาเผาเราทั้งตัว ปวดแสบปวดร้อนไปหมด ทั้ง ๆ ที่อากาศรอบนอกหนาวเย็นจากสายฝน
ในที่สุดเมื่อเหตุการณ์นี้ผ่านไป รุ่งเช้ารู้สึกเจ็บคอเหมือนมีใครเอามีดมาบาด พูดออกมาก็จะเจ็บปวดทรมาน

จนกระทั่งในช่วงต่อมาขณะกำลังกรรมฐานอยู่ก็ปรากฏเห็นเป็นนิมิตคล้วยกับว่าเรากำลังดูภาพยนตร์อยู่ เห็นเป็นภาพสาวแขกในชุดสีแดงและแขกหนุ่ม กำลังทำฟาร์มปศุสัตว์ ได้นำสัตว์มาใช้แรงงานหนักมาก โดยเฉพาะม้าใหญ่ตัวหนึ่งถูกใช้ให้ทำงานหนัก ให้วิ่งอยู่กับที่ตลอด แล้วนำแรงงานของมันไปหมุนวงล้อไม้ ที่คล้ายล้อเกวียนแต่เล็กกว่า เหนือวงล้อเป็นถังไม้สมัยเก่ามีผลไม้บรรจุอยู่เต็ม คอม้าซึ่งเสียดสีกับเชือกตลอดการทำงานจนเป็นแผลบาดลึก มีเลือดไหลซิบ ๆ จากบาดแผลทั่วคอ โดยไม่ได้รับการดูแลรักษา จากผลกรรมนี้ ทำให้ดิฉันต้องใช้เวลาในการรักษาตัวเองที่เป็น ๆ หาย ๆ ทรมานอยู่เกือบ ๒ เดือน

ทำให้เริ่มขยาดการทำชั่ว และหมั่นหาหนทางปฏิบัติตามสายทางคำสอนของพระพุทธองค์
ต่อมาดิฉันและสามีได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน ในระยะที่เข้าฝึกซึ่งตรงกับ ดิฉันมีอาการเลือดไหลกะปริบกะปรอยจากการที่ต้องแท้งลูกคนที่สอง โดยคุณหมอบอกว่าน่าจะมีเศษรกติดอยู่นิดหน่อย คุณหมอนัดให้ไปหา แต่ดิฉันมาขอทำกรรมฐานเพื่อแก้กรรมก่อน

คืนนั้นหลังจากสวดมนต์ตามปกติ ดิฉันฝันเห็นลูกชายคนที่เพิ่งเสียชีวิตไปจากการแท้ง เขาเดินเข้ามาหาดิฉันและพาเพื่อน ๆ เป็นเด็กหญิงเด็กชายหลายคน แต่สภาพของแต่ละคนผอมแห้งซูบเซียวเหมือนคนอดอยาก แต่งตัวมอมแมม ซึ่งผิดกับเขาที่อ้วนท้วนสมบูรณ์มีของกินอยู่ในมือ และแต่งกายสะอาดสะอ้าน เขาพาเพื่อนมาอวดว่านี่แหละคือคุณแม่และคุณพ่อของเขา และตอนนี้คุณแม่คุณพ่อมานั่งกรรมฐานทำให้เข้าได้รับส่วนบุญส่วนกุศลด้วย และขอให้เขาและเพื่อน ๆ นั่งรถไปกับพ่อแม่ ในฝันดิฉันก็อนุญาตเขาไป

หลังจากนั้น ๓ วัน ประจำเดือนได้ทำให้เศษรกที่ติดค้างหลุดออกมาหมด ร่างกายก็กลับคืนสภาพสู่ความปกติ ไม่เช่นนั้นดิฉันคงต้องไปเจ็บตัวกับการขูดมดลูกตามที่คุณหมอนัดไว้

ดิฉันปฏิบัติอย่างหนักจนกระทั่งวันสุดท้ายก่อนลากลับบ้าน ดิฉันก็รู้สึกปวดที่ข้อต่อระหว่างสะโพกกับขาท่อนบนเหมือนโดนหักขาขวา
เมื่อดิฉันกลับมาบ้านก็คงปฏิบัติกรรมฐานเป็นปกติจนกระทั่งคืนที่สอง ดิฉันก็เห็นนิมิตไปว่าเห็นผู้ชายลักษณะคล้ายนักโทษหรือทาส ผู้ชายคนนี้ถูกมัดด้วยโซ่ตรวนอันใหญ่ เดินลากขากระเผลก ๆ เข้ามาหา ตอนนั้นดิฉันตกใจมาก กลัวเขามาทำร้าย และเขาก็ให้เห็นภาพว่าเขามาจากสถานที่ที่ตัวเองเคยไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ ที่ จังหวัดกาญจนบุรี ทำให้ดิฉันคาดคะเนได้ว่าคงเป็นวิญญาณที่อาฆาตดิฉันอยู่ ดิฉันจึงแผ่เมตตาให้เขาไป



-กรรมฐานรักษาโรคเบาหวาน

กรรมที่ข้าพเจ้าเคยกระทำก็มี คือ ข้าพเจ้าเคยไปปักปูม้าและปูทะเลกับพี่สาว และเตี่ยตามประสาคนยากจน
พี่สาวข้าพเจ้าไม่ชอบขายของ ไม่เหมือนข้าพเจ้าที่ทำทุกอย่างได้เพื่อเงิน เพราะพูดไว้ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กแล้วว่า จะต้องรวยให้ได้

ข้าพเจ้าเคยห้ามปรามเตี่ยถึงเรื่องการทำผิด เช่นการเบียดเบียนสัตว์ จนทำให้เตี่ยหาว่าข้าพเจ้าบ้า นำข้าพเจ้าไปที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ไปให้หมอตรวจ ความจำดีมาก ไม่ได้เป็นอะไรเลย แต่พอกลับจากแม่กลอง เตี่ยก็พาข้าพเจ้าไปรดน้ำมนต์ รดจนข้าพเจ้าเป็นหวัด

และวันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้าเข้าส้วม ข้าพเจ้าสังเกตเห็นมด มักเข้ามาตอมที่ส้วม ทำให้ข้าพเจ้าสงสัยและไปตรวจเบาหวาน ผลปรากฏว่า ตรวจพบน้ำตาลขึ้นถึง ๒๕๐% ซึ่งนั่นก็แปลว่าข้าพเจ้าได้เป็นโรคเบาหวานแล้ว โรคเบาหวานทำให้ข้าพเจ้าต้องทรมานมาก และหมดกำลังที่จะทำงาน อยากตายอย่างเดียว

สาเหตุที่ทำให้ข้าพเจ้าเป็นเบาหวาน เพราะเครียดกับงาน และเรื่องสำคัญที่ทำให้เครียดมาก คือเรื่องในอดีตต่าง ๆ ที่มักวนเวียนเข้ามาทำร้ายจิตใจ คิดถึงเมียและลูกในอดีต คิดถึงเรื่องเมียคนแรก ที่พยายามสอนลูกให้เกลียดข้าพเจ้าทุกวิถีทาง ข้าพเจ้ารักลูกมาก แต่ก็ถูกกีดกันต่าง ๆ ทำให้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ข้าพเจ้าเครียดมาก

เหตุการณ์เลยไปได้มาพบกับ หลวงพ่อจรัญ ถูกใจที่สุดเพราะ ไม่เคยพบพระที่ตีแผ่ความผิดของตัวเองมาให้รู้เป็นธรรมะ มีแต่จะปกปิดความผิดของตนเอง เมื่อเข้าไปเพื่อปฏิบัติธรรมพร้อมกับเพื่อน ๗ วัน มีกำลังใจขึ้นมาก จนข้าพเจ้าสามารถอธิษฐานเลิกทานยาแก้โรคเบาหวานได้

เมื่อข้าพเจ้าไปถึงบ้านไปเล่าให้คนในบ้านฟังว่า ข้าพเจ้าเป็นคนใหม่แล้ว แต่ก็ไม่มีใครเชื่อเพราะเขายังไม่เคยมาปฏิบัติ จนกระทั่งลูกชายข้าพเจ้าที่ชื่อเกื้อกูลและแม่ของเขาลองมาปฏิบัติ ซึ่งตอนนั้นลูกเกื้อกูลกำลังมีปัญหาเพราะไปได้ภรรยาแต่พ่อแม่ทางฝ่ายผู้หญิงเขาไม่ยอมรับ เขาเองก็มีสมบัติมากมาย ที่ดินก็มีอยู่มากจะคิดเป็นราคาก็หลายร้อยล้าน

แต่ก็เป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง เพราะเมื่อ ลูกเกื้อกูลมาปฏิบัติธรรมพร้อมแม่ของเขา พอกลับไปที่บ้านไม่ถึงเดือน พ่อตาแม่ยายก็รับไหว้ ซึ่งตอนนี้ลูกเกื้อกูลก็เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขาไปแล้ว นี่คือผลจากการมาปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน




-เวทนา กุญแจสู่ภพชาติ และ การสิ้นเวรต่อกัน

ผมและเพื่อนเดินทางมาจากโคราช เพื่อมานมัสการหลวงพ่อ และตัวผมเองก็จะอยู่ปฏิบัติกรรมฐาน ๗ วัน กรรมฐานในครั้งนี้จะทำให้ผมได้พบความอัศจรรย์ ซึ่งจะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ผมไปตลอดชีวิต

ตัวกระผมเองนั้น เป็นคนมีความพิการมาแต่กำเนิด คือ อัมพาตชนิดเกร็ง ไม่สามารถเหยียดเข่าให้ตรงได้ การเดินจึงมีลักษณะผิดปรกติไป และได้ใช้ไม้เท้าช่วยในการทรงตัว และในการเดินจงกรม กระผมจะยึดพื้นที่ข้างฝา เพื่อช่วยการทรงตัวในการเดินจงกรม

แต่เมื่อปฏิบัติไปเรื่อย ๆ ก็แว่วเสียวสติที่อุตส่าห์ฝึกฝนให้เข้มแข็งขึ้น บอกมาว่า ลำบากนั่นแหละดี วิริยะ บารมีจะแก่กล้า หลังจากกระผมมีความรู้สึกนี้ ผมจึงไม่เคยย่อท้อต่อการปฏิบัติอีกเลย
สิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะต้องเผชิญในการทำกรรมฐาน คือ ความปวดเมื่อย อันเป็นเวทนา ผู้ที่ดูแลการปฏิบัติมักจะบอกอยู่เป็นระยะ ๆ ว่า เมื่อมีเวทนาเกิดขึ้น ให้พยายามพิจารณาเวทนา กำหนดปวดหนอ ๆๆ ช้า ๆ แต่ระวังไม่ให้จิตเกาะติดในเวทนานั้น

หลังจากวันนั้น ผมได้อธิษฐานสัจจะว่าจะนั่งสมาธิ ๗๕ นาที โดยไม่ขยับเขยื้อนเลย เมื่อตั้งใจแล้วปรากฏว่า เจ้าเวทนาก็มาทักทายตั้งแต่เริ่มทีเดียว อาการปวดเข่าข้างซ้ายก็ทวีแรงขึ้น ผมได้ใช้ขันติความอดทนและการกำหนด “ปวดหนอ” โดยพิจารณาดูในอาการปวด พิจารณาเห็นความเจ็บปวดยิ่ง ๆ ขึ้น ในเวทนานั้นมากมายขึ้นอย่างเหลือเชื่อ ความปวดเมื่อยอย่างยิ่ง จนเกิดอาการทั้งแสบทั้งร้อน จนมาถึงจุดที่บอกกับตัวเองว่า “โอย จะทนไม่ไหวแล้ว” แต่อีกใจหนึ่งก็ประคองจิตไว้ว่า ถ้าหากยอมพ่ายแพ้ก็จะต้องพ่ายแพ้ตลอดไป ทนอีกหน่อย ความรู้สึกขัดแย้งได้ต่อสู้กัน

ในค่ำของวันถัดมา นิมิตในสมาธิที่ปรากฏ เป็นสิ่งก่อสร้างและซากปรักหักพัง แต่ที่น่าแปลกคือในสิ่งที่เห็นนั้น มีหุ่นทหารยืนนิ่งอยู่ และได้เห็นยานพาหนะสิ่งของสมัยโบราณอยู่เหมือนกัน แต่กำหนดเห็นหนอ เห็นหนอแล้ว ภาพนั้นก็หายไป ท่านแม่ชีท่านยังแนะนำต่อไปอีกว่า ถ้าเห็นนิมิตอีกท่านให้ส่งกระแสจิตไปที่ภาพเพื่อขออโหสิกรรมต่อกัน

ผมก็ได้กำหนดเห็นหนอ และรู้สึกสงสัยหนอ และแล้วลักษณะที่แปลกของนิมิตก็เกิดขึ้น
คือ เห็นนิมิต ภาพภูเขาจำลองขนาดสูงประมาณเข่า ถัดมาจากภูเขาที่มีตุ๊กตาทหารตัวเล็กขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย แต่เห็นหน้าตาและการแต่งตัวเป็นทหารไทยโบราณ ภาพที่เห็นมีลักษณะเป็น ๓ มิติ ผิดกับภาพที่เห็นหรือการนึกภาพธรรมดาที่มีลักษณะเป็น ๒ มิติทั่วไป
ที่เราเห็นเขาเป็นตุ๊กตา เพราะผมเป็นผู้ทำให้เขาเหล่านั้นต้องย่อยยับลงเพราะผมใช้เขาเป็นตุ๊กตา หรือตัวหมากในงานของผม
ผมไม่ได้ก่อกรรมโดยตรงกับนาย ก. นาย ข. เป็นเฉพาะบุคคล จึงไม่มีใครเห็นเป็นตัวบุคคล แต่ก่อกรรมเป็นลักษณะไม่จำเพาะเจาะจง เป็นปาณาติบาตครั้งใหญ่ ส่งผมให้เกิดมาขาพิการทั้งสองข้าง ทำให้ผมเกิดสลดจากกรรมที่สร้างไว้ในอดีตชาติ

ถึงตอนนี้ภาพที่เห็นค่อย ๆ หมุนขึ้นสู่เบื้องสูงอย่างช้า ๆ จนลับสายตาไป และได้ดึงเอาสิ่งที่ดูคล้ายกับปะรำพิธีที่อยู่กับพื้นขาดติดขึ้นไปข้างบนด้วย
เมื่อภาพนิมิตได้เคลื่อนคล้อยไปหมดแล้ว ความรู้สึกก็กลับมาที่หัวเขาซ้าย ผมกำหนดสู้เข้าไปในเวทนา แบบไม่กลัวตาย เพราะเวทนาแค่นี้เทียบไม่ได้กับกรรมที่ทำมา
และแล้วสิ่งที่น่าพิศวงกว่าภาพยนตร์ที่เพิ่งจบไป คือ ความรู้สึกของขาที่เกิดอยู่กับพื้น รู้สึกว่าพื้นนี้มีลักษณะนิ่มลงเหมือนโคลนเย็น ๆ และที่ใต้เข่าซ้าย และรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเย็น ๆ หมุนวนอยู่ตรงข้อพับ ผมได้กำหนด รู้หนอ ตามอาการความอัศจรรย์ใจ และรู้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายกำลังจะเกิดขึ้น ความรู้สึกนี้เกิดอยู่ประมาณ ๓-๔ นาที และอีกไม่กี่นาทีต่อมา ผมก็ต้องกำหนดออกตามเวลา

จากนั้นผมเริ่มกำหนดจิตแผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวรอย่างตั้งใจเต็มที่ และเมื่อลุกขึ้นยืนขาซ้ายก็เหยียดตรงเหมือนกับเมื่อผมยังเป็นเด็ก แต่กรรมฐานที่วัดอัมพวัน กลับทำให้คืนกลับได้ภายใจ ๗ วัน

อันที่จริงการที่เส้นที่ข้อพับยืดขึ้นนี้เป็นครั้งที่สองในชีวิตผม ครั้งแรกคุณแม่สิริ กรินชัย เป็นผู้ให้การอบรมกรรมฐาน ครั้งนั้นผมอธิษฐานจิต ขอให้ความพิการหายหรือเบาคลายไปในคืนวันที่ ๖ ของการปฏิบัติ แสดงให้เห็นความมหัศจรรย์ของวิชาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราชาวพุทธ ในครั้งนั้นการยืดออกของเอ็นข้อพับเกิดขึ้นเกือบจะทันทีหลังจากอธิษฐานจิต

ที่แตกต่างกันคือ ครั้งนั้นผมยังไม่ทราบว่าการกำหนดเวทนาทำได้อย่างไร แต่ ณ วันนี้ผมได้ทราบแล้วว่า เวทนานั้นคือแหล่งข้อมูลอันยิ่งใหญ่แห่งจิตที่คอยให้เราทราบ นอกจากจะมีอาการทางกายดีขึ้นแล้ว ผมยังทราบผล กรรมฐานช่วยรักษาโรคหายพิการอย่างนี้มาหลายราย จึงหวังว่าท่านจะมากล้าทดลอง ด้วยใจที่เอาจริง แล้วท่านก็จะพบกับสิ่งที่ดีที่สุดของชีวิต นั่นคือการปฏิบัติธรรม




-เวรกรรมที่ข้าพเจ้าพบ

มีอยู่คืนหนึ่งคุณพ่อไอมาก จนคนที่อยู่ใกล้ ๆ ไม่เป็นอันนอน พอตกบ่ายท่านเริ่มเป็นไข้ ท่านเริ่มเพ้อและร้องไห้ ส่งที่โรงพยาบาลนอนให้น้ำเกลือ พร้อมกับฉีดยาให้ทางสายน้ำเกลือ เพราะท่านไม่สามารถทานอะไรได้เลย ท่านเข้าไปก็อาเจียนออกมาหมด
ท่านไอจนเจ็บท้องไปหมด ไข้ก็ขึ้นอยู่ตลอด
พอตกกลางคืน ท่านก็ได้แต่ร้อง เหมือนมีคนเอามีดมากรีดที่ท้อง ท่านทรมานมาก ไอแต่ละครั้งเจ็บท้องจนตัวงอ
คนป่วยเตียงข้าง ๆ บอกว่า กลางคืนคุณพ่อร้องน่าสงสารมากและลุกขึ้นเข็นที่ให้น้ำเกลือไปที่ระเบียง ทำเหมือนจะกระโดดลงไป

คุณแม่ของข้าพเจ้าได้เล่าให้ฟังว่า ที่คุณพ่อป่วยในครั้งนี้ คงเป็นเพราะเวรกรรมที่ท่านทำไว้กับหมู เพราะเมื่อตอนหนุ่ม ๆ ท่านชอบทานหมู และมักเอามีดกรีดกันสด ๆ เลย หมูไม่รู้จำนวนมากน้อยเท่าไหร่ที่ท่านกรีด ต่างก็ร้องกันโหยหวน ดูสภาพแล้วเหมือนคุณพ่อตอนนี้ไม่ผิด
๒-๓ วัน ท่านก็มีอาการเป็นผื่นแดงและลอกออก ไข้ก็สูง อาการไอก็ไม่หาย ขับถ่ายก็ไม่รู้สึกตัว แต่ยังคงมีสติ พูดจารู้เรื่อง แต่ไปเยี่ยมท่านทีไร ท่านก็มักร้องไห้และบอกว่า “พ่อคงอยู่ไม่ถึงอาทิตย์นี้”

เมื่อข้าพเจ้ากลับมา ก็รีบทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่าน และเขียนจดหมายมาปรึกษาหลวงพ่อ และบอกท่านไว้ว่า เมื่อพ่อหายเมื่อใดจะให้บวช หลวงพ่อท่านบอกข้าพเจ้าว่าจะแผ่เมตตาช่วย และแนะนำการสร้างกุศลและอุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวรให้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าและลูก ๆ ทุกคนต่างก็ช่วยกันทำบุญ จนกระทั่งอยู่ต่อมาไม่กี่อาทิตย์อาการของท่านก็เริ่มดีขึ้น จนหมออนุญาตให้กลับบ้านได้

จากนั้นต่อมาอีก ๓-๔ ปี คุณแม่ของข้าพเจ้าก็เริ่มป่วย แขนขาไม่ค่อยมีแรง คงเป็นเพราะท่านอ้วน น้ำหนักมากจึงเดินไม่ค่อยไหว พอถึงเดือนธันวาคม ท่านก็ถึงกับต้องคลาน

แม้กระทั่งจะลุกก็ไม่สามารถทำได้ ต้องคอยหาคนมาช่วยพยุง ตกเย็นคุณแม่ท่านเข้าห้องน้ำ ท่านเข้านานมากจนผิดสังเกต พี่สาวของข้าพเจ้าสงสัยได้เปิดห้องน้ำเข้าไปดู เห็นท่านกำลังจิกมือตัวเอง แม่ได้แต่ว่ากาวมันติดมือลามมาถึงแขนแล้ว พวกเราเลยต้องทำเป็นช่วยกันเอากาวออก ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรเลย

จากนั้นท่านก็เอามีดมาเฉือนเนื้อตัวเอง ขณะกำลังเฉือน พี่ชายก็เข้าไปเห็น จึงรีบนำส่งโรงพยาบาล แต่แม่ยังใช้มือขวาจิกมือซ้ายจนเลือดไหล ข้าพเจ้าพยายามแกะออก แม่ก็ยังคงร้องไห้ช่วยเอากาวออก ตามตัวท่านรอยช้ำเต็มไปหมด

ทางโรงพยาบาลก็ให้กลับบ้าน สาเหตุเพราะตอนดึก ๆ แม่ชอบร้องฮือ ๆ ทั้งคืน ร้องเสียงดังมาก จนคนไข้อื่นไม่สามารถหลับนอนได้
จากนั้นลิ้นของท่านก็เริ่มแข็งพูดอะไรไม่ค่อยชัด โมโหง่าย เวลาจะขับถ่ายก็ไม่รู้สึกตัว เริ่มจะขาดสติไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่พอตกสายท่านก็บ่นว่าร้อน ๆ ให้ถอดเสื้อผ้าออก ไม่มีใครถอดให้ก็พยายามถอดเองจนหมด และจะไปเล่นน้ำในห้องน้ำ ใครห้ามท่านก็ไม่ฟัง กลับทั้งดุว่าและทั้งขอร้องเขาอย่างน่าสงสาร แต่ก็ไม่มีใครพาไป เพราะถ้าเจอน้ำแล้วท่านก็จะอยู่แต่ในห้องน้ำนั้นทั้งวัน ทุกคนกลัวว่าท่านจะปอดบวมจึงพากันห้าม

เมื่อท่านไม่มีแรงจะคลาน ท่านคว่ำตัวลง ทำลักษณะเหมือนเลื้อยไปคล้ายงู เสื้อผ้าก็ไม่ใส่ พวกลูกเอาน้ำใส่กะละมังมาให้แม่ก็ไม่เอา ร้องแต่จะเข้าห้องน้ำให้ได้ พอท่านเข้าใกล้ห้องน้ำ ไม่รู้ท่านเอาแรงมาจากไหนลุกขึ้นคลานเข้าไปอย่างเร็ว จนคนที่เหตุการณ์นี้ต่างพากันตกใจ
ท่านทำท่าดีใจเมื่อเห็นน้ำ พอเข้าไปได้ก็เปิดน้ำอย่างแรง จนน้ำล้นอ่างเปียกพื้นนองไปหมด แล้วท่านก็ชูมือขึ้นเหนือศีรษะหงายตัวเองให้หัวฟาดไปกับพื้น บางครั้งก็ทำมือส่วยไปมาคล้ายหัวงู เอาศีรษะฟาดเข้ากับขอบอ่าง ทุกคนต่างรีบเข้าไปช่วย แม่ก็ผลักออกหมด ในตอนนั้นท่านไม่รู้เอาแรงมาจากที่ไหน

แม่ดูมีความสุขมากกับการทำร้ายตัวเองอย่างนี้ จนพวกเราทนดูไม่ได้ต้องเข้ามาช่วยกันจับทั้ง ๓ คน แม่ทั้งร้องทั้งดุว่า แต่ในตอนนี้ไม่มีใครสนใจแล้ว เพราะต่างคนรู้ดีว่า ถ้าปล่อยตามใจแม่ให้ทำอย่างนี้ต่อไปท่านต้องหัวแตกแน่ ๆ จึงนำท่านออกจากห้องน้ำ

ข้าพเจ้าจึงเขียนจดหมายเพื่อปรึกษาหลวงพ่อ ซึ่งท่านก็ตอบทางจดหมายว่า เป็นกรรมที่ทำไว้กับงูแน่ ๆ และหลวงพ่อท่านแนะนำให้ทุกคน สวดมนต์บทพุทธคุณ พาหุงมหากาฯ และแผ่เมตตาให้กับงูตัวนั้น
เมื่อตอนที่คุณแม่ท่านยังเป็นเด็กอยู่มาก ท่านทำกรรมกับงูปลาไว้

วันนั้นคุณแม่เดินอยู่ในทุ่งนา ท่านเห็นงูปลาท้องแก่ตัวหนึ่ง ท่านจึงนึกสนุกตรงเข้าไปจับและตีหัวมันจนตาย เท่านั้นยังไม่พอ ท่านยังเอาไม้รีดลูกมันออกทีละตัว ๆ ลูกในท้องของมันต่างก็เลื้อยเข้าป่าไปจนหมดท้อง แล้วแม่ก็โยนซากแม่งูนั้นทิ้งไป

ทุกคนก็เริ่มเห็นด้วยและเริ่มแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้กับแม่งูตัวนั้น
พอแม่หายดีแล้ว ท่านจึงเล่าให้ฟังว่าตอนที่ท่านป่วยอยู่นั้น ท่านคิดถึงแต่เรื่องงูตัวนั้น


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 6 ธันวาคม 2552 เวลา:20:03:19 น.  

 
-กรรมฐานรักษาโรคหอบหืด

ทุกวันประมาณตี ๑ ถึงตี ๒ อาตมาต้องลุกขึ้นมาพ่นย่าเพื่อขยายหลอดลม และทานยาควบคุมอยู่เสมอ ไม่สามารถหยุดทานยาได้ หยุดทานยาเมื่อไรอาการกำเริบเมื่อนั้น และถ้าบางคืนยาไม่สามารถรักษาได้ ตอนเช้าก็ต้องไปฉีดยารักษาอีก อาตมาต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ตลอดมา จนไม่มีกำลังใจ ท้อแท้ต่อชีวิต และคิดว่าคงอีกยาวนานกว่าที่จะได้รักษาโรคนี้ได้ หรืออาจจะไม่มีทางรักษาให้หายได้เลย

จนกระทั่งโยมอาลูกศิษย์ของ หลวงพ่อจรัญ ได้พยายามชักชวนอาตมาให้มาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแก้กรรมที่ตัวเองได้สร้างไว้แต่ในครั้งอดีต เผื่อว่ามีบุญกุศลเพียงพอจะได้ช่วยให้อาการป่วยเรื้อรังนี้ทุเลาลงได้
เพียง ๔ วัน แต่เมื่อผ่านพ้นไปแล้ว ก็ปรากฏว่าอาการดีขึ้น โดยปกติตอนกลางคืนต้องพ่นยา แต่ในคืนนั้นอาตมาไม่ต้องพ่นยาก็อยู่ได้

คืนนั้นจำได้แม่นยำ รู้สึกว่าโรคหืดหอบกำลังจะกำเริบอย่างรุนแรง เพราะว่าแน่นหน้าอกไปหมด หายใจไม่ออก เหงื่อก็ออกท่วมตัว พยายามฝืนฟังธรรมะของหลวงพ่อ แต่มันก็ไม่สามารถทนได้ หลวงพ่อจึงรีบให้ลูกศิษย์ที่อยู่ใกล้เคียงท่านไปนำยาลมที่ท่านใช้อยู่ประจำมาให้ อาตมาจึงค่อยคลายจากอาการทุรนทุราย

เมื่ออาการดีขึ้นแล้ว หลวงพ่อจึงบอกกับอาตมาว่าโรคที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นโรคของกฎแห่งกรรม ยาที่ท่านให้หรือจะไปรักษาอย่างไรก็ไม่สามารถจะรักษาให้หายได้ นอกเสียจากจะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อรักษาตัวเอง เป็นหนทางเดียวเท่านั้น

จากวันนั้นอาการต่าง ๆ ของอาตมาก็เริ่มดีขึ้น ยาที่ใช้ก็สามารถลดจำนวนลงได้เรื่อย ๆ จนกระทั่งในที่สุดเมื่อออกพรรษาแล้ว ๑๐ วัน อาการของโรคหืดหอบที่หมอไม่รักษาให้หายได้ กลับหายได้จะขอรับใช้หลวงพ่อไปจนกว่าจะหมดบุญวาสนาที่จะอยู่ในเพศอันสูงส่งนี้ได้




-ตามรอยธรรมะ

ในช่วงกว่า ๒๐ ปีที่ดิฉันเริ่มชีวิตครอบครัวพร้อม ๆ กับเริ่มต้นงานธุรกิจสินค้าเสื้อผ้าส่งออกนั้น ดิฉันได้พานพบกับความสุขความทุกข์มากมายจนเกือบต้องแลกกับชีวิตของตัวเอง
แต่เมื่อธุรกิจยิ่งเติบโตขึ้น ความรับผิดชอบต่อพนักงานมีมากขึ้น ความต้องการผลผลิตทวีสูงขึ้น สิ่งที่ตามมาพร้อมกับความภาคภูมิใจของดิฉัน คือ ความวิตกกังวลในปัญหาต่าง ๆ ที่สุมเข้ามา ประกอบกับความเป็นคนชอบเอาชนะกับปัญหาและความใจร้อน ดิฉันมักจะเข้าไปจัดการกับทุกปัญหาที่เกิดขึ้น คิดหาทางแก้ไขทั้งเรื่องการเข้าการออกของพนักงาน ความผิดพลาดในการผลิต และความวิตกล่วงหน้าว่าลูกค้าจะสั่งของเข้ามาอย่างไรในช่วงต่อไป ดิฉันมักกังวลเสมอว่าโรงงานต้องอยู่รอด เพราะชีวิตของพนักงานเป็นพันคนอยู่ในความรับผิดชอบของเรา

เมื่อเอาชนะปัญหาไม่ได้ก็เริ่มนอนไม่หลับ ดิฉันต้องหันไปพึ่งยานอนหลับ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปยานอนหลับก็ไม่สามารถช่วยหยุดความวิตกกังวลของดิฉันได้ สามีพูดปลอบใจให้ดิฉันคิดเสมอว่า “คุณจะทุกข์กังวลอะไรมาก ทุกวันนี้เราเดินมาไกลแล้ว ลองหันกลับไปมองเมื่อสิบกว่าปีก่อน เราเท่ากับศูนย์ เมื่อเทียบกับปัจจุบันเราน่าจะพอได้แล้วนะ” ญาติพี่น้องรวมถึงเพื่อนฝูงต่างเป็นห่วงเป็นใย คอยแนะให้ดิฉันใช้ธรรมะเป็นที่พึ่ง บางคนหาหนังสือธรรมะมาอ่านให้ฟัง หาเทปธรรมะมาให้ แต่ดิฉันกลับรับไม่ได้ ไม่เข้าใจ รู้สึกว่าธรรมเป็นเรื่องยากเข้าใจยาก

ในที่สุดดิฉันได้ตัดสินใจไปพบแพทย์ประจำตัว และได้รับการวินิจฉัยในวินาทีนั้นเลยว่า “คุณต้องพักผ่อนให้เต็มที่ มิฉะนั้นคุณจะไม่มีโอกาสได้ทำงานอีกเลย” ต่อไปนี้จะต้องรู้จัก “พอ” เสียบ้าง
หลังจากออกจากโรงพยาบาล ดิฉันเริ่มหันมาอ่านหนังสือธรรมะก่อนนอนทุกคืน

วันเวลาที่ผ่านมา ในที่สุดดิฉันก็พบว่ายานอนหลับไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับดิฉันอีกต่อไป จิตใจเริ่มเป็นสุข สงบ สบาย หลับได้สนิท เพราะดิฉันเริ่ม “วาง” เป็น ละในสิ่งที่แบกรับจนเกิดความจำเป็น ดิฉันมอบหมายให้หัวหน้าคนงานในแต่ละแผนกแต่ละระดับแก้ไขปัญหากันเอง และปัญหาต่าง ๆ ที่จะขึ้นมาถึงมือของดิฉันต้องมีความจำเป็น “เป็นที่สุด” แล้วเท่านั้น

“ธรรมะของหลวงพ่อ” เพราะหากปราศจากธรรมคำสั่งสอนของท่านแล้ว ดิฉันคงไม่สามารถปล่อยวางได้เท่านี้ จนขณะนี้แม้แต่สามียังอดที่จะปรารภไม่ได้ว่า “ผมไม่ผิดหวังเลยที่คุณไปพบหลวงพ่อ และใช้ธรรมะของท่านเป็นที่พึ่ง เพราะเรายิ่งทำธุรกิจใหญ่มากขึ้น ก็จะต้องปล่อยวางให้มากขึ้น เพื่อสุขภาพจิตของเราเอง”

ทุกครั้งที่ดิฉันได้กราบนมัสการหลวงพ่อ ดิฉันมักจะได้รับข้อคิด แง่ธรรม ที่จะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมากมาย หลวงพ่อจะสอนอยู่เสมอว่า “ทุกวันหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ก่อนนอนควรให้เวลากับตัวเองสักครู่เพื่อทบทวนว่าวันนี้เราทำอะไรมาบ้าง ทำผิดอะไรอย่างไร ทำให้ใครต้องเจ็บช้ำน้ำใจหรือไม่ ถ้าไม่ได้ทำแต่ภาพที่ปรากฏคือเราทำได้ดีที่สุดแล้วกับทุกคน แต่เราไม่ได้รับผลดีนั้นตอบแทน กลับได้ความเจ็บช้ำน้ำใจ”

หลวงพ่อยังสอนดิฉันอีกว่า “โยมมีภารกิจมากมาย โยมต้องรู้จักเอาตัวเองให้รอด เอาตัวรอดอย่างไร ก็คือ ในปัจจุบันนี้คนไม่ดีมีมากกว่าคนดี ถ้าเทียบกับในอดีตคนสมัยนี้ไม่ค่อยจะนึกถึงความดีของกันและกัน มักจะนึกถึงเรื่องปัจจุบันทันด่วน ซึ่งถ้าหากคนเรานึกถึงความดีของกันและกันแล้ว ก็จะไม่ทิ้งกัน จะมีการให้อภัยกันตลอดเวลา โยมได้ทำบุญมามากก็จริง แต่ต้องรู้จักทำบุญให้ตัวเองบ้าง เอาตัวเองให้รอดบ้าง รู้ไหมบุญคืออะไร บุญคือความสุข ทำอย่างไรให้ตนเองมีความสุขใจ ถ้าโยมไม่ทำให้ใจมีสุข โยมก็จะไม่มีแรงที่จะทำงาน เพื่อหาเงินมาต่อบุญของโยมเอง จงทำใจให้สงบแล้วคิดว่า เป็นเพราะผลกรรมในอดีตชาติตามมาให้เราต้องชดใช้ในชาตินี้ เราคงต้องเคยทำความเจ็บช้ำน้ำใจให้เขามาก่อน เมื่อเราพิจารณาได้ ปลงได้ วางได้ แล้วเราจะรู้สึกสงบ สบายใจ ไม่โกรธ”

ในเรื่องของพี่น้องหรือลูก ๆ ก็เช่นเดียวกัน ที่หลวงพ่อพยายามสอนให้เห็นว่า อย่าได้ทุกข์ใจเมื่อเห็นว่าพี่น้องไม่เป็นไปตามที่หวัง เพราะทุกคนเกิดมาพร้อมกับกรรมติดตัวมาแต่ชาติปางก่อน แม้แต่ลูกของเราเอง พ่อเดียว แม่เดียวกัน ได้ในสิ่งที่เท่ากัน แต่ผลบุญผลกรรมในอดีตชาติต่างกัน พี่น้องก็ย่อมมีวิถีชีวิต และผลแห่งชีวิตแตกต่างกัน

ธรรมะทีดิฉันประทับใจที่สุดคือ หลวงพ่อให้ข้อธรรมมาว่า “บุญคือความสุข” อะไรก็ตามที่ทำให้ใจเราเป็นสุข ไม่ทำปัญหาต่อคนอื่น นั่นคือบุญ

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อเคยสอนให้ดิฉันทำใจให้ปิด ไม่รับกับสิ่งที่มากระทบ คือ “วางเฉย” ไม่โต้ตอบแม้รู้ว่ามีคนว่าเรา นินทาเรา หลวงพ่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า “เหมือนอาตมาให้ขนมโยม แต่โยมไม่รับ โยมก็ไม่รู้รสชาติของขนมนั้น ฉะนั้นใครจะว่า เราไม่เปิดรับ เราก็ไม่เกิดอารมณ์ เพราะปิดใจแล้ว” แง่คิดในเรื่องนี้ทำให้ดิฉันไม่เคยต้องรับความกระทบกระเทือนใจอีกเลย

ดิฉันเลิกทุกข์กังวลล่วงหน้ากับสิ่งต่าง ๆ ทำตัวให้มีความสุขกับปัจจุบัน มองปัญหาทุกสิ่งทุกอย่างด้วยใจที่เย็นลง คิดว่าอะไรแก้ไขได้ก็ลงมือทำ แต่ถ้าแก้ไขไม่ได้ด้วยตัวเอง และเกินความสามารถก็จะปล่อยวางลง
ดิฉันมองทุกอย่างที่เกิดขึ้นและบอกตัวเองว่า เราจะไม่วิตกกังวลจนเกินเหตุอีกแล้ว เรา “พอ” แล้วเรา “วาง” แล้ว




-คติธรรมกรรมฐาน

ชั่วโมงนี้เรามาสร้างความดี เรามาเจริญกรรมฐาน แต่เพื่อนอีกคนหนึ่งในชั่วโมงเดียวกัน กลับไปสร้างความชั่ว กลับไปสรวลเสเฮฮา ให้เวลาหมดไปเปล่าโดยปราศจาก จิตของท่านไม่มีสุข จิตท่านไม่มีดี มีแต่ความเศร้า มีแต่ความทุกข์ระทมขมขื่น ท่านจะไปอยู่ไกลแสนไกลก็เอาทุกข์ไปด้วย ไปอยู่บ้านสวยหรู ท่านก็จะหาความสุขไม่ได้

ขอเจริญพรต่อไปว่า ถ้ามีสมาธิบำเพ็ญจิตภาวนาได้จริง จะไปจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองหมด เงินไหลนองทองไหลมาเพราะมีแก้ว เรียกว่าแก้วสารพัดนึก
มะ อะ อุ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา มีอยู่ในตัวท่านผู้ใด ผู้นั้นจะนึกเงินไหลนองทองไหลมา

ถ้าโยมอารมณ์ดีเหมือนมีแก้ว อารมณ์เสียไม่มีแก้ว จะนึกอะไรก็ไม่ได้อานิสงส์ตามที่ตั้งใจไว้ คนอารมณ์เสียหยิบแก้วก็แก้วแตก อารมณ์ค้างจากเมื่อคืน เช้าไปทำงานเสียหมด

เสียใจก็ต้องกำหนด เพราะเสียใจนี่จิตเศร้าหมอง แก้วมัวแล้ว ต้องชำระแก้วให้สะอาด กำหนดเสียใจหนอ ๆ สัจธรรมก็เกิดขึ้นว่าเสียใจเพราะเหตุใด มันจะบอกออกมาชัดเจน เราก็จะไม่เสียใจอีกต่อไป นี่แหละบทความของกรรมฐาน
ปวดศีรษะก็ไม่กำหนด ไม่สบายก็ไม่กำหนด โกรธใครก็ไม่กำหนด ปล่อยความโกรธไว้ค้างคืน นอนเนื่องในสันดาน เกิดอารมณ์ค้าง ไหนเลยล่ะโยมจะดีได้
แต่จิตเศร้าหมอง จิตไม่ผ่องใส จะไม่เห็นชัด เห็นลางเลือน

อย่ามาคุยความหลังกันเลยนะ เอาปัจจุบันเถอะ อดีตคือความฝัน ปัจจุบันขณะนี้เป็นของเราแน่ อนาคตหาได้เป็นของเราอย่างไรไม่ มันไม่แน่นอน มันจะเปลี่ยนไปตามกฎแห่งกรรมและความเหมาะสม สามารถเปลี่ยนฐานะได้ อย่าจับให้มั่นคั้นให้ตาย มันเปลี่ยนแปลงได้ จากกฎแห่งกรรม จากการทำดีกับไม่ดีเท่านั้น

ถ้าโยมเจริญกรรมฐานจะเข้าหลักนี้แน่นอน ทำอะไรก็ทำด้วยความถูกต้อง ก่อนจะถูกต้องก็ทำด้วยความสงบ จิตสงบไม่ฟุ้งซ่าน จิตใสสะอาดเหมือนแก้วสารพัดนึก นึกอะไรก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ทุกสิ่งก็ออกมาด้วยความถูกต้องเพราะจิตสงบ




-ทำความดีนี้แสนยาก

ทำความดีนั้นต้องมีอุปสรรค คือมีศัตรูในใจมันมาปิดบังอำพราง บุญมีแต่กรรมบัง
คนที่สร้างความชั่วน่ะมันไม่มีศัตรูเลย ไม่มีอุปสรรคด้วย เหมือนไหลไปตามน้ำ สบาย


ท่านทั้งหลายโปรดตีความก่อน ไม่หมายความว่าสร้างความดีแล้วจะสบายอยู่เย็นเป็นสุข ไม่ใช่ ต้องการสบาย ต้องการอยู่เย็นเป็นสุข กินสบาย นอนสบาย นั่นกำลังชั่วแล้ว กำลังทำความชั่ว

แต่หลักที่อาตมาจะชี้แจงนั้น สร้างความดีต้องลงทุนความลำบากได้ทุกวิถีทาง สร้างความชั่วชอบลงทุนความสบาย

เรามานั่งกรรมฐานเอาแต่ความสบาย วันนี้นั่งสบายไม่มีเวทนา จิตฟุ้งซ่าน ท่านคิดไหมว่าท่านจะได้ ครูไม่มาสอนท่านแล้ว ว่างเปล่า นั่งสบาย ใจก็ลอยออกไปชมวิวทิวทัศน์ ถือว่าได้ญาณ ถือว่าได้ผลงาน นั่นแหละถือว่าเลว ไม่ได้อะไรเลย เพราะครูไม่มาสอน

ครูเวทนาก็ไม่ได้มาสอน ครูฟุ้งซ่านก็ไม่ได้มาสอน
ตรงกันข้ามกับมารอันนี้ ถ้าเรามานั่ง ความวัวยังไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรก เดี๋ยวก็ปวด เดี๋ยวก็ฟุ้งซ่าน เดี๋ยวก็เสียใจ เดี๋ยวก็ดีใจ นั่นแหละครูมาสอน ต้องเรียน ต้องเรียนตำรานั้นให้ได้เรียกว่า สมถะ

จิตมีอุปาทาน จิตยึดเวทนา ยึดมากปวดมาก ยึดน้อยปวดน้อย ถ้ายึดมาหนักเข้ามันก็ปวดจนน้ำตาจะร่วง นั่นแหละการศึกษาแสวงหาความรู้ เรียกว่า สมถะ

ศึกษาหนักเข้าไปเป็นสมถะ จับจุดมุ่งหมายได้ก็แตกโป้ง รูปนามขันธ์ ๕ เป็นอารมณ์ ก็เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พบตรงนั้นเมื่อไร จิตก็ไม่เป็นอุปาทานยึดมั่นอีกต่อไป ตรงนั้นแหละมันจะไม่ปวดต่อไป
มันปวดเพราะจิตใจไปยึด แต่จำเป็นต้องยึด

คนเราเข้าใจผิดกันมากมาย อยากจะหลับตาไปสวรรค์นิพพาน ไปเห็นพระพุทธเจ้ามาคุยกันสนุกสนาน มันจะเบลอไปนะ
เมื่อสองวันมานี้เขามาเล่าให้ฟังว่า แหม! หลวงพ่อเอ๋ย เมื่อคืนนอนไม่หลับ ดีใจเหลือเกิน พระพุทธเจ้ามา สวยมากเลย เอาละ ให้คะแนนไป โรคประสาทขึ้น ๖๐% เจริญสมาธิไม่ได้นะ

โปรดตั้งใจฟัง อาตมาได้ประสบการณ์มา
ภาวะไม่สู่ความเป็นปกติ เจริญสมาธิไม่ได้ เดี๋ยวก็เกร็งเดี๋ยวก็เครียด
จิตที่ห้ามไม่ได้มีกี่อย่าง โปรดตั้งใจฟัง
๑. อำนาจโลภะ ขณะโลภอย่าไปห้าม ต้องให้ลดก่อน อยากได้ของเขา กลุ้มอกกลุ้มใจต้องเอาให้ได้
๒. อำนาจโทสะ กำลังโกรธ กำลังจะต่อย ห้ามไม่ได้
๓. อำนาจโมหะ คนดื้อที่สุดคือคนโมหะ ไม่ใช่โทสะ จำไว้เอาดีไม่ได้ ไม่ยอมรับความรับผิดชอบ และไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย
คนบ้าอย่าถือ คนดื้ออย่าสอน ดื้อเป็นพี่ชายของด้าน

สอนคนดื้อแล้วไม่ได้ผล เพราะมันดื้อ มันด้าน หมดโอกาสที่จะสอนได้ ไปสอนให้เสียเวลาเปล่า ๆ
คนจรอย่าคบ คนประจบอย่ารัก
คนทักอย่านิ่ง คนจริงอย่าหน่าย
คนอายอย่าล้อ คนง้ออย่าโกรธ
คนโฉดอย่าเข้าใกล้ คนตายอย่ากลัว


๔. ประสาทกำลังขึ้น ห้ามไม่ได้ ต้องให้ประสาทลดลงก่อน
๕. จิตคิดจะไป ใครอย่าไป พ่อแม่เลี้ยงลูกได้เฉพาะตัวเท่านั้น จิตใจลูกเราเลี้ยงได้ไหม จิตใจลูกจะไปกับใครจะบอกไหม

เพราะฉะนั้นการเจริญกรรมฐานเป็นการมีเบรคในตัว ถ้าหากไม่มีเบรคในตัวแล้วห้ามไม่ได้ ถ้าไม่ฝึกไว้ ไม่มีทางนะเวลาโมโหขึ้นมานี่ มันโกรธจัด ห้ามไม่ได้ขณะนั้น
ถ้าโทสะลดลงไป ใจดีแล้ว จากหายใจสั้น ๆ กลับไปหายใจยาวแล้ว ใจดีมีปัญญา จะพูดอะไรก็พูดกันตอนนั้น ขณะที่มีโทสะอย่าไปพูดกัน ถ้าพูดกันจะไม่รู้เรื่องเลยนะ จะไม่มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน

ตรงนี้ต้องฝึกนะ ต้องฝึกนานด้วย ไม่ใช่วันสองวันหรือเวลาเดียวนะ ต้องฝึกไปตลอดชีวิต คนที่ประสาทขึ้นมานี่ห้ามไม่ได้ และมาเจริญกรรมฐานก็ไม่ได้ด้วย ต้องให้ภาวะสู่ความเป็นปกติให้ดีเสียก่อน แล้วค่อยมาเจริญสมาธิ
ฝึกไม่ได้ ฝึกแล้วเดี๋ยวก็ร้องรำทำเพลง บ้าบอคอแตกไป

เลือดลมไม่ดีอีกอย่างหนึ่ง เลือดจะไปลมจะมา ไม่เคยฝึกไว้ก่อน อย่ามานั่งกรรมฐานนะ เดี๋ยวด่าสามีแหลกไปเลยมันออกมาแบบนี้ชัด
คนที่เหนือวัดเบาเป็นลมเพลมพัด อาตมาเรียกมาทดสอบ ว่าจะทำน้ำมนต์รดนะ ก็เอาน้ำมาทำปากขมุบขมิบเฉย ๆ ไม่ได้ว่าคาถาเลย พอเอาน้ำรด ดิ้นตูม ๆๆ เลย ร้องกลัวแล้ว กลัวแล้ว เอ๊ะ กลัวอะไร น้ำแท้ ๆไม่ได้มีคาถาเลย อาตมาก็เลยกลายเป็นหมอผีไป แท้จริงไม่ได้ว่าคาถาอาคมเลยนะ

คนที่มีสติคือคนที่เจริญกรรมฐาน ผีไม่เข้าไม่สิง คนผีเข้าเจ้าสิง อาตมาไม่เชื่อได้ เพราะเหตุใด ส่วนมากจะเป็นแต่โยมผู้หญิง
ยกตัวอย่างให้เห็นตามวัดเขาชอบสวดภาณยักษ์กัน ผู้หญิงสองคนดิ้นแล้ว สองคนนี่ใจอ่อน ประเภทใจอ่อนทั้งนั้น ผีถึงจะเข้าเจ้าถึงจะสิง ใจเข็มแข็งอดทนฝึกกรรมฐานไว้ ผีไม่เข้าเจ้าไม่สิง ไม่ต้องไปหาอาคมแต่ประการใด

ถ้าคนขยันงานเหลือมือ คนขี้เกียจไม่มีงานทำ คนขี้เกียจเป็นคนประเภทโมหะ พวกไร้ปัญญาขี้เกียจที่สุด ไม่อยากเอางานเอาการแต่ประการใด บ้านรกรุงรังอย่างรังไก่รังกา แต่ไม่มีงานทำ คนประเภทโมหะไม่ควรจะฝากงานให้ บ้านของตัวเองยังสกปรก ที่กินยังไม่สะอาด สวนรกรุงรัง
คนมีธรรมะเป็นคนขยัน คนปฏิบัติธรรมมีแต่ความขยันหมั่นเพียรไม่มีขี้เกียจเลย

คนที่เป็นโรคประสาท จะไม่มีสติควบคุมตัวเอง จึงทำไม่ได้ บางทีนั่งแข็งโด่ไปเลย เดี๋ยวเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ บางคนเป็นโรคลมชัก แล้วหาว่ามานั่งกรรมฐานชัก ไม่มีทางหาย ตายฟรี เป็นโรคกรรม ต้องชักจนกระทั่งตาย พ่อแม่จะช่วยกันสวดมนต์ภาวนา เจริญกรรมฐานบางทีก็หายได้เลยนะ

กรรมฐานนี่แก้ปัญหาได้ดีที่สุด พระพุทธเจ้าไปอยู่ในป่า ๖ ปี ไปหลับตาดู ศึกษาวิชาแก้ทุกข์เท่านั้นเองนะต้องใช้เวลาถึง ๖ ปี พอท่านได้แล้ว ท่านก็ลืมตาดูโลก ท่านไม่เคยไปนั่งหลับตาในป่าอีกเลยนะ
ทุกวัดเจริญกรรมฐานบ้างไหม ทุกบ้านเจริญกรรมฐานบ้างไหม มีน้อยคน ดีแต่ไปบวชชีพราหมณ์ ไปนั่งยัดเยียดกันบนศาลา

มีอยู่คนหนึ่งเป็นชาวมาเลเซีย ปวดขามา ๗ ปีแล้ว ทรมานเหลือเกิน พูดไทยไม่ได้ มานั่งกรรมฐานที่วัดนี้ กำหนดปวดหนออย่างเดียว ปวดจนน้ำตาร่วง ปวด พอเห็นจริงแล้ว เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป วูบเลย เวทนาหายไปเลย จิตก็เป็นกุสลเกิดปัญญา นั่งงอขา พับเพียบได้ทันที เดิมงอขาไม่ได้ นั่งไม่ได้ ต้องเหยียดขาโด่ออกไป ภาวนาก็ผุดขึ้นมาทันที บอกเหตุการณ์ของกฎแห่งกรรม
ไปขว้างขาหมู จับขายให้เขาฆ่าตาย เอามีดไปข้างขามัน ตัวเองต้องไปเข้าขามาจนบัดนี้ ตั้งแต่รุ่นสาว ขณะนี้ ๕๐ กว่าปีแล้ว เลยก็แผ่เมตตาให้หมู

ลูกชายเขามาด้วย เห็นเป็นเรื่องอัศจรรย์ดลบันดาลว่า หายภายใน ๗ วัน ขางอนั่งพับเพียบได้ ลูกชายก็ปฏิญาณตนกับอาตมาว่า จะเลิกเลี้ยงหมู จะสร้างวัดแบบจีน และจะสอนแบบที่วัดนี้ เมื่อก่อนต้นตระกูลเขาเป็นคริสต์ บัดนี้เป็นพุทธเต็มตัวแล้ว

ถ้าเขาไม่สามารถจะรักษาตัวเองได้ ไม่สามารถจะควบคุมจิตได้ อย่าให้เจริญสมาธิ ไม่ได้เด็ดขาด
บางคนไม่รู้เรื่อง นึกว่ามานั่งสมาธิแล้วหาย ต้องดูก่อนมันหายไม่เหมือนกันทุกคน มันมีสร้างกรรมสร้างเวรมามากมาย

เด็กหญิงทัศนีย์ ตัวนิดเดียว มีศรัทธามาก แม่เป็นโรคมะเร็ง จะต้องตายภายใน ๓ เดือน แต่เด็กกตัญญูกตเวที มีศรัทธาอย่างแรงกล้า มานั่งเจริญกรรมฐานเอาจริงเอาจัง ขออุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรของคุณแม่ แม่หายได้อย่างน่าอนุโมทนา

แต่บอกใครไม่มีทาง เพราะไม่มีบุญ บอกคนบาปจะไปได้เรื่องอะไร แล้วแต่บุญวาสนาของท่านเอง ไม่บังคับบัญชา พระพุทธเจ้าไม่เคยบังคับใครนะ
ถ้าโยมทำบุญได้บุญ ยิ่งขายดิบขายดี มีคนมาทวงหนี้ คือกฎแห่งกรรม ต้องมีเรื่องมีเหตุอิจฉา

มานั่งกรรมฐานถ้ามีบุญวาสนา เดี๋ยวก็มีเปรตมาขอส่วนบุญ มีเรื่องเล่ากันที่วัดนี้
แพทย์หญิงบุญเยี่ยม มีพระเดินมาที่หน้ากุฏิ รูปร่างใหญ่โต บอกว่า โยมขอส่วนบุญหน่อย จีวรไม่มีห่ม จีวรขาดรุ่งริ่งหมด พระองค์นี้ชื่อเฟื่อง ท่านบอกว่า ท่านบวชที่นี่ และท่านตายไปแล้วด้วย ตายเป็นเปรต เดี๋ยวนี้พระเป็นเปรตอยู่ที่นี่หลายองค์
แพทย์หญิงบุญเยี่ยมกำลังจะไปเดินจงกรม ไฟสว่างมองเห็นชัด บอกว่า ขอเจริญพรโยม คุณหมอมาเจริญกรรมฐานได้ผลดี อาตมาขอ ไปขอหลายกุฏิแล้วเขาไม่ให้ อาตมาขอลาไปก่อน แล้วก็ค่อย ๆ จาง ๆๆๆ แล้วหายไป

ก็เลยบอกให้ถวายสังฆทานอุทิศส่วนกุศลให้ ซื้อผ้าไตรมาถวายด้วย เหลือ ๒ วัน หมอบุญเยี่ยมจะกลับ ผีเปรตห่มจีวรสวยมาอีกแล้ว มาขอบคุณ อนุโมทนา ยถาให้ หมอบุญเยี่ยมก็รับพร รับพรเสร็จแล้วท่านก็ค่อย ๆ หายไป

เหตุใดจึงเป็นเปรต จะตอบให้โยมฟัง หลวงตาอ้อนปลูกต้นน้อยหน่าไว้เยอะที่วัดนี้ เวลาเย็นหลวงตาเฟื่องก็ไปลักน้อยหน่า เอาไปให้หลานในบ้านทุกวัน อย่าลืมว่า น้อยหน่าหลวงตาอ้อนปลูก แต่ที่ดินเป็นของวัด เป็นของสงฆ์นะ เอาไปไม่ได้ต้องให้สงฆ์อนุญาตก่อน

ถ้าโยมทำบุญถวายสังฆทาน ถ้าไม่เคยนั่งกรรมฐานบุญนั้นจะไม่สัมฤทธิ์ผล มีแต่ทานไม่มีศีล ทานนั้นท่านจะไม่ได้รับผล

ถ้าโยมสมาธิเข้าขั้นแผ่ไปให้ลูกที่สหรัฐอเมริกา เขาจะได้รับหรือไม่ได้รับ เดี๋ยวจะสะท้อนย้อนมาหาจิตเรา อ๋อ ลูกอยู่เย็นเป็นสุข ได้รับบุญกุศลของพ่อแม่แล้ว มันจะบอกอย่างนี้ได้ แต่ฝึกไม่ถึงขั้นมันก็ไม่รู้เรื่อง

เวลาจะเคลียร์พื้นที่ โยมเดินจงกรมก่อน นั่งกรรมฐานมีสติปัญญาดี ให้เสร็จก่อนแล้วค่อยแผ่ไป ไม่ใช่นั่งด้วยแผ่ด้วยใช้ไม่ได้
สมมติว่าหัวหน้าทีมเขาบอกว่า เดิน ๑ ชั่วโมง นั่ง ๑ ชั่วโมง แล้วเวลาออกจากกรรมฐานจิตมันว่าง กำลังมีพลังสูงส่งเลย แผ่เมตตาทันที จะอุทิศให้ใครก็อุทิศไป มันถึงจะมีพลัง

อาตมาเคยพบคนแก่อายุ ๑๐๐ กว่าปี มีคนเอากับข้าวมาให้ ก็สวด อิติปิโส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ ๑ จบ ให้ตัวเองก่อน สวนอีกจบหนึ่งให้คนที่นำมาให้ เสร็จแล้วให้ถ้วยคืนไป อาตมาจับเคล็ดลับได้ จะให้ใครต้องเอาทุนไว้ก่อน ถึงได้เรียกว่า สวดพุทธคุณเท่าอายุเกินหนึ่งไงเล่า

การแผ่เมตตาสรุปผลงานที่ขอนแก่น ลูกติดตาเสพติดพ่อแม่สวดมนต์ไม่เป็น ลูกไม่เคยเข้าวัด ค้าเฮโรอีนด้วย ตำรวจบอกว่า ลูกคุณพี่ถ้ายังค้าอยู่ จะเก็บเลยนะ ลูกก็หนีไปอยู่กรุงเทพฯ พ่อแม่ก็เสียใจ ไปเข้าศูนย์เวฬุวันที่ขอนแก่น ไปสวดมนต์ไหว้พระตามแบบเขาไปก่อน พออ่านได้คล่องปาก คล่องใจแล้วจึงมีสมาธิ จิตใจดี แล้วนึกถึงลูก ให้ลูกอยู่เย็นเป็นสุข
ลูกก็เลยหันเหเร่เข้าไปพบหนังสือธรรมะ เอามาอ่านเลิกได้เลย เลยกลับมาบ้าน เดี๋ยวนี้ช่วยพ่อแม่ค้าขายอย่างดีแล้ว พ่อแม่ก็เข้าวัดไป สวดมนต์ไม่เป็นก็ต้องสวดเป็น

การแผ่เมตตาจะต้องมีสมาธิก่อน มีพลังส่ง มีเมตตาในตัวเองก่อน แล้วค่อยแผ่อุทิศให้เขาจะได้ผล ถ้าโยมปราศจากเมตตาอย่าอุทิศ ไม่มีได้ผล ไม่ได้ผลจริง ๆ อาตมาทำมาแล้ว แผ่ได้ผลต้องมีเมตตาครบอย่างต่ำ ๘๐% ไม่อย่างนั้น แผ่ไม่ออกหรอก

กรรมฐานอุทิศส่วนกุศลช่วยแม่ผูกคอตายขึ้นมาจากนรกได้

เขามานั่งกรรมฐานที่วัดนี้ ๒ ครั้ง ๆ ละ ๗ วัน แม่ตัวจริงมาเข้าฝัน แต่งนุ่งขาวด้วย มาตอนตี ๓ ตี ๔ มากอดลูกบอกว่า ลูกเอ๋ย แม่ได้ขึ้นจากนรกแล้ว นี่แม่ตัวจริงของเจ้า เจ้ารู้ไหมว่าแม่ผูกคอตายที่เตียงที่เจ้านอน ได้ลูกมานั่งเจริญกรรมฐานทำให้แม่ขึ้นมาจากนรกได้ บอกว่าแม่จะเล่าความจริงให้ฟัง พ่อเจ้าไปมีเมียใหม่ กลับมาบ้าน น้าเจ้าเอาปืนขับยิงพ่อเจ้า พ่อเจ้าจึงเข้าบ้านไม่ได้ น้าเจ้าดุเป็นผู้ครองสมบัตินี้ ชื่อของน้าเจ้าทั้งนั้น พ่อเจ้าจึงไม่มาเลย ไปมีภรรยาใหม่

แม่ลำบากเหลือเกินลูกเอ๋ย เขาก็ทำโทษ ให้ขุดดินขุดทราย กินอาหารก็ไปกินที่กองขยะ ทรมานอย่างที่สุดลูกเอ๋ย พอเจ้ามาเจริญกรรมฐาน แม่ขึ้นจากนรกแล้ว บัดนี้แม่มาบอกขอบคุณขอบใจเจ้า

ตาเล่งฮ้วยผูกคอตาย พระสมภารชื่อหลวงตามด วัดกลางพรหมนคร ผูกคอตายเช่นเดียวกัน เดี๋ยวนี้ยังไม่ไปเกิด ยังอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครเจริญกรรมฐานให้ บรรดาญาติก็ไม่มีแล้ว

และก็ขอให้ลูกไปใช้หนี้ให้แม่หน่อยได้ไหม ก่อนตายแม่ไปขอยืมเพื่อนที่โรงเรียนสวนกุหลาบ ๔๘๐ บาท เจ้าเอาไปใช้แทนแม่หน่อยนะ

โยมจำไว้อย่างหนึ่ง เวลาตายรูปร่างอย่างไร เวลามาเข้าฝันก็รูปร่างเหมือนเดิม ไม่มีแก่ เป็นรูปร่างของเปรตวิสัย

เขาก็ลางาน ๑ วัน ไปสืบหาเพื่อนแม่ จนพบและเล่าเรื่องที่แม่ให้นำเงินมาใช้ เขาบอกว่า หนูไม่ต้องใช้ แม่เจ้าตาย ได้รับพระราชทานเพลิงศพที่วัดโสมนัส แม่ให้อโหสิกรรมแล้ว บอกดวงวิญญาณของแม่เจ้า ไม่เอาโทษ ยกโทษให้เลย

ถ้าไปอยู่บนสวรรค์ เราทำบุญสังฆทานไป เขาก็รับอนุโมทนา แต่เขารับอาหารนี้ไม่ได้ เขากินอาหารทิพย์ ถ้าไปตกนรกโลกันต์ ขุมนรกที่ลึกมาก เราก็อุทิศให้ไม่ถึง ต้องเจริญกรรมฐานถึงจะได้ถึงนะ

เป็นโรคประสาทเจริญกรรมฐานไม่ได้นะ สติไม่พอ ต้องไปรักษาก่อน ให้ภาวะสู่ความเป็นปกติก่อนถึงจะได้ผล

การแผ่ส่วนกุศลไม่มีอะไรดีเท่ากรรมฐาน คนตายไปแล้วเราก็อุทิศได้ ไปนรกสวรรค์เดี๋ยวมันจะบอก


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 6 ธันวาคม 2552 เวลา:20:04:16 น.  

 
-สัจจะ

สัจจะตัวเดียวนี้ มีอภินิหารทั้งทาน ศีล ภาวนา ข้าพเจ้าจะเดินจงกรม ข้าพเจ้าจะนั่งภาวนา ๑ ชั่วโมง ไม่ถึง ๑ ชั่วโมงข้าพเจ้าจะไม่เลิก ถึงจะมีสัจจะ
คนชาวพุทธส่วนมากทำอะไรไม่ได้ผลเพราะเสียสัจจะ มีสัจจะไม่โกหกตัวเอง แล้วไม่หลอกตัวเอง ไม่ต้องจำต้องกล่าวว่าจะไปหลอกคนอื่นเขา ที่เราไปหลอกคนอื่นนี่เท่ากับว่าเราหลอกตัวเองอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไม่มีสัจจะ มรรคไม่เกิด ไม่เกิดแน่ จะนั่งวิปัสสนา มรรคไม่เกิดแน่

อาตมาเคยเดินธุดงค์กับหลวงพ่อดำในป่า ท่านจึงบอกว่า “จำไว้ถ้ามีสัจจะเป็นคนจริง ถ้าไม่มีสัจจะจะใช้อะไรได้เลย ทุกอย่างเสียหมดแล้ว ไม่ต้องอธิษฐานอะไรไม่ขึ้นจริง ๆ” ท่านว่าอย่างนี้
ท่านไม่ได้ชื่อดำหรอกนะ ไม่ทราบว่าท่านชื่ออะไร แต่อาตมาเรียกท่านอย่างนั้นเอง ไม่ทราบว่าอายุกี่ร้อยปี แล้วยังอยู่ด้วยนะ มีสัจจะก็จะเห็นนะ ไม่มีสัจจะก็จะไปไม่ถึง องค์นี้ แต่โยมขาดสัจจะก็มีมัก ๒ มักเกิดเลย โยมรู้ไหมว่า มัก ๒ มัก คืออะไร คือมักง่าย กับมักได้

สังเกตดู คนไหนทำอะไรง่าย ๆ ส่งเดชไป ก็มักจะมักได้เสียด้วย เอาแต่ได้แต่ไม่ยอมเสีย

แต่พอหันมุมกลับ คนไหนเสียสละได้ เสียสละเพื่อได้ ได้อะไร ได้บุญ ได้คุณประโยชน์

นั่งถึงหนึ่งชั่วโมงไหม ฉันก็ตั้งสัจจะทุก ๑ ชั่วโมง เวลาจะเลิกไม่ถึงทุกที นี่ไม่มีสัจจะ จะตายก็ให้มันตายซิ เลือดเนื้อจะเหือดแห้งไป ข้าพเจ้าขอยอมตาย เอาปณิธานของพระพุทธเจ้ามาใช้สิ
เรื่องนิพพานนี่ อาตมาไม่ถึง ถึงแล้วจะบอกให้ ตอนนี้ไปไม่ถึง ยังเป็นพระอรเหอยู่นี่ เหไปช่วยเหลือเขาทางนั้น เหไปช่วยเหลือเขาทางนี้

พระประเภทนี้อยู่ในป่าจริง ๆ พูดจาคมคาย สั้น ๆ นี่อย่าลืม เช่นหลวงพ่อดำ อาตมาตั้งชื่อท่านเอาเอง ที่เขาลงหนังสืออาจจะไม่ใช่องค์นั้น หรืออาจใช่ก็ได้ แต่ทำไมมีอายุยาวนานนัก มันเรื่องแปลก บางครั้งก็เจอที่กรุงเทพฯ บางครั้งก็เจอที่ภาคเหนือ บางที่เจอที่พม่า พระประเภทนี้บางทีนึกเข้า จิตถึงก็เจอ

คนมีอำนาจโมหะ ไม่อยากมองหน้าใคร ไม่อยากฟังของใครด้วย ไม่อยากเอาความคิดเห็นของคนอื่นเขา นี่โมหะชัดมาก หายใจยาว ๆ อย่าไปนั่งคุยกับใคร อย่าให้อารมณ์ออกไปข้างนอก อารมณ์คนเดียว หายใจยาว ๆ เถอะ เดี๋ยวรู้เลยลูกกุญแจอยู่ไหน บางทีเราเปลี่ยนที่ มันใจร้อนใจรนทุกประการ แล้วก็ทำให้หาของไม่เจอ ขอให้ไปนั่งเฉย ๆ ในห้องภาวนา เพราะฉะนั้นตามที่ราชการนี่ ห้องอธิบดี ห้องรัฐมนตรี เขาจึงให้อยู่คนเดียว

จับลมหายใจนี่ ดังนั้นความลับไม่มีในโลก โกหกไม่ได้
ถ้าลมหายใจเราละเอียด สมาธิเราละเอียด หน้ามันก็จะบอกอีก การเดินก็บอกด้วย นี่มีประโยชน์มาก ทำสมาธิกันนี่ไม่ต้องไปนิพพานกันหรอก นิพพานนี่ตายนอกบ่วงไม่ห่วงใคร ดับสนิทไม่ติดเชื้อขึ้นมา



-วิธีเดินกำหนด

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นประจำ ทำให้จิตนั้นอยู่คงที่คงวาคงศอก คิดไม่พลาดคิดไม่ผิด ทำอะไรก็ถูกต้อง ทำอะไรก็ไม่หมองใจ จิตใจก็ไม่เศร้า จิตใจก็ไม่มีความคิดที่ผิดพลาด

ขณะที่เดินนั้นมันเกิดเวทนา ปวดต้นคอมาก หรือปวดเอวปวดขามาก ให้หยุดทันที ยืนอยู่ที่หยุด หยุดอยู่กับที่ อย่าเดินต่อ เลิกกำหนดอื่นทั้งหมด สำรวมจิตให้สติมาปักที่เวทนานั้นแล้วก็กำหนดว่า ปวดหนอ ปวดหนอ ปวดหนอ อย่าส่งจิตไปอื่น ให้รู้ความรู้สึกนึกคิดของเวทนา

จิตฟุ้งซ่านก็กำหนด ฟุ้งซ่านหนอ เวลากำหนดจิตฟุ้งซ่าน เอาจิตปักไว้ที่ไหน เอาไว้ที่ลิ้นปี่ หายใจให้ยาว ๆ จากจมูกถึงสะดือ หายใจยาว ๆ แล้วเอาจิตปักไว้ที่ลิ้นปี่ให้ลึก เอาสติตามดูว่า ฟุ้งซ่านหนอ ฟุ้งซ่านหนอ หายใจยาว ๆ เดี๋ยวจิตจะมีความรู้สึก



-ธรรมวิสาขบูชา


เตรียมตัวก่อนตาย เจริญพระกรรมฐานให้มาก สร้างผลงานให้มาก ท่านเป็นข้าราชการระวังนะ ปลดเกษียณจะว้าเหว่ หาที่พึ่งไม่ได้ อาตมาพูดซ้ำมาเสมอ ถ้าแก่ไปแล้วลูกไม่มาหา หลานไม่มาสู่ มันก็ว้าเหว่ เตรียมตัวก่อนตายนะ

อายุ ๔๕ ไปแล้วต้องยกบั้นท้ายขึ้นก่อน เพราะมันหนัก อายุ ๕๐ ปี ๕๕ ปี เลือดจะไปลมจะมา หงุดหงิดจะเกิดแก่ท่านเอง อายุ ๖๐ แล้ว หูก็จะตึง ฟังอะไรไม่ชัดเจนเหมือนหนุ่มสาวแต่ประการใด
หนุ่มสาวทั้งหลาย เมื่อเร็ว ๆ นี้ รถทับตายกันหมด ยังเด็ก ๆ ทั้งนั้น
ป้องกันภัยคือความชั่ว อย่าเอามาเข้า

เราจะทำการค้า เราจะทำธุรกิจ อย่าจับมั่น คั้นให้มันตายนะ นี่มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วท่านจะฉลาดในการทำงาน
ต้องรู้จักปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง เราซื้อของสินค้ามาขายดิบขายดี และต้องรู้เหตุการณ์ว่าปีหน้าขายไม่ได้ ต้องเปลี่ยนสินค้าเลย นี่อนิจจังใช่ไหม มันเที่ยงแท้แน่นอนที่ไหนเล่า มันไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง จึงเป็นทุกข์

ถ้าเรายิ่งค้าขายซื้อซ้ำ ๆ ไป ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง ไม่รู้จักปรับปรุง ไม่รู้จักแก้ไข ไม่รู้อนิจจังจริง รับรองจะมีทุกขัง จะมีแต่ความทุกข์ ไม่มีความสนุกในการค้าขายแต่ประการใด
ค้าขายอะไรอย่าให้จำเจจนเคยชิน


จะเป็นนักธุรกิจค้าขายที่ดิน ขายดิบขายดี ซื้อเข้าไปซื้อไว้ ระวังขายไม่ได้ ขายไม่ได้เป็นทุกขัง
โยมนั่งเจริญกรรมฐานจะรู้ความเปลี่ยนแปลงของโลก รัฐบาลชุดนี้เขาบอกว่าราชาที่ดิน ซื้อไว้ ซื้อไว้ สร้างอุตสาหกรรม ไม่ดูเหนือดูใต้ ไม่ได้นั่งกรรมฐานเลย ปีหน้าต่อไปเลยเสื่อมไม่มีคนซื้อ และขายก็ไม่ได้ต่อไป โยมจะมีทุกข์ไหม


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 6 ธันวาคม 2552 เวลา:20:06:30 น.  

 
เล่ม ๑0


-เมื่ออาตมาอยู่เรียนวิชากับหลวงพ่อเดิม

หลังจากเสร็จสิ้นการรับกฐินแล้ว อาตมามีความตั้งใจมุ่งมั่นที่จะลาสิกขากลับไปใช้ชีวิตเป็นเพศฆราวาส จากนั้นอาตมาก็กราบลาท่านมาที่กุฏิ เมื่อเข้าไปข้างในกุฏิ อาตมาก็เกิดง่วงเหงาหาวนอนขึ้นมาเฉย ๆ มันคล้าย ๆ ครึ่งหลับครึ่งตื่น ลืม ๆ หลง ๆ ไปหมด นอนอยู่ตรงนั้นเอง พลันหูก็ได้ยินเสียงประหลาดแว่วมาที่หูเหมือนมาพูดที่ริมหูว่า “สึกไปหาอะไรกันเล่า นะโมยังไม่ได้เลย นะโมได้แล้วสึกก็ไม่น่าเสียดาย เจ้าของเสียงคือใครอยู่ที่ไหน มาทราบทีหลังว่า เสียงนั้น คือเสียงของหลวงพ่อดำ พระอาจารย์ในป่าผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ต่าง ๆ ให้กับท่านในเวลาต่อมา
ทำให้อาตมานึกถึงคำโบราณที่ว่า ถ้าจิตใจไม่ดีแล้วอย่าสึก ถ้าสึกออกไปแล้วจะเป็นคนสุก ๆ ดิบ ๆ เอาดีไม่ได้แล้วจะเป็นคนบ้าบอคอแตกไป อาตมาจึงเลื่อนการสึกออกไป

จากนั้นตั้งใจจะท่องเที่ยวป่าไปเรื่อย ๆ สักพักก่อนแล้วค่อยกลับมาสึกภายหลัง ก็เดินทางมาลพบุรี แต่พอรถไฟแล่นมาถึงบ้านหมี่ก็เกิดเครื่องเสียกะทันหัน ได้ยินคนในตู้นั้นเขาคุยกันว่า “แหม! รถไฟมาเสีย เสียเวลาจังเลย จะไปนมัสการหลวงพ่อเดิมสักหน่อยไม่น่ามีอุปสรรคเลย” เมื่ออาตมาได้ยินคำว่าหลวงพ่อเดิม ก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที “ถ้าท่านต้องการไปนมัสการก็ลงรถที่นั่นพร้อมกับพวกเราก็ได้”เหมือนกับปาฏิหาริย์ พออาตมารับปากโยม รถไฟก็ติดเครื่องเปิดหวูดออกเดินทางต่อไปได้

ใจจริงตั้งใจจะไปให้ท่านสึก และก็จะขอคาถาให้ผู้หญิงรักซักบทหนึ่ง นิสัยไม่ดี
พอตกกลางคืน อาตมาก็อดใจไม่ได้ พอนวดให้ท่านก็ถามท่านตรง ๆ เลยว่า “หลวงพ่อครับ อ้ายเพี้ยงดี เพี้ยงดีของหลวงพ่อมันดีจริงหรือครับ” ท่านก็ตอบอาตมาว่า “ดีอย่างไรฉันบอกเธอเดี๋ยวนี้ไม่ได้ ต้องอยู่กับฉันต่อไปจึงจะรู้ดี”

คิดว่าไหน ๆ ก็จะสึกแล้ว ควรอยู่เรียน และขอคาถามหานิยมสีผึ้งก่อนดีกว่า จะได้จีบผู้หญิงได้ง่าย ๆ มีเมียสวย ๆ อาตมจึงกราบเรียนท่านว่าอยากได้คาถามหานิยมอย่างเด็ดขาดสักบท ที่สีปากด้วยสีผึ้งแล้วผู้หญิงเดินตามต้อย ๆ
หลวงพ่อเดิมท่านก็หัวเราะ และสั่งให้อาตมาไปหากระดาษดินสอมาให้ท่าน แล้วท่านก็จดคาถาให้ จดเสร็จท่านก็บอกให้เอาไปท่อง ท่านให้คาถามามากมาย จนไม่ต้องไปขอคาถาท่านเพิ่มอีก ก็มัวแต่ท่องคาถาจนลืมเรื่องสึกไปเลย นี่เป็นกุศโลบายของหลวงพ่อเดิมท่าน ท่านดัดหลังแก้ลำอาตมาเอาเสียจนเซ่อไปเลยทีเดียว

จนกระทั่งวันหนึ่งเห็นหลวงพ่อเดิมท่านกำลังเป่าหัวศิษย์ว่า “เพี้ยงดี เพี้ยงดี” ไม่เห็นท่านท่องคาถาสักบท อาตมาก็คิดว่า เอาละเป็นไงเป็นกัน ให้เราท่องคาถาเสียยืดยาว แต่พอถึงคราวท่านเองกลับไม่ท่อง ใช้ปากเป่าเพี้ยง ๆ เท่านั้นเอง ก็เลยต้องถามท่านว่า “หลวงพ่อให้คาถากระผมไปท่องมากมาย ผมก็ท่องกะว่าจะดีให้ได้ แต่พอเห็นหลวงพ่อเป่า เพี้ยงดี เพี้ยงดีให้กับคนอื่น ไม่เห็นหลวงพ่อท่องคาถาอะไรเลย แค่จับหัวแล้วก็เป่าเพี้ยงดี เพี้ยงดี อย่างนี้ผมไม่ท่องเสียเวลาเปล่าหรือครับ”

หลวงพ่อเดิมท่านก็มีเมตตา สั่งสอนให้อาตมาหูตาสว่างกันตอนนั้นเอง ท่านบอกว่า “คาถาน่ะไม่ขลังหรอก เขาเอาไว้ท่อง เอาไว้เป็นองค์ภาวนาเพื่อให้จิตเป็นหนึ่งเดียว จิตเป็นสมาธิต่างหาก เหมือนเราจะเดินข้ามแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวเปรียบเหมือนกำลังจิตที่ไม่เป็นระเบียบ ใช้คาถานั่นแหละเป็นองค์ภาวนาต่างสะพานข้ามฟากไป แต่พอจิตข้ามฟากไปถึงจุดมุ่งหมายปลายทาง คือ เป็นหนึ่งเดียว เป็นพลังอันมหาศาลแล้ว ก็รื้อสะพานคือคาถาที่ภาวนาทิ้งไปได้เลย จิตที่เป็นหนึ่งเป็นพลังมหาศาลแล้ว เขาเรียกว่า จิตตานุภาพ ฉันจึงไม่ต้องท่องคาถา แต่ใช้เจริญจิตให้เป็นหนึ่ง แล้วเป่าลมปราณ อธิษฐานให้เขาสมหวังว่า เพี้ยงดี ๆ เข้าใจหรือยังล่ะ ไปท่องต่อไป ท่องให้จิตมันข้ามฟากให้ได้”

จากนั้นท่านอธิบายต่อว่า “ตอนแรกก็ยกระดับจิตขั้นประถมก่อน แล้วภาวนาขึ้นถึงมัธยม แล้วก็เจริญให้เป็นเอกัคคตารมณ์เป็นการเจริญภาวนา เจริญจิตให้เป็นเอกัคคตา เมื่อจิตบริสุทธิ์ปราศจากกิเลสทั้งหยาบและละเอียดแล้ว จะต้องการอะไรก็ได้ทุกประการ คิดเงินได้เงิน คิดทองได้ทอง แต่หลวงพ่อคิดแต่เมตตาให้เขา ขอให้เขาพ้นเคราะห์ ขอให้เขารวย ขอให้เขาดี ขอให้เขามีปัญญา แล้วก็เป่าเขาไป ดังนั้นคุณจงทองต่อไปเถอะ ทำจิตให้เป็นเอกัคคตาให้ได้แล้วก็จะรู้เองว่า เพี้ยงดีของหลวงพ่อเป็นอย่างไร”

ยิ่งคุยกับท่านยิ่งสนุกลืมเรื่องสึกไปเสียสนิท หลวงพ่อท่านก็ดูเหมือนรู้ว่าอาตมาซึ่งเปรียบเสมือนม้าที่พยศกำลังค่อย ๆ เชื่องลงแล้ว ในวันหนึ่งหลวงพ่อเดิมท่านก็เป็นฝ่ายพูดให้อาตมาได้สำนึกขึ้นว่า “นี่คุณมาอยู่กับฉันก็นานแล้ว เรียนกรรมฐานไหมล่ะจะสอนให้ อย่าไปสึกเลย คุณนะอยู่ในผ้าเหลืองแล้วจะเจริญก้าวหน้ากว่าเป็นฆราวาส”

แต่อาตมานั้นเป็นผู้เกลียดพระมาเป็นทุนเดิม ก็เลยบอกกับหลวงพ่อว่า “ยังไงเสียผมก็ต้องสึกแน่ ๆ เพราะผมไม่เคยชอบครองเพศสมณะเลยจริง ๆ ผมไม่ค่อยจะอยากอยู่เป็นพระ ผมจะต้องสึก”
หลวงพ่อท่านก็กล่าวเป็นสุภาษิตสอนใจ ที่อาตมาจำได้ทุกวันนี้ว่า “ยิ่งเกลียดก็ยิ่งเข้าใกล้ ยิ่งรักก็ยิ่งห่างไกล จำไว้ให้ดีนะคุณ ยิ่งเกลียดเขาเรายิ่งต้องแผ่เมตตาให้ แล้วความเกลียดมันจะหายไป ความรักมันจะเกิดขึ้นตรงนี้”

ก็มาเปรียบเทียบดูว่า อาตมาแต่ก่อนเกลียดจริงเชียวพวกผู้หญิงน่ะ ไม่อยากให้เข้าวัด แต่เอาซิ เดี๋ยวนี้คนที่มาช่วยทำงานทำการทำครัว ช่วยดูแลญาติโยม ส่วนมากเป็นผู้หญิง เขาถึงว่าเกลียดอย่างไหน ยิ่งใกล้อย่างนั้น

อาตมาขอเล่าเรื่องแปลก ๆ ให้ฟังเรื่องหนึ่ง คนที่มาหาหลวงพ่อเดิมไม่ได้มารับแหวน รับมีด รับเหรียญ รับรูปหล่ออย่างเดียว แต่มาขอรอยเท้าหลวงพ่อ อาตมานี่แหละเป็นคนเอาครามมาทาเท้าหลวงพ่อ แล้วเอาหมอนรอง เอาผ้าขาวปูแล้วหลวงพ่อก็เหยียบรอยเท้าลงไป แล้วก็เป่าเพี้ยงดี เอาให้คนที่ต้องการเอาไป ดูเอาซิความดีของหลวงพ่อเดิมนะ แม้แต่รอยเท้าเขาก็เอาไปบูชากัน นี่แหละอำนาจแห่งทาน ศีล และภาวนาของท่าน อาตมายังจำภาพเก่า ๆ ได้ดีไม่มีวันลืม เพราะท่านก็เลยไม่สึกออกไปมีลูกมีเมีย ท่านช่างรู้เข้าไปจนถึงใจอาตมาลึกมาที่สุด

เรื่องรอยเท้านี้ ท่านได้อธิบายให้อาตมาฟังว่า “รอยเท้าของฉันเหยียบไว้เป็นที่ระลึกว่า ฉันคือหลวงพ่อเดิมที่ในหลวงพระราชทานสมณศักดิ์ให้เป็น พระครูนิวาสธรรมขันธ์ หมายถึงว่าเป็นที่ตั้งแห่งความดี ฉันไม่เบียดเบียน ฉันสร้างความเจริญในถิ่นกันดาร ฉันทำดีเพื่อให้พระศาสนารุ่งเรือง เมื่อได้รอยเท้าของฉันไปแล้ว ก็จงระลึกว่า หลวงพ่อเดิมท่านทำดี เราควรทำความดีเจริญรอยตามรอยเท้าของท่านไปเป็นคนดี คิดดี ทำดี อยู่แต่ในศีลธรรมอันดีงาม นั้นแหละรอยเท้าของฉันจึงจะขลัง ไม่ใช่เอาไปโพกหัวแล้วยิงไม่ออก แต่ไม่เคยมีใครถามฉันสักราย เห็นแต่เอารอยเท้าไปติดตัวแล้วหายเงียบไป”

มีหลายรายเอารอยเท้าฉันไปแล้ว เอาไปประกอบกรรมชั่ว ไปปล้นไปจี้เขา ไปลักวัวลักควายเขา ต้องถูกยิงตามคาที่ ตายโหง ถึงมีรอยเท้าฉันอยู่กับตัวก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะเขาไม่เดินตามรอยเท้าฉันไปในทางที่ดี แต่กลับแหกคอกไปในทางชั่วแล้วจะมาหวังพึ่งอะไรได้เล่า”
“อย่าไปไหนไกลฉันเลย ฉันจะบอกเธอเป็นคนแรกว่า ไม่เกินสามเดือน ฉันจะมรณภาพจากเธอไปแล้ว จงอย่าห่างฉัน ช่วงนี้แหละสำคัญที่สุดเธอจำไว้”

อาตมาก็รบเร้าเรื่องคาถามหาเมตตาจากหลวงพ่อ ซึ่งเป็นคาถาที่ศิษย์หลวงพ่อเดิมใช้กันทุกคน คาถามีดังนี้
นะ เมตตา
โม กรุณา
พุธ ปรานี
ธา ยินดี
ยะ เอ็นดู
มะ คือตัวกู
อะ คือคนทั้งหลาย
อุ เมตตาแก่กูสวาหะ
นะ โม พุทธายะ

อาตมาท่องจนขึ้นใจ แต่ก็ไม่รู้ว่าคาถานั้นแท้ที่จริงอยู่ในพระกรรมฐานนั่นเอง เพราะพระกรรมฐานสอนให้แผ่เมตตา ต้องมีเมตตาต้องมีปรานีกัน ต้องเห็นคนอื่นเขาเหมือนกับเราจึงจะมีเมตตา ถ้าไม่มีเมตตาปรานีแล้ว ท่องคาถาไปก็เปล่า ๆ ทั้งเพ

จากนั้นท่านกล่าวต่อไปว่า “ฉันต้องการมอบวิชาการอย่างหนึ่งให้เธอไว้เป็นคนแรกและคนสุดท้าย ฉันเห็นว่าเธอนั้นเหมาะที่สุดแล้ว”
อาตมาได้ยินก็ดีใจ เพราะคิดว่าจะเป็นคาถาเรียกพระเข้าตัวแน่ แต่ก็ผิดคาด หลวงพ่อเดิมท่านกล่าวว่า “วิชาที่หลวงพ่อจะมอบให้เธอคือ วิชาคชศาสตร์ การต่อช้างป่า การกำราบช้างตกน้ำมัน ฉันเรียนมาจากปู่ย่าตาทวดฉัน”
อาตมาเมื่อได้ยินดังนั้นก็เลยตอบท่านไปตรง ๆ ว่า “ไม่เอาละครับหลวงพ่อ ผมไม่เคยอยากได้เลยครับ ผมอยากได้คาถาเมตตามหานิยมให้ผู้หญิงรัก หรือคาถาเรียกพระเข้าตัวก็ได้ครับ” เท่านั้นเองท่านลุกขึ้นจากท่านอน มาเป็นท่านั่งตัวตรง พร้อมทั้งยกมือของท่านชี้หน้าอาตมา และกล่าวด้วยเสียงอันมีอำนาจสะท้านเข้าไปถึงหัวอกว่า
“นี่แน่ะเธอ ฉันจะบอกให้ เธอยังเป็นเด็กเป็นผู้อ่อนอาวุโส ผู้ใหญ่เขาให้อะไรก็รับไว้ซิ ไปปฏิเสธทำไมกัน อย่าหยิ่งจองหองไม่เข้าเรื่อง”

“เธอฟังหลวงพ่อให้ดีนะ หลวงพ่อจะว่าให้ฟัง ผู้ใหญ่น่ะเขาเห็นการณ์ไกลกว่าเด็กมาก ไม่ใช่เขาพูดอะไรส่งเดชก็หาไม่ ที่หลวงพ่อมอบวิชาคชศาสตร์ให้นี้ ก็เพื่อตอบแทนที่เธอมาช่วยปฏิบัติฉันมาเป็นเวลานาน ฉันไม่เคยให้ใครเลย คนหนองโพหรือคนที่อื่นฉันไม่เคยสอนให้ใครมาก่อนเลย ต้องการให้เธอสืบวิชาไว้ไม่ให้ตายตามหลวงพ่อไป เข้าใจหรือยังล่ะ”

ไม่ว่าท่านจะให้อะไรก็น้อมรับไว้หมด ทำให้กลายเป็นคนอ่อนโยนว่านอนสอนง่าย เป็นคนมีความนุ่มนวล และเข้าถึงกับคนได้ดีจนทุกวันนี้
หลวงพ่อเดิมท่านสอนต่อว่า “การที่จะทำให้ช้างละพยศหายตกมันได้นั้น ไม่ยากแล้ว ให้กำหนดเห็นเทวดารักษาช้างแล้วก็แผ่เมตตาให้เทวดา เทวดารับแล้วก็จะบังคับช้างให้เชื่องแล้วไม่ตกมันต่อไป พระที่ท่านมีกสิณท่านจึงแผ่เมตตาให้เทวดา ไม่ใช่แผ่ให้ช้าง แผ่ให้ช้างละก็แบบเป็นกล้วยปิ้งหมด”

เหมือนท่านจะมีญาณพิเศษหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ว่าเมื่อท่านมรณภาพแล้ว อาตมาจะได้เข้าไปในป่า เรียนวิชากับหลวงพ่ออีกองค์หนึ่ง แล้วจะต้องออกเดินธุดงค์เดี่ยว หาความชำนาญ จนไปพบช้างป่าตัวเบ้อเริ่มจะกระทืบอาตมาให้แบนติดเท้า อาตมาจึงเข้าที่ ทำกรรมฐาน และเจริญกสิณจนแน่วแน่แล้วแผ่เมตตาให้เทวดาประจำตัวช้าง ช้างที่กำลังวิ่งแปร๋นเข้ามามีอันเป็นหน้าหงาย แหงนสะบัดหูชูงา สะบัดงวงไปมา เข้ามาทำร้ายอาตมาไม่ได้ เทวดารั้งเอาไว้จนอยู่ บอกว่าอย่าไปทำร้ายพระสงฆ์ ท่านไม่ใช่ผู้เบียดเบียน เจ้ามาเกิดเป็นเดรัจฉานก็นับว่ามีกรรมแล้ว ถ้าไปแทงท่านตายก็เป็นกรรมหนักเข้าไปอีก ไม่ต้องมีโอกาสได้เป็นคนกัน
หลังจากนั้นอาตมาได้มองเห็นภาพหลวงพ่อเดิมทุกอิริยาบถ อาตมายกมือขึ้นจบที่หน้าผากระลึกถึงพระคุณหลวงพ่อเดิม

ยังได้นำวิชาคชศาสตร์นี้ไปใช้ประโยชนได้อีก ก็เรื่องแม่ชีอายุ ๖๐ เคยเกิดเป็นช้างมาก่อน ระลึกชาติได้
พรานทองดีมีช้างตัวเมียอยู่ตัวหนึ่ง เป็นลูกช้างเก็บจากป่ามาตั้งแต่เล็ก ๆ พรานเลี้ยงไว้ เจ้าช้างนี้ก็ประหลาดชอบตามพรานทองดีไปวัด ไปฟังเทศน์ฟังธรรม ไปหมอบฟังเทศน์จนโตก็ยังทำอย่างนั้นเป็นประจำ พรานทองดีแกก็รักของแกมาก เลี้ยงดูไม่ให้อดอยาก แต่พรานทองดีแกบุญน้อยแกตายเสีย ช้างก็ตกเป็นของลูกหลานเห็นว่าอยู่ไปก็ไร้ประโยชน์ ต้องหาหญ้าหาของให้กินก็เลยขายต่อไป

แม่ช้างน้ำตาไหลร้องไห้ไม่อยากจากบ้านพรานทองดีซึ่งเหมือนกับพ่อของมันไป เดินไปร้องไห้ไปในที่สุดไปตรอมใจ พอไปถึงเมืองศรีเทพ (เพชรบูรณ์) ก็ล้มลงขาดใจตายอยู่ตรงนั้นเอง เพราะมันเสียใจ

พอตายแล้วก็ได้กลับมาเกิดเป็นผู้หญิงอยู่ข้างบ้านพรานทองดีที่ภูพาน อายุได้ ๑๒ ปีก็ร่ำลาพ่อแม่ไปบวชชี แล้วระลึกชาติได้ อายุ ๖๐ มาที่วัด ถามแม่ชีเป็นข้อ ๆ อาตมาก็ยอมรับว่าจริง เพราะถ้าคนไม่เคยเป็นช้าง และไม่เคยรู้เรื่องวิชาคชศาสตร์ที่อาตมาได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว จะไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร แต่แม่ชีตอบได้ฉะฉาน และขาวสะอาดเป็นอันว่าระลึกชาติได้จริง

หลวงพ่อเดิมท่านก็สอนอาตมาว่า “เมื่อจะหาทิศทางนั้น ถ้ามองไม่เห็นทิศให้ดูดาวเหนือ ถ้าดูดาวเหนือไม่เป็นก็ต้องใช้อย่างอื่นแทน ดูดาวไม่เป็นก็ต้องดูต้นไม้ เธอต้องรู้จักต้นไม่ว่า ต้นไม้แบบนี้ขึ้นอยู่ในทิศเหนือ หรือมีกิ่งก้านเอนไปทางทิศเหนือ หรือต้นไม้อย่างนี้ชอบขึ้นหรือเอนไปทางทิศใต้เป็นต้น และถ้าหากไม่มีต้นไม้ ก็ให้ใช้วิชากสิณที่เธอเรียน ให้เธอนอนคว่ำลงไปกางแขนทั้งสองข้างออก เจริญสมาธิจนแน่วแน่ อธิษฐานจิตจะเกิดพลังความร้อนแผ่กระจายจากทรวงอกไปยงแขนข้างใดข้างหนึ่ง ข้างไหนร้อนนั่นแหละแขนชี้ไปทิศเหนือ”

วิชาที่อาตมาได้รับการถ่ายทอดอีกอย่างหนึ่งก็คือ วิชาการกำหนดรู้สภาวะของผู้คน ยกตัวอย่างเช่น
บางบ้านผ่านไปต้นไม้ก็กรอบแดงไม่น่าดูเสียเลย แต่ได้กำหนดจิตเข้าไปดู ปรากฏว่ามีสัมผัสว่า ซู่ซู่ ซู่ซู่ ติดต่อกัน ท่านว่าบ้านนั้นกำลังจะรวยและมีโชคลาภ

อีกอย่างหนึ่งก็คือเมื่อตื่นขึ้นจากที่นอนแล้ว ถ้าหมั่นสังเกตจะพบว่า ถ้าจิตเป็นอย่างนี้จะได้เงิน ถ้าจิตเป็นอย่างนี้จะเสียเงิน ถ้าจิตเป็นอย่างนี้จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป อารมณ์ที่อยู่ในจิตจะบอกเหตุดีร้าย

อาตมาก็เรียนเอาไว้จดเอาไว้ และวันหนึ่งก็ได้ใช้
ตอนนั้นเขานิมนต์ไปฉันที่เชียงราย อาตมาก็เดินทางจากวัดตั้งแต่ตีหนึ่ง คนขับชื่อนายวิรัช อาตมาก็บอกกับเขาว่า “วิรัช ถ้าเกิดอารมณ์อย่างนี้เมื่อใดให้บอกฉันนะ จะได้นั่งสมาธิเข้าควบคุมไว้ ถ้าไม่บอกแล้วจะเกิดอันตราย”
พอเลยตัวเมืองเชียงรายไปได้ไม่นานนัก นายวิรัชก็บอกว่า “เกิดอารมณ์อย่างที่หลวงพ่อบอกแล้วครับ” เอาอย่างไรดี อาตมาก็บอกว่า “หยุดพักเสีย ถ้าเดินทางต่อไปมันเกิดอาเพศ แล้วจะเป็นอันตราย”



-หลวงพ่อผู้ให้ชีวิตใหม่แก่ลูก

ในคืนหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้านอนกำหนดพองหนอ ยุบหนอ จนหลับไปนั้น มีความรู้สึกว่าตัวเองลอยสูงขึ้นข้างบน จะกลับก็กลับไม่ได้ แต่จะน้อมจิตไปดูที่ไหนได้ ข้าพเจ้าไม่อยากดู เพราะกลัวว่าจะไม่ได้กลับ จิตนึกถึงหลวงพ่อจรัญขอให้ช่วยลูกด้วย
ฉับพลันก็ปรากฏองค์หลวงพ่อ มาขวางหน้า ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเหมือนตกลงมาจากที่สูงจนหูอื้อทั้งสองข้าง ลอยลิ่ว ๆ ลงมากระแทกกับร่างที่นอนอยู่ มีความรู้สึกที่ท้องพองยุบพอดี พอข้าพเจ้าจับพองยุบได้ก็ไม่ยอมให้จิตห่างจากพองยุบเลย กลัวว่าจะหลุดออกไปอีก และกำหนดไปจนกระทั่งลุกขึ้นทำกิจวัตรตามปกติ

จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้ากำหนดเวทนาอยู่นั้น ได้เห็นอีกมิติหนึ่งเป็นท้องทุ่ง มีการรบติดพันกัน แลเห็นข้าพเจ้าคนเดียว กำลังสู้รบกับข้าศึกกลุ่มหนึ่งประมาณ ๕๐ คน และเห็นหลวงพ่อเป็นทหาร ถือมีดดาบยาวรบอยู่อีกทางหนึ่ง แต่ค่อย ๆ รบถอยร่นมาอย่างรวดเร็วจนสามารถกันข้าพเจ้าออกจากสนามรบได้
สำนึกใน พระคุณของหลวงพ่อข้ามชาติ มาจนบัดนี้ จะรีบทำทันที
ใช้กรรมชาติปัจจุบัน

ข้าพเจ้ามีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ปวดตามเส้นประสาททั้งหมด ทั้งบริเวณขมับ ตลอดจนถึงรากฟัน
เช้ามืดวันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้านั่งเจริญกรรมฐานอยู่นั้น ได้เห็นนิมิตเป็นฝูงสุนัขนับสิบตัว จำได้ว่า เมื่อตอนเป็นเด็กเคยใช้ไม่ตีสุนัขฝูงนี้ที่บริเวณศีรษะเนื่องจาก แย่งอาหารกัน ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่สุนัขเหล่านี้ ผลจากการกระทำ สุนัขฝูงนั้นได้ปรากฏให้เห็นขณะที่แผ่เมตตาทุกครั้ง แต่จำนวนของสุนัขลดลงไปเรื่อย ๆ ทำให้ข้าพเจ้ามีกำลังใจ มีความเพียรในการปฏิบัติธรรมมากขึ้น
ใน ที่สุดแผ่เมตตาให้กับสุนัขตัวสุดท้าย อาการปวดศีรษะของข้าพเจ้าได้หายไปพร้อมกับสุนัขตัวนั้นด้วย


ใช้กรรมข้ามชาติ

ปวดที่บริเวณโคนขาต่อกับสะโพกด้ายขา ปวดมากจนเดินไม่ได้ต้องคลาน
อยู่ต่อมาอีกสัปดาห์เศษ เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้น

รถจักรยานข้าพเจ้าได้ชนกับรถมอเตอร์ไซค์ ทำให้ตกจากรถ ก้นด้านขวากระแทกกับพื้นถนน กลายเป็นคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ เพราะกระดูกสันหลังยุบ ลุกนั่งไม่ได้ ต้องอยู่ในอิริยาบถนอนหงายแต่เพียงอย่างเดียว

ท่านให้น้ำมันมนต์ขวดนั้นไว้สำหรับทา และรับประทานวันละ ๑ ช้อนชาก่อนนอน ให้หยอดลงคอไปเลยไม่ให้ถูกลิ้น อยู่ที่โรงพยาบาล ๒ สัปดาห์ ให้กลับบ้านได้ เพราะไม่ต้องรักษาอะไร เพียงแต่รอให้กระดูกงอกมาต่อกันเองเท่านั้น
ท่านบอกว่า ฟ้าทะลายโจรนี้ดี สามารถรักษาการอักเสบในน้ำเหลืองได้

ระลึกกรรม

มีอยู่วันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้านอนหลับตา กำหนดพองหนอ ยุบหนอ ไปด้วย เห็นนิมิตเป็นบริเวณท้องทุ่งมีบึงใหญ่ มีชายคนหนึ่งนุ่งกางเกงขาก๊วย ใส่เสื้อม่อฮ่อม มีผ้าขาวม้าคาดอยู่บนศีรษะกำลังก้มสุ่มปลา
ตั้งสติกำหนดเห็นหนอ ๆๆ ก็เห็นเขาหันหน้ามาข้างหลังมามองด้วยแววตาที่อาฆาต ชายผู้นี้ถูกสับหลังด้วยขวาน และมีมีดปักอยู่ที่บริเวณโคนขาด้านขวาต่อกับสะโพก ซึ่งเป็นบริเวณเดียวกันกับที่ข้าพเจ้ากระดูกสันหลังยุบและปวดที่โคนขาพอดี
ท่านผู้นี้องที่เป็นเจ้ากรรมนายเวร แต่กรรมที่ข้าพเจ้าได้รับยังน้อยกว่าที่เขาได้รับ จากนั้นแผ่เมตตาเจาะจงให้เขาเสมอ และจะเห็นหน้าเขาทุกครั้งขณะที่แผ่เมตตาให้

แม่ใหญ่ได้เรียกข้าพเจ้าไปพบแล้วบอกว่า อย่าเพิ่งกลับบ้านให้อยู่ต่ออีก ๓ วัน เจ้ากรรมนายเวรชื่อนายคง ที่ข้าพเจ้าได้เคยทำกรรมกับเขาไว้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เข้ามาบอกว่าให้ข้าพเจ้าแผ่เมตตาให้เขาคนเดียวตลอด ๓ วัน เขาจะอโหสิกรรมให้ เขาจะไปเกิดใหม่แล้ว
ในวันแรกของการอุทิศส่วนกุศลให้นายคง เห็นบริเวณคูคลองสมัยกรุงศรีอยุธยา มีผู้คนมากมาย เห็นภาพตัดขวางของหลุมสี่เหลี่ยมใหญ่ แล้วมีคนถูกผลักลงหลุมลอยเคว้งคว้าง ไม่สามารถช่วยตนเองได้ ข้าพเจ้าเข้าใจทันทีว่าได้ทำบาปกรรมอะไรไว้ก้บนายคง

ในวันที่สองข้าพเจ้าเห็นพระภิกษุ ๓ องค์ แต่ละองค์อยู่ในรูปวงกลม ลอยอยู่เหนือปากหลุม เรียกตามลำดับคือ หลวงพ่อจรัญ พระครูภาวนานุกูล (ชูชัย อริโย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดอัมพวัน สิงห์บุรี) และหลวงปู่แหวน แลเห็นคนที่ถูกผลักลงหลุม ลอยขึ้นมาจากก้นหลุมซึ่งลึกมาก ลอยขึ้นมาเหมือนถูกดูดขึ้น จนพ้นปากหลุม

วันสุดท้ายเป็นวันพระ ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัติอุทิศส่วนกุศลให้นายคงเต็มที่ ขออธิษฐานจิตให้เขาไปเกิดที่ดี มีเสื้อผ้าใส่สวย ๆ หรือเป็นเทวดาไปเลย ปฏิบัติต่อเนื่องกันมาจนถึงตี ๓ จึงตั้งใจแผ่เมตตาให้เขา พอเริ่ม สัพเพ สัตตา... ก็ปรากฏภาพเป็นอีกมิติหนึ่ง ซึ่งกว้างไกลสุดสายตา ปรากฏร่างของยมทูตนุ่งผ้าเตี่ยวสีแดง โพกศีรษะสีแดง มือถือหอก มาอนุโมทนาบุญและขอลาข้าพเจ้า และทุกอณูในอวกาศมีมือแบรับส่วนกุศลนับไปถ้วน เป็นสีทองสุดสายตา และนายคงไปเกิดที่ก็ไม่สงสัย


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 6 ธันวาคม 2552 เวลา:20:09:09 น.  

 
-ข้าพเจ้าได้อะไรบ้างจากการปฏิบัติกรรมฐาน

การปฏิบัติในครั้งนี้ช่วยให้ระลึกถึงเวรกรรมต่าง ๆ ที่เคยสร้างไว้ตั้งแต่เด็ก ๆ ได้หลายเรื่องอันเป็นผลจากเวทนาที่ได้รับนั่นเอง บางเรื่องก็ลืมไปนานแล้ว เช่นการจับแมลงทับหงายท้องแล้วหมุนตัวให้มันกระพือปีก เรียกว่า “แมลงทับไถนา” ระหว่างเดินจงกรม มีอาการปวดเมื่อยอย่างมากมายที่บริเวณต้นคอและหัวไหล่ทั้งสองข้าง ในขณะที่นั่งสมาธิก็มีอาการปวดรุนแรงที่กระดูกสันหลังบริเวณใต้เข็มขัดถึงก้นกบ กำหนดด้วยการภาวนา “ปวดหนอ ๆ” กี่ครั้งก็ไม่ทุเลา ต้องบิดตัวถูไปมาครั้งแล้วครั้งเล่าคล้ายกับอาการของ “แมลงทับไถนา” คิดถึงคำของหลวงพ่อว่า “ตายเป็นตาย ยังไม่เคยมีใครตายเพราะเวทนาในห้องกรรมฐาน ถ้าตายจริงก็ไม่ตกนรก เพราะตายอย่างมีสติ”

มีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่มีอาการปวดโคนขาทั้งสอง
ขี่ม้าเป็นม้าแกลบมิใช่ม้าเทศ ด้วยความครึ่งกลัวครึ่งกล้า จึงต้องนั่งซ้อนหลังเจ้าของม้าอีกทีหนึ่ง มันคงรู้สึกปวดเมื่อยทั้งโคน เพราะต้องรับน้ำหนักคนถึงสองคนรวมกันแล้ว อาจมากว่าน้ำหนักตัวมันเองเสียอีก จึงขออโหสิกรรมต่อม้าตัวนั้น



-อนุสรณ์แด่คุณลุงวัง น้ำดอกไม้

เข้าวัยกลางคน มีความทุกข์ใจหนักหนา ปัญหานี้แก้ไม่ตก คิดเองว่าต้องลองถือศีล ๘ สัก ๒ อาทิตย์ดู คงจะทุเลาลงบ้าง
ระหว่างปฏิบัติธรรมต้องใช้ความอดทนสูง มาปฏิบัติธรรมแค่ ๓ วัน รู้สึกเราหลุดมาอยู่อีกโลกหนึ่ง มันเงียบสงบ ข้อสำคัญมีความสบายใจมาก
ช่วงนี้ข้าพเจ้ากลับมาบ้านก็สวดมนต์บทของหลวงพ่อ และปฏิบัติธรรม หลวงพ่อบอกว่าวันธรรมดาต้องถือศีล ๕ วันพระต้องถือศีล ๘ ทุก ๆ อย่างเราต้องช่วยตัวเราเอง

ยังได้คำสอนจากท่านมาหลายอย่างเช่น
เวลาจะให้ของใครต้องให้ของดี ๆ,
อย่าใช้ความรุนแรงกับลูก,
อย่าร้องไห้ให้ลูกเห็นเดี๋ยวลูกหมดกำลังใจ,
ตั้งหน้าตั้งตาเลี้ยงลูกให้ดีแล้วลูกเราจะดีเอง,
อย่าประมาทนะ ความตายใกล้เข้ามาแล้ว,
วันเกิดเราต้องเลี้ยงแม่ให้อิ่ม

จากเดือนเกือบปีแล้วที่สวดมนต์ และปฏิบัติธรรม ความทุกข์ก็ออกจากข้าพเจ้าไปทีละน้อย จนปัจจุบันข้าพเจ้าก็สบายใจขึ้นมาก ปัญหาต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ แก้ไขได้
ทำให้เกิดประโยชน์ดังนี้
๑. ลูกที่เคยไม่ยอมเรียนก็กลับมาเรียน (วิชาชีพ) อีกเพียงปีเดียวก็ใกล้จะจบ และเลิกคบกับเพื่อนที่ไม่ดี
๒. แม่สามีที่เคยมาว่าให้ช้ำใจ ก็ให้ความเมตตาเรามากขึ้น
๓. สามีเกิดความไม่สบายใจในบ้านไปกินเหล้า ติดนักร้อง หมอนวด มีหนี้สิน บัดนี้สามีก็ตังหน้าทำมาหากินแล้ว มีความรับผิดชอบต่อครอบครัวมากขึ้น
๔. ตอนนี้หนูมีกิจการเล็ก ๆ ส่วนตัว ที่ทำมาหากินตามความรู้ที่เรียนมาด้วยความถูกต้องแล้วค่ะ



-พุทธคุณกับการปฏิบัติธรรมช่วยค้าขายได้

ดิฉันทำธุรกิจเกี่ยวกับการค้าขายผ้า ดิฉันเหนื่อยมาก เพราะคนงานเยอะมาก ตอนแรกก็เริ่มจากคนเย็บผ้า ๕-๖ คนเท่านั้น ต่อมาก็เพิ่มขึ้นจนถึง ๑๐ กว่าคน กิจการดีขึ้นได้ปลูกบ้านพร้อมกับขยายกิจการไปเรื่อย ๆ ได้ย้ายมาอยู่บ้านใหม่ กิจการเริ่มลุ่ม ๆ ดอน ๆ เงินหมุนไม่ค่อยทัน เพราะนำเงินไปปลูกบ้าน ซื้อรถเกือบหมด และตอนนั้นทางจังหวัดของดิฉัน มีการตั้งสมาคมฌาปนกิจขึ้น คือเราต้องหาคนเข้าไปสมาคม พอครบกำหนด ๓ เดือนแล้ว ถ้าคนที่เราพกเข้าไปสมาคมเกิดเสียชีวิต เราก็จะได้รับเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท เป็นเงินสงเคราะห์ช่วยทำศพ เงินที่เราซื้อเข้าสมาคมในตอนแรก ตามอายุ คืออายุน้อยก็ซื้อเข้า ๔๐๐ บาท ถ้าอายุมาก ๖๐-๗๐ ปีขึ้นไป ก็ ๑,๐๐๐ – ๑,๒๐๐ บาท

ดิฉันนำคนเข้าสมาคมทั้งหมดเกือบ ๔๐๐ คน หวังว่าจะได้รับผลประโยชน์ ๒๐ ล้านกว่าบาท ดิฉันต้องใช้เงินในการซื้อเข้าสมาคมทั้งหมดเกือบสองแสนบาท แต่เหตุการณ์ไม่เป็นดังที่คิด คนที่ดิฉันนำไปเข้าสมาคมนั้นเกิดตายก่อนกำหนดบ้าง ดิฉันจะคัดเอาคนที่มีอาการเกือบจะถึงขั้นแล้ว คือ เป็นเอดส์ เป็นมะเร็ง คนแก่สูงอายุ พอเห็นว่าคนนี้อาการอาจไม่ครบกำหนด ดิฉันก็จะซื้ออาหารยาบำรุงไปฝาก เพื่อให้ครบกำหนด แต่มันไม่เป็นแบบนั้น คนเหล่านั้นเกิดตายก่อนกำหนด คนที่ไม่ตายก็ยังมีอยู่ จนทำให้ดิฉันเกิดความคิดที่แช่งเขาในใจว่าทำไมไม่ตายสักที พอตั้งสมาคมมาได้ปราณ ๔ เดือน สมาคมก็เป็นอันล้ม ดิฉันก็ต้องสูญเงินไปทั้งหมด

ตอนนั้นดิฉันต้องออกจากบ้านทุกวัน เงินที่ค้าขายมาก็เอาไปใช้อย่างนี้หมด ไม่สนใจกิจการที่ทำอยู่ ปล่อยให้เด็ก ๆ ทำกันเอง ลูกค้ามาหาก็ไม่เจอ กิจการก็แย่ลง เงินก็หมุนไม่ทัน ดิฉันหมดกำลังใจ เที่ยวไปตามบ้านเพื่อน ญาติพี่น้อง จึงได้ไปพบหนังสือของหลวงพ่อ และลองสวดมนต์ตามที่หนังสือเขาสอนไว้ คือ สวดบทพาหุงก่อน แล้วสวดพุทธคุณเท่าอายุเกินหนึ่ง และอธิษฐานให้กิจการดีขึ้นเรื่อย ๆ แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร เจ้าที่เจ้าทาง พญาช้างสาร และร้านของลูกค้าที่นำผ้าไปจำหน่าย ตลอดจนผู้สวมใส่ กิจการก็ดีขึ้นตามลำดับ และนึกในใจว่าต้องหาทางมาปฏิบัติธรรมที่วัดให้ได้ จนในที่สุดก็ได้มาปฏิบัติ

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เหตุการณ์กลับเปลี่ยนอย่างมาก คือจากหน้ามือเป็นหลังมือ ตอนนี้ขยายเป็นคนงานเข้ามาอยู่ในบ้านทั้งหมด ๖๐ กว่าคน และกระจาย สามีที่เคยดื่มเหล้าเป็นประจำ ก็เริ่มมีความคิดที่อยากบวช และในที่สุดก็ได้บวช
ตอนที่กิจการดิฉันกำลังจะล้ม เพราะดิฉันกำลังจะเลิกกิจการ โดยประกาศขายบ้านตอนนี้ดิฉันเลิกล้มความคิดที่จะขายแล้ว

เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอีกเรื่องหนึ่งซึ่งได้เกิดกับสามี คือเขาได้เอารถจักรยานยนต์ออกไปงานเลี้ยง ขากลับรถเสียหลักล้มลงข้างทาง ศีรษะฟาดกับพื้น เลือดคั่งในสมอง หมอบอกว่าให้ฉันทำใจไว้ครึ่งหนึ่งก่อน คือ ๕๐-๕๐ ดิฉันเกิดความกลัว ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ก็นึกถึงหลวงพ่อ กลับมาก็นั่งสมาธิภาวนา สวดพุทธคุณ อธิษฐานจิตขอให้เขาแคล้วคลาด ก็ดีขึ้นทั้งที่ผ่าตัดสมองถึงสองข้าง หมอแปลกใจว่าทำไมอาการถึงดีขึ้นรวดเร็วมากและไม่พิการทางสมองตามที่หมดคาดการณ์ไว้



- หลักกรรม กับ ความเปลี่ยนแปลงของชีวิตกฎแห่งกรรมหรือหลัก

กรรมการกระทำนี้ มีส่วนเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้ ทำดีก็เปลี่ยนไปทางดี ทำชั่วก็เปลี่ยนชีวิตไปทางชั่ว
ทำไมหนอจิตใจถึงเลวร้ายถึงขนาดนี้ เถียงพ่อเถียงแม่คำไม่ตกฟาก แย่งสมบัติพัสถานกัน นี่หรือเทคโนโลยี มีครอบครัวหนึ่งมีลูก ๓ คน จบปริญญาโท ๒ เป็นดอกเตอร์ ๑ พ่อตายอยู่แต่แม่ แย่งสมบัติกัน ยังฟ้องร้องกันอยู่ในศาล

หลักกรรมนี่เลือกเกิดไม่ได้ พ่อก็จนแม่ก็จนลูกเลือกเป็นนายพลเอกได้ ลูกเลือกเป็นดอกเตอร์ได้ พ่อเป็นจับกัง แม่รับจ้างซักรีด มีลูก ๕ คน เขาเป็นลูกศิษย์อาตมา พ่อแม่สวดมนต์เก่ง ใส่บาตรทุกวัน พ่อไม่กินเหล้า ไม่สูบยา ไม่เล่นการพนัน สวดมนต์ทุกวัน สองคนตายาย
ลูกสาวเดี๋ยวนี้เป็นเถ้าแก่เนี้ย ได้สามีขายทองอยู่กรุงเทพฯ
ลูกเป็นดอกเตอร์ ๓ คน บัดนี้ยังอยู่วอชิงตัน ดีซี มาที่วัดขอหนังสือไป บอกชาวอเมริกันชอบ บัดนี้มหาวิทยาลัยที่ฟลอริด้าขออนุญาตพิมพ์ “กฎแห่งกรรม” เล่ม ๑ ถึงเล่ม ๙ เป็นภาษาอังกฤษ ยอมรับกฎแห่งกรรมของเราแล้ว



นี่ปลัดกระทรวงกลาโหม พ่อแม่ไม่ใช่คนรวย สอนลูกทุกวัน ๆ ละข้อ ลูกเอ๋ย หมั่นสวดมนต์ใส่บาตรนะลูกนะ แม่ไม่สมบัติให้เจ้านะ พ่อก็ไม่มีอะไรให้ รับจ้างได้เงินได้ทองก็สอนลูกหมั่นเรียนหนังสือนะลูกนะ แล้วก็ไม่ได้ว่าลูกเลย พูดบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่นนี่เป็นแม่ที่ดี เป็นพ่อที่ดี
พลเอกไพบูลย์ บัดนี้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม

ลูกเสียหายปล่อยมันเลย ยาเสพย์ติดปล่อยมันเลย ลูกดีที่สุด อย่างนี้ถูกหรือ
ลูกจะชั่วอย่างไร กันไม่ได้ก็ไปบอกให้พ่อแก้
คบพาลได้ผิด คบบัณฑิตได้ผล
คบคนชั่วพาตัวให้อับจน คบคนดีให้ผลจนวันตาย
เมาเพศหรือก็หมดท่า เมาสุราหมดความสำคัญ
เมาการพนันหมดตัว เมาเพื่อนชั่วหมดดี


เรามีพ่อคนเดียวแม่คนเดียว เปลี่ยนพ่อเปลี่ยนแม่ไม่ได้ แต่มีสามีภรรยาจะมีกี่คนก็ตามอัธยาศัย
ที่วัดอาตมานะ ขอเจริญพรว่าไม่ต้องไปเชิญ มากันเยอะหมด หนุ่มสาวทั้งนั้นถือกระเป๋ามากันคนละลูก ทูตอิหร่านมาจากกรุงเตหะราน มุสลิม ๖ นาย มาทำไม มาวิจัยประเมินผล บอกว่าหลวงพ่อวัดอัมพวันสอนเด็กได้ดีมาก สอนอย่างไร มีวิธีการสอนอย่างไร มาขอฟัง เขาบอกว่าเขาอ่านหนังสือกฎแห่งกรรมเล่ม ๑ ถึงเล่ม ๘

มุสลิมเข้าที่วัดไม่ใช่หมายความว่าเราจะให้มุสลิม มาเป็นพุทธ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้คริสต์มาเป็นพุทธ เขานับถืออย่างไรให้นับถือตลอดไป แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าเรามีของดีแจกลองเอาไปใช้ดู ไม่ดูถูกกัน ไม่หมิ่นประมาทกัน

อาตมาถึงสอนเด็กอย่าเถียงพ่ออย่าเถียงแม่ บางทีพ่อเจ้าชู้ไปมีเมียใหม่ อย่าไปเข้าข้างแม่เธอนะ อย่าไปคิดว่าพ่อไม่ดี ไปว่าพ่อไม่ดี มันเรื่องของพ่อเขา ไม่ใช่เรื่องของเธอ ๆ ยังเด็กเล็กนะ อย่าไปว่าพ่อตามแม่ไม่ได้นะ บางคนนี่ไล่พ่อออกจากบ้าน เจ๊งไปเลยนะ มีบริษัทในกรุงเทพฯไม่ออกชื่อ เจ๊งไปเลย

สวดมนต์ พุทธคุณ “หลวงพ่อขา พุทธคุณอะไรคะ” “อิติปิโส ยังไงเล่า”
พฤติกรรมไปไม่เรียนหนังสือได้ เป็นกรรมของพ่อแม่ บางทีเร่งรัดให้ลูกดูหนังสือถึงตีหนึ่งตีสอง ระวังนะ เบลอนะ กำลังเรียนเก่งระวังนะ ถ้าลูกใครเรียนเก่งเบรคเข้าไว้บ้างนะ เร่งไปเร่งมาไปจิตตกวูบเลย เบลอเลย เป็นโรคกรรมนะ ถ้าตายถึงจะหมดเวรหมดกรรมนะ

“หลวงพ่อช่วยแผ่เมตตาให้เขาใช้หนี้หน่อย ธนาคารจะยึดแล้ว จะยึดบ้านฉัน” แล้วจะให้อาตมาช่วยอย่างไร จะเอาเงินไปช่วยหรือ ไปถามธนาคารซิ อาตมามีศาลาอยู่ ๔ หลัง ให้เขามาตีราคาเข้าแล้วเอาเงินไปเดี๋ยวจะช่วยเอาไหม แผ่ไปแผ่มามีแต่เงินออก โยมหมั่นสวดมนต์ไหว้พระไปแล้วพยายามตัดทอนขายที่ไปเสียบ้าง แล้วเอาเงินไปใช้หนี้ธนาคารก็หมดเรื่องไป

มีแล้วยังไม่พอ อำนาจโลภมีเงินมีทองก็ร่วม ๑๐๐ ล้าน บัดนี้หมดตัวแล้ว ตังค์เดียวไม่มีเหลือ เดี๋ยวนี้อยู่ที่วัด ไปนั่งกรรมฐานที่วัด หมดตัวแล้ว เงินถูกโกงหมดเลย มัวเที่ยวสรวลเสเฮฮาแล้วไปมอบให้เพื่อน จัดบ้านจัดสรร จัดที่จัดทางเขาขาย เขาก็ลงชื่อเขาไปหมด ตัวเองก็มัวเมา เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วภรรยาหนีเลย หนีไปอเมริกาเอาลูกไปหมดแล้วแกจะเป็นบ้า ออกจากศรีธัญญามาหาอาตมา ๆ บอกว่า เอาล่ะไม่เป็นไร เอาละโยมยากเจ็ดทีมีเจ็ดหน

หมดแล้วแล้วไป โยมเกิดมานี้นะผ้าสักผืนก็ไม่มี นาฬิกาสักเรือนก็ไม่มี แล้วเราก็มาหาเอง ปลงให้มันตก ดีขึ้นก็มานั่งกรรมฐาน “จะมีสติปัญญาแล้ว หลวงพ่อ ผมได้ปัญญาจากนั่งกรรมฐานกับหลวงพ่อแล้ว ผมจะไปเอาที่ที่สุราษฎร์ นึกได้แล้วที่ยังอยู่อีก ๓ แปลง ผมมันเบลอ ๆ ลืมที่เลย” นี่หลักกรรมใช่ไหม จากการกระทำนี่เบลอหมด ทำให้ลืมให้หลง นั้นคือหลักกรรม เปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนภาวะจิต เปลี่ยนแปลงชีวิตได้ จากหลักกรรมอันนี้ที่พูดในวันนี้สำคัญมาก ขอเจริญพรว่าเป็นอย่างนั้น จะขายก็ไม่เกิน ๕๐ ล้าน

การคบเพื่อนซึ่งมาในรูปของมิตรอุปการะ ในบางคราวเราอาจเข้าใจผิดว่าเป็นกัลยาณมิตร แต่เมื่อเพื่อนผู้นั้นได้หักหลังเรา หรือพาไปสู่ความหายนะแล้วเราจึงได้รู้สึกสำนึก
การกระทำโดยมีเจตนาเกิดขึ้นนี้ถือว่าเป็นกรรมทั้งสิ้น ส่วนการกระทำที่ไม่มีเจตนาคือ ใจไม่ได้สั่งให้ทำไม่จัดว่าเป็นกรรม เช่นคนเจ็บมีไข้สูงเกิดเพ้อคลั่ง แม้จะพูดคำหยาบออกมา





-ธรรมะวันพระ

ส่วนคนที่ไร้คุณธรรมมันจะมักง่ายมักได้ อยู่บ้านบ้านหน้าต่างหลุดไปแล้ว กลอนหลุดไปแล้วมันยังอยู่ได้ ถ้าคนมีคุณธรรมอยากจะซ่อม
อยากจะไปทำให้มันสวยงาม อยากจะทำให้เรียบร้อย ใครจะไปมาหาสู่ก็รับประทานอาหาร ช่วยเหลือกัน เป็นคนมีไหวพริบดี



-กระแสไฟฟ้าแห่งจิต

มีสมาธิไม่หมั่นทำ ไม่หมั่นเจริญสมาธิ สมาธิท่านก็หมดไปเอง รับรองสมาธิท่านก็ต้องเสื่อมไปตามสภาพ ไม่ใช่ว่าเรามานั่งกรรมฐานแล้วกลับไปเลิกเลย ไม่เจริญสมาธิภาวนา สมาธิยิ่งทำดียิ่งมีปัญญา สามารถจะแก้ไขปัญหาได้

ถ้าขาดสติสัมปชัญญะ ท่านจะแก้ปัญหาไม่ได้เลย จิตใจท่านจะ สมาธิภาวนาหม้อแบตเตอรี่จะเสีย จิตจะตกมันจะเบลอ จิตจะเกิดเครียด ประสาทจะเครียดแล้ว เอาตัวไม่รอด สามีภรรยาบางบ้าน เป็นได้แค่เพื่อนตอนนอน ไม่เป็นเพื่อนทุกข์ เวลาทุกข์ก็หนีเสีย นอนติดกันแค่นั้นหรือ



-เรียนรู้วิทยาศาสตร์ทางจิตต้องรู้จักฝืนใจ

มีคำกล่าวว่า “ผู้หญิงที่น่าเกลียด คือ ผู้หญิงที่ตามใจตัว ผู้ชายที่น่ากลัว คือ ผู้ชายที่ไม่เกรงใจคน”

หากพิสูจน์วิทยาศาสตร์ทางจิตได้ ก็จะค้นพบและเข้าใจความต้องการพื้นฐานของคน ๑๐ ประการได้แก่
๑. ความรัก
๒. ต้องการมีคนนิยมชมชอบ
๓. อยากได้รับความเลื่อมใสศรัทธา
๔. ชอบความมีมนุษยสัมพันธ์
๕. ต้องการได้รับความเอาใจใส่จากคนรอบข้าง
๖. มีคนเคารพนับถือ
๗. ต้องการความเมตตา
๘. ต้องการความเห็นอกเห็นใจ
๙. ต้องการความเป็นกันเอง
๑๐. ต้องการความเป็นธรรมชาติ

ทั้งนี้คุณลักษณะของคนฉลาด หรือผู้ที่มีวิทยาศาสตร์ทางจิตประการหนึ่ง ก็คือเป็นคนที่ “ไม่เชื่อใครง่าย ๆ” แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า จะกลายเป็นคนหัวแข็ง ตรงข้ามกลับเป็นคนที่ “สอนง่าย” เพราะยอมรับฟังด้วย “ข้อเท็จจริง” และความเป็น “เหตุและผล” จึงเป็นผู้รับการสอนได้ง่าย


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 6 ธันวาคม 2552 เวลา:20:10:20 น.  

 
เล่ม ๑๑

หนีตายไปมีชีวิตใหม่ที่วัดอัมพวัน

เกือบสามสิบปีมาแล้ว หมอดูได้ทำนายผมไว้ว่า พออายุกลางคนผมจะต้องตาย ถ้าไม่ตายก็ต้องเจ็บหนัก ตอนนั้นผมยังอยู่ในวัยรุ่น ไม่ได้คิดอะไรมาก ยังไม่รู้จักความหมายของคำว่า “เวรกรรม”
๓-๔ ปีที่ผ่านมานี้ ผมมักจะคิด (บางทีก็มีอะไรดลใจให้คิด) อยู่เสมอว่า ผมกำลังจะถึงคราวตาย จิตใจมักเศร้าหมอง หดหู่ มีความทุกข์อยู่ตลอดเวลา และก็มีเหตุการณ์ทีทำให้ผมใกล้ตาย เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง

เช้าวันหนึ่งผมตื่นขึ้นมา จิตใจหดหู่ มีความรู้สึกเหมือนว่า วันนี้คงต้องเป็นวันตายของเรา ผมจึงเล่าให้ภรรยาผมฟัง เขาก็แนะนำผมว่า วันนี้ให้เข้าวัดทำบุญเสีย ขากลับก็พบเหตุการณ์ประหลาด พอขับรถพ้นจากประตูวัด ปรากฏว่ามีนกนอนตายขวางอยู่กลางถนน ลักษณะผิดธรรมชาติ คือขาชี้ฟ้าเป็นแนวดิ่ง ซึ่งปกติแล้วหลังนกมีลักษณะโค้งมน การตายจึงต้องเป็นไปในลักษณะนอนตะแคงหรือเฉียง ในตอนนั้นผมเลยสวดมนต์ และตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าพบเหตุผิดธรรมชาติครบ ๓ อย่างเมื่อใด แสดงว่าจะต้องมีอันตรายเกิดขึ้น

จากนั้นผมขับรถต่อไปได้อีก ก็พบตัวเงินตัวทอง บีบแตรไล่ก็ไม่ไป ซึ่งมันผิดธรรมชาติของสัตว์ชนิดนี้ที่ตกใจง่าย ผมต้องหยุดสวดมนต์แผ่เมตตาให้เขา เขาจึงยอมคลานออกไป จากนั้นขับรถต่อไป ก็มีงูตัวยาวเฟื้อยเลื้อยออกมาจากข้างทาง เลื้อยมาขวางถนน ผมบีบแตรไล่ก็ไม่ไปอีก เป็นเรื่องผิดธรรมชาติอีก ผมจึงต้องสวดมนต์แผ่เมตตาให้เขาอีก เขาจึงยอมเลื้อยออกไป

หลวงพ่อก็บอกว่า “ไม่เป็นอะไรแล้ว เดินทางปลอดภัย อาราธนาหลวงปู่แหวนให้ไปส่งด้วยนะ และอาตมาจะไปส่งด้วย” เช้าวันหนึ่งขณะขับรถไปทำงาน ก็เกิดอุบัติเหตุรถชนกัน ๓ คัน รถผมอยู่กลางถูกอัดก๊อบปี้ คอผมเกิดแรงเหวี่ยงแต่ก็ไม่หัก ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่เกือบเดือน ก่อนเกิดเหตุมีความทุกข์ใจตลอดเวลา อับโชคและทำอะไรไม่ขึ้นเลย

คืนวันหนึ่ง ขณะที่ผมนอนคว่ำหน้าอ่านหนังสือธรรมะอยู่บนเตียง ส่วนภรรยาผมก็นอนอ่านหนังสืออยู่ถัดจากผมไป ขณะนั้นภรรยาผมมองไปทางหน้าต่างแล้วตกตะลึง สักพักหนึ่งก็บอกผมว่า เห็นคนตัวดำ รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาน่ากลัว นุ่งโจงกระเบนสีแดง ลอยก้าวข้ามหน้าต่างเข้ามา แล้วก็หยุดนิ่งหันหน้ากลับไปทางเดิม เหมือนกับว่ามีอีกคนหนึ่งมาด้วยกันแต่อยู่ข้างนอก แล้วพูดคุยกันสักพัก เขาก็ลอยถอยกลับไป ผมบอกภรรยาไปว่า “เรากำลังอ่านหนังสือธรรมะ เขารู้ว่าเรากำลังสร้างบุญ คงให้โอกาสเราอยู่ต่อไปอีก”
ผมและภรรยาเดินทางไปหาหมอดูในวันนั้นเลย “คุณมานั่งอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร” ผมก็ตอบด้วยความซื่อว่า “ผมขับรถมาจากกรุงเทพฯ พอมาถึงที่นี่ผมก็เดินเข้ามา แล้วคุณก็เชิญให้ผมนั่ง” แล้วหมอดูก็อธิบายให้ผมฟังว่า เจ้าของดวงชะตาตกภพมรณะต้องตายไปแล้ว ลัคนานี้กินเวลาเจอวันนี้เป็นวันสุดท้ายพอดี ให้ประคองจนข้ามพ้นคืนนี้ไป แล้วพรุ่งนี้ก็เริ่มต้นสู่วิถีใหม่ แต่การเปลี่ยนแปลงจะค่อย ๆ เปลี่ยน ให้ระมัดระวัง อย่าประมาท


คืนหนึ่งขณะที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ที่บ้าน จิตก็คิดถึงเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อตอนอายุ ๖-๗ ขวบ เคยใช้ไม้แหลมยาวประมาณ ๑ เมตร ทิ่มท้องจิ้งเหลนแล้วโยนออกไปทางสวนหลัง และดิ้นรนกระเสือกกระสน คงทรมานหลายวันกว่าจะแห้งตาย เมื่อออกจากสมาธิ ผมสวดมนต์ขออโหสิกรรม แผ่เมตตา
ขณะนั้นผมกำลังเดินทางไปส่งท่านกลับ ท่านได้ใช้แขนซ้ายโน้มคอผมลงต่ำ ใช้มือขวากำหมัดต่อยท้องผมเบา ๆ ๓ ที พร้อมทั้งท่องคาถาไปด้วย เสร็จแล้วท่านพูดกับผมว่า “ไม่มีอะไรแล้วโยม”

ปรากฏว่าตกกลางคืนผมเกิดปวดท้องอย่างหนัก ปวดจนตัวงอเป็นกุ้ง คุณหมอผ่าตัดให้แล้ว เป็นโรคกระเพาะทะลุ วันรุ่งขึ้นคุณหมอมาตรวจเยี่ยมอาการของผม แล้วบอกว่ากระเพาะอาหารจะทะลุ มันต้องมีอาการของโรคกระเพาะอยู่นานทำไมไม่รักษา ผมตอบคุณหมอว่าผมร่างกายแข็งแรงดี ไม่มีอาการของโรคกระเพาะอาหารเลย ผมไม่แปลกใจว่าอาการเจ็บปวดของโรคกระเพาะทำไมไม่แสดงออก ทำไมถูกปิดบัง ไม่มีอาการเจ็บปวด เหมือนคนปกติทุกอย่าง เพราะกรรมมันแรง เขาไม่อโหสิกรรมให้ ถ้าผมไม่ได้หลวงพ่อที่ต่อยท้องให้กรรมที่บังความเจ็บปวด เปิดอาการแล้ว ผมคงจะขับรถไปเชียงราย แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าผมเกิดปวดท้องระหว่างทางเป็นเขาเป็นเหวทั้งนั้น ผมคงมีโอกาสรอดออกมายากแน่นอน

หลังจากออกจากโรงพยาบาลได้เพียงเดือนเดียวผมก็ต้องมีกรรมพัวพันกับเพื่อนคนหนึ่ง ที่รู้จักกันตั้งแต่สมัย
ยังเป็นเด็กนักเรียน และธุรกิจก่อสร้างของผมก็ถูกเพื่อนโกงจนหมดตัว และเป็นหนี้ธนาคารเกือบ ๒ ล้านบาท เปลี่ยนสภาพกลายเป็นตกนรกทั้งเป็น
ความกังวลเรื่องหนี้สิน และความโกรธเพื่อนทำให้ผมท้อแท้ หมดกำลังใจ เซื่องซึมและคิดมาก เป็นห่วงอนาคตของครอบครัว มองลู่ทางแล้วไม่มีทางจะกู้สถานการณ์ที่เลวร้ายให้ดีขึ้นได้เลย ทุกข์ใจเหลือเกินเหมือนตกนรกทั้งเป็น ความวิตกกังวลก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะดอกเบี้ยทบต้น เงินติดตัวเหลือน้อยเต็มที ถ้าเงินหมดแล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับครอบครัว ไม่มีเงินให้ลูกไปโรงเรียน ไม่มีเงินสำหรับอาหารการกิน และค่าใช้จ่ายในบ้าน และที่สำคัญ ถ้าธนาคารยึดบ้านไป ครอบครัวจะไปอยู่ที่ไหน


ส่วนภรรยาผมสวดมนต์ไหว้พระทั้งน้ำตา ทุกข์ใจยากเกินกว่าจะบรรยาย ลูก ๆ สีหน้าเศร้าหมองและเซื่องซึม เมื่อลูกมีปัญหาทางด้านการเรียนมักจะปรึกษากับผมเสมอ แต่หลังจากที่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นในครอบครัว ลูก ๆ ไม่ปรึกษาผมเลย ความทุกข์ใจของผมนานวันเข้ากลายเป็นความอาฆาตแค้น เมื่อเปรียบเทียบความเป็นอยู่ระหว่าง ๒ ครอบครัว ครอบครัวของเขามีร้านค้าวัสดุก่อสร้าง มีหอพักให้นักศึกษาเช่า ผมไม่สามารถรับงานเพราะความทุกข์ใจ และไม่มีเงินทุน

เขาไม่คืนเงินเรา เราก็คงลำบาก ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้วว่า ถ้าหมดหนทางจริง ๆ ก็จะฆ่าตัวพร้อมลูก เพราะสงสารกลัวลูกจะไม่มีกิน แต่อีกใจหนึ่งภรรยาผมบอกว่า คนต่างจังหวัดไม่มีความรู้ก็ยังสามารถทำมาหากินในกรุงเทพฯ เลี้ยงครอบครัวได้ ไม่อดตาย ลองค่อย ๆ คิดว่าจะทำมาหากินอาชีพ สงสารแต่ครอบครัว ยิ่งสงสารยิ่งแค้น ในหลายสังคม เสนอมือปืนมาให้ผมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพราะเห็นผมเป็นคนซื่อ จนถูกหลอกต้มจากเพื่อน ผมลำบากใจเหลือเกินที่จะต้องเลือกระหว่างการทำลายล้างชีวิตเขาโดยมีความอาฆาตแค้นของผม และความทุกข์ยากของครอบครัวเป็นแรงหนุน กับการทำใจยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการชดใช้หนี้กรรม โดยอโหสิกรรมให้แก่เขา จะไปเช่าบ้านอยู่ยังไม่มีเงินเลย

บุญเก่ายังพอมีอยู่บ้าง ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือกฎแห่งกรรม – ธรรมปฏิบัติ ของวัดอัมพวัน ผมจึงเปลี่ยนแนวปฏิบัติจากสมถกรรมฐาน ที่หลวงพ่อเทียมมีนิมิตบอก พบวัดอัมพวันก่อนที่จะถูกโกงเป็นปี ๆ จนต้องไปใช้กรรม ถูกโกงจนหมดตัว ตกนรกทั้งเป็นทั้งครอบครัวเป็นเวลา ๑ ปีเต็ม ๆ แล้ววันหนึ่งผมก็ได้ของดีจากวัดอัมพวัน ตัดสินใจเขียนจดหมายไปถึงหลวง ให้สวดมนต์และอโหสิกรรมแล้วแผ่เมตตาให้เพื่อนที่ขี้โกงมีความสุขความเจริญ จิตใจจะขัดแย้งอยู่ตลอดเวลาว่า “ทุกวันนี้มันก็มีความสุขความเจริญอยู่แล้ว มีบ้านอยู่ มีกิจการค้าวัสดุก่อสร้าง มีหอพักให้นักศึกษาเช่า มีเมียน้อยอยู่อย่างสุขสบาย ครอบครัวผมเสียอีกที่ไม่มีอันจะกิน มีทุกข์ใจกันทุกคน แล้วหลวงพ่อยังแนะนำให้ผมสวดมนต์แผ่เมตตาให้เขามีความสุขความเจริญมากกว่านี้อีกหรือ” ผมรู้ว่าภรรยาผมสวดมนต์ไปร้องไห้ไป ส่วนผมน้ำตาซึม ไม่ง่ายเลย ทรมานมากที่จะต้องสวดมนต์แผ่เมตตาให้กับเพื่อนขี้โกง ให้เลือกทำลายล้างชีวิตมันจะง่ายกว่า แต่เพราะความศรัทธา และความเชื่อมั่นในหลวงพ่อ และจากหนังสือกฎแห่งกรรม-ธรรมปฏิบัติ ผมและครอบครัวจึงต้องอดทน

บุญเก่าผมยังพอมีอยู่บ้างที่ภรรยาและลูก ๆ ชอบอ่านหนังสือธรรมะ แทนที่จะด่าว่าผมที่สร้างปัญหาขึ้นมา กลับชวนผมเข้าวัดไหว้พระทำบุญ ให้กำลังใจผม
หลังจากสวดมนต์และแผ่เมตตาให้เพื่อนได้ไม่นาน ผมก็มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวันเป็นครั้งแรกในชีวิต
ผมตื่นขึ้นมาตอนประมาณตี ๓ ผมอาบน้ำชำระร่างกายแล้วก็นั่งสวดมนต์แผ่เมตตา นั่งปฏิบัติจนประมาณตี ๕ ก็ยังไม่สว่าง และไม่รู้จะไปไหน ผมเลยลงนอนกำหนดไปเรื่อย ๆ แล้วก็เกิดสภาวะคล้ายครึ่งหลับครึ่งตื่น เหมือนฝันไปว่าพบคน ๒ คน คนหนึ่งเป็นเพื่อนรู้จักกัน แต่จำไม่ได้ว่าสมัยไหน บวชเป็นพระมาทักทายผมและกำพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ จากย่ามแล้วยื่นให้ผม และบอกว่า “หลวงพ่อให้เอามาให้” ในขณะเดียวกันมีผู้ชายอีกคนหนึ่ง ให้ผมอีก ๒ องค์ รู้สึกมีกำลังใจ ตื่นกายตื่นใจ เปิดปีติสุขใจทั้งวัน

เย็นวันนั้นผมได้รับศีลและเริ่มปฏิบัติ จึงได้รู้ว่านี่แหละของดีวัดอัมพวัน ที่เราไปมาหาสู่อยู่หลายปี แต่ไม่เคยถึงวัดอัมพวันเลย ทำให้ผมต้องไปใช้วิบากกรรมตกนรกทั้งเป็น เป็นเวลา ๑ ปีเต็ม กว่าจะถึงวัดอัมพวันก็เกือบจะสายเสียแล้ว ผมคิดอิจฉาคนที่มาวัดอัมพวันเป็นครั้งแรก ๆ และสามารถเข้าปฏิบัติธรรมได้เลย ผิดกับผมที่เสียเวลาอยู่เป็นปี
ภรรยาและลูก ๆ ชอบอ่านหนังสือธรรม แต่ไม่ชอบปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติครบกำหนดแล้ว ผมก็เดินทางกลับบ้าน และเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่วัดให้คนในครอบครัวฟัง หลังจากนั้น ๑ อาทิตย์ ภรรยาผมก็ขอมาปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน และตามติดมาด้วยลูกสาวคนโตและลูกชายคนรองในโอกาสต่อมา พอจะปลงตกได้ในเรื่องชะตากรรม

ไม่กี่เดือนถัดมา หลังจากที่ต้องฝืนใจปฏิบัติตามที่หลวงพ่อชี้แนะ ความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มเกิดขึ้น ลูกสาวผมสอบเอนทรานซ์ได้ และลูกชายก็สอบเข้าโรงเรียนก่อสร้างได้ ผมและภรรยาทั้งดีใจและเสียใจ ที่เสียใจเพราะผมไม่มีงานทำ ไม่มีเงินทุน ไม่มีปัญญาที่จะส่งลูกเรียนต่อ นึกน้อยใจในชะตาชีวิต ก่อนหน้าที่เพื่อนคนนี้จะโกงผม เขาเคยโทรศัพท์ทางไกลมาหาผม ขอให้ผมช่วยหาเงินจำนวนหลายหมื่นบาทให้ เพราะว่าลูกสาวของเขาจะต้องย้ายโรงเรียนใหม่ ผมก็โอนเงินเข้าธนาคารให้เขา และด้วยความเป็นห่วงผมยังถามเขาว่า พอไหม ถ้าไม่พอจะโอนเงินเพิ่มให้อีก ผมนึกแล้วก็ต้องนึกสมเพชตัวเองจริง ๆ

ถัดมาเพียงเดือนเดียวก็มีญาติสนิทมิตรสหาย เสนอตัวจะหาเงินทุนให้ ในขณะเดียวกันก็มีงานมาเสนอให้ผมทำถึง ผมกับภรรยาปรึกษากันว่าจะรับเหมางานเล็ก ๆ ค่อย ๆ ทำไป เก็บเงินใช้ดอกเบี้ยธนาคารไปก่อน เพราะทั้งต้นทั้งดอกที่ขาดการชำระเป็นปี ก็รวมแล้วกลายเป็น ๒ ล้านกว่าบาท ปรากฏว่าความตั้งใจของผมในเรื่องนี้ต้องเปลี่ยนแปลงไปเพราะกระแสความเมตตาของหลวงพ่อ ที่ทำให้ตลอด ๑ ปี จากนั้นผมต้องทำงานอย่างหนักมากเพราะงานที่เข้ามา มูลค่ารวมหลายสิบล้านบาท เหนือความคาดคิด ญาติสนิทมิตรสหายก็ใจดีกับครอบครัวผมเหลือเกิน เอาเงินมาให้ทั้งแบบให้ยืม ทั้งแบบให้กู้โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

งานไหนทำเสร็จแล้วมีกำไรผมก็ใช้หนี้ธนาคารส่วนหนึ่ง ถวายวัดอัมพวันส่วนหนึ่งด้วยความสำนึก เพื่อให้หลวงพ่อไว้ใช้สืบทอดพระพุทธศาสนา และเป็นการใช้หนี้สงฆ์ด้วย เพราะผมและครอบครัวไปกินข้าวฟรี พักฟรี แถมด้วยแต่ละคนยังแบกถุงกรรมที่หนัก (ใจ) เหลือเกินไปทิ้งไว้ที่วัดอัมพวันอีกคนละถุง จนกลับบ้านตัวเบาสบาย เพียงระยะเวลา ๑ ปีหลังจากกระแสเมตตาของหลวงพ่อที่แผ่ให้กับครอบครัวผม ทำให้ผมได้งานทำอย่างไม่หยุด
ในที่สุดหนี้สินผมก็หมด เหลือเครื่องมือเครื่องใช้อีกเกือบล้าน เหลือเงินก้อนหนึ่งให้ภรรยา มีเงินเป็นค่ารักษาพยาบาลให้กับคุณแม่ของผมที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ต้องผ่าตัดและฉายแสง

กระผมและครอบครัวได้เดินทางไปวัดอัมพวันเพื่อถวายปัจจัยให้หลวงพ่อไว้ใช้สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป โดยให้ภรรยาและลูก ๆ เป็นคนถวายพร้อมฝากจดหมายไปถึงหลวงพ่อด้วย ที่ผมไม่เข้าไปเพราะไม่อยากรบกวนท่าน เนื่องจากแต่ละวันจะมีญาติโยมรอเข้าพบท่านจำนวนมาก ผมจึงเดินเลี่ยงไปทำธุระ เสร็จแล้วก็จะทำความสะอาดห้องน้ำ เพื่อเพิ่มพูนปัญญา แล้วเลยไปทานข้าวฟรีที่โรงอาหาร เพราะหลวงพ่อมักกล่าวเสมอว่า “ถ้าอยากรวยให้ไปทานข้าวที่โรงอาหาร เพราะข้าววัดนี้ผ่านการปลุกเสกและแผ่เมตตาแล้ว” สักพักใหญ่ภรรยามาตาม และบอกว่า หลวงพ่อให้ไปพบ หลวงพ่อได้เทศน์ต่อหน้าญาติโยมว่า

“โยมกุศลน่ะ กรรมหนัก ต้องตายตั้งแต่ปีที่แล้ว แล้วถ้าอาตมาไม่แผ่เมตตาไปช่วย คงต้องไปฆ่าคนที่เชียงใหม่ เราโกงเขา เขาโกงเรา โกงกันไป โกงกันมา ไม่หมดสิ้นเสียที ต่อไปนี้ให้หมั่นสวดมนต์ แผ่เมตตา ทำบุญให้มาก ๆ และสร้างความดีต่อไป”
ชาติก่อน ๆ นี้ผมอาจจะไปมีส่วนกับการปล้น ฆ่า ทำลาย เพราะชาตินี้ผมรับกรรมหนักมาก บ้านเคยถูกไฟไหม้จนหมด บ้านเคยถูกปล้น เคยถูกหลอกต้มจนหมดตัว ชีวิตเสี่ยงตายก็หลายครั้ง แต่คงเป็นเพราะบุญเก่ายังมีอยู่บ้าง ตลอดจนการสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม สร้างบุญใหม่ อาจมีผลให้กรรมเจือจางลง
อย่างไรก็ตาม ผมก็ตัดสินใจ ให้กรรมพัวพันระหว่างผมกับเพื่อนคนนี้จบสิ้นกันในชาตินี้แล้ว โดยผมขออโหสิกรรมและให้อโหสิกรรมตลอดจนแผ่เมตตาให้เขามีความสุขความเจริญ ตามที่หลวงพ่อได้ชี้แนะไว้ ไปเรียบร้อยแล้ว และขอให้กรรมนี้สิ้นสุดลงไม่มีผลพัวพันต่อไปภายหน้าอีก





-การเจ็บป่วยของข้าพเจ้ากับสิ่งมหัศจรรย์


ข้าพเจ้าล้มป่วยลงด้วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี เข้ารับการผ่าตัดเพราะอาการอยู่ในขั้นอันตราย ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้
หนึ่งปีต่อมา มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร สาเหตุเนื่องจากได้รับประทานยาแก้ปวดกระดูกหัวเข่า Feldene ติดต่อกันมานานถึงห้าปี รู้ตัวเมื่อเย็นวันหนึ่ง ถ่ายออกมาเป็นวุ้นเลือดสด ๆ
กลับมาอยู่บ้านได้ ๓-๔ วัน ก็เกิดอาการท้องอืด มีน้ำในช่องท้อง กลายเป็นโรคตับอักเสบ ต้องดูดน้ำออก

ข้าพเจ้ามีอาการช็อค หายใจไม่ ความรู้สึกของตัวเองขณะนั้น ดับวูบไปแล้วและนอนหมดสติอยู่ถึง ๗ วัน โอกาสรอดชีวิตของข้าพเจ้าน้อยเต็มที
จำได้แม่นว่ามองเห็นแสงสว่างภายนอกสองดวง พวยพุ่งมายังตัวข้าพเจ้า ดวงหนึ่งนั้นมาจากหลวงพ่อจรัญ (พระราชสุทธิญาณมงคล) แห่งวัดอัมพวัน สิงห์บุรี อีกดวงหนึ่งนั้นมาจาก หลวงพ่อพุธ ฐานิโย (พระราชสังวรญาณ) แห่งวัดป่าสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา พระคุณเจ้าทั้งสองรูปนี้เป็นที่เคารพนับถือของครอบครัวเรามาก น้องชายได้ไปกราบเรียนอาการให้หลวงพ่อจรัญทราบเป็นระยะ ๆ ท่านได้กรุณาแผ่เมตตา สวดมนต์ ให้แก่ข้าพเจ้าทุกวัน ครั้งละหนึ่งจบ ส่วนหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ด้วยความเมตตาห่วงใยที่หลวงพ่อมีต่อข้าพเจ้า ท่านมอบพระให้องค์หนึ่ง สั่งว่าให้ไปติดตังคนไข้ไว้ก่อนและให้ภาวนา พุทโธ พุทโธ ตลอดเวลา หลวงพ่อเองก็สวดมนต์ แผ่เมตตาให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเช่นกัน

ก่อนหน้าที่จะฟื้นคืนสติมานั้น ข้าพเจ้าได้มองเห็นร่างเทพยดาทรงเครื่องสวมชฎา ประทับสง่างามราวกับพระอินทร์ อยู่บนศาลาจตุรมุข กวักพระหัตถ์ให้ข้าพเจ้าขึ้นไป แล้วตรัสว่า “ขอให้เอ็งกลับไปยังโลกมนุษย์ ยังทำธุระไม่เสร็จให้กลับไปทำเสีย ข้ามีเวลาให้เจ้าสามวัน ไปทำให้เรียบร้อย” ข้าพเจ้าก้มลงหมอบกราบ แล้วถอยออกมาเดินลงบันไดไปที่สวนซึ่งเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ เดินไปจนถึงท้ายสวน มีประตูสีดำคล้ายอัลลอยด์ สลับสีทอง บานประตูค่อย ๆ แง้มเปิดออกให้ข้าพเจ้าผ่านออกไป ความรู้สึกตอนนั้นตัวเบาหวิว สบาย ๆ คล้ายกับเหาะลงสู่พื้นดิน จากนั้นก็เริ่มรู้สึกดีขึ้น ลำดับความเป็นมาต่าง ๆ หมอเอาเครื่องอุปกรณ์ออกจากลำคอ ให้กินน้ำ ให้กลืนอาหารอ่อน ๆ ได้เอง

พอรู้สึกตัวดี บอกกับหมอว่า ขอออกจากห้อง ICU วันนี้ ทนไม่ไหวแล้ว เล่าให้ญาติฟังว่า ถูกรบกวนตลอดเวลาด้วยวิญญาณของเหล่าสัมภเวสี ที่วนเวียนอยู่ในห้อง ICU นั้น รวมทั้งวิญญาณของผู้มาขอกินซาลาเปา ๒ ลูกด้วย เป็นผู้หญิงจีนมีอายุแล้ว เมื่อกลับมาถึงบ้านก็รีบทำบุญทันทีด้วยการเลี้ยงพระทั้งวัด ถ่ายชีวิตโคกระบือ ให้เงินบำรุงมูลนิธิเด็กกำพร้า และอื่น ๆ อีกหลายรายการ




-ชีวิตลำบาก...เมื่อพบหลวงพ่อจรัญแล้วสบาย

จากชีวิตต้องสู้ของเด็กบ้านนอกคอกนาจน ๆ ต่อสู้กับชีวิตด้วยความยากลำบากนานับประการ อดมื้อกินมื้อ ทำงานทุกอย่างที่สุจริตชนจะพึงกระทำได้
และแล้ววันหนึ่ง เหมือนบุญกุศลของผมยังมีอยู่ ได้พาให้ผมมาพบแสงธรรมแห่งชีวิตที่ช่วยสองแสงเป็นแนวทางให้ผมได้ยึดถือปฏิบัติจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ พ่อเป็นคนมีกรรมถูกเขารังแกจนทนไม่ไหวฆ่าเขาตาย จึงต้องขายนา ๔๐ ไร่มาสู้ความ ผลสุดท้ายต้องติดคุกชดใช้หนี้กรรม ส่วนแม่แต่งงานใหม่ ตัวผมเองอยู่กับคุณตาบ้าง แม่บ้าง พออายุประมาณ ๗ ขวบ ไปอาศัยวัดแสงสรรค์อยู่ ก็ไปมาระหว่างบ้านกับในขณะที่บวชเณรอยู่ เช้าวันหนึ่งขณะที่บิณฑบาตมาถึงบ้านโยมคนหนึ่ง โยมคนนั้นเห็นผมเป็นลูกคนจน จึงไม่ยอมใส่บาตรและเก็บขันข้าวกลับเข้าบ้านไป ตัวของผมเองมีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมาก และนึกในใจอยู่เสมอว่า ชีวิตเราจะต้องทำให้ดีให้ได้
ทนเห็นโยมแม่ลำบากเกี่ยวข้าวหน้าน้ำไม่ไหว จึงตัดสินใจเข้าไปกราบลาหลวงปู่ปลั่ง

เมื่อสึกออกมาช่วยน้าสาวน้าเขยเดินเรือข้าวอยู่ครึ่งปี ก็มานอนคิดว่าถ้าทำอย่างนี้ เห็นทีตัวเราคงไม่มีอนาคตแน่ “แม่ครับผมจะไปกรุงเทพฯ ผมยังไม่ได้กินข้าวเลย แม่จะให้กินข้าว แต่ผมเกรงใจพ่อใหม่ แม่ตักข้าวกับไข่ต้มมาให้ ๑ ฟอง เมื่อกินข้าวเสร็จ ผมได้กราบเท้าแม่ ๓ หนและบอกว่า “แม่ครับผมจะไปตายเอาดาบหน้า”
ระหว่างเดิน มีก้อนดิน ๑ ก้อน เดินออกมาจากบ้านแม่ด้วยความคับแค้นใจ จึงใช้เท้าเตะก้อนดินอย่างแรงเพื่อให้เจ็บ และจำได้ว่ารสชาติของความจนเป็นอย่างไร มาหางานทำในกรุงเทพฯ แต่ยังไม่ได้งานทำ จึงรับจ้างแบกปูนก่อสร้างโรงพยาบาลสงฆ์ หัวหน้างานเทศบาลแผนกกำจัดอุจจาระ ได้ช่วยให้ผมเข้าทำงานที่เทศบาลเป็นพนักงานตัดหญ้ารายวัน ๆ ในช่วงนี้ผมได้อาศัยเวลาว่าง ไปเรียนกวดวิชาที่วัดสุทัศน์ เสาชิงช้า อาจารย์เพทายฯ ท่านเมตตาให้ผมเรียนฟรี ไม่เก็บค่าเล่าเรียน บางครั้งท่านยังให้เงินใช้ด้วย ผมได้ตอบแทนบุญคุณท่านด้วยการปัดกวาดเช็ดถู ทำความสะอาดโรงเรียน กวาดพื้น ล้างส้วม ระหว่างนั้นท่านอาจารย์ได้ซื้อรถมา ท่านสอนให้ขับ
ได้พบพี่เสน่ห์ เป็นนักพากษ์หนังขายยาเปอร์รี่วิท สอนให้ขับรถ เป็นคนโฆษณาขายยา กรอหนัง แบกยาส่งตามร้าน เพราะผมอยากได้วิชาความรู้ ชีวิตประสบความสำเร็จ พูดเก่ง พูดเป็น พากษ์หนังได้ สินค้าก็ขายดี

ระหว่างทำงานโดนเกณฑ์ทหาร อยู่ที่โรงพยาบาลเสนารักษ์ พระมงกุฎเกล้าฯ และถูกส่งไปเรียนวิชาพยาบาล และไปสอบใบประกอบโรคศิลป์ได้ สามารถฉีดยารักษาคนไข้ ปลูกฝี เป็นบุรุษพยาบาลคอยช่วยเหลือแพทย์
เมื่อปลดประจำการ จึงไปสมัครทำงานที่บริษัทดีทแฮมล์ เป็นพนักงานขับรถ ไปช่วยเซลล์ขายของโชห่วย เหตุที่ขายก็เพราะว่า เซลล์กลับไปแต่งงาน จนเมื่อ มร.เซ็นต์เฮาเซอร์ ชาวสวิส พอพูดไทยได้บ้างมาทำการตรวจตลาดระหว่างที่ขายอยู่นั้น ผมก็เลยบอกว่า “องอาจ (เซลล์) ไปห้องน้ำครับ” “ประเสริฐ องอาจไปตกส้วมตายแล้วหรือ” และก็ขอตรวจสอบใบเสร็จรับเงิน ปรากฏว่าเป็นลายมือของผม จึงได้สั่งให้เอารถกลับสำนักงานใหญ่ที่ถนนเจริญกรุง เพื่อพบกับผู้จัดการใหญ่ และเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย ได้ปฏิบัติงานขายเรื่อยมา จนกระทั่งสามารถปลูกบ้านได้ ๑ หลัง ส่งลูกเรียนหนังสือจนจบ ๒ คน จนวันหนึ่งได้ยื่นความประสงค์ขอลาออก ท่านได้เรียกเข้าพบเพื่อเกลี้ยกล่อมจึงโกหกว่า “แม่ให้ไปบวช” จึงได้ลาออกสมใจ

เมื่อลาออกแล้วจึงไปสมัครทำงานกับสายการบินแพนแอมที่ดอนเมือง แผนกยกกระเป๋า ทำงานได้ประมาณ ๓ ปี สามารถเก็บเงินซื้อรถ เพื่อทำเป็นรถแท็กซี่ป้ายดำ ผมขับรถแท็กซี่อยู่นานหลายปี ชีวิตก็ยังมีความทุกข์
อยู่มาวันหนึ่ง ได้มีผู้โดยสารว่าจ้างผมไปส่งที่จังหวัดสิงห์บุรี ได้ค่า ผมตั้งใจไว้ว่าจะหาพระที่ดี ๆ สักองค์ เพื่อทำให้ชีวิตของผมได้มีความสุขขึ้นมาบ้าง ผมได้ไปสอบถามคุณป้าร้านขายข้าวแกงที่รถ บขส. ว่า “คุณป้าครับ แถวนี้มีพระดี ๆ ที่ไหนบ้าง” คุณป้าก็บอกว่า “จะมาขอหวยหรือว่าจะเอาความดีล่ะ ถ้าเอาความดีก็ให้ไปหาหลวงพ่อจรัญ”
ท่านบอกว่า “ถ้าทานข้าววัดอัมพวันของหลวงพ่อแล้วจะรวย” หลวงพ่อพูดอยู่เสมอ
หลวงพ่อท่านให้ศีลให้พรและพูดว่า “ประเสริฐ ถ้าคิดถึงกันก็แวะมาเยี่ยมกันอีกนะ”

ผมได้พาคนที่มีทุกข์ไปพบหลวงพ่อ เพราะหลวงพ่อสอนว่า คนที่มีทุกข์เราต้องช่วยเขา
เมื่อสวดมนต์แล้ว ท่านให้แผ่เมตตาแก่ทุกชีวิตให้มีความสุขกายสบายใจ ผมถือปฏิบัติมาโดยตลอด วันหนึ่งหลวงพ่อไปเตือนผมว่า “ให้ระวังหน่อยนะประเสริฐ” แต่หลวงพ่อก็ไม่ได้บอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต่อมาผมได้ขับรถไปชนคนตายและไปปรึกษากับหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านบอกว่า “ประเสริฐ ขอจงไปรอที่เกิดเหตุ เวลาประมาณ ๘ โมงเช้า จะมีคนมาช่วย” แล้วก็เป็นจริงอย่างที่หลวงพ่อบอกไว้ ในเวลานั้นคุณพี่อรุณ ได้แนะนำให้รู้จักกับท่านอัยการศาลได้ช่วยเรื่องคดีจนจบ

ต่อมา ผมได้บวชพระที่วัดอัมพวัน โดยมีหลวงพ่อจรัญเป็นพระอุปัชฌาย์ บวชได้ ๑๕ วันจึงลาสิกขา หลวงพ่อได้ดูดวงชะตาให้ผมอีก หลวงพ่อได้พูดว่า “ประเสริฐ ระวังยังมีคลื่นใต้น้ำอีก ยังไม่หมดเคราะห์” เพื่อนของผมขับรถชนกับรถตำรวจทางหลวง โกชุ้นตาย ตัวผมบาดเจ็บสาหัสมาก ลูกเมียบ้านแตกสาแหรกขาด หมดทุกอย่าง เมื่อผมหายดีแล้ว เงินทางก็ไม่มีจึงต้องจุดธูป ๙ ดอก บอกหลวงพ่อโตว่า “ลูกขอเอาทองที่เลี่ยมไปขายเพื่อยังชีพ” จากนั้นได้เอาพระสมเด็จโตเก็บโดยใช้ผ้าเช็ดหน้า และไปปรึกษากับหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกว่า “ประเสริฐ เธอหมดเวรกรรมแล้ว” หลวงพ่อแนะนำให้ไปทำงานเกี่ยวกับการขาย ท่านบอกว่า จะขายอะไรก็ได้ ขอให้ทำจริง ๆ แล้วจะรวย

ได้ถามหลวงพ่อว่า “ผมจะเปลี่ยนงานไปขายรถยนต์ จะดีหรือเปล่าครับ” หลวงพ่อบอกว่า “ดี ไปได้เลย ประเสร็จเรามีดีอยู่แล้ว” จนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการ ได้รับรางวัลเดินทางไปดูงานต่างประเทศหลายประเทศ ในช่วงนี้ผมได้ห่างหลวงพ่อไปประมาณ ๕ – ๖ ปี ที่ไม่ได้ไปพบท่านบ่อย ๆ เหมือนเมื่อก่อน อาจจะเป็นเพราะผมมีงานมาก หรือลืมที่จะนึกถึงท่าน หรือประมาทในชีวิตหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ชีวิตของผมเริ่มตกอับ โดยเจ้านาย เพื่อนฝูง กลั่นแกล้ง ใส่ร้ายป้ายสี ให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ทำการค้าทุกอย่างไม่เจริญ ผมเกือบจะต้องหนีไปบวชพระ เพราะผมห่างหลวงพ่อไป


ผมฝันเห็นท่านหลวงพ่อมาเยี่ยม ท่านพูดว่า “ประเสริฐลืมเราแล้วหรือ ไม่เห็นไปวัดอัมพวันบ้างเลย” แล้วผมก็เอารูปของท่านขึ้นมาอธิษฐานว่า “ถ้าบุญบารมีของผมมีจริงแล้ว ขอให้ได้พบกับหลวงพ่ออีก”
ท่านสอนให้เข้าวัดปฏิบัติธรรมบ้างแล้วจะเจริญ ผมได้ถามหลวงพ่อว่า ผมจะเปลี่ยนงานมาขายประกันจะดีหรือไม่ ท่านบอกว่า “ดีทั้งนั้นแหละประเสริฐ งานทุกอย่างที่สุจริต ไม่คดไม่โกงเขา ขอให้เราทำจริง ๆ”

ผมทำงานอยู่บริษัท สยามกลการ มาประมาณ ๒๐ ปี จึงได้ตัดสินใจลาออก แล้วเดินเขาไปสมัครเป็นตัวแทนขายประกันชีวิตที่บริษัทไทยประกันชีวิต ตั้งใจทำงานนี้อย่างจริงจัง โดยยึดเอาคำสอนของหลวงพ่อมาเป็นหลักชัยในการประกอบอาชีพจนถึงทุกวันนี้ ทำให้ชีวิตของผมและหน้าที่การงานมีความเจริญก้าวหน้า ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ มีบ้านให้คนเช่า มีรถยนต์ มีทรัพย์สินเงินทอง มีชีวิตที่สุขสบาย มีฐานะการเงินที่ดีพอสมควร ซื้อที่ดินและปลูกบ้านให้ลูกสาวทั้ง ๒ คนคนละแปลง ได้รับรางวัลเดินทางไปทัศนศึกษาต่างประเทศหลายประเทศ
ผมมีความรุ่งโรจน์ในอาชีพก็เพราะหลวงพ่อ ผมไม่เคยลืมคำสอนของหลวงพ่อที่ว่า “งานอะไรก็ดีทั้งนั้น ขอให้เราทำจริง ๆ เถอะ”


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 10 ธันวาคม 2552 เวลา:17:55:51 น.  

 
-พรหลวงพ่อ

ผมเป็นคนที่ไม่เคยเชื่อเรื่องธรรมะ และเรื่องของกฎแห่งกรรม ผมไม่เคยเข้าวัดทำบุญ ผมไม่เคยไหว้พระสงฆ์
สาเหตุเหล่านี้เกิดจากการอ่านหนังสือพิมพ์ ที่ลงข่าวบ่อย ๆ เกี่ยวกับความประพฤติที่ไม่ดีของพระสงฆ์ ทำให้ผมขาดความเชื่อถือ และไม่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ผมเชื่อเสมอว่า ถ้าผมทำดีแล้วจะได้ดีเอง จนกระทั่งวันที่ผมไม่คาดคิดก็มาถึงตัว เมื่อธุรกิจของผมต้องประสบปัญหาหลายอย่าง การคำนวณการตลาดผิดพลาด ทั้ง ๆ ที่ธุรกิจที่ทำอยู่ก็ดีอยู่แล้ว และนี่คงเป็นเรื่องของกรรมเก่า ที่ผมเคยกระทำมากระมัง ?

ผมเริ่มขาดทุน จับสินค้าตัวใหม่ก็ผิดพลาดจนในที่สุดก็หมดตัว หมดแบบพึ่งพาอาศัยใครไม่ได้เลย นอกจากภรรยา ซึ่งเคยมาพักรักษาตัว และเข้าปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวันตอนป่วย ก็แนะนำให้ผมไปบวชพราหมณ์ที่วัดอัมพวัน ผมหมดทางเลือกจึงหันหน้าเข้าวัดอัมพวัน ประมาณ ๗ วัน ใน ๒ – ๓ วันแรก มีความรู้สึกดีขึ้น วันที่ ๓ – ๔ ก็กลับฟุ้งซ่านอีกเหมือนเดิม

ได้พบหลวงพ่อก่อนจะกลับออสเตรเลีย พอผมเงยหน้าขึ้น หลวงพ่อบอกผมว่า “นี่จะรวยแล้วนี่เรานะ” ผมตกใจมากที่ได้ยิน เงินที่จะเริ่มต้นธุรกิจใหญ่ยังมองไม่เห็นเลย
ทำงานอยู่กับร้านอาหารไทย ซึ่งฝรั่งเป็นเจ้าของ ผมทำทุกอย่างที่เป็นงาน เชื่ออยู่อย่างเดียวว่า ผมจะต้องทำได้ และคำพูดของหลวงพ่อ ก็ยังก้องอยู่ในหูผมตลอดเวลา ผมทำงานได้ประมาณ ๔ เดือน เริ่มมีเงินเก็บ เปิดร้าน “เทส ออฟ ไทยแลนด์” ประสบความสำเร็จอย่างมาก สามารถซื้อที่ดินได้ ๗ ไร่กว่า

ปีที่ ๒ ของร้าน เรามีเงินซื้อรีสอร์ทอยู่ ฐานะดีขึ้นมากจนแทบไม่น่าเชื่อ
ปีที่ ๓ มีเงินขยายร้านที่ ๒ ชื่อ “สตาร์ออฟสยาม” ร้านทั้ง ๒ ขายดีมาก ๆ จัดว่าเป็นร้านอาหารที่ขายดีที่สุดในเมือง Port Douglas
ก่อนวัน หลวงพ่อให้ “พร” เราไม่มีอะไรเหลือเลย หลังวันหลวงพ่อให้ “พร” เรา เป็นเวลา ๕ ปีกว่า ๆ แล้ว เรามีสิ่งต่าง ๆ ในออสเตรเลีย
ที่ดิน ๗ ไร่เศษ ปลูกผักและผลไม้ไทย
สามารถทำบุญได้บ่อย ๆ โดยไม่ลำบาก และมีโครงการที่กำลังขยายในออสเตรเลีย
ร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านขายเครื่องแกง และของแห้ง สำหรับปรุงอาหารไทย และนี่คือผลดีจากการปฏิบัติธรรม สร้างบุญสร้างกุศลอย่างจริงจัง และการเคารพนับถือผู้บังเกิดเกล้า ครูบาอาจารย์ และโดยเฉพาะ “พร” และคำสอนของหลวงพ่อที่ผมไม่เคยลืม
เล่มสิบสอง


เล่ม๑๒


-หลวงพ่อทำให้ข้าพเจ้าพบชีวิตที่รุ่งเรือง


คุณพ่อคุณแม่ก็พาข้าพเจ้าเข้าไปกราบหลวงพ่อ ท่านสอนอยู่เป็นเวลานาน ข้าพเจ้าเห็นแม่ข้าพเจ้านั่งน้ำตาไหล เพราะซาบซึ้งในคำสั่งสอนของหลวงพ่อ และไม่รู้จะทำอย่างไรถึงจะให้ลูกหายเกเรได้ หมดปัญญาแล้ว ส่วนตัวข้าพเจ้าก็รู้บ้างไม่รู้บ้าง เพราะยังไม่สร่างเมา ก่อนจะลากลับหลวงพ่อบอกกับคุณพ่อคุณแม่ว่า “เสรีนี้ถ้าใครเลี้ยงไม่ได้หลวงพ่อจะเอามาเลี้ยงเอง ต่อไปภายหน้าเด็กคนนี้จะได้ดี”


หลวงพ่อจะสอนแปลกกว่าพระอื่น ๆ ที่ข้าพเจ้าได้พบมา หลวงพ่อจะสอนให้คิดเป็น สอนให้รู้จักเหตุรู้จักผล ท่านจะไม่สอนให้ทำบุญด้วยเงิน ท่านจะสอนให้ทำบุญด้วยความดี ด้วยการสวดมนต์ ด้วยการเจริญกรรมฐาน ท่านว่าได้บุญมาก ในเวลานั้นข้าพเจ้าชอบมาก เพราะไม่ต้องเสียเงินแถมมีข้าวให้กินฟรี ๆ อีกด้วย มีเรื่องทุกข์ร้อนอะไรมาหาหลวงพ่อรู้หมด โดยยังไม่ทันพูดอะไรเลย ชักเริ่มแปลกใจ สงสัยว่าท่านรู้ได้ยังไง


ตอนนั้นหลวงพ่อได้สอนข้าพเจ้าว่าให้คิดเปรียบเทียบดูว่ากินเหล้าดีอย่างไร เสียอย่างไร ทำอย่างไรจะรู้ว่าเราเมาแล้วเป็นอย่างไร ก็เลยซื้อเทปเล็ก ๆ มาอัด เวลาไปกินเหล้าก็เอาไปด้วย พอหายเมาก็เอามาเปิดฟังดู ฟังครั้งไรไม่เคยฟังจนจบเลยสักครั้งเพราะอายตัวเองว่า ชักเบื่อหน่ายอยากจะเลิกกินและชอบมาหาหลวงพ่อมากขึ้น

เรื่องกินเหล้าเมายาก็เริ่มห่างออกไป ข้าพเจ้าก็แต่งงาน หลังจากนั้นก็เริ่มห่างวัดอีก จนเริ่มมีปัญหาทางครอบครัว จึงหันหน้ามาหาหลวงพ่ออีก คราวนี้หลวงพ่อให้เข้ากรรมฐาน ๗ วัน หลังจากออกกรรมฐานแล้วทุกอย่างก็ดีขึ้น เป็นคนใจเย็นขึ้น มีความอดทนมากขึ้น เดิมทีนั้นเป็นคนใจร้อน เป็นคนไม่ยอมใคร โมโหใครแล้วจะเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ไม่กลัวตาย ไม่เห็นคุณค่าของชีวิต กรรมฐานช่วยทำให้รู้จักชีวิต รู้จักคุณค่าของเวลา แต่ก็ยังไม่เชื่อว่ากรรมฐานจะทำให้รู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ ว่า “เสรี มายังไง กินข้าวหรือยัง พ่อแม่สบายดีไหม ยังไม่ลืมหรอกจำได้” ข้าพเจ้าก็ตกใจหลวงพ่อจะรู้ความคิดเราไปได้ยังไง ไม่ว่าข้าพเจ้าไปทำอะไรมา จะเป็นที่ไหนก็ช่างเถอะหลวงพ่อรู้หมด

ข้าพเจ้าไปดูหมอ หมอทักมาไม่ดี ก็ไปหาหลวงพ่อ ไปถึงยังไม่ทันพูดอะไร ท่านก็บอกว่า “เสรีมีธรรมะติดตัวมาตั้งแต่อดีตชาติแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าชาตินี้สวดมนต์ไหว้พระไว้จะรวยเสรี เป็นเถ้าแก่ไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการไม่ได้ เพราะบารมีไม่ถึง อดีตชาติทำแต่บุญ ไม่ได้สร้างบารมีไว้ ทำกิจการของตัวเองก็เจ๊งหมด พวกที่ทำการค้าแล้วขาดทุนเจ๊งกันไปนั้น เพราะพวกเขาไม่มีบารมี ตอนเป็นลูกจ้างเขาทำให้เถ้าแก่รวยได้ พอมาทำเองเจ๊งหมดเลย
พวกราชการก็เหมือนกัน ถ้าบารมีไม่ถึง ได้ตำแหน่งใหญ่โตหน่อยก็อยู่ได้ไม่นานก็มีอันเป็นไป

ด้วยความอยากรวยกลับมาบ้านสวดมนต์เป็นการใหญ่ ท่านบอกว่า “เสรี สวดมนต์อะไรกันมากมายนัก สวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหากาฯ แล้วมาสวดบทพุทธคุณห้องเดียวเท่าอายุบวก ๑ ก็พอแล้ว แต่ต้องสวดทุกวันนะ สวดวันอาทิตย์วันเดียวไม่ได้”
ข้าพเจ้าถามว่าทำไม หลวงพ่อท่านก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นเองก็กินข้าววันอาทิตย์วันเดียวสิ กินให้มาก ๆ เลย วันอื่นไม่ต้องกิน เพราะไม่มีเวลา


ข้าพเจ้าก็บอกว่าไม่ได้ ข้าวต้องกินทุกวันไม่หยั่งงั้นหิวตายแน่ หลวงพ่อก็บอกว่าถ้าอยากรวย ก็ต้องสวดมนต์ทุกวันเหมือนกัน บทอื่นก็ดีไม่ใช่ไม่ดี แต่ที่ให้สวดเฉพาะพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหากาฯ จะได้สวดทุกวันได้ไม่เปลืองเวลา ความที่ข้าพเจ้าอยากรวยก็เลยต้องสวดทุกวัน พอสวดทุกวันเข้าก็เลยเลิกกินเหล้า

ตอนหลังข้าพเจ้าทำอะไรเหมือนมีลางสังหรณ์มาบอก ข้าพเจ้าจะรู้อะไรก่อนเป็นบางครั้ง ข้าพเจ้าก็ถามหลวงพ่อ หลวงพ่อตอบว่า นั่นแหละสวดมนต์มาก ๆ เข้าจะมีสติ สติก็ออกมาบอก ข้าพเจ้าเคยถามหลวงพ่อว่าทำไมต้องสวดเท่าอายุ ท่านตอบว่าเป็นการฝึกให้เรามีสติ แล้วสวดเท่าอายุบวก ๑ นั้นจะทำให้มีอายุยืน เป็นการต่ออายุ จะไม่เสียชีวิตถ้ายังไม่ถึงคราวสิ้นอายุขัย จะไม่ตายด้วยอุบัติเหตุ

“เสรีทำไมไม่ดีสักที ติดขัดอะไรหนอ เสรีเคยทำให้พ่อแม่เสียใจน้ำตาร่วงไหม” บอกโอ้โฮหลวงพ่อ ร่วงจนไม่มีจะร่วงแล้ว ตอนที่ผมกินเหล้า พ่อแม่เหมือนตกนรกทั้งเป็น หลวงพ่อจึงบอกว่า เสรี นั้นแหละบาปกรรมมาก ต้องไปแก้กรรมกับพ่อแม่ เพราะคนที่เถียงพ่อแม่ชอบดุพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่เสียใจ คนพวกนี้ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ ทำอะไรก็เอาดีไม่ได้

ท่านก็บอกว่าถึงวันเกิดของเราให้ซื้อเสื้อผ้าใหม่ ให้พ่อแม่คนละ ๑ ชุด ผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก ๆ ๑ ผืน ตื่นเช้ามาไหว้พระสวดมนต์จบแล้ว จัดหาอาหารอย่างดีที่สุดที่พ่อแม่ชอบ ให้พ่อแม่รับประทาน เมื่อรับประทานแล้ว ให้ท่านนั่งบนเก้าอี้พร้อมกัน เอากะละมังใส่น้ำอุ่นมาล้างเท้าพ่อแม่ เอาสบู่ฟอกให้สะอาดแล้วล้างด้วยน้ำให้สะอาด เอาผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก ๆ ที่ซื้อมาเช็ดให้แห้ง เอาแป้งโรยให้ทั่วให้หอม เอาเสื้อผ้าที่ซื้อมาให้ท่าน เสร็จแล้วพูดว่า กรรมใดที่ลูกได้ล่วงเกินคุณพ่อคุณแม่ ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ขอให้คุณพ่อคุณแม่อโหสิกรรมให้แก่ลูกด้วย เสร็จแล้วกราบเท้าท่าน ๓ ครั้ง เอาเท้าท่านทั้งสอง คนละข้างเหยียบที่ศีรษะเรา แล้วให้ท่านให้พรเรา นั่นแหละถึงจะล้างกรรมกันได้

ตอนนี้บารมีถึงแล้ว เป็นเจ้าของโรงพิมพ์ได้แล้ว ข้าพเจ้าก็บอกว่า หลวงพ่อผมไม่เคยได้ทำบุญอะไรเลย บาตรก็ไม่ได้ใส่ เอาปัจจัยถวายพระก็ไม่เคย ทอดกฐินทอดผ้าป่าก็ไม่เคย หลวงพ่อก็บอกว่า “ก็เสรีพิมพ์หนังสือสวดมนต์แจกเขา (ตอนนั้นพิมพ์เป็นใบปลิวบอกวิธีสวดให้เสร็จ) ช่วยหาหินมาสร้างหอประชุมให้เขาปฏิบัติธรรม นั้นแหละได้บารมีมาก เพราะช่วยให้พวกเขาพ้นทุกข์ พอเขามาปฏิบัติธรรมแล้วเขาตายไปเขาก็อยู่สบาย พวกคนดีเขาไม่ลืมบุญคุณคน เขาไปอยู่ดีเขาก็แผ่เมตตาให้เราเหมือนสายฝนเลย การให้ธรรมเป็นทานได้กุศลมาก”

ข้าพเจ้าก็ได้โรงพิมพ์จริง ๆ อย่างที่หลวงพ่อพูดไว้ ท่านตั้งชื่อให้ว่า “วิริยะพัฒนาโรงพิมพ์” พอได้เครื่องพิมพ์มาแล้วก็ไปหาลูกค้าไม่เป็น หางานไม่เป็น ก็ไม่มีงานจะพิมพ์ หลวงพ่อก็สอนอีกว่า สวดมนต์ก่อนนอนเสร็จแล้วอธิษฐานว่า “บัดนี้ ชาตินี้ ข้าพเจ้าได้มาทำกิจการโรงพิมพ์ พิมพ์หนังสือธรรมะ ขอให้ท่านที่เคยเป็นญาติกัน เคยช่วยเหลือค้ำชูกัน เคยมีบุญคุณเกื้อหนุนกันในหลาย ๆ ภพ หลาย ๆ ชาติที่ผ่านมา ขอให้ได้มาช่วยกันอุดหนุนค้ำชูกันอีกในชาตินี้ด้วยเถิด” นับแต่นั้นมากิจการของข้าพเจ้าก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ

หลวงพ่อท่านก็บอกว่า สวดมนต์เข้าไว้ถึงเวลามีเอง ไม่ต้องไปขอใครเขา ไม่ต้องไปทำ เสียเงินเปล่า ๆ ถ้าอยากมีลูกให้สวดมนต์พุทธคุณ ๑๐๘ จบ ตั้งครรภ์จริง ๆ ในระหว่างตั้งครรภ์ก็สวดมนต์เหมือนเดิม เดี๋ยวนี้แม่เค้าไม่ได้สวดมนต์ที่ห้องพระแล้ว สวดบนที่นอนนั้นแหละ สวดให้ลูกดู

มีอยู่คนหนึ่งเป็นผู้หญิงสูงอายุแล้ว มีลูกอยู่คนหนึ่งต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ ยังเรียนไม่ทันจบก็เป็นโรคประสาทเสียก่อน ถามหลวงพ่อว่าจะแก้หายไหม หลวงพ่อก็ตอบว่า ไม่เคยสอนให้ลูกสวดมนต์ไหว้พระเลยตั้งแต่ตอนลูกยังเล็ก บัดนี้บุญกุศลเก่าของเขาหมดแล้ว พอมีปัญหาแก้ไม่ได้ ทำให้จิตตก หรือที่เขานิยมเรียกว่า ดวงตก และชาตินี้ก็ไม่ได้ทำใหม่ไว้เลย จึงต้องเป็นเช่นนี้แก้ไขไม่ได้

อยู่ดี ๆ ท่านก็บอกว่า “ถ้าคนไหนสวดมนต์ตามที่ท่านได้สอนไว้ ถ้าเขาจะมีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้น ขอให้ท่านรู้ ท่านก็จะไปช่วย”
ถึงแม้จะยังไม่ได้พบหรือได้คุยกับหลวงพ่อเลยก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อแล้ว สวดมนต์ตามแบบของหลวงพ่อนั้นต้องสวดทุกวัน เปรียบเสมือนกับการกินข้าว ข้าวต้องกินทุกวันฉันใด สวดมนต์ก็ต้องสวดทุกวันฉันนั้น



-ด้วยอำนาจบุญบารมีของหลวงพ่อจรัญ

ได้รับหนังสือกฎแห่งกรรม-ธรรมปฏิบัติ อ่านให้สามีและลูกฟัง อ่านตั้งหลายเที่ยว เพราะอยากให้สามีและลูกสาวลูกเขยเกิดศรัทธา แต่สามีซึ่งมีไตข้างเดียวมาหลายปีแล้วไม่ค่อยเชื่อ
ตั้งใจจะให้ลูกชายซึ่งทำงานเป็นช่างไฟฟ้า ติดเหล้างอมแงมจนต้องลาออกจากงาน มาปฏิบัติกรรมฐานเพื่อเป็นเพื่อนคุณพ่อเขา
ผลบุญที่สามีของข้าพเจ้าได้รับจากการปฏิบัติกรรมฐาน ๗ วัน ช่วย ทำให้สามีของข้าพเจ้าสดชื่น แข็งแรง หน้าใส มีเลือดฝาดปัสสาวะก็ใส ไม่ขุ่นข้นเหมือนเดิม สุขภาพจิตก็ดี ดีทุกอย่างเปลี่ยนเป็นคนละคน เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ที่สุดในชีวิต

ลูกชายของข้าพเจ้าคนที่ติดเหล้าได้มาฝึกกรรมฐาน ๗ วัน เพื่อเลิกดื่มเหล้าสูบบุหรี่ ลูกชายเล่าว่า ต้องทนทุกข์ทรมานกับเวทนา ๒-๓ วัน ขณะปฏิบัติ ด้วยการอาเจียนออกมามีกลิ่นเหม็นเหล้าฟุ้งไปหมด และมีอาการเจ็บคอ มีไข้อ่อน ๆ ด้วย ทรมานอยู่ ๓-๔ วัน อาการต่าง ๆ ก็ทุเลาลงจนเข้าที่ปกติ
เขาก็เลิกดื่มไปได้มาก จะดื่มบ้างก็ ๒-๓ เดือนครั้ง ไม่ดื่มก็อยู่ได้

ลูกเขยคนที่ ๔ แต่ก็อยู่ได้เพียง ๓ วันเช่นเดิม เพราะเขามีอาการข้อเท้าพลิกและเจ็บอยู่เสมอ เดินไม่ถนัด เป็น ๆ หาย ๆ คงเป็นกรรมที่เขาชอบใช้กาวดักหนู ภรรยาเขาและข้าพเจ้าบอกให้เขาเลิกทำเสีย และพยายามแผ่เมตตาให้หนู ปัจจุบันนี้ดีขึ้นมากแต่ก็ยังไม่หายขาด

การปฏิบัติธรรมวันที่ ๖ ตื่นตี ๐๓.๓๐ เริ่มปฏิบัติธรรมตอนตี ๔ อากาศยังมืดอยู่ ข้าพเจ้าก็ตั้งใจเดินจงกรม ๑ ชั่วโมง นั่งสมาธิ ๑ ชั่วโมง ตามที่อาจารย์กำหนดให้อย่างเคร่งครัด ขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ในสมาธิ พองหนอ-ยุบหนอ อยู่นั้น พลันสายตาของข้าพเจ้าก็มองเห็นภาพตัวเอง นั่งสมาธิรวมอยู่กับเพื่อนเต็มศาลา และภาพต่อมามองเห็นภาพผู้ชายแขก คลานเข้าไปคุกเข่าข้างหน้าข้าพเจ้าโดยไม่พูดอะไรเลย เพียงใช้สายตามองด้วยความขอบคุณ
พอมองเห็นถุงอาหารเป็นชุดเป็นพวงที่เขาพากันถือมาเท่านั้น ก็รู้เลยว่าเป็นของที่ข้าพเจ้า น้องสาว และลูกสาว ใส่บาตรเช้ามืดวันพระเมื่อเช้านี้เอง
เสียงกริ่งก็ดังขึ้นทันที เป็นสัญญาณเตรียมแผ่เมตตา แผ่ส่วนกุศล เสียงหมาที่วัดก็หอนโหยหวนขึ้นพร้อมกัน ภาพที่มองเห็นเหมือนภาพจากทีวีหรือภาพยนตร์ ฟ้าสว่างพอดี
ก็ได้แต่คิดอัศจรรย์ในภาพที่เห็นในสมาธิ ได้แต่คิดว่ามนุษย์เราอยู่ซ้อนกับโลกวิญญาณ

ภาพที่มองเห็นในสมาธินั้นเป็นภาพที่เกี่ยวกับบ้านลูกสาวคนที่ ๔ อยู่กรุงเทพฯ ประกาศขายนานเกือบปีก็ไม่ได้ขายเพราะเป็นบ้านเดี่ยวราคาแพง ลูกเขามีความจำเป็นต้องย้ายกลับไปซื้อบ้านที่ขอนแก่น เพื่อจะได้อยู่ใกล้พ่อแม่ บ้านที่กรุงเทพฯ ก็เลยเป็นบ้านว่างจึงประกาศขาย ได้แนะนำให้ลูกสาวลงไปกรุงเทพฯ จุดธูป ๑ ดอก ในบริเวณบ้าน เพื่อบอกขอให้เจ้าที่ช่วยขายบ้านให้ได้ภายใน ๑ เดือน ถ้าขายได้จะมาปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน กับหลวงพ่อจรัญ ๗ วัน

ปรากฏว่าขายบ้านได้ตามราคาที่ต้องการภายใน ๑ เดือน ตามที่ขอจริง ๆ ตามสัญญาที่ให้ไว้กับเจ้าที่ จึงทำให้ข้าพเจ้ามองเห็นภาพแขก ๒ ผัวเมียในสมาธิ ได้ทราบอีกด้วยว่าพื้นที่หมู่บ้าน เคยเป็นป่าช้าแขกมาก่อนนานแล้ว บ้านส่วนมากขายไม่ออกมีแต่บ้านเดียว ใครซื้อเข้าไปอยู่จะต้องย้ายออกเป็นส่วนมาก ขายก็ยาก

การปฏิบัติธรรมหลังรับประทานอาหารเช้า โดยการเดินจงกรม ๑ ชั่วโมง นั่งสมาธิ ๑ ชั่วโมง ขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ในสมาธิ พองหนอ-ยุบหนอ อยู่นั้น ข้าพเจ้าเกิดเวทนา มีอาการปวดศีรษะซีกข้างซ้าย แล้วก็ปวดเรื่อยลงมาหมดซีกซ้ายของร่างกายจนถึงปลายเท้า อาการปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งเจ็บทั้งปวด ทรมานมากจนจะทนไม่ไหว คิดว่าคงต้องตายแน่ ๆ เคยได้อ่านในหนังสือท่านมาหลายเที่ยวแล้วว่าการเกิดเวทนาไม่มีใครตาย ขอแต่เราจะต้องสู้ไม่ถอย “ตายเป็นตาย” เรียกหาหลวงพ่อ “ช่วยลูกด้วยหลวงพ่อ ปวดหนอ ๆ ปวดมากหนอ ๆ หลวงพ่อช่วยลูกด้วย มันจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ แล้ว ปวดซีกซ้ายหนอ ปวดศีรษะมากหนอ ๆ ปวดหมดทั้งซีกซ้ายหนอ ช่วยลูกด้วย ลูกปวดทรมานเหลือเกิน”

พลันสายตาที่อยู่ในสมาธิก็มองเห็นเป็นภาพผู้ปฏิบัติธรรมในชุดขาว นั่งสมาธิเต็มศาลา ร.๕ มีผู้นั่งสมาธิเต็มศาลา ภาพต่อมามองเห็นเหมือนรูปปันของหลวงพ่อจรัญ ลอยเข้ามาในท่านั่งสมาธิ แล้วข้าพเจ้ามีความรู้สึกตอนนั้น เหมือนมีลมเป่าลงมาตรงหัวไหล่ขวาข้าพเจ้ามีการเย็นสบายลงไปเรื่อย ๆ จนอาการเวทนาต่าง ๆ หายไปเป็นปลิดทิ้งเหมือนครั้งแรก ข้าพเจ้าดีใจจนน้ำตาซึม ต่อไปอีกประมาณไม่ถึง ๕ นาที ก็มีกริ่งสัญญาณ เตรียมแผ่เมตตา แผ่ส่วนกุศล ข้าพเจ้าก็ได้คิดว่าคงเป็นกรรมที่ใช้มือข้างขวาตีแมวทโมน

คุณพ่อของข้าพเจ้า ท่านมาเข้าฝันบอกข้าพเจ้าว่า บาปอยู่ส่วนบาปนะลูก บุญอยู่ส่วนบุญ จำทำบุญล้างบาปไม่ได้เลย ท่านบอกฝากถึงลูกหลานและญาติ ๆ ทุกคนด้วยว่าเมื่อชีวิตยังอยู่ให้กระทำแต่ความดี และเว้นความชั่วทั้งหลาย หมั่นทำบุญตักบาตร กรวดน้ำด้วย

สามีของข้าพเจ้าป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นโรคเบื่ออาหาร เป็นอยู่ ๒ สัปดาห์ น้ำหนักลด ๒ กิโลกรัม กินยาก็ไม่ทุเลา มีแต่ทรุดกับทรุด ตกเย็นข้าพเจ้าสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ แผ่เมตตา แผ่ส่วนกุศล แล้วก็เข้านอน ประมาณตี ๔ กว่า มีเสียงบอกอยู่บนหัวนอนข้าพเจ้าว่าไปหา “พระ” ขับรถพาสามี ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน จ.ขอนแก่นโดยเร็ว แต่สามีบอกว่าเหนื่อยไปไม่ไหว เพรากินอาหารไม่ได้มา ๒ สับดาห์แล้ว
ปรากฏว่าสามีกินอาหารได้และปฏิบัติกรรมฐานที่สำนักปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อได้ครบ ๗ วัน
น้ำหนักก็เพิ่มขึ้นเป็นปกติ เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ใจจริง เหลือเชื่อสำหรับคนที่ยังไม่เคยมา

ข้าพเจ้าป่วยมีไข้อ่อน ๆ ไปกินยาหมอไหนก็ไม่หาย น้ำหนักก็ลดลง ๆ อ่อนเพลียเพราะกินอาหารไม่ค่อยได้ กินแต่ข้าวต้ม นอนก็ไม่หลับ เครียด และมีอาการทางกระเพาะด้วย นอนรักษาตัวเองมาประมาณ ๒ เดือน ข้าพเจ้าคิดว่าต้องตายแน่ ๆ มีอาการแพ้ยา มีอาการลิ้นจืด ปากจืด ไปหาหมอ หมอบอกว่าขาดวิตามินเกลือแร่ เขาก็จัดยาวิตามินมาให้กิน ก็พอกินอาหารได้บ้าง พอมีกำลังขึ้นแต่ไม่หาย
คืนหนึ่งข้าพเจ้านอนหลับฝัน ปรากฏมีเสียงดังสูงเหนือศีรษะข้าพเจ้าว่า “ไปหาพระ ทำอย่างไรจึงจะไปปฏิบัติธรรมได้หนอ ลูกเหนื่อยเหลือเกิน อ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีกำลัง
ด้วยแรงศรัทธาในหลวงพ่อ ทำให้ข้าพเจ้ากินอาหารได้ในเช้าวันแรกเลย รู้สึกเอร็ดอร่อยมาก อาการปากจืด ลิ้นจืด ก็หายเป็นปลิดทิ้ง อาหารอะไรก็อร่อยหมดทุกอย่าง อาการไข้ก็หายขาด อาการต่าง ๆ หายไปอย่างน่าอัศจรรย์ใจจริง ๆ


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 10 ธันวาคม 2552 เวลา:17:57:10 น.  

 
-เพลงกรรม

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนสัตว์โลกว่า เรามีกรรมนำมาเกิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์พวกพ้อง เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย... เราทำกรรมอันใดไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาป เราจะต้องรับผลของกรรมนั้น

หลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล (หลวงพ่อจรัญ) ...พระอริยสังฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าก็เป็นอีกองค์หนึ่งทีย้ำคำว่ากรรม... และกฎแห่งกรรมมีอยู่จริงดังที่ เรา..ท่าน ทั้งหลายได้ประจักษ์ในหนังสือกฎแห่งกรรม-ธรรมปฏิบัติ ที่หลวงพ่อได้เมตตาเผยแพร่ให้กับประชาชนได้รับรู้ และหาวิธีชดใช้กรรมพร้อมทั้งสอนให้รู้จักวิธีสร้างเสริมบุญบารมี เพื่อหลีกเลี่ยงกรรมชั่ว


“นี่คือกรรมที่ยายทำไว้กับแมว” ท่านตีแมวตัวหนึ่งที่มาขโมยข้าวตีมันด้วยมือซ้ายจนขามันลาก แมวขาหักและร้องลั่นพร้อมทั้งหันมามองคุณยายด้วยน้ำตาไหลพราก แล้วมันก็ลากขามันหายลับไปจากบ้านนับตั้งแต่วันนั้น และแล้ว ...กรรมก็สนองคุณยายในบัดดล...เพราะด้วยแรงโกรธที่คุณยายใส่ลงไปในมือขณะที่ตีแมว ทำให้นิ้วนางข้างซ้ายของคุณยายพลิกตามกระดูกข้อนิ้วหัก ได้รับความทรมานไม่แพ้แมวเลย ก่อนที่คุณยายจะเสียชีวิตประมาณ ๒ ปี คุณยายก็เป็นอัมพาตเดินไม่ได้ ต้องลากขา... กระเถิบกายด้วยแขนทั้งสองข้าง มีลูกหลานคอยอุ้มปรนนิบัติ คุณยายหายใจหอบเสียงคล้ายแมวที่ได้รับความทรมาน แต่ในที่สุดคุณยายก็ลาโลกไปด้วยความสงบ ในท่านอนพนมมือ

ดิฉันเกิดป่วยเป็นโรค Endometriosis (เป็นซีสเล็ก ๆ ตามผนังรังไข่) ซึ่งมีอาการปวดท้องและประจำเดือนมาผิดปกติ ได้รับความปวดทรมานมาก คุณหมอให้ผ่าตัดด่วนในวันตรวจเช็คนั่นเอง ทั้งนี้ซีส ได้โตขึ้นและกดทับไส้ติ่งที่เกือบจะแตกอยู่แล้ว ดิฉันได้รับความทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วยอย่างแสนสาหัสและกลัวความตายมาก

ได้กราบหลวงพ่อดาบส แล้วท่านก็บอกว่า “ลองอธิษฐานจิตดูสิ เพราะเรามีความดีแผ่ออกมาจากตัวอยู่แล้วนี่”ดิฉันจะเพิ่มการสวดมนต์จากวันละครั้งก่อนนอนเป็นวันละ ๒ ครั้ง คือ เช้าและก่อนนอน

เมื่อหมอทำอัลตราซาวด์ ก็พบว่าทุกอย่างหายไปหมด ก้อนเนื้อนั้นฝ่อไปแล้ว
หลวงพ่อดาบสท่านบอกไปว่าให้หมั่นสวดมนต์ปฏิบัติธรรม และอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรเสียนะ

“เอาล่ะ หากกลุ่มคนที่กล่าวร้ายป้ายสีเรานี้เป็นเจ้ากรรมนายเวรจากอดีตชาติหรือปัจจุบันชาติ เราก็อโหสิกรรมให้ท่าน จะไม่มีการจองเวรจองกรรมกันอีก แต่หากไม่เคยมีเวรมีกรรมต่อกันมาก่อน ความใดที่ท่านทั้งหลายกล่าวหาเราแล้วไม่ได้เป็นจริงตามนั้นเราไม่ขอรับ มันจะกลับไปสู่เจ้าของหรือตกต้อง ณ ที่ใดก็สุดแล้วแต่”

ดิฉันกราบพระสวดมนต์แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลเช่นว่าทุก ๆ วัน ในที่สุดดิฉันก็ได้ย้าย และได้ตำแหน่งสูงขึ้นพร้อมทั้งได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน ๒ ขั้นในปีถัดมา

หลวงพ่อวัดอัมพวันชี้หน้าดิฉันบอกว่าไปปฏิบัติธรรมที่วัดเรา ๗ วันนะ จะเห็นผล หลวงพ่อท่านรู้แล้วว่าดิฉันต้องผจญกรรม




-ญาติธรรม

ข้าพเจ้ามีคุณแม่ป่วยเป็นอัมพาต ครอบครัวได้ดูแลรักษาปรนนิบัติอย่างดี ก่อนที่ท่านจะเป็นอัมพาต ชอบพาท่านไปเที่ยวอยู่เสมอ ในตอนที่ท่านปกติอยู่ แม้ถึงตอนที่เป็นอัมพฤกษ์ก็ยังพาไปชายทะเล เดินบ้าง ข้าพเจ้าได้นำหนังสือ กฎแห่งกรรม มาอ่านบางครั้งท่านน้ำตาไหล

ข้าพเจ้าสงสัยในคำพูด อันท้าทายของหลวงพ่อที่ว่า “ใครไม่มีบุญ มาวัดนี้ไม่ได้ มาได้เฉพาะคนมีบุญเท่านั้น” ข้าพเจ้าตั้งสัจจะไว้ว่าจะมาอยู่วัดนี้ให้ได้ จะมาเอาของดีของวัดนี้กลับไปให้จงได้ ถ้ามาจะต้องอยู่ ๗ วัน
ข้าพเจ้าได้ทราบจากนิมิตว่าการฆ่าสัตว์ถึงแม้จะไม่ตั้งใจก็เป็นบาปทั้งนั้น นิมิตในวันแรกเกิดเวทนา ได้รู้ว่าเอามือไปจับขามดแดงขณะมันเดิน ขามันหลุดตายไป
นิมิตที่สองทราบว่า ไปจับไก่แล้วเอาเอ็นผูกขาไก่ แล้วไปผูกกับต้นไม้ เพื่อไม่ให้มันเดินเข้ามาย่ำในบ้าน จนขาของไก่โดนเอ็นบาดลึกลงไป ทำให้ข้าพเจ้าปวดตาตุ่มเหลือเกิน
นิมิตที่สามทราบว่า ไปฆ่าปูนา เอาตัวมันกดลงไปในดินจนขามันหลุด ข้าพเจ้าเลยปวดขาทรมาน


หลวงพ่อ “นั่งกรรมฐานกันให้ได้ นั่งแล้วจะดี...”
ข้าพเจ้าพูด “หลวงพ่อเจ้าขา ดิฉันมาตามคำท้าทายของหลวงพ่อเจ้าค่ะ”
หลวงพ่อบอกว่า ใครไม่มีบุญ มาวัดนี้ไม่ได้ เจ้าค่ะ”
หลวงพ่อหัวเราะพร้อมทั้งชี้มือไปยังญาติโยมว่า “อ๋อ งั้นพวกนี้ก็มีบุญกันทั้งนั้นนะซิ”
ข้าพเจ้าพูดว่า “หลวงพ่อเจ้าขา ขอบารมีหลวงพ่อช่วยแผ่เมตตาให้คุณแม่ของดิฉันที่ป่วยอยู่ค่ะ”
หลวงพ่อพูด “อีกไม่นาน ให้ทำใจนะ แล้วจะแผ่เมตตาให้”
ข้าพเจ้าได้ฟังน้ำตาไหลปรี่ ซาบซึ้งเป็นที่สุด

ในคืนนั้น ข้าพเจ้าเศร้าปนปีติบอกไม่ถูก ขณะที่เข้าสมาธิอยู่นั้นข้าพเจ้าสติดี ปรากฏว่าหลวงพ่อเข้ามาในสมาธิของข้าพเจ้า เห็นหน้าท่านชัดเจน ท่านได้พูดกับข้าพเจ้าว่า แผ่เมตตาให้เรียบร้อยแล้วนะ ขณะที่เห็นภาพท่านจะมีเสียงสวดมนต์กระหึ่มไปหมด พอหลวงพ่อพูดจบ ข้าพเจ้ายกมือไหว้ท่านทั้ง ๆ ที่นอยู่ปากก็พูดว่า “กราบ ตั้งสัจจะ เดิน ๑ ชั่วโมง นั่ง ๑ ชั่วโมง ขณะที่นั่งสมาธิอยู่นั้น ได้ปรากฏนิมิตเห็นคุณตาคุณยาย จูงมือวิ่งขึ้นบันได วันนั้นใกล้จะหมดเวลานั่งสมาธิ เกิดเวทนาใจแทบขาด แขนกระตุก กิ๊ก กิ๊ก เกิดนิมิตว่า ข้าพเจ้าขับรถทับลูกสุนัขในหมู่ไม่ได้เจตนาตาย แข้งขากระตุก ข้าพเจ้าได้รับเวทนาครั้งนี้แรงเหลือเกิน

พบเทพกาหลง.... ช่วยเตือน ช่วยสอน

ตี ๓ ครึ่ง ก่อนระฆังของวัด มีคนมาสะกิดที่แขน ๒ ครั้ง แต่ไม่ได้รู้สึกว่ากลัวอะไร เพราะเพื่อนพูดทีเล่นทีจริงว่า พี่กาหลงช่วยมาปลุกด้วยนะ พอเช้าเพื่อมองตาข้าพเจ้า ปากก็ถามว่าโดนไหม ข้าพเจ้าก็ตอบว่า โดน
นอนสมาธิกำหนด พองหนอ ยุบหนอ ตื่นมาอีกทีเกิดเวทนาไปหมด ก็เปลี่ยนท่านอนเป็นนอนตะแคง เอาผ้าห่มมากอด เรียกว่า ท่าสบาย นอนไปนานมาก มารู้สึกอีกทีกลายเป็นท่านอนสมาธิ ผ้าห่มให้ตั้งแต่หน้าอกถึงปลายเท้าอย่างดี ที่รู้สึกตัวตื่นเพราะเกิดเวทนามือเท้าแข็งไปหมด ดีใจก็ดีใจ ขนลุกก็ขนลุก จะมีใครซะอีก เทพกาหลง ท่านเห็นว่าข้าพเจ้านอนตามอำเภอใจ ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมทำไม่ถูก ข้าพเจ้าเกิดความเข้าใจทันที

วันที่เจ็ดนั่งสมาธิจนได้ที่ ก็เริ่มนอนสมาธิ จนเริ่มสงบนิ่ง ก็มีคลื่นสะเทือนและมีเสียงพูดกับข้าพเจ้าปรากฏเป็นภาพที่มีเปรตมากมายจริง ๆ ท่านหลวงพ่อยังสอนอีกว่า นอนสมาธิให้กำหนด ปวดหนอ ๆ ไป อย่าได้หยุด ขณะที่ฟังก็มีเสียงสวดมนต์ปริศนา ฟังไพเราะ พอเสียงหลวงพ่อหายไปเสียงสวดมนต์ก็ยังอยู่ตลอดการนอนสมาธิ




-เวลา

“เวลา........เป็นสิ่งเดียวในโลก ที่ทุกคนได้รับเสมอกัน
ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันเลย แม้แต่คนเดียว
แต่ใครจะใช้เวลาในแต่ละวินาที อย่างมีค่าและคุ้มค่ากว่ากัน นี่แหละเป็นเรื่องน่าคิด”
ข้อความข้างต้น จาก หลวงพ่อจรัญ
ตลอดชีวิต ๔๘ ปี ของข้าพเจ้า เพิ่งรู้สึกว่ามีความสุขก็เมื่อได้เริ่มปฏิบัติธรรม

บิดาของข้าพเจ้าป่วย ด้วยโรคมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง ซึ่งเป็นช่วงที่อาการหนักมาก ทุกคนเตรียมจองศาลาวัดได้แล้ว น้องพยาบาลที่รู้จักกัน เขามอบหนังสือบทสวดมนต์หลวงพ่อจรัญให้ ๑ เล่ม จึงได้ลองนำมาสวดและอธิษฐานจิตไว้ว่า จะสวดให้คุณพ่อ เป็นการต่ออายุทุกวันไม่ให้ขาดเลย เมื่อสวดพาหุง (ชัยมงคลคาถา) และมหาการุณิโก แล้วต่อด้วยการสวดพระพุทธคุณ ๗๖ จบ เป็นประจำ คุณพ่อเริ่มมีอาการดีขึ้นจนกระทั่งแข็งแรงดี และท่านยังเล่าว่า ตอนออกจากโรงพยาบาลมาถึงบ้านใหม่ๆ เคยเห็นพระสงฆ์มายืนสวดมนต์ให้พรอยู่ตรงหน้าต่างห้อง จากนั้นเดินหายเข้าไปในพระพุทธรูปในห้องนอน ลูก ๆ

ช่วงนี้กิจกรรมในการสัมมนาจะมีมาก ง่วงเกินกว่าจะสวดมนต์ ก็ผลัดกับตัวเองว่าจะสวดย้อนหลังให้ จนกระทั่ง ทำให้ขาดการสวดพระพุทธคุณไปเลย ในระยะนั้นบิดาของข้าพเจ้ากลับป่วยหนักอีกครั้ง ไม่มีเวลาสวดมนต์ได้เลย คุณพ่อก็เสียชีวิต อานิสงส์ของการสวดพระพุทธคุณได้ต่ออายุของคุณพ่อมาตลอดเวลาเท่าที่ได้อธิษฐานจิตไว้
หลังจากคุณพ่อเสียก็ตั้งใจจะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อให้มีพลังจิตกล้าแข็งในการอุทิศส่วนกุศลให้ถึงคุณพ่อผู้ล่วงลับ ลงทะเบียนเพื่อปฏิบัติธรรม ๗ วันทันที

๓ วันแรก ข้าพเจ้าเบื่อและอึดอัดมาก นอนก็ไม่หลับ หิวก็หิว นั่งสมาธิไปมีอาการคันยุบยิบตามลำตัวบ้าง นั่งไปแล้วปวดแขนขาอย่างสาหัส เหมือนไปขุดดินฟันหญ้ามาสัก ๒ – ๓ วัน จึงรู้ว่าเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้เวลานั่งสมาธิ ในวันที่ ๔ ช่วงราว ๒๐ นาที เริ่มมีอาการปวดขามาก และที่สำคัญขมับทั้ง ๒ ข้าง เต้นตุบ ๆ เหมือนหลอดเลือดบริเวณนั้นจะระเบิด ปวดหัวใจมากจนทนไม่ไหว กำหนดปวดหนอก็แล้ว เปลี่ยนมากำหนดลมหายใจก็แล้ว ยังปวดต่อเนื่องไม่หยุด พยายามทนปวดคิดอยู่นานว่าเราเคยทำอะไรไว้ในอดีตที่ผ่านมา

ก็ระลึกได้ว่าเมื่ออายุ ๗ – ๘ ขวบ ชอบตกปลามาก โดยเฉพาะปลาดุก เรียกว่าทำบาปขึ้นทีเดียว หย่อนเบ็ดปุ๊บจะได้ปลาดุกปั๊บ พอนำมาทุบหัวแล้วให้คุณแม่ย่างจนสุก ประพฤติเช่นนี้มานานพอสมควร โดยไม่รู้สึกว่าการทุบหัวปลาดุกนั้นจะผิดร้ายแรงอย่างใด ข้าพเจ้าตั้งจิตแน่วแน่บอกกับเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายว่า ข้าพเจ้าจะปล่อยปลาดุกและไม่ยอมกินอีกเลยจนตลอดชีวิต กับจะถือศีล ๘ อุทิศส่วนกุศลให้ในวันพระเท่าที่จะทำได้ และยังคงทำมาจนถึงทุกวันนี้


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 10 ธันวาคม 2552 เวลา:17:59:01 น.  

 
-ปฏิบัติธรรมด้วยศรัทธา

ดิฉันเป็นผู้ที่ใฝ่ธรรมมาตั้งแต่เยาว์วัย คุณแม่เคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อดิฉันอายุได้ ๑ – ๒ เดือน เกิดเจ็บป่วยมาก ใครมาเห็นก็บอกว่าเด็กคนนี้ต้องตายแน่ คุณแม่เฝ้าดูแลรักษาจนอ่อนใจ ตอนกลางวันของวันหนึ่งท่านได้หลับแล้วฝันไปว่า มีพระมาหยอดยาให้ลูก แล้วลูกก็หายป่วย จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนบอกว่าจะพาไปหาพระที่วัดราษฎร์บำรุง จังหวัดชลบุรี เมื่อคุณแม่เห็นพระองค์นี้ก็บอกว่า “ใช่แล้ว เป็นพระองค์ที่มาพบในฝัน มาหยอดตาให้ลูกหายจากป่วยไข้” คุณแม่ได้เล่าให้หลวงพ่อฟัง ท่านชื่อ หลวงพ่อบุญยิ่ง จึงยกให้เป็นลูกของพระ

ตอนที่แต่งงานมานั้นไม่มีอะไรเลย คุณ ดิฉันได้ช่วยเหลือกิจการทำที่นอนของคุณพ่อและคุณแม่ของสามี ด้วยความฝังใจที่อยากเรียนแต่ไม่ได้เรียน ดิฉันจึงได้ไปให้ทุนนักเรียนที่โรงเรียนประจำอำเภอ
ปรากฏว่าบุตรชายของดิฉันทั้งสี่คนล้วนแต่เรียนเก่ง สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ปริญญาโท มีหน้าที่การงานเหมาะสม ได้เห็นเด็กบางคนน่าสงสาร บางคนเรียนดีแต่ยากจน บางคนกำลังจะจบต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย จึงคิดอยากจะช่วย

การดำเนินชีวิตของคนเรามีทั้งสุข ทุกข์ เจริญรุ่งเรือง ประสบความสำเร็จและล้มเหลว ชีวิตของดิฉันก็เช่นเดียวกัน เคยประสบกับเหตุการณ์หนัก ๆ ในชีวิต ไฟไหม้โรงงานทำที่นอน ลูกค้าทราบข่าวรีบนำเงินมาชำระหนี้ บางรายให้เงินมาก่อนเพื่อให้ทำที่นอนให้ ธนาคารให้เครดิตธนกิจอุตสาหกรรมขนาดย่อม บริษัทเงินทุนให้อีก แต่ไม่รับ เพราะไม่อยากเป็นหนี้ น่าแปลกมากที่สร้างโรงงานทันสมัยขึ้นมาได้อีก และเริ่มจับงานใหม่ทั้ง ๆ ที่ขายดี ผลิตไม่ทัน แต่มีความรู้สึกขึ้นเองในขณะนั้นว่า ในอนาคตต่อไปที่นอนนุ่นจะสูญพันธุ์ ดิฉันได้จับงานเป็นตัวแทนขายประกันชีวิต รู้สึกสนุกกับงานนี้มาก ๆ

เหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อได้เกิดขึ้นอีก ในตอนกลางคืนคืนหนึ่ง รถจอดอยู่ในบ้านถูกขโมยพร้อมกันทีเดียว ๒ คัน แต่ไม่ทำให้ขวัญเสีย กลับมีความเข้มแข็งและอดทน ดิฉันมีความภูมิใจในตนเองมาก และมีความเชื่อว่าคงจะเป็นบุญจากการที่เราได้ศึกษาธรรมะ และปฏิบัติธรรมมาโดยตลอด จึงทำให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ในชีวิตมาได้ ต่อมาภายหลังดิฉัน ได้เงินกลับคืนมาโดยไม่คาดฝัน เนื่องจากได้ขายที่ดินที่ซื้อไว้เพียง ๓ ปี ในราคามากกว่าเดิมถึง ๒๐ เท่า

จนกระทั่งได้มาอ่านหนังสือกฎแห่งกรรม – ธรรมปฏิบัติ ดิฉันรู้สึกสนใจมาก อยากจะมาวัดอัมพวัน

จากการที่ได้ปฏิบัติธรรม สามารถช่วยชีวิตสามีได้ถึง ๓ ครั้ง และช่วยให้ลูกชายรอดตายได้อย่างน่าอัศจรรย์ ลูกชายจะไปเที่ยวที่ประเทศฝรั่งเศส โดยจะไปพักกับลูกชายคนที่สอง ดิฉันก็บอกกับลูกว่า “ถ้าลูกจะไปเที่ยวที่ฝรั่งเศสนั้น แม่ขอไปปฏิบัติธรรมสัก ๑๐ วันก่อน ไปจองตัวไว้ เมื่อแม่กลับมาแล้วค่อยไปเที่ยว”

กลับไปถึงบ้านแล้วลูกชายทั้งสองคนบอกว่า ทางฝรั่งเศสบอกว่าให้เลื่อนตั๋วไปเที่ยวหน้า เนื่องจากมีครอบครัวของภรรยาของเขามาขอพักกันเต็ม และบ้านก็แคบ ไปเลื่อนตั๋วเสร็จแล้ว ปรากฏว่าเครื่องบินลำนั้นคือเลาดาร์แอร์ ได้บินไปตกที่อำเภอด่านช้าง

หลังจากที่รับประทานอาหารมื้อเย็นแล้ว สามีบอกว่าแน่นท้อง ลูกชายได้ขับรถพาไปที่โรงพยาบาล หมอได้ให้เข้าห้องฉุกเฉิน ไอ.ซี.ยู. เพราะสามีตัวเขียวและอ่อนไปทั้งตัว หมอบอกว่าเส้นเลือดตีบ ๓ เส้น ดิฉันจึงขออนุญาตคุณหมอนั่งอยู่ในห้อง ไอ.ซี.ยู. จับแขนสามีไว้ ดิฉันนั่งสมาธิทั้งคืน ขออาราธนาหลวงพ่อจรัญช่วย และอธิษฐานในใจว่า ถ้าสามีหายดิฉันจะมาปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน ๑๐ วัน ปรากฏว่าผ่าตัดถึง ๖ ชั่วโมง ออกจากห้องผ่าตัดตัวบวมฉึ่ง และเขาก็หายป่วย

ต่อมา สามีต้องผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี ก่อนที่จะทราบว่าเป็นนิ่วในถุงน้ำดีนั้น เขามีอาการเจ็บท้อง ระหว่างอยู่ที่ห้องผ่าตัด ดิฉันจะนั่งสมาธิและขออาราธนาหลวงพ่อจรัญช่วย เหตุการณ์ก็ผ่านพ้นไปทำให้สามีหายและแข็งแรง
ต่อมา สามีขึ้นบันไดเก็บมะปรางที่อยู่หลังบ้าน บันได้ได้ฟาดมาโดนศีรษะทำให้เลือดออกซิบ ๆ แต่ก็ไม่เป็นอะไรมาก ยังคงทำงานได้ตามปกติ แต่ดิฉันมีลางสังหรณ์อยู่ในใจว่า จะต้องเป็นอะไรแน่ ๆ อาการเริ่มปรากฏ สามีขับรถไปชนกับเขา ดิฉันเฝ้าสังเกตเห็นว่าเขามีอาการเดินช้า พูดช้า ขึ้นบันไดก็เดินเซ วันหนึ่ง ลูกโทรมาบอกว่าพ่อขึ้นบันไดไม่ได้ และเดินเซ ลูกบอกให้พ่อนอนอย่างเดียว จึงได้พาไปที่โรงพยาบาล หมอตรวจแล้วบอกว่า “ต้องผ่าตัดสมองทันทีเนื่องจากเลือดคั่งในสมอง ถ้าคุณมาช้า ๕ นาทีก็ไม่ได้แล้ว เพราะคนไข้เริ่มจะเพ้อแล้ว” ตกลงว่าคุณหมอได้รับผ่าตัดให้ แล้วเขาก็ปลอดภัยมาจนบัดนี้

เหตุการณ์ที่เกิดลางสังหรณ์ขึ้นกับดิฉันนี้ ดิฉันคิดว่าเกิดจากการที่มีสติรู้เท่าทันเหตุการณ์ว่าอะไรเกิดขึ้น และมีความเชื่อมันอย่างสนิทใจว่า การที่เรามาเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อจรัญ ทำให้มีสติสามารถช่วยชีวิตสามี ผ่านพ้นวิกฤติการณ์ได้

ผลจะเกิดอย่างที่ท่านเคยบอกอยู่ตลอดเวลาว่า “เราจะมีสติ สามารถช่วยตนเองและช่วยผู้อื่นได้”
คนที่ทำงานทั่วไปในยุคนี้ ทำงานด้วยความเครียด น่าสงสาร ดิฉันอยากให้มาปฏิบัติธรรม ในสถานที่ที่ถูกต้องและได้ผล ดีกว่าไปทัวร์ตามที่ต่าง ๆ หมดเงินหมดทองไปโดยไม่ได้อะไรเลย




-กระแสจิต กระแสใจ กระแสไฟแห่งปัญญา

จิตคืออะไร จิตคือธรรมชาติต้องคิดอ่านอารมณ์รับรู้อารมณ์ไว้ได้เหมือนเทปบันทึกเสียง ถ้าจิตใครมีกระแสไฟมันก็สว่าง ถ้าไม่มีไฟมันก็มืด จิตของท่านขาดปัญญาท่านจะไร้เหตุผล หลับตาส่งกระแสจิตตรงนี้ (อุณาโลม บริเวณกลางหน้าผาก ระหว่างคิ้ว) เปิดสวิตช์ปั๊บเดี๋ยวมันก็จะถึงเยอรมันเลย จะไปเยอรมันหรือไปไหน สมาธิเตรียมพร้อมที่จะส่งกระแส แต่ไม่ทำกันเอง

คนเรานี่มีสมาธิอยู่ในตัวเองด้วยกันทุกคน แต่มักจะใช้สมาธิไม่ถูกทาง ถ้ามีสติมากจะส่งได้มาก มีสติน้อยจะส่งได้น้อย มันจะริบหรี่ ๆ จะใช้มากกว่านี้ไม่ได้ เหมือนกับสมาธินี่ถ้าเก็บไว้ได้ ท่านจะไม่ต้องนอนก็ได้

คนที่รู้ความชั่วมาหมดแล้วนี่ สร้างความดีได้สบายมาก จะสร้างได้ดีกว่าคนที่รู้ความดีโดยไม่รู้ความชั่ว อาตมาแนะนำบริษัทหลายบริษัท จะรับผู้จัดการบริษัท ไม่ต้องไปสอบวิชาการ เพราะทุกคนต้องมีวิชาการครบ ถามข้อเดียวพอเลย โกงเป็นไหม ผู้จัดการโกงไม่เป็นไม่รับ เดี๋ยวนี้ผู้จัดการบริษัทมันโกงไม่เป็น มันถึงได้เจ๊ง ไม่รู้ว่าเขาโกงกันอย่างไร

คนขับรถเหมือนกัน ถ้าจะรับต้องถามว่าเคยขับรถชนบ้างไหม ถ้าคนไหนเคยขับรถชนมามากต้องรับไว้ก่อน ชนเพราะอะไร เพราะเมาหรือเพราะหลับ อย่างนี้ไม่รับ แต่หากเป็นเพราะเหตุสุดความสามารถเพราะอย่างนั้นเพราะอย่างนี้ อันนี้ค่อยรับ คนนี้เข้าท่า มีประสบการณ์ ประสบการณ์มาก บางคนเพิ่งขับรถไม่เคยชนไม่เคยเฉี่ยว อย่าไปรับ

ผู้จัดการบริษัทถ้าโกงได้ทุกชนิดรับไว้เลย แต่ก็ขอเจริญพรหมายเหตุท้ายไว้สักข้อหนึ่ง อย่าโกงบริษัทเรา อย่าโกงตัวเอง เราโกงคนอื่นได้ แต่อย่าโกงตัวเอง คนโกงตัวเองนี่เลวที่สุด คนโกหกคนอื่นได้หลายร้อยคนนี่ไม่เป็นไร อย่าโกหกตัวเอง
ไม่โกงตัวเองแล้ว จะซื่อสัตย์สุจริตเป็นนิจขยัน หนึ่งประหยัด สองซื่อสัตย์ สามสามัคคี สี่มีวินัย อย่าโกหกตัวเอง พูดแล้วต้องทำ

นักเรียนทั้งหลายจงฟังครูสอน ทำตามครูสอน แต่อย่าเอาอย่างที่ครูทำ เดี๋ยวครูต้องไปกินเลี้ยงหน่อยนะ แหม นี่ครูไร้วิญญาณครู ครูคนนั้นก็โกหกตัวเอง
เมื่อสองวันก่อนกรมอุตุนิยมวิทยา จังหวัดขอนแก่นพูดผิดเลย บอกจะเกิดอากาศผันผวน จะเกิดร้อนหนัก องศาเท่านั้นองศาเท่านี้ ปรากฏว่าฝนตกสามวันสามคืนเลย ตอนเช้าต้องขอขมาลาโทษ ว่าพูดผิดไปหน่อย อย่าให้มันผิดพลาดอย่างนั้นนะ แต่สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง ทุกคนจะท่านผู้ใหญ่หรือผู้น้อยงานต้องไม่สมบูรณ์ทุกคน จะเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ ไม่มีงานใดจะร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือทองร้อยเปอร์เซ็นต์

อย่าไปหาหมอดู จะทำให้ไขว้เขว สะเดาะเคราะห์บ้าง เวลาเคราะห์ไม่ดีสะเดาะเคราะห์หายเลย มักง่ายมักได้สร้างเวรสร้างกรรม ต้องยอมรับใช้หนี้ซิ ยกตัวอย่างโยมไปยืมเงินเขามา แล้วไปให้ท่านรองผู้ว่าการใช้แทนได้ไหม ไม่ได้

“วัดนี้สอนแปลกโว้ย” ก็ลงจากรถมาเลย “เจอพระดีเข้าแล้ว ไปวัดไหนก็ว่าเขาเรื่อยเลย ว่ากินเหล้าเล่นการพนันไม่ดี เอ๊ะหลวงพ่อวัดอัมพวันนี่แปลกบอกว่ากินเหล้าดี เล่นการพนันดี เจ้าชู้ก็ดี ดีหมด” อาตมาเลยได้แฟนเยอะเลย เต็มกุฏิเลย ดีอย่างไรเราก็ยังไม่อธิบาย ให้ไปทานข้าวก่อน เลี้ยงกาแฟ โอวัลตินอย่างดี มีปาท่องโก๋ให้อีกด้วย พอกินของเราแล้วก็กลับมากราบ ตอนแรกไม่ได้กราบ ยกมือไหว้เฉย ๆ แต่พอกินอิ่มกราบเลย เราได้ตำราแล้ว
พอกราบแล้วเป็นอย่างไร เราก็สอนเขาไม่ให้รู้ตัว เขาก็ถามอีกว่า “หลวงพ่อครับ กินเหล้าดียังไง” อาตมาก็บอกว่า “ดีที่โยมชอบ แต่ไม่ดีสำหรับอาตมา อย่างเช่นอาตมานี่ถ้าดื่มเหล้า โยมจะทำบุญไหม” เขาก็ตอบว่า “ไม่ทำครับ ถ้าท่านดื่มสุรา ผมไม่ใส่บาตรเลย”

เขาร้ายมาอย่าร้ายตอบ
เขาเอาความไม่ดีมาอย่าเอาความไม่ดีไปแก้ไข
คนตระหนี่ให้ของที่ต้องใจ
คนพูดเหลวไหลเอาความจริงใจเข้าไปสนทนา


กรรมฐานนี้อาตมาไปได้มาจากหลวงพ่อในป่าที่จังหวัดขอนแก่น กว่าจะรู้ได้ใช้เวลานานมาก หลวงพ่อในป่า ที่เคยให้กรรมฐานพระบัวเฮียว และองค์นี้สำคัญมาก เคยให้กรรมฐานพระเจ้ากรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินที่ยกกรีฑาทัพมาจากเชียงใหม่ ไปกวาดต้อนพวกไพรี จนมาถึงสุพรรณบุรี จึงมาเจอพระในป่า ท่านก็บอกว่า “มหาบพิตรนี่บาปมาก ฆ่าแม่ทัพนายกองเยอะ ฆ่าข้าศึกนี่ไม่เป็นไร แต่ฆ่าผู้มีพระคุณนี่บาปมาก” พูดเท่านี้พระเจ้ากรุงธนบุรีถวายดาบเลย คืนให้กับพระองค์นี้” แล้วก็เจริญกรรมฐานจนสิ้นไป
อาตมาก็ได้กรรมฐานจากพระองค์นี้ แต่ที่ได้ตรงนั้นปัจจุบันน้ำท่วม กลายเป็นเขื่อนอุบลรัตน์ไปหมดแล้ว หลวงพ่อองค์นี้ท่านยังอยู่นะ เหินไปเหินมา เรานึกถึงท่าน ๆ ก็มาทันที

เรามักเข้าใจผิด เข้าใจว่าจิตอยู่ในสมอง จิตอยู่ที่หัวใจ เข้าใจผิด หัวใจมันเป็นจิตที่ไหน มันเป็นอวัยวะที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกายเท่านั้น

อาตมาประสบมาตอนคอหัก อาตมารู้ล่วงหน้าหกเดือน ถึงคราวตายแล้วแต่ไม่ตายได้ ยังไม่หมดอายุแต่ตายได้
หายใจทางจมูกไม่ได้ เสลดเต็มคอหมด เลยดิ้นชักงอเลย หายใจไม่ออก แล้วก็ปวดก้นกบ
จำไว้เลยนะ จุดประสาทมันอยู่ที่ก้น ถ้าล้มลงไปกระแทกพร้อมกัน ต้องตายทุกราย ถ้าล้มข้างเดียว ผู้หญิงซ้าย ผู้ชายขวา ถ้าตรงนั้นนะ จะเป็นอัมพาต จำไว้นะ อย่าล้มในห้องน้ำนะ ห้องน้ำมันมีผีนะ ถ้าไม่ต้องการให้ห้องน้ำมีผี ก็ต้องช่วยกันรักษาความสะอาด แล้วผีจะหนีหมด ถ้าห้องน้ำบ้านใครสกปรก ระวังล้มไปนะ ผีจะซ้ำเลย

เดี๋ยวนี้คืนขอนแก่น กตัญญูต่อสถานที่ที่ไปได้ของดีจากหลวงพ่อดำในป่ามา ก็มีได้ไม่กี่องค์ที่ได้จากหลวงพ่อองค์นี้ ถ้าหากเราคิดถึงหลวงพ่อในป่าองค์นี้นะ ต้องนั่งสมาธิให้ได้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ พอจิตนิ่งปั๊บ ส่งกระแสเลย เรานึกถึงหลวงพ่อผู้มีพระคุณ
สติมันจะบอกว่าคนนี้คบไม่ได้ คนนี้โกหก เดี๋ยวจะมาโกหกเราแล้ว คนนี้เป็นมิตรตอนกู้ เป็นศัตรูตอนทวง จะมายืมเงินเราแล้ว อย่าให้เลย อย่าให้ ให้ไปเวลาจะทวงก็จะเป็นศัตรูกัน เวลาจะกู้พูดดีทุกอย่าง เวลาจะทวงหันหลังให้เลย

พอสมาธิดี ที่มันด่า เราไม่รับไม่อัดเทป เพราะถ้าจิตเลวนะมันจะอัดของเลวไว้ มันชอบอัดไอ้ที่เขาด่า อัดไปก็อัดอั้นตันอุรา กินไม่ได้นอนไม่หลับไปอันมันทำไม เราเท่านั้นเองเป็นคนสร้างปัญหาให้กับตัวเรา เวลาเขาทะเลาะกันชอบไปมุงดู แล้วก็รถคว่ำ ดูความหายนะของคนอื่นเขา หนังสือพิมพ์ก็เหมือนกันเรื่องเลว ๆ ชอบเอาไปลง ประเมินผลได้เลย คนชั่วเยอะเหลือเกิน คนอิจฉาเยอะเหลือเกิน

อย่าไปอ่านเรื่องไม่ดี อย่าไปดูเรื่องเลว ๆ มันเสียสายตา ฟังแต่ของดี อย่าไปฟังของชั่วมันจะเสียหู ลิ้นรับรสเปรี้ยวหวานมันก็ตามอย่าไปติดรส ไม่ต้องไปบนบานศาลกล่าว บนตัวเองได้ไหม วันนี้ทำงานเสร็จ บนก๋วยเตี๋ยว ๕ ชาม วันนี้เรียนหนังสือเก่ง บนหมูสะเต๊ะ ๕ จาน


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 10 ธันวาคม 2552 เวลา:18:00:11 น.  

 
เล่ม๑๒

-อยู่อย่างมีความสุข

ไม่มีอะไรจะทำให้ชีวิตมีค่า เวลามีประโยชน์ด้วยการเจริญวิปัสสนาก็หามีไม่ ถ้าเจริญวิปัสสนาแล้วทำให้ชีวิตมีค่าราคาแพง เวลาก็เป็นเงินเป็นทอง เงินจะไหลนองทองไหลมาเพราะชีวิตท่านมีค่า เวลาท่านจึงมีประโยชน์ต่อเวลาที่หมดไปแล้ว

ปล่อยไปตามอารมณ์ตามใจตนของตนแล้ว ท่านจะพบแต่หายนะ หญิงที่ตามใจตัว คือหญิงที่น่าเกลียด ตามใจตัวดีไม่ได้ ส่วนใหญ่จะตามใจตัว ชายที่น่ากลัว คือชายที่ไม่รู้จักเกรงใจคน เรียกว่าชีวิตมีค่าต้องเจริญวิปัสสนาเท่านั้น ถ้าไม่เจริญวิปัสสนาชีวิตจะด้อยค่า จะไม่มีค่า จิตใจไม่รุ่งเรือง จะไม่สามารถแผลงฤทธิ์กลายเพศเป็นเศรษฐีได้ หายใจไม่ทิ้ง หายใจมีความสุขด้วยการมีสติสัมปชัญญะทุกลมหายใจ

ความสุขของเรามันเกิดผลจากตัวเราเอง ไม่ใช่ความสุขที่เกิดจากกินเหล้า เล่นการพนัน แล้วเป็นความสุข แต่เป็นความสุขที่สนุกในสังคมที่เลวร้าย อยู่อย่างมีความสุขในที่นี้ก็คือ สุขทั้งกาย สุขทั้งใจ บางคนมีทรัพย์สมบัติ มีเกียรติยศชื่อเสียง แต่ไม่มีความสุข มีทุกสิ่งทุกอย่าง บ้านก็ใหญ่โต รถก็เพียงพอ คนใช้ หน้าที่ ตำแหน่ง ก็มาก แต่ก็ไม่มีความสุข

สุขในที่นี้ไม่ใช่สุขแต่กายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสุขทางใจด้วย บางคนทุกข์ทั้งกายทุกข์ทั้งใจ ดูตั้งแต่ครั้งอดีตปู่ย่าตาทวดเรียนหนังสือวัด มีความสุขเข้าวัดเข้าวา มีความสุขไม่มีความทุกข์เท่าไรนัก

คนเราที่เปลี่ยนแปลงตามสังคมไม่ทัน ก็อาจจะพาตัวให้เดือดร้อน วุ่นวายไป มีทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีได้พร้อมกัน เราจะต้องบริหารกายและจิตด้วยการเจริญพระกรรมฐานของเราให้ถูกต้อง จึงจะมีความสุข

บริหารกายคือรู้จักรับประทานอาหาร เคี้ยวหนอ กลืนหนอ เป็นต้น ให้ถูกสุขลักษณะ รู้จักพักผ่อนตามความสมควร รู้จักสูดอากาศที่บริสุทธิ์ หายใจยาวๆ รู้จักออกกำลังกาย บริหารกายด้วยการเดินจงกรม ส่วนสุขใจนั้น ปฏิบัติกรรมฐาน รู้จักกำหนดจิต สุขหนอ ทุกข์หนอ โกรธหนอ เสียใจหนอ ดีใจหนอ เป็นต้น ถ้าทำได้ทั้งสองอย่างนี้ เราจะพบทั้งสุขกายและสุขใจ

บางคนนั้นสุขคนเดียว อาจจะอยู่ในดงในป่าหรือจะอยู่ที่บ้านสุขคนเดียว แต่ไม่ได้เหลียวแลความสุขเพื่อนมนุษย์ อย่างนี้สำหรับชาวพุทธถือว่ายังไม่เพียงพอยังใช้ไม่ได้ ต้องให้ชาวโลกของเรามีความสงบสุขด้วย

เรายังว่ายน้ำไม่เป็นก็อย่าไปช่วยคนอื่นเลย เพราะอาจจะจมน้ำตายทั้งคู่
ช่วยสังคมบ้าง เราต้องช่วยส่วนรวม ถ้ายังไม่มีอะไรอย่าไปช่วย เดี๋ยวเราก็จมน้ำตายทั้งคู่

จิตใจสมัยก่อนนั้นความเจริญทางด้านจิตใจเหนือความเจริญทางด้านวัตถุ เราจะเห็นได้ว่าปู่ย่าตาทวดไม่ค่อยจะมีเรื่อง เข้าวัดเสมอ ลูกหลานดีหมด แต่ยุคปัจจุบันนี้ความรุ่งเรืองทางด้านวัตถุเหนือความเจริญทางด้านจิตใจมาก เพราะว่าโลกเปลี่ยนแปลงมากเหลือเกิน เทคโนโลยีสมัยใหม่ อันเป็นยุคข้อมูลและข่าวสาร ซึ่งผลิตออกมาตามแทบไม่ทัน แม้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ เสนอ สนองจนตามไม่ทัน ความเจริญรุ่งเรืองการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม เศรษฐกิจและการเมืองมีมาก

ประชาชนซึ่งเคยอยู่อย่างสงบสุขตามธรรมชาติของชีวิตอย่างชนชาติไทยเรา ปัจจุบันจะอยู่อย่างนั้นไม่ได้แล้ว เพราะโลกมันแคบลง โรคภัยไข้เจ็บมาง่ายขึ้น ชาวโลกมาสู่ประเทศไทยมากขึ้น การหลั่งไหลทางวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาสู่ประเทศไทยเรามาก จนวัฒนธรรมบางอย่างของเราต้องเสื่อมลงไปอย่างน่าเสียดาย ความเป็นอยู่อย่างเรียบง่ายนั้นหมดไป ไม่เหมือนแต่โบราณแล้ว

เรากลับอยู่อย่าฟุ้งเฟ้อตามความเจริญของโลกไป และข้อสำคัญก็คือคนในโลกปัจจุบันนั้น เข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่ๆ มากขึ้น ซึ่งมีปัญหาครอบครัว มีปัญหาสังคม เศรษฐกิจ การจราจรวุ่นวาย เกิดเป็นโรคจิต โรคประสาท
เพราะฉะนั้นในยุคปัจจุบันนี้เราจะอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไร คำตอบก็คือ ต้องอาศัยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
ขอเสนอหลักธรรมที่จะทำให้เราอยู่อย่างมีความสุขในยุคปัจจุบันดังต่อไปนี้ คือ
๑. รู้เท่าทันสถานะการณ์ของโลก
๒. รู้เท่าทันโลกธรรม ไม่หวั่นไหว ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่แปรผัน
๒. อยู่อย่างมีสันโดษ สงบ

โดยมีหลักธรรมเป็นตัวหนุนอยู่ ๕ ประการ ที่เรามีอยู่ด้วยกัน คือ
๑) ขันติ ความอดทน หลวงพ่อทน หลวงพ่อนิ่ง ไปไหนหูฟัง ปากนิ่ง ตีนรีบวิ่ง มือทำแต่ความดี

๒) ๒) เมตตา
๓) เสียสละ
๔) ให้อภัย
๕) ปล่อยวาง ปลงให้ตก
นอนนานเงินน้อย กินบ่อยเงินหมด มีเงินหน้าสด หมดเงินหน้าแห้ง เพราะแล้งน้ำใจ ขาดทุน ไปเที่ยวทั้งวันคิดว่าตัวเองได้กำไร แท้จริงขาดทุน ขาดทุนเพราะชีวิตไม่ก้าวหน้า

ลาภ หมายความว่าอย่างไร เราก็ต้องมีลาภ ได้เงินเดือนบ้าง รายได้จากอื่นบ้าง แต่บางทีก็หมด บางทีก็เป็นหนี้เขา
ยศ เช่น เกียรติยศ เมื่อมีลาภก็เสื่อมได้ หมดได้ มียศก็เสื่อมยศได้ เป็นของคู่กัน มีสุข ไม่ใช่ว่าจะมีสุขแล้วจะไม่เปลี่ยนแปลงไปเป็นทุกข์ อย่าไปอิ่มใจว่า แหม! วันนี้ฉันสุขสบาย สักประเดี๋ยวก็เปลี่ยนเป็นทุกข์ ถ้าใครทุกข์อย่าคิดมากว่าจะต้องทุกข์ตลอดไป เดี๋ยวก็เปลี่ยนสุขเป็นทุกข์ เปลี่ยนทุกข์เป็นสุข หรือเฉยๆ ได้มันไม่แน่นอน ถ้าใครทุกข์อย่าคิดว่าจะทุกข์ถ้าเรายังอยู่ในโลก ตราบใดก็จะต้องพบสิ่งเหล่านี้ตราบนั้น ลาภ ยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์ แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แต่จะยุบลงเมื่อได้สิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ถ้ารู้เท่าทันมันก็จะไม่ทุกข์มาก

พระพุทธเจ้าตรัสว่า โลกธรรมถ้าเกิดแก่พระอริยเจ้า พระอรหันต์ ท่านจะไม่ฟูขึ้นและยุบลง เหมือนอย่างพวกเรา เขาสรรเสริญท่านก็ธรรมดา เขานินทาท่านก็ธรรมดา ได้ยศท่านก็ธรรมดา เสื่อมยศท่านก็ธรรมดา สุขหรือทุกข์ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะท่านคิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แม้เราไม่ได้เป็นพระอริยเจ้า ก็ควรถือตามพระอริยเจ้าบ้าง

มีไหม คนที่ได้ลาภแล้วไม่เสื่อมลาภ ไม่มี คนที่ได้นินทาอย่างเดียวมีไหม ดูไม่มี อยู่อย่างมีสันโดษ แต่ถ้าอยู่อย่างไม่มีสันโดษ ไม่ว่ายุคไหน สมัยใดก็ทุกข์ทั้งสิ้น อยู่อย่างมีสันโดษคือ คนเราที่มีทุกข์ในปัจจุบันนั้น บางคนรวยไม่ยอมหยุด คนนั้นคือคนจนในความรวยของตัวเอง มีร้อยล้านแล้วยังไม่พอ ใจสั่นอยากจะโกง บางคนนั่งชูคออยู่ในรถอันหรูหรา แต่หาความสุขไม่ได้ เพราะใจร้อน

ถ้าเรามีสันโดษ มีความสุขมาก จะเกิดขึ้นขนาดไหนก็ตาม ไม่ว่าปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาครอบครัว หรือปัญหาอะไรต่างๆ คนมีสันโดษคือความพอใจ มันจะมีสุข มองเห็นโลกนี้เต็มไปด้วยความสุข ถึงโลกจะวุ่นวาย แต่เขาเป็นอยู่และก้าวเดินไปด้วยความสุขไม่ได้ผ่านความทุกข์เข้าไป เพราะรู้เท่าทันอยู่ตลอดเวลา พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญสันโดษไว้ว่า ความสันโดษเป็นยอดทรัพย์

คำว่าทรัพย์ แปลว่าสิ่งที่ทำความปลื้มใจมา เราก็ปลื้มใจมีทรัพย์ แต่ถ้าเรามีทรัพย์แล้วไม่ปลื้มใจคนนั้นคือคนจน เพราะมีแล้วไม่พอใจ คนนั้นก็คือคนจน สมมติว่าเรามีเงิน หนึ่งหมื่นก็พอใจ หนึ่งล้านก็พอใจ คือพอใจทั้งนั้น ในเมื่อพอใจแล้วก็เกิดอะไรขึ้นมา ก็เกิดสันโดษ เกิดมักน้อย เกิดไม่ต้องการ แล้วก็เงินไหลนองทองไหลมาเองโดยปกติ อยากจะให้พวกเราเข้าใจหลักสันโดษในพระพุทธศาสนา ซึ่งจะทำให้เราอยู่อย่างมีความสุขตลอดทั้งปีนี้และปีหน้าต่อไปจนตาย

ถ้าเราไม่เข้าใจสันโดษ เราก็เดือดร้อนไปจนตาย เรามีอยู่ ๒
เพลิงกิเลส คือไฟอันเกิดจาก โลภ โกรธ หลง
เพลิงทุกข์ คือ เพลิงที่เกิดจาก ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เพลิงทุกข์นี้เผากาย ส่วนเพลิงกิเลสเผาใจ

เพลิงทุกข์นี้เราไม่สามารถทิ้งได้ในชาตินี้ เพราะเราเกิดมาแล้ว ไม่เหมือนพระอรหันต์ท่านไม่ต้องถูกเพลิงนี้เผาอีกต่อไป เพราะท่านไม่เกิดอีก แต่เราต้องยอมให้มันเผาเพราะเราเกิดมาแล้ว แต่ถึงเผาก็อย่าทุรนทุรายจนเกินไป ถ้าใจเราไม่ถูกเพลิงกิเลสเผา ถึงเพลิงทุกข์เผาเราก็ไม่ทุรนทุรายนัก เพลิงทั้งสองอย่างนี้ที่เผาอย่างร้ายแรงมากก็คือ เพลิงกิเลส คนขาดสันโดษจะถูกเพลิงกิเลสเผาแน่ เผาแม้กระทั่งเศรษฐี หรือแม้แต่ยาจก ก็ถูกเพลิงกิเลสเผา แต่ถ้ามีสันโดษ เพลิงเหล่านี้จะดับลงได้ง่าย.....

ต้องยินดีของเราเอง เรามีเงินมีทองเราก็ยินดีของเรา บางคนของตัวเองไม่ยินแต่ไปยินดีของคนอื่น มันยุ่งยากเดือดร้อน เพราะไม่พอใจในของตัวเองนี้แหละที่สังคมเดือดร้อน พวกขาดสันโดษข้อนี้มีมาก เช่น มีเงินตัวเองไม่พอใจ ไปโกงกินของคนอื่น ตนเองมีอะไรแต่ไม่พอใจ แต่ไปพอใจของคนอื่น คนประเภทนี้มีสุขไหม ไม่สุข แต่เราไม่พอใจในสิ่งที่มีอยู่แล้ว เราจะมีสุขตรงไหน แม่เรานี้ไม่ไหว น้องเราก็แย่ พี่เราก็แย่ แย่ไปหมดเลย บ้านเมืองเราก็แย่ น้ำกินก็แย่ มีอะไรไม่พอใจไปหมด พวกนี้หาทุกข์มาใส่ตัว มีอะไรก็ไม่พอใจแล้วมันจะสุขตรงไหน

แต่ถ้าเราพอใจก็มีความสุข เรามี เราพอ ก็ใช้ได้ มี ๑๐ บาทก็พอใจ ๑๐ บาท มีล้านหนึ่งก็พอใจล้านหนึ่ง สิ่งไหนเป็นของของเราเราพอใจสิ่งนั้น เราก็มีความสุข ถ้าเราพอใจเราก็มีความสุข เรามีเท่าไรก็พอใจเท่านั้น นี้แหละแม้เรามีสันโดษตัวเดียวก็มีความสุขแล้ว เกิดใหม่มือจะกำ ตอนตายมือจะแบออก นี่แหละคือที่คนโบราณท่านสอนให้คิดด้านธรรมในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ ก็สอนให้คิดว่าตายแล้วเราก็เอาอะไรไปไม่ได้ ถ้าฉันโตขึ้นฉันจะเก็บทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียง ทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นของฉันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เมื่อตายแล้วก็เหมือนกันหมด ต้องแบบมือไว้หมด ไม่มีอะไรที่เราจะเอาไปได้


เมื่อเจ้ามา มีอะไร มาด้วยเจ้า
เจ้าจะเอา แต่สุข สนุกไฉน
เจ้ามามือเปล่า เจ้าจะ เอาอะไรไป
เจ้าก็ไป มือเปล่า เหมือนเจ้ามา

ไม่มีอะไรดีกว่าการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ที่จะเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย การเจริญกรรมฐานไม่ต้องเสียเงินเสียทองแต่ประการใด สวดพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ พาหุง มหากา ก็ได้ประโยชน์ ดีกว่าเราไม่ทำอะไรเสียเลย การเจริญกรรมฐานนี้แก้ไขปัญหาได้ทุกอย่าง ทำให้เรารู้สึกนึกคิด รู้ตื้น ลึก หนา บาง รู้กาลเวลา รู้จัก จะกล่าววาจาก็มีสัจจะความจริง จะกล่าววาจาก็จะอ่อนหวาน สุภาพ อ่อนโยน จะกล่าววาจาก็รู้สึกว่ามีเมตตาต่อกัน นั้นเป็นข้อที่หนึ่ง

ข้อที่สอง ผู้ที่เจริญกรรมฐานจะระลึกชาติของตัวเองได้ ระลึกชาติที่แล้วครั้งอดีต ทำบาปทำเวรทำกรรมก็จะได้สำนึกสมัญญาในชีวิตของเขาเหล่านั้น

ประการที่สามเขาจะรู้กฎแห่งกรรม ว่าเขาได้ทำกรรมอะไรไว้ จะได้แก้ปัญหาให้มันหมดสิ้นไป ใช้หนี้เขาให้หมด ใช้หนี้บุญคุณ คำว่าหนี้บุญคุณไม่รู้จักหมด อย่างอาตมานี้ คอหัก แขนหัก ขาหัก ก็หมดไป
แต่หนี้บุญคุณไม่หมด บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ ปู่ ย่า ตา ยาย การใช้หนี้ ใช้สิน ไม่มีหมดด้วยหนี้บุญคุณ

คนไหนปฏิบัติกรรมฐานได้ คนนั้นจะมีความกตัญญูกตเวที มีบุญวาสนา คนที่เจริญกรรมฐานตลอด เสมอต้น เสมอปลายแล้ว จะเป็นคนมีบุญวาสนา นำพา ส่งผล ได้ผลเป็นอานิสงส์สมความมุ่งมาดปรารถนาทุกประการ

เจริญกรรมฐาน ที่จะแก้ไขปัญหาได้ทุกชนิด จะอยู่อย่างมีความสุข เจริญรุ่งเรือง จิตใจจะกว้างขวาง จิตใจจะไม่แคบเหมือนโลกยุคใหม่


โลกมันแคบ ใจมันแคบ ใจมันแย่ลงไป มีแต่เครื่องวัตถุ แต่เครื่องจิตใจมันก็เหลวแหลกแตกลงไป หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ สิ่งที่ไม่มีประโยชน์จะไม่อยากจะไปรู้ของเขา ไม่ต้องไปดูงานของคนอื่นเขาว่าเสร็จแล้วหรือยัง ดูงานของเราว่าจะเสร็จหรือไม่ประการใด ไม่ต้องไปดูคนอื่นเขา ว่าถูกผิดประการใด เพราะตัวเราผิดเราก็ไม่รู้ตัว ถ้าเราเจริญกรรมฐานจะยอมรับโดยไม่ปฏิเสธทุกข้อหา จะยอมรับเวรรับกรรมที่เราทำไว้ทุกประการ
เวลาข้างหน้าก็เหลือน้อย ที่ผ่านมาก็มากแล้ว อย่าประมาท ตายได้วันนี้ พรุ่งนี้



โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 10 ธันวาคม 2552 เวลา:18:04:13 น.  

 
-พุทธวิธีเตรียมตัวก่อนตาย

ถ้าท่านเป็นบิดามารดาไม่ได้ดูลูกเลยจะเสียใจต่อภายหลัง นี่เป็นความสำคัญของชีวิตในระยะกลาง อย่าให้ลูกว่าง อย่าให้ห่างผู้ใหญ่ จะหลงทางได้
เข้าวัดจะเกิดประโยชน์ไหม เข้าวัดตอนแก่จะเข้าไปทำไม ควรจะเตรียมตัวตั้งแต่เป็นเด็ก

อาตมาไปพูดที่โรงเรียนอนุบาลจังหวัดสระบุรี เด็กเล็ก ๆ ทั้งนั้นเขาก็เกรงว่าเด็กจะสนใจฟังได้แค่ ๕ นาที ถ้าเลยกว่านี้ต้องซนอยู่ไม่ได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้เด็กอนุบาลอยู่ฟังได้ถึง ๓ ชั่วโมง นึกได้ว่าเด็กก็เหมือนปลาต้องมีเหยื่อล่อ อาตมาจึงเตรียมพร้อมโดยเตรียมปัจจัยใสซองไปห้าพันบาท ซองละ ๑๐ บาท นำทอฟฟี่ไป ๕ ปี๊บ มีเด็กอยู่สามพันคน เริ่มรายการก็แจกทอฟฟี่ก่อน เด็กก็ไม่พูด พอได้ ๕ นาที อาตมาใช้วิธีบรรยายถาม – ตอบ ไม่ใช้วิธีบรรยายเรื่อยไป เด็กจะจำไม่ได้ ทำให้เด็กอยู่ฟังได้เป็นชั่วโมง

ถามว่า “คำสั่งกับคำสอนแปลว่าอะไร” ให้พุทธตอบ ก็ตอบไม่ได้ คริสต์ก็ตอบไม่ได้ เด็กอิสลามคนหนึ่งยืนขึ้นบอกว่า หนูตอบเองเจ้าข้า “คำสั่งแปลว่าวินัย คำสอนแปลว่าธรรมะ” อาตมาจึงเรียกให้มารับซองไป ๒ ซอง ผู้ใหญ่ยังตอบไม่ได้ แต่อิสลามตอบได้หมด ก็ได้ซองแล้วมันตื่นเต้น เด็กก็ชะเง้อ สนใจ สิ่งนี้เป็นเทคนิคในการสอน

คนที่ขาดสติสัมปชัญญะจะไม่ปกติ พูดไม่มีหูรูด
พระพุทธเจ้า ท่านต้องการไปหาวิชาแก้ปัญหาชีวิต วิชาแก้ทุกข์ ต้องใช้เวลาไปเรียนวิชานี้ถึง ๖ ปี แต่เรากลับเอาไปทิ้งไม่เคยมีใครนำมาใช้เลย มีแต่สร้างความทุกข์หาความสนุกในสังคมเท่านั้น

ผู้ที่มีทุกข์มาที่วัดอัมพวันมี ๕ ประการ ได้แก่

๑. ครอบครัวไม่มีความสุข
๒. ผิดหวังในชีวิต แก้ปัญหาไม่ได้ ผูกคอตาย ฆ่าตัวตาย เป็นโรคทันสมัยกันมาก โรคทันสมัยก็คือ โรคประสาท
๓. ลูกไม่เรียนหนังสือ เรื่องนี้อย่าโทษเด็ก อย่าไปโทษเด็ก อาตมาโทษแม่ แม่แบบ แม่แผน ใช้ไม่ได้ แม่บ้านการเรือน เคหศาสตร์ไม่ดี
ถ้าแม่บ้านการเรือนเคหศาสตร์ดี สามีจะเจ้าชู้หรือเล่นการพนันก็ไม่เป็นไร แม่บ้านเอาลูกไว้ได้แน่นอน ลูกได้ดีหมดทุกคน อาตมาจึงเขียนขึ้นมาว่า กันอยู่ที่แม่ แก้อยู่ที่พ่อ ก่ออยู่ที่ลูก ปลูกอยู่ที่ครู ความรู้อยู่ที่ศิษย์ จะได้เป็นมิตรกัน
๔. เศรษฐกิจไม่พอปากพอท้อง เป็นหนี้สินกัน ไม่มีปัญญาจะใช้หนี้ เป็นกฎแห่งกรรม โดนล้มละลายเป็นแถว
๕. มีแล้วยังไม่พอ ตะเกียกตะกายไปยากจน หมดเงินหมดทอง สิ้นเนื้อประดาตัว เดินทางผิด ก้าวพลาดก้าวผิดตลอดไป เลยชีวิตก็ไร้สาระ
คนดีมีปัญญาอยู่ที่ไหนมันก็จะไปถึงที่ได้

พูดดีเข้าใจง่าย พูดร้ายเข้าใจยาก ถ้าพูดดี ๆ เพราะ ๆ ไม่มีทางจะทะเลาะกัน ไม่หย่าแน่นอน

การตายมี ๓ ชนิด ได้แก่

๑. ตายจริง
๒. ตายสมมติ
๓. ตายสูญ
ตายจริงคือหมือนอย่างที่ท่านนั่งอยู่นี่ ก็จะตายต่อไปเป็นเฒ่าชะแรแก่ชราไปตามลำดับ จึงต้องเตรียมตั้งแต่เดี๋ยวนี้ก่อน ไม่ใช่รอให้แก่แล้วจึงไปเตรียมในชีวิตบั้นปลาย ต้องเตรียมตั้งแต่ต้น
ตายโดยสมมติคือตายอย่างไร ได้แก่การตายที่หมดลมหายใจ นำไปใส่หีบศพ แล้วนำไปฝัง นำไปเผา เพราะร่างกายสังขารหมดไปตามกาลเวลา แต่จิตวิญญาณไม่ตาย เกิด ดับ ตลอด
ตายสูญคือตายอย่างไร ได้แก่ตายแล้วไม่เวียนว่ายตายเกิดอีก คือ บรรลุนิพพาน หมดกิเลส ตัณหาทั้งปวง ไม่กลับมาในโลกมนุษย์อีกแล้ว

ประเภทของการตาย

๑. อยุกขยะ ตายโดยสิ้นอายุ ข้อนี้สัตว์ทั้งหลายต้องตายโดยสิ้นอายุ เพราะสัตว์ทั้งหลายย่อมมีชีวิตอยู่ภายใจขอบเขตของอายุขัย มนุษย์ปัจจุบันนี้มีอายุขัยเพียง ๗๕ ปีเท่านั้น แม้จะมีผู้มีอายุสูงกว่า ๗๕ ปีบ้าง ก็มีเพียงเล็กน้อย
๒. กัมมักขยะ ตายโดยสิ้นกรรม
๓. อุภยักขยะ ตายโดยสิ้นอายุและสิ้นกรรม ความตายที่เกิดขึ้นเพราะสิ้นอายุนั้น หมายถึงแก่เฒ่าอายุมากแล้ว ร่างกายก็หมดกำลังที่จะอยู่ต่อไปได้ ทั้งกรรมที่สนับสนุนให้ดำรงชีวิตอยู่ก็หมดลงด้วย บุคคลจึงมักจะถึงความตายด้วยเหตุทั้งสองดังกล่าวแล้ว
๔. อุปัจเฉทกมรณะ หมายถึง ตายด้วยอุบัติเหตุต่าง ๆ มาตัดรอน ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ถึงอายุขัย และยังไม่สิ้นกรรม เช่น มิได้สิ้นอายุ หรือ มิได้มีกรรมแต่อดีตมาตัดรอน แต่อาศัยกรรมแต่อดีตเป็นแรงส่ง
บางคนเกิดอุบัติเหตุ บางคนผูกคอตาย บางคนถูกยิงตาย
ยกตัวอย่างอาตมานี้ตายไปแล้ว อาตมารู้ล่วงหน้า ๖ เดือนว่าคอจะหัก รถจะทับ มีเวลาเตรียมตัวไป นี่คือเตรียมตัวก่อนตาย

แต่ขอฝากข้อคิดว่า อย่านึกไปพึ่งลูก เลี้ยงลูกเอาบุญ อย่าเอาคุณตอบแทนเลย เดี๋ยวจะเสียใจต่อภายหลัง ให้เขามีโอกาส มีหลักฐาน มีงานทำ เราจะพึ่งใครหรือ จะหวังพึ่งลูกสาวคนเล็ก แต่เขาไม่ได้มาให้เราพึ่ง เราจะเสียใจตลอดชีวิต จะเป็นบาป ตายไปตกนรกนะ แล้วจะทำอย่างไร ขอบอกว่า ให้พึ่งตัวเองเถอะ

อาตมาไปพบสามีภรรยาคู่หนึ่งเป็นคนยากจนมาก อยู่ที่อำเภอน้ำหนาว อาชีพปลูกกะหล่ำปลีขาย ทางราชการให้เดือนละ ๒๐๐ บาท เพราะยากจนมาก อยู่กันสองคนตายาย ตาก็มองไม่เห็น ตอนนั้นอาตมาจะไปสร้างส้วมให้คณะสงฆ์ เขารีบวิ่งมาหา อาตมาก็ “เห็นหนอ” ออกมาชัดเลย เดี๋ยวจะต้องให้เงิน ๑,๐๐๐ บาท เขาเล่าให้ฟังเป็นกฎแห่งกรรม

เขาเล่าว่ามีลูก ๗ คน อยู่ที่กรุงเทพฯ ได้เงินเดือนเป็นหมื่น เงินเดือนมาก ๆ ทุกคน แต่เหตุใดหนอไม่เคยกลับไปช่วยพ่อแม่เลย ไม่เคยไปให้พ่อแม่แม้แต่สตางค์แดงเดียว เพราะเหตุใด เพราะตาแก่ยายแก่ไม่ได้เตรียมไว้ก่อน ในข้อที่ว่า รักลูกคิดปลูกฝัง ให้ลูกตั้งตนฝึกรีบศึกษา ลูกต้องไปหากินเอง ต้องไปเรียนหนังสือเองทั้ง ๗ คน เป็นกฎแห่งกรรมของตาแก่เอง
เขาบอกว่าผมอยู่มาร้อยเอ็ดเจ็ดหัวเมือง พ่อแม่เกิดในตระกูลยาจก หาเช้ากินค่ำ ผมเป็นลูกจ้างเขา พอโตขึ้นก็ไปเรียนหนังสือที่วัด อ่านออกเขียนได้ก็ลาพ่อแม่เดินทางต่อไป ไม่ได้กลับไปหาพ่อแม่อีกเลย ไม่เคยให้เงินพ่อแม่ด้วย พ่อแม่ก็ช่วยตัวเอง เดินทางตั้งแต่หนุ่ม ๆ จนแต่งงานกับภรรยา แล้วก็รับจ้างเรื่อยไป จนกระทั่ง มีลูก ๗ คน ลูกก็เรียนวิชาเอง ไม่เคยกลับมาหาพ่อแม่เลย จนพ่ออายุ ๘๐ กว่าแล้ว

อาตมาถามว่าพ่อแม่อยู่ที่ไหน เคยไปช่วยพ่อแม่ไหม เขาตอบว่า ผมก็ไม่ทราบเลย ตั้งแต่ออกจากบ้านมาไม่เคยกลับไปเลย แต่ผมก็รู้ได้ มีลูก ๗ คน ก็ไม่เคยกลับมาหาผมเช่นเดียวกัน แล้วก็ร้องไห้โฮเลย อาตมาให้ไป ๑,๐๐๐ โยมไม่ได้เตรียมตัวเลยหรือนี่ จากบ้านเรือนมาก็รุดหน้าไปเรื่อย ไม่เคยย้อนกลับมาดูข้างหลังเลย เป็นกฎแห่งกรรม

กฎแห่งกรรมอีกเรื่องหนึ่งจะเตรียมตัวอย่างไร โยมหญิงคนหนึ่ง นอนเป็นอัมพาตอยู่คนเดียว ช่วยตัวเองไม่ได้ ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้ทานอะไรเลย สักพักหนึ่งมีรถ BMW วิ่งเข้ามาจอดที่บ้านมีคนห้าคนขึ้นมาบนบ้าน อาตมาถามว่า หนูเป็นใคร เขาบอกว่าเป็นลูก เรียนจบปริญญาโท แต่แวะมาหาแม่ก่อน จะมาบอกแม่ว่า เดือนหน้าจะมาขอเงินสี่หมื่นบาท จะพิมพ์วิทยานิพนธ์”
อาตมาเลยบอกว่า “หนูมาก็ดีแล้ว หนูเป็นลูกใช่ไหม ช่วยซักผ้าให้แม่หน่อย อุจจาระเต็มไปหมด แม่ยังไม่ได้ทานข้าวเลย หนูช่วยก่อน”

แม่ร้องไห้โฮเลย บอกว่า “หลวงพ่อคะ คนนี้ หมดนาไป ๔-๕ แปลงแล้ว จะมาเอาอีกแปลงหนึ่งแล้ว รถ BMW ยังส่งไม่หมดเลย”
นี่จะเตรียมตัวตรงไหนกันแน่ โยมคนนี้ไม่ได้เตรียมอะไรเลย
อาตมาถามว่า “โยมมีแม่ไหม”
เขาก็ตอบว่า “แม่ตาย แม่เป็นอัมพาตตาย”
อาตมาถามอีกว่า “โยมเคยซักผ้าให้แม่ไหม”
เขาร้องไห้ทันที บอกว่า “ไม่เคย ไปอยู่กับยายคนละตำบล แม่ไม่สบายก็มาเยี่ยมแล้วก็ไป ไม่เคยอยู่ปฏิบัติแม่”
พอมาถึงตัวเองก็เป็นอย่างนี้แหละหนอ ไม่ได้เตรียมตัวเลย ไม่เคยเจริญกุศลภาวนา ไม่เคยสวดมนต์ไหว้พระ ไม่เคยปฏิบัติกรรมฐานแต่ประการใด
ในที่สุดคนที่จบปริญญาโท ไปต่อปริญญาเอกไม่ได้ นาก็หมด บ้านใหญ่โตมโหฬาร ไม่เคยกลับมาช่วยพ่อแม่แต่ประการใด

ขอเจริญพรทุกคนว่า เราต้องพึ่งตนเองช่วยตัวเอง เตรียมตัวก่อนตายเสีย เตรียมสวดมนต์ภาวนา พาหุงมหากาฯ แล้วเจริญพระ กรรมฐานแก้กรรมได้แน่ ถ้าท่านทำได้

หายใจยาว ๆ เข้าไว้ อย่าหายใจสั้น จะแก้ปัญหาได้ เวลาโกรธ ไม่สบายใจ ให้หายใจยาว ๆ ถ้าหากท่านโกรธ อย่าให้โกรธค้างคืน อารมณ์ค้างจะมีปัญหาตอนเช้า

คนใกล้จะตายจะมี นิมิตกรรม ขึ้นมาบอกให้เราทราบ เรียกว่า กรรมนิมิต คตินิมิต บางคนก็ชักดิ้นชักงอ บางคนตาเหลือก บางคนยิ้มแย้มแจ่มใสเพราะฝึกสติปัฏฐาน ๔ เขาเตรียมตัวก่อนตายด้วยการฝึกกรรมฐาน ถ้าใครมีปาณาติบาตติดมา ๖๐% รับรองว่าเป็นอัมพาตแน่นอน

ท่านอย่าเข้าใจผิดว่า สร้างความดีแล้วเวรกรรมไม่ตามสนอง ยิ่งสร้างความดียิ่งกรรมมาซัด มารไม่มี บารมีไม่เกิด สร้างความดีต้องมีอุปสรรค เพราะเหตุใด ต้องมีอุปสรรคแน่นอน คือกรรมมาทวงหนี้ สร้างความดีต้องลงทุนความลำบากได้

อาตมาโดนคอหัก แขนหัก ฟ้าผ่าที่กุฏิ รับกรรมไปในชาตินี้ สร้างความดีกรรมมาทวงเลย ถ้าไม่สร้างกรรมดี สร้างแต่กรรมชั่ว จะไปทวงก่อนท่านตาย จะเห็นผลทันตา ตายอย่างกรรมนิมิต
ยกตัวอย่าง โยมสุ่ม อาตมารู้ว่าจะต้องตายภายใน ๓ ชั่วโมง เลยเทศน์ให้ฟัง เทศน์จบเขาก็รีบเดินกลับกุฏิ อาเจียนออกมาเป็นเลือดแล้วก็ตาย เขาเข้าผลสมาบัติไปทันที เพราะเขาเตรียมไว้แล้ว

อาตมาเคยสอนกรรมฐานแก่โยมคนนี้เมื่อสมัยยังเป็นสาว อายุ ๓๘ ปี ตอนตาย อายุ ๘๔ ปี ๖ เดือน โรคมะเร็งระยะสุดท้าย ปอดหมดแล้ว อาตมาจึงรับมาอยู่ที่วัด บอกให้เจริญกรรมฐานต่อไป ก็หายวันหายคืน เขาช่วยตัวเอง อาตมาไม่ได้เสกเป่าแต่ประการใด อยู่มาได้ ๑๕ ปี หมดเวลาแล้วจะต้องเดินทางต่อไป พอ ๓ ชั่วโมง เขาก็ตายจากโลกไป

ถ้ามีกรรมติดมาเราจะได้รู้จากการเจริญกรรมฐาน
อทินนาทานติดมา ๖๐% จะต้องถูกปล้น ถูกไฟไหม้บ้าน โดนจี้ โดนโกง กาเมสุมิจฉาจารติดมา ๖๐% มีสามีเป็นของเขาหมด มีภรรยามีชู้หมด มีลูกเอาดีไม่ได้ จะเสียหายทั้งครอบครัว ถ้าท่านไม่แก้ แต่ถ้าท่านมาเจริญกรรมฐานจะแก้กรรมนี้ได้
มุสาวาทหลอกลวงโลกหวังเอาลาภติดมา ๖๐% ท่านจะโดนหลอกโดนโกงตลอด
สุราเมรัยติดมา ๖๐% คนนั้นจะประสาทไม่ดี จะเป็นโรคประสาท
ท่านเตรียมตัวแก้กรรมก่อนตายหรือยัง ถ้าท่านไม่แก้ กรรมนั้นก็ติดค้างสนองท่านไปเรื่อย ๆ ท่านก็จะต้องรับกรรมต่อไป

อาตมามีเพื่อนคนหนึ่งขื่อ นิกร อยู่ที่ภาคใต้ แม่เกลียดมากให้ไปอยู่กับพี่ชาย พี่ชายก็ให้ไปเป็นลูกจ้างฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่เคยทำบุญ ตอนหลังกลับมาบ้านแม่ก็ทารุณอีก บอกให้ไปอยู่กับพี่ชาย เลยไม่รู้ว่าจะไปอยู่ไหน ต้องฆ่าตัวตายแน่

จึงไปหาหลวงตาที่วัด ถามว่าคนจะตายต้องทำอะไรบ้าง หลวงตาก็บอกให้ทำบุญ เขาก็ไม่เข้าใจ เขาบอกว่ามีเงินอยู่ ๒๐ บาท จะทำอย่างไร หลวงตาก็บอกให้ถวายผ้าป่า กล้วย มะพร้าว ขนมจันอับแต่งตัวสวย ๆ
เขาถามหลวงตาว่าคนจะตายเขาท่องอะไรกัน พลวงตาบอกให้ว่า พุทโธ เขากินยาแล้วก็ท่อง พุทโธ ๆๆ จนกระทั่งขาดใจตาย พนมมือว่าพุทโธติดปากไป

นิกรเมื่อออกจากร่างแล้ว ยืนดูร่างของตัวเอง แล้วก็เดินทางต่อไป รู้สึกหิวข้าว จะข้ามถนนยักษ์ก็ขวาง ปากก็ว่า พุทโธ ยักษ์ก็หนี แต่ถ้าใครมีกรรมฐาน ไม่ต้องว่าพุทโธหรอก เพราะว่าพุทโธอยู่ที่จิตแล้ว จะไปไหนก็ไปได้ ไปเห็นกับข้าวที่เขาวางไว้ ก็เข้าไปนั่งยอง ๆ ขอรับประทาน เขาบอกว่า ไม่ใช่ของเธอ ของเธออยู่นี่ ก็มีกล้วย มะพร้าว ขนมจันอับที่ถวายผ้าป่าไว้

เขาก็เดินทางต่อไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็พบยมบาล ท่านยมบาลบอกว่า ยังไม่ถึงที่ตายให้กลับไปก่อน นิการบอกว่า ถ้าให้กลับ ท่านต้องไปบอกแม่ผมก่อน ว่าผมเสียใจที่ถูกแม่ด่า เลยกินยาตาย ยมบาลก็พาไป ยมบาลก็เข้าร่างนิกรก่อน ลุกขึ้นเล่าเหตุการณ์ว่าอย่าไปทำนิกร เดี๋ยวนิกรจะฟื้นขึ้นมา พอเล่าเสร็จก็ล้ม วิญญาณนิกรก็เข้าร่าง จะลุกขึ้นก็ลุกไม่ได้ ต้องรักษาอีก ๓ เดือน เลยขอบวช เวลากาลต่อมาเขามาที่วัดอัมพวันก็มาเล่าให้อาตมาฟัง


มีดอกเตอร์คนหนึ่งชื่อ ดร.กฤช เป็นเพื่อนของอาตมา อาตมาช่วยส่งเขาเรียนเพราะเขาไม่ค่อยมีเงิน ต่อมาตาย แล้วมาเกิดเป็นลูกคนจีนอยู่ที่ตรอกจันทน์ ยานนาวา
เด็กคนนี้ อายุ ๑๑ ขวบ เกิดระลึกชาติได้ ให้แม่พามาหาอาตมาที่สิงห์บุรี เขาบอกให้พาไปที่บ้านภรรยา พาไปขอวิทยานิพนธ์ ๓ เล่ม ซึ่งเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศสทั้งหมด แล้วเขาก็มาศึกษาเอาเอง เดี๋ยวนี้อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น


ท่านทั้งหลายเอ๋ย วิชาเอาติดตัวไปได้แน่นอน สมบัติเอาไปไม่ได้ มีลูกมีหลานให้เรียนหนังสือไว้ให้ได้ เป็นดอกเตอร์ให้ได้ ตายแล้วเอาไปได้แน่ ถ้าเรียนเก่งมาก รับรองว่าชาติก่อนเรียนมาแล้ว


คนจะตาย จะไม่ยอมเชื่อ
ขึ้นรถได้ก็ทะเลาะกันตั้งแต่ออกจากวัด ข้อเท็จจริงเขาไม่ได้มีชู้กันเลย เพื่อนของเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนกันยุให้แตก รถเข้าประสานงากับรถซุง รถซุงยาว ๆ ชนก็ต้องตาย เดี๋ยวนี้ก็ยังยืนอยู่ตรงนั้น เป็นอสุรกายดุร้ายมาก รถคว่ำตายกันเรื่อยเลย

เราเข้าใจผิดว่า ตายตรงไหนก็ไปเชิญวิญญาณกลับถึงจะมาได้ ข้อเท็จจริงไม่ใช่ ตายด้วยอำนาจโทสะต้องอยู่ตรงนั้นก่อน ไม่ต้องสังฆทาน ถ้าเป็นญาติก็นั่งกรรมฐานแผ่ส่วนกุศลให้ เหมือนฆ่าตัวตาย ถ้าไม่นั่งกรรมฐานให้จะไม่ได้ ถ้าบุญเก่ามี ต้องหมดเวรกรรมแล้วจึงไปหาบุญ


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 10 ธันวาคม 2552 เวลา:18:08:44 น.  

 
-ข้อคิดวันปีใหม่

ที่อาตมากล่าวแล้ว ขาดน้ำตายแน่ ขาดน้ำสิ้นชีวิต ขาดคู่คิดชีวิตยังอยู่ เป็นคู่กัน ท่านจะมีเพื่อนคู่คิดมิตรคู่บ้าน ไม่ผลาญสมบัติแต่ประการ

พวกนักบริหารโกงเจ๊งทุกราย นักบริหารไม่โกง ไม่มีเจ๊ง โลกาภิวัฒน์โลกเจริญแต่โกงกันสะบัด บริหารให้เศรษฐีคนรวยกลายเป็นคนจน แต่ท่านทั้งหลายที่มาวัดอัมพวันนี้ อาตมาจะช่วยบริหาร เดี๋ยวจะสวดมนต์บริหารให้ท่านรวยมหาศาล อย่างต่ำก็คนละพันล้าน แล้วก็ให้รัฐบาลกู้ต่อไป โดยไทยช่วยไทย

มารไม่มีบารมีไม่เกิดประเสริฐไม่ได้ มารคือตัวลองเขาลองเราดู หมดแล้วเงินทอง บ้านก็ไม่มีจะส่ง เพราะเงินเดือน ๖ หมื่น เขาให้ออกจากธนาคารออกจากบริษัท โทรศัพท์มาบอกหลวงพ่อหนูหมดทางแล้วรถก็เอาไปคืนแล้ว บ้านที่ส่งก็ต้องโดนยึดให้เขาไป หนูจะทำอะไร แม่หนูทำอะไร แม่หนูค้าขาย ช่วยแม่หนูค้าขาย บัดนี้กลับเชียงรายช่วยแม่ค้าขาย บอกหลวงพ่อค๊ะหนูอายเขา แต่กลับไปช่วยแม่ยกแบกหามเหมือนเดิม หนูอายเขา จำไว้เลยสร้างความดีอย่าไปอาย อดทนเข้าไว้ หนี้ที่ใช้ไม่หมดคือ หนี้บุญคุณพ่อแม่ หนี้บุญคุณครูบาอาจารย์

ที่ว่าจะเกิดวิกฤติการณ์ภัยแล้ง เกิดแผ่นดินไหว คนจะตายเป็นจำนวนมาก ถูกต้องตามหนังสือพิมพ์ เครื่องบินก็จะตก อุบัติเหตุก็จะเกิดขึ้น ตามที่เขาทำนายทายทักไว้ แต่โดยวิธีปฏิบัติแล้วไม่ได้เป็นเช่นนี้ ฟังให้ดีเกิดกุลียุค จะรบราฆ่าฟัน คนจะตายกันเป็นจำนวนมากร้อยละ ๘๐ ตายทุกประเทศ ขั้วโลกเหนือก็จะละลายเป็นน้ำท่วม ถูกต้อง โดยวิธีปฏิบัติแล้วมิได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป ถ้าเรารวมพลังกันสวดมนต์ไหว้พระ หลบเข้าร่มโพธิ์ร่มไทร เจริญสมาธิภาวนา รับรองท่านไปรอดทุกราย แล้วรับรองว่าท่านจะไม่จน

ขอให้ญาติพี่น้องทุกคน สวดมนต์พาหุงมหากา แผ่เมตตา แล้วเจริญกรรมฐาน รับรองขายดิบขายดีแน่นอน ตรงนี้เป็นจุดแก้ อโหสิกรรมก่อนแล้วค่อยแผ่เมตตา ท่านจะได้ผลสมความปรารถนา

เช่นยกตัวอย่าง ฝรั่งที่อยู่ลอนดอนและสวิตเซอร์แลนด์ บัดนี้ขายดิบขายดี บางทีร้านค้าด้วยกันที่อยู่ในตลาดนี้ ร้านี้ขายไม่ได้เลย
ถ้าคิดไม่ดีกับแม่ท่านจะแย่ลงไปนะ

คิดว่าแม่เราไม่ดีเท่านี้เจ๊งเลย เช่น อย่าไปเข้าข้างแม่นะ คิดว่าพ่อเราไม่ดี แล้วก็เกลียดพ่อตามแม่ ไม่พูดกับพ่อ ตัวเองในไม่ช้าถูกรถชนเป็นอัมพาตจนบัดนี้

ให้พิจารณาตัวเองว่าได้เป็นมนุษย์จำพวกไหน ๕ จำพวก

๑. มนุษย์เปรต หมายถึง คนที่มีร่างกายพิการ ต้องขอทานเลี้ยงชีวิต เป็นอยู่ลำบากและอด ๆ อยาก ๆ ซึ่งคล้ายกับลักษณะและความเป็นอยู่ของเปรต
๒. มนุษย์ดิรัจฉาน หมายถึง คนที่มีร่างกายสมประกอบ มีกำลังเรี่ยวแรง สติปัญญา แต่ไม่ทำการงานเลี้ยงชีพเอง คอยแต่อาศัยผู้อื่นกินไปวัน ๆ มีพฤติกรรมเหมือนสัตว์เลี้ยง
๓. มนุษย์สัตว์นรก หมายถึง คนที่มีความประพฤติหยาบช้ากระทำการทารุณเบียดเบียนฆ่าฟันผู้อื่น หากินโดยโจรกรรม ฉ้อสงฆ์ ฉ้อราษฎร์ บังหลวง ประกอบอาชีพไม่สุจริต จนในที่สุดต้องติดคุกติดตะรางเหมือนสัตว์นรก
๔. มนุษย์แท้ หมายถึง คนที่มีความประพฤติดีงาม รักษาศีล ๕ โดยเคร่งครัด ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนและคนอื่น
๕. มนุษย์เทวดา หมายถึง คนที่มีความประพฤติดีเยี่ยม มีหิริ คือความละอายต่อบาป โอตตัปปะ คือความเกรงกลัวต่อบาป ทั้งมีนิสัยบำเพ็ญทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาประพฤติตนดีเลิศคล้ายเทวดา
ถ้าเป็นจำพวกที่ไม่ดีก็พยายามเร่งสร้างคุณงามความดี ให้สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ แต่หลายคนอาจจะนึกน้อยใจว่าในรอบปีที่ผ่านมาตนเองได้พยายามทำแต่ความดี แต่ทำไมจึงไม่ได้รับผลแห่งความดี ที่จนก็ยังจนอยู่เหมือนเดิม ชีวิตไม่มีอะไรดีขึ้นถึงกับบางคนต้องพูดว่า “ทำดีได้ดี มีที่ไหน ทำชั่วได้ดี มีถมไป”

การทำดีที่จะให้ได้รับผลของความดีตอบแทนนั้น ต้องประกอบด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ

๑. ทำดีให้ถูกเวลา
๒. ทำดีให้ถูกสถานที่
๓. ทำดีให้ถูกบุคคล
๔. ทำดีให้ติดต่อกันเสมอต้นเสมอปลาย
เมื่อไม่ได้รับผลของความดีสมความมุ่งหมาย จึงเสียใจน้อยใจ ถึงกับบ่นตาม ๆ กันว่า “ทำดีแล้วไม่ได้ดี”
พิจารณาอยู่บ่อย ๆ เพื่อทำใจให้ยอมรับความจริงที่มีอยู่ตามธรรมชาติที่ภาษาพระท่านเรียกว่า

อภิณหปัจจเวกขณะ มี ๕ คือ

๑. ควรพิจารณาทุก ๆ วันว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้
๒. ควรพิจารณาทุก ๆ วันว่า เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้
๓. ควรพิจารณาทุก ๆ วันว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้
๔. ควรพิจารณาทุก ๆ วันว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น
๕. ควรพิจารณาทุก ๆ วันว่า เรามีกรรมเป็นของตัวเอง เราทำดีก็จะได้ดี ทำชั่วก็จะได้ชั่ว




-การพัฒนาให้เกิดปัญญาญาณ

จิตเป็นธรรมชาติต้องคิดอ่านอารมณ์ รับรู้อารมณ์ไว้ได้เป็นเวลานานเหมือนเทปบันทึกเสียง การกำหนดนี้เป็นการคลายเครียดไปในตัวด้วย ทำให้จิตสงบ ทำให้จิตนิ่ง ทำให้จิตว่าง ทำให้จิตไม่ฟุ้งซ่าน นั่นแหละถึงจะทำให้เกิดปัญญาได้ จิตมันไม่นิ่ง จิตไม่ว่าง มันก็ฟุ้งซ่านก็เครียด ทำให้ความดันสูง ความดันต่ำ ทำให้เกิดโรคหัวใจ ทำให้เป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นกันมากมาย เครียดไปทำให้เกิดเป็นโรคกระเพาะ โรคลำไส้ โรคมะเร็งได้ จะเดินจงกรม ๑ ชั่วโมง ก็ต้องนั่ง ๑ ชั่วโมง ให้มันได้จังหวะ ถ้าเดินยังไม่ถึงเวลาที่กำหนดก็อย่าออกจากการนั่ง ไม่อย่านั้นจะเสียสัจจะ จะทำอะไรก็ไม่ได้ผล

การสร้างปัญญา

ความรู้เที่ยงตรง ต้องทำจิตให้นิ่ง เพราะจิตที่ไม่นิ่ง จะก่อให้เกิดความรู้ที่ไม่เที่ยงตรง ตัวอย่างเช่น เมื่อเราขับรถยนต์อยู่บนถนนด้วยความเร็ว ๖๐ กม./ชม. เราพยายามแซงรถคันหนึ่งซึ่งแล่นด้วยความเร็ว ๕๐ กม./ชม. เราจะรับรู้ว่ารถคันนี้แล่นช้ามาก ในภาวะจิตไม่นิ่งเช่นนี้ย่อมเกิดความรู้ที่บิดเบือนเช่นกัน เช่น ยามชอบแม้เขาชั่วก็เห็นว่าเขาดี ยามชังแม้เขาดีก็เห็นว่าเขาชั่ว

ผู้ที่มีจิตนิ่งจากสมาธิเที่ยงตรงนี้ แม้อยู่ในท่ามกลางความเคลื่อนไหวก็ไม่วุ่นวาย แม้อยู่ท่ามกลางความหลากหลายอันมากมายก็ไม่ถูกหลอกหลอนแน่นอน
ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความพยาบาท ความตระหนี่ การถือตัว การดูหมิ่นคนอื่น ความริษยา การยกตนข่มท่าน ความไร้มารยาท การโอ้อวด ความกระด้าง การแข่งดี ความมัวเมา และความประมาท เหล่านี้คือกิเลสที่ทำให้จิตเศร้าหมองและมืดมน


จะตกอยู่ในภาวะ คิดไม่ออกบอกไม่ถูก บางทีก็เหมือนรู้ๆ อยู่แต่นึกไม่ได้ มันตื้อตันไปหมด มองชีวิตก็ไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไร เกิดมาทำไมหนอ จะไปไหน
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ขณะนี้จิตเรามืดหรือสว่างเพียงใด วิธีการตรวจสอบง่าย ๆ คือ ลองหลับตาดู หลับตาให้สนิท กำหนดพองหนอง ยุบหนอ เอาจิตปักไว้ที่ลิ้นปี่หายใจยาวๆ ก็ได้ มืดตื้อไปเลย แสดงว่าจิตถูกห่อหุ้มด้วยกิเลส

ถ้าหลับตาแล้วเห็นแสงสว่างแปลบไปมา นั่นแสดงว่าจิตสว่างเป็นขณะวาบ ๆ รู้อะไรก็รู้ประเดี๋ยวประด๋าว รู้ไม่จริงและไม่ลึกซึ้ง
ถ้าหลับตาแล้ว เห็นสีต่างๆ ต้องวิเคราะห์ว่าเป็นแสงสีอะไร บางคนนั่งเห็นนิมิตเห็นแสงสีสว่างมากแต่ก็ไม่รู้อะไรเลย
ถ้าเป็นสีเขียว แสดงว่าจิตกำลังมุ่งมั่นอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือภาวะใดภาวะหนึ่ง
ถ้าเป็นจิตสีส้ม แสดงว่าจิตกำลังเสพปีติ หรือความยินดี หรือความรัก
ถ้าเป็นสีฟ้า แสดงว่าจิตกำลังครุ่นคิด ถ้าเป็นสีขุ่นเหมือนน้ำซาวข้าว แสดงว่าจิตกำลังเศร้าโศก
ถ้าเป็นสีม่วง แสดงว่าจิตกำลังละเอียดอ่อน สุนทรี
ถ้าเป็นสีเหลือง แสดงว่าจิตกำลังรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง และโปร่งอยู่ด้วย ความรู้สึกนั้น
เห็นแสงไร้สี สว่างสนิท นวลไปทั่ว นั้นคือ แสงจิตตามธรรมชาติที่ปราศจากอารมณ์ พร้อมที่จะรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนและลึกซึ้ง


เมื่อจิตสว่างแล้วจึงรอบรู้ภาพรวม คือ

๑. รู้ธรรมชาติ ทั้งปรากฏการณ์ กฎเกณฑ์ และกลไก
๒. รู้โลก ทั้งที่มา กระแสและแนวโน้ม
๓. รู้ระบบ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และเทคโนโลยีและอื่น ๆ
๔. รู้วงจรชีวิต ทั้งการกำเนิด การดำรงอยู่ และการตาย
๕. รู้มิติต่าง ๆ คือรู้สัมพันธภาพแห่งธาตุ และพลังต่าง ๆ ในทุกระดับ

ดังนั้นการทำจิตว่างคือ การปล่อยวางความมี และการรับรู้ในความมีทั้งหมด ทรงจิตอยู่ในความไร้อันไม่มีขอบเขตจำกัด เมื่อนั้นจิตก็จะว่าง

เมื่อเสพกามพอแล้ว เห็นว่ายังไม่สาแก่ใจ เพื่อให้รสชาติเพียงชั่ววูบ รู้สึกแค่ตอนสัมผัส ครั้นไม่สัมผัสก็หมดความรู้สึก จึงต้องการความสุขที่ถาวร และยิ่งใหญ่กว่าเดิม มนุษย์จึงแสวงหาภาวะที่ตนจะอยู่ได้อย่างเป็นสุขมากขึ้น และพบว่าเกียรติยศให้ความสุขได้ลึกซึ้งกว่ากาม เพราะเกียรติยศเกิดจากการยอมรับของชนจำนวนหนึ่ง ครั้นครองยศอยู่ ลาภก็หลั่งไหลมาเทมาเป็นไปโดยธรรมชาตินี่เป็นการยกระดับความปรารถนาขั้นแรกของมนุษย์ให้สูงขึ้นอีกลำดับหนึ่ง

มนุษย์ผู้มีปัญญาจึงแสวงหาความสุขที่ปราณีต ที่เบาสบายกว่ายศและพบว่า สรรเสริญนั้น เป็นที่ยอมรับของมหาชน ทั้งเบาสบาย ไร้ภาระผูกพัน ไม่เหมือนยศที่ทำให้หนักอึ้ง จึงบังเกิดการสละยศ สละตำแหน่ง และเจริญคุณธรรมอันมีศีลเป็นเบื้องต้น

ครั้นได้รับสรรเสริญไปมาก ๆ นาน ๆ ในที่สุดจะพบว่า รสของสรรเสริญนั้นจะชืดและเอียน ก็รู้สึกเป็นธรรมดาไปแล้วไม่เห็นแปลกและพบว่าเรื่องอะไรจะต้องความสุขไปแขวนไว้กับถ้อยคำของคนอื่น ก็จะพบว่าในสภาวะแห่งความสงบที่มีจิตตั้งมั่นอยู่ในใจอันสะอาด ทรงประสิทธิภาพนั้น มีความสุข มั่นคงถาวรยิ่งกว่า และหันมาฝึกจิต เจริญสมาธิ มีการแผ่เมตตาเป็นต้น

เมื่อแผ่เมตตาได้ที่ จะพบว่าความสุขที่มอบความปรารถนาดีให้แก่ผู้อื่นด้วยใจอันสะอาดนี้ ยิ่งใหญ่และตั้งมั่นกว่าความสุขที่ต้องอิงการสรรเสริญจากคนอื่นเป็นไหน ๆ จึงทรงอยู่ในสมาธิระดับต่าง ๆ แต่มหัศจรรย์นั้น ยิ่งสละสรรเสริญเพียงใด ลาภ ยศ สรรเสริญ ก็จะหลั่งไหลเทมาตามธรรมชาติแห่งดุลยภาพ



-ชีวิตก่อนความตาย และการดูแลผู้ป่วยก่อนตาย

เพื่อให้ส่วนหนึ่งแห่งชีวิตของเรายังคงความเข้มแข็งไว้ได้ ถ้าหากว่าใจพลอยป่วยไปด้วยกับกาย ก็จะทำให้ความป่วยหรือความเจ็บนั้นทับทวีขึ้นซ้ำเติมตัวเอง แต่ถ้ากายป่วยเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ใจไม่ป่วยไปด้วย ใจนั้นจะกลับมาเป็นส่วนช่วยดึงไว้ ช่วยอุ้มชูค้ำประคับประคองกายไว้

ยิ่งถ้ามีกำลังใจเข้มแข็งก็กลับมาช่วยให้ร่างกายนี้แข็งแรงขึ้น เราจะเห็นว่าในเวลาที่เจ็บไข้ได้ป่วยนี้คนไข้จะต้องการกำลังใจมาก ผู้ที่จะช่วยให้กำลังใจได้มาก ก็คือญาติพี่น้องคนใกล้ชิดทั้งหลาย

เพราะความรักและความห่วงใยกันนี่แหละ ก็อาจจะทำให้จิตใจของเรานี้ กลายเป็นจิตใจที่มีความเร่าร้อนกระวนกระวายไปได้เหมือนกัน สิ่งที่ดีนั้น บางทีก็กลับเป็นปัจจัยให้เกิดความทุกข์

อย่างที่ทางพระท่านบอกว่า ความรักทำให้เกิดความทุกข์ เพราะว่าเมื่อรักแล้วมีความผูกพัน ก็ทำให้กระทบกระเทือนเกิดขึ้นได้ง่าย

ทีนี้ทำอย่างไรจะทำให้มีความรักด้วย และก็ไม่มีทุกข์ด้วย ก็ต้องเป็นความรักที่ประคับประคอง ทำใจอย่างถูกต้อง เมื่อทำได้ถูกต้องแล้ว ก็จะได้ส่วนที่ดี เอาแต่ส่วนที่ดีไว้ให้มีแต่ส่วนที่เป็นความดีงาม และความสุข แล้วก็ทำให้มาเอาใจใส่ดูแลกัน แล้วทีนี้ ความรักที่เราประคับประคองไว้ดี ก็จะทำให้จิตใจปลอดโปร่งผ่องใส เป็นไปในทางที่ทำให้เกิดกำลังในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

แต่ถ้ารักษาจิตใจไว้ดีแล้ว ความเจ็บป่วยนั้นก็มีแต่น้อย ก็รักษาด้วยสติ คือสติ
ห่วงกังวลเรื่องข้าวของทรัพย์สินอะไรต่างๆ ท่านเรียกว่าเป็นสิ่งนอกกายไม่ใช่ตัวของเรา ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว กายนั้นรับใช้ใจ ถ้ารักษาใจไว้ได้แล้วก็ชื่อว่า รักษาแกนของชีวิตไว้ได้
เช่น คำว่า พุทโธ เป็นต้น จิตใจจะได้มีหลักไม่ฟุ้งซ่านเลื่อนลอย


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 10 ธันวาคม 2552 เวลา:18:09:41 น.  

 
-บัญญัติชีวิต

หมอชลอ สามารถรำลึกชาติ ชาติขายโอ่งไปฆ่าเขาตายที่น้ำตกเขาเอราวัณ ตัวเองก็ต้องไปตายตรงนั้นเช่นเดียวกันที่ไปฆ่าเขามาเช่นนั้น

เจริญกรรมฐานดีที่สุดไม่มีอะไรดีกว่าการเจริญพระกรรมฐานแล้วนอกจากนั้นไม่มีอีกแล้ว เสียใจกำหนด ดีใจกำหนด ผูกพยาบาทกำหนด อย่าให้มันมีค้างในใจเลย

จิตนี้เป็นธรรมชาติอยู่กับที่ไม่ได้ มันต้องคิดจิปาถะ คิดดี คิดไม่ดี พอหลับไปแล้วมันก็ไม่คิด พอลืมตาขึ้นมาต้องคิดแล้ว บางทีคิดเครียด กลุ้มใจก็ฝันในเรื่องนั้น ถ้าคิดเรื่องแฟนก็ฝันถึงเรื่องแฟนแน่นอน

จิตใจเป็นอกุศลแล้วก็ฝันเรื่องไม่ โดนยิงบ้าง โดดลงเหวบ้าง โยมที่นั่งฟังอาตมาอยู่นี้อาจจะคิดหลายอย่าง อาจจะคิดถึงขอนแก่นก็ได้ ตั้งสติไว้ ถ้าโยมคิดหลายเรื่องในเวลาเดียวกันไม่ได้ ไม่มีพลัง โปรดคิดเรื่องเดียวในเวลาเดียวกัน


เล่ม๑๓


-สมาธิรักษาโรค

ดิฉันจึงเป็นลูกคนเดียวที่ต้องดูแลคุณแมที่เจ็บป่วยด้วยการรักษาโดยการผ่าตัด ลูกคนที่ ๒ ก็ป่วยมีอาการเหมือนเป็นไข้หวัด ตัวร้อนจัด หน้าซีด ได้พาส่งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้คอนโด แม่มีนิ่วในท่อน้ำดี ถึง ๔ ก้อน หลังแม่ผ่าตัดออกมา ฟื้นเร็วมาก ดิฉันได้ดูแลคนป่วยทั้ง ๒ คน

ดิฉันเป็นคนเฝ้าไข้ที่ดีที่สุด บางคืนดิฉันไม่ได้นอนเลย อาศัยหลับในสมาธิ มหัศจรรย์มาก ดิฉันสามารถอยู่ได้โดยในเวลากลางวันไม่ได้งีบหลับเลย ซึ่งในตอนหลังดิฉันได้นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อจรัญที่บอกว่าผู้ให้ย่อมมีความสุขที่สุด หมดได้ตรวจลูกอย่างละเอียด จึงได้ทราบว่าลูกป่ายเป็นโรค S.L.E (โรคเดียวกับคุณพุ่มพวง) โดยลูกสาวของดิฉันมีอาการอักเสบที่ไตและหัวใจ ลูกก็มีอาการอักเสบที่สมอง คือ บ้าเลย ตาขวาง เดินเหมือนหุ่นยนต์ สุดท้ายนอนนิ่งไม่พูดไม่อ้าปาก ปัสสาวะรดที่นอนตลอดเวลา เหงื่อออกท่วมตัว แต่มีอาการหนาวสั่นต้องห่มผ้าถึง ๕ ผืน ลูกคงทรมานมาก คุณหมอบอกว่าอาการทางสมองนี้ต้องใช้เงินรักษาเป็นหลักล้าน ถ้าภายใน ๓ วัน ลูกไม่พูดไม่อ้าปากไม่สนองตอบด้วยอาการใด ๆ จะช็อตด้วยไฟฟ้า เสียค่าใช้จ่ายไปเป็นจำนวนมาก แต่ดิฉันไม่เคยคิดเสียดายเลย คนมีค่ามากกว่าเงินมากมายนัก

จิตแพทย์บอกว่า S.L.E. ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ รักษาได้โดยวิธีเดียว คือ ฝึกสมาธิจนจิตสงบในระดับหนึ่ง แล้วกลับคำสั่งไม่ให้ภูมิคุ้มกันไปทำลายอวัยวะตัวเอง พอฝึกได้ครบ ๕ วัน ก็เกิดโอภาสขึ้นเหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้ว สามารถเขียนภาษาอังกฤษด้วยคำศัพท์ยาก ๆ ได้ ๔ – ๕ แผ่น จิตแพทย์บอกว่า ตอนที่เขาอักเสบทางสมองนั้น เท่ากับได้ไปกระตุ้นสมองให้เกิดความเป็นอัจฉริยะด้านภาษาขึ้น ประกอบกับเขาได้ฝึกนั่งสมาธิทุกวัน ทำให้อาการทางสมองที่ยังอักเสบอยู่ไม่ได้แสดงอาการทางกายเป็นที่น่าเกลียดเหมือนคนไข้รายอื่น

ลูกก็หายจากอาการอักเสบทางสมองในเวลา ๑ เดือน อาการอักเสบทางสมองก็ไม่เกิดขึ้นกับลูกอีกเลยเป็นเวลากว่า ๓ ปีแล้ว จ
จากการนั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอ ลูกบอกว่าการฝึกสมาธิเป็นประจำ ทำให้หนูมีจิตใจที่ดีงาม รักเพื่อนมนุษย์ทุกคน มีเมตตาไม่อิจฉาริษยาใคร ดิฉันไม่เคยได้ยินลูกนินทาใครเลย เขาบอกว่าตามความคิดเห็นของลูก โรค S.L.E. น่าจะเกิดจากความเครียด และอาการที่ร้อนมาก นั่งสมาธิ เลยเป็นผลพลอยได้ทำให้การเรียนดีขึ้นมาก


จากการดูแลคนป่วยทั้ง ๒ คน ทำให้ดิฉันได้ข้อคิดว่า ปัญหาทั้งหลายของมนุษย์นั้นสามารถแก้ได้เสมอ ถ้าเราพยายามแก้ไขปัญหานั้นด้วยสติ ใช้ความสามารถ ความมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีน้ำใจต่อผู้อื่น สำคัญที่สุดคือ มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณทั้งหลาย

ดิฉันได้อ่านหนังสือธรรมะของหลวงพ่อจรัญ เรื่อง กรรมฐานแก้ปัญหาชีวิตแล้ว รู้สึกซาบซึ้งในคำสอนนั้นมาก ๆ ขณะนี้โรคกระเพาะของดิฉันดีขึ้นมากโดยไม่ต้องใช้ยาเลย กรรมฐานรักษาโรคได้จริง ๆ

ดิฉันได้น้อมระลึกถึงคำสอนของหลวงพ่อจรัญ ที่พร่ำสอนอยู่เสมอว่า จงเป็นผู้ให้โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ แม้แต่คำขอบคุณ ให้เป็นคนดีมีน้ำใจ กตัญญูต่อบุพการี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รักได้แม่กระทั่งศัตรูตัวเอง ทุกครั้งที่ได้ฟังเทศน์ของหลวงพ่อจรัญ ดิฉันจะมีกำลังใจต่อสู้ชีวิตเสมอ ดิฉันโชคดีที่มีโอกาสมารับใช้ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน (เป็นวิทยากรพิเศษ)




-ประสบการณ์ในการฝึกกรรมฐาน

ฉันได้เดินทางมาประเทศไทยเพื่อพบกับเพื่อน ๆ คนไทย คือ ดร.พินิจ ได้แนะนำให้ฉันไปเรียนวิปัสสนากรรมฐานที่วัดอัมพวัน ถึงแม้ว่าฉันจะเป็นชาวคริสต์ แต่ก็สนใจพุทธศาสนา

หลวงพ่อจรัญท่านจะสอนฉันด้วยตัวท่านเอง ตามปกติหลวงพ่อมีงานยุ่งมากเกินกว่าที่จะสอนเป็นรายบุคคล ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังรู้สึกกลัว ๆ ที่จะพบกับท่าน เพราะฉันได้ยินมาว่าท่านสามารถเห็น “ข้างใน” ของคนได้ เพราะฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าอะไรนัก

หลวงพ่อให้ฉันลองนั่งขัดสมาธิในท่าที่ยากที่สุด ซึ่งเป็นที่พระในป่าท่านปฏิบัติ (ขัดสมาธิเพชร) ฉันต้องดึงและสอดขาซึ่งในที่สุดก็นั่งได้ แต่ก็ปวดขาเหลือเกิน หลังจากนั้นท่านก็สอนท่านั่งที่ง่ายกว่า ค่อยสบายใจหน่อย

การหัดทำสมาธิครั้งแรกของฉัน ระหว่างเดินจงกรม ฉันได้เห็นภาพมาปรากฏมากมายใบหน้าอันเปี่ยมด้วยความเมตตาของหลวงพ่อ ทำให้ฉันตื้นตันจนน้ำตาไหล หลังจากนั้นฉันเห็นร่างกายของฉันเริ่มกลายเป็นโครงกระดูก มีหนอนเต็มไปทั้งตัว ได้เห็นพระพุทธรูปยิ้ม พระเยซูที่ใจดี จากนั้นพระเยซูถูกตรึงกับไม้และเต็มไปด้วยเลือดซึ่งทำให้ฉันกลัว และฉันก็เห็นดอกบัวบาน

วันรุ่งขึ้นได้พบหลวงพ่อ ท่านเตือนให้ฉันกำหนด “เห็นหนอ” เมื่อฉันเห็นภาพนิมิตต่าง ๆ หลวงพ่อเชื่อว่าคนเราต้องเคยช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน หรือเป็นญาติกันมาแต่ปางก่อน

ถึงแม้ฉันนะรู้สึกป่วยหรือเจ็บปวด ฉันไม่ย่อท้อ หลวงพ่อบอกเสมอว่า “อย่าไปกลุ้มกังวลหรือโกรธเคืองกับอดีต อย่ากังวลกับอนาคต ใจเย็น ระลึกรู้อยู่แต่ปัจจุบัน แล้วปัญญาจะเกิดขึ้นเอง”

นิมิตอันหนึ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ห้าของการปฏิบัติกรรมฐานทำให้ฉันกลัวคือ ขณะที่ฉันกำหนด “ยืนหนอ” เท้าของฉันรู้สึกจมลึกลงไปในพื้น และทันใดนั้นทั้งตัวฉันและพื้นได้หลอมละลายรวมตัวเป็นสสาร หลังจากนั้นฉันเห็นป่าที่มีคนแต่งตัวสวยงามมาฟ้อนรำล้อมรอบฉัน ซึ่งหลวงพ่อได้อธิบายให้ฉันฟังว่า ที่เห็นคือเทวดาและนางฟ้าที่ใส่ชฎา ที่บ่ามีอินธนูและมีสายสังวาลย์ มาฟ้อนรำอนุโมทนาบุญกับฉัน ขณะที่ฉันเห็นฉันมีความสุขมาก และในทันทีทุกสิ่งทุกอย่างก็มืดสนิทจนฉันรู้สึกตกใจกลัวอย่างมาก ท่านก็ได้อธิบายให้ฟังว่าเพราะสมาธิมีมาก และกำหนดไม่ทัน ฉันจึงหายกลัวและกล้าที่จะปฏิบัติต่อในคืนนั้นได้

ก่อนวันกลับหนึ่งวัน ขณะทำ “ยืนหนอ” ได้เกิดมีมโนภาพขึ้น ฉันจึงกำหนด “เห็นหนอ” เพื่อให้ภาพนั้นหายไป แต่ฉันรู้สึกว่ามีพลังงานได้ไหลเข้ามาในร่างกายของฉัน โดยเข้ามาจากพื้นขึ้นสู่เท้าฉัน ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกหนักมาก แล้วไหลขึ้นไปตามขาและอวัยวะทุกส่วน ตลอดจนถึงท้องน้อย สะดือ ลิ้นปี่ หัวใจ ลำคอ แล้วระเบิดออกมาเป็นตาที่ ๓

และมันจะเป็นพลังงานที่มีประโยชน์ยิ่งใหญ่ เมื่อเราตั้งจิตกับปัจจุบัน โดยอย่าปล่อยให้อดีต อนาคต หรือ ความคิดล่องลอยต่าง ๆ เข้ามารบกวน
จากประสบการณ์นี้ ทำให้ฉันสามารถเห็นภาพและรู้ชัดเจนว่าจะทำอะไรต่อไปกับอนาคต

ฉันเป็นชาวคริสต์ที่เชื่อในพระเจ้าที่มีเมตตากรุณารอบรู้ รัก และยอมรับฉันในสิ่งที่ฉันเป็น เมื่อฉันได้พบหลวงพ่อ ฉันได้รับรู้ถึงความรู้สึกจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
การทำสมาธิทำให้ฉันได้ประสบกับต้นกำเนิดของความรักที่ยิ่งใหญ่ในตัวฉัน



-โรคมะเร็งในกระดูกหายได้เพราะเจริญพระกรรมฐาน

ดิฉันเริ่มป่วยเป็นโรคที่มีเม็ดเลือดขาวมากกว่าเม็ดเลือดแดงซึ่งมีกรรมพันธุ์มาจากคุณพ่อ ต้องไปให้เลือดอยู่เป็นประจำ หลังจากนั้นประมาณ ๓ เดือน ก็เริ่มเจ็บกระดูกเรื่อยมาว่ากระดูกเสื่อมหมดทุกข้อและเป็นมะเร็งในกระดูก แพทย์ก็ให้ยามารับประทานและให้ฉีดยาอยู่เป็นประจำ จนเดินไม่ไหวแล้วจึงไปทำกายภาพบำบัด เวลานั้นเดินไม่ได้ ได้แต่นอนอย่างเดียวและรับประทานยาอยู่ตลอด ทำงานไม่ได้จนบริษัทต้องให้ออกจากงาน ป่วยอยู่อย่างนี้เป็นเวลา ๓ ปีครึ่ง

เพื่อนของดิฉันได้มีโอกาสเดินทางมาประเทศไทยและได้นำหนังสือ “กฎแห่งกรรม – ธรรมปฏิบัติ”
เมื่อได้อ่านหนังสือแล้วก็เริ่มสวดพาหุงมหากา และอิติปิโสเท่าอายุมากกว่า ๑ จบ ตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้สอนไว้นั้น ช่วงแรกที่ได้อ่านหนังสือก็ตั้งจิตอธิษฐานขอให้ได้มาวัดอัมพวัน

ได้มีโอกาสเดินทางมาที่วัดอัมพวันและอยู่ปฏิบัติธรรม โดยได้ลงทะเบียนแล้วอยู่ปฏิบัติธรรม ๙ วัน ในวันแรกนั้นหลังจากเลิกการปฏิบัติแล้วก็ลุกขึ้นไม่ไหว ต้องให้ผู้อื่นช่วยพยุงขึ้น ปฏิบัติไปตลอดจนถึงวันที่ ๙ ของการปฏิบัติ รู้สึกว่าร่างกายเบาไปทั้งตัว สามารถเดินได้คล่องแคล่วขึ้นกว่าแต่ก่อน เมื่อกลับมาอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์แล้วจึงได้ปฏิบัติธรรมเรื่อยมาทุกวันไม่ขาด แต่ความเจ็บปวดก็ยังมีอยู่มาก ก็ยังต้องให้แพทย์รักษาอยู่ด้วยในขณะนั้น

หลังจากปฏิบัติธรรมเป็นเวลา ๓ ปีอาการก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ พอปีที่ ๔ ก็ไม่ต้องรับประทานยา ไม่ต้องฉีดยา ไม่ต้องทำกายภาพบำบัด และไม่ต้องให้เลือดอีกแล้ว ความดันที่เคยต่ำก็หายเป็นปกติ ความเจ็บปวดที่เคยมีมาเป็นเวลา ๗ ปี หายไปหมดแล้ว เพราะการเจริญ ปัจจุบันสามารถกลับไปทำงานได้ตามเดิมแล้ว




- กรรมฐานรักษาโรคได้จริงหรือ ?

ดิฉันได้เข้ารับการตรวจร่างกายที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และคุณหมอที่นั้น ท่านได้บอกกับดิฉันว่าต้องผ่าตัดด่วน เพราะเป็นเนื้องอกไม่พึงปรารถนา เป็นต่อมน้ำเหลืองอักเสบรักษาอยู่ประมาณ ๕ เดือน ไม่ยุบและก็ไม่แตกมีแต่อาการที่โตขึ้น และปวดมากขึ้น เพราะว่าเวลาปวดก็ปวดแบบสุด ๆ เลย ไม่ปวดก็ไม่ปวด

วัน ๆ หนึ่งจะปวดก็แค่ครั้งสองครั้งเท่านั้น ปวดนี้จะปวดเข้าสมองเลย ในที่สุดดิฉันก็เขียนจดหมายถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ เพราะว่าดิฉันเคยอ่านหนังสือที่หลวงพ่อเขียนท่านเล่าว่า มีคนเป็นมะเร็งและเคยผ่าตัดถึงสี่ครั้ง และกำลังจะผ่าครั้งที่ห้า ก็มาหาหลวงพ่อ เขาบอกว่าจะตายก็มาตายที่หลวงพ่อเถิด เพราะว่าไม่อยากจะผ่าอีกแล้ว หลวงพ่อก็ให้เข้ากรรมฐานและโรคดังกล่าวก็หายไปได้

แต่แล้วในที่สุดหลวงพ่อก็ตอบจดหมายมานับได้ ๑๖ วัน
“ขอให้คุณโยมจงทำใจให้ได้นะว่าอะไร ๆ ในโลกนี้มันไม่เที่ยง อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด จะไปขัดขวางไม่ได้ อาตมาขอให้โยมขออโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวรเขาเสีย เวรกรรมอะไรที่มีอยู่ก็ขอให้หมดไปในชาตินี้ ขออย่าให้ไปถึงชาติหน้าอีกเลย อาตมาก็ขอแผ่เมตตาให้ ขอให้คุณโยมจงหายจากโรคภัยไข้เจ็บ และขอให้คุณโยมทำสมาธิให้มาก ๆ และให้สวด อิติปิโส พาหุงมหากาฯ และอาตมาขอให้คุณโยมไปให้หมอเช็คร่างกายให้แน่นอนอีกครั้งหนึ่ง ทางที่ดีที่สุดคือไปที่สถาบันมะเร็งโดยตรง อาตมาก็จะแผ่เมตตาไปให้ ขอให้คุณโยมทำตามที่อาตมาบอกเถิดและกรรมฐานมาก ๆ และอย่าลืมแผ่เมตตาให้กับคนในครอบครัวมาก ๆ อย่าลืมอุทิศส่วนกุศลให้มาก ๆ จะได้หมดเวรหมดกรรมกันในชาตินี้จบสิ้นไป โยมไม่เป็นอะไรหรอก”
บอกกับพี่จะไปวัดอัมพวัน สัก ๓ วัน ไปหาหลวงพ่อก็เพราะว่าหนีการผ่าตัด เพราะคิดว่าผ่าก็ตาย ไม่ผ่าก็ตาย เพราะฉะนั้นก่อนตายก็ขอเก็บเกี่ยวเอาผลบุญไปเป็นเสบียงไว้บ้าง

คืนนั้นเมื่อเลิกกรรมฐานแล้วต่างคนก็ต่างเข้านอนเพราะอากาศหนาวก็รีบนอนกัน ดิฉันหลับไปมาตกใจตื่นเมื่อคล้าย ๆ กับมีคนมาเรียกว่า “ตื่น ๆ เร็วหลวงพ่อกำลังแผ่เมตตามาให้เข้าสมาธิเร็ว” แล้วก็รีบลุกขึ้นมานั่งสมาธิทันที พอนั่งได้สักประมาณ ๕ นาที เนื้อตัวรู้สึกร้อนขึ้นเรื่อยและที่เม็ดที่ข้างคอเริ่มเต้น และเต้นอยู่ประมาณ ๕ นาที แล้วก็หยุด และค่อย ๆ เย็นลงจนเป็นปกติ อาการที่ตัวร้อนในขณะนั้นมันก็ร้อนแปลก ๆ เหมือนกับเราเดินผ่านกองไฟร้อน ๆ มา แต่พอผ่านพ้นไปแล้วมันก็เย็น แต่นี่มันร้อนไปทั้งตัวรวมทั้งภายในด้วย และร้อนอยู่นานกว่าจะเย็น

ดิฉันก็ใคร่จะกราบเรียนถามหลวงพ่อว่าดิฉันควรผ่าหรือไม่ควรผ่า หลวงพ่อตอบทันทีว่าเรื่องนี้หลวงพ่อตัดสินให้ไม่ได้เพราะเป็นเรื่องที่ควรตัดสินใจเอง แต่ไม่เป็นไรหรอกกรรมฐานมาก ๆ เข้าแล้วก็หายเอง ดิฉันขอยาหลวงพ่อบอกว่า เอาน้ำมันมนต์ไปทาและกรรมฐานมาก ๆ โดยเฉพาะยืนหนอ… ทำให้ได้ แต่อย่าทำแบบหนอ ๆ แหน ๆ แล้วไปหลอ ๆ แหล ๆ นะโยมนะทำให้จริงจังรับรองหายทุกราย

ดิฉันจำคำหลวงพ่อเอาไว้ แล้วกลับมาทำต่อที่บ้านตอนนี้เม็ดที่คอทำท่าจะเปลี่ยนไป คือมันจะแตกก็ไม่แตก จะยุบก็ไม่ยุบ มันอยู่คงที่อยู่อย่างนั้น พอเอาจิตไปกำหนดที่แผลก็เกิดการตอบรับกันขึ้นคือที่แผลตรงนั้นจะเต้นตุ๊บ ๆ ๆ จนเรารู้สึกเต้นแรงมากจะเต้นอยู่อย่างนี้ประมาณ ๕ นาทีแล้วหยุดก็เต้นใหม่เหมือนอัตโนมัติ ตอนที่มานั้นแผลมันสีม่วง และพอมาอยู่ได้แค่สองวัน เม็ดที่คอก็เริ่มเปลี่ยนจากสีม่วงเป็นสีแดง และค่อย ๆ แดงจัดขึ้นมาเรื่อย ๆ

ตอนเช้าแผลก็แตกออกมาเป็นเลือดสด ๆ เหมือนกับเอามีดไปกรีดออกมาอย่างนั้น เอากระดาษทิชชูเช็ด เช็ดสองสามครั้งก็หมดและแผลก็แห้ง แต่ตอนนั้นกำลังเดินจงกรมอยู่ ก็ไม่รู้จะเอาอะไรปิดปากแผลพอดีเห็นต้นพลู เอาใบพลูนั้นมาปิดปากแผลไว้ก่อน ใบพลูนี้เป็นใบพลูที่แม่ใหญ่ปลูกไว้ พวกกรรมฐานเขาบอกว่าแม่ใหญ่ปลูกเอาไว้ ตามธรรมดาใบพลูนี้เผ็ดร้อน แต่เมื่อเอาปิดปากแผลกลับเย็นฉ่ำเลยก็น่าแปลก ปิดอยู่ได้ทั้งวัน

พอเย็นเอาใบพลูออกกลับเป็นว่าใบพลูนั้นแห้งกรอบเลย แต่ก็ดูดน้ำเหลืองและเลือดติดใบพลูออกมาด้วย และเมื่ออาบน้ำเสร็จแล้วก็เอาน้ำมันมนต์ของหลวงพ่อมาทาที่ใบพลูเอามาปิดปากแผล และวันรุ่งขึ้นก็มีเลือดออกมาอีก แต่น้อยกว่าเมื่อวาน ยังสีสดเหมือนเดิมเป็นเลือด วันรุ่งขึ้นก็มีเลือดไหลอีก แต่คราวนี้ก็น้อยกว่าเมื่อวานหน่อยหนึ่ง และพอตอนเย็นมีเลือดปนน้ำเหลืองออกมาอีก และเอาน้ำมันมนต์ของหลวงพ่อทาใส่ใบพลูปิดเอาไว้อีก และตอนนี้จะมีแต่น้ำเหลืองออกมาเรื่อย ๆ แต่ไม่มาก

พอครบ ๗ วัน ก็เอาใบพลูปิดไว้ ๑๕ วันก็กลับบ้าน อาการดังกล่าวยังคงเหลือแต่ปวดขากรรไกร มันเป็นเพราะก่อนหน้านี้ปวดชนิดที่อ้าปากไม่ขึ้นเลย ปัจจุบันนี้หายแล้ว เพราะพอแผลมันหาย อยู่มาอีกหลายเดือนกว่าอาการปวดขากรรไกรจะหาย ทรมานอีกประมาณ ๕ เดือน รวมเวลาที่เป็นนี้ ๑๑ เดือนพอดี

การปฏิบัติธรรมเข้ากรรมฐานนั้นไม่ใช่ของที่จะทำกันเล่น ต้องทำกันจริง ๆ ถึงจะบรรลุผลอย่างที่ดิฉันปฏิบัติมานี้ เพราะว่าบางขั้นบางตอนยังมีเอาอย่างอื่นมาผสมด้วย เช่น น้ำมันมนต์ของหลวงพ่อที่ใช้ทา และใบพลูนั้นที่รู้มาก็รักษามะเร็งได้ผลเหมือนกัน และรับประทานยาของพระอาจารย์บุญชูอีก แต่ที่จริง ๆ แล้วเขาบอกว่าผู้ที่ปฏิบัติจริง ๆ แล้วไม่ต้องใช้ยาเลย อันนี้ดิฉันเชื่อ ๑๐๐ %




-แสงธรรมนำชีวิต

ชีวิตในวัยเด็กลำบากมาก ทำนา รายได้จากการทำนำแต่ละปี นอกจากต้องเสียค่าเช่านา ส่งธนาคารแล้ว ต้องใช้จ่ายในครอบครัวอีก ๑๐ ชีวิต นึกถึงตัวเองแล้วถึงกับน้ำตาไหล เพราะไม่เคยมีเสื้อผ้าใหม่ใส่เลย มีชีวิตอยู่แบบซังกะตายไปวัน ๆ ไม่มีหลักอะไร

ข้าพเจ้าซึ่งเป็นคนใจบุญไปทำบุญในวันพระบ่อย จึงเชื่อว่า บาป บุญ มีจริง
หลวงพ่อท่านสอนว่า
“จะสวดคาถาอะไรก็ได้ แต่อย่าข้าม บทพุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ คือ อิติปิโสฯ และ พาหุงมหาการุณิโก” นั้นเอง
หลวงพ่อสอนว่า การสวดให้เริ่มสวดบทบูชาพระรัตนตรัย ๑ จบ แล้วสวดบทอิติปิโส เกินอายุ ๑ จบ เป็นการต่อดวง หรือ ต่ออายุนั้นเอง

การสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ยังไม่เท่ากับสร้างพระในจิตใจคนตอนนั้นข้าพเจ้าเดินไม่ถูกสาย สวดมนต์มั่วไปหมด ไม่ทราบว่าบทอะไรบ้าง ใครบอกว่าอะไรดี หรือหมอดูที่ว่าแม่น ให้หวยแม่น อยู่ที่ไหน ใกล้ไกลแค่ไหนไปหมด ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นมาเลย มีแต่ทรงกับทรุด

สวดมนต์ทุกเช้าค่ำ เริ่มมีสติปัญญามาเรื่อย ๆ เริ่มได้แสงสว่างทางปัญญาแก้ไขปัญหาชีวิตได้ ไม่ต้องพึ่งหมอดูอีกต่อไป พึ่งตนเองได้ สอนตนเองได้ ข้าพเจ้าได้ของดีจากหลวงพ่อ เมื่อก่อนได้แค่กระพี้

จากนั้นชีวิตของข้าพเจ้าก็เริ่มดีขึ้น ผ่อนรถปิคอัพได้คันหนึ่ง ทำให้สามารถมาวัดอัมพวันได้บ่อยขึ้น แต่ในตอนนั้นข้าพเจ้ายังไม่ได้เริ่มปฏิบัติธรรม เพียงแต่พาแม่ พี่ น้อง มาปฏิบัติธรรม
น้องชายที่ชอบกินเหล้า เที่ยวเตร่ มาบวชเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ พอสึกออกไปแล้วกลับตัวเป็นคนดี ตอนนี้กำลังทำปริญญาตรี มีรถยนต์ใช้
พี่ชายของข้าพเจ้าที่เคยผ่อนส่งรถหลายคัน แต่ถูกบริษัทยึดหมด ข้าพเจ้าจึงนำคำสอนของหลวงพ่อไปแนะนำให้เข้าฟังบ่อย ๆ ว่า “คนเราจะทำบุญให้ได้บุญ ต้องละบาป ถ้าละความชั่วไม่ได้ ก็รวยไม่ได้ ดีไม่ได้” จนกระทั่งเขาเชื่อ และมาปฏิบัติธรรมอยู่ ๓ วัน กลับไปแล้วดีขึ้นกว่าเดิมมาก ผ่อนส่งรถได้ และไม่ถูกยึดเหมือนแต่ก่อน

น้องชายคนเล็ก นอนอยู่บ้านไม่ยอมทำอะไร ยอมมาปฏิบัติธรรม กลับไปบ้านสวดมนต์ทุกวัน ตอนหลังได้แต่งงานกับลูกสาวเจ้าของร้ายขายมอเตอร์ไซค์ ฐานะดี เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ จรัญเหมือนกัน

เมื่อข้าพเจ้ามีรถสำหรับค้าขายแล้ว แต่ขาดเงินหมุนเวียน ข้าพเจ้าก็นั่งเป็นทุกข์ว่า เมื่อไหร่จะได้ดีสักที หลวงพ่อเปรียบไว้ว่า “เหมือนได้เกาะชายจีวรของพระตถาคต ถ้าไม่ปฏิบัติก็เหมือนอยู่ไกล หากอยู่ไกลสักแสนลี้ ถ้าปฏิบัติธรรมก็เหมือนอยู่ใกล้พระตถาคต”
แสงธรรมนำความรุ่งเรืองสู่ชีวิต

จากอดีตคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ได้เงินวันละไม่กี่บาท ปัจจุบันข้าพเจ้าค้าขายได้วันละเป็นหมื่น ๆ เคยขายได้สูงสุดถึงแปดหมื่นบาท ภายในวันเดียว ทั้ง ๆ ที่อยู่ในสภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี กิจการของข้าพเจ้าก็ไม่ตก
หลวงพ่อเทศน์สอนเป็นประจำว่า เคล็ดลับในการปฏิบัติที่ถูกต้อง คือ
“เราทำบุญไม่ละบาป เราจะได้บุญอย่างไร
ละความชั่วไม่ได้ จะรวยจะดีไม่ได้
ปัจจุบันไม่ดี อนาคตจะดีได้อย่างไร”
นี่คือ หัวใจ จุดแรกที่ข้าพเจ้าได้รับจากหลวงพ่อ

“ทานก็ยังสู้ศีลไม่ได้ ศีลก็ยังสู้ปฏิบัติบูชาไม่ได้
ทานนั้นไปขโมย ไปจี้ ไปปล้นเขามาทำทานก็ได้
ศีล...ถ้าเผลอโกรธเขา ไปด่าเขา ไปฆ่าสัตว์ ก็ผิดศีลแล้ว
ใส่บาตรสัก ๑๐๐ ปี ๑,๐๐๐ ปี จนขันใส่บาตรทะลุทัพพีหัก อานิสงส์ยังไม่เท่ากับ ปฏิบัติบูชาหนึ่งครั้ง”
“หลวงพ่อท่านให้แต่ปัญญา ปลุกคนให้ตื่น เสกคนให้เป็นงาน ให้ละความชั่ว สร้างความดี ให้เป็นแบบอย่างแก่สังคม อ่อนน้อมถ่อมตน”

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆัง, หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค, หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง, หลวงพ่อจรัญ แห่งวัดอัมพวัน ได้เทศน์สอนเหมือนกันว่า “ลูกศิษย์ของท่าน ถ้าใส่บาตรทุกวัน สวดมนต์ทุกวัน ๖ เดือน เป็นเศรษฐีทุกคน”

กฎแห่งกรรม

สมัยที่ข้าพเจ้าเป็นลูกจ้างขายผ้า หลังเลิกขับรถรับจ้าง ขายได้เท่าไรก็ไม่รวยสักที จนกระทั่งได้มาปฏิบัติธรรมที่วัด จึงได้ทราบ เมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อน ข้าพเจ้าเคยขโมยเงินญาติคนหนึ่งประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ บาท ข้าพเจ้าจึงนำเงินไปคือจำนวน ๑,๕๐๐ บาท โดยที่เขาไม่ทราบมาก่อนเลย และขออโหสิกรรม ท่านเจ้าของเงินท่านก็อโหสิกรรมให้กับข้าพเจ้า ตั้งแต่นั้นมา ข้าพเจ้าไปขายของที่ไหน ของไม่หายอีกเลย ขายดีมาเรื่อย ๆ

เมื่อก่อนข้าพเจ้าขับรถรับจ้างเก็บเงินทีละบาทสองบาท ข้าพเจ้ามาปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน ๑๐ ครั้งแล้ว ปัจจุบันมีทำเลที่ขายของ ๑๐ กว่าแห่ง ขายดีทุกแห่ง ตลาดนัด หรือกองคาราวานสินค้าราคาถูก ข้าพเจ้าก็ขายดีไม่เป็นสองรองใคร วันไหนถ้าข้าพเจ้าไม่ปฏิบัติยอดขายจะตกปกติข้าพเจ้าเดิน ๑ ชั่วโมง นั่ง ๑ ชั่วโมง และเกินเวลาอีกประมาณ ๕ นาที ข้อสำคัญต้องมีศีล ๕ ไม่ด่างพร้อยเป็นการละบาปเพื่อความดี

ข้าพเจ้ามีเคล็ดลับอยู่ ๒ อย่างคือ
๑. ล้างชาม
๒. ล้างห้องน้ำ
เมื่อข้าพเจ้ามาปฏิบัติธรรมที่วัด หลังรับประทานอาหาร ข้าพเจ้าจะช่วยผู้ปฏิบัติทั้งหญิงชายล้างชาม ถ้ามีเวลาว่างก็กวาดลานวัดหน้าโบสถ์บ้าง หน้าศาลหลวงพ่อโตบ้าง เพื่อไม่ให้จิตฟุ้งซ่านเมื่อปฏิบัติแล้วรู้สึกก้าวหน้าขึ้น
ข้าพเจ้าเคยชวนได้ถึง ๑๗ คน ช่วยกันล้างเกือบหมดทั้งวัด ประมาณ ๓๐๐ ห้อง พอกลับไปถึงบ้านกันแล้ว เขาฝันกันว่า คุณแม่พิกุลให้เลขเด็ด เขาถูกหวยกันทุกคน ยกเว้นข้าพเจ้าไม่ได้ซื้อเพราะเลิกเล่นหวยแล้ว แต่สินค้าของข้าพเจ้า ก็ขายดิบขายดีร่ำรวยเงินทอง จนสามารถซื้อรถปิคอัพได้คันหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่เศรษฐกิจย่ำแย่อยู่ในปัจจุบันอย่างไม่น่าเชื่อ
กิจวัตรประจำวัน

คุณแม่ใหญ่ท่านแนะนำข้าพเจ้า ถ้าปฏิบัติกรรมฐานได้แล้ว จะมีความกังวลถ้าวันไหนไม่ได้ปฏิบัติ จะเหมือนขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง หรือเหมือนกับไม่ได้รับประทานอาหาร ถึงเวลาต้องนั่งสมาธิ นั่นแหละจึงจะได้ผล ดังนั้นควรปฏิบัติให้เป็นกิจวัตรประจำวัน


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 10 ธันวาคม 2552 เวลา:18:23:14 น.  

 
-ปฏิบัติธรรมตามหนังสือกฎแห่งกรรม


ดิฉันมีปัญหาชีวิตส่วนตัว ซึ่งเป็นปัญหารุนแรงมากจนกระทั่งดิฉันไม่สามารถควบคุมจิตใจของตัวเองได้เลย อาการแสดงออกทางกายก็คือ ดิฉันสั่นไปหมดทั้งตัว เนื้อเต้นระริกไปหมด ดูจากภายนอกอาจมองไม่เห็น แต่รู้ได้เพียงภายใจของตัวเอง วันที่ดิฉันพูดกับเพื่อนนี้ ส่งหนังสือสวดมนต์ของวัดอัมพวันเล่มเล็ก ๆ ให้ กล่าวว่า “ลองอ่านและลองสวดดู” ดิฉันเปิดอ่านทันที

เหมือนคนที่กำลังลอยคออยู่ในมหาสมุทรกว้างใกล้จะตาย เมื่อมีไม่แผ่นหนึ่งลอยเข้ามาใกล้ ก็จำเป็นอยู่เองจะต้องเกาะ ดิฉันหมดทางเลือกอื่น เอ้า! สวดก็สวด
เมื่ออ่านคำอธิบายวิธีสวดเรียบร้อยแล้วก็ตั้งใจสวดมนต์นั้น ยึดเป็นที่พึ่ง “สุดท้าย”
สวดได้สองสามวันก็ถึงวันวิสาขบูชา ได้ดูโทรทัศน์ถ่ายทอดพิธีเวียนเทียนที่พุทธมณฑล ดิฉันร่วมสวดมนต์ไปกับโทรทัศน์ เสมือนหนึ่งจะสัญญากับตัวเองว่า จะสวดบทสวดมนต์ของหลวงพ่อจรัญตลอดไป เปล่า! ดิฉันไม่ได้ให้สัญญาเป็นแต่เพียงมั่นใจว่า “จะทำได้” เท่านั้น
อาการ “เนื้อเต้น” หายไปเมื่อไรไม่ทราบ แต่ไม่นานนักหลังจากเริ่มส่วนมนต์ “ปัญญา” ก็เกิดแก่ดิฉัน มองทะลุปรุโปร่งถึงปัญหา ความเป็นไปได้ ความเป็นไปไม่ได้ แล้วดิฉันก็ “หลุด” จากความทุกข์ครั้งนั้นด้วยการวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นเหตุเป็นผลน่าอัศจรรย์ ดิฉันทำงานได้ดังเดิม

การสวดมนต์ในรถประจำทางค่อนข้างลำบากเพราะดิฉันจำบทสวดมนต์พาหุงมหากาไม่ได้ ต้องเปิด “ตำรา” ขณะเดียวกันก็เกรงผู้คนในรถประจำทางจะรู้สึกว่าดิฉัน “เว่อร์” จึงค่อนข้างกระมิดกระเมี้ยนเปิดตำรา วันหนึ่งมีสุภาพสตรีคนหนึ่งแต่งตัวอย่างชาวบ้านธรรมดาคือนุ่งผ้าซิ่นพื้นบ้าน ยืนบนรถประจำทางติดกับดิฉันได้กระซิบถามว่า “คุณก็สวดมนต์วัดอัมพวันเหมือนกันหรือ”

ดิฉันคิดหยุดงานหนึ่งสัปดาห์ จัดซื้ออาหารไว้พอรับประทานเจ็ดวัน อธิษฐานจิตว่าจะไม่เปิดประตูบ้าน จะไม่ดูโทรทัศน์ จะไม่ฟังวิทยุ จะไม่ติดต่อกับใครทั้งสิ้น และจะปฏิบัติกรรมฐานให้ได้ ๕ วัน
ครั้งนี้จึงเป็นการปฏิบัติกรรมฐานโดยมีหนังสือ ๙ เล่มเป็นครู
ดิฉันเริ่มด้วยการสวดมนต์ แล้วตามด้วยอิติปิโส ๖๑ จบ ต่อจากนั้นก็เดินจงกรม และนั่งสมาธิ อย่างละครึ่งชั่วโมง เรื่องความเจ็บปวดนั้นดิฉันเตรียมใจไว้แล้ว และเมื่อพบว่า “พอทน” ก็ย่ามใจเพิ่มเป็นกิจกรรมละ ๖๐ นาที ในวันต่อมา

คราวนี้ละถึงใจพระเดชพระคุณ ที่คุยไว้ว่าเตรียมใจไว้แล้วนั้น ขอเปลี่ยนเป็น “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น และสิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ” ตัวสั่นระริกเทิ้มไปทั้งร่าง ใจสั้นมือที่วางซ้อนกันบนตักทั้งสั่นทั้งกระตุก มีอาการเหมือนปลาถูกทุบหัวยังไงยังงั้นเชียว ปวดหนอหายไปเมื่อไรก็ไม่ทราบ ลืมท่องไปเลย มีเพียงสติเท่านั้นที่ยังยับยั้งร่างกายไม่ให้เคลื่อนไหวนอกไปจากอาการสั่นระริก ซึ่งควบคุมไม่ได้

คำภาวนาเปลี่ยนชุดไปเรื่อย ๆ จากชุด พองหนอ-ยุบหนอ เป็นชุด ชุดทนหนอ ชุดเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ดิฉัน “เดินหน้า” แผ่เมตตา ต่อด้วยการแผ่ส่วนกุศล และติดตามด้วย “อุทิศผลบุญอันเกิดจากการปฏิบัติธรรม” ตอนนี้เองความปวดและชาที่มันคืบคลานมาจากปลายเท้าถึงเข่า ถึงโคนขา เอว เรื่อยขึ้นมาตามตัวจนถึงปลายเล็บมือ มันเข้มถึงที่และค่อย ๆ ลดลง พอร่างกายรู้สึกเบาลงนาฬิกาก็ปลุก ดิฉันทำไม่รู้ไม่ชี้กล่าวคำอุทิศผลบุญฯ ต่อจนจบ จึงลืมตาขึ้น ได้เปลี่ยนท่าเป็นนั่งพับเพียบ กราบพระด้วยน้ำตานองหน้า

การปฏิบัติสามวันหลังนี้ ดิฉันปฏิบัติ ๒ ช่วง คือ เช้าและบ่าย ช่วงหนึ่งรวมทั้งสวดมนต์ด้วยก็ไม่ต่ำกว่า ๒ ชั่วโมงครึ่ง วันหนึ่ง ๆ ใช้เวลาปฏิบัติประมาณ ๕ ชั่วโมงกว่า
สองวันสุดท้ายของการปฏิบัติ ขณะนั่งปฏิบัติอยู่ได้ยินเสียงแมวร้องเสียงดังกังวาน พอเกิดการรับรู้เสียงก็หายไป
ดิฉันโกรธแมวตัวหนึ่ง มันขึ้นไปนอนบนเสื้อ ผ้ายับหมด ดิฉันขว้างมันลงไปกับพื้นด้วยความโกรธ อ้วกรดเสื้อไว้ด้วย ระยะนี้มันผ่ายผอมและนอนนิ่งแสดงอาการว่าไม่สบายชัดเจนแต่ดิฉันไม่สนใจ ไม่นานหลังจากนั้นมันก็ตาย การขว้างมันลงกับพื้นหลาย ๆ ครั้ง เพิ่มความเจ็บป่วยให้มันมากขึ้นจนตายในที่สุด

การสวดมนต์ของดิฉันจะว่าไม่จริงจังก็ไม่ใช่ จะว่าจริงจังก็ไม่เชิง ดิฉันไม่รู้สึกผิดบาปหากวันใดไม่ได้สวด เช่นไปประชุมสัมมนาต่างจังหวัด หรือมีแขกมาบ้าน เหล่านี้ทำให้ไม่ได้สวดทั้งสิ้น

สำหรับการเดินจงกรมและนั่งสมาธินั้นทำน้อยครั้ง ทั้ง ๆ ที่จำได้แม่นยำจากในหนังสือหลาย ๆ ตอน ท่านเน้นย้ำว่า “ให้ทำทุกวันมีเวลาน้อยทำน้อย มีเวลามากทำมาก แต่ขอให้ทำทุกวัน เป็นการสะสมหน่วยกิต” ท่านว่าของท่านอย่างนั้น
สวดมนต์ของท่านแล้วจะเกิด “ปัญญา” มิใช่มีอภินิหารใด ๆ ที่ทำให้เราหมดทุกข์ได้


ใช่ว่าดิฉันจะรักหลานจนตามใจไปหมดทุกอย่าง แม้กระทั่งต้องอ่านหนังสือให้ฟังทั้ง ๆ ดิฉันจึงเต็มใจอ่านให้เขาฟัง และอ่านทุกครั้งที่เขาขอร้อง สิ่งเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็คือ เขาตั้งใจเรียนขึ้น ลดการโทรศัพท์ ลดการพักดูโทรทัศน์ ไม่ติดเพื่อนเหมือนเมื่อก่อน ตั้งหน้าตั้งตาทำการบ้านจนสำเร็จ

ดิฉันเชื่อว่าเรื่องต่าง ๆ จากในหนังสือกฎแห่งกรรมของหลวงพ่อคงจะวนเวียนอยู่ในความคิดของเขา และเป็นตัวชักชวนให้เขาประพฤติปฏิบัติ เช่น เขาเล่าว่า เขาขัดห้องน้ำห้องส้วมที่บ้านตัวเปียกหมดเลย ดิฉันถามว่าใครใช้ให้ทำหรือ เขาตอบว่าทำเอง พฤติกรรมนี้เกิดหลังจากที่ดิฉันได้เล่าว่าหลวงพ่อจรัญบอกว่า “ใครอยากฉลาด อยากเรียนเก่งให้ขัดส้วม”

ดิฉันมีโรคประจำตัวคือ ยอกข้างหลังด้านขวา การอักเสบเกิดขึ้นเมื่อมีการนั่งไม่ถูกท่า หรือเมื่อเอี้ยวตัวผิดท่า บางครั้งความปวดรุนแรงถึงกับกระดิกตัวไม่ได้เลย ดิฉันต้องมียาประจำตัว การนั่งนิ่ง ๖๐ นาที ทำให้ดิฉันปวดหลังมากจนทำให้ไม่เป็นสุข ดิฉันนั่งได้ครบ ๖๐ นาที โดยรู้สึกปวดน้อยลงกว่าเดิมอย่างมาก และก็นั่งได้ ๖๐ นาทีตลอดจนถึงกำหนดวันกลับ



-ประสบการณ์จากการปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าขอสารภาพว่า “เป็นชาวพุทธเฉพาะในทะเบียนบ้าน” การบริจาคเงินทำบุญนั้นก็จะทำเฉพาะเมื่อมีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงเชิญชวนให้ทำบุญกฐิน หรือผ้าป่าสามัคคี แต่ก็ทำด้วยความเกรงใจ จำใจ บางครั้งก็ทำไปบ่นไป ถ้าหากไปงานบังเอิญมีพระเทศน์ก็ไม่สนใจที่จะฟัง มักจะคุยกันเสียมากกว่า บางครั้งยังวิจารณ์เสียอีก เช่น เมื่อพระท่านเทศน์เกี่ยวกับชีวิตการครองเรือน ก็จะวิจารณ์ว่า “พระท่านจะไปรู้เรื่องการครองเรือนดีกว่าเราได้อย่างไร ในเมื่อท่านไม่เคยได้ครองเรือน (แต่งงาน) เลย” รู้ตัวในภายหลังว่า ตัวเองโง่และบาปมาก ที่ไปวิจารณ์ท่านเช่นนั้น

ซึ่งหากผู้ครองเรือนหรือครอบครัวใดได้นำคำสั่งสอนนี้ไปปฏิบัติแล้ว ครอบครัวนั้นก็จะประสบแต่ความสงบสุข จะไม่พบกับคำว่า “ครอบครัวแตกแยก”
จนวันหนึ่งได้อ่านบทความในหนังสือ “ทำอย่างไรชีวิตจะยืนยาวและมีความสุข (ฉบับพิสดาร)” ของ คุณหมอเฉก ธนะสิริ ตอนหนึ่งในบทความ “เรื่องของจิต” กล่าวว่า

“...การทำสมาธิภาวนา มิใช่การตัดตัวเองออกจากโลก แต่เป็นการชำระความสกปรกประจำวัน อันเป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกับเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา จะต้องทำความสะอาดร่างกาย ที่อยู่อาศัย และเครื่องนุ่งห่ม การทำสมาธิก็มิได้ยุ่งยากเสียวเวลาแต่อย่างใด ท่านอาจนั่งในห้องเขียนหนังสือ หรือห้องพระ หายใจเข้า “พุท” หายใจออก “โธ” วันละ ๕ นาที ก็ยังดี อีกหน่อยก็จะทำได้ดีขึ้นถึง ๑๐-๓๐ นาที

ยิ่งทำบ่อย ๆ จิตใจก็จะเป็นระเบียบยิ่งขึ้น และเมื่อความคิดเป็นระเบียบแล้ว การพูด การทำอะไรทุกอย่างจะเป็นระเบียบไปหมด สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ มองเห็นปัญหาใหญ่เป็นปัญหาเล็ก ปัญหาเล็กเป็นปัญหาขี้ผง หรือไม่มีปัญหาเลย จิตใจจะหายทดท้อ หายเบื่อหน่าย สุขุมเยือกเย็นยิ่งขึ้น

การที่มนุษย์จะมีชีวิตยืนยาวและมีความสุขนั้น นอกจากจะมีสุขภาพและอนามัยแข็งแรงดีแล้ว จิตจะต้องดีด้วย จิตจะดีได้นั้นจะต้องมีการบริหาร ซึ่งจะทำได้อย่างเดียวคือการ “พักจิต” หรือ การบริหารจิตด้วย “วิธีสมาธิ” นั้นเอง....”

จึงได้หาหนังสือมาอ่าน และหาโอกาสสนทนากับผู้ที่ปฏิบัติธรรมค่อนข้างจริงจัง ทำให้ได้ทราบว่า หลังจากที่ท่านเหล่านั้นได้ปฏิบัติธรรมแล้ว ทำให้สภาพของครอบครัวดีขึ้นมาก จึงใคร่ขอยกตัวอย่างมาสัก ๒ ครอบครัว ดังนี้

ครอบครัวที่ ๑ ขณะนี้ท่านเป็นผู้บริหารระดับผู้อำนวยการกอง ในรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ท่านเล่าให้ฟังว่า เคยไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน
เมื่อก่อนที่ยังไม่ได้ไปปฏิบัติธรรม จะทำงานอะไรก็มักจะมีอุปสรรค แต่หลังจากไปปฏิบัติธรรมแล้ว สภาพทางครอบครัวและหน้าที่การงานดีขึ้น ตัวท่านเองได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้อำนวยการกอง ภรรยาได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการของสถานศึกษาแห่งหนึ่ง ส่วนลูกชายสองคนก็มีความประพฤติดี และเรียนดีขึ้น

ครอบครัวที่ ๒ ครอบครัวนี้ ภรรยาไปปฏิบัติธรรม เมื่อก่อนนี้ฐานะทางครอบครัวไม่ค่อยดี การเงินขาดแคลน ลูกชายสองคนมีความประพฤติไม่ค่อยเรียบร้อย เป็นที่หนักใจของพ่อแม่มาก หลังจากที่แม่ไปปฏิบัติธรรมค่อนข้างจะจริงจังที่วัดในท้องถิ่น ก็ปรากฏว่าลูกชายทั้งสองคนมีความประพฤติดีขึ้น ส่วนฐานะพ่อแม่ก็ดีขึ้น ไม่เดือดร้อนเหมือนแต่ก่อน

จึงได้ไปที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน ขอนแก่น ซึ่งก็ได้พบกับท่าน อาจารย์ธีรวัฒน์ ฐานุตตโร ซึ่งท่านเป็นหัวหน้าศูนย์ อายุเพียง ๒๕ ปี การปฏิบัติใน ๒-๓ วันแรกนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกได้รับความทุกข์ทรมานมาก ปวดเข่า ปวดเอว ปวดศีรษะ และมีอาการคันทั้งตัวคล้าย ๆ กับมีมดไต่

เมื่อใช้ความพยายามมาก ๆ เข้าตามที่ท่านอาจารย์แนะนำก็เกิดอาการลมออกหู และปัสสาวะเป็นสีเหลือง ทำให้ข้าพเจ้านึกย้อนไปถึงอกุศลกรรมที่ตนได้ทำมาตั้งแต่เด็กจนถึงแก่ เช่น การหักขากบ เขียด ทุบหัวปลา เชือดคอไก่ เป็นต้น เมื่อได้ใช้ความพยายามมากขึ้นก็ปรากฏว่า อาการเจ็บปวดต่าง ๆ ลดลงบ้าง

ข้าพเจ้าได้นำเอาความรู้ที่ได้รับจากศูนย์ฯ มาปฏิบัติต่อที่บ้าน เช่น การสมาทานศีล ๕ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฆ่าสัตว์ ได้งดเว้นโดยเด็ดขาด แม้กระทั่งการฆ่าสัตว์เล็ก ๆ เช่น มด และยุง

นอกจากนั้นยังมีเหตุการณ์เกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยของข้าพเจ้าอยู่ ๒ เรื่องคือ
๑. ก่อนที่ข้าพเจ้าจะได้เริ่มปฏิบัติธรรม และสวดพระพุทธคุณ ข้าพเจ้ามีอาการเวียนหัว และอาเจียนเป็นครั้งคราว มีอาการหนัก จึงไปปรึกษาหมอที่คลีนิค ตรวจแล้วก็ไม่พบสาเหตุ (คงจะเกิดจากอกุศลกรรมที่ข้าพเจ้าเคยฆ่าปลา กบ เขียด เป็ด ไก่ ฯลฯ โดยการทุบหัว ตามธรรมเทศนาของหลวงพ่อก็ได้) แต่หลังจากที่ข้าพเจ้าไปปฏิบัติธรรมที่ศูนย์ฯ เวฬุวันแล้ว และกลับมาบ้านได้ไหว้พระสวดมนต์เช้า-เย็น สวดพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ สวดบทพาหุงมหาการุณิโก นั่งสมาธิ และแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร ตามที่ได้รับคำแนะนำจากศูนย์ฯแล้ว ก็ปรากฏว่าอาการเวียนหัวดังกล่าวหายไป โดยมิได้ไปปรึกษาหมออีกเลย

๒. ข้าพเจ้าป่วยมีอาการปัสสาวะไม่ออก หรือออกก็กะปริบกะปรอย มีอาการทรมานมาก จึงไปพบหมอที่ ผลปรากฏว่า อาจเป็นมะเร็งในต่อมลูกหมาก และอาจต้องผ่าตัด แต่เพื่อความแน่ใจ คุณหมอได้เจาะเอาเนื้อไปตรวจอีกครั้ง ผลการตรวจครั้งหลัง ปรากฏว่าไม่มีเชื้อมะเร็ง จึงไม่ต้องผ่าตัด เพียงแต่ให้กินยาเท่านั้น ซึ่งอาการดังกล่าวก็หายเกือบจะเป็นปกติแล้ว เรื่องนี้อาจเป็นเพราะข้าพเจ้าสวดพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ และบทพาหุงมหาการุณิโก ตามคำแนะนำของหลวงพ่อก็ได้

หลังจากที่ข้าพเจ้ามีความสนใจในการปฏิบัติธรรมแล้ว ทำให้นิสัยเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ คือ เปลี่ยนจากที่ไม่เคยสนใจที่จะศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรม ไม่อยากทำบุญบริจาคทาน ไม่เคยไหว้พระสวดมนต์ ไม่ชอบฟังพระธรรมเทศนา กลายมาเป็นผู้มีความสนใจที่จะศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอน สนใจที่จะฟังพระธรรมเทศนาทั้งจากวัด และสถานีวิทยุกระจายเสียง ตลอดจนสถานีวิทยุโทรทัศน์

เมื่อได้ลองเปรียบเทียบสภาพของการดำเนินชีวิตโดยทั่วไป หลังจากปฏิบัติธรรมแล้ว กับที่ยังไม่ได้ปฏิบัติธรรมนั้นจะแตกต่างกันมาก ทำให้สภาพจิตใจมีความสงบมากขึ้น อารมณ์ฉุนเฉียวค่อนข้างจะหมดไป สภาวะทางครอบครัวดีขึ้น ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ หมดไป และการติดต่อสมาคมกับบุคคลอื่นราบรื่นขึ้น ได้พบกับกัลยาณมิตรมากขึ้น และที่สำคัญคือ มีสุขภาพจิตดีขึ้น




-เดี๋ยวนี้บ้านฉันมีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

ฉันได้มีโอกาสปฏิบัติธรรม วันที่ทำบุญวันเกิดแม่ฉัน ฉันได้นิมนต์หลวงพ่อให้ไปเหยียบบ้านฉัน เพื่อเป็นสิริมงคล ท่านก็เมตตาไปให้ ทั้งที่ฉันเพิ่งรู้จัก และกราบท่านเป็นครั้งแรก

ปกติแล้วฉันไม่ค่อยกล้านิมนต์พระไปบ้านฉัน สาเหตุเพราะสามีฉันเขาไม่ค่อยชอบพระสงฆ์ เขาเป็นคนจีน เขาเติบโตจากประเทศจีนในสมัยประธานเหมาเจอตุง ไม่นิยมไหว้พระสงฆ์ หลวงพ่อท่านได้เข้าไปกราบพระพุทธรูปในห้องพระของฉัน ท่านพบเห็นรูปเตี่ยฉัน ซึ่งท่านเสียชีวิตแล้ว รูปนี้เป็นอะไรกับโยม ฉันบอก เตี่ยของดิฉันเจ้าค่ะ ท่านก็ไม่ว่ากระไร เพียงแต่เอ่ยปากชวนให้ฉันไปที่วัดเข้าปฏิบัติกรรมฐาน ปฏิบัติธรรมถ้ามีเวลา

แต่ก่อนบ้านฉันนี้ ไม่ค่อยสุขสบายเท่าใดนัก สาเหตุเพราะสามีของฉันเป็นคนเจ้าอารมณ์ มักโกรธ ขี้บ่น เวลาโกรธชอบเอ็ดตะโรเสียงดัง ปิด-เปิดประตูดังโครมคราม

ลูกพูดว่า จะบวชให้แม่ ผมบอกหลวงพ่อท่านแล้วว่า ผมจะบวช ๑ พรรษา” และเป็นจริงดังลูกพูด ทุกวันนี้บ้านฉันจะมีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ฉันได้ลูกชายที่ดี รับมอบภาระและหน้าที่แทนฉันทุกอย่าง สามีฉันเลิกบ่น ใจเย็น ไม่บ่น ไม่โวยวายเหมือนแต่ก่อน ฉันไปวัดได้อย่างสบาย เดี๋ยวนี้ครอบครัวฉันสมบูรณ์ มีความสุขดี มีบ้านอยู่อย่างสุขสบาย มีการค้าเป็นอาชีพของตนเอง มีลูกชายและลูกสะใภ้ที่ดี ต้องกราบขอบพระคุณหลวงพ่อ ถ้าไม่ได้ท่านช่วย


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 10 ธันวาคม 2552 เวลา:18:24:04 น.  

 
-การเจริญกรรมฐานทำให้ชีวิตรุ่งเรืองได้


ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของข้าพเจ้า ต้องเสียบิดาได้ด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง สามีเป็นผู้อำนวยการฯ มา ๑๔ ปี ยังไม่มีโอกาสขยับ ตัวเองก็ถูกกดดันในด้านหน้าที่การงานจนทนไม่ได้ จึงตัดสินใจขออนุญาตสามีลาออกจากราชการ ซึ่งเขาก็ยินยอมเพราะรู้ว่าโดนมรสุมมากมายมาตลอดเวลา ก็มีความรู้สึกกว่าตนเองควรจะไปนั่งกรรมฐานเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้คุณพ่อ

จึงนึกไปถึงหนังสือสวดมนต์ของหลวงพ่อจรัญ ตอนคุณพ่อป่วยสวดต่ออายุคุณพ่อได้ระยะหนึ่ง ว่าขนาดบทสวดยังให้ผลดีขนาดนี้ หากเราไปนั่งปฏิบัติที่วัดคงจะยิ่งดีมาก ระหว่างปฏิบัติข้าพเจ้าก็พบเหตุการณ์ประหลาด สามารถระลึกกฎแห่งกรรมที่ตนเองเคยทุบหัวปลาดุกในสมัยเด็ก ทำให้เลิกกินปลาดุกพร้อมกับตั้งใจถือศีล ๘ ทุกวันพระ และได้ทำมาจนเท่าทุกวันนี้

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ข้าพเจ้าเริ่มตั้งใจกระทำความดีละความชั่วทั้งปวง (ให้มากที่สุด) และทำใจให้บริสุทธิ์ ทันทีที่เห็นหลวงพ่อ ข้าพเจ้ามีความรู้สึกเหมือนพบคุณพ่อของตนเอง ข้าพเจ้าน้ำตาไหลจนกลั้นไม่อยู่ ในคำเทศนาของท่านวันนั้น แสดงว่า ท่านรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับข้าพเจ้า โดยเฉพาะเรื่องการทำงาน และท่านยังได้กรุณาให้พรข้าพเจ้าได้เป็นพันเอกด้วย นับจากวันนั้นถึงวันนี้ครบ ๑ ปีพอดี คำอวยพรของหลวงพ่อก็เป็นจริง ขณะนี้ข้าพเจ้าติดยศพันเอกแล้ว

ในส่วนของสามีนั้น เมื่อข้าพเจ้ากลับจากปฏิบัติธรรม ได้ชักชวนให้สวดมนต์บทพาหุงมหากาฯ ใส่บาตรทุกวันและให้ถือศีลปฏิบัติธรรมด้วย ซึ่งเขาก็ทำได้ หลวงพ่อกรุณาให้พรสามีของข้าพเจ้าให้เป็นนายพล
เมื่อต้นเดือนกันยายน ๒๕๔๑ สามีข้าพเจ้าถูกรถบรรทุกชน รถที่ขับมาแหลกยับเยิน แต่สามีและน้องที่นั่งมาด้วยกันบาดเจ็บเล็กน้อย มั่นใจว่ากุศลจากการปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้า และสามีรวมทั้งบารมีของหลวงพ่อ หลังจากเกิดเหตุราว ๒ อาทิตย์ สามีของข้าพเจ้าก็ได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นนายพลตรี หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็นำลูกน้องมาปฏิบัติธรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกครั้ง

นับจากวันเริ่มฝึกมาจนถึงวันนี้ เพียงปีกว่าเท่านั้น ข้าพเจ้าและคนใกล้ชิดได้รับอานิสงส์จากการปฏิบัติธรรม ซึ่งส่งผลให้ชีวิตของข้าพเจ้าและสามีประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและครอบครัว ที่สำคัญที่สุด ข้าพเจ้าได้พ้นจากกรรมที่ทำงานซึ่งมีปัญหามากมายมาสู่ที่ซึ่งสบายใจกว่า ได้ทำงานที่ตนรัก และไม่ต้องขัดแย้งกับผู้ร่วมงาน แล้วไม่ต้องลาออกจากราชการอีกด้วย

ข้าพเจ้าจึงได้อธิษฐานจิตไว้ว่า ชีวิตที่เหลืออยู่จะอุทิศให้กับการเผยแพร่ธรรมะตามแนวหลวงพ่อได้สั่งสอนข้าพเจ้าและลูกศิษย์ทุกคน ในทุกรูปแบบที่ทำได้ เพื่อเป็นการตอบแทนคุณของพระพุทธศาสนา



-อานิสงส์การสวดพุทธคุณ และ พาหุงมหากา

ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่สนใจธรรมะตั้งแต่วัยเด็ก ก่อนนอนข้าพเจ้าได้สวดพุทธคุณ (อิติปิโสฯ) ทุกวัน จนแม้หลายครั้งที่ฝันเห็นสิ่งน่ากลัว ข้าพเจ้าก็ได้สวดพุทธคุณในฝัน และพบว่าทุกครั้งที่สวด (ในฝัน) ข้าพเจ้าสามารถเหาะได้และผ่านพ้นภัยนั้นทุกครั้ง นั่นเป็นเพียงสิ่งที่เกิดในวัยเด็ก

ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าเรื่องเสียใจใด ๆ ข้าพเจ้าจะเดินเข้าห้องนอนซึ่งเป็นห้องพระแล้วก็นั่งสวดมนต์ทุกครั้งไป แล้วข้าพเจ้าก็หายทุกข์ จากนั้นมาข้าพเจ้าชอบหาหนังสือที่มีประวัติพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอ่าน

จากนั้นข้าพเจ้ารู้สึกว่าการปฏิบัติธรรม ทำให้ข้าพเจ้ามีจิตละเอียดอ่อนมากขึ้น มีความเมตตามากขึ้น โดยเฉาพะเรื่องโทสะนั้นข้าพเจ้าได้ลดลงมาก และมีความเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น


สามีข้าพเจ้ามีอาการปวดบริเวณสะบักด้านซ้าย ปวดจนร้องครวญครางและอาละวาดหงุดหงิด หมอให้เฝือกอ่อนที่บริเวณต้นคอ โดยบอกว่ากระดูกทับเส้นประสาท รักษาอยู่หลายเดือนอาการทุเลาบ้าง จนกระทั่งมีโรคแทรกซ้อน เพราะยาที่รักษากระดูกมีผลต่อกระเพาะ ก็รักษาโรคกระเพาะต่อ

แต่เมื่อเจ็บป่วยครั้งนั้น สามีข้าพเจ้ามักต้องการออกนอกบ้านโดยเฉพาะยามวิกาล และจะออกไปด้วยอาการเหมือนคนคลุ้มคลั่ง เช่น มักพูดว่า ปล่อยไปเถอะคงไม่หายแล้ว บางครั้งพูดเหมือนสั่งเสีย ทำให้ข้าพเจ้าและลูกสาวไม่มีความสุขเลย

พี่เสนอแนะนำให้เอายาใบบัวของหลวงพ่อไปต้มกิน ข้าพเจ้าก็ทำตาม จากนั้นจนถึงวันนี้อาการต่าง ๆ ได้หายไปหมด คงเหลือเฉพาะอาการปวดหลังบ้างเล็กน้อย ก็เพราะได้รับเมตตาบารมีของหลวงพ่อ



“สวดพุทธคุณ เท่าอายุบวกหนึ่ง” ที่หลวงพ่อพร่ำสอน บอกญาติโยมทุกครั้งที่ท่านเทศน์สั่งสอน เพราะมีตัวอย่างมากมายที่ประสบความสำเร็จจากการสวดพุทธคุณตามที่หลวงพ่อสอน ข้าพเจ้าก็นำมาปฏิบัติในการสวดพุทธคุณเท่าอายุบวกหนึ่ง แล้วแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรตามที่หลวงพ่อสอนไว้ และทุกครั้งที่ข้าพเจ้าประสบกับปัญหาหรือความทุกข์ใด ๆ ข้าพเจ้าก็จะสวดพุทธคุณและพาหุงมหากาทุกครั้งเป็นกรณีพิเศษ




-อานุภาพของการแผ่เมตตาของหลวงพ่อ

ข้าพเจ้าประกอบอาชีพส่วนตัว โดยทำกิจการโรงงานม้วนท่อเหล็กส่งน้ำ ระยะแรกของการดำเนินการนั้น ข้าพเจ้าต้องเผชิญกับอุปสรรคนานับประการ จนทำให้ข้าพเจ้าท้อแท้ แต่แล้วเหมือนมีบุญมาช่วยให้ข้าพเจ้ามีสติและความมุ่งมั่นขึ้นมา เพื่อข้าพเจ้าได้มีโอกาสมากราบนมัสการ พระเดชพระคุณพระราชสุทธิญาณมงคล และได้มีโอกาสเข้าปฏิบัติธรรมเป็นระยะเวลา ๓ วันที่วัด

ซึ่งภายหลังจากการปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้าพบว่า ข้าพเจ้าสามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ในหน้าที่การงาน ตลอดจนกิจการของบริษัทฯ เริ่มดีขึ้น
แต่เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และตกต่ำทั่วประเทศ เป็นผลให้ความต้องการสินค้าในประเทศลดลงเป็นอย่างมาก ทำให้ข้าพเจ้าต้องมองหาช่องทางตลาดในต่างประเทศ ในที่สุดข้าพเจ้าได้มีโอกาสเดินทางไปติดต่อขายสินค้าที่เมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา

วันแรกของการเจรจาซื้อขาย ข้าพเจ้าได้รับแรงกดดันเป็นอย่างมาก เนื่องจากเงื่อนไขของผู้ซื้อสินค้า ต่อรองราคาลงในระดับที่ต่ำมาก โดยไม่ยอมผ่อนปรน ต้องพยายามอย่างที่สุดที่จะให้ได้ใบสั่งซื้อดังกล่าว เพื่อให้โรงงานสามารถผลิตต่อไปได้ และไม่ต้องปลดพนักงานออกอันจะเป็นการเพิ่มภาระให้แก่สังคมอีก

พี่สาวของข้าพเจ้าได้โทรศัพท์ขอพรจากหลวงพ่อจรัญฯ ได้โปรดแผ่เมตตา เพื่อให้ผู้ซื้อได้เปลี่ยนใจมาสั่งซื้อสินค้า และพี่สาวได้แนะนำให้ข้าพเจ้าสวดมนต์ เพื่อขอให้หลวงพ่อแผ่เมตตาให้ด้วย
ในวันรุ่งขึ้นของการเจรจา ได้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นมาโดยผู้ซื้อได้ผ่อนปรนเงื่อนไขทั้งหมด


สำนึกในพระคุณของหลวงพ่อจรัญ ที่ได้โปรดแผ่เมตตาจนช่วยให้ข้าพเจ้าได้รับใบสั่งซื้อท่อเหล็กเป็นเงินกว่า ๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้โรงงานมีงานทำได้อีกนานหลายเดือน

ข้าพเจ้าเริ่มดำเนินการสั่งซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศ ต้องใช้ระยะเวลาในการผลิตและการจัดส่งเป็นเดือน หากข้าพเจ้าต้องรอเงินมัดจำจากผู้ซื้อก่อน อาจจะทำให้ทำงานได้ไม่ทันกำหนดการส่งสินค้า แต่เมื่อถึงเวลากำหนดนัดชำระเงินมัดจำการซื้อสินค้า ข้าพเจ้ากลับไม่ได้รับเงินจากผู้ซื้อ ซึ่งจะสร้างภาระให้แก่โรงงานเป็นทวีคูณ

จึงได้เดินทางไปพบหลวงพ่อที่วัด และได้ขอให้หลวงพ่อโปรดช่วยแผ่เมตตาให้ผู้ซื้อได้ปฏิบัติตามสัญญาที่มีต่อกัน หลังจากที่หลวงพ่อแผ่เมตตาให้ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ได้รับโทรศัพท์จากภรรยาขอให้ส่งคำยืนยันเลขที่บัญชี ที่จะโอนเงินมัดจำล่วงหน้ามาให้ ๓ วันต่อมา บริษัทก็ได้รับเงินโอนจากผู้ซื้อตามสัญญา
และทุกวันนี้ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตามที่หลวงพ่อแนะนำ โดยการสวดมนต์ทุกคืน


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 10 ธันวาคม 2552 เวลา:18:30:39 น.  

 
-หลวงพ่อตอบปัญหาปัญญาชนตะวันตก

ดร.เจอร์รัลด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีภรรยาเป็นคนไทยชาวพุทธ แต่ตัวเองเป็นชาวคริสเตียน สนใจศึกษาพุทธศาสนา กำลังศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพุทธศาสนาโดยเฉพาะในเรื่องกฎแห่งกรรม การปฏิบัติกรรมฐาน และงานสังคมสงเคราะห์ของพระสงฆ์

หลวงพ่ออธิบายว่า : กฎแห่งกรรมเป็นกฎธรรมชาติไม่มีผู้ใดสร้างขึ้นมา มีฐานะเช่นเดียวกับกฎธรรมชาติข้ออื่น พุทธศาสนาเน้นเรื่องกฎแห่งกรรม เพราะต้องการให้คนทุกคนมีความสุขทั้งในชาตินี้และชาติต่อไป ทั้งนี้เพราะความสุขหรือทุกข์เป็นผลมาจากการกระทำของเราแต่ละคนเองทั้งนั้น ไม่ได้เป็นรางวัลหรือการลงโทษของอำนาจศักดิ์สิทธิ์แต่อย่างใด ไม่ได้ต้องการให้ชาวพุทธเป็นคนขาดความกระตือรือร้นหรือความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยตนเอง

ดังนั้นเราจึงทำแต่สิ่งที่ดีงามทุกครั้ง และถึงแม้ว่าชีวิตปัจจุบันจะเป็นผลมาจากการกระทำของเราในอดีต แต่ก็มิได้หมายความว่า เราไม่มีเสรีภาพที่จะสร้างชีวิตใหม่ ชีวิตมีทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
อดีตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงแล้ว ดังนั้น เราจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้
อนาคตเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงเปิดกว้างไม่มี ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราในปัจจุบันเป็นสำคัญ ถึงแม้ว่าชีวิตปัจจุบันจะเป็นผลของการกระทำของเราในอดีต แต่ชีวิตปัจจุบันก็ยังมีช่องว่างหรือเสรีภาพอยู่ทำให้เรามีโอกาสรังสรรค์ปั้นแต่งชีวิตของเราในอนาคตได้

ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนาจึงเน้นความสำคัญของการกระทำในปัจจุบันมากเป็นพิเศษ ศาสนาพุทธไม่ต้องการให้เราไปเศร้าสร้อย หรือดีใจกับอดีตที่ผ่านมาแล้ว และในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการให้เราเพ้อฝันถึงอนาคต แต่ต้องการให้เราสนใจปัจจุบันและทำชีวิตปัจจุบันให้ดีที่สุด จะได้เป็นปัจจัยสำหรับอนาคตที่ดีได้

เนื่องด้วยอดีตเป็นสิ่งที่เกิดและสิ้นสุดลงแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ สำหรับผลกรรมไม่ดีในอดีตนั้น เราก็คงจะหลีกหนีไม่ได้เด็ดขาดเช่นกัน แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ยังต้องรับวิบากกรรม สิ่งที่เราควรจะทำก็คือ เร่งทำความดีให้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อกรรมดีนั้นจะได้ช่วยบรรเทาวิบากกรรมที่ติดตามมาให้มีความรุนแรงน้อยลงไป

อาจารย์เจอร์รัลด์พูดเสริมว่า : ในศาสนาอื่น เช่น ศาสนาคริสต์ มีความเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าสามารถยกโทษให้แก่ผู้ทำบาปได้ ดังนั้นผู้นั้นจึงไม่จำเป็นต้องรับผลการกระทำที่เป็นบาปเสมอไป

หลวงพ่ออธิบายว่า : พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เราเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้าแต่ให้คนทุกคนเชื่อในความสามารถของตนเองว่า เพราะต้องการให้เรามีความรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเองอย่างเต็มที่ ชีวิตเราจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการกระทำของเราเอง ตราบใดที่เรายังเป็นปุถุชนอยู่ เราก็ย่อมจะทำอะไรผิดพลาดได้ง่าย

ที่สำคัญก็คือ เมื่อทำอะไรผิดพลาดไปแล้ว เราต้องยอมรับผิดและใช้ความผิดพลาดนั้นเป็นบทเรียนป้องกันไม่ให้ทำความผิดเช่นนั้นอีกต่อไป การยอมรับผิดและความตั้งใจที่จะทำความดีเป็นกุศลอย่างหนึ่ง และการมีสติจะช่วยให้เราทำความผิดพลาดน้อยลงทุกที

สำหรับผู้ที่ต้องการจะรู้สาเหตุของความทุกข์ของตนในปัจจุบันที่เป็นผลของวิบากกรรมที่ไม่ดีในอดีตนั้น ก็อาจจะใช้การปฏิบัติกรรมฐานเป็นเครื่องมือได้


สนทนาธรรมกับ ศาสตราจารย์ ดร.เจมส์ ผู้เชี่ยวชาญวิชาจิตวิทยา

คำถามที่ ดร.สจ๊วตท์ ถามหลวงพ่อคือ : หนังสือที่เขาอ่านเกี่ยวกับพุทธศาสนามักจะเน้นว่าพระภิกษุสงฆ์เป็นผู้ที่ตัดตัวเองออกจากสังคมที่อยู่ และแสวงหาความวิเวกโดยลำพัง ไม่สนใจต่อทุกข์ของชาวโลก แต่เขาสังเกตเห็นว่าหลวงพ่อมีภาระกิจทางสังคมมาก นอกจากจะอบรมสั่งสอนเยาวชนและศาสนิกชนแล้ว หลวงพ่อยังได้จัดทำโครงการที่ทำประโยชน์ให้แก่ชุมชนต่าง ๆ อีกด้วย

หลวงพ่ออธิบายว่า : หนังสือที่ ดร.สจวตท์ อ่านนั้นไม่ได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ตามความเป็นจริงแล้วพระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้พระสงฆ์ทิ้งสังคมและโลกที่อยู่เพื่อเอาตัวรอด แต่ทรงเน้นให้พระสงฆ์ช่วยเหลือทำประโยชน์ให้แก่สังคม

ดังเห็นได้จากการที่พระองค์ทรงเตือนให้พระสาวกที่พระองค์ทรงส่งไปเผยแผ่ศาสนาพุทธนั้นเดินทางไปสถานที่ต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สุขของมวลมนุษย์เป็นสำคัญ การปฏิบัติกรรมฐานเป็นวิธีการหนึ่งที่จะชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสตัณหาต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติสามารถช่วยเหลือสังคมได้อย่างแท้จริง

สาเหตุสำคัญที่ทำให้หลวงพ่อถือเป็นภาระหน้าที่ตลอดชีวิตที่จะช่วยเหลือสังคมไทย เพราะหลังจากหลวงพ่อมีชีวิตรอดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งสำคัญที่สุดแล้ว หลวงพ่อก็ตั้งใจที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น เช่น ด้วยการอบรมสั่งสอนชาวพุทธไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็ก ไม่หลงผิด นำปัจจัยต่าง ๆ ที่ได้รับบริจาคไปช่วยเหลือผู้ยากไร้ตามท้องถิ่นต่าง ๆ รวมทั้งปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อมของชุมชนต่าง ๆ ให้ดีขึ้น

สำหรับที่วัดอัมพวันนั้น นอกจากจะเป็นสถานที่สำหรับฝึกอบรมข้าราชการของหน่วยงานต่าง ๆ แล้วยังมีบริการอาหารฟรี ให้แก่ทุกคนและมีที่พักให้สำหรับผู้มาปฏิบัติกรรมฐาน สำหรับเงินที่ใช้ในกิจการต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นเงินที่หลวงพ่อได้รับจากการบริจาคทั้งนั้น

ในการช่วยเหลือสงเคราะห์ หลวงพ่อไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเฉพาะแก่ชาวพุทธเท่านั้น แต่รวมไป ชาวมุสลิมและชาวคริสเตียนด้วย ไม่ได้ต้องการให้พวกเขาเปลี่ยนศาสนามาเป็นชาวพุทธ ต้องการคนดีไม่ว่าจะนับถือศาสนาพุทธ คริสต์ หรือ อิสลาม ย่อมเป็นประโยชน์แก่สังคมทั้งนั้น

การพักผ่อนไม่จำเป็นต้องเป็นการนอนเท่านั้น หลวงพ่อมีวิธีพักผ่อนอยู่หลายวิธี วิธีที่ใช้อยู่เสมอคือ การปฏิบัติกรรมฐาน คือการให้จิตอยู่ในสมาธิไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใดก็ตาม จิตที่อยู่ในสมาธิเป็นจิตที่สงบและมีพลังมาก

เมื่อมองดูสังคมมนุษย์เวลานี้รู้สึกเป็นห่วง เพราะคนในสังคมหลงไหลในวัตถุนิยมมาก จนปล่อยให้วัตถุมามีอำนาจเหนือชีวิตตน ถ้าหากมนุษย์เรายังคงยึดถือวัตถุนิยมเป็นสรณะ โลกก็คงจะถึงกาลอวสานในวันหนึ่งข้างหน้าอย่างแน่นอน หลวงพ่อไม่เชื่อว่ายุคโลกาภิวัตน์เป็นยุคของความเจริญรุ่งเรืองของมนุษย์ เราจะอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะเทคโนโลยีแต่ละอย่าง ต่างก็สร้างปัญหาใหม่แทนที่หรือเพิ่มจากปัญหาเก่า

เราจำเป็นต้องนำวิชาการทางพุทธศาสนาที่เรียกว่า “พุทโธโลยี” มาใช้จัดการกับวิกฤตทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ประโยชน์ของพุทโธโลยีมองเห็นได้ง่าย คือกรณีที่เกี่ยวกับสภาวะจิตใจของคน หลวงพ่อได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับคนที่มีกลิ่นตัวเหม็น ซึ่งเป็นผลมาจากสภาวะจิตใจไม่ปกติ ในกรณีนี้การปฏิบัติกรรมฐาน ซึ่งเป็นส่วนของพุทโธโลยี สามารถช่วยให้ผู้นี้ค้นพบความผิดปกติดังกล่าวด้วยตนเอง คือเมื่อจิตของผู้นั้นสงบ รู้ถึงสาเหตุทางจิตใจที่ทำให้ตนเองมีกลิ่นตัวเหม็นได้ และในขณะเดียวกันก็มองเห็นวิธีที่จะใช้บำบัดรักษาให้จิตของตนกลับคืนมาสู่สภาวะปกติไม่มีความเกลียดอยู่ต่อไป

จากประสบการณ์ของหลวงพ่อเองและประสบการณ์ของผู้อื่นที่หลวงพ่อรับทราบ นรกและสวรรค์ไม่ได้เป็นเพียงสภาพของจิตใจมนุษย์เช่นที่พูดว่า “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” แต่มีสภาวะอยู่จริงๆ ในมิติที่คนทั่วไปไม่อาจมองเห็นได้ ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนาจึงสอนว่า “สวรรค์และนรกมีอยู่จริง เช่นเดียวกับกฎแห่งกรรม ส่วนสภาพของจิตใจนั้นเป็นเพียงแสดงให้เห็นถึงลักษณะของบาปบุญที่แต่ละคนมีอยู่และเมื่อตายไปแล้ว ก็จะต้องรับผลของบาปบุญนี้อย่างแน่นอน”

ส่วนเรื่อง “นิพพาน” สำหรับหลวงพ่อแล้ว “นิพพานเป็นสภาวะของจิตที่ปราศจากกิเลสตัณหาต่างๆ โดยสิ้นเชิง ผู้ที่มีสภาวะจิตเช่นนี้ เมื่อสิ้นชีวิตลงย่อมไม่ไปเกิดในสังสารวัฏอีก”
พุทธศาสนาถือว่าทั้งผู้ชายและผู้หญิงมีศักยภาพที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานด้วยกัน จำนวนผู้ชายที่เจริญก้าวหน้าในเรื่องการปฏิบัติธรรมมีมากกว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะปัจจัยหลายอย่างตั้งแต่แรงจูงใจไปจนถึง

ผลของกรรมชั่วนั้นย่อมกระทบต่อบุตรของตนด้วย การที่บิดามารดาทำบาปย่อมเป็นปัจจัยให้วิบากกรรมของลูกที่มีอยู่แล้ว ถ้าหากบิดามารดาทำแต่กรรมดีอย่างเดียว ถึงแม้ว่าลูกจะมีวิบากกรรมไม่ดีติดตัวมา

แต่เกิดความดีนั้นก็จะช่วยให้วิบากกรรมดังกล่าวลดความรุนแรงลงไปได้บ้าง เช่น ถ้าหากบิดามารดาเลี้ยงดูลูกพิการด้วยความรักเอาใจใส่เป็นอย่างดีและในขณะเดียวกันก็ทำบุญทำกุศลอยู่เสมอ ลูกพิการก็จะมีความทุกข์จากความพิการลดน้อยลง

การปฏิบัติกรรมฐานสามารถใช้รักษาคนเป็นโรคจิตประเภทย้ำคิดย้ำทำ และ ซึมเศร้าได้หรือไม่ การที่มีผู้พูดว่าการปฏิบัติกรรมฐานทำให้เป็นบ้านั้นเป็นความจริงหรือไม่

การปฏิบัติกรรมฐานสามารถช่วยให้ผู้ปฏิบัติมีสติมากขึ้น ผู้ที่ปฏิบัติกรรมฐานได้สำเร็จจะเป็นผู้มีความสุขและสงบไม่มีอารมณ์ฟุ้งซ่านหรือผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคจิต แต่คนที่เป็นโรคจิตอยู่แล้วยังไม่ควรมาปฏิบัติกรรมฐานเพราะจิตใจยังไม่เป็นปกติ ถ้าหากมาปฏิบัติกรรมฐานก็อาจเป็นบ้าได้ โดยทั่วไปแล้ว การปฏิบัติกรรมฐานในระยะแรกควรมีพระอาจารย์คอยช่วยเหลือ พระอาจารย์ที่สอนกรรมฐานสามารถส่งกระแสจิตไปดูแลระมัดระวังและช่วยตักเตือนไม่ให้จิตหลงไปในทางที่เป็นอันตรายได้.

(๑) ความเครียด
หลวงพ่อชี้ให้เห็นว่าผู้ที่มีความเครียดนั้นไม่สมควรมานั่งกรรมฐาน เพราะการปฏิบัติกรรมฐานไม่อาจทำให้หายเครียดได้ สิ่งที่ควรจะทำในเมื่อมีความเครียดมากก็คือรักษาให้จิตใจอยู่ในสภาพปกติเสียก่อน ซึ่งอาจทำได้ด้วยการใช้ยาของการแพทย์ปัจจุบัน (ในกรณีที่ต้องใช้ยาระงับประสาทช่วย) หรือการผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การเล่นกีฬา การฟังดนตรี การเดินเล่น และการพักผ่อนหย่อนใจทั่วไปที่ไม่ใช่อบายมุข การพยายามคลายเครียดโดยใช้อบายมุขต่างๆ นั้นจะทำให้เกิดความเครียดมากขึ้น

การปฏิบัติกรรมฐานเป็นวิธีสำคัญที่จะให้จิตใจไม่เครียดอยู่ในสภาพเป็นปกติตลอดเวลามีสติสัมปชัญญะ ดังนั้นจึงป้องกันไม่ให้เกิดความเครียดขึ้นมาได้ ต้องทำให้จิตใจผ่อนคลายจากความเครียดก่อนจึงควรมาปฏิบัติกรรมฐาน การเชื่อว่าการปฏิบัติกรรมฐานทำให้หายเครียดได้นั้นเป็นความเข้าใจผิดที่จะนำอันตรายมาสู่ผู้ปฏิบัติกรรมฐานได้

(๒) ชีวิตแต่งงานและครอบครัว
การเลือกคู่ครองเป็นเรื่องสำคัญมากและเป็นต้นเหตุของปัญหาต่างๆ ต่างฝ่ายก็ควรจะปรับตัวเองและมีความเอื้ออาทรต่ออีกฝ่ายหนึ่งอย่างสม่ำเสมอ การที่ครอบครัวแตกแยก เข้ากันไม่ได้นั้นสาเหตุ คือพ่อแม่ทำตัวเองเป็นแบบอย่างไม่ดี ทำตัวเองไม่สมกับที่เป็นพ่อแม่ เช่น เป็นคนเจ้าอารมณ์และทำตามใจตัวไม่มีเหตุผลที่ดี

ดังนั้น พ่อแม่ก็ต้องทำตัวเองให้เหมาะสมในทุกเรื่องและสามารถควบคุมอารมณ์ความรู้สึกได้ ลูกจึงจะรักและเคารพ ต้องรู้จักความต้องการของลูกไม่ใช้อำนาจบีบบังคับให้ลูกทำตามความต้องการของพ่อแม่เท่านั้น ความต้องการที่สำคัญที่สุดของลูกคืออิสระเสรีภาพหรือการเป็นตัวของตัวเอง
“การปฏิบัติกรรมฐานจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติค้นพบตัวเองได้ กล่าวคือรู้จักส่วนดีและส่วนไม่ดีของตนเองตลอดจนมีสติและรู้สำนึกถึงสิ่งไม่ดีต่างๆ
แม่และลูกต่างก็รู้หน้าที่ที่ตนจะต้องปฏิบัติต่อกัน ปัญหาต่างๆ ที่ตนจะทำให้เกิดมีขึ้นก็จะมีน้อยลงหรือไม่มีเลย

(๓) มิตรภาพ
มิตรแท้เป็นเพื่อนที่รู้จิตใจกันราวกับว่าเป็นคนคนเดียวกันและมีความเอื้ออาทรต่อกัน ส่วนมิตรเทียมเป็นคนที่มุ่งยึดถือประโยชน์ที่ตนจะได้รับจากการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่นแต่อย่างเดียว

(๔) การแข่งขันและความสันโดษ
คนตะวันตกเชื่อว่าการแข่งขันกันทำให้สังคมและชีวิตของคนแต่ละคนเจริญก้าวหน้า ดังนั้นจึงเน้นให้มีการแข่งขันกันในทุกวงการ
ในเรื่องนี้หลวงพ่อชี้ให้เห็นว่าพุทธศาสนาไม่ได้ต่อต้านการแข่งขันกัน โดยเฉพาะในกรณีที่การแข่งขันนั้นไม่ได้เกิดจากโลภ โกรธ และหลง ในเรื่องการศึกษาและการกีฬาเป็นเรื่องปกติของชีวิต

การแพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้แก่คนทุกคน การปฏิบัติกรรมฐานจะฝึกจิตใจเราให้สงบและมีปัญญามากเพียงพอที่จะแข่งขันกับผู้อื่นได้
สำหรับเรื่องสันโดษนั้น คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่าคำสอนเรื่องสันโดษในพุทธศาสนาขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของบุคคลและสังคม ตามความเป็นจริงแล้วพุทธศาสนาสอนให้คนเราขยันและปรับปรุงตัวเองให้เจริญก้าวหน้า

หลวงพ่อตอบปัญหาปัญญาชนตะวันตก
กับศาสตราจารย์ไวโอปรัชญาและศาสนา

ที่จริงแล้วการปฏิบัติสมาธิมีอยู่ในคำสอนของทุกศาสนา
พระพุทธศาสนาไม่สนใจเรื่องปริมาณหรือจำนวนของทรัพย์สมบัติ
เพราะถือว่าทรัพย์สินต่าง ๆ นั้นมีลักษณะเป็นกลาง คือ ไม่ดีไม่เลว แต่จะดีหรือเลวขึ้นอยู่กับวิธีได้มา และวิธีใช้ ถ้าหากเราได้ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ มาด้วยวิธีสุจริตและใช้อย่างฉลาด เช่น ให้ตนเองมีความสุขด้วยการทำบุญและช่วยทำประโยชน์แก่สังคม ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นก็เป็นสิ่งมีคุณค่า

พระพุทธศาสนาเน้นความสำคัญของการทำบุญ เพราะบุญกุศลที่เกิดจากการทำทานเป็นที่มาของความสุขและเป็นประโยชน์ทั้งแก่ผู้ให้และผู้รับ ซึ่งเป็นผลมาจากการลดความเห็นแก่ตัวลงบ้าง คนจน เพราะขาดสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ไม่มีพัดลม ก็สามารถมีความสุขได้ ถ้าหากรู้จักสันโดษซึ่งทำให้จิตใจสงบ

มีสันโดษ คือ รู้จักจำกัดความต้องการและไม่ดิ้นรนไขว่คว้าสิ่งต่าง ๆ มาเป็นของตนโดยไม่หยุดยั้ง
เด็กอเมริกันที่ตนเคยสอนมักเข้าใจกันว่า เสรีภาพ หมายถึง การทำอะไรตามใจ ทำให้เด็กวัยรุ่นในอเมริกา ไม่มีระเบียบวินัยและไม่มีเป้าหมาย กล่าวคือ มีชีวิตเปะปะไปตามอารมณ์ความรู้สึก
ในระดับสูงขึ้นมา เสรีภาพ หมายถึงการไม่อยู่ในอำนาจของ “อัตตา” หรือ การหลุดพ้นจากกิเลสตัณหาต่าง ๆ

ตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา พระสงฆ์ไม่ควรจะสะสมทรัพย์สินเงินทาองเช่นเดียวกับฆราวาส ยิ่งทางวัดให้ส่วนรวมหรือสังคมมากเท่าไร ทางวัดก็ยิ่งมีทรัพย์สินเงินทางเพิ่มมากขึ้น เพราะเมื่อมีผู้บริจาคมองเห็นว่าทางวัดนำเอาสิ่งที่ตนบริจาคไปใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมจริง บุคคลเหล่านี้ก็ชักชวนคนอื่นให้ร่วมบริจาคเงินทาองและวัตถุสิ่งของต่าง ๆ ให้วัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเผยแผ่คำสอนในพระพุทธศาสนา การศึกษา หรือการสังคมสงเคราะห์ทั่วไป

ศาสตราจารย์ไวโอเล็ต สงสัยว่าการที่วัดต่าง ๆ (ที่ตนสังเกตเห็น) สอนคนให้ทำแต่อามิสทาน และให้ “ติดบุญ” หรือ “หลงบุญ” และชักชวนคนให้มาทำบุญด้วยการบริจาคเงิน (จำนวนมาก) ให้แก่วัดและบางวัดถึงกับ “ขายบุญ” ก็มี ไม่ทราบว่าการที่วัดสอนคนให้ติดหรือหลงใหลบุญ และการขายบุญขัดกับคำสอนของพระพุทธศาสนาหรือไม่ บุญกุศลเป็นสิ่งที่ซื้อขายกันได้หรือไม่

หลวงพ่ออธิบายว่า อย่างไรก็ตามไม่ควรจะมุ่งแต่การชักชวนศาสนิกชนให้บริจาคเงินทองและวัตถุสิ่งของต่าง ๆ ให้แก่วัด โดยเอาสวรรค์มาเป็นเครื่องล่อ การกระทำเช่นนี้อาจจะตีความว่าเป็นการ “ขายบุญ” ได้ บุญกุศลเป็นเรื่องเกี่ยกับคุณภาพของจิตใจที่คนแต่ละคนจะต้องสร้างขึ้นมาเอง ไม่ใช่สิ่งของที่ซื้อขายกันได้เหมือนสินค้า การทำบุญมีหลายวิธี การที่ชาวพุทธจะทำบุญด้วยวิธีใดนั้นก็แล้วแต่จริตและความสามารถของคนแต่ละคน อย่างไรก็ตามวัดก็ไม่ควรใช้วิธีต่าง ๆ “ล่อ” คนให้มาทำบุญด้วยอามิสทาน คือทำให้มองเห็นกันว่า วัดก็คือบริษัทการค้าแห่งหนึ่ง ที่ต้องการขายสินค้าของตนให้ได้กำไรมากที่สุดโดยใช้บุญกุศลเป็นสินค้า

วัดอัมพวันไม่มีการโฆษณาขายสินค้าใด ๆ ทางวัดเน้นที่การปฏิบัติกรรมฐาน เพราะเป็นการทำบุญที่ให้กุศลมากที่สุด เนื่องจากทำให้จิตใจเบาบางจากกิเลสตัณหาต่าง ๆ ได้ ซึ่งเป็นทางนำไปสู่การหลุดพ้นจากสังสารวัฏอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา

การรักษาศีล และการทำหมันสุนัข

พระพุทธศาสนาเองไม่ได้ต่อต้านการวางแผนครอบครัวด้วยการคุมกำเนิด
ศาสนิกชนบางคนก็เชื่อว่าตราบใดที่ไม่มีการทำลายชีวิตเกิดขึ้น และไม่ได้ทำให้สุนัขทรมาน ก็อาจถือว่าการทำหมันสุนัขเป็นการกระทำที่ไม่ขัดกับคำสอนของพระพุทธศาสนา แต่หลวงพ่อเองเชื่อว่าการกระทำเช่นนี้ขัดกับหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาที่ไม่ให้เบียดเบียนชีวิตหนึ่งชีวิตใด และจะนำการทำหมันสุนัขมาเปรียบเทียบกับการคุมกำเนิดในคนไม่ได้ ในกรณีของสามีภรรยา การคุมกำเนิดเป็นการกระทำด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย แต่กรณีของการทำหมันสุนัขมีลักษณะตรงข้าม
จริยธรรมทางโลกใช้คุณภาพชีวิตเป็นเกณฑ์ของการพิจารณา แต่ “คุณภาพชีวิต” เป็นเรื่องที่ตกลงกันได้ยาก
ศาสตราจารย์ไวโอเล็ต ยอมรับว่า แม้จะไม่เห็นด้วยกับหลวงพ่อในเรื่องการทำหมันสุนัข แต่ก็ยอมรับว่าคำอธิบายของหลวงพ่อมีเหตุผลดี ตัวเองคิดว่าการใช้คุณภาพชีวิตเป็นเกณฑ์ของการพิจารณาตัดสินใจไม่ใช่เรื่องง่าย “คุณภาพชีวิต”


ศาสตราจารย์ไวโอเล็ต ไม่เห็นด้วยกับชาวพุทธบางกลุ่มที่อธิบายศีล ๕ ให้สอดคล้องกับความต้องการปัจจุบัน โดยการเพิ่มข้อยกเว้นลงไป เช่น อธิบายศีลข้อ ๑ ว่า “ห้ามฆ่าสัตว์ ยกเว้นเพื่อเป็นอาหาร และเพื่อปกป้องชีวิตมนุษย์” ศีลข้อ ๔ ว่า “ห้ามพูดเท็จ ยกเว้นเพื่อป้องกันชีวิตตนเองและผู้อื่น และเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติหรือส่วนรวม” เป็นการทำให้ ศีลแต่ละข้อมีความหมายผิดเจตนารมณ์ดังเดิมไป ดังนั้นจึงเป็นการกระทำที่ไม่สมควร
หลวงพ่อเองก็ไม่เห็นด้วยที่จะเพิ่มเติมข้อยกเว้นให้แก่ศีลแต่ละข้อ การรักษาศีลมากหรือน้อยเพียงใดนั้น เป็นเรื่องความสมัครใจของคนแต่ละคน แต่จะต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้น เพราะกฎแห่งกรรมเป็นกฎธรรมชาติที่ไม่มีการยกเว้นและเปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้

ปัจจุบันในสมัยเศรษฐกิจตกต่ำ จึงจะมองเห็นทางออกได้ การปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพความเป็นจริงให้เรามีชีวิตรอดอยู่ได้ท่ามกลางความยากลำบากต่าง ๆ เช่น รู้จักประหยัดมัธยัสถ์ จำกัดความต้องการให้น้อยลง มีความขยันขันแข็งอดทนและไม่ย่อท้อ และที่สำคัญในการมีชีวิตท่ามกลางความยากลำบาก คือ ต้องระวังไม่ให้ความขัดสนฝืดเคืองเป็นสาเหตุให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง และความแล้งน้ำใจในครอบครัว

ในยามนี้ทุกคนควรมีความรักความเมตตาต่อกัน ประคับประคองกันไว้ให้ยืนหยัดอยู่ได้ ไม่ให้ท้อแท้เมื่อเผชิญกับปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ทุกสิ่งเมื่อมีการเกิดก็ย่อมมีการสิ้นสุดตามมาโดยธรรมชาติ ดังนั้นในไม่ช้าความยากลำบากที่เรากำลังประสบอยู่ก็จะสิ้นสุดลง เราจะยอมให้สิ่งนี้สิ้นสุดลงพร้อมกับชีวิตที่ถูกทำลายอย่างยับเยินจนไม่มีศูนย์กลางและความหวังเหลืออยู่เลยหรือ ถ้าหากเราเผชิญกับความยากลำบากต่าง ๆ ด้วยจิตใจเข้มแข็ง มีคุณธรรมของพระพุทธศาสนาเป็นหลักแล้ว เมื่อพายุผ่านไป ชีวิตก็ย่อมมีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น
เมื่อเราปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนอย่างจริงจังและสม่ำเสมอแล้ว เราก็ควรมั่นใจได้ว่า ชีวิตในอนาคตเราจะมีสภาพดีกว่าในปัจจุบัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตเราแต่ละคนนั้นย่อมมี “สาเหตุ” ทั้งสิ้น

การทำบุญแล้วอุทิศผลบุญไปให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้วไม่ขัดกับคำสอนของพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด ในคำสอนเป็นวิธีหนึ่งที่จะสร้างบุญกุศลให้แก่ตัวเอง พระพุทธเจ้าเองทรงรับสั่งว่า บุญกุศลเป็นสิ่งที่ผู้ทำสามารถจะถ่ายทอดให้แก่ผู้ล่วงลับได้ ถ้าหากว่าผู้นั้นอยู่ในสภาวะที่จะรับบุญกุศลได้และยินดีเต็มใจรับบุญกุศลที่อุทิศให้ตน การอุทิศบุญกุศลให้ผู้อื่นนี้ไม่ได้ทำให้ปริมาณบุญกุศลที่ผู้กรทำลดน้อยลงแต่อย่างใด เหมือนกันการใช้เทียนที่เรามีอยู่จุดเทียนเล่มอื่น

แต่บุญกุศลที่อุทิศให้นี้ไม่มีพลังมากเหมือนบุญกุศลที่เราทำเอง เช่น ไม่สามารถจะช่วยให้เราหนีวิบากกรรมไปได้ตลอดคนไทยนิยมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้วที่ไม่อยู่ในสภาวะที่สามารถทำบุญกุศลได้ด้วยตนเอง จึงไม่ถือว่าเป็นการขัดกับคำสอนของพระพุทธศาสนาที่สอนว่าบุญบาปเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล

ศาสตราจารย์ไวโอเล็ต กล่าวเสริมว่า การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้วเป็นประเพณีที่ควรยกย่องชมเชยมาก เพราะแสดงให้เห็นถึงความรักความห่วงใยของชาวพุทธที่มีต่อญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว ในวัฒนธรรมของศาสนาคริสต์ การทำบุญอุทิศส่วนกุศลเช่นที่กล่าวมาไม่มีอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับน้ำพระทัยของพระเจ้าเท่านั้น สิ่งที่ชาวคริสต์ทำเพื่อช่วยเหลือคนที่ล่วงลับไปแล้วก็ คือ สวดอ้อนวอนให้พระเจ้าทรงให้อภัยผู้มีบาปที่ล่วงลับไปแล้ว
ทางวัดจำกัดจำนวนผู้มาปฏิบัติธรรมที่วัดตามจำนวนของห้องพักที่มีอยู่


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 10 ธันวาคม 2552 เวลา:18:34:17 น.  

 
-สุจริตธรรมเหตุแห่งความสุขที่แท้จริง

หลวงพ่อนั่งอยู่นี้ เมื่อยไหม ทำไมไม่พลิก จำไว้เลยนะเทคนิค เมื่อยก็ไม่บอกใคร เป็นครูบาอาจารย์เสียแปลนหมด แล้วจะไปสอนใครเขาได้ มันก็ปวด
บางคนแผ่เมตตาไม่เป็น ไม่รู้จะส่งทางไหน อาตมาถึงเน้น เห็นหนอ...ทางหน้าผากตรงไป จะเห็นได้ชัดเจน และก็วสีเข้าออกได้ชัดเจน แผ่ได้เลย อาตมาถึงบอกว่า ว่าอะไรไม่ได้ ขอให้ว่าอย่างนี้นะ “เมตตาคุณณัง อะระหัง เมตตา” เมตตาแปลว่า ความปรารถนาดีมีคุณต่อชาวโลกคือเมตตา อะระหังแปลว่าไกลจากกิเลสถึงจะมีเมตตา ถ้าไม่ไกลจากกิเลส ยังมีกิเลสมากมายอย่างนี้ไม่มีเมตตา อะระหัง เมตตา คนที่จะมีเมตตาต้องไกลจากกิเลสอาสวะ

ขอฝากโยมที่ตั้งใจไว้ ถ้าจิตกังวล จิตไม่สูง จิตไม่สบายใจ อย่าไปแผ่ จิตใจกำลังวุ่นวาย เลยเอาความวุ่นวายไปให้

ถ้าอารมณ์ไม่ดีอย่าแผ่นะ นี่ยกตัวอย่าง โยมอารมณ์ไม่ดีแล้วแผ่มาให้ญาติสองคน มีตัวอย่าง โยมนี่อารมณ์ไม่ดีทะเลาะกันกับแม่บ้าน แล้วก็ไม่ได้นั่งกรรมฐานแผ่เลย ให้ลูกอยู่เย็นเป็นสุข แต่อารมณ์นี่มันมาไม่ดี เลยมาโดนลูกเข้า ลูกเขยกับลูกสาวทะเลาะกันเลย ตีกันแหลกไปเลย

ไม่พยาบาท คู่กับ เมตตา เมื่ออารมณ์ร้ายอย่างเบาคือ ความหงุดหงิดไม่พอใจ แรงขึ้นเป็นความฉุนเฉียวร้ายกาจ แรงขึ้นอีกเป็นพยาบาท นี้เท่ากับโทษตน เผาตนโดยตรง มิใช่ทำโทษหรือแผดเผาผู้อื่นเลย เหตุไฉนเมื่อผู้อื่นทำผิดใจจึงมาลงโทษแผดเผาตนเล่า ผู้อื่นที่ตนโกรธนั้น เขามิได้ทุกข์ร้อนไปกับเราด้วยเลย



-ความสุขที่ควรใฝ่หาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต

คนนี้มีกรรม เคยด่าพ่อ ด่าแม่มา จะได้จับจุดให้ไปอโหสิกรรมกับพ่อแม่ เจริญกรรมฐานต่อไปจะรุ่งโรจน์แน่
บางคนด่าสามีทุกวัน มานั่งกรรมฐานไม่ได้เลยนะ บางคนลักสตางค์ของสามีมาทำบุญ มานั่งกรรมฐานก็ไม่ได้ โยมผู้ชายลักสตางค์ของภรรยาใหญ่ ไปให้ภรรยาน้อย รับรองนั่งกรรมฐานไม่ได้เลย ไม่ใช่ของง่าย ไม่ใช่ของเล่น ๆ กัน

บางคนไปบวชชีพราหมณ์วัดโน้น วัดนี้ ไปนั่งเฉย ๆ แล้วคิดว่าได้บุญ ความจริงแล้วเป็นบาป อย่าคิดว่านุ่งขาวห่มขาวแล้วเป็นบุญเลย ท่านนั่งเฉย ๆ แล้วไม่ทำอะไรเลย ท่านจะได้บาป เหมือนเรือแล่นไปแล่นมาไม่มีสินค้าเลย ท่านจะขาดทุนอย่างย่อยยับ



การที่จิตไม่มีสมาธิกำหนดไม่ได้เช่นนี้ อาจเนื่องมาจากสาเหตุต่อไปนี้
๑. นั่งไม่ถูกวิธี
๒. จิตตกกังวล จิตตกใต้สำนึก รับรองนั่งสมาธิไม่ขึ้น
๓. เหนื่อยมาก หมายถึง เหนื่อยใจ กังวลใจมาก เหนื่อยแบกหาม เรานั่งพักสัก ๑๐ นาทีก็หาย แต่เหนื่อยใจไม่มีทางหาย สมาธิไม่เกิด ต้องแก้ด้วยการนั่งสมาธิให้ถูกต้อง
๔. อาพาธ ป่วยหนัก เป็นโรคร้าย แต่ไม่เคยฝึก สมาธิจะไม่เกิด

มีอยู่คนหนึ่ง ทำอย่างไรก็ไม่ได้ กำหนดพองหนอ ยุบหนอ เป็นลมไปเลย เดินกำหนด เป็นลมล้มลงไปเลย อายุแค่ ๔๐ ปีเท่านั้น อาตมาสอบอารมณ์ดู ได้ความว่า โยมคนนี้มีอกุศลกรรม มีโทสจริตติดอยู่ในหัวใจ
อาตมาถามว่า “ขอให้บอกความจริง เมื่อ ๕ ปีมานี้ เคยตบสามีตกบันไดใช่ไหม”
เขาตอบว่า “ฉันไม่ได้ตั้งใจตบ บังเอิญมือไปโดนที่ศีรษะของเขาเอง สามีเมามากำลังขึ้นบันได ก็ตกบันไดไปเลย”

อาตมาเลยให้กลับบ้านไปก่อน เพราะทำไม่ได้ กลับไปขออโหสิกรรมกับสามีก่อน สามีก็จำไม่ได้ เพราะรักภรรยา ขอฝากเรื่องนี้ไว้ ถ้าเกลียดจะจำแม่น ถ้ารักจะจำไม่ได้ อาตมาได้แง่คิดตรงนี้ว่า ศัตรูที่ตำหนิติเตียนเรา ควรจะนำมาเป็นบทเรียน ศัตรูที่นินทาเรา ด่าเรา อย่าไปโกรธ ศัตรูมักจะบอกเรื่องจริงให้แก่เราโดยที่เราไม่รู้ ควรจะปรับปรุงตัวเอง คนที่รักกันมักจะไม่บอกความจริง บอกของจริงว่าเราไม่ดี กลัวเราจะโกรธ

ถ้าวันไหนมีคนมาสรรเสริญเจริญพรเรา เขาอยากได้ของเราเขาก็มาว่าเราดีทั้งนั้น เราก็กลับไปพิจารณาอีก
ถ้าจิตผนวกบวกกับสติได้ ท่านจะรู้วาระจิตของท่าน เหมือนอย่างอาจารย์จูรี่ ยืนหนอ ๕ ครั้ง พอสติอยู่กับจิต เห็นตัวเองเป็นโครงกระดูก กำหนดยืนหนอ กลับไปกลับมาอีกเห็นหนอนกินเนื้อหนังหลุดหมดในตัวของเขาเอง อย่างนี้เรียกว่ากายทิพยอำนาจอยู่ในจิต เมื่อทำได้เกิดเทพเจ้ามารำอวยพร บอกลักษณะการแต่งกายได้ถูกต้อง ฝรั่งไม่เคยรู้ ก็รู้ได้ บอกได้ ถ้าคนไหนทำได้เข้าขั้น ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เทพเทวดาที่อารักขาจะมาอวยพร และจะรู้กฎแห่งกรรมในระยะต่อมา

มีโยมคนหนึ่งเขียนจดหมายมาเล่าว่า มีลูกสาวคนหนึ่งกำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ไปชอบผู้ชายที่มีเมียแล้ว ไปอยู่หอพักไม่กลับบ้าน ลูกชายติดยาเสพย์ติด และไม่ไปโรงเรียน แต่เขาและภรรยาไม่เคยด่าลูก ได้ชวนกันมานั่งกรรมฐาน สวดพาหุงมหากา อย่างจริงจัง ต่อมาลูกสาวกลับบ้านทันที และบอกว่าจะไปเรียนหนังสือให้จบในปีนี้ ลูกชายก็เลิกเที่ยว เลิกคบเพื่อน กลับมาช่วยพ่อแม่ทันที ด้วยอานิสงส์ของพ่อแม่ เคยเถียงพ่อเถียงแม่คำไม่ตกฟาก กลับมาสยบ มายกมือไหว้ขออโหสิกรรม จะไม่เถียงพ่อ เถียงแม่ อีกต่อไป

การแผ่เมตตาเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเป็นสายโลหิตเดียวกัน แผ่ถึงทันทีไม่ต้องเอ่ยชื่อ บางคนมาบอกให้อาตมาแผ่เมตตาให้แม่ของเพื่อนหน่อย อาตมาบอกว่าช่วยได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะแม่ของเพื่อนนั้นเขาไม่รู้จักอาตมา เขาก็ไม่สนใจกับอาตมา ถ้าเป็นคนที่รู้จักกัน เขามีเรื่องให้แผ่เมตตา แผ่ได้ง่ายมาก เขารำลึกถึงเรา เราก็รำลึกถึงเขา เท่านี้เองนะ ได้ผล ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วหายด้วย

ผู้ที่พัฒนาตัวเองเจริญจิตได้ตามแนวนี้ ย่อมได้รับผลดี ตามที่ปรารถนา ๔ ประการ ดังต่อไปนี้
(๑) มีทรัพย์สมควรแก่ฐานะ เพื่อความสะดวกในความเป็นอยู่ ถ้ามีน้อยอาจไม่สะดวก ถ้ามีมากก็อาจเกิดปัญหา เป็นที่มาของความเดือดร้อนได้
(๒) มีเกียรติ เป็นที่ยอมรับของคนทั้งหลาย ทำให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน ทั้งเพื่อตัวเองและเพื่อส่วนรวมได้
(๓) มีไมตรี เป็นที่รักใคร่ของคนทั้งปวง ทำให้เกิดความราบรื่น จะอยู่ที่ไหนก็สบาย จะไปที่ไหนก็สะดวก จะทำอะไรก็สำเร็จง่าย มีคนคอยต้อนรับ ให้ความช่วยเหลือ
(๔) มีความสบายใจ ให้เกิดความสดชื่นตลอดเวลา เป็นยอดปรารถนาชั่วนิรันดรของคนทั่วไป

ถ้าท่านทั้งหลายเจริญกรรมฐานได้ดังกล่าว ท่านจะเป็นรูปนี้แน่นอน
ความสบายใจเป็นจุดมุ่งหมายสุดยอดของคนทั่วไป เมื่อถึงความสบายใจ ก็เป็นอันถึงหลักชัยของชีวิต เพราะชีวิตประสบความสำเร็จความสมหวังที่ตรงนี้

ความสบายใจ คือ ความปลอดโปร่ง แจ่มใสของความคิด มีสติปัญญามองเห็นสิ่งทั้งหลาย ทั้งที่เป็นสัจธรรม ทั้งที่เป็นมายาทุกประการ
ความสบายใจ จึงเป็นสิ่งที่ควรใฝ่หาของคนทั่วไป คือการเจริญกรรมฐาน เพราะเมื่อได้ความสบายแล้ว ก็เป็นอันได้สิ่งที่ดีที่พึงได้ครบทุกประการ

ความสบายใจ เกิดจากทางเดียวคือ “ความสงบ” ด้วยการเจริญกรรมฐาน

ควรแก้ในสิ่งที่จำเป็นต้องแก้ และสามารถจะแก้ได้ อย่าพยายามแก้ในสิ่งที่แก้ไม่ได้ สิ่งที่แก้ไม่ได้ทิ้งเอาไว้ เอาที่แก้ได้ก่อน ท่านอย่าไปแก้สิ่งที่แก้ไม่ได้ จะเสียใจต่อภายหลัง


การจะไปสู่ความสงบได้นั้น ต้องปฏิบัติธรรม ที่อาตมาเสนอในโอกาสนี้ ๖ ประการ คือ
(๑) ความรู้จักตนเอง คือ รู้จักสภาพของตนทุกด้าน ทั้งสภาพความเป็นอยู่ ทั้งสภาพเศรษฐกิจ ทั้งสภาพสังคม ทั้งเพศ ทั้งวัย การงาน
(๒) (๒) ความรู้จักความเหมาะสม ความพอดีตามฐานะและอัตภาพของตน
(๓) ความซื่อตรง ความจริงใจ
(๔) ความรัก ความปรารถนาดีต่อคนทั่วไป
(๕) ความปรองดองในระหว่างกันและกัน
(๖) อุเบกขา ความวางเฉย ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

กรรมฐานแก้ไขปัญหาได้ ไม่ใช่กรรมฐานแก้กรรมได้ มันแก้กรรมไม่ได้หรอก ต้องกระทำ ต้องใช้หนี้กรรมทั้งนั้น ถ้าเรารู้จริงต้องยอมรับกรรมไม่ปฏิเสธทุกข้อหา เพราะเราทำกรรมมาก็ต้องรับใช้ อย่าย้อนว่าต้องแก้ได้ เหมือนเขาบอกพอใจกันแล้วไม่ต้องใช้หนี้ นั่นเป็นอโหสิกรรมอีกประการหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องนี้



-รอบรู้ด้วยปัญญา

การกำหนด “หนอ” ทำให้รั้งจิตให้อยู่กับสติ คิดหนอ เพื่อต้องการให้จิตกับสติผนวกบวกกันเป็นหนึ่ง เดินไปห้องน้ำก็เดินจงกรม ถ่ายอุจจาระปัสสาวะกำหนดจิตด้วย ท่านจะได้บุญมาก ท่านจะมีสติสัมปชัญญะ

ถ้าท่านอดทนต่อสู้กับเหตุการณ์ ท่านจะระลึกชาติได้ ท่านจะได้รู้ตัวเองว่า ท่านมาจากสัญชาติญาณอะไร มาจากนรกหรือสวรรค์ ถ้าจิตใจท่านสะอาด บัณฑิตอยู่ในจิตใจของท่าน ถ้าท่านใจสกปรก ท่านจะเป็นอันธพาลทะเลาะกับตัวเอง แล้วไปทะเลาะกับคน

ถ้าเรามีสติปัญญาดีแล้ว จะมองคนในแง่ดีเสมอ เราจะเกลียดคนนั้น จะโกรธคนนี้ แต่สติปัญญาจะย้อนกลับมาบอกเราว่า อย่าไปโกรธ อย่าไปเกลียดเขาเลย ถ้าคนมีปัญญาดีจะไม่อยากฟังเรื่องของคนอื่นเขา จะชอบฟังเรื่องมีทรัพย์ ฟังแล้วได้เงิน คนมีกรรมฐาน หูมีทรัพย์ ตามีทรัพย์ ปากมีทรัพย์ พูดเงินไหลนองทองไหลมา

เราอยู่กับคน อยู่กับปัญหา ต้องแก้ปัญหา ต้องสู้ปัญหา อย่าหนีปัญหา อย่าทิ้งปัญหา เท่านี้เองแก้เครียดได้ ท่านต้องสู้ปัญหาด้วยตนเอง เพราะปัญหาของแต่ละท่านต้องแก้เอง ไม่ใช่คนอื่นมาแก้ให้ เราเป็นคนสร้างปัญหา เราก็ต้องแก้ปัญหา เราเป็นคนผูก เราก็ต้องแก้ ถึงจะถูกต้อง

เมื่อท่านมาเจริญกรรมฐาน ท่านจะมีเมตตาเป็นข้อแรก ข้อสองท่านต้องมีกตัญญูกตเวทีแน่นอน ไม่ใจดำอำมหิตเหี้ยมโหดทารุณฆ่าสัตว์
ท่านจะไม่อยากเบียดเบียนทรัพย์สินเงินทองของผู้ใด ท่านไม่อยากหลอกลวง ไม่ต้องการร่วมประเวณีที่น่าบัดสีในสังคม
ขอให้ท่านตั้งใจเจริญกรรมฐานจริง ๆ สัก ๗ วัน ได้ไหม เดิน ๑ ชั่วโมง นั่ง ๑ ชั่วโมง ให้ได้ ถ้าไม่ได้ตามกำหนด อย่าเลิก มิฉะนั้นท่านจะเสียสัจจะ ถ้าท่านเสียสัจจะสักครั้งหนึ่ง ท่านจะเสียตลอดไป เรื่องนี้สำคัญมาก



-นาฬิกาชีวิต

ไฟหมดคือ กำลังใจตก ไม่สบายใจ กำลังเขียนหนังสือจะแก้อย่างไร ต้องแก้เดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้ด้วย จะไปรอกันวันพรุ่งนี้ไม่ได้ วิธีแก้ให้หายใจยาว ๆ จากจมูกถึงสะดือเดี๋ยวนี้ กำลังเขียนหนังสือ วางปากกาให้หมด นั่งหลับตาตรงนี้ ให้รีบทำเดี๋ยวนี้ อย่าปล่อยให้นิสัยเคยชิน ถ้าไม่ทำตรงนี้ จะโมโหเก่ง เสียใจจะโดดตึก ไม่ต้องไปหาหมอสะเดาะเคราะห์ ถ้าเรามีพลังจิตขึ้นมาสูงจะดีที่สุด คนที่เคยเดินจงกรมแล้วจะทำได้ง่าย กำหนดว่า เสียใจหนอ… ที่ลิ้นปี่

ถ้ากระแสไฟเราแรง มีบุพเพสันนิวาสแต่ชาติปางก่อน เมื่อมาพบกันจะรักกันเลย และเข็มทิศชีวิตจะบอกออกมาว่า คนนี้เป็นใคร มาจากไหน อย่างไร ยกตัวอย่าง โยมสุนีย์ ร้านขายทองลูกสาวแม่ทอง คนนี้มาทวงหนี้เราแล้ว เมื่ออาตมาเป็นเด็ก เคยไปกินข้าวที่บ้านของเขามา เข็มทิศที่ลิ้นปี่
อย่านอนตื่นสาย อย่าหน่ายหากิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนาให้มาหาเอง นอนนานงานน้อย กินบ่อยเงินหมด มีเงินหน้าสด หมดเงินหน้าแห้ง แล้งน้ำใจ

คนมากมีปัญหามาก คนน้อยมีปัญหาน้อย คนมีแต่ปัญหาทั้งนั้น สร้างปัญหาให้เราตลอดรายการ อย่าท้อแท้ใจ อย่าหดหู่ใจ อย่าเหี่ยวแห้งใจ ต้องสู้ต่อไป บริวารมาเพราะน้ำใจดี บริวารหนีเพราะน้ำใจลด บริวารหมดเพราะน้ำใจแห้ง บริวารกลั่นแกล้งเพราะผู้บังคับบัญชาไม่ยุติธรรม ตำรานี้ได้จากรรมฐานทั้งนั้น


นาฬิกาเรือนในเรือนใจเราต้องไขลานเอง กลับไปบ้านแล้วก็ต้องไขลาน
ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น ไม่เคยรู้ก็ได้รู้ ไม่เคยฟังก็ได้ฟัง เดี๋ยวเรือนใจจะบอกโยมเอง

โยมเลี้ยงลูกเอาบุญ อย่าเอาคุณตอบแทน เขาไม่มาช่วยโยมหรอก มีลูกผู้ชายไปมีภรรยา ภรรยาก็เป็นแม่ตัวไป มีลูกสาวไปได้สามี สามีก็เป็นพ่อตัวไป เราก็นึกว่าอนุโมทนากับลูก

ปฐมวัยตั้งแต่ ๓ ขวบ ถึงอายุ ๒๕ เรียนจบด็อกเตอร์ให้ได้ มัชฌิมวัย อายุ ๒๕–๕๐ ต้องมีบ้านหลักฐานเป็นที่อยู่ของตน ปัจฉิมวัย อายุตั้งแต่ ๕๐ ถึงตาย มีอะไรติดตัวบ้างไหม เวลาหมดไป ถ้าไม่มีอะไรก็เสียใจด้วย ที่สำคัญมากที่สุดคือนาฬิกาชีวิต นาฬิกาจิตใจ ตรงนี้ขาดทุนย่อยยับอย่างไม่รู้ตัว อย่าให้เวลาหมดไป และเสียใจต่ออดีตแต่ประการใด

ในเมื่อจิตวิตกกังวลแล้ว จิตโยมไม่มีทางขึ้น จิตตกจากวงจร รับรองไม่มีทางดีเลย เป็นโรคประสาท หนักเข้าจิตตกไป จะต้องไปอยู่โรงพยาบาลศรีธัญญาแน่นอน

พี่น้องทั้งหลายขอให้รักษาหม้อแบตเตอรี่ด้วยการใช้ ไม่ใช่นำหม้อแบตเตอรี่ไปเก็บเหมือนอย่างท่านขับรถมาจอดไว้ที่วัดอัมพวัน ๗ วัน ไม่เคยสตาร์ทรถเลย หม้อแบตเตอรี่เสีย หมดไฟ ทางวัดก็ช่วยสตาร์ทให้
เรื่องโกรธเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าโกรธขึ้นมาจะแย่เลย เสียใจไม่เป็นไร โมโหร้ายเสียทั้งบ้านเลย

ยืนหนอ ๕ ครั้ง ทำให้ได้ ถ้าทำได้แล้ว จะเห็นจากหน้าผากออกไปอัตโนมัติ เราไม่ต้องกำหนดว่า เห็นหนอ… มันจะอัตโนมัติไปเอง พออัตโนมัติจะกลับมาบอกว่าคนนี้คบไม่ได้

มหากิตติไปอยู่วัดพุทธาราม กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ท่านได้ไปให้กรรมฐานคนเป็นอัมพาตคนหนึ่งเดินไม่ได้ และมอบหนังสือของหลวงพ่อจรัญให้ภรรยาอ่านให้ฟัง สามีก็ปฏิบัติกรรมฐานแปลกมากที่ลุกนั่งได้เลย กำลังใจมาแล้ว พอคนทักเข้าหมดกำลังนอนลงไปอีก อยู่ต่อมา ๑ เดือน จึงลุกนั่งได้ และเดินได้จนบัดนี้ คนเราไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็ตาม ถ้ามีกำลังใจสูง มีพลังสูง หายทุกราย



-กรรมฐานแก้ไขปัญหาชีวิตได้อย่างไร

ถ้าบ้านไหนทำกรรมฐาน รับรองไปรอดแน่

พูดแล้วต้องทำ มีคนนิยมชมชอบ ไม่เฉพาะผู้หญิง ผู้ชายก็ชอบ อาตมาใช้อยู่ทุกวันนี้ พูดแล้วอย่าทิ้งคำพูด


อาตมาไปพบหลวงพ่อในป่า องค์นี้อยู่ในป่า หลวงพ่อในป่าองค์นี้เป็นผู้ให้กรรมฐานพระเจ้าตากสิน องค์ที่สองอาตมา และองค์ที่สามพระบัวเฮียว ตอนนี้ยังอยู่ในป่า แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นพระอยู่แบบนี้
อาตมาถึงได้ไปสร้างศูนย์เวฬุวันจังหวัดขอนแก่น โดยมีพญานาคมาช่วย ถ้ำอยู่ที่ศูนย์เวฬุวันไปโผล่ที่แม่น้ำโขง จังหวัดหนองคาย ถ้าทำดีจะร้อนถึงจักรินทร์เทวราช ร้อนถึงพญานาคามาช่วย ถ้าทำชั่วจะร้อนถึงยมบาล จะเอาโซ่ตรวนมาลากไปเมื่อไรใครจะรู้ได้

คบพาล จะได้ผิด คบบัณฑิต จะได้ผล
คบคนชั่ว ทำตัวให้อับจน คบคนดี ให้ผลจนวันตาย
เมาเพศก็หมดค่า เมาสุรา หมดความสำคัญ
เมาการพนัน หมดตัว เมาเพื่อนชั่ว หมดดี

สวดพาหุงมหากา รับรองสวดบทนี้ไม่ต้องกลัวอดข้าว ถ้าใครยากจนสวดบทนี้เข้าไว้ เดี่ยวเงินไหลนอง ทองไหลมา รวยแน่


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 10 ธันวาคม 2552 เวลา:18:35:13 น.  

 
เล่ม๑๔

-๗๒ ปี พระราชสุทธิญาณมงคล

ได้เข้าอุปสมบทสู่ร่มกาสาวพัสตร์เป็น พระภิกษุจรัญ เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ท่านตั้งใจจะลาสิกขาบทหลังจากเสร็จสิ้นการรับกฐินแล้วในปีเดียวกัน แต่คงเป็นเพราะวาสนาบารมี จึงเกิดนิมิตเป็นเสียงประหลาดดังขึ้นทักท้วงไว้ บุญพาให้ได้พบ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ ได้ซึมซับแบบอย่างของพระที่ดีจากหลวงพ่อเดิม ทำให้ท่านตั้งปณิธานไว้ในใจว่า จะบวชไม่สึก และจะบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ในบวรพระพุทธศาสนาและสงเคราะห์ผู้ทุกข์ยากต่อไป

ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของ หลวงพ่อดำ พระธุดงค์ในป่า จังหวัดขอนแก่น ได้รับการฝึกฝนให้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน และ ได้ศึกษาธุดงค์ภาคปฏิบัติ หลวงพ่อดำได้ให้ปริศนาธรรมในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานไว้ให้หลวงพ่อคิด และถ้าคิดได้เมื่อใด ให้ไปพบท่านได้ทันที พร้อมทั้งแนะนำให้หลวงพ่อ เข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษา

จึงได้ไปศึกษากับ หลวงพ่อสด ที่วัดปากน้ำ จึงสำเร็จวิชาธรรมกาย ท่านได้ปรนนิบัติหลวงพ่อสดอย่างใกล้ชิด ทำให้ เห็นแบบอย่างที่ดี ของหลวงพ่อสด ได้แก่ การบริจาคทาน การแผ่เมตตาช่วยผู้ทุกข์ยาก และ ท่านได้นำแบบอย่างของหลวงพ่อสดมาใช้จนทุกวันนี้

ได้ไปเรียนพระอภิธรรมกับ พระอาจารย์เตชิน ชาวพม่า ที่วัดระฆัง
เมื่อว่างจากการศึกษาเล่าเรียนแล้ว หลวงพ่อจะออกธุงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรตามภาคต่าง ๆ ทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน ระหว่างการธุงค์ หลวงพ่อได้พบ ได้แก่ หลวงพ่อลี ธมฺมธโร วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ และ ท่านเจ้าคุณอริยคุณาธาร สำนักปฏิบัติเขาส่วนกวาง จ.ขอนแก่น เป็นต้น ทำให้หลวงพ่อมีสมาธิกล้าแข็งขึ้น

เมื่อกลับมาแล้ว ท่านได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน เมื่อมาอยู่วัดอัมพวันแล้ว หลวงพ่อไม่ได้ออกธุดงค์อีก แต่ยังคงปฏิบัติอยู่ที่วัดอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งคิดปริศนาธรรมที่หลวงพ่อดำให้ไว้ได้ ท่านได้กลับไปพบหลวงพ่อดำบนยอดเขาภูคา จังหวัดน่าน ตามที่ได้นัดหมายไว้ จากนั้นได้เดินธุดงค์กับหลวงพ่อดำไปทางประเทศพม่า กินเวลานานกว่า ๒ เดือน ซึ่งท่านได้รับคำสั่งสอนแนะนำแนวทางการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดจากหลวงพ่อดำ ตลอดระยะทาง และได้วิชาคชสาร ช่วยให้รอดพ้นอันตรายจากฝูงช้างป่าได้



จากการปฏิบัติอย่างเข้มแข็งบนพื้นฐานของความเข้าใจที่ถูกต้อง และมีครูอาจารย์คอยแนะนำอย่างใกล้ชิด เป็นผลให้ท่านมีประสบการณ์ในการปฏิบัติสูง

หลวงพ่อได้ประสบอุบัติเหตุร้ายแรง ถึงกับคอหักพับลงมาด้านหน้า แต่ท่านได้อธิษฐานจิตขอให้กลับมาใช้หนี้ในโลกมนุษย์ให้หมด เมื่อได้ฟื้นคืนกลับมา ท่านได้ตั้งปณิธานอันแรงกล้าโดยการสร้างคนให้สูงด้วยคุณธรรม


-ต้นแบบของผม

ศาสตราจารย์ รังสรรค์ แสงสุข

เมื่อพูดถึงหลวงพ่อจรัญ ผมอยากจะพูดว่า เป็นความประหลาด หรือ เป็นบุญ หรือ เป็นความประจวบเหมาะ ที่ผมได้ไปรู้จักหลวงพ่อ และ ขอปวารณาตัวเป็นลูกศิษย์ท่าน มีอยู่วันหนึ่งผมจะไปจังหวัดอุทัยธานี จะไปที่วัดหนองหญ้านาง จังหวัดอุทัยธานี มีหลวงพ่อที่ทำตู้อบสมุนไพร และ ที่วัดรักษาพวกที่ไม่สบายเกี่ยวกับเส้นเอ็น อัมพฤกษ์ อัมพาต โดยใช้สมุนไพร อยากเห็นเขาว่าทำกันอย่างไร ขับผ่านวัดวัดอัมพวัน ผมก็ได้กราบเรียนหลวงพ่อว่า ผมชื่ออาจารย์รังสรรค์ แสงสุข มาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผมจะลงสมัครเป็นอธิการบดีกับเขา ผมอยากเป็นอธิการบดีรามคำแหงครับ ขอปวารณาตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ ถ้าหลวงพ่อช่วยได้อย่างไรก็ช่วยผมด้วย หลวงพ่อก็มองหน้าผมเฉย ๆ แล้ว ท่านก็บอกว่าดี...ดี แล้วก็บอกว่าได้...ได้ พอถอยออกมาจะพ้นเสา ตรงหน้าหลวงพ่อ หลวงพ่อก็เรียกอีก อาจารย์...อาจารย์มานี่ หลวงพ่อก็จับมือผมแล้วโน้มตัวมาเป่าที่หน้าผากของผม ผมหลับตาก็มีแต่ความปีติยินดี คือมีปีติ ซึ่งไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ท่านได้ให้พระรูปรัชกาลที่ ๕ ซึ่งทุกวันผมก็เอามาไว้ที่ห้องทำงานผม เป็นพระรูปรัชกาลที่ ๕ พิมพ์จากพระรูปจริงที่อยู่ในกุฏิหลวงพ่อ พร้อมกับหนังสือสวดมนต์

ก็ทำให้เกิดความคิดขึ้นมาว่า ถ้าเราสวดมนต์เหมือนเด็ก ๆ ในสมัยก่อนโน้น ก็คงจะดีเหมือนกัน แต่ก็ช่างมันเถอะ อย่างน้อยในขณะที่เราสวดมนต์นั้นเราก็ไม่ได้ทำบาป ก็เลยคิดต่อไปนี้เราจะสวดมนต์ ก็อ่านหนังสือไป สวดไป

หลังจากที่กลับมาจากการไปพบหลวงพ่อมาแล้ว ผมก็ได้สวดมนต์มาตลอด ไปทำงานรถมันติด ผมก็สวดอิติปิโส ภควา ไม่รู้ว่าเท่าอายุหรือไม่เท่าอายุ ว่าไปจนถึงที่ทำงาน อย่างนี้เป็นต้น และเมื่อมาเป็นอธิการบดี ผมก็ตั้งโต๊ะหมู่บูชา ถ้าผมมาแต่เช้า ผมก็สวดมนต์ที่ทำงานเสียเลย หรือถ้านอนที่ทำงานก็จะตื่นขึ้นมาสวดมนต์ การสวดมนต์นั้น ทำให้เกิดศรัทธา เกิดกุศลจิตในหลายเรื่อง ทำให้เราเกิดสมาธิที่จะทำงานทำการ เมื่อสวดมนต์เสร็จ เราก็จะได้แผ่เมตตาให้แก่ทุกผู้ทุกคน

ดำเนินการเลือกอธิการบดี อธิการบดีของมหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้นกว่าจะได้เป็น มันต้องฟันฝ่า จนไม่รู้ว่ายากลำบากแค่ไหน
เมื่อผมได้รับโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม เป็นอธิการบดีแล้ว ผมได้นึกถึงหลวงพ่อจรัญทันที หลวงพ่อได้สอนเรื่องที่สำคัญ ๆ หลายเรื่อง แต่ในที่นี้นั้นผมอยากจะบอกว่า ถ้าใครยังไม่ได้ทำแล้วจะเสียใจ คือ ความเป็นผู้ที่ให้ ให้ดีกว่ารับ ให้เท่าไรยิ่งมี ให้เท่าไรยิ่งได้ ให้เท่าไรยิ่งมายิ่งมี แล้วก็ให้มันจริง ๆ อย่าไปให้ขยักขย่อน หลวงพ่อได้สอนไว้ว่า “ยิ่งให้ยิ่งได้ ไม่หวงไม่อด หมดแล้วมาเรื่อย ๆ”


หลวงพ่อได้บอกกับผมอีกอย่างหนึ่งว่า อาจารย์เป็นคนมีภูมิหลัง แล้วถ้าแผ่เมตตาได้ ให้เมตตาจริง ๆ ไม่ใช่แผ่เมตตาไปตามพิธีการแล้วไปแช่งเขา มันไม่ใช่ หลวงพ่อสอนให้เราให้อภัย ใครเลือกเราไม่เลือกเราอย่าไปสนใจ ให้ตั้งใจทำงาน แล้วหลวงพ่อก็ถามว่า เวลาในการเป็นอธิการบดีมีระยะเวลานานเท่าไร ผมได้กราบเรียนหลวงพ่อว่า เป็นครั้งละ ๒ ปี วาระหนึ่ง เป็นได้ ๒ ปี (ตอนนี้กฎหมายแก้ไขเป็นสมัยละ ๔ ปีแล้ว) หลวงพ่อได้เตือนผมว่า อย่าได้มัวไปจับผิดใคร อย่ามัวแต่ไปมองว่าใครทำชั่วทำเลว อะไร ตรงไหน อย่างเที่ยวไปสอดเที่ยวค้น ให้ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เวลามันมีน้อย ให้รีบทำงานจะได้มีผลงาน ถ้าไปมัวเที่ยวสอบ เที่ยวสวน จะต้องเสียกำลังคน

ผมจะสวดมนต์ไม่ว่าในที่ใด หากผมว่างผมจะสวดมนต์ ถ้าไม่สามารถสวดจบทั้งหมดได้ ผมก็จะสวดอิติปิโส แล้วในขณะเดียวกัน
แผ่เมตตาให้ ให้จริง ๆ ให้อภัยเขาจริง ๆ อย่าได้เที่ยวขยักไว้ มีเท่าไรให้จริง ๆ ไม่โกรธจริง


ดังนั้นผมก็ได้เอาหลักที่หลวงพ่อแนะนำมาใช้ให้เกิดสติปัญญาขึ้น เกิดการระดมผู้คนในมหาวิทยารามคำแหง ใครเก่งในเรื่องใดผมก็ไปไหว้ไปวอนเขา ผมบอกว่า ความเก่งของท่านจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยถ้าหากท่านไม่นำมาใช้ มาช่วยชาติบ้านเมืองกันเถิด ตั้งอกตั้งใจกันทำงาน มาเลิกเล่นการเมืองกันเถิด หากมัวแต่เล่นการเมืองในหน่วยงานราชการ แล้วจะเจริญงอกงามกันได้อย่างไร จากนั้น บุคคลเหล่านั้นก็หันมาร่วมมือกันมากขึ้น

ผมได้ตั้งประโยคขึ้นมาว่า คิดอะไรออกให้บอกรังสรรค์
ผมได้กราบเรียนหลวงพ่อว่า ขณะนี้ผมทุกข์ใจ เนื่องจากถูกคนเขาโจมตี เพราะเขาก็อยากเป็น ซึ่ง เขาโจมตีเรานั้น เขาก็ไม่ใช่คนดีอะไร คนดีดีเขาจะไม่มีเวลามาโจมตีให้ร้ายใคร เพราะฉะนั้น ถ้าอธิการบดีนั่งทำงานอยู่ตรงนี้มีตำแหน่งอยู่ตรงนี้ เขาก็จ้องโจมตีเราทำให้มีราคินได้ อย่าไปวิตก จงทำแต่ความดี ทำในสิ่งที่หลวงพ่อสอน เราก็ทำไป

หลวงพ่อเป็นคนกตัญญูบุญคุณต่อหลวงพ่อแล้ว หลวงพ่อก็ได้ตอบบุญแทนคุณเขา คือ มารดาของหลวงพ่อนั้นเอง หลวงพ่อได้ดูแล ผมจำเอาข้อนี้ไปปฏิบัติต่อมารดาผม

เวลาไปสอนผู้คน ผมจะเอาสิ่งที่หลวงพ่อทำเป็นวัตรปฏิบัติในหลาย ๆ เรื่องเอาไปทำ หลวงพ่อพากเพียรในการสอนผู้คน และ ทนทุกข์ทรมาน ผมเห็นสภาพของหลวงพ่อ ผมยังดูว่าหลวงพ่อมีความอดทนได้อย่างไร ผมจึงนำมาเป็นตัวอย่าง หลวงพ่ออดทน หลับก็ไม่กี่ตื่น นอนก็ไม่กี่งีบ คนเขาพาไปโน้นพาไปนี้
ผมจะต้องให้สติปัญญาแก่ผู้คน ให้บังเกิดขึ้นในประเทศนี้ให้จงได้ ผมจึงมีแนวคิดขยายมหาวิทยาลัยรามคำแหงออกไปทั่วประเทศ จะได้เรียนกันทั่วถึง ลูกคนยากคนจนก็จะได้เรียน คนร่ำรวยอยู่แล้วก็ยังได้เรียน


ผมได้นำไปสอนลูกศิษย์ผม เวลาประชุมครูบาอาจารย์ ผมได้นำไปเล่าให้ใคร ๆ ฟัง แล้วก็ได้อ้างอิงด้วยว่า เรื่องนี้หลวงพ่อของเราสอนมา หลวงพ่อของเราชื่อ หลวงพ่อจรัญ ผมได้พบครูบาอาจารย์ข้าราชการเจ้าหน้าที่และนักศึกษามาปฏิบัติธรรม ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราเป็นประจำทุกปี ผมก็ปฏิบัติมาเป็นประจำ ไม่ได้คิดหวังเป็น หวังมี หวังร่ำรวยอะไร ให้มากเกินไป เราก็กินอยู่เท่าที่ร่างกายเราต้องการ เท่าที่สภาพควรมีควรเป็น
ผมเป็นคนไม่มีพ่อ ผมจึงบอกหลวงพ่อว่า หลวงพ่อผมไม่มีพ่อ ผมเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อแล้ว ผมก็เป็นลูกหลวงพ่อด้วย ผมกราบเรียนท่านอย่างนี้
ผมพูดตรงนี้ว่า ผมมีวันนี้ได้ หลวงพ่อได้ดึงผมจากเลนจากตม จากที่มืด ไปสู่ที่สว่าง หลวงพ่อได้ให้ยาบำรุงชีวิตจิตใจผม เปิดสมองให้แก่ผม ผมไม่รู้จะตอบแทนพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ผมจึงได้ปวารณาตัวไว้กับหลวงพ่อเสมอว่า “มีสิ่งใดที่ผมทำให้หลวงพ่อได้ ผมจะทำทุกวิถีทาง”




-บารมีหลวงพ่อ

ดิฉัน ได้มีโอกาสมากราบหลวงพ่อจรัญ ด้วยแรงดลใจจากหนังสือกฎแห่งกรรม ซึ่งมีพี่สาวที่ทำงานอยู่กรมทางหลวง
สามีบอกดิฉันและลูกว่า “รู้ไหม ตอนหลวงพ่อเดินผ่านด้านหน้ากุฏิ ท่านเดินมาจับมือรับไหว้ และ พูดอะไรด้วย แต่ฟังไม่ถนัด” ทำให้สามีดิฉันเกิดความปีติเป็นอย่างมาก
ได้ฟังก็รู้สึกใจไม่ดี เหมือนมีลางสังหรณ์ว่า การที่หลวงพ่อท่านจับมือครั้งนี้ อาจไม่ใช่เรื่องดี เพราะเท่าที่อ่านหนังสือกฎแห่งกรรมมา ทราบว่าบุคคลที่หลวงพ่อท่านทัก บางทีเป็นการที่หลวงพ่อท่านแผ่เมตตา ให้ผู้มีเคราะห์กรรม ดิฉันจึงบอกสามีว่า “บางทีท่านอาจแผ่เมตตาให้พ่อ อาจจะเกิดอะไรขึ้นก็ได้ ท่านอาจจะเห็นอะไร ต้องระวังไว้บ้างนะ”

หลังจากนั้นไม่นาน เคราะห์กรรมก็เกิดขึ้นในครอบครัวของดิฉัน ปรกติสามีจะเป็นคนดี ไม่เที่ยว ไม่เล่นการพนัน ไม่ดื่ม เพื่อน ๆ คนรอบข้าง และ ญาติชมอยู่เสมอ แต่คงเป็นกรรมของสามีดิฉัน วันหนึ่งก็อ่านหนังสือพิมพ์เจอเพื่อนหญิงสมัยเรียนมัธยมปลาย ที่เคยเรียนอยู่ต่างจังหวัดด้วยกันว่า มีชื่อเสียงด้านการโรงแรม ประจวบกับช่วงนั้นดิฉันมีเหตุต้องไปลอยอังคารพี่ชายที่จังหวัดนั้นพอดี สามีก็ชวนลูกสาวกับดิฉันออกไปหาเพื่อนหญิงคนนั้น รับประทานอาหารเย็นที่โรงแรมของเธอ จากวันนั้นสามีก็เริ่มติดต่อโทรศัพท์หาผู้หญิงคนนี้ โดยทางครอบครัวก็รับทราบ ดิฉันกับลูกสาวก็สังหรณ์ใจว่าอาจมีเหตุไม่ดีเกิดขึ้นกับครอบครัวของเรา เนื่องมาจากผู้หญิงคนนี้

เนื่องจากลูกสาวคนโตมีโครงการจะไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ผู้หญิงคนนี้คงยังติดต่อกับสามีดิฉัน และเสนอสามีฉันว่า เธอมีเพื่อนทำงานแนะแนวเรื่องการศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ จึงนัดสามีดิฉันให้พาลูกสาวไปสอบถามเรื่องเรียนต่อกับเพื่อนของเธอ พอเสร็จธุระ สามีก็พาลูกมาส่งบ้านพร้อมผู้หญิงคนนี้ และขอไปรับประทานอาหารเย็นต่อกับผู้หญิงคนนี้ และ เพื่อน ๆ ของเธอ ลูกสาวดิฉันมักเป็นคนมีลางสังหรณ์ที่แม่น บอกกับดิฉันว่า “ผู้หญิงคนนี้ มีอะไรแปลก ๆ อาจมาทำลายครอบครัวเรา คงไม่ใช่เพื่อนนักเรียนธรรมดากับพ่อ”

หลังจากวันนั้น สามีดิฉันก็เกิดอาการซึมเศร้า เริ่มนอกใจไม่สนใจทำงาน ดิฉันต้องรับผิดชอบธุรกิจที่ทำอยู่คนเดียว มีปัญหาทะเลาะระหองระแหงกันตลอด บางครั้งดิฉันก็คิดถึงขนาดจะฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง อาจเป็นเพราะดิฉันก็เป็นคนเจ้าอารมณ์ โมโหง่าย เนื่องจากเป็นลูกสาวคนเดียวในจำนวนพี่น้อง คุณพ่อคุณแม่ท่านจึงตามใจ บางครั้งก็คิดประชดชีวิตตัวเอง แต่ก็หักห้ามใจไว้

วันหนึ่งดิฉันพยายามชวนสามีให้พาดิฉันและลูกไปหาหลวงพ่อจรัญอีกครั้ง และ ได้กราบเล่าเรื่องความเป็นมาของปัญหาครอบครัวให้ท่านฟัง ท่านเตือนดิฉันว่า “ทำอะไรให้ใจเย็น ๆ มันเป็นเวรกรรม ความจริงสามีเป็นคนดี” ท่านดูจากความตั้งใจและศรัทธาของคนมา ไม่ได้เลือกที่จะคุย หรือ เมตตาเฉพาะแต่คนมีเงิน ถ้าใครมีทุกข์ก็จะตักเตือน แผ่เมตตา และ ให้หลักธรรมไปปฏิบัติ เพื่อจะได้ยอมรับกับกรรมที่ทำมา

ดิฉันเองได้พยายามชวนลูกและสามีไปวัดเป็นประจำ จนตอนหลังสามีไปติดพันกับผู้หญิงคนนี้มาก ไม่ยอมพาไปและทิ้งครอบครัวไปเกือบ ๒ ปี จนครั้งหนึ่งท่านพูดว่า “มันเป็นเวรกรรมนะ อย่าไปทำอะไรเค้านะ เค้าไม่ได้โดนอาคมใครหรอก ถ้าเค้าไม่เป็นอย่างนี้เค้าต้องตายรู้ไหม” “จากเป็นยังดีกว่าตาย ปล่อยเขาไปสักพัก หมดเวรก็จะกลับมาเอง ให้อดทน พยายามปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรของเขา” อีกทั้งท่านยังให้กำลังใจให้กลับไปประกอบธุรกิจเองให้ได้

รู้สึกว่าหลวงพ่อมีญาณวิเศษ รู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ เพราะวันนั้นเพื่อนดิฉันได้พาไปหาหมอไสยศาสตร์ ที่จะทำให้ผู้หญิงคนนั้นมีอันเป็นไปก่อนที่จะเดินทางไปหาท่านที่สิงห์บุรี ดิฉันคิดถึงคำสอนของหลวงพ่อที่สอนไว้ เลยไม่คิดจะทำพิธี เพราะไม่อยากจองเวรกรรมกันต่อไป ท่านก็ได้ทักเรื่องนี้ขึ้นมาเมื่อไปกราบท่าน
สามีจะหายไหมคะ ท่านว่าหาย ช่วงนั้นนึกในใจอยากจะทำไม่ดีหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็แปลกเหมือนท่านรู้ พอเจอท่านก็จะตักเตือนอยู่ตลอดว่า ขอให้ขายดี ๆ นะ

แต่เวรกรรมยังไม่หมด สามีกลับมาบ้านแต่ก็ยังปฏิบัติตัวแปลกแยก และอารมณ์ฉุนเฉียวง่าย ทำให้เกือบจะเลิกกันอีก แต่คงเป็นเพราะเมตตาที่หลวงพ่อแผ่ให้ และการนั่งวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้ดิฉันเป็นคนใจเย็นและมีเหตุผลมากขึ้น ซึ่งรวมเวลาที่มีเรื่องเกิดขึ้นมาก็ประมาณ ๕ ปี

ดิฉันอยากฝากเรื่องราวของครอบครัวดิฉันไว้เป็นอุทาหรณ์ว่า การครองเรือนนั้น ผู้หญิงเรา ต้องอดทน และ ให้อภัยซึ่งกันและกัน อย่าถือทิฐิเอาชนะกัน ไม่ประชดชีวิตด้วยการมีสามีใหม่ ฆ่าตัวตาย หรือ ฆ่าอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะทำให้ต้องจองเวรกรรมกันต่อไปอีก


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 10 ธันวาคม 2552 เวลา:18:37:10 น.  

 
-กรรมฐาน ช่วยให้ครอบครัวมีความสุข

ข้าพเจ้าเป็นเด็กกำพร้าขาดพ่อแม่เลี้ยงดู จึงกลายเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง ไม่รู้จักความรักระหว่างครอบครัว คือ พ่อ แม่ ลูก เลิกงานก็จะเที่ยวเตร่กินเหล้า เที่ยวนักร้องตามร้านอาหาร เล่นการพนันสารพัดชนิด เงินเดือนที่ได้รับหมดไปกับอบายมุข ครอบครัวได้รับเงินน้อยมาก จนภรรยารับภาระไม่ไหว จึงส่งลูก ในความอุปการะของน้องชายและน้องสาวของเธอเอง ลูกทั้งสองจึงห่างพ่อห่างแม่ ความผูกพันระหว่างพ่อลูกแทบจะไม่มี รู้แต่เพียงว่าเป็นพ่อเป็นลูกเท่านั้น

ภรรยา ชอบทำบุญ ชอบไปวัด ชอบฟังรายการธรรมะจากวิทยุช่วงหลังเที่ยงคืน และ ชอบสวดมนต์
ขอให้ข้าพเจ้าพามาวัดอัมพวัน โดยเธอเล่าว่าได้ฟังธรรมะจากหลวงพ่อจรัญ ทางวิทยุ ธรรมะที่หลวงพ่อสั่งสอน ไม่ได้เน้นในเรื่องทำบุญด้วยเงิน แต่จะเน้นว่าถึงไม่มีเงินก็สามารถสร้างบุญได้ด้วยการปฏิบัติกรรมฐาน ซึ่งจุดนี้เอง ที่ภรรยาของข้าพเจ้าชอบมาก เนื่องจากเธอไม่มีเงินเหลือพอที่จะทำบุญตามที่วัดต่าง ๆ หลาย ๆ วัดนิยมกัน จะทำบุญทั้งทีต้องขโมยเงินจากกระเป๋าสตางค์ของข้าพเจ้า

ภรรยาได้พาลูกสาวคนเล็กมาปฏิบัติกรรมฐานช่วงโรงเรียนปิดเทอม และ กลับไปบอกข้าพเจ้าว่า ถ้าจะให้ลูกดี เรียนหนังสือเก่ง พ่อกับแม่ต้องร่วมใจกันปฏิบัติกรรมฐาน ข้าพเจ้ายังคงเที่ยวเตร่ กินเหล้า เล่นการพนันอยู่เหมือนเดิม มีภาระหนี้สินมากมาย ส่วนภรรยาของข้าพเจ้ายังคงมาปฏิบัติธรรมอยู่อย่างสม่ำเสมอทุกเดือน

ผลจากการปฏิบัติธรรมของภรรยาข้าพเจ้า ส่งผลให้ข้าพเจ้าต้องมาปฏิบัติกรรมฐาน เป็นเวลา ๗ วัน พอออกจากการปฏิบัติกรรมฐาน ข้าพเจ้าได้เอ่ยปากกับภรรยาว่า ต่อไปนี้คิดว่าจะเลิกอบายมุขต่าง ๆ เสียที

เพื่อนของข้าพเจ้า เป็นผู้หญิง เคยกินเคยเล่นการพนันอยู่ด้วยกันมา ข้าพเจ้าหยุดแล้วแต่เธอยังไม่หยุด มีความทุกข์มากจากการเล่นการพนันและกินเหล้า สามีเลยหลงทาง กิน เที่ยว ติดนักร้อง จนมีภาระหนี้สินมากมาย ธุรกิจการค้าขายหยุดชะงัก มีความทุกข์ถึงกับคิดจะเก็บเสื้อผ้าหนีออกจากบ้านไปตายเอาดาบหน้า ข้าพเจ้าจึงได้พูดหว่านล้อมให้มาวัดอัมพวัน ปฏิบัติกรรมฐานเพียงแค่ ๓ วัน กลับไปบ้าน ปรากฏว่าเธอสามารถ เลิกเหล้า เลิกเล่นการพนันได้ และหลังจากนั้น ได้เข้าวัดปฏิบัติกรรมฐานเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้

ระหว่างนั้น สามีของเธอซึ่งกินเที่ยวอยู่แล้ว สารพัดที่จะสะสมความชั่วให้มากขึ้น จนมีปากเสียงทะเลาะกัน ตบตีกันบ่อยครั้ง แต่เพื่อนของข้าพเจ้าก็ทน โดยนำคำสั่งสอนของหลวงพ่อที่ว่า “สามีจะดี ลูกจะดี อยู่ที่แม่บ้านคนเดียว” จนปัจจุบัน สามีของเพื่อนข้าพเจ้าก็เริ่มดีขึ้น รู้จักรับผิดชอบ เลิกเที่ยวแบบแต่ก่อน ส่วนธุรกิจการเงินก็ดีขึ้น หมุนคล่องขึ้น

เพื่อนของข้าพเจ้าที่เป็นผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ออกเดินสายกินเหล้าเบียร์ เล่นการพนัน ไม่มีเวลาให้กับครอบครัว และ กิจการค้าขาย สามีกินเหล้าเมาเช้าเมาเย็น ลูกชายก็เข้าบ่อน เล่นการพนัน ส่วนลูกชายคนโตก็เป็นโรคเอดส์ กิจการประสบความล้มเหลว มีหนี้สินมากมาย หาทางออกไม่ได้ ถึงขนาดคิดฆ่าตัวตาย

ข้าพเจ้าและภรรยาจึงได้ไปชักชวนให้มาพบหลวงพ่อ หลวงพ่อได้ให้กำลังใจ และ ขอบิณฑบาตชีวิตว่าอย่าฆ่าตัวตาย ให้ ปฏิบัติกรรมฐาน ซึ่งเป็นที่น่า อัศจรรย์นัก ลูกชายคนเล็กที่เข้าบ่อนเล่นการพนัน หยุดเล่นทันที ส่วนสามีที่ได้กินเหล้าเมาเช้าเมาเย็น ก็หยุดกิน และได้มาพบหลวงพ่อ เพื่อปฏิบัติกรรมฐาน รวมถึงลูกชายคนโต ก็ได้มาปฏิบัติกรรมฐานด้วย เพราะแรงศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่อ

ต่อมาลูกชายคนโตซึ่งเป็นโรคเอดส์ โรคได้กำเริบขึ้นเนื่องจากยังหลงระเริงอยู่กับอบายมุข เล่นการพนัน กินเหล้าจนถึงระยะสุดท้าย กินไม่ได้ น้ำหนักลดลงเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ซึ่งคนที่พบเห็นต่างบอกว่า ไม่รอดแล้ว แต่ด้วยอานิสงส์ของการปฏิบัติธรรมของพ่อแม่ และตัวเขาเอง บวกกับอานิสงส์จากหลวงพ่อที่แผ่เมตตา และ ให้ยาไปกิน ทำให้ปัจจุบันนี้ นำหนักตัวเขาขึ้นสามารถเดินเหินได้ พูดจาได้เหมือนคนธรรมดาทั่วไป

ลูกชายของข้าพเจ้า ทนการขอร้องจากภรรยาข้าพเจ้าไม่ได้ จึงต้องไปปฏิบัติกรรมฐาน ด้วยความจำใจ และ ไม่ศรัทธา หาว่าเป็นวัดที่เจริญแล้ว เงินเยอะ ไม่ศรัทธาหลวงพ่อ ไม่อยากบวชที่วัดนี้ แต่จะไปบวชวัดที่ห่างไกลความเจริญ เป็นคนที่ดื้อรั้น ชอบกินเหล้าเคล้านารี จนได้รับกรรม คือ เมาเหล้าจนเดินตกลงมาจากชั้น ๒ ของทาวน์เฮาส์ ทำให้กระดูกสันหลังย่นไป ๒ ข้อ มีอาการหลังโก่ง เหมือนคนแก่สูงอายุ และ เป็นโรคปวดหลัง รอการผ่าตัดรักษา

หาว่าแม่พามาทรมาน จนแม่ต้องพูดทวงบุญคุณของการเป็นแม่เป็นลูก ทนปฏิบัติกรรมฐานวันที่ ๕ ปรากฏว่า เกิดเวทนาสูงมาก จนเกือบทนไม่ได้ แต่ด้วยความที่แกเป็นคนดื้อรั้นคิดจะเอาชนะ จึงทนจนถึงที่สุด เวทนาก็แตก มีอาการเย็นซ่าที่หลัง และ อาการปวดหลังได้หายไปตั้งแต่บัดนั้น และ หลังก็ไม่โก่งเหมือนคนสูงอายุอีกต่อไป

วันที่ข้าพเจ้าไปรับ จากลูกกับพ่อที่ไม่ค่อยจะลงรอยกัน เหินห่างกัน ลูกชายของข้าพเจ้าได้เดินทางมาหาข้าพเจ้า โดยในมือของเขาถือพานดอกไม้ ธูปเทียน มาด้วย เมื่อมาถึงหน้าข้าพเจ้า เขาได้ก้มลงกราบ และ นำพานดอกไม้ ธูปเทียนแพที่นำมา กราบขอขมาข้าพเจ้า ต่อหน้าคนเยอะ ๆ โดยไม่มีความอาย ข้าพเจ้าในตอนนั้น รู้สึกปลื้มปีติอย่างมาก จนน้ำตาไหล และ รู้สึกรักและผูกพันฉันท์พ่อลูกเป็นอย่างมากตั้งแต่บัดนั้น

จากอานิสงส์ของการปฏิบัติกรรมฐาน และ การปฏิบัติตามคำสอนของหลวงพ่อ พอปัจจุบันข้าพเจ้าได้ลาออกจากงานมาเปิดร้านค้าขาย กิจการก็เจริญรุ่งเรือง ทำให้ลูกสาวหยุดจากการเที่ยวเตร่ กินเหล้ากับเพื่อนฝูง เข้าวัดปฏิบัติธรรม ทำให้มีความสุขความสบายตามอัตภาพ ถึงแม้ว่าจะไม่ร่ำรวยมากมายนัก แต่ก็มีความสุขที่ได้ปฏิบัติกรรมฐาน
ตามทางสายเอก ที่หลวงพ่อได้สั่งสอน
ด้วยอานิสงส์จากการปฏิบัติธรรม ทำให้ครอบครัวของข้าพเจ้ามีความสุข และ กิจการร้านโทรศัพท์มือถือ และ อุปกรณ์เจริญรุ่งเรือง จนถึงทุกวันนี้...



-หลวงพ่อผู้เปี่ยมด้วยเมตตา

สามีเป็นคนมีฝีมือในการปั้นโอ่งซีเมนต์ การค้าไม่ค่อยดี ฝนตกชุกตลอดปี พอดีมีญาติคนหนึ่งชวนให้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กิจการดำเนินไปด้วยดี เราพอมีเงินขยับขยายออกมาซื้อที่ซื้อทางปลูกบ้านติดถนนเป็นบ้านชั้นเดียว ตอนนี้กิจการดีมาก จะปลูกบ้านต้องมาซื้อเสาปูนที่ร้านเพราะคุณภาพดีแข็งแรงทนมาก สามีเป็นคนทำงานที่เน้นคุณภาพ ไม่เอาเปรียบลูกค้า

สามีของดิฉันเป็นคนดื่มสุราทุก หลังเลิกงานจะดื่มจนเมา ในขณะที่กิจการดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่อัตคัดขัดสนเหมือนเมื่อก่อน และสามียังประมูลงานก่อสร้างโรงพยาบาลได้อีก ๑ โรง แต่เป็นงานที่ทำแล้วไม่ได้กำไร แค่พ่อเสมอตัว แต่เราได้ไม้แบบมากมาย ทำให้มีความคิดที่จะปลูกบ้านหลังใหม่ คราวนี้สามีตัดสินใจปลูกเป็นบ้านตึก ๓ ชั้น ๒ คูหา ชาวบ้านในละแวกนั้น เริ่มคิดว่าทำไม ใช้เวลาในการสร้างตัว ๑๐ โดยประมาณ จากบ้านที่ไม่มีข้างฝามาอยู่บ้านไม้ชั้นเดียว และล่าสุดได้อยู่บ้านตึก กิจการคงจะดี

ดิฉันจึงขออนุญาตชวนเพื่อน ๆ มาเล่นไพ่ที่บ้าน ซึ่งสามีเห็นว่ายังดีกว่าไปเล่นข้างนอกจึงอนุญาต ลูกน้องคนหนึ่งเป็นพนักงานขับรถ ทำงานดี ลูกค้าชอบอัธยาศัย มาซื้อของที่ร้าน และ จะถามหาคน ๆ นี้ จึงมอบหมายให้เขาดูแลจัดการทุกอย่าง ทั้งเขียนบิล ส่งของ เก็บเงินไว้ใจทุกเรื่องจนมาทราบในภายหลังว่า ลูกน้องคนนี้ยักยอกเงินไปหมุนใช้เอง และใช้วิธีแต่งบิลให้เราทราบ

สามียังคงดื่มสุรา ดิฉันยังคงเล่นการพนัน ตอนนั้น กิจการหน้าร้าน หลานชายเป็นคนช่วยดูแลทุกอย่าง เศรษฐกิจเริ่มทรุด บัญชีกระแสรายวันที่มีใช้อยู่เต็มวงเงิน ไม่สามารถเบิกเกินบัญชีได้อีก บางวันขายได้น้อยจนแทบไม่มีเงินซื้อกับข้าว

พี่ชายได้แนะนำให้ดิฉันทำร้านอาหาร พี่ชายจะนำทัวร์มาลงให้ สามีขอร้องดิฉันอย่างหนึ่งว่า ถ้าดิฉันเลิกเล่นการพนันได้ อยู่บ้านดูแลกิจการจึงสมควรเปิด แต่ถ้าทำไม่ได้ไม่ต้องเปิด จึงเปิดร้านอาหารขึ้น กิจการร้านอาหารมีเงินหมุนทุกวัน ขายดีมีแขกมาก ดิฉันไม่ได้เล่นการพนัน สามีหยุดดื่มสุรา

ไม่นานดิฉันก็เริ่มเล่นการพนันอีก ทิ้งร้านให้หลานชายดูแลกับลูก ๆ สามีเมื่อเห็นดิฉันเริ่มเล่น ก็หันกลับมาดื่มสุราประชดอีก ครอบครัวดิฉันชอบใช้วิธีประชดใส่กัน การค้าที่ขาดการดูแลจากเจ้าของกิจการ ปล่อยให้ลูกน้องทำกันไปตามลำพัง ก็ค่อย ๆ แย่ลงโดยที่เราไม่รู้ตัว บัญชีกระแสรายวันที่เริ่มกระเตื้องขึ้น เพราะนำหลักทรัพย์คือ ที่ดินไปขอกู้เพิ่มก็เต็มขึ้นมาอีกคราวหนึ่ง ต้องเล่นแชร์ ต้องกู้จากนอกระบบ เพื่อนำมาปิดบัญชีให้ลงตัวไม่เกินวงเงิน

ลูกชายคนโตก็ฝักใฝ่กับการพนันอีกคน ชอบตีกอล์ฟ คบเพื่อนมีฐานะ ใช้เงินเกินตัว เรียนไม่จบปริญญา เพราะดิฉันให้ออกมาดูแลร้านอาหาร แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก ออกจากบ้านไปเล่นการพนันบ้าง จนวันหนึ่งล้มป่วย หมอบอกว่าติดเชื้อ แต่ตั้งแต่นั้นมาต้องใช้เงินซื้อยาประมาณเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาททุกเดือน ลูกชายเมื่อหายแล้วก็ยังทำตัวเหมือนเดิม อาจแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะก่อนป่วยไม่ดื่มสุรา ตอนนี้เริ่มดื่มสุรา สูบบุหรี่ การพนันทุกอย่าง เพราะจิตใจคงไม่มีความหวังอีกแล้ว แต่ยังไม่มีสติที่จะคิดทำบุญทำกุศล ยังคงใช้ชีวิตอย่างประมาทอยู่อย่างนั้น

จากที่ทุกข์เรื่องธุรกิจอย่างเดียว ก็มากพออยู่แล้ว ยังมาทุกข์เรื่องลูกอีก หนี้สินก็มากมาย มองไปทางไหนมีแต่เจ้าหนี้ สามีดื่มสุราเมา กลับบ้านค่ำมืดดึกดื่นเพราะเครียด ชีวิตนี้ไม่มีทางไหนที่จะทำให้ได้เงินมากเท่ากับการเสี่ยงโชคแบบนี้อีกแล้ว ยิ่งอยากได้ก็ยิ่งไม่ได้ แถมเข้าเนื้อไปทุกวัน ในที่สุดเมื่อถึงยุค IMF ดิฉันแทบบ้า ธนาคารไม่ปล่อยบัญชีกระแสรายวัน การค้าไม่มีเงินหมุนอีกต่อไป แชร์ที่เล่นไว้ต้องส่งทุกเดือน เดือนละหลายแสน แล้วยังดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบอีกที่ต้องส่ง จนตอนหลังแม้แต่ดอกเบี้ยก็ไม่มีส่ง ไปตลาดจ่ายกับข้าว เจ้าหนี้ทวงต้องร้องไห้น้ำตาตกใน กลับบ้านทุกวันกลุ้มใจอยากคิดฆ่าตัวตายก็หลายครั้ง ติดที่เป็นคนไม่กล้า ถ้าใจเด็ดซักนิด ดิฉันคงไม่มีวันนี้


บุญกุศลแต่ชาติปางก่อน ยังพอมีอยู่บ้าง คุณพาณิชย์ และคุณถวัลย์ มาหาดิฉันที่บ้าน มาชวนไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน วัดนี้ถ้าใครได้ไปแล้วจะไม่ทุกข์ จะมีสติแก้ไขปัญหาชีวิตได้ดี คุณพาณิชย์แนะนำให้ดิฉันคิดว่า ตัวเองได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว ถ้าเราตายแล้วคนอื่นก็จะรับผิดชอบแทนเราเอง แต่ดิฉันยังขอเวลาคิดอีก ๑ คืน ทุกคนยินดีให้ดิฉันไป และ บอกว่าจะดูแลงานแทนเอง

ครั้งแรกที่ไปไม่ประสบความสำเร็จนัก ดิฉันเพียงแค่ทำตามที่ครูสอน แต่จิตใจยังไม่ซาบซึ้งในการปฏิบัติมากนัก เมื่อกลับมาบ้านดิฉันยังได้ออกไปเล่นการพนันอีก ทุกครั้งที่ไปปฏิบัติธรรม เราจะไปกราบหลวงพ่อที่กุฏิ เพื่อรับฟังโอวาทและร่วมทำบุญกับหลวงพ่อก่อน

วันนั้นเป็นจุดพลิกผันชีวิตและจิตใจของดิฉัน หลวงพ่อสอนว่า ถ้าเจ้าหนี้มาทวง อย่าหลบหน้า ให้บอกเขาว่าไม่โกงหรอก ไม่หนีไปไหน ถ้ามีแล้วจะให้ บอกเขาไปแบบนี้ อย่าไปทุกข์ อย่าไปคิดฆ่าตัวตาย ถ้าฆ่าตัวตายจะไปเกิดเป็นเปรต กลับจากวัดครั้งนั้น ดิฉันได้มาปฏิบัติที่บ้านทุกวัน เลิกเล่นการพนันอย่างเด็ดขาด จนกระทั่งดิฉันไปปฏิบัติธรรมทุกเดือน เดือนละ ๗ วัน ได้ประมาณ ๓ ครั้ง ได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับสามี

สามีเริ่มสนใจว่า วัดนี้ทำไมทำให้คนเปลี่ยนแปลงได้มากขนาดนี้ เวลาว่างสามีเริ่มหยิบหนังสือธรรมะ กฎแห่งกรรมบ้าง มาอ่าน และรู้สึกศรัทธาหลวงพ่อด้วยอานิสงส์ของการปฏิบัติของข้าพเจ้า สามีสามารถเลิกดื่มสุราได้เด็ดขาดจนถึงทุกวันนี้ ทั้ง ๆ ที่ดื่มมาแล้วไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปี โดยที่ไม่ต้องบังคับใจตนเอง สามีบอกดิฉันว่ารู้สึกไม่อยากดื่มอีกแล้ว ปกติสามีดิฉันไม่ศรัทธาอะไรง่าย ๆ เป็นคนเชื่อคนยาก ต้องเห็นว่าดีจริงจึงจะเชื่อ หลังจากกลับจากวัด สามีมิได้ปฏิบัติกรรมฐาน แต่สวดมนต์พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหาการุณิโก จบด้วยพุทธคุณ ๑๐๘ จบ ทุกวันอย่างเคร่งครัด

ดิฉันเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน ดิฉันมีสติในการบริหารงาน ยามว่างที่เคยออกนอกบ้าน ก็ทำงานบ้าน อ่านหนังสือธรรมะ ฟังเทปธรรมะ ซึ่งจะมีติดรถตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปทางไหน ใกล้ไกลจะมีหลวงพ่อไปด้วยตลอด การปฏิบัติบวกกับการอ่าน การฟัง ที่ต่อเนื่องสม่ำเสมอ ทำให้จิตใจเข้มแข็ง มีสติในการต่อสู้กับปัญหาต่าง ๆ ขลาดกลัวกับการทำผิดศีล

อานิสงส์จากการสวดมนต์และปฏิบัติธรรม ไม่ได้ช่วยดิฉันเฉพาะด้านเศรษฐกิจการเงินเท่านั้น ยังช่วยให้ลูกชายของดิฉันรอดตายราวปาฏิหาริย์ด้วย ลูกชายคนเดิมเริ่มป่วยอีก แต่เริ่มทานอาหารไม่ได้ และผ่ายผอมลงอย่างรวดเร็ว ดิฉันและสามีพาลูกไปรักษาที่โรง พยาบาล ส่วนดิฉันทุกข์ใจ ไม่ทราบจะทำอย่างไรแล้ว จึงตัดสินใจทิ้งลูกที่นอนป่วยอยู่ ไปปฏิบัติธรรมที่วัดเพื่อหวังที่จะแผ่เมตตาให้บุญกุศลช่วยลูก ดิฉันตั้งจิตถึงหลวงพ่อว่า ถ้าลูกชายของดิฉันจะต้องตาย ขอให้ตายเลยอย่าทรมาน ให้ลูกไปดี แต่ถ้ายังไม่ถึงคราวตาย ขอให้หลวงพ่อช่วยแผ่เมตตาให้หายด้วย อาการดีขึ้นตามลำดับ เมื่อไปกราบนมัสการหลวงพ่อตามปกติที่เคยปฏิบัติ

แต่ครั้งนี้หลวงพ่อได้ให้ยามารับประทาน เป็นยาอายุวัฒนะของพระร่วงเจ้าแห่งสุโขทัย พร้อมทั้งบอกตำรายาด้วยว่า มีเกลือ ๓ ถ้วย มะขามเปียก ๗ ด้วย บอระเพ็ดหั่นละเอียด ๕ ถ้วย ตำบอระเพ็ดกับเกลือให้ละเอียด แล้วนำมะขามเปียกลงตำผสม จากนั้นนำมาผสมกับน้ำผึ้งแท้ ปั้นเป็นลูกกลอน รับประทานเช้าและก่อนนอน เมื่อกลับจากวัด สามีได้นำยามาปั้นให้ลูกชายรับประทาน อาการเจ็บแปลบข้างในหน้าอกหายไป จนตอนนี้ไม่มีอาการนั้นอีกแล้ว ทานอาหารเก่ง น้ำหนักขึ้นจากเดิมมากจนเกือบเป็นปกติแล้ว




-…กาลเวลาได้พิสูจน์หลวงพ่อจรัญของพวกท่านแล้ว...

ครั้นไปทำงานต่างจังหวัดประสบปัญหาเคยไปกราบนมัสการเรียนถามหลวงปู่เหมือน วัดกำแพง ชลบุรี ท่านก็ให้สติข้าพเจ้าว่า มันเป็นกรรมเก่าต้องอดทน แล้วท่านก็พรมน้ำมนต์และให้พระมาเป็นที่ระลึก ตอนนั้นมีปัญหาหนักมาก แต่ก็รอดมาได้อย่างไรไม่รู้ เพื่อนพาไปหาเจ้า เจ้าบอกว่า เอ็งนี่รอดตายมาได้อย่างไร? แล้วถามว่าอยากรู้ไหม? ก็บอกว่าอยากรู้ เอ็งต้องมาเป็นร่างทรง ก็เลยไม่อยากรู้ แต่ปกติแล้ว ก็ไหว้พระสวดมนต์ โดยเฉพาะ บทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ จนถึงพาหุงมหากา เป็นประจำแต่ไม่สม่ำเสมอ และเป็นการสวดตามปกติจบเดียว รวมทั้งพระคาถาชินบัญชรด้วย จนเมื่อมาพบหลวงพ่อจรัญ ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า ที่เรารอดปากเหยี่ยวปากกามาได้ ก็เนื่องด้วยอานิสงส์อันนี้นี่เอง

นับตั้งแต่ผู้เขียนมาเข้าวัดปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน ได้ฟังพระเดชพระคุณหลวงพ่ออบรมสั่งสอน เกิดความประทับใจในคำสอน แล้วก็ไม่เคยไปวัดไหนเป็นประจำอีกเลย เพิ่งจะถึงบางอ้อ ว่าแท้จริงแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นลึกซึ้งมาก มีปัจจัยประกอบที่แยบยล ผู้เขียนเคยมั่นใจว่า เราทำดี ไม่เอาเปรียบ ไม่โกงกิน ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ถูกต้องแล้วจะประสบความสำเร็จ แต่ไม่ใช่เพราะการกระทำดังกล่าว ต้องมีปัจจัยประกอบ ดังที่หลวงพ่อสอนว่า “ทำดี ต้องถูกตัวบุคคล ถูกเวลา ถูกสถานที่ และทำดีต้องเสมอต้นเสมอปลาย” และยังสอนอีกว่า “ทำความดีต้องมีอุปสรรค ทำความดีต้องลงทุนด้วยความลำบาก” นี่คือสิ่งที่ได้รับจากหลวงพ่อจรัญ

จากประสบการณ์ดังกล่าว ผู้เขียนได้จัดกลุ่มของพระสงฆ์ ที่ได้ยินได้ฟัง หรือพบเห็น เป็นกลุ่มดังนี้
๑. กลุ่มอิทธิฤทธิ์ ซึ่งมักจะเรียกรวม ๆ ว่า เกจิอาจารย์ พระสงฆ์กลุ่มนี้จะมีวิชาคาถาอาคมขลัง จะเป็นพระที่พูดน้อย เคร่งขรึม มีตบะ และสายตามีอำนาจ แต่ก็แฝงด้วยเมตตา ญาติโยมนิยมไปกราบไหว้ขอความช่วยเหลือให้แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ขอเครื่องรางของขลัง

๒. กลุ่มปฏิบัติ พระป่า พระสงฆ์กลุ่มนี้ จะมีบุคลิกลักษณะคล้ายหรือเหมือนกลุ่มแรก คำสอนของท่านเรียบง่าย แต่ลึกซึ้ง ต้องพิจารณาใคร่ครวญ ท่านสอนเหมือนกับไม่ได้สอน การเคลื่อนไหวร่างกายทุกอิริยาบถ เรียบร้อยงามตา น่าเลื่อมใส เน้นเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อปฏิบัติได้จริง รู้จริง ก็นำมาสั่งสอนประชาชนทั่วไป(ตามแนวพระพุทธเจ้า) บางองค์ท่านรู้แล้วก็เพียรปฏิบัติต่อไปมิได้ออกมาสั่งสอนผู้ใด (ตามแนวทางพระปัจเจกพุทธะ) ญาติโยมนิยมไปทำบุญ ไปฟังธรรม ไปปฏิบัติ

๓. กลุ่มเรียน จะเป็นพระนักพูด นักเขียน และ นักวิจารณ์
หลวงพ่อของพวกเรา ท่านมีคุณสมบัติครบทุกกลุ่ม กล่าวคือ
ในด้านอิทธิฤทธิ์ มีครูบาอาจารย์แนวนี้หลายองค์ อาทิ หลวงพ่อเดิม หลวงพ่อจง หลวงพ่อจาด หลวงพ่อลี และอีกหลายองค์ หลวงพ่อเคยเป็นหมอดู โดยใช้กระจกวิเศษ ที่ดูแม่นดุจตาเห็น (คนรุ่นเก่ายังมีชีวิตอยู่เป็นพยานได้หลายคน) แต่ในที่สุดหลวงพ่อก็เลิก และทิ้งกระจกนั้นลงสระน้ำหน้าวัดพรหมบุรี ด้วยเหตุผล มีคนได้ คนเสีย แม้แต่พระเครื่องของท่านที่ชื่อ “พระพุทธนฤมิตโชค” ก็เลื่องชื่อ จนมีการทำเลียนแบบและจำหน่ายตามแผงพระ ที่หลวงพ่อไม่เคยเน้นหรือพูดถึง หลวงพ่อมักพูดให้สติอยู่เสมอว่า “ความขลัง ของอาจารย์ เป็น ความคลั่ง ของลูกศิษย์ ไม่เป็นมิตรกัน”
ในด้านปฏิบัติ หลวงพ่อได้พบครูบาอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ คือ หลวงพ่อในป่า หรือ หลวงพ่อดำ

หลวงพ่อไม่เคยว่างจากการแสดงธรรมเลยแม้แต่วันเดียว แม้แต่อาพาธ ถ้าลุกเดินได้ จะไม่ละเลยเด็ดขาด ท่านปฏิบัติสม่ำเสมอเช่นนี้มานานหลายสิบปีในแต่ละวันมีประชาชนไปกราบนมัสการไม่เคยขาด คำสอนของหลวงพ่อถูกบันทึกลงในแถบบันทึกเสียงไว้ให้ผู้สนใจได้ทบทวน หลายสำนักพิมพ์นำไปถอดความพิมพ์จำหน่ายร่ำรวยไปตามกัน

ในอดีตชาติมหาอำนาจจะยึดครองประเทศที่ประชาชนด้วยกว่าด้วยกองทัพ แต่ปัจจุบันเขาจะยึดครองด้วย เศรษฐกิจ และ วัฒนธรรม ซึ่งรุนแรงกว่า แต่ประชาชนในชาตินั้น ๆ จะไม่ค่อยรู้สึก กลับมีแต่จะชื่นชม เข้าใจว่าตนเองทันสมัย และ มีความรู้สึกโก้เก๋

นอกจากนั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อยัง เขียนหนังสือ ไว้หลายเรื่อง
ที่วัดมีอาหารเลี้ยงฟรีตลอด ๒๔ ชั่วโมง บวชพระ ท่านก็บวชให้ฟรี พร้อมทั้งเลี้ยงอาหารญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของพ่อนาคทุกคน ไม่จำกัดจำนวน เผาศพก็เผาให้ฟรี มาปฏิบัติกรรมฐานก็ฟรี คนที่มาขอก็มีทุกระดับ ทั้งภาครัฐ และ เอกชน หลวงพ่อจะเน้นที่การช่วยคน ท่านบอกว่า “คนกำลังจะจมน้ำตาย ต้องช่วยคนก่อน”

มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อรับนิมนต์ไปบ้านโยมในกรุงเทพฯ มีคนจรมาของเงินเจ้าของบ้าน แต่เจ้าของบ้านไม่ให้ หลวงพ่อก็กระซิบกับคนขับรถที่ชื่อ อยู่ต่อมาไม่นาน คนจรคนนั้นกลับเป็นคหบดี ไปหาหลวงพ่อที่วัดพร้อมถวายจตุปัจจัย และ สิ่งของเป็นจำนวนมาก “ใครให้น้ำเราแก้วเดียว เราก็ไม่เคยลืม” ดังเราจะเห็นว่าทุกท่านที่เคยมีบุญคุณกับหลวงพ่อมาแต่ครั้งไหนก็ตาม ตกมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลานของผู้นั้น หลวงพ่อก็ยังระลึกถึงบุญคุณ และ เอื้ออาทรต่อลูกหลานของท่านผู้นั้นเสมอ หลวงพ่อก็ไม่เคยบอกบุญเรี่ยไรใครเลย (เพราะการบอกบุญ เรี่ยไร เป็นอาบัติโทษ)
พระพุทธศาสนา เป็น ศาสนาเดียวในโลกที่มีวิชาแก้ทุกข์ คือ กรรมฐาน ปัญหาของคนที่มาวัด


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 10 ธันวาคม 2552 เวลา:18:38:23 น.  

 
-ประสบการณ์การปฏิบัติธรรมที่สวนเวฬุวัน จ.ขอนแก่น

เมื่อไปถึงศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน ดิฉันตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศอันร่มรื่นและเงียบสงบ รถราจอดเรียงมากมาย แต่เงียบกริบ
ภาพที่ดิฉันเห็นด้านในศาลาใหญ่ คนแต่งชุดขาวและชุดธรรมดานั่งอย่างเป็นระเบียบแน่นขนัด วันนั้นฟังหลวงพ่อเทศน์จนจบ มีความสนุกสนานเบิกบานใจจริงๆ ไม่รู้สึกง่วงหรือเมื่อยขบเลย นักเรียนนักศึกษาให้หลีกเลี่ยงยาเสพย์ติด เคารพเชื่อฟังพ่อแม่ ให้มาเที่ยววัดดีกว่าไปเที่ยวเธคหรือเที่ยวตามห้างสรรพสินค้า มาวัดมีข้าวให้กินไม่ต้องเสียเงินซื้อ ฯลฯ

หลังจากหลวงพ่อจรัญท่านเทศน์จบ ดิฉันก็ปลีกตัวลงไปทานข้าวที่โรงครัว เหมือนมีอะไรมาดลใจหรือเชื้อเชิญ เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เพราะตั้งแต่เช้าจนบ่าย ๓ โมงเย็น ดิฉันยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย แต่ไม่รู้สึกหิว มีแต่ความอิ่มเอมใจตลอดเวลา ทานเสร็จก็เอาถาดไปล้าง

ตั้งแต่ดิฉันไปพัฒนาจิตพัฒนาตนที่สวนเวฬุวันแห่งนี้ ส่งผลให้ดิฉันประสบความสำเร็จในชีวิต ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น อาจารย์ ๓ ระดับ ๗ ดังที่มุ่งหวัง มีคนรักคนเมตตา มีคนไปมาหาสู่เสมอทั้งใกล้-ไกล สามารถนั่งคุยกับแขกได้นานนับ ๑๐ ชั่วโมง โดยที่เสียงไม่แหบแห้งและไม่ปวดหลัง สอนเด็กที่โรงเรียนก็สนุกสนานไม่เหนื่อยล้า ได้รับคัดเลือกให้เป็นครูผู้มีผลงานดีเด่นหลายครั้งหลายครา นำชื่อเสียงมาสู่ตนเองและหน่วยงานอยู่เสมอ



-ประสบการณ์จากต่างแดน

ดิฉัน เดินทางไปอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมลูกชายอีก ๒ คน
ดิฉันได้รู้จักคุณพี่เพ็ญแข หนแรกที่ได้รู้จักกัน เธอให้หนังสือสวดมนต์ บอกให้สวดทุกวัน และเล่าเรื่องเมตตาบารมีของหลวงพ่อให้ฟัง หลวงพ่อได้ช่วยชีวิตเธอไว้

คือ เมื่อเราเดินทางกลับประเทศสหรัฐอเมริกาโดยสายการบินนอสเวสท์
พอนำเครื่องขึ้นก็ประกาศว่าเครื่องไปลงลินคอน วนไปวนมากว่าจะนำเครื่องลงได้ด้วยความทุลักทุเล ตอนเครื่องกำลังจะลงครั้งแรก คนที่มารับญาติพี่น้องที่สนามบินลินคอน เห็นเหตุการณ์ตอนเครื่องบินลงไม่ได้ แล้วบินขึ้นหายไป ทุกคนตกใจ หลังจากถึงบ้านเรียบร้อย พี่เพ็ญแขได้เล่าให้ฟังว่า คืนที่จะเดินทางกลับ เกือบเที่ยงคืนเธอลุกไปเข้าห้องน้ำ จิ้งจกตัวหนึ่งไต่ข้างฝาเดินลงมาหา เธอกลัวจิ้งจกจะมาไต่เท้า จึงยกเท้าขึ้น เขาเดินเข้ามาเกือบถึงเท้า จิ้งจกตัวนั้นก็ชักดิ้นชักงอ พี่เพ็ญแขตกใจก็ถามว่าเป็นอะไร จะช่วยอะไรได้นี่ แต่ไม่กล้าจับ แล้วจิ้งจกก็หงายท้องตายไปเฉยๆ ถ้าไม่ได้ไปกราบหลวงพ่อ และหลวงพ่อไม่ได้พูดว่า "ไม่ต้อง" คงไม่ยอมเดินทางตอนเช้า คงต้องเลื่อนการเดินทางออกไป
มีอะไรติดขัดตัดสินใจไม่ได้ ก็จะอธิษฐานจิตบอกหลวงพ่อ ขอบารมีจากท่าน ก็จะประสพความสำเร็จเสมอมา



-สะสมบุญบารมีมากพอแล้วจะได้รับอานิสงส์ผลบุญนั้นๆ

ดิฉันเคยบวชชีโกนผมมาแล้วครึ่งปี
พอสึกออกมาก็เริ่มลืมวัดข้อปฏิบัติ พอมีครอบครัวเริ่มมีกิจการของตัวเอง ก็เริ่มเหนื่อย สมาธิก็ไม่นั่ง งานการก็เริ่มติดขัดเปิดกิจการทำเสื้อส่งห้างใบหยก ทำอยู่ ๗ ปี มีหนี้สิน ๑ ล้านบาท ใช้หนี้ได้ ๓ ปี แล้วก็เลิกกิจการ

ดิฉันนั่งลงกับพื้นกราบเรียนหลวงพ่อเรื่องปวดศีรษะ หลวงพ่อบอกว่าเอาศีรษะมาใกล้ๆ จะเป่าให้ พอหลวงพ่อเป่าเสร็จแล้วพูดว่า "กรรมเยอะต้องมาวัดอีกนะ ถ้าใครทำกรรมฐานถึงชั่วโมงแล้วผ่านตรงนี้ได้ ถือว่าด่านแรกผ่าน

ดิฉันก็เกิดเรื่อง ถูกโกงเงิน ถูกโกงค่าแชร์ หนี้สินเริ่มมาก ดิฉันต้องเป็นแม่ค้าจำเป็นคือขายโจ๊ก ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ตอนเช้าขายโจ๊กเสร็จ ๑๐ โมงเช้ายกหม้อโจ๊กลงก็ตั้งตู้ขายลาบ น้ำตก ส้มตำ ตอนบ่ายลูกค้าว่างดิฉันก็รับตัดเสื้อ เก็บร้านตอนเย็นเสร็จ ต้องไปประชุมบรรยายให้กับบริษัทขายเครื่องสำอางค์แห่งหนึ่ง

ทำงานมาก กรรมฐานก็เริ่มมีปัญหา ทำมั่ง ไม่ทำมั่ง ดิฉันนึกถึงหลวงพ่อ ได้เขียนจดหมายมากราบเรียนหลวงพ่อ ว่าดิฉันขอให้หลวงพ่อแผ่เมตตาให้ด้วย แบกภาระหนี้สินจะไม่ไหวแล้ว หลวงพ่อตอบกลับมาว่า สวดมนต์จิตต้องสงบ สวดให้เป็นสมาธิ แล้วแผ่เมตตาถึงได้ผล เสร็จแล้วให้นั่งกรรมฐานต่ออย่าได้ขาด แล้วหลวงพ่อจะแผ่เมตตาให้ ถ้าโยมนั่งกรรมฐานทุกวันโยมจะได้รับการแผ่เมตตาจากอาตมาทุกวัน เมื่อโยมสะสมบุญบารมีมากพอแล้ว จะได้อานิสงส์ผลบุญนั้นๆ


จากนั้นทุกวัน ดิฉันจะนั่งกรรมฐาน ๑ ชั่วโมง เดิน ๑ ชั่วโมง ผลที่ได้รับอย่างแรกคือ สามีเปลี่ยนเป็นคนละคน จากไม่เคยช่วยงาน ก็หันมาช่วย เอื้ออาทรต่อกัน สามีก็ทำกับข้าวไว้ให้ แล้วสามีก็ไปทำงานบริษัทต่อ เงินทองจากการแนะนำของหลวงพ่อก็ทำให้ขายของดีขึ้น

หลวงพ่อแนะนำให้แผ่เมตตาให้ลูกค้า ลูกหนี้ เจ้าหนี้ ไม่ให้อิจฉาริษยาใคร ถ้าใครจะขายดีกว่าก็ตาม ลูกจากเรียนหนังสือไม่เก่ง ก็เรียนเก่ง ดิฉันเป็นแม่แบบให้กับลูก ลูกจึงสวดอิติปิโสเกินอายุ ๑ จบทุกวัน และไม่ดื้ออีกด้วย
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อตลอดเวลา ๔ เดือนเต็มที่แต่งชุดขาวปฏิบัติธรรมทุกครั้งเพราะหลวงพ่อบอกว่าเป็นมงคลแก่ตัวเอง ดิฉันสามารถเอาหนี้สิน ๓๐๐,๐๐๐ บาทลงหมดได้เหมือนปาฏิหาริย์ ดิฉันมีโชคลาภโดยบังเอิญ

ซึ่งก็ไม่ได้ยึดติดตรงนั้นนัก

ดิฉันไม่เคยนิ่งดูดาย เพื่อบางคนเดินมาหาบอกมีทุกข์ ดิฉันจะสอนให้สวดมนต์ และได้ผลมีรายหนึ่งจะฆ่าตัวตายพร้อมลูกไม่เคยรู้จักดิฉันมาก่อน มาซื้อโจ๊กที่ร้าน แล้วพูดคุยกันก็รู้ว่าเขามีทุกข์ตกงาน เป็นผู้ดีตกยากถูกสามีโกง สวดมนต์ได้ ๑๐ วันก็ได้งานทำ หน้าตาแจ่มใส พาเพื่อนมาอีกคน แต่คนนี้บุกมาถึงวัดอัมพวัน

ทุกวันนี้ดิฉันจากที่เคยเป็นคนใจร้อนเป็นกลับเป็นคนใจเย็น ใครด่าก็ไม่เถียง ใครเกลียดก็ทำไม่เห็น เมื่อเรารอดแล้วเราก็ต้องเมตตาคนอื่นต่อ ครั้งล่าสุดไปเข้ากรรมฐานที่วัดอัมพวัน ๗ วัน และหลวงพ่อยังแนะนำให้ดิฉันปฏิบัติกรรมฐานวันละ ๒ ชั่วโมงให้ได้ตลอดทุกวัน และให้พรว่าโยมจะได้เป็นมหาเศรษฐี



-กรรมฐานรักษาโรค

ฉันชอบทำบุญไปวัด ปฏิบัติกรรมฐานเสมอ ชีวิตในครอบครัวไม่มีปัญหา สามีเป็นคนดี รับผิดชอบครอบครัว รับราชการยศร้อยตำรวจเอกอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งในตอนนี้ ได้เกษียณแล้ว ลูกหญิงชายสองคนเรียนเก่ง แต่ตัวฉันเองเป็นคนขี้โรค ที่หนักมากคือ โรคปวดหัวเป็นประจำ เวลาปวดขึ้นมาจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน หมดสติ และถ้าอากาศเปลี่ยน จะหายใจไม่สะดวก ทรมานมาก ไปหาหมอฉีดยาทุกวัน หมอวินิจฉัยฉันเป็นทุกโรค เช่นภูมิแพ้บ้าง ไมเกรนบ้าง เขาก็จะสั่งยาไปตามอาการ ซึ่งมีส่วนผสมของยานอนหลับเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ง่วงเหงาหาวนอน เดินเซเหมือนคนเมา อาการป่วยหายชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อหมดฤทธิ์ยาก็จะเป็นอีก จะมีวันที่สบายดีเพียงไม่กี่วัน

อยู่มาวันหนึ่ง เจ็บคอ เสมหะมีเลือดปนเล็กน้อย คิดว่าเป็นหลอดลมอักเสบธรรมดา หมดชี้แจงว่าต้องมีการตัดเนื้อเยื่อปอดพิสูจน์ ด้วยความกลัวว่าจะเป็นมะเร็ง ฉันจึงหนีไปรักษาด้วยยาไทยที่วัดหัวหิน แต่อาการไม่ดีขึ้น นอนฝันไปคล้ายๆ เทวดามาบอกว่ารักษาอย่างนี้ไม่มีทางหายต้องไปรักษาที่โรงพยาบาล ก่อนผ่าตัด ได้ทำอุลตราซาวด์ เห็นเป็นเงาที่ขั้วปอด ทำให้หมอคนที่สองมีความเห็นว่าคงไม่ใช่มะเร็ง เพราะถ้าเป็นมะเร็งคงอยู่ได้ไม่ถึงห้าปี น่าจะเป็นลักษณะการระคายของเนื้อเยื่อ ทีบี มากกว่า เมื่อตัดชิ้นเนื้อพิสูจน์ ผลพบว่าไม่ใช่มะเร็ง หมอจึงรักษาทาง ทีบี กินยาและฉีดยาทุกเจ็ดวัน ตรวจผลการรักษาด้วยการฉายรังสีเอกซเรย์ทุกอาทิตย์ อาการก็ดีขึ้นเป็นลำดับ ใช้เวลารักษาอยู่ถึงหนึ่งปี ครึ่งจึงหาย

ตั้งใจปฏิบัติกรรมฐานแบบตายเป็นตายอย่างที่หลวงพ่อสอน ก่อนจะหมดเวลาเสียงกริ่งดัง เจ็บปวดแทบขาดใจจนน้ำตาไหลเป็นเม็ดๆ เรียกให้หลวงพ่อช่วยตลอดเวลา ตอนลากลับหลวงพ่อให้โอวาทว่า ท่านตื่นขึ้นมาทำวัตรตอนตีสี่ ได้ยินเสียงร้องเรียกให้ช่วยขรม นึกว่าเปรตที่ไหนมาร้องให้ช่วย ที่แท้ก็พวกกรรมฐานนั่นเอง หลวงพ่อว่า ใช้ได้ที่ไหน ใครจะช่วยได้ต้องช่วยตัวเอง เวลาเจ็บก็กำหนดไป กำหนดแล้วหายไหม ตอบว่าไม่หายแต่ให้รู้ว่า เจ็บ-หนอ มีมากน้อยเพียงไร แล้วหายใจลึกๆ กำหนดไปเรื่อยๆ จะลืมความเจ็บปวดไปเอง

อาการปวดหัว ของฉันที่วิชาการแพทย์สมัยใหม่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด ก็ค่อยๆ บรรเทาลงอย่างน่ามหัศจรรย์ ไม่เคยมีนิมิตอะไรเลย อาจจะเป็นเพราะชาติที่แล้วเราคงไม่เคยปฏิบัติมาแน่



-เสียงสติที่ได้จากการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

ผลจากการปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังเป็นเวลา ๗ วัน พอขับรถมาถึงบริเวณทางโค้ง อำเภอนครชัยศรี ก็มีเสียงกระซิบจากรูปของหลวงพ่อจรัญด้านหลังกระจกดังขึ้นอีกว่า “ยางจะระเบิดแล้วนะ” เท่านั้นเอง ผมตัดสินใจแตะเบรคเบาๆ หักเลี้ยวจากช่องจราจรขวามาช่องจราจรซ้ายทันที ทันใดนั้น เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเสียงระเบิดของยางด้านล้อหลังด้านขวาดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวพร้อมๆ กับการเสียการทรงตัวของรถยนต์ แล้วเริ่มช้าลงแล้วหยุดสนิท




-อานิสงส์บุญกรรมฐาน

ท่านมาวัดแล้วน่าจะให้ได้บุญกลับไป ไม่ใช่นำปัจจัยสิ่งของมาถวายแล้วได้บุญ เพราะของบางอย่างที่นำมาถวายไม่บริสุทธิ์ คนที่มาสร้างความดีไม่ใช่ได้ทุกคน

คนที่มีบาปติดมาในใจมาก คนที่มีทุกข์ร้อนในใจมาผ่อนคลายไม่ได้ แล้วมานั่งกรรมฐาน จะไม่ได้อะไรเลย กำหนดไม่ได้เลยนะ คิดแต่เรื่องบ้าๆบอๆ เหมือนคนเป็นโรคประสาท หนักเข้านั่งไม่ได้เลย

คนที่ไม่มีทุกข์ในใจ ไม่เครียด สบายอกสบายใจ ตั้งใจจะมาสร้างความดี ได้ผลทันที คนที่มีทุกข์ในใจจะไม่คิดถึงใครเลยนะ คิดถึงแต่เรื่องทุกข์ของตนเอง จิตฝังแต่เรื่องบาป จิตไม่ฝังเรื่องบุญ กลับบ้านก็ได้บาปติด


วิธีแก้ทำอย่างไร
ท่านเดือดร้อนมาแล้ว ต้องหยุดความเดือดร้อนในใจ หายใจยาว ๆ เดินจงกรมให้ช้า 1 ชั่วโมง แล้วอย่านึกถึงอดีตที่ผ่านมาในใจ เอาปัจจุบันขึ้นมาตั้ง รับรองหายได้ภายใน 7 วัน และจะไม่คิดถึงเรื่องบาป ๆ ที่ติดอยู่ในหัวใจ จะได้ดีแน่นอน

คนที่สติไม่ดี จิตไม่เป็นกุศล จิตเป็นอกุศล คิดร้ายตลอด คิดอิจฉาเขา คิดแช่งชักหักกระดูกเขา รับรองกำหนดไม่ได้เลย เป็นบาปในตัวตัวไป

เลยอัดเทปไปผิด กลับไปบ้านเป็นบาปเป็นกรรม สร้างเวรสร้างกรรมตลอดรายการ เอาดีไม่ได้ และทำงานไม่สำเร็จด้วย มีเงินก็ไม่มีทางสำเร็จ


การเดินจงกรมเมื่อถึงปลายทางที่กำหนดแล้ว หยุดหนอ ๆ ๆ 3 ครั้ง แล้ว กำหนดยืนหนออีก 5 ครั้ง
เสร็จแล้วลืมตาเพ่งไปที่ปลายเท้า กลับหนอ ๆ ๆ ๆ ยืนหยุดเฉย ๆ แล้วกำหนดยืนหนออีก 5 ครั้ง ทำซ้ำ ๆ ซาก ๆ แล้วก็เดิน


ถ้าแม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ลูกก็ทำบาปด้วย แม่สำคัญกว่าพ่อ พ่อบ้านจะดื่มสุรา หรือเจ้าชู้ ปล่อยเลย อย่าเอาความชั่วเข้าบ้าน นั่งกรรมฐานสวดมนต์ อธิษฐานว่าถ้าใครเป็นสามีของข้าพเจ้าจะต้องดีหมด ถ้าไม่ดีเป็นสามีเราไม่ได้ ต่อมาเขาก็เลิกดื่มเหล้า เลิกเจ้าชู้เลย ถึงมาเป็นสามีของเราได้

แม่บ้านดีจะสวดมนต์ภาวนา สามีไม่กล้า ถ้าสามีไม่สร้างความดีก็ยุติแค่นั้น เพราะบุญบารมีไม่เท่ากัน ตัวเองก็ต้องออกไปเองโดยอัตโนมัติ

ไม่มีอะไรจะดีเท่ากับเราพึ่งตัวเองให้ได้ เราสร้างความดีแสนจะดีเขาก็เอาไปไม่ได้ เขาสร้างความชั่วความเลวร้าย เราก็ไม่รับของเขาได้แน่นอน บุญเท่านั้นที่จะช่วยเราได้ บาปช่วยไม่ได้แน่

บุญช่วยเราได้อย่างไร กรรมฐานเป็นบุญ บุญคือความสุข กรรมฐานทำให้เกิดความสุข ทำให้เราเกิดในตระกูลสูง ตระกูลที่ร่ำรวยมหาศาล รวยคุณสมบัติ รวยทรัพย์ รวยชื่อเสียง รวยความรัก กรรมฐานทำให้เราเกิดมาเป็นคนมีอายุยืน ควรตายอายุ 50 ปี ก็อยู่ถึง 80-90 ปี บุญทำให้เราเป็นคนแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ การเจริญกรรมฐานโรคภัยหายได้ ทำให้อายุยืน

กรรมฐานช่วยให้เราเป็นคนฉลาดตั้งแต่เด็ก ทำกรรมฐานไว้มีสติปัญญา ช่วยเราให้มีความเฉลียวฉลาด ปฏิบัติการงานเรียบร้อย จะเป็นใหญ่เป็นโตในอนาคต กรรมฐานช่วยให้เราเป็นคนดีตลอดต้นชนปลาย มีครอบครัวที่ไหน ดีทั้งลูกทั้งหลาน กรรมฐานช่วยให้เรามีความสุขตลอดไป ไม่มีความทุกข์เจือปน ไม่มีความคิดที่จะเลวร้ายต่อไป

กรรมฐานช่วยให้เราได้รับลาภต่างๆ เกิดเอกลาภต่างๆอย่างน่าประหลาด บางทีไม่คิดเลยว่าจะได้เงิน มันก็มาได้ มันก็มีคนมาให้ ไม่นึกเลยว่าคนโน้นจะเอาโน่นมาให้ เอานี่มาให้ ถึงเวลาเขาก็มาให้ บุญเกิดอย่างน่าประหลาด


ไม่มีใครรอดจากความตายนี้ได้ ปลงให้ตกเสียตอนนี้ เกิดมาทั้งทีเอาดีให้ได้ ไหนจะจากโลกไปทั้งทีคือตาย เอาความดีฝากโลกมนุษย์ไว้ให้ได้ แล้วเอาความดีติดตัวไปในอนาคตภายภาคหน้าสืบต่อไป

เกิดชาติหน้า ไปพบแฟนก็ต้องเป็นคนดี ถ้าดีมีปัญญาจะสมปรารถนาที่คิดไว้ทุกอย่าง คิดเงินไหลนอง คิดทองไหลมา


-วิสัยทัศน์ในการปฏิบัติกรรมฐาน

เดินจงกรมก่อนนั่ง สมาธิจะเสมอต้นเสมอปลาย เดินจงกรมสมาธิจะได้มากดีกว่านั่ง ทำให้เราอดทนต่อการเดินทางไกล อดทนต่อการบำเพ็ญเพียร นอกเหนือจากนั้นทำให้โรคภัยไข้เจ็บหายได้ไว ทำให้อาหารที่เรารับประทานเข้าไปย่อยได้ง่าย ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อร่างกายเลย เดินก่อนสมาธิจะตั้งได้นานกว่า นั่ง จิตเป็นสมาธิได้ไวมาก มานั่งเข้าสมาธิจะมากเป็นสองเท่า ถ้าไม่เดิน มานั่งเลย กว่าสมาธิจะมาก็เลิกแล้ว หมดโอกาสที่จะชนะมารได้


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 10 ธันวาคม 2552 เวลา:18:41:05 น.  

 
-รายการ “ชีวิต……ไม่สิ้นหวัง เติมพลังคนรุ่นใหม่”

ความรัก
๑๐ ข้อ ที่มนุษย์ต้องการในชีวิต
๑. ความรัก
๒. ความนิยมชมชอบ
๓. ความเลื่อมใสศรัทธา
๔. ความมีไมตรีจิตมิตรภาพ
๕. ความเอาใจใส่
๖. ความเคารพนับถือ
๗. ความเมตตา
๘. ความเห็นอกเห็นใจ
๙. ความเป็นกันเอง
๑๐. ความเป็นธรรมชาติ

เขามีกามคุณแล้วรักเขา อย่าเป็นคู่นอนกันเลย ขอให้เป็นคู่ทุกข์คู่ยากคู่ลำบาก กันเถิด ประเสริฐแล้ว ถึงจะรักกันทน เพราะเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร รักกันด้วยกามคุณเท่านั้น และรักกันด้วยทรัพย์สมบัติมีเงินมีทอง จึงเป็นความรักจืดจาง ขึ้นๆ ลงๆ ถ้ารักในด้านกามคุณ ทรัพย์สมบัติทั้งหมด เลิกเลย

พิธีกร หลวงพ่อเคยมีความรักหรือเปล่า
หลวงพ่อ เป็นการเมตตามีแต่เด็กแล้ว แต่ที่จะมีเป็นคู่ครองหรือ ชู้สาวไม่มี ก็ขอประทานโทษนะ เมื่อเป็นเด็กๆ หรือ รุ่นหนุ่ม ขึ้นมา เกลียดผู้หญิงมาก แล้วเกลียดพระด้วยนะ เกลียดพระเลยต้องมาเป็นพระ เกลียดผู้หญิง ผู้หญิงเต็มวัดหมดแล้ว เป็นหมื่นเป็นพัน พระองค์ไหนไม่รู้ถามว่าทำไมวัดนี้มีแต่ผู้หญิง ท่านไม่รู้กฎแห่งกรรม เกลียดผู้หญิง ผู้หญิงก็มากันเต็มหมด ที่ขอนแก่นก็เป็นหมื่น ยิ่งเกลียดยิ่งเข้าใกล้ จำไว้ ยิ่งรักยิ่งออกห่างไกล แผ่เมตตาให้เกลียดออกไป รักเข้ามาแทนที่ แต่ความรักทั่วไป เมตตาปรานี อารี เอื้อเฟื้อ ขาดเหลือคอยดูกัน มีแน่นอน ความรักอย่างนี้มีแน่นอน เรารักเขาทั่วไป แต่รักอะไรจะทนทาน รู้ไหม รักที่ทนที่สุด รักไม่มีเรื่องราวกับใคร



เรื่องตายแล้ว…….ไปไหน

คนที่ฆ่าตัวตาย เมื่อชาติก่อนเคยฆ่าตัวตายมา ถึง ๗ ชาติ มาในชาตินี้เขาก็ต้องฆ่าตัวตาย กระทั่งที่ไปวัดแล้วก็ยังฆ่าตัวตายก็มีมาก เช่นผูกคอตายเป็นต้น

น่าจะเข้าวัด หรือว่าสวดมนต์ไหว้ พาหุงมหากา สวดมนต์เป็นนิจ อธิษฐานจิตเป็นประจำ อโหสิกรรม แผ่เมตตา รับรองเขาจะมีหนทางเขาจะไม่ฆ่าตัวตาย

กินยาตายกลับฟื้นได้ แล้ววิญญาณไปไหน ก็ไปท่องเที่ยว อันนี้เรื่องจริง



ดร.ฉัตรสุมาลย์ มีคนติงอยู่ว่า เราเจริญสติอยู่กับความตายตลอดเวลา เราก็เศร้าหมอง เราก็ไม่คิดทำอย่างอื่น เราก็ไม่มี การคิดที่จะเจริญ โลกก็ไม่เจริญ ถ้าเราคิดถึงแต่ความตายอย่างเดียว

หลวงพ่อ ไม่ใช่ ถ้าเราคิดถึงความตายจะมาถึงเมื่อไร เราจะทำงานมากขึ้น เตรียมการไว้ทุกอย่าง และจะขยันมั่นเพียร ปลงตกแล้ว ไม่กลัวตาย เมื่อไม่กลัวตาย ก็ทำความขยัน ไม่หดหู่ ไม่เหี่ยวแห้ง ถ้าคนมีธรรมะ จะไม่เหี่ยวแห้งจะต้องต่อสู้กับงาน อย่าประมาท รีบสร้างความดีทุกชนิด

ลูกวางแผนฆ่าพ่อแม่ เพื่อหวังมรดกใช่ไหม เป็นบาปอย่างร้ายแรง พระพุทธเจ้าบอก ปิตุฆาต มาตุฆาต ฆ่าพระอรหันต์ ฆ่าผู้ทรงศีลทรงธรรม เกิดเวรกรรมในปัจจุบัน ตลอดกาล ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน แต่เพียงแต่คิดว่าพ่อแม่ไม่ดี ก็เจ๊งแล้ว ทำมาหากินไม่ขึ้น แต่มีอโหสิกรรมกับพ่อแม่ ว่าคิดไม่ดี กับพ่อแม่ ขอให้พ่อแม่ อโหสิกรรมให้ และให้พรลูก ก็สามารถจะทำได้ แต่ลงได้ฆ่าไปแล้วเนี่ย ตายไปแล้ว และจะมากลับใจ กลับไม่ได้แล้ว
อกตัญญูเรียกว่าทำลายพ่อแม่ทำลายน้ำใจอย่างเลวร้าย ทำลายพ่อแม่ตลอดรายการ คิดไม่ดีต่อพ่อแม่ ก็เรียกว่า อกตัญญู


ผ้าผ่อน หยูกยารักษาโรค ให้แก่ท่าน เรียกว่า กตเวที
ถ้าเราปฏิบัติขัดคอพ่อแม่ พ่อแม่เสียใจน้ำไหลออกตา เพราะลูก อย่างนี้ขาดกตเวที อกตัญญูนั้น อีกอย่างหนึ่ง คือทำลายอย่างร้ายแรง

แต่ทีนี้เราย้ายครอบครัวไปแล้ว ไปมีสามีภรรยามีลูกมีเต้า เราก็ไม่สามารถจะมาปฏิบัติพ่อแม่ได้ ย่อมเป็นธรรมดา แต่ขาดกตเวที กตัญญูรู้พระคุณแต่ขาดกตเวที ที่จะมาปฏิบัติท่านเจ็บระโหย ป่วยไข้ก็ไม่มีโอกาสจะมา อย่างนี้อย่างหนึ่ง ถ้าเราไปเรียนนี้อย่างหนึ่ง เราเลยบอกเขาไม่ต้องบอกลูกกำลังสอบ เรื่องตายไว้ก่อน ถ้าลูกมาแล้วฟื้น ค่อยบอก


เล่ม๑๕


-ประวัติความเป็นมา ของศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน จังหวัดขอนแก่น

เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วมาก มีทั้งข้าราชการ นักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจที่จะเข้ามาปฏิบัติธรรมในที่แห่งนี้ ทำให้ตารางการอบรมพัฒนาจิตเต็มแน่นตลอดทั้งปี

ในบางช่วงต้องรับอบรมคราวละหลาย ๆ คณะรวมกัน และจากสถิติจะเห็นว่าความต้องการที่จะเข้ามาอบรมมีมากขึ้น ๆ เพราะคณะที่เคยเข้ามาอบรมแล้ว ยังคงมีความประสงค์จะขอเข้ามาปฏิบัติอีก และยังเพิ่มจำนวนขึ้นอีกด้วย

เจตนารมณ์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อจะนำของดีคืนสู่จังหวัดขอนแก่น
“อาตมาเคยมาได้ของดีที่จังหวัดขอนแก่นนี่ ท่านทั้งหลายทราบดี จึงพยายามตั้งใจอยู่ตลอด จนชีวิตจะหาไม่ เราต้องตายไปหนึ่งครั้งแล้ว เรารอดตายมาได้ ถ้าไม่มาที่นี่แล้ว เราต้องตายที่เมืองพม่า ซึ้งใจ คือหลวงพ่อดำ องค์ที่ให้กรรมฐานพระเจ้ากรุงธนบุรี มาได้สถานที่นี้ สถานที่นี้เป็นมหาขุมทรัพย์ เป็นถ้ำพญานาค ใครไม่มีบุญเข้ามาไม่ได้ ร้อนอกร้อนใจเหมือนยักษ์ถูกไฟลวก

จาการดลบันดาลของหลวงพ่อดำ ได้บอกอาตมาว่า มีชื่อ ดร.ลำไย อยู่จึงจะใช่สถานที่นี้ อาจารย์บุญส่ง เป็นหมอดู ก็ติดต่อ ดร.ลำไย ก็รู้ว่ามีจิตใจศรัทธาเลื่อมใส แต่ก็ไม่ทราบว่าเลื่อมใสแค่ไหน แต่ก็ได้ถวายที่ประมาณ ๒๒ ไร่ ในวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๖ เอาโต๊ะมาขึงเข้าโต๊ะหนึ่ง ฟ้าเปรี้ยง เบื้องล่างพญานาคขึ้นมา รุ้งกินน้ำไปสู่หนองคาย คล้ายรุ้งพญานาคที่จะต้องเหาะเหินเดินอากาศได้ ประกาศเทพเจ้าให้ทราบโดยทั่วกัน เปรี้ยง ๆ ๆ สามเปรี้ยงด้วยกัน

พี่น้องญาติธรรมทุกคนที่เราได้มาเจอกันทุกคนสมัครสมาน แล้วตรงนี้เมืองลับแล คนที่ไม่เชื่อ ก็คือคนที่ไม่รู้ เพราะรู้จริงถึงจะเชื่อ รู้ว่าเดี๋ยวก็มีคนมาช่วยเรา ทั้งที่เราตายก็ตายไปถึงสามครั้ง ครั้งที่คอหัก ครั้งที่พม่า กับครั้งที่เครื่องบินจะตก


ใครมีบุญวาสนาแต่เมื่อครั้งอดีตชาติก็ขอให้เข้ามา ลุล่วงลงตามนี้ ก็มีมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ศาลาเล็ก ๆ คนไม่ค่อยมาก พยายามขยายที่มาตามลำดับ จึงสร้างศาลาใหญ่ขึ้นคือหลังปัจจุบัน ก็สำเร็จตามเป้าหมาย แต่บางคนก็สงสัยว่ามาสร้างไว้เพื่ออะไร ทำไมต้องมาสร้างที่นี่

จากนั้นได้ซื้อที่ขยายที่กันต่อไป ได้อธิษฐานไว้ว่า ถ้าเป็นไปได้ก็ขอให้ได้สมปรารถนา มันก็เป็นไปได้ ต่อมาอาตมาสังเกตว่า มางานกฐินที ญาติโยมก็ตากแดดกัน เอาเต๊นท์ขึงเข้า ร้อนจะตาย นั่งกันเต็มหมดเลย พญานาคจะขึ้นไปยังหาที่ไม่ได้ ก็ต้องนั่งกรำแดดอยู่ข้างศาลา

เรามีเจตนาที่จะมาสร้างความดีที่นี่ เพราะที่น้ำพองนั้นหาที่ไม่ได้ ที่ไม่เหมาะสม ก็มาเหมาะสมตรงนี้ เขาเรียกว่า เนินนพวรรณ เป็นเนินมหาขุมทรัพย์สำหรับผู้มีบุญ ขุมทรัพย์คือคุณสมบัติของชีวิต ไม่ใช่เงินไหลนองทองไหลมา เราต้องการช่วยเหลือประชาชนให้พ้นจากทุกข์ สามารถแก้ไขปัญหาชีวิต สมกับสถานการณ์บ้านเมืองที่แย่ลงไปด้วยการติดยาบ้า

อาตมาคิดว่าในชีวิตบั้นปลายของเรานี่อยากจะสร้างศาลา แต่ไม่รู้ว่าศาลาหลังใหญ่เท่าไหน ก็สวดมนต์ไหว้พระไป ก็แล้วแต่ท่านคณาจารย์จะออกแบบ ก็ออกแบบมาได้สวยงามตามที่เราคิดอย่างนั้น
จอดรถได้เป็นพัน ๆ คัน ที่วัดอัมพวันจอดได้ไม่กี่คันก็เต็ม ก็ที่มันแค่สาบสิบเอ็ดไร่กว่า แต่นี่ปาเข้าไปตั้งร้อยกว่าไร่

พอเห็นแล้วอาตมาดีใจมากนอนไม่หลับไปเจ็ดวัน ได้ศาลาที่ถูกใจ แล้วดีใจมากที่สุด ฉันข้าไม่ได้ไปอีกเจ็ดวัน เพราะอะไรรู้ไหม เพราะจะมีผู้ดีมีปัญญามาช่วยเรา มีแต่คนจะมาช่วยทำให้เราตื้นตัน ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ ตอนที่อาจารย์ถาวร – ดร.ลำไย อ่านประกาศถวายที่ พญานาคขึ้นมาตรงนี้ แต่เป็นคน อาตมายังจำภาพได้เลยว่า จมูกแดงหูแดง ใส่เสื้อบางมีสังวาลย์ อาตมาก็ถามพวกเราว่า เป็นใคร เมื่อตะกี๊ไม่เห็น แต่รุ้งกินน้ำเหมือนเมื่อวันวางศิลาฤกษ์เหมือนกัน จากตรงนั้นมุ่งตรงไปหนองคาย และพอวันงานกฐิน สองคนผัวเมียมากันเลย เอาเงินมาทำบุญ แต่ไม่รู้เท่าไหร่ ได้ให้คนไปตามมาหา ไปถ่ายรูปมาให้ได้ ก็หาไม่เจอ ก็ขอฝากไว้ว่าทำดีร้อนถึงจักรินทร์เทวราช อย่างที่ท่านทราบกันดีว่า มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวหัสนัยไตรตรึงศา ทิพยอาสน์เคยอ่อนแต่ก่อนมา กระด้างดังศิลาน่าแปลกใจ อ๋อนึกว่าอะไรหรือ จะสร้างศาลากัน จึงส่งคนมาช่วย ไปเนรมิตศาลสให้ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน ให้เสร็จทันเวลา ร้อนถึงพญานาคา มาจะกล่าวบทไปไงเล่า

ถ้าเราไร้บุญวาสนาก็ไม่มีคนมาช่วย เดี๋ยวสมเด็จโต เดี๋ยวพระพุทธชินราช เดี๋ยวเจ้าแม่กวนอิมก็มาแล้ว เห็นไหม กระทั่งที่ไม่นึกไม่ฝัน แต่ความฝันก็เป็นจริงขึ้นมาแล้ว ณ บัดนี้ ถ้าเรากังวลใจเนี่ยจะทำให้เรากินข้าวไม่ได้นอนไม่หลับ

ขอให้ทุกท่านโปรดช่วยกันจดจำไว้ว่า
“ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวันนี่ เป็นของคนไทย เอาไว้ช่วยเหลือประเทศชาติศาสนาพระมหากษัตริย์”

อาจารย์บุญส่ง ได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาในการสร้างศูนย์ฯ เมื่อครั้งเริ่มแรกไว้ว่า
“เรื่องนี้เกิดขึ้นมาจากที่กระผมมีความศรัทธาในตัวหลวงพ่อจรัญมาก เพราะเห็นว่าท่านเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และมีนโยบายที่จะปลูกคนสร้างคน ผมเองเป็นลูกคนจีน คนจีนเขาถือหลักว่า “คิดการปีเดียวปลูกพืชล้มลุก คิดการสิบปีปลูกไม้ยืนต้น คิดการร้อยปีให้ปลูกคน”

ผมจะจัดรถตู้ ๓-๔ คัน เพื่อให้ผู้ที่สนใจเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน จนทำให้เกิดความคิดว่าหลวงพ่อน่าจะมีสาขาอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น เอาไว้สอนกรรมฐานที่นี่ ท่านมักจะย้ำให้ชาวขอนแก่นฟังเสมอว่า ท่านกับชาวขอนแก่นเป็นญาติกัน ท่านเคยมาได้ของดีที่นี่ สักวันหนึ่งท่านจะคืนของดีนี้ให้กับชาวขอนแก่น

หลังจากนั้นได้มีผู้หญิงคนหนึ่ง และมารดาของเธอก็เกิดศรัทธา อยากจะถวายที่ให้หลวงพ่อ ๕๐ ไร่ ที่หลังเขื่อนอุบลรัตน์ แต่เพราะเหตุขัดข้องบางประการ ทำให้เธอไม่สามารถมอบที่ดินที่สัญญาว่าจะมอบให้กับหลวงพ่อได้ ก็พอดี ดร.ลำไย เกิดมีจิตศรัทธาในหลวงพ่อจรัญ หลังจากที่ผมได้แนะนำให้ไปอยู่ปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน และทราบข่าวว่ามีคนจะถวายที่ที่น้ำพองให้หลวงพ่อ แต่ถวายให้ไม่ได้ ก็มีจิตศรัทธาอยากจะถวายที่ดินให้หลวงพ่อ ๒๐ ไร่

เตรียมกรวดน้ำอยู่บริเวณกลางดิน พอหลวงพ่อให้พรปุ๊บ ฟ้าก็ผ่า เปรี้ยง ๆ ๆ สามครั้ง เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจต่อผู้ที่ได้เข้าร่วมพิธีในวันนั้นยิ่งนัก
สวนเวฬุวันชุดเริ่มแรก คือ ครูปรานี คุณวิลาวัลย์ และพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งต่อมาก็สามารถหาทุนสนับสนุนในการสร้างศูนย์ก้อนแรกมาได้ประมาณเกือบสองแสน
คุณลุงบุญส่ง ผมก็ได้กล่าวกับหลวงพ่อไว้ว่า “หลวงพ่อครับ พระพุทธเจ้าของเรา ท่านมีวัดอยู่สองวัดที่มีชื่อคล้องจองกันอยู่ คือ วัดอัมพวัน กับ วัดเวฬุวัน ที่ดินผืนนี้มีต้นไผ่อยู่ ๕๐๐ กออยู่แล้วครับ “หลวงพ่อท่านก็รับว่าให้ชื่อ “เวฬุวัน” เพราะ “เวฬุวัน” แปลว่า “ป่าไผ่” นั่นเอง

อาจารย์ถาวร – ดร.ลำไย ปัจจุบันท่านทั้งสองรับราชการอยู่ที่ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่านซื้อที่ดินแปลงนี้ เพื่อที่จะเก็บไว้ถวายเป็นธรณีสงฆ์ ในระยะแรก ๆ
เราไม่สร้างเป็นวัด แต่เราจะสร้างเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม ให้เยาวชนลูกหลานไปปฏิบัติธรรม เพราะประเทศชาติกำลังจะไปไม่รอดแล้ว

หลวงพ่อส่งพระครูสมุห์ธีรวัฒน์ ฐานุตตโร เข้ามาบริหารงาน
“..ในพรรษาแรกนั้น อาตมาเกิดมีความรู้สึกอยากปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ยุงกัดก็ปล่อยให้มันกัด กัดจนบวมจนเป็นปุ่ม จนหนักเข้ามันก็ชินไปเอง รู้สึกว่ากันกัด ๆ ไป มันก็เบื่อไปเอง เบื่อจนมันขี้เกียจจะกัด หรืออีกอย่างหนึ่งก็คือ ถูกกัดจนอาตมาด้านไปเลย เลยไม่รู้สึกถึงเรื่องนี้ต่อไป มุ้งก็ไม่กาง ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นเพราะอาตมาขี้เกียจกางมุ้ง หรือว่า อาตมานิ่งเฉยกันแน่

และอีกประการหนึ่ง อาตมาลองถือเนสัชชิกังคะ (คือการถืออิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง แต่ไม่ถืออิริยาบถล้มตัวลงนอน) แต่การถือเนสัชชิกังคะของอาตมา อาตมาไม่ได้ตั้งสัจจะหรือตั้งใจแต่ประการใด แต่เป็นเพราะว่าตลอดเวลาที่อยู่รับใช้พระเดชพระคุณหลวงพ่อ บางทีต้องอยู่รับใช้ท่านจนถึงตีหนึ่งตีสอง กลับมานั่งเขียนหนังสือบ้างอ่านหนังสือบ้าง อ่าน ๆ อยู่ก็นั่งหลับไปเฉย ๆ เลย พอนั่งหลับได้สองสามชั่วโมง พอใกล้จะตีสี่ระฆังตีก็ต้องตื่นไปรับหลวงพ่อเพื่อไปทำวัตรแล้ว ด้งนั้นเมื่อต้องทำอย่างนี้เป็นประจำทำให้เกิดความเคยชินว่านอนก็ได้ไม่นอนก็ได้

ดังนั้นพอมาอยู่ที่ศูนย์เวฬุวัน พอเราทำงานเสร็จปุ๊บ เราก็เพลีย นั่งไปนั่งมาก็ผลอยหลับไปเอง พอทีนี้เราเห็นว่า วันที่หนึ่งทำได้ วันที่สองทำได้ ถ้าทำตลอดพรรษามันจะเป็นอย่างไร เพราะเคยได้อ่านหนังสือมาหลายเล่ม ครูบาอาจารย์ท่านก็ถือการถือเนสัชชิกังคะมันดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ ก็เลยนึกอยากลองดู เพราะมันก็ดีเพราะจะทำให้เราตื่นเร็ว ก็เลยเป็นการถือเนสัชชิกังคะอย่างไม่ตั้งใจ

แต่พอเริ่มวันที่สามที่สี่เราก็รู้สึกปวดหัวมาก ปวดกล้ามเนื้อ ปวดต้นคอ ทรมานมาก เวียนหัวมาก จะเดินไปไหนก็เวียนหัวตลอด มีความรู้สึกอยากจะอาเจียนอยู่ตลอด แต่พอผ่านไปถึงวันที่เจ็ดถึงรู้สึกว่าค่อยยังชั่ว เริ่มชิน ร่างกายเริ่มปรับตัวได้ สติก็รู้สึกว่าดีขึ้นมาก มันปรับของมันเอง เราไม่ต้องไปปรับอะไรมันเลย พอเราจะลุกจะนั่ง ไปตรงไหน สติมันก็จะได้ของมันเอง

อยู่วันหนึ่งซึ่งเป็นวันที่ใกล้จะออกพรรษาแล้ว เอื้อมมือไปหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ พอค่อย ๆ วางถ้วยชาลงไป มันเหมือนกับว่าลานมันหยุด เหมือนเรามีของเล่นแล้วเราไขลานมัน พอสุดลานแล้วลานมันหยุด ซึ่งตอนนั้นสติของอาตมาดีมาก ทีนี้พอมันหยุดปั๊บ ตาเรายังเห็นอยู่ สติเรายังมีอยู่ จิตเรายังมีอยู่ ตัวรู้เรายังมีอยู่ แต่สิ่งที่เราไม่รู้คือเราไม่รู้ว่าลมหายใจเข้าลมหายใจออกของเราอยู่ไหน การที่จะเคลื่อนไหวไปมาของเราไม่มี อาตมาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ขยับตัวก็ไม่ได้ หายใจเข้าก็ไม่ได้ หายใจออกก็ไม่ได้ แต่จิตก็ยังคงรับรู้อยู่

เคยอ่านเจอว่าคนใกล้ตาย หรือคนที่เคยตาย แต่ฟื้นขึ้นมาได้ และในภาวะที่เขาเป็นอยู่นั้นเขาก็ได้ยินเสียงกา แล้วเราตายขึ้นมาก็ต้องเป็นภาระให้กับญาติโยมที่นี่อีก บวชมาจะสามพรรษาแล้ว ยังไม่ได้ทำคุณประโยชน์อะไรเลย ก็ต้องมาตายแล้วหรือ”

ตอนแรกอาตมารู้สึกตกใจมากเพราะกลัว แต่เหตุการณ์มันไวมาก แค่ช่วงเสี้ยวอึดใจเดียว มันคิดอะไรได้หลายอย่างมากมาย พอมาช่วงกลางก็กลับคิดได้ว่า ความตายนี่ยังไงก็หนีไม่พ้น เราเกิดมาก็ต้องตายกันทุกคน ความกลัวตายของเราลดลง ลดลง ในความรู้สึกตอนนั้นไม่อยากได้อะไรเลย มีแค่ไหนก็เอาไปไม่ได้ มีแต่บุญแต่บาปเท่านั้นที่จะติดตัวไปได้ นอกจากนั้นเอาไปไม่ได้เลย เมื่อเห็นตรงนี้แล้ว ทำให้เราเห็นสัจธรรมชัดเจนมากขึ้น

เราจึงคิดได้ว่าเราอยากอุทิศชีวิตให้กับพระศาสนา อุทิศให้พระพุทธเจ้า จึงอธิษฐานขึ้นว่า “หากบุญของข้าพเจ้ามี ขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่สร้างบุญกุศล ได้สร้างความดีตอบแทนพระศาสนา ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเพิ่งตาย” ลมหายใจมันเริ่มเหลือน้อยลง ๆ ความรู้สึกในตอนนี้เปรียบเหมือนเรากำลังดำน้ำอยู่ใต้ก้นมหาสมุทรกำลงจะหมดลมหายใจแล้ว แล้วเรากำลังเอาเท้าถีบตัวเองเพื่อขึ้นสู่ผิวน้ำ มีแต่ความคิดที่จะพยายามกระเสือกกระสนที่จะหายใจให้ได้ พอรู้สึกว่าอีกผึงเดียวมันใกล้จะขาด เสียงกาก็ค่อย ๆ ห่างออกไป ๆ

อาตมาก็ตั้งจิตถึงหลวงพ่อ ตั้งจิตว่า “หลวงพ่อครับช่วยกระผมด้วย” พอนึกถึงท่านเท่านั้นอาตามก็ “ผึง...พรวด” ออกมา เหมือนทะลึ่งขึ้นสู่ผิวน้ำ แล้วอาตมาก็ได้กลิ่นยานัตถุ์ของท่าน “เราไม่ตายแล้ว”

และจุดนี้เองทำให้อาตมาไม่คิดที่จะสึกอีกต่อไป มีแต่ความคิดที่อยากจะสร้างความดีตอบแทนพระพุทธศาสนา คิดแต่อยากจะช่วยเหลือสังคม เป็นจุดที่ทำให้อาตมาอยากพัฒนาศูนย์ให้เจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป

พอออกพรรษา เหมือนอาตมาอยู่ในทะเลทราย และเริ่มที่จะรู้คุณค่าของต้นไม้ อยากปลูกต้นไม้ให้เกิดความร่มรื่นขึ้นมา จากนั้นจึงเริ่มปลูกต้นไม้ และดูแลต้นไม้อย่างจริงจัง

ในสมัยนั้นถนนทางเข้าศูนย์ ยังคงเป็นดินลูกรัง เป็นหลุมเป็นบ่ออยู่ น้ำก็จะขัง ทางก็จะขาด ทำให้รถไม่สามารถวิ่งผ่านไปได้ แต่ด้วยความเป็นห่วงพระ ถึงแม้ฝนจะตกฟ้าจะร้อง ยังพากันเข้าไปถวายภัตตาหารพระ และเมื่อมีการอบรมเป็นหมู่คณะมากขึ้น ก็มีปัญหาเกี่ยวกับการหุงหาอาหาร ที่ต้องทำให้เพียงพอกับการอบรม ปัญหาจากการจ้างเขาทำ ทำให้ได้ของไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายไป จึงได้ปรึกษากัน หาวิธีที่จะทำกันเอง ก็เที่ยวไปหาหม้อและอุปกรณ์ต่าง ๆ มากันเอง
การรวมกลุ่มเป็นคณะกรรมการก็เริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้ามีกิจกรรมก็จะโทรศัพท์บอกกัน พากันมาช่วยเหลือ

ได้ค่อยดำเนินการก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับความร่วมมือจาก คณะกรรมการผู้ร่วมพัฒนาศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พ่อค้า ประชาชนทั่วไป ทั้งในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง ที่ต่างก็มีความเลื่อมใสศรัทธา


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 10 ธันวาคม 2552 เวลา:18:42:04 น.  

 
-มหาปัญญา

ฟางเป็นชาวไต้หวัน ทำธุรกิจหลายอย่าง เคยเป็นเจ้าของค้าของเก่า ทำธุรกิจเกี่ยวกับอัญมณีเครื่องประดับและหยกจีน ปัจจุบันมีธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันอยู่ที่เมืองจีน เคยเป็นพิธีกรเผยแพร่ธรรมะที่ไต้หวันด้วย

เมื่ออายุ ๑๘ เคยฝัน แต่ไม่เหมือนฝัน รู้สึกเคลิ้ม ๆ ว่ามีเสียงคุยด้วย แต่ไม่เห็นหน้าว่าเสียงนั้นคือใคร เห็นสว่างมากจนลืมตาไม่ได้ เสียงนั้นบอกว่า “เร็ว ๆ รีบเป็นผู้ทรงศีลเร็ว ๆ เพราะชาตินี้จะได้เป็นชาติสุดท้าย ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก” ตื่นขึ้นมารู้สึกว่าไม่อยากเชื่อ และรู้สึกแปลกมาก

ต่อมาอายุ ๑๙ ปี ก็ฝันอีก มีเสียงพูดว่า “ให้เร็ว ๆ หน่อย” ตอนนี้เห็นฟ้าเปิดเหมือนฝันกลางวัน รู้สึกว่าเห็นชัด บนฟ้าสว่างมาก เห็นเทวดานางฟ้าลอยอยู่บนฟ้า มีดนตรี บนสวรรค์เพราะมาก ได้กลิ่นหอมมาก หอมเหมือนดอกไม้ แต่ไม่เคยได้กลิ่นเช่นนี้มาก่อน มีเสียงออกมาบอกว่า เขาชื่อเจ้าแม่กวนอิม เมื่อตอนเป็นคริสต์ไม่เคยเชื่อว่ามีเจ้าแม่กวนอิม ฟางเองก็ไม่ทราบว่าใครคือเจ้าแม่กวนอิม เขาสวยมากและพูดเสียงดังมากอีกครั้งหนึ่งว่า
“ให้เป็นผู้ทรงศีลเร็ว ๆ ตั้งแต่อดีตคุณเคยปฏิบัติมาแล้ว ให้ปฏิบัติต่อเนื่องกัน ไม่ให้เสียชาติเกิด ให้ปฏิบัติเร็ว ๆ”
ฟางเห็นดอกไม้โปรยลงมาจากฟ้า มีสีขาวกับสีชมพูลงมาด้วยกัน แต่พอถึงพื้นแยกออกเป็นสองข้าง สีชมพูอยู่ด้านหนึ่ง สีขาวอยู่อีกด้านหนึ่ง มีกลิ่นหอมด้วย

ครั้งที่สาม อายุ ๒๐ ปี ก็ฝันเหมือนกันอีก เสียงบอกว่า “ให้เร็ว ๆ เป็นผู้ทรงศีลเร็ว ๆ ถ้าเป็นผู้ทรงศีลแล้วคุณจะพบสิ่งต่อไปนี้
๑. คุณจะพบกรรมแน่นอน แต่งงานแล้วคุณจะต้องใช้กรรมและมีปัญหามากด้วย พบใครก็ต้องใช้กรรมเขาอีก ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัวนะ
๒. คุณต้องพบปัญญาใหม่มาก ๆ ให้อดทน ไม่ต้องกลัว คุณต้องเกิดมหาปัญญาแน่นอน
๓. ในวันข้างหน้าคุณต้องการทำความดีช่วยเหลือผู้อื่น ข้อนี้จะไม่พูดมากเพราะยังไม่ถึงเวลา
ฝันมา ๓ ครั้ง เหมือนกันหมด

ฟางเคยสัมผัสกับฟ้าผ่าถึง ๒ ครั้ง ครั้งแรกที่ไทเป ไต้หวัน ฟ้าผ่าลงมาข้างหน้าใกล้ตัวมาก มีไฟไหม้ที่พื้น และมีกลิ่นเหม็นไหม้ด้วย มีแสงสว่างมาก เป็นแสงสีขาว เสียงดังมาก
ครั้งที่สอง ที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ขณะนั้นเวลาประมาณตีสอง กำลังนอนอยู่ที่โรงแรม เห็นแสงผ่านมาเหมือนฟ้าผ่าที่หน้าผาก นึกว่าฝัน พอรุ่งเช้าออกไปข้างนอง เห็นรุ้งกินน้ำบนท้องฟ้าสวยงาม แต่ถามปาป๊าที่อยู่ข้าง ๆ บอกว่าไม่เห็น

ฟางมีอาจารย์หลายองค์ อาจารย์ทุกองค์เป็นคนเก่งมาก
ฟางได้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์องค์หนึ่ง ท่านเป็นศิษย์รุ่นเดียวกับองค์ดาไลลามะ ชื่อ กุรุเดวะ
คุณมีสมาธิลึกมาก ๆ คุณจะมีจิตสูงมาก และได้ถามเขาไปอีกว่า ต่อไปข้างหน้าฟางจะช่วยคนได้บ้างไหม เขาตอบว่า ช่วยได้มาก โดยการช่วยที่จิต ช่วยให้จิตเขาเปลี่ยน ให้คิดเป็น ต้องรู้ว่ากรรมของอยู่ตรงไหน เขาจะต้องเปลี่ยนชีวิตของเขาเอง ทำให้ชีวิตดีขึ้น

จึงได้เดินทางศึกษาต่อไปอีกตามประเทศต่าง ๆ ไม่น้อยกว่า ๑๔ ประเทศ ฟางมาเมืองไทย เกิดอุบัติเหตุที่เชียงใหม่ต้องเข้าโรงพยาบาล
ฟางอธิษฐานขอให้หลวงปู่ช่วยด้วย ชีวิตไม่มีเดี๋ยวแล้ว ป่วยอย่างนี้กลับไต้หวันไม่ได้เลย เพราะว่าปาป๊าจะไม่ไปต่างประเทศคนเดียวอีกแล้ว ฟางชอบอิสระมากกว่าเป็นอาจารย์สอน
ฟางก็บอกว่า ฟางป่วยสาหัสมาก ไปโรงพยาบาลแล้วไม่หาย เจ็บมาก ๆ หายใจไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ หวังว่าหลวงปู่คงช่วยฟางและให้ฟางกลับไต้หวันได้ พระลูกศิษย์นำน้ำมนต์มาให้ดื่ม หลังจากนั้นฟางก็หายจริง ๆ และกลับไต้หวันได้

วันหนึ่งได้ไปเที่ยวที่ริเวอร์แคว จังหวัดกาญจนบุรี ไปทำบุญที่วัด พบหลวงพี่นั่งอยู่ก็เข้าไปถามว่า มีใครสอนปฏิบัติเก่งบ้าง หลวงพี่บอกว่า หลวงพ่อจรัญ มาครั้งแรกไม่ได้พบหลวงพ่อมาอีกเป็นครั้งที่สาม มาเพื่อทำบุญกับหลวงพ่อ หลวงพ่อถามฟางว่า “เมื่อไหร่จะมาเรียนปฏิบัติ” ฟางตกใจ ทำไมหลวงพ่อรู้

ผลจากการปฏิบัติ

ตอนนี้เริ่มเข้าใจคำพูดของเจ้าแม่กวนอิมที่มาครั้งที่สามว่า ปฏิบัติแล้วจะเกิดปัญญา ขณะนี้รู้ด้วยตนเองแล้ว มหาปัญญาทำอะไรก็ไม่ต้องกลัวแล้ว ทำอะไรก็ไม่ห่วง คิดอะไรก็สว่าง

คนช่วยไม่เหมือนกัน บางคนควรพูดดี ๆ ให้เขาฟัง บางคนต้องพูดมีเหตุผล ไม่ต้องทำอะไรใช้เหตุผลอย่างเดียว บางคนนิสัยแข็งต้องพูดแข็ง ๆ ให้ฟัง ถ้าจะช่วยคนต้องรู้ว่าคนนั้นมีกรรมที่ไหน จะได้ช่วยให้เขาใช้กรรมนั้น เขาจะได้มีวาสนา และชีวิตจะเปลี่ยนไปในทางที่ดี บางคนมีกรรมมาจากความอยากได้ คนแบบนี้มาขอของกี่ครั้งต้องไม่ให้ เพราะถ้าให้ก็อยากได้อีก ต้องสอนให้เขารู้จักเกรงใจ สอนให้เขาไปทำบุญไปช่วยเหลือคนอื่นนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ได้ จะทำให้จิตเขาเปลี่ยนไป ชีวิตเขาก็จะเปลี่ยนไปด้วย

จากการที่ฟางได้ปฏิบัติมาทำให้ทราบว่าคนไหนมีนิสัยเป็นอย่างไร คนนั้นชอบโกหกแต่จะไม่พูดให้เขารู้ ใครโกหกเรา ใครจะทำร้ายเรา หรือใครไม่จริงใจกับเรา สามารถจะรู้ได้ แต่ไม่เคยไปพูดว่า คนนี้ไม่ดี เข้ากันไม่ได้ ไม่เคยพูดอย่างนี้

ฟางเป็นคนต่างชาติ เห็นว่าหลวงพ่อเป็นผู้ที่อดทนที่สุดแล้ว พระผู้ทรงศีลเดี๋ยวนี้หายาก
โดยเฉพาะผู้หญิงสำคัญมาก ชอบอิจฉา อยากได้ ทำให้เป็นผู้ทรงศีลได้ยาก ปฏิบัติก็ยาก ถ้าตัดอิจฉา ตัดใส่ร้ายได้แล้ว ผู้หญิงจะเป็นผู้ทรงศีลได้ดีมาก
วาสนาที่สั่งสมมาได้มาจากการช่วยเหลือผู้อื่น เห็นคนอื่นทรมานก็เหมือนเราทรมานด้วย ไม่ใช่ว่าเราไม่เกี่ยว คิดว่าเขาใช้กรรมของเขาอันนี้ไม่ถูกต้อง ถ้าคิดคิดอย่างนี้จิตใจจะสูงขึ้นได้ยากมาก ถ้านิสัยไม่ประกอบด้วยเมตตามาก จะทำให้จิตสูงขึ้นยาก

การเป็นผู้ทรงศีลต้องถูกทดสอบอารมณ์หลาย ๆ อย่าง ไม่ใช่ว่าได้ตาทิพย์ ระลึกชาติได้ จะเรียกว่าปฏิบัติได้แล้ว ยังไม่ใช่ ขั้นนี้เป็นขั้นทดสอบ


ถ้าหากใครตั้งใจจะทำร้ายฟาง ครั้งสุดท้ายก็เลวมาก ไม่ดีขึ้นจริง ๆ เมื่อก่นนี้เคยเห็นหลายเรื่องเกิดขึ้นมาแล้ว เช่นเกิดอุบัติเหตุ หรือเป็นโรคมะเร็ง ถ้าไม่เป็นมะเร็งชีวิตจะลำบากมาก

การใส่ร้ายสำคัญมาก คนที่คิดใส่ร้ายเขา ข้อความที่ไม่จริง พูดออกมาว่าจริง จะทำให้ชีวิตลำบากมาก คนที่พูดโกหก อยากได้เงิน พูดว่าร้าย เพ้อเจ้อ คนนั้นถ้าแต่งงานครอบครัวจะไม่ดี สามีไม่ดี โกหกเป็นกรรม ทำงานก็จะไม่มีคนช่วย ชีวิตจะลำบากมาก



มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฟางเคยโมโห เมื่อกลับถึงบ้านจะเปิดประตู ประตูเปิดออกเองเลย ไฟก็ดับ แปลกมาก เวลาโมโหมันเกิดแรงออกมา จึงได้ถามอาจารย์ว่าที่เกิดเป็นอย่างนี้เพราะอะไร อาจารย์ก็บอกว่า เมื่อก่อนอาจารย์ก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน เวลาโมโหจะมีพลังแสดงออกมา ตอนนี้ท่านรู้แล้ว และให้ฟางเก็บพลังไว้ข้างในให้หมด คือไม่ให้แสดงความโกรธออกมา

เราอภัยให้เขาได้ แต่กฎแห่งกรรมไม่ให้อภัย ต้องใช้กรรม

ผู้ใหญ่ต้องเป็นตัวอย่างในการทำที่ดี ถ้าทำไม่ดีจะตกถึงลูกหลานเจ็ดชั่วโคตร มันเกี่ยวข้องกัน
ผู้ใหญ่ถ้าทำดี คิดดี มีคุณ ลูกหลานก็ดีหมด เป็นความรู้ที่เกิดขึ้น นี่คือปัญญาธรรมดา

ความรู้สึกที่มีต่อหลวงพ่อจรัญ

ฟางรู้สึกว่า หลวงพ่อจรัญท่านเก่ง ท่านเป็นคนจริง จิตท่านสูง แต่ท่านมีกรรม ท่านยอมใช้กรรม ยอมให้คนที่ใกล้ชิดใช้กรรมกับท่าน
บางคนที่เข้ามาวัดก็มาใช้กรรม อยากได้แล้วก็อยากได้อีก ไม่รู้จักพอ เพราะไม่เชื่อกรรมหรือบุญบาปมีจริง กล้าทำเลวแล้วยังกล้าทำอีก ก็จะเลวลงไปอีก ต่อไปจะเลวมาก

ฟางเดินทางไปทั่วโลก แต่สุดท้ายก็ต้องมาที่นี่ มาแล้วก็ตั้งใจปฏิบัติอย่างเดียว ต้องมีที่มา ต้องมีเหตุผล ต้องมาที่นี่ ที่ไหนก็ไม่ไปแล้ว อันนี้แปลกมาก ฟางมาบ่อย ๆ มาแล้วมาอีก ต้องมีอะไร
หลวงพ่อเป็นบุคคลพิเศษมากที่สุด

การเดินจงกรมแบบที่หลวงพ่อสอนทำให้เกิดสติได้ดีมาก และเกิดปัญญาเร็ว

ที่เมืองไทยมีหลายที่ที่สอนปฏิบัติ ไม่มีที่ไหนเหมือนที่นี่ ฟรีทุกอย่าง ให้ตั้งใจปฏิบัติอย่างเดียว ไม่ต้องห่วงเรื่องนอนที่ไหน รับประทานอาหารที่ไหน เสื้อผ้าก็ฟรี ที่ต่างชาติไม่มีอย่างนี้

การปฏิบัติที่มีอานิสงส์ทำให้มีทรัพย์ไม่ขาดกระเป๋า

ฟางพบว่าสาเหตุที่ทำให้มีทรัพย์ไว้จับจ่ายใช้สอยไม่ขาดกระเป๋า ต้องปฏิบัติตาม ๕ ประการต่อไปนี้
๑. ไม่ทำร้ายทุก ๆ อย่าง เช่น ไม่ฆ่าคน ไม่ฆ่าสัตว์ทุกชนิด
๒. มีสัจจะ พูดจาน่าเชื่อถือ ไม่หลอกลวงทุกอย่าง
๓. ไม่เห็นแก่ตัว
๔. ทำบุญทุกที่ แม้เพียงเล็กน้อยก็ทำ
๕. เป็นพุทธศาสนิกชนจริง ไม่ใช่ปลอม
คนอื่นขายไม่ได้ แต่ฟางขายได้ คนอื่นไม่เข้าใจ ไม่ใช่เงินลอยมาจากฟ้า ไม่ใช่นั่งเฉย ๆ ถ้าใครปฏิบัติได้จะเกิดอานิสงส์

สร้างกุศลถวายหลวงพ่อจรัญ

ฟางกำลังสร้างพระพุทธรูปทำด้วยหยกที่ประเทศพม่า สร้างเสร็จแล้วจะอัญเชิญมาถวายหลวงพ่อจรัญ เพื่อนำไปประดิษฐานที่สวนเวฬุวัน จังหวัดขอนแก่น ขอให้หลวงพ่อจรัญอายุยืน ๆ





-พระราชสุทธิญาณมงคล (หลวงพ่อจรัญ) ที่ข้าพเจ้ารู้จัก

ระหว่างที่ข้าพเจ้ารับราชการอยู่ที่กรมอัยการ
ข้าพเจ้าได้ทำงานจนสุดความสามารถ แต่กลับเจอปัญหาที่เพื่อนร่วมงานก่อขึ้น ข้าพเจ้าจึงไปหารือกับหลวงพ่อจรัญ หลวงพ่อจรัญแน่นำว่า “แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร” มิให้โต้ตอบแต่ประการใด และหลวงพ่อได้บอกกับข้าพเจ้าเกี่ยวกับพนักงานอัยการซึ่งเป็นลูกมือของผู้มีอำนาจประมาณ ๒ คน ที่พยายามจะแซงขึ้นหน้าข้าพเจ้า

น่าเชื่อว่าหลวงพ่อน่าจะรู้ว่าลูกศิษย์คนไหนคิดอย่างไรโดยตลอด เพราะทุกครั้งที่ข้าพเจ้ามานั่งวิปัสสนา หลวงพ่อไม่เคยเรียกข้าพเจ้าไปพบแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าทราบจากเพื่อนที่เข้าวิปัสสนาด้วยกันว่า ผู้นุ่งขาวห่มขาว ห้ามไปที่กุฏิหลวงพ่อจรัญ เว้นแต่หลวงพ่อจะเรียกให้ไปพบเอง

ในการนั่งวิปัสสนานั้น ข้าพเจ้าจะเอาดินสอพร้อมกระดาษวางไว้ใกล้ ๆ ตัว บางครั้งข้าพเจ้ามีปัญหาอยู่ เมื่อคิดออกก็รีบจดไว้ ทุกเช้าจะท่องพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ อิติปิโส กับ พาหุงมหากา พร้อมกับเดินจงกรมและนั่งสมาธิด้วย

เย็นวันหนึ่งเมื่อข้าพเจ้าขับรถไปโรงแรมดุสิตธานี รู้สึกว่าขับรถไปไม่ตรงทาง คงจะมีอะไรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ก็มีคนขับรถคันหนึ่งบังคับให้ข้าพเจ้าจอดรถ บอกตำรวจที่มาอยู่ข้างรถของข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าไม่สบาย ให้โทรศัพท์บอกทางบ้านด่วน ภริยาของข้าพเจ้าได้โทรศัพท์ไปยังหลวงพ่อเพื่อปรึกษาว่าควรจะทำอย่างไร หลวงพ่อตอบว่าแล้วแต่แพทย์

ข้าพเจ้าพูดมาหลายปีแล้วว่า ห้ามผ่าตัดเป็นอันขาด แม้จะถึงแก่ความตายก็ยอม หลวงพ่อบอกว่าคืนนี้จะนั่งเพ่งส่งพลังจิตมาช่วย ถ้าเลือดในสมองออกก็ขอให้หยุดก็แล้วกัน เหตุการณ์ผ่านไปจนวันรุ่งขึ้น ปรากฏว่าเลือดในสมองที่ไหลได้หยุดไหล จึงไม่ต้องทำการผ่าตัด ภรรยาข้าพเจ้าโทรศัพท์ไปหาหลวงพ่อตอนเช้า ผู้รับสายตอบว่า เมื่อคืนหลวงพ่อนั่งแผ่เมตตาให้อัยการชัยวัฒน์ตลอดทั้งคืน ขณะนี้นอนหลับยังไม่ตื่น

ต่อมาในช่วงเช้าของวันหนึ่ง ได้มีพนักงานเนติบัณฑิตยสภาผู้หนึ่งนำหนังสือพิมพ์ซึ่งลงข่าวเกี่ยวกับอดีตอัยการสูงสุดมาให้อ่าน อัยการสูงสุดผู้นั้นได้ถูกศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุก ๖ ปี ปรับ ๖๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ในข้อหากลั่นแกล้งพนักงานอัยการผู้นั้น

นึกถึงคำพูดของหลวงพ่อจรัญที่ว่า อย่าไปถือโทษโกรธเคืองเขาเลย ปล่อยให้เป็นไปตามกฎแห่งกรรม ซึ่งเขาจะต้องรับอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ จะทำให้จิตใจเราเศร้าหมองเสียเปล่า ๆ เราควรเดินจงกรม นั่งสมาธิ แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้เขามาก ๆ

-การปฏิบัติกรรมฐานเปลี่ยนการดำเนินชีวิต

ชีวิตไร้ค่า เวลาไม่มีประโยชน์
กว่า ๓๐ ปี ที่ผมใช้ชีวิตลูกผู้ชายหมดไปกับการดื่มเหล้า เคล้านารี เล่นการพนัน และเที่ยวเตร่แทบทุกวัน ทั้ง ๆ ที่ผมไม่ใช่คนโสด ไม่เคยสนใจครอบครัว ไม่สนใจว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร ไม่เคยพะวงว่าเขาจะอยู่กันอย่างไร พอค่ำมาผมก็แต่งตัวออกเที่ยว นัดพบเพื่อนฝูง สรวลเสเฮฮา เหมือนคนโสดที่ไร้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ไม่คิดถึงอะไรเลย ขอเพียงได้ออกจากบ้านทุกคืนก็เป็นสุขแล้ว ไม่สนใจว่าภรรยาและลูกสาวทั้งสองจะหลับหรือรอคอย พอกลับเข้าบ้านก็อาบน้ำนอน กว่าจะตื่นลงมาทำงานก็ประมาณห้าโมงเช้าทุกวัน

ลูกค้าของผมรายหนึ่ง ที่ผมปล่อยบัญชีไป ต้องล้มเลิกกิจการ สินค้าที่ผมส่งไปก่อนหน้านี้มีมูลค่าประมาณ ๑๕ ล้านบาทก็พลอยสูญไปด้วย เป็นภาระหนี้สินที่ผมต้องทวงถามอยู่นาน แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะได้ นอกจากเครื่องจักรเก่า ๆ ราวกับเศษเหล็ก ที่ผมจะขอยึดมาเป็นการชำระหนี้ ผมก็ต้องยอมดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

ลูกค้าอีกรายหนึ่งเป็นเพื่อนกัน แต่ต้องเลิกกิจการไป เพราะถูกตำรวจจับเนื่องจากผลิตของเทียมเลียนแบบ เขาก็ยินยอมให้ยึดทรัพย์สินที่เขามีอยู่มาหักล้างหนี้ราคา ๓ ล้านบาท แต่ราคาขายจริง ๆ ผมก็ไม่สามารถขายได้ตามนั้น ก็ขาดทุนอีกตามเคย
แม้ต่อมาลูกค้ารายแรกจะขายที่ดินได้ แต่เขาก็ไม่คิดจะชดใช้หนี้ ส่วนรายที่สองทราบว่ากลับมาทำการค้าพอฟื้นตัวได้ แต่ก็ไม่ยอมชดใช้หนี้อีกเช่นกัน

เป็นช่วงชีวิตที่มึนงง สับสนวุ่นวายใจมาก คิดไม่ออก บอกไม่ถูก ปลงไม่ตก เท่ากับว่าผมลงมาที่ศูนย์ เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ก็เลยตัดสินใจกู้เงินเพื่อน ๆ และพี่น้องมาลงทุนทำการค้าต่อไป

แต่ปัญหาผมก็ยังไม่หมด คู่ค้าผมที่เป็นโรงงานหลายโรงงานก็ไม่ยอมขายเชื่อให้ผมเลย เขากลัวว่าผมจะล้มตามลูกค้าไป แต่เรื่องเที่ยวผมยังไม่เลิก ผมยังคงเที่ยว ดื่ม กิน คบผู้หญิงเหมือนเดิม แต่คราวนี้ผมหาเหตุผลเข้าข้างตนเองว่า เที่ยวเพื่อผ่อนคลายความเครียด

ชีวิตนี้มีขึ้นมีลง ล้มแล้วต้องลุกขึ้นสู้ นึกเสียว่าเปลี่ยนบรรยากาศ
ตั้งแต่กลับจากวัดอัมพวัน ผมเลิกอบายมุขอันเป็นทางแห่งความเสื่อมทั้งหมด เลิกเที่ยวกลางคืน และเห็นใจภรรยาที่อดทนกับผมมาตลอดไม่เคยบ่น เมื่อสังคมกับเพื่อนฝูงผมก็ดื่มน้ำเปล่าหรือไม่ก็น้ำอัดลม ผมสวดมนต์ทุกวัน แล้วเดินจงกรม นั่งกำหนด วันละ ๒๐-๓๐ นาที เป็นประจำ

กลับจากวัดผมกลายเป็นคนรู้สึกเกรงกลัวต่อบาปมาก จากคนใจร้อนก็เป็นคนใจเย็น
ปัจจุบันนี้ ผมใช้เวลาที่อยู่บนรถฟังเทปธรรมะ อยู่บ้านเวลาว่างผมก็จะอ่านหนังสือธรรมะของพระอาจารย์ต่าง ๆ
กิจการค้า ก็ดำเนินไปด้วยดีแม้ฟองสบู่แตก หนี้เสียก็มีบ้างเล็กน้อย เรียกว่า ได้มากกว่าเสีย เพราะกรรมฐานทำให้ผมมี “สติสัมปชัญญะ” ทำให้ผมคิดและระมัดระวังในการลงทุน




-ข้าพเจ้าเชื่อว่าอภินิหารยังมีอยู่จริง

ข้าพเจ้า สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงนัก เพราะมีโรคประจำตัวคือ ความดันโลหิตสูง และยังเป็นผู้ที่มีความวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นคนที่หาความสุขในชีวิตไม่ได้

วันหนึ่งข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือ อานิสงส์ของการสวดพระพุทธคุณ ของพระราชสุทธิญาณมงคล เมื่ออ่านถึงการสวดมนต์บทอิติปิโสเท่าอายุ ก็เกิดความสนใจเป็นพิเศษ จึงพยายามจดจำและท่องจนขึ้นใจ จากนั้นก็ได้ฝึกปฏิบัติด้วยการท่องบทสวดนี้ก่อนนอนทุกคืน

ในคืนวันหนึ่ง ได้ฝันว่ามีชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่หลายคน ตรงเข้ามาจะจับตัวข้าพเจ้า แม้จะมีความกลัวสุดขีด แต่ก็รวบรวมสติท่องบทสวดอิติปิโสออกมาด้วยความเคยชิน ท่องจนชายเหล่านั้นค่อย ๆ ถอยห่างออกไป มีชายคนหนึ่งซึ่งอยู่ในกลุ่มได้เอ่ยปากถามขึ้นว่า “การท่องบทสวดนี้ได้รับอนุญาตจากใคร” ข้าพเจ้าก็ตอบว่า “ได้มาจากหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน” แล้วข้าพเจ้าก็ตกใจตื่นขึ้นมา จากความฝันทำให้ข้าพเจ้าเกิดศรัทธามีความเชื่อมั่นขึ้นมา

ข้าพเจ้าได้เข้ากราบนมัสการหลวงพ่อด้วยความนับถือและจิตใจที่บริสุทธิ์ ถูกเบียดได้นั่งอยู่ด้านข้างหลวงพ่อ สักครูหนึ่งก็รู้สึกผิดปกติ มีไออุ่นคล้ายลมอุ่น ๆ พัดมากระทบร่าง ทันทีที่ได้สัมผัสกับไออุ่นนั้น เกิดความรู้สึกเบาสบายทั้งร่างกายและจิตใจ อวัยวะทุกส่วนสบายไปหมดแม้นปลายเส้นผม มองไม่เห็นผู้คน ไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง จากความรู้สึกอิ่มเอมกับความสุขสบายนี้ ในใจก็เกิดคำถามว่า “ภายหน้าข้าพเจ้ายังจะมีความทุกข์อยู่อีกไหม” รู้สึกคล้ายมีเสียงตอบว่า “ไม่มี” ได้ถามต่อไปว่า “จะมีหนี้ติดค้างอะไรกับใครไหม” ก็ได้รับคำตอบอีกว่า “ไม่มี” และแล้วไออุ่นที่กำลังสัมผัสอยู่ก็หายไป ข้าพเจ้าเริ่มได้ยินเสียงผู้คนชัดเจน บรรยากาศในห้องเหมือนเดิม


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 10 ธันวาคม 2552 เวลา:18:44:27 น.  

 
-ชดใช้กรรมด้วยการปฏิบัติธรรม

ได้รู้จักหลวงพ่อจากหนังสือกฎแห่งกรรม-ธรรมปฏิบัติ ตอนไปครั้งแรกหัวเข่าของดิฉันงอไม่ได้ และปวดขามาหลายสิบปีแล้ว ดิฉันได้เรียนให้แม่ชีซูง้อทราบว่า หัวเข่างอไม่ได้ แม่ชีบอกว่า ถ้างอไม่ได้ต้องกลับบ้าน ถ้างอไม่ได้สมาธิจะไม่เกิด ดิฉันฝืนใจตามที่หลวงพ่อสอน พยายามจับขาขวาให้งอมาทับขาซ้าย ฝืนจนน้ำตาไหล ทรมานมาก

พอนั่งไปดิฉันทราบแล้วถึงกรรมที่ทำให้ปวดมาหลายสิบปี เพราะตอนเด็กสมัยเป็นนักเรียน ไปตีไก่ขาหัก เพราะไก่ขึ้นไปถ่ายบนโต๊ะทานข้าว พอนั่งตอไปปวดหลังแทบแตก เพราะไปตีสุนัขตัวเมียมีลูกอ่อน ที่หน้าบ้านเมื่อหลายปีก่อน ขาลากเลย ต่อมาไม่นานสุนัขตัวนั้นก็โดนรถชนตาย ดิฉันได้ขออโหสิกรรม แผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศลให้ ทั้งอยู่ที่วัดและกลับบ้านแล้ว ปฏิบัติธรรมเจริญพระกรรมฐานแทบทุกวัน ก็แผ่เมตตาให้ตลอด ทุกวันนี้ขาหายแล้ว หัวเข่าก็งอได้สบาย

มั่นคงในหลวงพ่อ ไม่เคยไปทัวร์บุญที่อื่นที่ไม่มีหลวงพ่อ ดิฉันกลับไปก็ปฏิบัติโดยการอาบน้ำแต่งชุดขาวสวดมนต์ เดิน นั่ง เดินจงกรมครึ่งชั่วโมง นั่งครึ่งชั่วโมง บางครั้งมีเวลามากก็เดินจงกรม ๑ ชั่วโมง นั่ง ๑ ชั่วโมง

ดิฉันเปิดร้ายขายของชำ ส่วนมากจะขายดีตอนกลางคืน จึงมีเวลาน้อย อยู่สองคนกับสามี มาตอนหลัง ไม่ค่อยได้เจริญพระกรรมฐาน บางครั้งไม่ได้เดินจงกรม นั่งอย่างเดียว ๑ ชั่วโมงบ้าง ๑๕ นาทีบ้าง

ดิฉันป่วยด้วยโรคมึนงง บ้านหมุน ไม่มีแรง ไปหาหมอ หมอไม่จ่ายยาให้ บอกว่าวันรุ่งขึ้นให้มาตรวจใหม่ อดน้ำอดอาหารมาด้วย หมอบอกว่าเป็นเบาหวาน ก็ตั้งใจทานยาตามหมอสั่ง สวดมนต์อธิษฐานจิต ขอให้ดิฉันหายจากโรคเบาหวานนี้ ถ้าผลเลือดเป็นปกติดิฉันจะไปปฏิบัติธรรม ดิฉันเป็นหนี้สงฆ์อย่างมากมาย มาปฏิบัติธรรมยังไม่เคยถวายเงินหลวงพ่อทำบุญไปน้อยมาก ดิฉันเหมือนคนมีกรรม ขัดสนเรื่องเงินทองตลอด หลวงพ่อโปรดแผ่เมตตาให้ดิฉันพ้นจากคำว่าไม่มี ให้เป็นว่ามีตลอดกาลบ้างเถิดเจ้าค่ะ

ดิฉันพบหมอตามนัดตลอด ผลเลือดครั้งสุดท้าย หมอบอกว่าเป็นปกติ
ดิฉันเข้าปฏิบัติ และสามีมารับ แล้วบอกข่าวดีให้ดิฉันทราบสองข่าวคือ บุตรชาย ได้งานทำแล้ว ส่วนอีกข่าว ก็คือ บุตรสาวคนรอง เป็นวิศวกร ทำงานอยู่โคราช จะได้ไปดูงานต่างประเทศ อาจารย์พันทิพย์ท่านบอกใครเดินนั่งไม่ถึง ๑ ชั่วโมง ไม่ต้องทำเพราะไม่ได้ผล

ดิฉันเคยตีแมวตายคามือไป ๑ ตัว เพราะเขาลักปลาทู ดิฉันตื่นมาอาบน้ำแต่งชุดขาวเข้าห้องพระสวดมนต์ เสร็จแล้วเดินจงกรม ๑ ชั่วโมง นั่ง ๑ ชั่วโมง ตอนที่ดิฉันนั่งภาวนาอยู่ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ดิฉันเห็นหลวงพ่อปัญญา นันทภิกขุ เคยเห็นท่าน ต่อมาดิฉันเห็นหลวงพ่อจรัญ

ตอนเช้าเช่นเดียวกัน ดิฉันสวดมนต์ เดินจงกรมและนั่งรวม ๒ ชั่วโมงเช่นเดิม วันนี้เห็นแมวตัวที่มาอยู่ใหม่มานั่งสมาธิร่วมกับดิฉัน หันหน้าเข้าหาพระพุทธรูปเช่นเดียวกับดิฉัน ในสมาธิบอกว่า เขาคือแมวตัวที่ดิฉันตีตายไปเมื่อสี่สิบกว่าปี แล้วมาเกิดเพื่อให้ดิฉันเลี้ยงดูเขาเป็นการถ่ายโทษที่ทำกับเขาไว้

แมวตัวนี้เขากลัวดิฉันมาก ดิฉันเคยอุ้มเขาครั้งหนึ่ง เขากระโดด ตอนเช้าดิฉันสวดมนต์ไหว้พระ เดิน นั่งสมาธิเสร็จ เขาจะเดินตามขออาหารเสียงดังมาก ต้องให้เขาก่อนทุกวัน แมวตัวนี้จะกินแต่ปลาทู เขาชอบมาก

วันนี้ตอนนั่งอยู่เห็นพี่น้องของดิฉัน ซึ่งไม่ถูกกับดิฉัน แต่ดิฉันไม่โกรธเขาและได้แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้ตลอด ๓ ปีที่ปฏิบัติมา วันนี้เห็นพวกเขาทุกคน เดินเรียงแถวเข้ามาในวัดอัมพวัน โดยมีคุณแม่เดินตามหลัง แต่ใบหน้าของท่านไม่สดชื่นเลย แต่ไม่เห็นคุณพ่อ (คุณพ่อยังมีชีวิตอยู่)
สวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุง พุทธคุณห้องเดียวเท่าอายุบวกหนึ่ง ทั้งหมดนี้ดิฉันสวดโดยไม่ต้องดูหนังสือมาครึ่งปีแล้ว เสร็จแล้วยืนหนอ ๕ ครั้ง

พอดิฉันยืนเอาจิตปักลงที่กระหม่อม ดิฉันจะเห็นภาพข้างใน (ดิฉันหลับตานะ) เห็นที่หน้าผาก กะโหลกขาวลงมา หนอเห็นหมด เป็นกระดูกทั้งนั้น ตอนยืนบางครั้งมาหยุดตรงสะดือ จะมีเสียงรถแล่นผ่านมา ดิฉันจะกำหนดเสียงหนอ
ดังได้เล่าไปแล้วนั้น ก็ไม่มีอะไรอีก เงียบ ไม่เคยเห็นอะไรอีกตั้งแต่นั้นมา

ครั้งแรกที่ดิฉันกลับไปปฏิบัติ ๑ เดือน บุตรสาวได้งานทำ (จบปริญญาตรี) ปลังจากปฏิบัติ ๖ เดือนเต็ม ศาลยกฟ้อง ชนะคดี ๑ คดี บุตรชายขับรถแหกโค้งรถพังหมด

มาปฏิบัติครั้งที่สอง กลับไปบวชลูกชาย ดิฉันได้เตรียมเศษเงินให้ลูกชายโปรยทานวันบวช โดยจัดเงินใส่พานนำไปที่ห้องพระยกขึ้นอธิษฐานว่า เงินนี้จะให้ลูกโปรยทานวันบวช ขอให้ใครที่ได้ไปมีโชคมีลาภ มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง อายุมั่นขวัญยืน อธิษฐานเสร็จก็สวดธรรมจักร ๑ จบ บวชเสร็จเพื่อนสนิทของสามี ปรากฏว่าถูกรางวัลที่ ๔ ได้เงินหนึ่งแสนบาท สามีดิฉันได้สองหมื่นบาท..



-ชีวิต...ไม่สิ้นหวัง

ดิฉันอายุ เดิมทีมีอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้า ขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ ฐานะทางครอบครัวค่อนข้างยากจน เมื่อแต่งงานแล้วเก็บเงินได้ก็ไปซื้อรถบรรทุกเก่ามาคันหนึ่ง แต่แล้วเหมือนเรือโดนมรสุม คุณไพบูลย์เป็นมะเร็ง เงินทองก็เริ่มขัดสน เพราะงานก็ทำไม่ได้ ลูกก็ยังเล็กอีก ๒ คน ขณะนั้นจิตใจเริ่มเครียดมาก
จึงเป็นภาระที่หนักมาก เงินทองก็หาไม่ได้ แม้แต่ออกปากขอยืมญาติพี่น้องเขาก็ยังเมินหน้าหนี กลัวเราจะไม่มีเงินใช้คืน คนเราเมื่อมีทุกข์มีเรื่องเดือดร้อน จิตใจก็เป็นกังวล

หลวงพ่อแนะนำให้สวดพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหากา ทุกวัน และเจริญกรรมฐาน จะช่วยครอบครัวและสามีได้ หลวงพ่อทักว่า “สุรีย์เอ๋ย ดวงเอ็งทางด้านโรงสีนั้นไม่มี... เอ็งมีดวงทางรถยนต์” ดิฉันและสามีเชื่อหลวงพ่อ ดิฉันมุมานะค้าขายรำ ปลายข้าวสาร โดยต้องเดินทางไปเชียงรายทุกครั้ง ดิฉันจะต้องแวะกราบขอพรจากหลวงพ่อ หลวงพ่อจะให้โอวาทว่า “ไปที่ไหน สิบนิ้วพนมไหว้ทุกคน มืออ่อน ปากหวาน นอบน้อม ถ่อมตน จะประสบผลสำเร็จ ค้าขายจะเจริญรุ่งเรือง”

บุตรชายของดิฉันก็ได้เดินทางไปเรียนต่อยังอเมริกา “ลูกเอ๋ย จำคำหลวงพ่อพูดไว้ หมั่นสวดมนต์ มีเวลาก็เจริญกรรมฐาน ปัญญาจะเกิดเอง” ปรากฏว่าบุตรชายของดิฉันได้คะแนนดีเด่น ขณะนี้กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ และเป็นที่รักใคร่ของอาจารย์มาก อาจารย์จะหางานวิจัยให้ทำอยู่เป็นประจำ ซึ่งงานวิจัยที่อาจารย์รับมานั้น จะได้เงินพอ ๆ กับที่เมืองไทยส่งไปให้


ความสำเร็จของลูกทั้ง ๓ คน และฐานะทางครอบครัวที่ดีขึ้น เพราะหลวงพ่อแนะนำให้สวดมนต์ พระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหากา และปฏิบัติธรรม ชีวิตครอบครัวก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ ลูกทั้ง ๓ คนก็ดี ดิฉันสอนให้ลูกสวดมนต์และปฏิบัติธรรม

ท่านจะให้โอวาทเสมอว่า “สุรีย์เอ๋ย จำไว้ เชื่อหลวงพ่อ หลวงพ่อนิ่ง หลวงพ่ออด หลวงพ่อทน คือจะต้องอดทน อดกลั้น และอดออม และที่ขาดเสียไม่ได้คือต้องสวดมนต์พระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหากา การค้าขายสุรีย์ต้องเอาอย่างคนจีนนะ ใครเขาจะว่าอย่างไรก็ต้องทน เราต้องเอาเงินจากเขามาซื้อของเราให้ได้”

คุณไพบูลย์ได้ป่วยเป็นโรคหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจตาย เส้นเลือดตีบ หลวงพ่อตอบทันทีเลยว่า “ให้คุณหมอผ่าตัดเลยนะ หลวงพ่อจะแผ่เมตตาให้คุณไพบูลย์หาย แต่จำไว้ไม่มีอะไรดีเท่าปฏิบัติกรรมฐาน และสวดมนต์พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหากา” ก็จริงดังหลวงพ่อแนะนำ



-ประสบการณ์จากการปฏิบัติธรรม

ตัน เซ็ง หย่ง
ข้าพเจ้าเคยทำงานธนาคารประมาณ ๓๐ ปี หลังจากนั้นชีวิตของข้าพเจ้าประสบปัญหาอย่างมาก ข้าพเจ้าตกงาน เพราะธนาคารที่มาเลเซียมีการรวมกิจการ ข้าพเจ้ากลายเป็นคนตกงาน จิตใจไม่สงบ

ช่วงขณะปฏิบัติตอนเช้า ข้าพเจ้ามีนิมิตเห็นคุณเอ๊ค เปลี่ยนเป็นหญิงสาวที่มีผ้าพันแผลที่แขนขวา ตอนนั้นข้าพเจ้าไม่แน่ใจวาอันนี้คือจริงหรือฝัน ดังนั้นข้าพเจ้าจึงออกจากนิมิต
ช่วงพักข้าพเจ้าเล่าสิ่งที่ได้เห็นในนิมิตให้คุณเอ๊คฟัง และคุณเอ๊คยืนยันว่าที่ข้าพเจ้าเห็นในนิมิตนี้เป็นจริง

ระหว่างนั่งสมาธิอยู่ข้าพเจ้ามีนิมิตเห็นสัตว์ตัวหนึ่ง อ้าปากขออาหารจากข้าพเจ้า ข้าพเจ้าแนะนำให้สัตว์ตัวนี้ให้กินสิ่งที่ไม่มีชีวิตเป็นอาหาร สัตว์ตัวนี้กลับรู้สึกโกรธและต่อว่าข้าพเจ้า ขอกว่าข้าพเจ้ารู้จักแต่สั่งสอนแต่ไม่ปฏิบัติเอง สัตว์ตัวนี้คือข้าพเจ้าในอดีต ที่เคยฆ่าชีวิตมากมายเป็นอาหาร ข้าพเจ้ารู้สึกทันทีว่าข้าพเจ้าต้องให้อภัยคนอื่น ไม่ว่าเขาจะเคยทำร้ายอะไรเรา เช่นอดีตข้าพเจ้าเคยฆ่าสัตว์มีชีวิตเป็นอาหาร แต่สัตว์มีชีวิตนี้ยังอภัยให้แก่ข้าพเจ้าได้

ตอนที่ข้าพเจ้ากำลังนั่งสมาธิ มีวิญญาณมามากและยังมีอยู่ในศาลาปฏิบัติธรรมอีกเยอะ ข้าพเจ้าได้แผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศลให้แก่เขาทั้งหลาย หลังจากนั่งสมาธิ ข้าพเจ้าเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายนี้ยังอยากเรียนกรรมฐานด้วย



-ชีวิตใหม่ที่หลวงพ่อเมตตามอบให้

ตอนนั้นดิฉันได้พาลูกไปดูต้นไม้ ดูนกในวัดซึ่งร่มรื่นมีต้นไม้มาก หลายต้นจะมีคำกลอนที่เป็นคติติดไว้ ดิฉันชอบไปอ่านเพราะเหมือนต้นไม้แต่ละต้นได้พูดสอนแทนหลวงพ่อ จำได้ว่าพาลูกไป ๓ ครั้ง เข้าไปกราบหลวงพ่อทุกครั้ง ท่านก็จะบอกให้ลูกไปกินข้าว ดิฉันก็ได้แต่ประทับใจในความเมตตาของท่าน

ดิฉันเป็นลูกคนเล็ก สมัยก่อนไม่ลำบากเลย พอแต่งงานมีลูก ๒ คน สามีก็เริ่มเจ้าชู้ ออกชายแดน ไปจังหวัดไหนก็มีภรรยาน้อยที่นั่น เมื่อแม่ของดิฉันรู้ จึงได้บอกกับดิฉันว่า “ลูกเอ๋ยกลับบ้านเราเถิด ขายหน้า คนบ้านนอกเราไม่เป็นอย่างนี้ ถ้าลูกของแม่กลับบ้าน เชื่อแม่ แม่จะปลูกบ้านให้ทำร้าน ลงทุนให้ค้าขาย ถ้าอยู่กับผัวแม่จะไม่ให้อะไรเลย” แต่สามีก็ดีอย่างหนึ่งคือเงินเดือนเขาให้ดิฉันไปรับทุกเดือน เขาใช้แต่เบี้ยเลี้ยง ดิฉันก็เชื่อแม่หนีกลับบ้านโดยที่เขาไม่รู้ ตอนหลังเขารู้รีบตามไปง้อ มีน้าชาย มาเตือนบอกไม่ให้หย่า เขาจะเป็นอย่างไรช่างเขา เราตั้งหน้าทำมาหากิน ส่งลูกเรียนให้สูง ๆ มีลูกดี ดียิ่งกว่าถูกรางวัลที่ ๑ ดิฉันก็พร่ำสอนอย่างไม่หวังพึ่งสามี ให้พึ่งตัวเองดีที่สุด

ดิฉันประกอบการค้าโดยขายของกินทุกชนิดทั้งของสดของแห้ง ใครถามหาอะไรเราเอามาขายหมด เป็นสรรพสินค้าย่อย ๆ ประจำหมู่บ้าน ขายของดีมาก จนส่งลูกทั้งสองจบ โดยที่พ่อของเขากลับมา เลิกเจ้าชู้ตั้งแต่เมื่อไร ดิฉันไม่ได้สนใจ

สิ่งที่นึกไม่ถึงก็ได้เกิดขึ้นกับครอบครัวดิฉัน คือ ลูกสาวคนเล็ก เกิดอาการเครียด เหม่อลอย สามีก็ได้พาลูกกลับบ้านด้วยความยากลำบาก จะกระโดดรถบ้างสารพัด พาลูกไปยังสำนักสงฆ์ยอดเขาสนามกราบพระอาจารย์ทนง และพระอาจารย์ปริญญา สายของหลวงปู่มั่น ลูกศิษย์ของหลวงปู่ชา ท่านเสกน้ำมะพร้าวอ่อนให้กินก็ไม่ยอมกิน บอกกินไม่ได้ปากเล็กเป็นเปรต เขาจ้างมาให้มาฆ่า จนสามีดิฉันร้อนใจ เอามีดหมอหลวงพ่อเดิมไปลูกตัวลูกสาว เท่านั้นลูกสาวก็ลุกขึ้นอาละวาด พูดเพ้อเจ้อต่าง ๆ นานา จนเหนื่อย แถมยังด่าพระอาจารย์ทั้งสองด้วย ท่านพระอาจารย์ทั้งสองพร้อมทั้งลูกศิษย์ ก็พร้อมกันสวดมนต์และแผ่เมตตาให้ นั่งสมาธิให้เป็นเวลานานจึงสงบ

พาไปหาหมอถอนเอาของออก โดยที่ให้ลูกศิษย์ท่านอาจารย์ทั้งสองนำทางไป ท่านอาจารย์ทั้งสองให้ของคุ้มกันไม่ให้อาละวาดไปกับรถ ดิฉันได้พาลูกไปรักษาที่ต่าง ๆ หลายแห่ง หมดเงินไปมาก เขาว่าที่ไหนดีก็พาไปหมด โรงพยาบาลบ้านสมเด็จก็พาไป ได้ให้ยาหลายอย่าง ยาพักผ่อน ยาคลายเครียด เพราะลูกสาวบอกว่าหูแว่วมีคนมาสั่งให้ทำต่าง ๆ บางครั้งขาดสติ ขณะที่เฝ้ารักษาลูกอยู่นั้น เห็นคนมีอาการเหมือนลูกหลายคน ถามคุยกับพ่อแม่เขา เขาก็บอกว่าเป็นมานานแล้วไม่หาย ก็คิดเสียใจว่าลูกเราก็คงไม่หายเหมือนลูกเขา รักษาอยู่หลายวันคุณหมอก็สั่งให้กลับบ้านได้ เอายามาทานที่บ้าน

มีคนบอกว่าให้ไปหาหมอที่เป็นพระ อยู่วัดตราชู พอท่านเห็น ดูอยู่นาน ท่านก็บอกว่า ท่านช่วยไม่ได้หรอก ผีเต็มตัว ถ้าท่านไล่ออกเด็กก็จะตาย คุณน้า ก็ได้คิดว่าพาไปหาหลวงพ่อจรัญเถิด ทำไมดิฉันไม่ได้นึกถึงท่าน กรรมบังตาบังใจ จนเกือบจะเสียลูก

ท่านหันมามองลูกสาว ชีหน้าพูดว่า “หนูมานั่งตรงหน้าหลวงพ่อได้อย่างไร หนูหมดอายุแล้ว วิบากกรรมเธอตามมา เธอหมดอายุแล้ว อาตมาดูหน้าผากเธอก็รู้ หลวงพ่อสงสารเธอจริง ๆ เธอยังมีบุญเก่า พ่อแม่เธอก็พอมีบุญบ้าง หลวงพ่อจะช่วยเธอให้ชีวิตใหม่แก่เธอ หลวงพ่อจะรับเธอเป็นลูกบุญธรรม รับเธอเป็นลูกบุญธรรมคนที่ ๕๕ ไม่ใช่หลวงพ่อจะรับง่าย ๆ นะ ลูกศิษย์นั้นเยอะมาก แต่ลูกบุญธรรมนั้นต้องพิจารณา หนูเป็นครูบาอาจารย์ หายแล้วจะได้ไปสอนคนอีกมาก”

ต่อจากนั้นท่านก็ได้ให้ยาห่อด้วยใบบัวให้ไปต้มให้ลูกสาวดื่มจนกว่ายาจะจาง ท่านก็บอกว่าให้ปิดร้านเอาลูกก่อน ดิฉันกราบเรียนถามท่านว่าจะสอนได้อย่างไรเจ้าคะ หลวงพ่อบอกว่าให้ไปเถิดหลวงพ่อจะช่วย

เมื่อถึงมหาวิทยาลัยนเรศวร ดิฉันและสามีได้ขอเข้าพบท่านอธิการบดี ได้ต้อนรับอย่างดี เข้ามาลูบหัวลูกสาวอย่างมีเมตตา ด้วยความเมตตาของหลวงพ่อ ไม่นานลูกสาวก็ขอเข้าพบท่านอธิการบดี เพื่อขอสอน ท่านก็เมตตาให้คุมนักศึกษาในห้องทดลอง (ห้องแลป) ก่อน ตั้งแต่นั้นมาลูกสาวก็หายวันหายคืน จากการคุมแลปก็ได้สอน หลวงพ่อพูดขึ้นว่าลูกสาวพ่อทุกคนต้องได้เป็นดอกเตอร์หมด ลูกสาวจะหาเวลาว่างมาปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน




-กรรมฐานเอาชนะโรคได้

ทางสถาบันมะเร็งส่งข่าวมาที่บ้านว่าให้ข้าพเจ้าไปตรวจซ้ำ เนื่องจาก X-Ray พบก้อนในปอดข้างขวา เพราะเคยสังหรณ์มานานแล้ว แต่ก็พยายามภาวนาให้เป็นวัณโรค และจับพลัดจับผลูไปเจอเอาก้อนที่ไตข้างซ้ายอีก และเป็นก้อนใหญ่กว่าที่ปอด ซึ่งอาการปวดบั้นเองด้านซ้ายขณะนั่งกรรมฐาน คือ แสดงถึงความผิดปกติของไตนั่นเอง เรียกว่าสองต่อเลยทีเดียว หลวงพ่อบอกข้าพเจ้าว่า “วาสุณี ปลงให้ตก แล้วสวดมนต์ไหว้พระ นั่งกรรมฐาน แผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรไป ไม่เป็นไร” ข้าพเจ้าเขียนพินัยกรรมไว้เลย

ยามใดที่ใจห่อเหี่ยวท้อถอย จะนำเทปของหลวงพ่อมาฟัง โชคดีที่หมอพบว่ายังไม่ไปที่ต่อมน้ำเหลือง หลังผ่าตัดมีความเจ็บปวดน้อยมาก ก่อนผ่าโทรกราบเรียนท่าน ท่านบอกว่าจะแผ่เมตตาให้ มาถึงบ้านเพื่อพักฟื้นรอการผ่าตัดปอด น้ำหนักเริ่มลด ท้องอืดมากกินอาหารได้น้อย คลื่นไส้ตลอดเวลา ก็ใช้วิธีกินครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง กินแล้วเดินจงกรม (นั่งสมาธิแล้วจะอึดอัดและเจ็บแผล) ทำอย่างนี้ทุกวันไม่เคยขาด สุขภาพก็เริ่มดีขึ้น

เข้าผ่าตัดปอดข้างขวาอีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าเชื่อว่าบุญที่ข้าพเจ้าเคยสร้างมา ทำให้ได้มีโอกาสฝึกปฏิบัติ เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าสามารถกำหนดในยามเจ็บปวดหรือนอนไม่หลับได้ สามารถทนความทรมานต่าง ๆ ได้ ตอนที่อยู่ในห้องผ่าตัดข้าพเจ้าสวดพุทธคุณตลอดเวลา จึงทำให้จิตสงบไม่ตื่นเต้นเลยจนกระทั่งดมยาสลบ

เริ่มให้ยาเคมีบำบัดเข็มแรก เมื่อใช้ยาหยดผ่านเข้าหลอดเลือด จะมีอาการมึนงง ร้อนวูบวาบตามตัว คลื่นไส้ การทรงตัวไม่ดี เดินเซ อาศัยข้าพเจ้าตั้งสติไว้ตลอดจึงทำให้ผ่านมาได้ อาหารที่รับประทานเข้าไปแรก ๆ ไม่มีรสชาติ ประมาณ ๓ อาทิตย์ หลังให้ยา ผมเริ่มร่วมมากขึ้น

ข้าพเจ้าจะฝึกจิตตนเองให้เข้มแข็ง ซึ่งการเดินจงกรมและนั่งสมาธิให้ผลดีมาก ยามใดที่จิตเริ่มตกจะนึกถึงคำสั่งสอนของหลวงพ่อ จิตก็เริ่มมีพลัง

วันนี้ข้าพเจ้าสามารถผ่านพ้นวิกฤตมาได้ด้วยบารมีของการปฏิบัติกรรมฐาน และอำนาจบารมีของการแผ่เมตตาจากหลวงพ่อโดยแท้จริง การรักษาโดยแพทย์ปัจจุบันก็เป็นสิ่งดี เพราะสามารถกำจัดก้อนเนื้อร้ายออกไปได้ แต่เซลล์ที่อาจหลงเหลืออยู่ในร่างกายจะหมดโอกาสเจริญเติบโตและฝ่อหายไปได้ หากเรามีจิตใจเข้มแข็งมุ่งมั่นที่จะเอาชนะโรคร้ายโดยใช้ธรรมะเข้าช่วย เพราะการปฏิบัติกรรมฐานจนจิตสงบและมีสติตลอดเวลา ไม่หงุดหงิด อารมณ์เสียจะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาจนสามารถทำลายเซลล์มะเร็งที่ยังเหลืออยู่ได้



-ผลบุญของพ่อแม่ถึงลูก

คุณพ่อท่านเป็นตัวอย่างของความกตัญญู โดยทุก ๆ เดือนท่านจะต้องเจียดเงินส่วนหนึ่งส่งไปให้ปู่ย่าตาทวดยังประเทศจีน ความที่คุณพ่อตรากตรำงานหนักมาก เมื่อผมอายุ ๑๘ ปี ท่านก็มีอันจากเราไปโดยไม่มีวันกลับ ผมก็เพื่อทำงานหาเงินมาจุนเจือครอบครัว พร้อมทั้งต้องส่งน้องอีกสามคนเรียน เงินเดือนทุกบาททุกสตางค์ผมให้คุณแม่หมด เพราะทางบริษัทมีอาหารให้ ๓ มื้อ แม่ท่านมีกำลังใจที่ดีมาก และคอยอบรมสั่งสอนเป็นกำลังใจให้ลูก ๆ ทุกคน
“เรามีน้อยก็ใช้ตามน้อย อย่าไปสร้างหนี้ หรือกินก่อนจ่ายทีหลัง”

ผมได้เริ่มทำงานครั้งแรกที่บริษัทลูกกวาดแห่งหนึ่งในตำแหน่งเด็กรับใช้ และด้วยความที่ผมเป็นคนขยัน ประกอบกับมีอัธยาศัยที่ดี ทำให้ผมได้เลื่อน จนได้เป็นพนักงานขายในเขต กทม. และเมื่อได้ออกตลาดต่อมาไม่นานก็ได้พบคุณอุบล ซึ่งเป็นลูกค้าของบริษัท และเห็นว่าคุณอุบลเป็นคนค้าขายเก่ง ตื่นแต่เช้า เป็นคนสู้งาน ผมจึงได้ตัดสินใจแต่งงานกับคุณอุบล คิดว่าลำพังรายได้จากเงินเดือนคงไม่สามารถนำพาครอบครัวไปได้ จึงได้ตัดสินใจลาออกจากงาน เพื่อมาประกอบกิจการส่วนตัว

ถึงแม้ตัวผมเองจะไม่มีความรู้ แต่มีประสบการณ์และคำสอนของเจ้านายเก่าให้ขยัน อดทน และประหยัด ผมจึงได้มุ่งมั่นต่อสู้โดยเปิดโรงงานผลิตลูกกวาดขึ้น กิจการก็ดำเนินด้วยดีมาตลอด โดนเน้นการขยายตลอดต่างประเทศ

จนในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งมีการลดค่าเงินบาท การส่งออกเริ่มหยุดชะงัก ตลาดในประเทศแต่เดิมไม่ค่อยได้ให้ความสนใจมากนัก ทั้งกำลังซื้อก็ตกลงไปถึง ๕๐% ทำให้รายได้หดหายไปมาก ขณะเดียวกันก็ต้องรับผิดชอบภาระหนี้สินของธนาคารที่ได้กู้ยืมมาเพื่อขยายการลงทุน ทำให้รายได้ไม่พอที่จะชำระหนี้ธนาคาร แต่ด้วยอานิสงส์ผลบุญของผมและภรรยาที่ได้เคยเข้าปฏิบัติกรรมฐาน มีสติและค่อยลำดับการแก้ปัญหาต่าง ๆ จนคลี่คลายด้วยดีจนถึงทุกวันนี้

ในอดีตผมเป็นชาวพุทธที่รู้แต่ทำบุญตามวัดต่าง ๆ ตลอดจนการเช่าวัตถุมงคลต่าง ๆ ผมได้ซื้อหนังสือ ชื่อหนังสือเรื่อง “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” หลวงพ่อจรัญ โดยเทศน์ในเรื่องกฎแห่งกรรม ผมได้รับฟังธรรมะจากท่านจนซึ้งใจถึงกับน้ำตาคลอ คือท่านได้เทศน์ว่า

“พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก และเป็นครูคนแรกของลูกที่ชุบเลี้ยงเรามาด้วย เรือน ๓ น้ำ ๔ คือ เรือนครรภ์เรือนตักที่แม่อุ้มใส่ตัว และเรือนที่อยู่อาศัย ซึ่งพ่อแม่ทำไว้ให้ ส่วนน้ำ ๔ คือน้ำนม น้ำจากคุณพ่อคุณแม่ที่ท่านให้พร น้ำพักน้ำแรงที่เลี้ยงอุ้มชูเรา และน้ำใจที่ไม่มีอะไรจะเทียบได้ วันเกิดของลูก คือวันตายของแม่ ฉะนั้นวันเกิดของเราพาเพื่อนไปเลี้ยงเหล้า จดจำไว้เลยว่าอายุจะสั้น ก่อนจะไปเลี้ยงเพื่อนขอให้เลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ให้อิ่มก่อน ซื้อเสื้อผ้าส่วย ๆ ให้ท่านแล้วกราบเท้าท่าน ขอพรจากท่านแล้วจะได้เจริญร่ำรวยแน่ ๆ”

การแผ่เมตตานั้น ผมเชื่อมาก เพราะมีอยู่วันหนึ่ง ผมหลับไปแล้ว เทพหรือเจ้าบ้านเจ้าเรือนมากระซิบบอกว่า หลวงพ่อจรัญท่านแผ่เมตตามาให้ ผมตื่นขึ้นมาพนมมือรับ ขนลุกซ่าไปตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้า ไปปฏิบัติกรรมฐาน ๗ วัน หลังจากนั้นก็รู้ว่าการเรียนของลูกชายผมดีขึ้น มีสมาธิดีขึ้นมาก สอบได้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ ส่วนลูกสาวคนที่ ๒ ก็เหมือนกัน สอบเข้าได้ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

ส่วนลูกสาวคนโตจบปริญญาตรี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะเศรษฐศาสตร์ ก็เรียนต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นห่วงและกังวลมาก เพราะไม่มีเพื่อนและญาติอยู่ที่อเมริกาเลย แต่ด้วยอานิสงส์ผลบุญที่ได้ทำตามคำแนะนำของหลวงพ่อ ให้สวดมนต์แล้วแผ่เมตตาให้ลูก ๆ ได้พบคนดีมีเมตตา จากนั้นไม่กี่วันก็ได้พบกับคุณมาลี ปาละวงศ์ ซึ่งครอบครัวของเราทั้งสองสนิทสนมกันมาก และมักจะไปกราบนมัสการท่านพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญด้วยกันเป็นประจำ

ภรรยาผมได้ไปปรับทุกข์เรื่องนี้กับคุณมาลี ปรากฏว่าคุณมาลีมีเพื่อนซึ่งส่งลูกชายชื่อเอก เดินทางไปทำปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา และเป็นเมืองเดียวกันกับที่ลูกสาวผมจะไป คุณเอกเป็นเด็กที่มีน้ำใจมาก เมื่อได้ทราบข่าว ก็อาสามารับลูกสาวผมถึงสนามบิน พร้อมกับให้ที่พักจนกว่าทางมหาวิทยาลัยจะมีห้องพักว่าง



-ธรรมนำชีวิต

ความรักใคร่ทำให้มีกำลังใจ ตรงนี้ขอฝากไว้ อย่าให้กำลังใจตก หมอมาปั๊บชักไปเลย แต่พอไปเจอนางพยาบาล พอเห็นนางพยาบาลยิ้ม หายเลย ถามหมอว่าตาคนนี้เป็นโรคอะไร หมอบอกว่าเป็นโรคกำลังใจ

สาวไทยตามโรงงานอุตสาหกรรม ไปไหนเอาแต่ใจตัวเอง เสียผู้เสียคน แล้วสร้างหลักฐานไม่ได้ด้วย คนจีนมาจากเมืองจีน เสื่อผืนหมอนลูก ทำไมรวย เขาใช้อะไรหรือ เขาใช้ความอดทนและฝืนใจ อดทนตากแดดตากฝน คนจีนทนได้ คนไทยไม่ทนเลย เตือนหน่อยโกรธเลย คนไหนถ้าผู้ใหญ่ตักเตือนโกรธ เจ๊งเลย ไม่ได้ดี

คนเรานี่สุขไม่เหมือนกัน ทุกข์ไม่เหมือนกัน แก้ไขเหมือนกันทุก ๆ คนไม่ได้ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม อย่าไปขัดคอเขา ต้องฝืนใจต้องอดทน เราอยู่กับคนมากต้องอดทนมาก อยู่กับคนต้องอดทนตลอดไป ถ้าเราอยู่คนเดียวก็ไม่ต้องอดทน เพราะไม่มีใครขัดคอ ใครจะพูดอย่างไรก็ช่าง

วันไหนมีคนด่าคนว่าอย่างโน้นอย่างนี้ ล้วนแต่ได้กำไร คนเรานี่มีปัญหามาก คนแปลว่าปัญหา คนสร้างแต่ปัญหาให้เรา เราเป็นผู้จัดการผู้บริหารต้องอดทนมาก เมื่ออยู่กับคนมากก็ต้องอดทนมากแน่นอน

ถ้าเราไม่รักกันจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร เป็นพี่น้องกันยังรักกันไม่ได้ พี่น้องยังโกงกัน จะไปกันรอดหรือ อาตมาจึงพูดว่า ความดีเป็นศัตรูของชีวิต เงินทองเป็นอสรพิษ ไม่ใช่ของเราอย่าเอามา เอามาแล้วเป็นงูเห่า กัดแหลกลาญ ฆ่ารันฟันแทงกัน

ธรรมะตัวนี้ไม่ใช่ความสบาย จะต้องฝืนใจตลอด เพราะคนเรานั้นชอบสบาย กินสบาย นอนสบาย ไม่เอางานเอาการ คนสร้างความดีต้องทนความยากลำบาก ถ้าลงทุนความลำบากไม่ได้ก็ดีไม่ได้ คนสร้างความชั่วชอบลงทุนความสบาย กินสบาย นอนสบาย ไม่เอางานเอาการ กำลังชั่วโดยไม่รู้ตัว



ในเมื่อเป็นเช่นนี้ยากมาก ความดีที่จะได้ไม่ใช่ของง่าย คนเราที่มีปัญญานั้น อ่านหนังสือไม่ต้องมีตัว ถ้าเรามีสติปัญญาสวดมนต์ มันจะออกมาในสมอง คุณหมอไม่เคยคิด จะได้คิด ไม่เคยมีสติ จะมีสติ ไม่เคยมีปัญญามาก่อน จะมีปัญญา ไม่ใช่เรียนหนังสือเป็นปัญญา เรียนหนังสือแล้วก็ยังใช้ไม่ได้ ต้องใช้โอกาสที่จะมีสติที่จะคิดหาเหตุผลของตนเอง ปัญญาถึงจะเกิด ปัญญาคือตัวกลาง รอบรู้กองสังขาร อ่านตัวออก บอกตัวได้ แล้วจะได้ใช้ตัวเป็น จะได้เห็นตัวตาย จะได้คลายทิฐิ จะได้ดำริชอบ จะได้ประกอบกุศล จะได้ผลอนันต์ เป็นหลักฐานสำคัญ

อีกประการหนึ่งจะเรียนให้ทราบ คนหมดอายุแล้วต่ออายุได้ นี่จะถึงวันตายของอาตมาแล้ว ๑๔ ตุลาคม เราต่ออายุมาได้ตั้ง ๒๒ ปีแล้ว รถชนคอหักตาย ตกเหวตาย แต่ทำไมไม่ตาย อาตมานี่อายุมาถึงป่านนี้แล้ว ย่าง ๗๒ ปี

ขอประทานโทษแม่ของอาตมายังอยู่เลย อายุ ๑๐๐ ปีแล้วนะ นี่ส่วนนี้ได้แล้ว อายุยืน อายุร้อย เข้าห้องน้ำห้องท่าได้สบาย ถามเรื่องอะไรตอบได้หมด แม่ไม่เคยอารมณ์เสีย แม่ไม่เคยด่าใคร ลูกจะยังไงก็ไม่เคยบ่น ลูกเลยอายุยืน ถ้าคนไหนโมโหเก่ง
ระงับความโกรธไม่ได้อายุจะสั้น อย่าไปโกรธใคร อย่าไปเกลียดใครไว้ในใจ อย่าอารมณ์ค้าง


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 10 ธันวาคม 2552 เวลา:18:45:28 น.  

 
เล่ม ๑๖

-ผู้ว่าพาหุงฯ

ข้าพเจ้ารับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย คงไปไม่ถึงไหนแน่ จึงตัดสินใจขอออกไปเป็นหัวห้าฝ่ายแผนและโครงการสำนักงานจังหวัดนราธิวาส ที่นั่นงานมากและเป็นที่เสี่ยงภัย

ที่นราธิวาส บ้านเช่าหายาก มีบ้านที่หัวหน้าฝ่ายคนก่อนเคยเช่าอยู่ เก่ามากๆ ผีดุ บนฝ้าเพดานมีค้างคาว หนูอาศัยอยู่เต็ม ตอนกลางคืนจะมีเสมือนเสียงคนเดินบนเพดานตลอดคืน ข้าพเจ้าคิดจะหาบ้านใหม่หลายครั้งแต่หาไม่ได้

ผู้บังคับบัญชาขณะนั้น ดูเหมือนไม่ค่อยชอบหน้าข้าพเจ้าเลย ทุกวัน หลังจากเลิกงานแล้วก็เป็นทุกข์ เพราะกลับไปบ้านก็กลัวผีหลอก จึงต้องไปกินเหล้าเมาแอ่นแล้วกลับบ้าน เข้านอนโดยไม่ต้องถอดเสื้อผ้า หลับไปเลยจะได้ไม่ต้องกลัวผี ไปหาท่านมหาคล่อง ที่วัดวิเศษการ พรานนกท่านบอกว่า ถ้ากลัวผีให้สวดพุทธคุณพาหุงมหากา ไม่กินเหล้า เบียร์ แต่รีบกลับมาบ้านสวดพุทธคุณ พาหุงมหากา หลับสบายดีตั้งแต่บัดนั้นมา จนไม่ต้องกินเหล้าเบียร์อีกเลย

หลังจากสวดพุทธคุณพาหุงได้ ๒ เดือน ผู้บังคับบัญชาที่เคยไม่ชอบหน้า ก็ให้คนมาตามชวนไปทานอาหารเย็น แล้วค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อย จนในที่สุดกลายเป็นคนที่ท่านชอบ ปีนั้นได้ ๒ ขั้น


ได้ถือปฏิบัติเคร่งครัดอยู่ ๓ ประการคือ

๑. สวดพุทธคุณพาหุงมหากาทุกวัน เช้า-ค่ำ วันเกิดอาจสวดธรรมจักรกัปปวัตนสูตรบ้าง ทำสมาธิด้วย

๒. ใส่บาตรทุกเช้า ไม่ว่าภิกษุสามเณร จะกี่องค์ต้องใส่จนครบ บางวันมีถึง ๕๐ องค์ ใส่จนครบ

มีข้อสังเกตว่า ยิ่งทำบุญใส่บาตรมากเท่าใด ประชาชน ญาติมิตร เพื่อนฝูงจะนำของกินมาให้ เช่น ผัก ปลา ผลไม้ น้ำผึ้ง ข้าวสาร มาให้จนใช้ไม่หมด ต้องแจกจ่ายให้ผู้อื่นอยู่เสมอๆ

๓. ชักชวนข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนชาวพุทธไปทำบุญตามโครงการธรรมทานสัญจร เป็นประจำทุกเดือนๆ ละ ๑ ครั้ง ทุกคนจะได้รับแจกบทสวดพุทธคุณพาหุง เพื่อสวดทุกคน ไปชักชวนคนให้สวดมากขึ้น ผลก็คือมีผู้สวดพุทธคุณพาหุงมหากากันทั่วเมือง

ได้เดินทางกลับ และนมัสการท่านเจ้าคุณหลวงพ่อจรัญ เล่าให้ท่านฟังว่า เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดมา ๕ ปีครึ่งแล้ว นำประชาชนสวดพุทธคุณพาหุง ไม่เคยขาด ท่านนั่งดูสักพักท่านก็พูดขึ้นมาว่า “ไปเป็นผู้ว่าเสียไป” ดีใจมาก เพราะคิดว่าสวดพุทธคุณพาหุงมา ๑๐ กว่าปี ล้วนพบแต่ของดี ท่านจึงให้พรให้ไปเป็นผู้ว่า

โทรทัศน์ก็ประกาศว่า ครม.แต่งตั้งให้ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง คนทั่วไปบอกกันว่า ที่ได้เป็นผู้ว่าก็เพราะสวดพาหุง จึงเรียกกันว่าผู้ว่าพาหุง

สิ่งที่ชักชวนให้ผู้คนสวดพุทธคุณพาหุงมากๆ ก็คือ ได้อธิบายให้คนเข้าใจว่า พุทธคุณพาหุง เป็นบทที่พรรณนาเล่าเรื่องที่พระพุทธเจ้าชนะมาร ๘ ประการ แต่ละประการทรงชนะด้วยธรรมะ อานิสงส์ของการสวดก็คือเอาธรรมะมาท่องบ่น บริกรรมภาวนา ย่อมได้อานิสงส์ และนำธรรมะนั้นๆ ไปปฏิบัติย่อมได้อานิสงส์เห็นทันตาเช่น

พาหุงข้อที่ ๑ พระพุทธเจ้าชนะมารด้วยระลึกถึงทานที่ทำมาแล้วแต่อดีตชาติ ข้อนี้ธรรมะคือสอนให้เราให้ทานแล้วชนะมารได้

พาหุงข้อที่ ๒ คือชนะด้วยขันติ ความอดทน อดกลั้น ผู้ใดสวดแล้วนำธรรมะมาปฏิบัติก็จะทำอะไรสำเร็จ ให้ลูกสวด ให้ลูกปฏิบัติ ลูกเรียนหนังสือก็จะสำเร็จมีงานการทำดีๆ

พาหุงข้อที่ ๓ พระพุทธเจ้าชนะมารด้วยเมตตา ธรรมะในข้อนี้คือ เมตตา สวดแล้วแผ่เมตตาก็จะไม่มีศัตรู มีแต่เทวดารัก มนุษย์รัก เป็นต้น

พุทธคุณพาหุงนี้มีอานุภาพมากจริงๆ ประท้วงเรื่องเลือกตั้ง สามารถใช้เวลาในการเจรจาเพียง ๑๐ นาที ผู้คนเลิกปิดถนนได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจจริง



- สวดมนต์เป็นนิจ อธิษฐานจิตเป็นประจำ


ดิฉันมาปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน นานแล้วค่ะ ส่วนใหญ่จะมาคนเดียว ถือกระเป๋าเสื้อผ้า ๑ ใบ และถุงใส่น้ำยาล้างส้วม ๑ ถุง เป็นประจำ ทุกครั้ง ที่มาหลังปฏิบัติธรรม และรับประทานอาหารแล้ว ดิฉันจะถูพื้น ล้างส้วมที่ศาลาปฏิบัติธรรมนั้นทุกครั้ง ตั้งแต่สามียังเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยจนปัจจุบันนี้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด

ไม่ได้บอกใครว่าดิฉันเป็นภรรยาผู้ว่าฯ ขณะที่ดิฉันเทน้ำยาล้างส้วมดิฉันได้ตั้งจิตว่าขอให้ จิตดิฉันสะอาดดุจน้ำยาไปล้างสิ่งสกปรกของส้วม ซึ่งแต่ก่อนนี้ดิฉันจะเป็นคนรังเกียจส้วมมาก เหมือนบุญส่ง ดิฉันไปที่ใดก็ตามจะพบแต่ส้วมที่สะอาดทุกครั้ง

ประสบการณ์ตรงที่ดิฉันได้รับจากหลวงพ่อ คือ ดิฉันมีที่ดินมรดก ซึ่งไม่ค่อยได้ไปดูเลย พอไปดูอีกที ที่ดินคนอื่นปิดล้อมหมดไม่มีทางออก ไปขอร้องให้เจ้าของที่เดิมซื้อเขาก็กดราคา ก็มาถือศีลปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน จะซื้อทางออกทำถนนเขาก็โก่งราคามากเกินไป หลวงพ่อพูดว่าบางคนจะขายที่ก็ขายไม่ได้ทำไม่ไม่สวดพระพุทธคุณ พาหุงมหากา สวดซิจะได้ขายได้ ดิฉันสะดุ้ง ทำไมหลวงพ่อพูดตรงกับใจที่กำลังคิดพอดี ดิฉันก็กลับมาสวดให้มากกว่าเดิม เช้า-เย็น ใช้วิธีนับลูกประคำ และเมื่อสวดเสร็จก็จะหันหน้ามาทางวัดกราบหลวงพ่อจรัญทุกครั้งให้ท่านมีสุขภาพดี

ประมาณเดือนเศษ ดิฉันยังใส่บาตรและสวดมนต์สม่ำเสมอ วันหนึ่งเจ้าของที่นาติดกับเราขอซื้อที่ดินน้องตามราคาที่น้องให้ไว้ ดิฉันได้นำเงินนั้นมาถวายวัดอัมพวันจำนวนหนึ่ง และได้นำไปทำมูลนิธิให้คุณแม่

ดิฉันยังปฏิบัติตนตามคำสั่งสอนของคุณแม่ ให้รู้จักกตัญญู อ่อนน้อมถ่อมตนไม่อยากมี อยากได้ของคนอื่น ให้พอใจในสิ่งที่ตนมี ให้เป็นผู้ให้ อย่าเป็นผู้รับฝ่ายเดียว มีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่ และคนทั่วไป ถ้าทำงานราชการอย่าเบียดบังทรัพย์สินของหลวงเด็ดขาด อย่าพูดโกหก ให้มีเมตตากับคนทั่วไป ให้เคารพมารดาสามีดุจแม่ของตัวเอง ไม่ให้ดูถูกคน



- หัวใจไม่ยอมแพ้

ทำฟาร์มเลี้ยงไก่ แต่ก็ไม่ประสพความสำเร็จ เพราะราคาขายไม่แน่นอน จึงหันกลับมาทำนาเพียงอย่างเดียว ขณะที่ผมตัดกิ่งไม้อยู่นั้น กิ่งได้ขาดออกจากลำต้นแล้ว แต่เปลือกของไม้กลับไม่ขาด ปลิวไปพาดกับสายไฟเข้า กระแสไฟฟ้าวิ่งสู่ตัวผมทันที ทันทีที่กระแสไฟฟ้าช๊อต ผมตัดสินใจโดดลงจากต้นไม้ นาทีแรกที่ตกถึงพื้นความรู้สึกก็คือ ชาไปหมด และปวดหลังบริเวณเอว เพื่อนบ้านที่ไปด้วยกันก็ตกตะลึงยืนแข็งทื่อกันไปหมด ผมต้องเรียกให้เขาช่วยอีก

เมื่อไปถึง โรงพยาบาลหมอได้เอกซเรย์แล้วบอกว่า หลังหักห้ามเคลื่อนไหว โรงพยาบาล ไม่ได้มีการทำการรักษาแต่อย่างใด มีเฉพาะยาแก้อักเสบ และยาแก้ปวดให้เท่านั้น นอนอยู่ประมาณ ๓ วัน แผลตามขาและก้นก็เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็น หมอได้เรียกแม่เข้าไปบอกว่า คนไข้จะตายภายใน ๒ ชั่วโมง ให้รีบไปผ่าตัด
แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น แม่จึงพากลับบ้านมารักษาทางแผนโบราณต่อ ผมเริ่มรู้ตัวว่าตัวเองเดินไม่ได้แน่นอน จิตใจก็เคว้งคว้าง ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว แผลตามร่างกายก็อักเสบ น้ำเหลืองก็ไหล

ปีแรก ผมช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ก็มีพ่อแม่และน้องคอยเช็ดทำความสะอาดจับพลิก ซ้าย พลิกขวาอยู่

ปีสอง จึงเริ่มหัดนั่งเอง และเริ่มถัดไปมา พอถัดก้นก็เป็นแผล เปลี่ยนจากถัดเป็นคลาน เข่าและเท้าก็เป็นแผลแต่ก็ต้องทนอยู่ในสภาพเช่นนี้ อยู่อีกเป็นเวลา ๖ ปี

ปีที่ ๗ เริ่มพบธรรมะจากหลวงพ่อจรัญ โดยการเปิดวิทยุฟัง หลวงพ่อได้กล่าวถึง อานิสงส์ของการสวดมนตร์ ว่ามีคนพิการได้สวดมนตร์ก็อยู่ประมาณ ๒ ปี เขาจึงเดินได้ ผมจึงเกิดศรัทธา และเขียนจดหมายไปหาหลวงพ่อ เล่าอาการให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อก็ได้ส่งหนังสือสวดมนตร์มาให้ผม ตั้งตาสวด เช้า – เย็น ด้วยอานิสงส์การสวดมนตร์อีก ๕ เดือนต่อมาผมได้รับการผ่าตัดจาก โรงพยาบาลศิริราช จนแผลหาย อาการเริ่มดีขึ้น

ผมเริ่มคิดจะช่วยเหลือตัวเอง และทำงานให้เหมือคนปกติทั่วไป ผมจึงคิดจะทำรถนอน เพื่อจะได้เคลื่อนย้ายตัวเองได้ และไม่เกิดแผลกดทับ (และนี่สัจจะธรรมหลวงพ่อที่ว่า มีสติแล้วปัญญาจะเกิด) ผมเริ่มใช้ใบเลื่อยเล็กๆ นอนตัดเหล็กจากรถสามล้อนั่ง ผมเลื่อยอยู่ ๑๕ วัน และเริ่มประกอบอีก ๑๕ วัน จึงสำเร็จ

เมื่อช่วยเหลือตัวเองได้ จึงเริ่มทำเพื่อคนอื่นบ้าง โดยการเริ่มเพาะชำกล้าไม้ เช่น ฟักทอง พริก มะเขือ ฯลฯ แจกเพื่อนบ้าน แล้วจึงเริ่มมาขายพันธุ์พืช เมื่อทำสำเร็จผมจึงชักชวนพ่อให้เลิกทำนาหันมาทำไร่นาสวนผสม ปลูกลำใยนอกฤดู ส้มโอไม่มีเมล็ด พืชผักอายุสั้นแซม จากพื้นนา ก็กลายมาเป็นร่องสวน จากปีแรกที่ทำ ๑๐ ไร่ พอเข้าปีที่ ๒ ก็ขยายเป็น ๒๐ ไร่

บุญเลิศ โกสุมา “ เกษตรกรนอนทำ “

ต่อมาคุณดวงดาว ที่เคยมาเยี่ยมได้เขียนจดหมายไปหา ไอทีวี บังเอิญอีกเหมือนกันที่เพื่อนบ้านข้างๆ ก็เขียนไป จดหมายสองฉบับจากต่างภาค เป็นเรื่องของคนๆ เดียวกัน จึงได้รับการพิจารณา ไอทีวี ให้ได้ออกรายการหัวใจไม่ยอมแพ้ รับฉายาว่าเกษตรกรนอนทำ คงเป็นด้วยอานิสงส์ของการสวดมนตร์ภาวนาของผม ทำให้ผมได้พบผู้อุปการะขึ้นมา บางท่านก็ช่วยซื้อพันธุ์ไม้ คุณอุ๊ เจ้าของกิจการวุ้นคุณอุ๊ ท่านได้กรุณานำผลิตภัณฑ์เพื่อเสริมสุขภาพ มาให้ผมได้ใช้รักษาตัว คุณเพชรพูนภรณ์ ได้กรุณานำซาวน่าโดมมาให้ผมได้ใช้อีก ก็ทำให้ผมดีวันดีคืน จนสามารถลุกนั่งอย่างคล่องแคล่ว และเริ่มที่จะก้าวขาเดินต่อไปได้

ขณะที่ผมเขียนเรื่องอยู่นี้ ผมก็ยังเดินไม่ได้ด้วยตัวเอง ยังต้องใช้วอล์คเกอร์ช่วยอยู่ แต่หัวใจขอผมยังไม่ยอมแพ้
ผมรอดพ้นจากการคิดฆ่าตัวตาย จากความท้อแท้มาได้ เพราะบารมีของหลวงพ่อ



-ปฏิบัติธรรมทำให้ครอบครัวมีสุข

ในระยะที่เศรษฐกิจกำลังดีอยู่นั้น ดิฉันใช้ชีวิตอย่างประมาทใช้เงินซื้อความสุขให้ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการไปเที่ยว หรือ ซื้อเครื่อง เพชร ทอง จะหลงระเริงอยู่กับคำเยินยอ เวลาที่ใครเดือดร้อนเรื่องเงิน เมื่อมาหาดิฉัน จะไม่เคยผิดหวัง ดิฉันไม่ชอบค้าขายเลย แต่ที่มีเงิน เพราะทำธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อขายบ้าน ที่ดิน และวัสดุก่อสร้าง

เศรษฐกิจเริ่มถดถอย การเงินเริ่มฝืดเคือง จนเริ่มมีอาการเครียด หงุดหงิด ต้องกลับมาฝืนทำการค้าสงสัยดิฉันคงจะหน้างอ การค้าจึงขายไม่ดี สิ่งที่เคยได้ก็ไม่ได้ เคยไปเที่ยว ก็ไม่ได้ไป เวลาเห็นใครไปเที่ยวก็คิดอิจฉาอย่างรุนแรง ในที่สุด ก็หาทางระบายกับคนในครอบครัว จนลูกๆ กลัวไม่กล้าเข้าหน้า ครอบครัวก็เริ่มห่างเหินกันขึ้น

สามีได้สวดมนตร์ ตามแนวทางหลวงพ่อ คือ บทพาหุง มหากา และอิติปิโสเท่าอายุ บวก ๑ จบ อ่านหนังสือ กฎแห่งกรรม และมักกะลีผล

คุณพานิชได้แนะนำให้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดเป็นเวลา ๗ วัน อ้างความไม่พร้อมต่างๆ นานา จนคุณพานิชคงจะหมั่นไส้จนทนไม่ไหวจึงบอกว่า “คนที่คิดแบบนี้ คือคนโง่ เธอจะรอให้ลูกมีปัญหา หรือติดยาก่อนแล้วค่อยไปหรือ ทำไมเธอถึงไม่ป้องกันไว้ก่อน ถ้าเธอรอให้ลูกติดยาก่อนแล้วค่อยไป จะทำให้หายยาก แต่ถ้าไปก่อนที่ลูกจะมีปัญหา ก็มีแต่จะทำลูกที่ดีอยู่แล้ว ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก การค้าก็จะดีด้วย” ทำให้ดิฉันคิดว่าคุณพานิช คือใคร ทำไมถึงหวังดีกับเราขนาดนี้ จึงตัดสินใจมรปฏิบัติธรรมกับคุณพานิช

หลังจากการปฏิบัติธรรมที่วัดเป็นเวลา ๗ วัน พร้อมทั้งนำกลับไปปฏิบัติที่บ้านอย่างต่อเนื่องมาน้อย ตามแต่เวลาจะอำนวย ปรากฏว่า ผลที่ได้รับกลับมา คือ ความสุขในครอบครัวเป็นความสุขที่บริสุทธิ์ ไม่ต้องใช้เงินซื้อ ความอิจฉา ริษยาหายไป (ไม่ทราบว่าตอนไหน) การค้าดีขึ้นมาก ครอบครัวของดิฉันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ลูกค้าที่มาซื้อสินค้าก็พูดจาไพเราะเหลือเกิน ดิฉันมีความสุขกับการค้าขายมาก



- อย่าทิ้งกรรมฐาน

ทุกครั้งที่ดิฉันปฏิบัติที่วัดอัมพวัน ดิฉันจะปฏิบัติอย่างตั้งอกตั้งใจ และถือสัจจะอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะมีเวทนามารบกวนหนักสักเพียงใดก็ตาม ดิฉันนึกถึงคำพูดของพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญที่ว่า “ตายให้มันตาย ถ้าตายขณะปฏิบัติกรรมฐานจะได้ไปสุขคติ” เพราะดิฉันรู้ว่าไม่เคยมีใครตาย มีแต่คนรอดตายหรือหายจากโรคร้ายได้ ด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

วิบากกรรม ที่ต้องชดใช้ ด้วยความอดทน

ดิฉันจำคำสอนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพูดให้คิดว่า “หากเราค้าขายขาดทุนก็ไม่มีใครมาทวงหนี้ เพราะเราไม่มีจะให้ หากเราค้าขายมีกำไร เดี๋ยวก็มีเจ้าหนี้มาทวง เช่นเดียวกัน การปฏิบัติกรรมฐาน ถ้าปฏิบัติได้ผล เจ้ากรรมนายเวรเขาก็ต้องตามขอให้ชดใช้”

ลูกชายของดิฉันเป็นโรค “autism” และคลื่นสมองผิดปกติเป็น “โรคลมชักในสมอง” ต้องทานยากันชักเป็นประจำขาดไม่ได้เลย! พัฒนาการต่างๆ หยุดลงสิ้นเชิง ปฏิกิริยาตอบรับแทบไม่มีเลย จะหิว จะร้อนจะหนาว ก็บอกไม่ได้ เจ็บปวดก็บอกไม่ได้

ความแตกร้าวเริ่มเกิดขึ้น สามีแสดงความรังเกียจและเกลียดชังดิฉันมากขึ้นทุกวัน คล้ายกับว่าดิฉันเป็นแม่ที่ใช้ไม่ได้ ไม่สามารถให้ความสมบูรณ์กับลูกเขาได้ ดิฉันเคยคิดฆ่าตัวตายหลายครั้ง แต่เมื่อนึกถึงคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่ว่า “คนฆ่าตัวตายต้องตกนรก ใครทำบุญให้ก็ไม่ถึง และจะต้องเกิดมาฆ่าตัวตายอีกหลายชาติ” ก็ได้สติ ขออยู่ชดใช้กรรมให้หมดไปในชาตินี้เลยดีกว่า

ดิฉันเข้าห้องพระ ไหว้พระสวดมนตร์ อธิษฐานจิตแผ่เมตตาให้ลูกชาย ให้เจ้ากรรมนายเวร เมื่อจิตสงบดีก็คิดยาวไปอีกว่า วิบากกรมเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นกรรมของดิฉันเอง และกรรมของลูกน่าจะเป็นผลจากการกระทำของดิฉันก็ได้ จำได้ว่า หลวงพ่อเคยเทศน์สอนญาติโยมว่า “พ่อแม่สร้างกรรมไม่ดี มันจะไปออกที่ลูก”

กรรมฐานระลึกชาติได้ กรรมฐานรู้กฎแห่งกรรม

ระหว่างที่กำลังเดินจงกรม สติบอกดิฉันว่า สาเหตุที่ลูกชายดิฉันต้องเป็นเด็ก autism ก็เพราะกรรมของดิฉันเอง ดิฉันนึกถึงแม่ ตั้งแต่เล็กจนโตเป็นสาว จนกระทั่งแต่งงาน ดิฉันเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง ถ้าตักเตือนดิฉันจะโต้เถียงชี้แจง ไม่เคยคิดว่าแม่จะเสียใจหรือไม่ บางครั้ง แม่ถึงกับน้ำตาร่วง ดิฉันต้องกำหนดรู้หนอๆๆ อยู่นาน กว่าจะเดินจงกรมต่อไปได้

เมื่อครบกำหนดกลับ ลาศีลออกจากกรรมฐานแล้ว ดิฉันตรงไปยังบ้านแม่ทันที ดิฉันยกพาน ธูปเทียนแพ ดอกไม้ ขึ้นมาจบ ขออโหสิกรรมต่อท่าน แล้วกราบแทบเท้าคุณแม่ ขอพรจากคุณแม่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกว่า “พ่อแม่ให้พรลูกรับรองดีทุกคน รวยด้วย”

ดิฉันบอกกับคุณแม่ว่า อดีตดิฉันเคยสร้างบาปกรรมกับแม่ ทำให้แม่ต้องร้องไห้ และเสียใจ ไม่เคยรู้ซึ้งถึงความรักอันบริสุทธิ์ที่แม่มีต่อดิฉัน ไม่เคยเข้าใจความรู้สึกที่ดีที่แม่มีต่อดิฉัน วันนี้ลูกชายของดิฉันป่วย autism เขาก็ไม่เข้าใจความรัก และความรู้สึก ของดิฉันเหมือนกัน ดิฉันระลึกได้ รู้กฎแห่งกรรม จึงขอให้แม่อโหสิกรรมให้ดิฉัน

โดยปกติแล้วดิฉันเป็นคนช่างเอาใจคนเก่ง ดิฉันจะเอาอกเอาใจ และดูแลเอาใจใส่ปรนนิบัติสามีและคุณแม่ของสามีอย่างดี แต่ เขาทั้งสองก็รังเกียจดิฉัน ทำอะไรให้ก็ไม่ถูกใจ เป็นเช่นนี้มานาน

ดิฉันก็ระลึกได้อีกว่า ดิฉันเป็นคนปากไว ถ้าไม่ผิดแล้วจะต้องเถียง ต้องย้อน และเอาแต่ใจตัวเอง แล้วแสดงกับคุณแม่ของสามีเองด้วย ก็เหตุนี้เช่นกัน จึงทำให้สามีและคุณแม่เขา รังเกียจดิฉัน

ดิฉันจึงนำธูปเทียนแพ ไปกราบขออโหสิกรรมต่อคุณแม่ของสามีและสามีของดิฉัน เหมือนที่ดิฉันเคยไปกราบคุณแม่ของดิฉัน ถึงกระนั้นก็ตามเขาทั้งสองยังคงเฉยเมย และเย็นชากับดิฉัน ไม่พูดด้วย ไม่มองหน้า อยู่เป็นเวลานาน แต่ดิฉันอดทน คำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อก้องอยู่ในหู “หลวงพ่อนิ่งหลวงพ่อทน หลวงพ่อทนหลวงพ่อนิ่ง ... ทำความดีต้องมีอุปสรรค ทำความดีต้องเสมอต้นเสมอปลาย ... ธัมมะแปลว่าฝืนใจ...” ก่อนไปทำงานหรือกลับจากทำงาน ดิฉันจะต้องกราบเขาทั้งสอง แม้เขาทั้งสองจะไม่สนใจดิฉันก็ตาม


อานิสงส์กรรมฐาน มีปัญญาแก้ไขปัญหาชีวิต

ดิฉันรักษาสัจจะ อดทนปฏิบัติ ตลอดระยะเวลา ๔ ปี และไม่เคยขาดการอโหสิกรรมแผ่เมตตาให้ลูกให้สามี และผู้มีพระคุณ เป็นประจำทุกครั้ง กรรมฐานไม่ใช่แก้กรรม แต่กรรมฐานเป็นการชดใช้กรรม ใครทำใครก็ต้องใช้

สามีไม่ดีอย่าไปด่าสามี สามีคนที่ไม่ดีอย่าไปตามเข้ามา เราเป็นแม่ดูลูกเข้าไว้ สวดมนตร์แผ่เมตตาให้สามีคนดีคนเดิมกลับมา ดิฉันจำขึ้นใจ สามีของดิฉันก็กลับมาเป็นคนเดิม เขาดีกับดิฉันเหมือนเราไม่เคยทะเลากันมาก่อนเลย และที่สำคัญลูกชายของดิฉัน มีพัฒนาการดีขึ้น

การที่ท่านจะช่วยใครนั้น เขาผู้นั้นต้องมีบุญกุศลอยู่บ้าง แต่ถ้าเขาไม่มีบุญกุศลเพียงพอ ก็เหมือนแบตเตอรี่เสียแล้วชาร์จไฟไม่เข้า แผ่เมตตาก็ช่วยไม่ได้

ผลการตรวจคลื่นสมองของลูกชาย “ปกติ” คุณหมอก็สั่งระงับยาทุกตัวที่เคยทานมาตลอดเวลากว่า ๓ ปี

ณ วันนี้ ดิฉันมีครอบครัวที่อบอุ่น ยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูกและคุณแม่สามี ทุกคนเบิกบาน ทุกคนดีกับดิฉัน ญาติพี่น้องดีหมด ความรักความอบอุ่นกลับคืนมา สามีดิฉันพูดว่า เขาจะประคับประคองครอบครัวให้อยู่อย่างมีความสุขเช่นนี้ตลอดไป

ดิฉันไม่เคยทิ้งกรรมฐาน เพราะหลวงพ่อเตือนดิฉันว่า “อย่าทิ้งกรรมฐาน” ดิฉันไม่ได้ปฏิบัติเฉพาะที่วัดเท่านั้น อยู่บ้าน อยู่ที่ทำงาน ดิฉันก็ปฏิบัติ มีสติกำหนดรู้ทุกอิริยาบถ รู้แต่ ปัจจุบันๆ เท่านั้น


ปฏิบัติด้วยความศรัทธาเชื่อมั่น อย่างมีสติ มิใช่ปฏิบัติเพียงครั้งสองครั้งหรือวันสองวัน แต่ปฏิบัติ เป็นประจำ กว่า ๖ ปี

“กรรมฐาน ต้องการให้มีปัญญาแก้ไขปัญหา จำตรงนี้เอาไว้ เพราะกรรมฐานเป็นวิชาแก้ปัญหาชีวิต เป็นวิชาแก้ทุกข์ ต้องเรียนรู้เอง ซึ่งพระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบ”



-สวดมนตร์ชนะโรคได้จริงหรือ


ดิฉันเป็นคนขี้โรค เดี๋ยวเป็นโน้นเป็นนี่ตั้งแต่เด็กจนโตมาจนถึงปัจจุบันนี้ ดิฉันผ่าตัดมาหลายครั้ง ล้วนแล้วต้องวางยาสลบทุกครั้ง จนเบลอ ความจำไม่ค่อยดีเลย เพราะฤทธิ์ยาสลบโดยวางมา ๕-๖ ครั้งแล้ว จนดิฉันเบื่อโรงพยาบาล ไม่อยากที่จะเข้าอีกแล้ว

ขณะทำงานบ้านอยู่ มือชา เท้าชา ปากเบี้ยว ปากกระตุก พูด เอ้อ อ้า ไม่รู้เรื่องเลย จึงเรียกสามีให้มาช่วยตกใจมากคุณหมอบอกว่า ถ้ามาช้ากว่านี้จะเป็นอัมพฤกแน่ ต่อมาคุณหมอให้กินยาวันละประมาณ ๑๐ เม็ดต่อวัน คุณหมอแนะนำให้ออกกำลังกายด้วย

หลวงพ่อแนะนำให้เอาหนังสือ ไปสวดมนตร์พร้อมกับให้พรกับเรา ก่อนกลับหลวงพ่อบอกให้ไปกินข้าวก่อน ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

ตั้งแต่นั้นมาดิฉันตั้งใจสวดมนตร์ตลอด ปัจจุบันก็ยังสวดอยู่ทุกคืนๆ สวดจนหมดเล่มรู้สึกว่าอาการที่เป็นอยู่เกี่ยวกับโรคประจำตัวรู้สึกค่อยๆ หายไป น่าแปลกประหลาด และแปลกใจมาก



-ปฏิบัติธรรมชดใช้กรรม


ฉันเริ่มไม่สบาย หมอบอกฉันเป็นมะเร็งหลังโพรงจมูก ฉันก็หยุดทำผม ฉันมีบ้านให้เช่าลูกชายคนโต ช่วยค้าขาย มีโรงทำน้ำแข็งยูนิค และขายส่งน้ำดื่ม ของเบ็ดเตล็ด ทุกอย่าง ตอนไม่สบายต้องฉายแสง แม่จะเอาหนังสือให้สวดมนตร์ มีป้าบอกว่าให้ฉันไปวัดอัมพวัน ก็ไม่ได้ไปเพราะช่วย ลูกชายขายของไม่มีเวลา

พอปี ๒๕๓๖ ลูกชายเกิดอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิต หลังจากนั้นได้ไม่นาน เกิดพายุ ลินดา พัดบ้านเช่าหมดไม่มีอะไรเหลือ ฉันต้องกลับมาเปิดร้านทำผมอีกครั้งแต่ก็ไม่ค่อยจะมีคนมาทำผม เงินก็ไม่ค่อยจะมีใช้ พอดี คุณประทุม จะไปวัดอยู่ ๓ วัน ฉันก็เลยได้ไปกับเขาพอกลับมาบ้านคิดว่าจะไม่ไปอีกแล้ว เพราะนั่งไม่ไหว ปวดเมื่อยไปหมด เดินก็ไม่ได้ ยุบหนอพองหนอ ก็ไม่รู้อยู่ที่ไหน ยืนหนอ ก็ไม่รู้ ไม่ไปอีกแล้ว

ฉันเองเคยไปมาหลายวัด บวชชีก็เคย บวชพราหมณ์ก็เคย ไม่ลำบากเลย ไม่ต้องนั่งกรรมฐานนาน อาการที่ไม่สบายก็เริ่มอีก เจ็บคอ พูดไม่มีเสียง ปวดหู หมอบอกว่าน้ำขังในแก้วหู ทรมานมาก

ฉันได้คุยกับคุณพานิช บอกว่าไปหาหลวงพ่อจรัญ ขออธิษฐาน ได้อยู่ปฏิบัติกรรมฐานได้อยู่ปฏิบัติ ๗ วัด ไปใช้กรรม แล้วอะไรๆ ก็จะดีขึ้นทุกๆ อย่าง แล้วก็ได้ สมความปรารถนา สามีเคยดื่มสุรา เล่นการพนัน สูบบุหรี่เลิกหมดทุกอย่าง
จากไม่เคยเชื่อถือในเรื่องนี้เลยโรคภัยไข้เจ็บทุกอย่างในร่างกายหายหมดลูกดีทุกคน ค้าขายดีมาก


ถึงแม้ว่าจะไม่มีบุญติดตัวมาเลย แต่ก็สามารถสร้างบุญให้กับตนเองได้โดยการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 14 ธันวาคม 2552 เวลา:18:55:55 น.  

 
-ปฏิบัติธรรมทำให้หายจากโรค

ดิฉันไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานวัดอัมพวัน ขณะที่ดิฉันกำลังนั่งสมาธิ ครูผู้สอนก็ให้นั่งสมาธิคนละ ชั่วโมงครึ่ง ชั่วโมงแรก ดิฉันปวดมาก ดิฉันรู้สึกว่าขาทั้งสองข้างหนักมากขยับเขยื้อนไม่ได้ ปวดหัวเข่าจนน้ำตาไหล ดิฉันจึงไม่ไปสนใจกับการปวดนั้นอีก มาให้ความสนใจในลมหายใจของตนเองกับการกำหนดยุบหนอพองหนอแทน สักพักจึงรู้สึกดีขึ้นคลายอาการปวดลงไป

ดิฉันเห็นผู้หญิงกำลังเอามีดเชือดคอไก่อยู่โดยมีเด็กผู้ชายจับตัวไก่และคอไก่ไว้ เด็กผู้หญิงคนนั้นก็คือตัวดิฉันเองและเด็กผู้ชายคนนั้นก็คือพี่ชายของดิฉันนั่นเอง เทศกาลตรุษจีนแม่จึงใช้ให้ดิฉันกับพี่ชายไปฆ่าไก่เพื่อนำมาไหว้แทน เมื่ออกจากสมาธิดิฉันก็อุทิศส่วนกุศลให้กับไก่ตัวนั้น ดิฉันจะต้องแผ่บุญกุศลไปให้ไก่ตัวนั้นทุกครั้งที่ออกจากสมาธิ

ทุกวันนี้ดิฉันหายจากโรคที่ดิฉันเป็นมาเกือบ ๓๐ ปี คือโรคเจ็บคอในเวลากลางคืนกับโรคกระเพาะ
แต่นับตั้งแต่ดิฉันไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดอัมพวันมา ไม่รู้ว่าโรคเหล่านี้หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ลูกสาวคนเล็กตั้งแต่ไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ๗-๘ ครั้ง ปัจจุบันนี้การเรียนดีขึ้น ส่วนลูกสาวคนโตก็ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเหมือนกัน สอบเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้
ครอบครัวของดิฉันสวดมนตร์กันทุกคืน



-อานิสงส์การสวดมนต์


ดิฉันชื่อเดิมคือ ทัม ชุยโต เป็นชาวมาเลเซีย
ดิฉันได้พบกับสามีครั้งแรกซึ่งดิฉันและเพื่อนได้มาเที่ยวประเทศไทย เป็นครั้งแรก และได้พบกับมัคคุเทศก์นำเที่ยว แต่ต่อมาวันที่สองมีเหตุที่จะต้องทำให้มีการ เปลี่ยนตัวมัคคุเทศก์ ซึ่งต่อมาอีกเกือบ ๓ ปีให้หลังก็ได้แต่งงานกัน นับว่าเป็นเรื่องแปลก โดยดิฉันเชื่อว่าเราทั้งคู่ได้ทำบุญกรรมร่วมกัน มาจึงทำได้ได้พบกันอีกในชาติภพนี้ทั้งที่อยู่ห่างไกลกันคนละประเทศ และก็ได้พบกัน ด้วยความบังเอิญโดยแท้

ดิฉันได้เข้าลงทะเบียน และปฏิบัติเป็นเวลา ๓ วัน ซึ่งทำให้ดิฉันรู้สึกมีความสุข และมีสติปัญญาในการแก้ไขปัญหา ไม่คิดฟุ้งซ่าน มีจิตใจเข้มแข็งมั่นคง ทั้งนี้เป็นผลมาจากการปฏิบัติธรรมที่วัดนั้นเอง

เมื่อกลับมาแล้ว ดิฉันได้สวดมนต์บทสวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ และพาหุง มหากาฯ ตามที่หลวงพ่อสอนโดยตลอดไม่มีขาดทุก ๆ วัน ขณะนั่งรถเดินทางก็สวดและ อธิษฐานจิตถึงหลวงพ่อ ขอให้ท่านช่วยดลบันดาลให้ดิฉันสามารถอ่านภาษาไทยได้ เพราะ ดิฉันอยากจะอ่านหนังสือกฎแห่งกรรมของหลวงพ่อ นับว่าเป็นอานิสงส์โดยแท้ ภายในระยะเวลา ๖ เดือนหลังจากดิฉันเริ่มสวดมนตร์ ดิฉันสามารถอ่านภาษาไทยออกได้เป็นคำ ๆ

ดิฉันสังเกตได้ถึงความทุกข์ใจแต่สามีก็ไม่ได้บอกถึงสาเหตุ ดิฉันจึงได้สวดมนต์แผ่เมตตาในวันนั้น ขอให้สามีพ้นจากทุกข์และฝืนใจปฏิบัติธรรม นับเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เมื่อสามีตื่นนอน จะเดินทางไปกราบหลวงพ่อที่วัดอัมพวัน

โดยในวันนั้นหลวงพ่อได้เทศนาในเรื่องการฝืนใจว่า ถ้าฝืนใจไม่ได้ก็เอาดีไม่ได้ ทำให้ดิฉันรู้สึกแปลกใจยิ่งนักว่า หลวงพ่อเหมือนกับทราบได้จากรู้หนอเห็นหนอของท่าน สามีดิฉันก็สบายใจขึ้น ดิฉันได้ถามสามีว่าทำไมถึงเกิดอยากจะไปที่วัด ซึ่งสามีตอบว่า ไม่ทราบ เกิดความรู้สึกอยากไป

น้าของสามีได้มีปัญหาครอบครัว แก้ไม่ตกคิดจะฆ่าตัวตาย ดิฉันจึงได้โทรไปหาและมอบหนังสือสวดมนต์ให้ ซึ่งในตอนแรก น้าก็ยังไม่ยอมสวด อ้างว่าไม่มีเวลา ดิฉันก็จึงได้แผ่เมตตาให้น้าหลังจากสวดมนตร์ประจำวันแล้ว หลังจากนั้นน้าก็ได้เริ่มสวดมนตร์เอง ปัจจุบันนี้น้าว่าการสวดมนตร์ทำให้จิตใจสงบ อารมณ์เย็นขึ้น และไม่มีความคิดที่จะฆ่า ตัวตายอีกแล้ว



-เพียงแค่แรงอธิษฐานที่หน้าจอโทรทัศน์


รายการ “ชีวิตไม่สิ้นหวัง” เวลาหกโมงเช้าวันอาทิตย์ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๓ คุณป้า ทั้งสองติดตามมาโดยตลอดไม่เคยขาด ทำให้อยากสวดมนตร์ ตามแนวทางที่พระเดชพระคุณ แต่ก็จนใจ เพราะอ่านบทสวดมนตร์ไม่ค่อยออก ดังนี้ จึงขออธิษฐานให้หลวงพ่อช่วยทางโทรทัศน์จากรายการ “ชีวิตไม่สิ้นหวัง” ด้วยการยกมือขึ้นจบ แล้วอธิษฐานว่า “หลวงพ่อช่วยด้วย ลูกจะอ่านอย่างไรได้ ขอให้สวดได้ จะได้ไปวัดเยอะๆ” ก็นานหลายเดือนทีเดียว ค่อยๆ รู้ไปทีละเล็กละน้อย”

ทุกคืนจะสวดมนตร์ก่อนนอน แล้วก็ออกชื่อหลวงพ่อเป็นประจำ ให้หลวงพ่อช่วยด้วย อย่างนั้นอย่างงี้ เจ็บตรงนั้นปวดตรงนี้ ขอให้หายด้วย แล้วจะได้มาที่วัด ก็ได้ผล ส่วนคุณป้าหนูเล็กบอว่า มีแต่เบาหวานอย่างเดียว เพิ่งทราบว่าดื่มน้ำต้ม ตะไคร้ตากแห้งรักษาโรคเบาหวานได้



- เรื่องของบุญบารมี

คนเราไม่เหมือนกัน แต่กันเพราะบารมีไม่เท่ากัน บารมี ซึ่งแปลว่าความเพียร เวียนว่ายตายเกิดมาหลายกัป

อาตมานึกย้อนหลังเมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมา ต้นมะขามกายะสิทธิ์ของอาตมา ตอนอาตมาย้ายมาที่วัดนี้ทำไมปืนถึงยิงไม่ออก นกเหยี่ยว นกกา มากมายจริง เดี๋ยวนี้นกดังกล่าวหายไปไม่มีเหลือสักตัว เนื่องจากพวกบ้ามายิงกินหมด ก็ไปเจอที่ประหารชีวิตนักโทษ อยู่ที่โคนต้นมะขาม
เราจึงมานั่งกัมมัฏฐาน ถึงได้รู้ว่าที่นี่เป็นประหารนักโทษ เป็นที่รบพุ่งชิงชัยกัน ในสมัยสมเด็จพระนเรศวร กับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

เมื่ออาตมาขุดดินใต้ต้นมะขาม ปรากฏว่าพบศพทั้งหมด ๔๐ ศพ พอเผาหมดแล้ว ต้นมะขามนักษัตรก็เหี่ยวแห้งเฉาตายไป เหลือแต่ต้นลูก ต้นเดิมใหญ่มาก มีอายุนับพันปี วิญญาณนักโทษประหารเหล่านั้นอยู่ที่ต้นมะขามกายะสิทธิ์ ปืนจึงยิงไม่ออก
ตอนหลังนี้มะขามนักษัตรนั้น ก็กลายมีมากกว่า ๑๒ เม็ดบ้าง ไม่ถึง ๑๒ เม็ดบ้าง แต่ก็ยังเป็นรูปร่างหน้าสัตว์เหมือนกัน ตรงนั้นเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์

ที่วัดเรานี้ยังมีเทวดาที่ต้นพิกุลสอนแม่ชีสวดมนต์ มหาเมตตาใหญ่ ถ้าใครมาแล้วมีสมาธิเข้าขั้นแล้วจะเห็น ว่าจะมีอะไรบ้างในวัดนี้ ถ้าใครมาบวชอยู่ที่วัดนี้ไร้บุญวาสนาก็จะอยู่ไม่ได้ จะเพี้ยนไปเลย ไปแล้วไม่เห็นกลับมาสักองค์ล้มหายตายจากกันไปหมด

ถ้าเราปฏิบัติธรรมเสมอต้นเสมอปลาย ท่านจะมีบารมีสูงขึ้นกว่าเดิม

บางทีเราเทศน์อธิบายไปอย่างชัดเจนแล้ว เขาก็บอกว่ายังไม่เข้าใจ แต่คนที่มีบุญวาสนาเขาเข้าใจ ยกตัวอย่าง มีอิสลาม มียืนอยู่หน้ากุฏิ เราก็ให้พร เพราะมีคนมาถวายสังฆทาน แปลกที่อิสลามมารับพร แล้วก็ขอรูป ๒ นิ้วไปใส่กระเป๋า คนที่อยู่ข้างในไม่ได้พร เพราะไม่ได้ตั้งใจ แล้วอิสลามคนนั้น ก็ขับรถไป รถคว่ำแหลก แต่ตัวเขากลับไม่เป็นอะไรเลย เพราะเขารับพรไป

เทวดาที่อยู่ต้นพิกุล ก็มาสอนแม่ชีสวดมนต์เวลาตีสิบสองเหมือนกัน จะสวดมนต์เสียงดังที่ศาลาหลังเก่า พลับพลา พลับเพ วิโรธนัง ตีสี่พระพุทธเจ้าเล็งญาณ พุทธกิจ ๕ ประการไม่เคยว่าง ตอนเช้า บิณฑบาตโปรดสัตว์ ตอนสายัญเห ธัมมะเทสนัง ตอนเย็น แสดงธรรม ภิกขุโอวาทัง ตอนหัวค่ำ สอบอารมณ์กัมมัฏฐาน อัฏฐรัตเตเทวะปัณธนัง ยี่สิบสี่นาฬิกา แก้ปัญหาเทวดา เดี๋ยวก็ยังมีอยู่ เทวดาจะมาชวนแม่ชีก้อนทอง ปานเงิน สวดมนต์ตอนยี่สิบสี่นาฬิกา

อาตมาจึงให้แม่ชีถามเทวดาว่าทำไมต้องมาอยู่ที่ต้นพิกุล ต้นพิกุลต้นนี้มีอายุประมาณพันปี ก็เนื่องจากว่าโดนสาปมาจากสรวงสวรรค์ ผิดประเวณีนางฟ้า พระอินทร์สาปมา ถามว่าจะครบร้อยปีเมื่อไร เทวดาก็บอกว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อาตมาก็จดไว้ พอครบกำหนดร้อยปี ต้นพิกุลโค่นลงมาเองโดยไม่มีลมพัดเลย

คนเราก็มีเทวดารักษา ท่านต้องมองด้วยปัญญาจะเห็นว่าคนนี้มีเทวดารักษาที่ศรีษะจะมีโง้วเฮ้งที่ศรีษะ มันจะมีแสงออก ท่านมีสมาธิละเอียดจะเห็นแบบนี้ เพราะการเจริญพระกัมมัฏฐานเป็นการสร้างบารมีให้กับตนเอง ของใครของมันทำกันเอาเอง

คนเราจะพ้นทุกข์ได้ก็เพราะความเพียร เดินจงกรมนั่งกัมมัฏฐาน ความเพียรเป็นบารมีอันหนึ่งสามารถเป็นที่พึ่งของตัวเองได้ สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มีอีกแล้ว ถ้ามีความสงบอยู่ที่ไหนก็มีความสุขอยู่ที่นั่น

เมื่อก่อน ๒๕ ศตวรรษ คนอายุยืน คนมีธรรมะมากอ่อนน้อมถ่อมตนมาก มายุคใหม่สมัย บังอาจและก้าวร้าวกับพ่อแม่ และไม่มีอโหสิกรรมต่อกันด้วย ยกตัวอย่าง บางทีลูกหลาน ว่าพ่อว่าแม่ โดยไม่ได้เกรงใจ บางบ้านพ่อแม่ด่าลูก ด่าแล้วยังไม่พอยังแช่งลูกอีก คนสมัยนี้ห่างเหินจากความเมตตา กรุณาซึ่งกันและกัน

คนเราเดี๋ยวมีธรรมะแต่ปาก แต่ไม่มีธรรมะประจำใจ รับศีลก็รับแต่ปาก แต่จิตใจก็ไม่ได้รับด้วย ถ้าปฏิบัติธรรม จิตใจของท่านก็จะยอมรับ เกิดกลียุคใน ๒๕ ศตวรรษ นั้นเป็นความจริงทุกประการ ผู้ดีจะเดินตรอก ขี้ครอกจะเดินถนน ผู้ดีก็จะเดินเข้าไปในตรอกซื้อที่ซื้อทาง ขี้ครอก ขายที่ได้ก็มาอยู่ตึกพาณิชย์ ขายของไม่ได้ก็เจ๊ง

พี่น้องจะฆ่ารันฟันแทงกัน ลูกจะฆ่าพ่อแม่ พ่อแม่จะฆ่าลูก นั้นเป็นความจริงแล้ว คนที่ไร้ธรรมะขาดเมตตาปราณี จะฆ่ารันฟันแทงกัน เมื่อก่อน ๒๕ ศตวรรษ พี่น้องรักกันช่วยเหลือกัน ไม่ฆ่ารันฟันแทงกัน ก็เพราะ เขาเคารพพ่อแม่ คนเรายุคใหม่นี้ ไม่มีการเคารพพ่อแม่เลย จึงไม่มีระเบียบวินัย และจารีตประเพณี วัฒนธรรม ก็จะจืดจางหายไป

คนโบราณเขารักกัน ที่น้ำใจ คนสมัยใหม่นี้ไม่รักกันที่น้ำใจ รักแต่เปลือกไม่ถึงแก่น ความรักจึงไม่มั่นคงถาวร


คนสมัยก่อนเขาปฏิบัติธรรมมาก คนสมัยนี้ไม่ปฏิบัติธรรม คนสมัยก่อนพอวันพระเขาจะไปวัด รักษาอุโบสถ พาลูกพาหลานไปด้วย เดี๋ยวนี้ไม่มีการทำอย่างนั้น การเข้าวัดเป็นการไปเที่ยววัด เป็นการทัวร์บุญ

เมื่อสมัยสุโขทัยนั้น ไม่ต้องเป็นพี่น้องกันเลย เขาต้องการคนดีมาอยู่ใกล้กัน รวมกันเป็นหมู่บ้าน เขายกที่ให้ฟรี เพราะที่ทางสมัยโบราณไม่มีโฉนด เดี๋ยวนี้แม้เป็นพี่น้องกัน ที่ดินเพียงคืบเดียวก็ยังโกงกัน ท่านทั้งหลายก็จงอย่าไปอุดน้ำ อย่าไปอุดถนนหนทางไม่ให้ใครเขาเดิน มีลูกจะเป็นใบ้

ยุคใหม่สมัยนี้ ท่านทั้งหลายอย่าไปไว้ใจทาง อย่าไปวางใจคน ท่านจะจนใจเอง ท่านจะเสียเอง คนเดี๋ยวนี้เชื่อไม่ค่อยได้ มีเงินเขาก็นับว่าน้อง มีทองเขาก็นับว่าพี่ ไม่มีเงินไม่มีทองก็ไม่มีพี่น้องเลย

ท่านทั้งหลายอย่าสร้างอะไรให้ตัวเองเดือดร้อน และอย่าไปทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน และก็ให้พยายามอย่างยิ่งอย่าไปเบียดเบียนตัวเอง และอย่าไปเบียดเบียนคนอื่นเขา เท่านี้ก็พอเหลือกินเหลือใช้


คนสมัยสุโขทัย ประกอบด้วยลักษณะ ๔ ประการ คือ

๑. ชอบช่วยเหลือกัน ก่อสร้างไปทางไหนเขาก็จะช่วยกัน แต่คนสมัยนี้ไปไหนชอบทำลายซึ่งกันและกัน คนโบราณนั้น ญาติธรรมนั้นดีที่สุดแล้ว ญาติทางสายโลหิตบางทีก็ไม่รักกัน

๒. ละเอียดอ่อน จิ้งจกทักเขายังเชื่อ เดี๋ยวนี้พ่อแม่ทักยังไม่ยอมเชื่อเลย คนโบราณละเอียดอ่อนมาก

๓. ชอบงอก ไม่ชอบหด ไม่ชอบการเหี่ยวแห้ง ชอบปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา เดี๋ยวนี้ชอบทำลายตัดต้นไม้หมด

๔. ชอบต่อสู้ ไม่เลี่ยงงาน อดทนต่อสู้กับงาน

ญาติสายโลหิตก็ใช้ไม่ได้ เพราะยังมีการฆ่ากัน ยังจะทะเลาะวิวาทกัน ญาติคือคนสนิทคนใกล้ชิดกัน ญาติธรรมจึงดีที่สุด จะพูดกันรู้เรื่อง จะเข้าใจกันได้ง่าย



-เรื่องของสมาธิ

การนั่งสมาธิบำเพ็ญจิตภาวนาช่วยท่านได้เยอะเลย แต่มันทำยาก ถ้าท่านทำจริงๆ แล้วคิดอะไรมันก็ได้ เรียกว่าแก้วสารพัดนึกของชีวิต

เวทนาต้องเป็นทุกครั้ง แต่มันจะเปลี่ยนที่ เช่น เราเดินจงกรม แล้วมานั่ง แล้วก็เดิน มันก็จะเปลี่ยนไปปวดตั้งนั้นตรงนี้ มันไม่ปวดซ้ำ และจิตก็คิดอย่างนั้น คิดอย่างนี้ ไม่เหมือนกัน เมื่อกายสามัคคี จิตสามัคคีแล้ว จะเกิดผลเกิดอานิสงส์ในการปฏิบัติธรรม ถึงจะรู้ว่าของจริงอยู่ตรงนี้



การเจริญกัมมัฏฐานเป็นการแก้ปัญหาชีวิตหลายอย่าง ทำให้เรามีวินัยในตัว เพราะสติสัมปชัญญะ กัมมัฏฐานเน้นอยู่ ๔ ข้อ

ข้อ ๑. ยืนหนอห้าครั้ง ต้องพยายามทำช้าๆ เป็นบทบาทที่ต้องแก้ปัญหาและรู้กฎแห่งกรรม

ข้อ ๒. เน้นการเดินจงกรมให้ได้จังหวะ

ข้อ ๓. เน้น พองหนอ ยุบหนอ หายใจให้ยาวๆ มันมีประโยชน์ ถ้าไม่เคยมันจะอึดอัดมาก แล้วมันจะเบื่อหน่าย มันไม่พองไม่ยุบ ถ้าหายใจยาวๆ จะทำให้ใจเย็นลงทันที

ข้อ ๔. อายตนะ ต้องกำหนด จิตมันเกิดตรงไหนให้กำหนด จิตเกิดจะได้รู้ คิดหนอ โกรธหนอ เสียใจหนอ ไม่สบายใจหนอ ให้กำหนดที่ลิ้นปี่

เมื่อเราศึกษาจิตเข้าใจแล้ว เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป จิตก็ไม่ไปพะว้า พะวง จิตมันก็กลับมาที่เดิม ส่วนอาการปวดมันจะหายหรือไม่หาย จิตก็ไม่ไปสนใจ มันก็ไม่รู้สึกปวด ถ้าเราไม่เข้าใจตรงนี้มันจะสับสนไปหมด พอเราทำที่ยากๆ ได้แล้ว เรื่องอื่นก็เล็กไป

เวทนามีอยู่ ๓ อย่าง คือ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ คือจิตมันออกไปเลยไม่สุขไม่ทุกข์ วางเฉย จิตเลยเที่ยวไป ต้องกำหนดรู้หนอๆ จิตถึงจะกลับมา

ที่สำคัญต้องหายใจให้ยาว พอง แล้ว หนอ ยาวๆ พอเราหายใจยาวจนคุ้นเคยกับลมหายใจแล้ว จะสังเกตตัวเองได้ อารมณ์จะเย็นลง

รับรองได้ว่าท่านทั้งหลายจะไม่ไป นรก เป็นเปรต อสุรกาย แน่นอน กัมมัฏฐานเป็นบุญให้เกิดความสุข ช่วยให้เราไปเกิดอย่างต่ำก็โลกมนุษย์ ถ้าหากเราไม่เจริญกัมมัฏฐานขาดสติไป เกิดโลภขึ้น หรือโกรธขึ้นมาแล้วตาย ก็จะไม่ไปเมืองมนุษย์ ต้องลงนรก เกิดมีโมหะจริตขาดสติปัญญา ต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานแน่นอน ถ้าเราเจริญกัมมัฏฐานเป็นการต่ออายุได้ ให้เป็นคนแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีโรคภัยไข้เจ็บจะหายอย่างน่าอัศจรรย์

ช่วยให้เราได้ลาภต่างๆ อย่างน่าอัศจรรย์ และทำให้เรามีความเจริญรุ่งเรืองมีผู้คนเคารพนับหน้าถือตามากมาย



-การเก็บอารมณ์

ในขณะที่เราทำกัมมัฏฐานนี้นะ มันจะคิดถึงเรื่องอะไร ถ้าจิตเป็นกุศลมันก็จะคิดแต่เรื่องกุศล ถ้าจิตเป็นอกุศลก็คิดอย่างอกุศล

บางครั้งเป็นอกุศลกรรม มันมีบาปกรรมโผล่ขึ้นมา ตั้งแต่ครั้งอดีต เมื่อชาติก่อนก็มี มันจะไม่ซ้อนกัน
บางคนอารมณ์ไม่ดี เพราะเก็บอารมณ์ไม่ได้ นึกจะพูดก็พูด ออกมาเลย บางทีไม่ควรพูดก็พูด ไม่ควรทำก็ทำ

ถ้าเก็บอารมณ์ได้จะมีพลังสูง มีพลังสูงแล้วจะทำให้เรารู้จริงๆ รู้กฎแห่งกรรมเป็นอันดับแรก ว่าเราทำกรรมอะไรไว้ เราจะได้แก้ไขในขณะปฏิบัติกัมมัฏฐาน จะได้มีการอโหสิกรรมต่อการกระทำของเราเมื่ออดีต หรือเมื่อชาติก่อน มันมาโผล่ในชาตินี้

ถ้าเราเจริญกัมมัฏฐานไปมากๆ สะสมบุญไว้เยอะๆ จะรู้ได้เลย พี่น้องนั้นมันไม่ใช่พี่น้องกัน มันมาเกิดฆ่ารันฟันแทงกัน เป็นศัตรูกันเมื่อชาติก่อน เหมือนอย่างสามีภรรยา จะต้องฆ่ากัน

ถ้าเกิดอโหสิกรรมตอนนั้นได้ ก็จะไม่มีการตามเวรตามกรรมฆ่ารันฟันแทงกันต่อไปได้

พองหนอยุบหนอ หายใจยาวๆ ช้าๆ ให้ละเอียด แล้วตั้งสติไว้มันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าเราขาดสติมันจะมีนิมิต เห็นแสงไฟ เห็นโน้น เห็นนี่ เห็นอะไรไป เพราะสติหมด แต่สมาธิมีมาก

ถ้าสมาธิมีมากแต่ขาดสติไปมันจะมีนิมิต เห็นอะไรหลายๆ อย่าง เราก็ต้องกำหนดว่า “เห็นหนอๆ ๆ” เดี๋ยวก็หายไป ถ้าเราไม่กำหนดเห็น หรือไม่กำหนดจิตเก็บอารมณ์ไว้ได้ ภาพนั้นจะมาเรื่อยๆ เห็นไปต่างๆ นาๆ ประการ จริงบ้างไม่จริงบ้าง

ถ้ารู้ล่วงหน้าแล้วจะเป็นวิปัสสนึก นึกเป็นตรงนั้นเลย มันเป็นอุปาทาน นึกว่าเราได้แล้ว นึกว่าเราทำเป็นแล้ว มันคล้ายเป็นอย่างนั้น

ความชั่วมันไม่เหนื่อย แต่ความดีมันเหนื่อย ทำความดีมันเหนื่อย
สิ่งใดไม่ควรพูดอย่าพูด เก็บแต่สิ่งที่ดี หัวใจก็แช่มชื่น คืออารมณ์ดี เมื่ออารมณ์ดีแล้ว สิ่งทั้งหลายก็ดีหมด



-การเจริญสติปัฏฐานสี่

ถ้าปลูกศัรทธาไม่ขึ้น ให้ปลดความทุกข์ออกจากใจ ถ้าปลดไม่ออก ให้เปลี่ยนนิสัย ถ้าเปลี่ยนไม่ได้ ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับเขาให้ได้ ถ้ายังปรับไม่ได้ ต้อง ปลงให้ตก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คนเราเป็นเช่นนี้แหละหนอ อนิจจังไม่เที่ยง มันมีแต่ความทุกข์ แก้ทุกข์ได้แล้วจึงจะเป็นอนัตตา อันนี้เรียกพระไตรลักษณ์

ถ้าเราไม่มีศรัทธา เลิกไปก็หยุดได้ ไม่ได้ผลเพราะไม่มีศรัทธาไม่มีความเชื่อ ของชั่วได้ง่ายจะตายไป ของดีต้องยากมาก ไม่เช่นนั้นคนเราก็ดีกันหมดทุกคน

การปฏิบัติธรรมนั้น ก็คือ การเจริญสติปัฏฐานสี่ ซึ่งมีดังนี้

๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการให้มีสติทุกอริยาบท จะยืนจะเดิน จะนั่งจะนอน

๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ทำให้ถึงกองทุกข์ ถ้าท่านเข้าถึงทุกข์ไม่ได้ ท่านก็จะไม่รู้ว่าตัวทุกข์นั้นเป็นอย่างไร มันทุกข์ถึงขั้นน้ำตาจะไหล เราจะนั่งกี่ครั้ง กี่หน มันจะต้องเกิดทุกข์ เวทนาทั้งนั้น แสดงว่า โลกมนุษย์ นี้มีแต่ความทุกข์ หาความสุขได้ยากมาก เรามานั่งกัมมัฏฐาน เราจะรู้ตัวทุกข์นี้เป็นอย่างไร แล้วทุกข์ตัวอื่นทุกข์ในครอบครัวจะเล็กไปเลย เพราะเราประสพทุกข์แล้ว คือ ความปวดที่เป็นเวทนา หรือความสุข ก็ต้องกำหนด

๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือธรรมชาติต้องคิดอ่านอารมณ์ รับรู้อารมณ์ไว้ได้เป็นเวลานาน ไม่ใช่ว่านั่งแล้วไปเห็นเห็นโน้นเห็นนี่ อย่าไปนั่งเห็นอะไร นั่งเห็นตัวเอง อ่านตัวให้ออก

ความดีเป็นศัตรูของชีวิต เงินทองเป็นอสรพิษ กัดเราแน่นอน ถ้าไม่ใช่ของเราอย่าเอามาไว้

๔. ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติปัญญาบอกเราเองแล้ว ไม่ต้องไปหาหมอดู


การที่เรามาทำกัมมัฏฐานนี้ก็เพื่อ อิสระเสรี แต่เราตีความหมายผิด คิดว่าอิสระเสรี หมายถึงการไม่มีลูก ไม่มีสามี บางคนกลับไปจะไปเลิกกับสามี แล้วจะยกลูกให้คนอื่นเลี้ยง มันเป็นการเข้าใจผิด
อิสระเสรี ที่ถูกต้องหมายถึงการชนะใจตัวเอง ถ้าชนะใจตัวเอง ความปวดต่างๆ ก็จะหนีไปหมด

มารร้ายเข้ามาเห็นเราเอาจริง มารร้ายก็จะแพ้ไปเอง มารว่าอย่างไรเราก็ต้องไปกับมัน นี่แหละแพ้ใจตัวเอง ถ้าชนะใจตนเอง ทุกอย่างชนะหมด เมื่อชนะตนเองได้แล้ว เรื่องชนะคนอื่นเป็นเรื่องเล็ก

บางคนทำบาปมามาก พอมาทำความดีแล้วตาย จิตก็ไปตามทางดี เมื่อหมดดีแล้ว ก็ต้องมาทางบาป
ไม่ใช่เวลาใกล้ตายให้นึกถึงแต่สิ่งดีไว้จะได้ไปสวรรค์ แต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่ ถ้าทำบาปมามากก็อาจจะไปทางดีเพียงเดี๋ยวเดียว ก็ต้องมาทางบาปรับกรรมต่อไป


บางคนทำความดีมาก แต่มีบางครั้งที่ทำความชั่วนิดเดียว พอตายก็ต้องไปทางชั่วก่อน เมื่อหมดกรรมแล้วก็ไปทางดีต่อไปเพราะฉะนั้นคนเราจึงมี เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ สลับกันไป เราทำสุขมาแค่ไหนหมดสุขแล้วก็ต้องไปหาทุกข์ หมดทุกข์แล้วก็ไปหาสุข

ท่านทั้งหลายอย่าแพ้ภัยตัวเอง บางคนไม่ได้เป็นมะเร็ง พอไปหาหมอ หมอกลับบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรหรอก เป็นโรคอุปาทาน ไปจู้จี้กับหมอเขา หมอเขาก็เลยประชด แล้วบอกว่าลุงเป็นโรคมะเร็ง เท่านั้นแหละลุงคนนั้นล้มลงเลย ก็เลยจิตตกไม่กินข้าวเป็นลมตาย เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรดีเท่ากัมมัฏฐาน ให้ชนะใจตนเองให้ได้ อย่าไปเชื่อใครเขานอกเหนือจากสติของเราเอง อย่าไปเชื่อหมอดู ต้องเชื่อความสามารถของเราเอง คือ

ความชั่วชอบลงทุนกับความสบาย คนที่กินสบายนอนสบาย ไม่เอางานเอาการ นั่งกัมมัฏฐานก็ไม่เอา เลิกหมด ไปแล้วก็ไม่กลับกู่ไม่กลับเลย มักง่ายมักได้ไม่ว่าจะเป็นลูกเราหรือใครก็ตาม ดูตรงนี้ ถ้าเขาช่วยหนักก็เอาเบาก็สู้ ความรู้ก็ดีมีปัญญา รับรองว่าใช้ได้

โรคอุปาทานนี่ก็สำคัญมาก เป็นอะไรนิดหน่อยก็ไปโรงพยาบาล เอะอะก็จะผ่าตัด

ดังนั้น การฝึกกัมมัฏฐาน เป็นการฝึกให้เกิดอดทน ต่อสู้กับเหตุการณ์ จนกว่าชีวิตจะหาไม่

สามีภรรยาถ้ารักกันเพราะด้วยกามาคุณ จะไปไม่รอด ถ้ารักกันด้วยความดีเห็นอกเห็นใจกัน และปรารถนาดีต่อกัน คือเมตตา จะรักกันตลอดไปจนชีวิตจะหาไม่ เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน มีความดีต่อกันทำให้เห็นใจกัน จะมีความสงสารต่อกัน ความสงสารต่อกันนี้จะทำให้จากกันไม่ได้


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 14 ธันวาคม 2552 เวลา:18:57:41 น.  

 
-การเดินจงกรม

การที่เราเดินจงกรมเพื่อต้องการ อานิสงส์ ๕ ประการ คือ

๑. ทำให้อดทนต่อการเดินทางไกล

๒. ให้เราอดทนต่อการบำเพ็ญเพียร

๓. ทำให้โรคภัยไข้เจ็บในตัวหาย อย่างน่าอัศจรรย์ มีโรคอะไรหายหมด เพราะอดทน

๔. ทำให้อาหารที่รับประทานเข้าไปไม่เป็นพิษเป็นภัย

๕. สมาธิในการเดินจงกรม ตั้งอยู่นานมากกว่า การนั่ง จึงต้องเดินก่อนเสมอ

การเดินจงกรม ที่ถูกต้องใครเคยเดินอย่างไร ก็เดินไปอย่างนั้น แล้วเอาสติยัดลงไป เท่านั้น เจริญสติปัฏฐานสี่ ให้มันครบ ๔ ข้อ ทำถึงระยะ ๖ ไปนั่งใหม่ มันต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพราะว่าทุกวันมันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

บางคนไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องเดินจงกรม เพราะคนเรานั้นมีอริยาบท ๔ ประการ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน เดินธรรมดา แต่ให้มันช้าลงไป ขวาย่าง…หนอ ซ้ายย่าง…หนอ เท่านั้นเอง
ทำอะไรช้าจะมีสติ คิดรอบคอบ ถ้าทำอะไรเร็ว ด่วนได้ จะลืม

ต้องยืนก่อน แล้วถึงมาเดิน มานั่ง มานอน ทำไมต้องเอามือไพล่หลัง เอามือจับกันไว้ข้างหน้าก็ได้ไม่เป็นไร
คนนี้นิสัยไม่ดี อย่าคบ แต่การคบค้าสมาคม คบได้แต่อย่าช่วยเขา
คนติดเหล้าอย่าไปว่าเขา การกินเหล้าไม่ใช่คนชั่ว คนไปทำชั่ว มันถึงจะชั่วนะ

ขณะที่เดินจงกรมเกิดเวทนาในท่าไหน ให้หยุดที่ท่านั้นไม่ต้องชิดเท้า แล้วกำหนด ว่า ปวดหนอ ปวดหนอ ตรงที่ปวด เมื่อได้สติดีแล้ว ก็เดินต่อไป

เมื่อก่อนเดินจงกรม โดยเอามือมาไว้ข้างหน้า มีคนเป็นโรคปอด อยู่ ๒ คน รัดหน้าอก หายใจไม่ออก ปอดบวมทันที เลยกลายเป็นโรคปอด ถ้าเดิน ๓๐ นาที ไม่เป็นไร ถ้า ๑ ชั่วโมง มันจะรัด จะปวดหัวไหล่ หายใจไม่ออก เลยต้องเปลี่ยนมาเดินไพล่หลัง โดย เอามือซ้ายจับข้อมือขวาไว้
แล้วเอาไว้ตรงกระเบนเหน็บ คนที่เป็นโรคไต หายได้ และหลังจะไม่โก่ง
เดิน ๒ ชั่วโมง จะรู้เลย มันจะปวดตรงกระเบนเหน็บ แทบจะร้องไห้เลย พอกำหนดก็จะหาย พอหายแล้ว โรคตรงนี้หายได้ อัมพฤกษ์ อัมพาต จะไม่เป็น

ผู้หญิงซ้าย ชายขวา ถ้าผู้หญิงเป็นทางซ้ายไม่หาย ผู้ชายเป็นทางขวาไม่หาย

เดินเอามือไพล่หลังจะไม่เป็นโรคปอด ถ้าเป็นโรคหืด แต่เดินจงกรมเอามือมาไว้ข้างหน้า ไม่ถึงชั่วโมงจะหอบเลย แต่เอามือมาไพล่หลัง แล้วหายใจยาวๆ โรคหืดจะหายได้ หายใจยาวๆ ช้าๆ เรื่อยๆ ไป แล้วจะมีปัญญา โรคหืด หอบ มันจะหายไป

ไปนิพพานง่ายนิดเดียว ตัดกิเลสได้หมดไหม

การเดินจงกรม บางคนยังเดินสั้น ให้ก้าวเท่าที่เราก้าวยาวได้ ก้าวได้แค่ไหนเอาแค่นั้น แต่ให้ช้าลงไป ถ้าสติมั่นคงแล้วก้าวช้าๆ จะไม่ล้ม ยืนขาเดียวได้

เวลาเรามีประสพการณ์อะไรให้รีบกำหนด ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราไปโกรธกับใคร ก็ให้กำหนดโกรธ ไม่ใช่พอโมโหใครก็ทำร้ายเขาก่อนแล้วถึงมากำหนดโกรธทีหลัง มันไม่ถูกต้อง

โลภอยากได้แต่ทำงานสุจริตเอา ได้มาด้วยความถูกต้อง ไม่จัดเป็นโลภะที่เสียหายเพราะกิเลส มันจัดเป็นโลภะอยากได้


-การนั่ง

การนั่งก็เหมือนกัน ขัดสมาธิ ชั้นเดียว ขัดสมาธิ สองชั้น ขัดสมาธิเพชร แล้วหายใจยาวๆ เมื่อหายใจยาวๆ ได้แล้วสติจะดีขึ้นไวขึ้น ถ้าพระในป่าจะนั่งขัดสมาธิเพชร ไม่นั่งอย่างพวกเรา นั่งอย่างนั้นครั้งแรกปวดจนน้ำตาร่วง แต่ต่อไปจะไม่ปวด เพราะได้ผ่านการปวดแล้ว ต้องกำหนดหมดทุกอย่าง

ขัดสมาธิสากล คือ ขัดสมาธิสองชั้นธรรมดา คือ ขาขวาทับขาซ้าย ชั้นเดียวก็เอาขาขวาลงจากขาซ้าย ถ้าเมื่อยจัดกำหนดไม่ได้จริงๆ ก็อนุโลม ค่อยๆ กำหนด ยกหนอ ยกหนอ (เอามือค่อยๆ ยกขาขวา) แล้วก็วางหนอ วางหนอ

ให้หลับตา ให้ดูลมหายใจที่ท้อง หายใจยาวๆ

ถ้าเกิดเวทนา ให้หยุดภาวนา พองหนอ ยุบหนอหยุดก่อน เอาจิตปักตรงที่ปวด และภาวนาว่า ปวดหนอ ช้าๆ เรียนให้รู้เป็นสมถะ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่แน่นอน เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป จิตจะไม่ตกกังวล พอจิตไม่ตกกังวล ก็จะไม่ปวดอีก

เข้าขั้นสูง มันจะไม่คิดอะไร มันจะดิ่ง นิ่ง แต่เราจะให้สมาธิมันดิ่งอยู่ตลอดรายการ มันเป็นไปไม่ได้ ถ้ามันเข้าขั้นสูง จิตมันก็จะดิ่งลงไป มีแต่สมาธิ ซึ่งก็หมายความว่า ดิ่งอยู่เฉยๆ ไม่มีนิมิตเกิดขึ้น แสดงว่ามีสมาธิมากไป แต่ขาดสติ วิธีทำก็คือ ถอยสมาธิออก ให้ยัดสติไป คือ ภาวนาว่า “รู้หนอ ๆ ๆ ๆ” จะให้มันอยู่ดิ่งไปสัก ๕ นาที มันก็ไปได้ยาก
บางทีสมาธิดี มันจะวูบ แต่จับไม่ได้ว่า มันวูบ ตอนพอง หรือตอนยุบ นี้ ให้กำหนด รู้หนอๆ ๆ ๆ พอรู้สติดีแล้วเข้าขั้น มันจะจับได้เลยว่า วูบตอนไหน

สติตามก็คือกำหนรู้หนอ ที่ลิ้นปี่ มันจะปวดแค่ไหน ก็ให้กำหนดปวดไปแค่นั้น วันข้างหน้ามันจะปวดมากกว่านั้น เมื่อถึงคราวที่ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยขนาดไหน เราก็จะสามารถอดทนได้

หายใจยาวๆ ให้ท้องพองให้ได้ วิธีฝึกให้เคย โดยการนอนหงายลง แล้วเอามือประสานบนท้อง แล้วภาวนาพองหนอ ยุบหนอ นานๆ เข้าก็จะเคยเอง พอได้แล้วก็จะคล่องแคล่วว่องไว ให้เคย พอนอนหลับก็จะพองหนอยุบหนอเอง มีสติอยู่ตลอดเวลา จะไม่ฝันร้าย ถ้าฝันก็จะเป็นเรื่องจริง

คนมีโทสะจะหายใจสั้นและกระตุกด้วย กลิ่นตัวก็เหม็น และพอเรามาทำกัมมัฏฐานหายใจยาวๆ กลิ่นตัวจะเปลี่ยน คนที่กินเจกินแต่ผัก กลิ่นตัวจะไม่เหม็น

คนที่โมโหร้าย ถ้าไม่นั่งกัมมัฏฐานเลย จะไปกินเลือดกินเนื้อ เป็นโจรปล้นฆ่าคนอื่น เหมือนตัวอย่าง โจรที่หนีไปอยู่กลางป่าที่สุพรรณบุรี ตำรวจล้อมบ้านไว้อยู่ เป็นเดือน พอไปอยู่ในป่าไม่ได้กินเนื้อสัตว์เลย กินแต่ผัก ขุดมันนกกินทุกวัน กินผักบุ้งเป็นกำๆ ตาที่เคยมองค่อยเห็นเพราะเป็นต้อ ก็กลับมองเห็นได้ดี และทำให้อารมณ์ดีได้ ความที่เป็นคนใจดำอำมหิต โหดร้ายก็หายไป พอต่อมาเขาก็บวชเป็นสมภารเจ้าวัด ขณะนี้ตายไปแล้ว



-การระลึกเหตุการณ์

ตาแป๊ะจึงมาจ้าง โยมอ่อน ซึ่งตอนนั้นเป็นเด็กวัดไปฆ่าขี้ยาในโรงยาฝิ่นถึงแก่ความตาย

โยมอ่อน มานั่งกัมมัฏฐานเป็นเวลา ๓ เดือน บอกกับอาตมาว่า ปวดหัวมาก ยุบหนอพองหนอไม่มี ดับตลอด ไปหาหมอ หมอก็บอกว่าไม่เป็นอะไร อาตมาก็เลยให้นั่งทั้งวันทั้งคืน แกก็ร้องไห้ ไปยิงคน ขี้ยาตายคาที่ อาตมาก็เลยบอกให้เดินจงกรม นั่งสมาธิ ทั้งวันทั้งคืน นั่งแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร ดูซิว่าเขาจะอโหสิกรรมได้ไหม จะได้หมดเวร เพราะถ้าทำถึงเข้าญาณจะไม่กลับไปฆ่ากันอีก ตัวเช่น องค์คุลีมาน ฆ่าคนมาตั้ง ๙๙ แล้ว ยังเป็นพระอรหันต์ได้

ปรากฏว่าคนที่ตาย เขาไปเกิดแล้ว ก็มาปรากฏขึ้นแล้วบอกว่าไม่เอาเวรเอากรรม ต่อท่านเราเลิกจองเวรจองกรรม ณ แต่บัดนี้ ต่อมาก็ลองไปสืบดู ชื่อนี้ นามสกุลนี้ ที่บ้านแพน อำเภอเสนา ก็มีจริง ก็ไปเจอเจ้าตัว และได้เล่าความหลังให้ฟัง แต่เขาก็ไม่รู้แล้ว เพราะมาเกิดใหม่แล้ว จะเห็นได้ว่าไปเกิดแล้วก็ยังอโหสิกรรมได้

แต่มีเจ้าหนุ่มคนหนึ่งย้ายมาจากภาคใต้ พอทำมาหาได้ ก็ซื้อที่ไว้ได้ตั้ง ๕๐๐ ไร่ ถ้าท่านทำกัมมัฏฐานถึงขั้นระลึกชาติได้ จะรู้ว่าคนนี้เป็นปู่ของคนบ้านนี้ ตายไปแล้วไปเกิดอยู่ภาคใต้ ทำให้คนๆ นี้อยากจะมาอยู่ที่พิจิตร จนกระทั่งซื้อที่ได้หมด แล้วก็ยกให้บ้านนี้หมดเลย

อาตมาก็ถามว่า ทำไมถึงผูกพันกับบ้านนี้ เขาก็ตอบว่าไม่ทราบ เห็นลูกหลานบ้านนี้แล้วก็สงสาร ชาวบ้านเลยลือว่ามาติดพันลูกสาวเขา บัดนี้เขาตายแล้ว แต่ก่อนตายก็ยกสมบัติให้บ้านนี้หมด

ท่านทั้งหลายจำไว้นะ ถ้าวันไหนเราดีใจอิ่มอกอิ่มใจไม่อยากกินข้าว วันนั้นญาติเราอุทิศบุญกุศลมาให้เราแน่ แต่เราก็ไม่รู้ว่าใคร บางวันเราเศร้าใจเหลือเกิน บางวันเหน็ดเหนื่อยหัวใจ ข้าวปลาไม่อยากทาน ทั้งที่ไม่มีเรื่องอะไร แสดงว่าลูกหลานของเรามีทุกข์มาก แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ถ้าท่านเจริญกัมมัฏฐานถึงชั้นสูงแล้ว จะทราบว่าเป็นใคร

อาตมาจะเล่าเคล็ดลับให้ฟัง ถ้าคนเรามีใจตรงกันผูกพันกัน มันจะต้องมีอะไรกัน ถ้าใครเข้ากัมมัฏฐานถึงจุดนั้นได้ ก็จะรู้ได้เอง

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า อดีตที่ผ่านอย่าไปพูด อย่าไประลึกถึงเลยปล่อยให้ลืมเสีย คิดแต่ปัจจุบัน ในชาตินี้เท่านั้นพอ ไม่ต้องไปคิดถอยหลังถึงอดีต ถ้าใครทำกัมมัฏฐานได้ก็จะระลึกได้ ชาติสุดท้ายท่านระลึกเวสสันดรได้ บริจาคทานในชาติสุดท้าย คนที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ต้องบริจาคทาน ให้ทุกอย่างหมดตัว


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 14 ธันวาคม 2552 เวลา:18:59:51 น.  

 
-การสะสมหน่วยกิต

เวลานั่งปฏิบัติกัมมัฏฐาน ให้หายใจเสมอต้นเสมอปลาย
ถ้าสมาธิเราดี เมื่อเก็บไว้ได้มากแล้ว ก็จะมีพลังสูง เราจะแผ่เมตตาไปให้ใครก็จะได้รับผล เพราะมีพลังสูง ไม่ได้ทำทุกวันมันทำให้จืดจางแล้วก็หายไป

เราปฏิบัติธรรม มันจะแยกเวทนาออก เมื่อจิตไม่เป็นกังวลแล้ว ความปวดเมื่อยมันก็จะหายไป แต่พอเราทำใหม่ มันก็จะเกิดอีก เราก็ต้องแยกอีก พอหนักเข้ากิเลสมันจะเบาบางลง ความโลภ ความโกรธ ก็จะเบาบาง ใจเศร้าหมอง เคยจิตตกกังวล มันก็จะน้อยลงไป แต่จะมากด้วยปัญญา


ถ้าเราทำไปนานๆ แม้เราจะอายุมากก็ตาม โรคภัย ไข้เจ็บก็จะหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ แต่มันยากมาก ต้องลำบาก มันมีเวทนามากมาย เช่น คนเป็นอัมพาต นอนป่วยอยู่ ๕ ปี เป็น ผู้อำนวยการอยู่ที่สกลนคร อาตมาบอกให้สวดมนต์ พาหุง มหากา และหายใจเข้าออกให้มีสติ ให้เห็นสภาวะ มันก็เกิดปวดมากจนน้ำตาร่วง แทบจะทนไม่ไหว แสดงว่าหายแล้ว

การที่เราปวด มันเป็นเวทนา ทำให้เลือดลมเดินขึ้นดีด้วย แต่ทุกคนไม่ทราบ แต่ถ้ามันไม่ปวดเลย ขามันชา เลือดลมเดินไม่สะดวก นับวันจะเกิดโรคภัยไข้เจ็บ แล้วเราก็จะอดทนต่อความลำบาก อดทนต่อความเจ็บใจได้ เราจะต้องทำให้จิตเคย และเวลาตายจากโลกนี้ไปนั้น จะไม่ย้อนกลับมาอีก ดวงจิตที่ตายแล้วย้อนกลับมาอยู่ในบ้านเพราะหวงสมบัติ กลายเป็นโลภะ เป็นเปรตอยู่ในบ้านนั้น ถ้าเรามีสติดี ปลงตกแล้ว เราจะตัดภาวะได้ ของในบ้าน ที่เป็นของที่รักจะจากกันไป ไม่มีวันกลับมาแล้ว จิตที่เราทำกัมมัฏฐานไม่ตายแน่ เป็นอมตะ จะอยู่สถานะใด ก็รู้อยู่ตลอดเวลา

ถ้าเรามีสติตลอดเวลา เราจะหลับสมาธิ รู้ตัวอยู่ตลอด ใครเรียกก็ตื่นทันที
เห็นอาตมาอยู่เฉยๆ คิดว่าไม่ได้ทำกัมมัฏฐานหรือ หายใจ เข้า-ออก มีสติอยู่เสมอ จะหยิบอะไรก็มีสติ เพราะเคยแล้ว ชำนาญแล้ว หูได้ยินเสียงสติบอกทันที คนมาโกหกแท้ๆ อาตมาบอกก็ไม่เคยผิดพลาด

ถ้าเราทำความดีให้เคยชิน ความชั่วไม่เข้าตัวแน่ ถ้าเรามีแสงสว่างคือตัวปัญญาแล้วจะไม่มืด คิดอะไรมันโปร่งโล่งใส สมองก็จะดีไม่เป็นสมองฝ่อ บางคนเดี๋ยวนี้เป็นสมองฝ่อกันมาก และเส้นประสาทแตก ตายกันมาก เพราะเหตุที่ว่าเส้นโลหิตมันเปราะ และตีบตัน คนเราอายุตั้งแต่ ๕๐ ปี ขึ้นไป เส้นโลหิตเริ่มเปราะแล้ว ให้เรามีสติกำหนดไว้ พอแน่นหน้าอกหายใจไม่ออก ก็ให้กำหนดสติไว้ที่เส้นหัวใจ รับรองเดี๋ยวเส้นโลหิตจะขยายทันที แล้วก็จะโล่ง หายใจออก ไม่ต้องไปผ่าตัดเลย

ในเมื่อพลังงานของชีวิตดีแล้ว สติดีแล้ว ร่างกายท่านจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ โรคกายก็ไม่มี โรคใจก็ไม่มี อายุ ๗๐,๘๐ ท่านก็จะเป็นปกติ เลยสมองก็จะดี

ถ้าสติมากเลยร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วจะระลึกชาติได้ ถ้าสติสูงขึ้นจะระลึกชาติได้ถึง ๘ ชาติ ๙ ชาติ ว่าเราเกิดมาเป็นอะไรอยู่ที่ไหน บ้านเมืองอะไร พอเราไปบ้านเมืองนั้นจะรู้สึกสบาย คล้ายว่าเราเคยมาอยู่

เราก็ต้องทำอยู่ทุกวัน เพราะการกระทำของมนุษย์นี้ มันเวียนว่ายตายเกิด พระพุทธเจ้าจึงห้ามระลึกชาติ เพื่อไม่ให้วิตกกังวล ไม่ต้องเอามาคิดอีก ให้มันผ่านไป เลวมาอย่างไรก็ตาม เอาความดีเข้าไปแก้ ร้ายกลับกลายเป็นดี ในปัจจุบัน อนาคตก็ดีขึ้น ปัจจุบันเราจนแสนจน แล้วเรายังไม่เอาอะไรอีกแล้ว ก็จะจนตลอดไป

ขอเจริญพรอีกข้อหนึ่งว่า ทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ในอดีตชาติมันเคยเป็นของเรา ไม่ว่าจะเป็นทอง เพชรนิลจินดา มันจะต้องกลับมาหาเราแน่นอน ไม่ต้องไปกังวล ขอให้มีสติเจริญสมาธิภาวนา เดี๋ยวทรัพย์สมบัติจะคืนมา ถ้าไม่ใช่เป็นของเขา เขาจะรักษาไม่ได้ จะต้องเอามาคืนเรา ถ้าเป็นของเรา จะอยู่ที่ไหนก็ไม่หายแน่นอน ถ้ามันหายก็อย่าไปเสียใจ เพราะมันไม่ใช่ของเรา



-ของจริง ๕ ประการ

ของจริงที่แท้มีอยู่ ๕ ประการ

๑. เกิดจริง

๒. แก่จริง

๓. เจ็บจริง

๔. ตายจริง

๕. พลัดพรากจากกันจริง ไม่มีกลับมาอีกแล้ว

พระพุทธเจ้าจึงสอนชาวโลกให้พ้นทุกข์ อย่าสร้างทุกข์ไว้ในตัวเอง อย่าทำตัวและคนอื่นให้เดือดร้อน อย่าเบียดเบียนคนอื่นเขา ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร ปัญหาของเราเอง เราก็ต้องแก้ปัญหาเอง ไม่ใช่ให้คนอื่นมาแก้ปัญหาให้



- ความเสื่อม

ได้เงินได้ทองมามากมาย อย่าถือว่าเป็นความสุข นั่นแหละเป็นความทุกข์โดยไม่รู้ตัว

คำว่านิสัยตัวนี้ ติดมาแต่ชาติก่อน ติดมากับจิตใจ ไม่ใช่มาหัดเอา มาในชาตินี้เปลี่ยนแปลงได้ ไปเจอในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี

ที่เคยมาเป็นญาติเป็นพี่น้องกัน หรือเคยมาเป็นศัตรูกัน มาจากชาติก่อนแล้ว เช่นฆ่ากันตายในวงญาติ เมื่อชาติก่อนไม่ได้เป็นพี่น้องกัน มาสร้างเวรสร้างกรรมในชาตินี้

คำว่า “พร” นี้ เมื่อให้แล้ว จะถอนไม่ได้มันเป็นบาป พ่อแม่ที่ให้พรลูกให้มีความรุ่งเรือง แล้ว พอโมโหจะถอนพรก็จะถอนไม่ได้ จะเป็นบาปอย่างร้ายแรง แต่พ่อแม่สมัยนี้ทำได้ พอโมโหไม่พอใจ ก็แช่งลูก ขับไล่ลูกออกจากบ้านไป

ที่พระพุทธเจ้าสอนนัก สอนหนา ว่า ความรัก ทำให้อกแตก ตาบอด หูหนวก บางคนพูดว่าความรักแพ้ใกล้ชิด ข้อเท็จจริงความรักไม่เป็นเช่นนั้น ถ้ารักต้องประกอบด้วยเมตตา ปราณี อารี เอื้อเฟื้อ ขาดเหลือ คอยดูกัน นั่นเป็นรักแท้ รักด้วยการให้ ไม่ใช่รักด้วยความเสน่หา แต่ความรักนี้ ธรรมะ เรียกว่า เมตตา ความปรารถนาดีต่อทุกคน ไม่มีเจตนาร้าย ไม่ใช่ความรักด้วยราคะ กามตัณหา

ความรักแท้แพ้ใกล้ชิด หมายว่า ใกล้ชิดตัวนี้คือญาติ ญาติแปลว่าช่วยเหลือกัน ไปมาหาสู่กัน ช่วยเหลือกันได้ บางคนเป็นพี่น้องกันแต่ไม่เคยใกล้ชิดกันเลย ห่างเหินกันราวกับฟ้าดิน ความรักนั้นจึงไม่ใช่ญาติ พี่น้องบางคนต้องฆ่ากัน ก็เพราะไม่ใช่ญาติ
บางทีเราเป็นญาติกันแท้ แต่กลับมาด่ากัน มาแช่งกัน ฆ่ารันฟันแทงแย่งสมบัติพัสถานกัน ก็ต้องเป็นศัตรูกันในชาติหน้าต่อไป


ไปโกรธเขาทำไม ทำให้เราเป็นบาป เพราะการโกรธเป็นบาปอย่างร้ายแรงมาก เกลียดก็เป็นบาปร้ายแรงมาก แต่รักไม่เป็นบาป รักกันด้วยยินดีปรีดาช่วยเหลือกัน เราคบค้าสมาคมซึ่งกันและกัน เพื่อนรักใคร่ เพื่อนเห็นอกเห็นใจ อย่างนี้ซิถึงจะมีเมตตาต่อกัน ทำอะไรให้กันได้ทั้งนั้น เวลาเจ็บป่วยก็ช่วยกันจนกระทั่งตาย

คำว่า “หนอ” เป็นการรั้งจิตและสติ มันจะบอกออกมาเลยว่าเราไปโกรธเขาทำไมมันเสียสมอง เขาก็ไม่รู้เรื่องว่าเราโกรธ เราไปโกรธเขานี้เป็นการทำลายตัวเอง เอาโกรธไว้ในใจ การงานเสียหายหมด ทำให้โรคภัยไข้เจ็บแทรกซ้อน เสียใจก็ทำให้โรคแทรกซ้อน

อย่าลืมว่าของดีต้องแพง ของดีต้องหายาก ท่านทั้งหลายต้องหาของดีในตัวเราให้ได้




-ประตูมาร

ที่เดินธุดงค์ไป ลำบาก ๗ วัน ไม่ได้ฉันข้าวเลย ฝนตกบนยอดเขาจะไปบิณฑบาตที่ไหน ก็ต้องอดทนจึงจะอยู่ได้ เพราะว่าลมหายใจจะช้าแผ่วเบาเหมือนคนไม่หายใจ แล้วอยู่ได้เป็นวันๆ ไม่มีอะไรเมื่อยปวด

พอทำหนักเข้าถึงสมาธิ มันจะมีมารมาหลอกล่อให้เราเลิก หรือมายุให้รำตำให้รั่ว เลิกเถอะ เป็นจิตของเราเองที่คิด ไม่ใช่คนอื่นมาบอกเรา ตัวมารในตัวเราเอง พ่อแม่นั่งกัมมัฏฐาน พอทำกัมมัฏฐานเข้าขั้น ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ลูกกลับมาดีหมดเลย



-หลักปฏิบัติกัมมัฏฐาน

เงินทองมากมาย ซื้อความดีไม่ได้ ซื้อความสำเร็จในชีวิตไม่ได้ ซื้อความสะดวกสบาย ซื้อรถ ซื้อคอนโด ซื้อบ้านกี่หลัง ทำให้เกิดความทุกข์ มีบ้านมากหลายหลัง ทำความสะอาดไม่หมด มันก็เกิดทุกข์ นี่แหละซื้อความทุกข์ได้ เงินทองซื้อความทุกข์ได้

ที่เรานั่งกัมมัฏฐานก็เพื่อเป็นการชดใช้กรรม ไม่ใช่มาตัดกรรม ท่านทั้งหลายมีกรรมมาหลายชาติ ถ้าท่านทำจริงท่านจะรู้แน่นอน ภายใน ๗ วันนี้ จะเห็นกรรมทันที กรรมนี้คือความทุกข์ จะเห็นความก่อนเลย คือ ปวดเมื่อยทั่วสารพางค์กาย น้ำตาแทบจะหยดออกมา นี่คือตัวทุกข์จะได้รู้ทุกข์ด้วยตนเอง

สะดือนี่หายใจได้แน่นอน ถ้าเข้าพละสมาบัติได้จะรู้ว่าหายใจทางสะดือได้แน่นอน ไม่หายใจทางจมูก หายใจทางเส้นโลหิต ออกมาตามเหงื่อ มันจะถ่ายเทไปเอง ด้วยลมละเอียดมาก เอากล้องส่องตามตัวจะเห็นว่าเหงื่อตามรูนี้ ไม่ใช่ซึมออกตามผิวหนัง รูเล็กมาก ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยสายตา เอาร่างไปฝังดินยังไม่ตายเลย พระในประเทศไทยที่อยู่ในป่ามีหลายองค์ เข้านิโรธสมาบัติ คือไม่หายใจทางจมูก แต่หัวใจยังเต้นอยู่ แต่เต้นน้อยมาก ถ้าไม่เต้นก็ต้องตาย แต่ลมหายใจจะออกมาทางเส้นโลหิต ทางผิวหนัง อันนี้เรียก นิโรธสมาบัติ อันนี้มีความสำคัญมาก สำหรับนักปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน

แต่ในโลกมนุษย์นี้นั้น ไม่มีอะไรที่เป็นความสุข มันมีแต่ความทุกข์ทั้งหมด นอกจากทุกข์กายแล้วก็ยังมีทุกข์ใจอีก ทุกข์ด้วยโรคภัยไข้เจ็บ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม จากการกระทำของเรานั่นเอง




-ลมหายใจ ปัสสาสะ-อัสสาสะ


ความสุขนี้ได้มาจากความทุกข์ อย่างเช่น โยมวนิดา เตี่ยเป็นอัมพฤกษ์ ต้องป้อนข้าวให้ อาตมาให้หนังสือสวดมนต์ไป และบอกวิธีนั่งสมาธิไป พอไปถึงจังหวัดแพร่ โรงงานทำเครื่องเฟอร์นิเจอร์ ก็สวดพาหุงมหากา แล้วนั่งสมาธิ ปรากฏว่าอาการต่างๆ หายเลย หมดเวรหมดกรรม โรงงานขายดิบขายดี ส่งออกตลอด แล้วก็พิมพ์หนังสือแจก มีคนมาถามว่า เลยสวดมนต์ทั้งสามีภรรยา ลูกสอบเข้าเอ็นทรานซ์ได้หมดเลย

จำไว้เลย กัมมัฏฐานไม่ใช่ตัดกรรม กัมมัฏฐานแปลว่าต้องใช้หนี้กรรม จะได้หมดหนี้กันในชาตินี้ ชาติหน้าอย่าได้เอาหนี้ต่อไปอีกเลย
สร้างความดีใช้หนี้กรรมเก่า

ดูโยมสุนีย์เป็นตัวอย่าง ต้องลำบากลำบน ต้องกินข้าวกับน้ำตา ไม่เว้นแต่ละวัน มาตอนนี้สบายแล้ว ถึงสบายอย่างไรก็ต้องมีทุกข์ สามีดี ลูกดีอย่างไรก็ต้องมีทุกข์ ทุกข์เรื่องนั้น ทุกข์เรื่องนี้ตลอดรายการ

บูชาพระ กราบพระ แล้วก็ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วเราก็เริ่มเดินจงกรม ๑ ชั่วโมง นั่ง ๑ ชั่วโมง เสร็จแล้ว แผ่เมตตา หรือ ไม่แผ่ก็ได้ ยังได้ไม่ครบแผ่ให้คนอื่นไม่ได้ ทำต่อไปเรื่อยๆ


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 14 ธันวาคม 2552 เวลา:19:01:29 น.  

 
ส่วนเรื่องต่อ ๆ มา จากเรื่องกรรมเวบนี้

http://www.agalico.com/board/forumdisplay.php?f=8&order=desc


สวรรค์ของคนบาป

คุณลุงมีอาชีพออกเงินให้กู้ รับจำนองที่ดินเรือกสวนไร่นา ตลอดจนรับซื้อขายที่ดินจนมั่งมีมากมาย แต่การรับให้กู้ มิได้ทำโดยสุจริตเหมือนผู้มีจิตใจเป็นธรรมทั้งหลาย

ท่านมีเล่ห์เหลี่ยมกลโกงทุจริตแฝงอยู่ในความโลภ ถือโอกาสเอาเปรียบแก่ผู้ที่โง่เขลาเบาปัญญารู้เท่าไม่ถึงการณ์ ยิ่งพวกบ้านนอกที่ไม่รู้หนังสือ ซึ่งส่วนมากเป็นคนซื่อ คิดว่าทุกคนเป็นคนซื่อเหมือนตัว

บางคนร้องไห้เพราะหมดตัว ที่ดินมีราคามาก แต่จำนำไว้เป็นเงินน้อย เพราะไม่อยากเสียดอกเบี้ยมาก และง่ายต่อการถ่ายถอนคืน ทั้งที่ดินเป็นมรดกตกทอดกันมาหลายชั่วคน ได้อาศัยทำมาหากินในที่ดินอันนั้น

อ้อนวอนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะจิตใจของคุณลุงซึ่งแข็งราวกับหินให้อ่อนลงได้ ผู้ที่เจ็บแค้นแสนสาหัสแต่ไม่สามารถจะทำอะไรได้ จึงเกิดความพยาบาทคอยอาฆาตจองเวร

ศัตรูคู่จองเวรเหมือนอยู่ในที่มืด เราผู้ถูกปองร้ายอยู่ในที่สว่าง มองไม่เห็นศัตรูในที่มืด แต่ศัตรูมองเห็นเราข้างเดียวตลอดเวลา ความพยาบาทมาดร้ายมันมิใช่หยุดอยู่ที่คุณลุงเพียงคนเดียว แต่มันลุกลามมาถึงลูกหลานในตระกูลเดียวกันด้วย ทั้งๆ ที่ลูกหลานไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในความชั่วอันนั้นเลย

คนทุจริตเป็นคนฉลาด มันหาทางหลบเลี่ยง กฎหมายไม่สามารถจะยื่นมือจัดการได้

“สวรรค์ของกูอยู่ที่การมีเงิน มีทรัพย์สมบัติใช้จ่ายได้ตามชอบใจ มีบ้านอยู่อย่างสบาย มีอาหารการกินบริบูรณ์ นึกจะต้องการอะไรก็ได้ตามชอบใจ ส่วนอ้ายพวกที่ไม่มีเงิน ไม่มีบ้านช่องจะอยู่ ไอ้พวกหลักลอยไม่มีจะกิน อ้ายพวกนี้แหละตกนรกละ”


“ตั้งแต่วันนั้นผมก็รู้ตัวดีว่า ไม่มีอะไรที่จะยับยั้งการกระทำความชั่วของคุณลุงได้”

เขาว่าคนมีเงินพูดเสียงดัง มือยาว ตีนยาว คนจนนั้นพูดเสียงไม่ค่อยมีใครได้ยิน มือตีนสั้น นอกจากนั้น ถ้าคุณลุงอยากจะได้ที่ดินที่ไหนซึ่งคิดแล้วว่าต่อไปจะเป็นที่เจริญ และเจ้าของที่ดินก็ไม่ฉลาด ก็จะเดินแต้มใช้ให้คนไปเป็นนายหน้าติดต่อทาบทามขอซื้อ หากว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นไม่ยอมขาย ให้พวกนักเลงหัวไม้คอยก่อกวนความสงบไม่ให้อยู่เป็นสุข มีการขู่เข็ญทำร้ายต่างๆ เมื่อทนไม่ไหวอาศัยอยู่ต่อไปก็ไม่มีความสุข ก็ต้องตกลงจำเป็นขายให้หน้าม้าของคุณลุงด้วยราคาถูกๆ
มิใช่เท่านั้น ถ้าที่ดินของท่านอยู่ติดกับวัด ก็มีหวังที่ท่านจะรุกล้ำถือกรรมสิทธิ์เสียเลย


จนกระทั่งหลานชายลุงช่วยให้ไปดูอาการป่วยของลุง
ผมไปเอากระเป๋ายาและเครื่องมือที่รถ ตามชายหนุ่มไปขึ้นรถของเขา
ก่อนจะเข้าถึงห้องผู้ป่วย ได้กลิ่นอับๆ สาบๆ ถ้าเป็นคนโบราณเขาจะว่ามีสาบสางอันเป็นกลิ่นสาบของภูตผีปีศาจ หมายถึงคนไข้ชะตาขาดแน่

กลางห้องที่สะอาดสวยงาม แต่ปูด้วยกระสอบป่านซ้อนกันหลายชั้น กว้างขนาดเท่าที่นอนธรรมดา มีเศษผงดินโรยข้างบน เอาน้ำราดให้เปียกเป็นที่นอนประหลาด
มีร่างคนป่วยผอมซีดตัวมอมแมมนอนเกลือกกลิ้งอยู่กลาง เป็นภาพที่พิสดารและน่าทุเรศที่สุด เอาน้ำมาราดให้เป็นโคลนตมสกปรก ซ้ำมีคนไข้ที่ป่วยอาการหนัก
”เรื่องคนป่วยที่นอนอยู่ในสภาพเช่นนี้ ก็เพราะเป็นความประสงค์ของคนไข้เอง คนป่วยเป็นผู้ร้องขอให้พาออกไปนอกบ้าน หาที่ดินที่มีน้ำแฉะๆ ให้นอนบอกว่า มันร้อนรุ่มอยู่ในใจทนไม่ไหวจะเป็นบ้าอยู่แล้ว ทุรนทุรายตลอดเวลา ทรมานเหมือนถูกเอาขึ้นย่างบนกองไฟ แม้จะปลอบโยนเท่าไรก็ไม่ยอมทั้งสิ้น จะออกไปนอนกลางดินท่าเดียว


เมื่อไม่มีใครเอาใจใส่ ก็ตะโกนด่าออกมาอย่างหยาบๆ ร้องบอกว่า ทนไม่ไหวอยู่ไม่ได้ เร่งให้พาออกไปเร็ว ถ้าไม่มีใครพาไปก็จะคลานออกไปเอง เมื่อเราเห็นเข้าก็สงสาร จะตามใจก็ไม่ได้ เพราะการที่จะนำคนไข้ไปนอนกลางดิน ใครๆ จะหาว่าเป็นบ้า ทำทารุณคนไข้ แต่ว่าไม่ตามใจก็ไม่ได้เหมือนกัน เพราะเป็นการทรมานจิตใจคนไข้

ผมเองก็ได้ทราบจะทำอย่างไรดี จึงไปถามหลวงพ่อที่วัด ท่านก็ได้แนะนำให้จัดการสร้างแผ่นดินเทียมขึ้นในห้องรับแขก ดังที่พี่หมอเห็นนี่แหละ ทีแรกก็ยังไม่แน่ใจว่าจะได้ผลหรือไม่ แต่เมื่อนำคนป่วยมานอนก็รู้ดีว่าค่อยสงบลงได้บ้าง ค่อยเบาใจลง”
แช่งด่าถ้าใครจะเอาท่านไปโรงพยาบาล ทั้งนี้เพราะท่านเป็นห่วงทรัพย์สมบัติในบ้านมากกว่าห่วงตัวเอง


่ท่านไม่รู้จักอิ่ม โลภไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้คุณลุงหาความสุขที่แท้จริงไม่ได้ ท่านรู้ดีว่าได้ทำกรรมชั่วไว้มาก มีคนคอยจองล้างแค้นคอยติดตามที่จะทำร้ายด้วยความเจ็บใจ ท่านต้องคอยระวังตัว จิตใจก็ไม่สงบหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา

เมื่อมองดูภายนอกก็ดูเหมือนว่าจะมีความสุขจริงเพราะอยู่อย่างเศรษฐี แต่ภายในจิตใจคือนรก ความสุขมันเป็นแต่เพียงความนึกฝันเท่านั้น ความจริงความชั่วมันคอยหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา ความกลัวตายจากการถูกลอบปองร้าย ทำให้คุณลุงคอยระวังตัวอยู่เสมอไม่ประมาท แอบสั่งชื้อเสื้อเกราะอ่อนกันกระสุนมาใส่ไว้ข้างใน เอาเสื้อใส่ทับไว้ข้างนอกตลอดเวลา ใช้คนขับรถที่ร่างกายแข็งแรง เป็นมวย เป็นกระบี่กระบอง ยิงปืนเก่ง มาเป็นทั้งผู้ขับรถและผู้คุ้มกัน

ตามปกติคุณลุงไม่ใคร่จะออกจากบ้านไปไหน นอกจากจำเป็นจริงๆ เท่านั้น เพราะกลัวจะถูกลอบทำร้าย สำหรับครอบครัวของคนขับรถ ก็ให้เข้ามาอยู่ในบ้านทั้งหมด และได้รับการเลี้ยงดูเอาใจใส่เป็นอย่างดีเป็นการเอาใจ เพื่อป้องกันการหักหลังหรือทรยศ

ภายนอกเห็นว่ามีความสุข คือมีบ้านใหญ่โตอยู่ มีของใช้ทุกอย่างล้วนราคาสูงอย่างดี แต่ภายในจิตใจนั้นมีแต่ความทุกข์ ความกังวล ความหวาดกลัว

ก่อนที่คุณลุงจะป่วย คืนหนึ่งนั้นท่านนอนหลับแล้วฝันเห็น คนแก่เคยถูกท่านโกงหลายคนที่ตายไปแล้ว ต่างมารุมชี้นิ้วด่าท่านด้วยท่าทางดุร้ายโกรธแค้นมาก กล่าวหาว่าท่านโกงที่ดินไร่นา ทั้งกล่าวคำอาฆาตไว้ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะคิดบัญชีเอาชีวิตไปให้ได้ แล้วต่างก็ดาหน้ากันเข้ามาทำท่าจะทำร้าย บางคนจะมาฉีกเนื้อ ฉีกขน ฉีกขา บางคนเอื้อมมือจะมาบีบคอให้ตายคามือ

”ในฝันนั้นว่าพอดีผมเดินเข้าไปในห้องที่ท่านนอนได้ทันเวลา ท่านจึงร้องเรียกให้ช่วย ในฝันท่านบอกว่าผมก็ร้องห้ามพวกเหล่านั้นไว้ บอกว่าอย่าทำอันตรายคุณลุงเลยปล่อยให้กรรมตามสนองดีกว่า พวกเหล่านั้นก็ยอมหยุดเชื่อฟังผมห้ามโดยดี แต่ก็ตวาดคุณลุงว่า ที่นี่เป็นเคราะห์ดีของแกที่มีคนดีมาห้าม มิฉะนั้นแกจะต้องใช้หนี้กรรมวันนี้”

ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นความฝัน ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาคุณลุงก็มีแต่ความหวาดกลัวมาก ขวัญเสียจนแทบเสียสติประสาท ปั่นป่วน และเริ่มป่วยเป็นไข้เรื่อยมา

ขอร้องอ้อนวอนให้ผมมานอนเป็นเพื่อนอยู่ด้วยตั้งแต่วันนั้น ต่อมาท่านก็บอกผมว่า พอหลับตาทีไร ก็เห็นแต่พวกอมนุษย์มาทวงที่ดินบ้าง มาทวงเงินทองบ้าง อมนุษย์เหล่านี้มีท่าทางโกรธแค้นและดุร้าย พูดจาขู่เข็ญคุกคามจะเอาชีวิต แต่ก็ไม่เข้ามาทำร้ายเหมือนวันแรก

คุณลุงกลัวจนบอกว่าไม่อยากนอนไม่อยากหลับ เพราะหลับตาทีไรก็เห็นอมนุษย์มายืนชี้หน้าตลอดเวลา แต่ก็จำเป็นต้องทนเพราะไม่มีแรงลุกหนีไปไหนได้ แม้จะหลบหนีไปก็คงไม่พ้นจากพวกอมนุษย์ไปได้

คุณลุงบอกว่าตั้งแต่เกิดมาจำความได้ ยังไม่เคยกลัวอะไรมากจนใจเสียจะเป็นบ้าเช่นนี้เลย บางครั้งก็ตะโกนโวยวายกลางดึกก็มี ท่านขอให้ผมอยู่ข้างๆ ท่าน และผมก็ใช้เวลาว่างที่มีอยู่ทั้งหมดมาอยู่เป็นเพื่อนท่าน นอกจากเวลาที่มีงานจำเป็นเท่านั้น

แม้ว่าจะได้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมารักษาพยาบาล แต่ก็ไม่ทำให้อาการดีขึ้น คุณลุงบอกว่าไม่รู้จะบอกอย่างไรจึงจะตรงกับความรู้สึกที่เป็นอยู่ เวลาพิษไข้ขึ้นนั้นมันร้อนแทบจะเผาตัวไหม้เป็นผง หายใจหอบเหนื่อยแทบจะขาดใจ เวลาหนาวก็หนาวจับใจปวดกระดูกแทบจะแตก หัวแทบจะระเบิด

ถ้าจะเปรียบเทียบให้ใกล้เคียง ก็คล้ายกับมียักษ์ใหญ่จับข้อเท้าท่านไว้ทั้งสองข้าง เอาศีรษะห้อยลง ยกขึ้นสูงแล้วเอาศีรษะจุ่มลงไปในน้ำเดือดๆ ครึ่งตัว น้ำร้อนเข้าปากเข้าจมูกปวดแสบปวดร้อน หูอื้อไม่ได้ยินอะไร แสบตาจนลืมไม่ขึ้น หายใจไม่ออก เหนื่อยแทบขาดใจ หัวใจเหมือนกับจะหยุดเต้นอยู่แล้ว ก็รู้สึกเหมือนกับเจ้ายักษ์ใหญ่มันแกล้งทรมานยกขาขึ้นให้หัวพ้นน้ำ ได้มีโอกาสเริ่มสูดลมหายใจเข้าไปอีกครั้งหนึ่งพอรอดตาย หัวใจเริ่มเต้นพอมีกำลังขึ้นบ้าง แล้วมันก็ยกขาลงจุ่มหัวลงไปในน้ำอีก แต่คราวนี้เป็นน้ำเย็นจัดซึ่งสำลักเข้าปากเข้าจมูกจนหายใจไม่ออก หูอื้อ สั่นเพราะหนาวจับใจจับกระดูกเข้าไปถึงข้างใน หนาวจนทนไม่ไหว อยากจะให้เอาตัวขึ้นไปย่างบนกองไฟให้หายหนาว แล้วเจ้ายักษ์ก็ยกขาให้หัวพ้นน้ำ มีโอกาสหายใจให้มีชีวิตรอดขึ้นมาอีก มันสลับอย่างนี้อยู่เสมอ แล้วมันปล่อยให้มีสติเป็นบางเวลา

ลุงขอโทษที่ไม่เชื่อหลาน กรรมจึงตามสนอง เมื่อคุณลุงเล่าให้ฟังแล้วผมรู้สึกสงสารท่านมาก
บางคนทำชั่วเมื่อมีผู้ตักเตือนด้วยความหวังดีกลับโกรธ พยายามทำสิ่งที่ตรงกันข้ามด้วยความอวดดีและเพื่อลองดีหนักขึ้น
คนเราที่ชั่วมันนึกไปเสียว่า ไหนๆ ก็ทำชั่วไปแล้ว ทำต่อไปมันก็ไม่แปลกอะไร

บางคืนบ่อยครั้งที่คุณลุงร้องโวยวายขึ้นกลางดึก บอกว่าอยู่ไม่ได้แล้ว มีคนจะมาฉุดเอาตัวไป พูดเพ้อเจ้อชี้มือไปทางโน้นทางนี้ เรียกชื่อคนโน้นคนนี้ ล้วนแต่ที่ตายไปแล้วทั้งสิ้น แล้วก็เอาศีรษะซุกซ่อนกลัวจนตัวสั่น มือก็ปัดดิ้นรนคล้ายกับว่ามีผู้จะมาฉุดเอาไปจริงๆ เล่นเอาคนที่เฝ้าไข้พลอยกลัวขึ้นมาบ้าง จนเกือบไม่มีใครกล้ามาอยู่เป็นเพื่อนตอนดึกๆ ยามเงียบสงัด
เคราะห์ดีที่มีคนเฝ้าไข้ ๔ - ๕ คน ถ้าเพียงคนเดียวหรือสองคนคงหนีไปแล้ว

การกระทำของคุณลุงนั้นทำให้คนจำนวนไม่น้อยต้องได้รับความเดือดร้อนดังที่กล่าวมาแล้ว ความแค้น ความเจ็บใจ คอยจองเวรอาฆาต เมื่อการทำร้ายผู้ต้องการไม่ได้คราวนี้ก็เพ่งเล็งมายังผู้ใกล้ชิดของตัวการ เช่น ลูกหลานซึ่งเป็นที่รักใคร่ ถ้าได้ทำลายผู้ใกล้ชิดก็เป็นการแก้แค้น เป็นการทำลายจิตใจไปด้วย และทรมานความรู้สึกทางอ้อม แต่บังเอิญคุณลุงไม่มีบุตร และมีผมคนเดียวเป็นหลานที่สนิทใกล้ชิด ฉะนั้นจุดที่จะรับการแก้แค้นที่เป็นเป้าหมายต่อจากคุณลุงก็คือ ผม ผู้เป็นหลานคนเดียวของท่าน”

มีเพื่อนคนหนึ่งของผมเขาเป็นคนนิสัยค่อนข้างไปทางนักเลงหัวไม้สักหน่อยแต่เป็นคนซื่อ วันหนึ่งเขาโทรศัพท์มาหาผม เพื่อนคนนี้เขาไม่ค่อยจะคิดหน้าคิดหลัง อยากจะพูดอะไรก็พูดออกมาตรงๆ ตามภาษาซื่อ เพราะความดี
ถามอีกว่า นิสัยใจคอเป็นอย่างไร อั๊วบอกว่าวิเศษเลย คนอย่างนี้หายาก มันมีแต่คอยช่วยเหลือเพื่อนและคนยากจนเสมอ ผิดกับลุงของมันฟ้ากับดินทีเดียว ลุงมันคอยแทะกระดูกคนจนเสมอ ชอบทำให้คนอื่นเดือดร้อน อ้ายลุงหลานมันเลยไม่ค่อยลงรอยกัน เพราะมันเดินกันคนละทาง

เจ้าหมอนั่นมันถามอั๊วอีกว่า ที่พูดมานี่เป็นความจริงหรือ จะเห็นว่าเป็นเพื่อนกันจึงยกย่องเกินความจริง ตอนนี้อั๊วชักจะไม่พอใจ จึงบอกว่าอั๊วเป็นคนขวานผ่าซากชอบพูดตรงไปตรงมา ใครดีอั๊วก็ว่าดี ใครชั่วก็ว่าชั่ว ไม่สนใจว่าลื้อจะเชื่อหรือไม่ ใครถามอั๊วก็บอก และอั๊วก็ไม่รู้ว่าลื้อจะมีเจตนาอย่างไรที่ถามอั๊ว

พูดเสร็จเขาก็หน้าเศร้ารำพึงออกมาว่า เกือบทำลายคนดีๆ เสียแล้วซิ ถ้าไม่ถามให้รู้เรื่องเสียก่อน ก็คงจะเสียใจทรมานจิตใจไปตลอดชีวิต ต้องรับบาปหนักที่ไปทำลายคนดี
เขาจะทำร้ายคุณลุงของลื้อ แต่ไม่สามารถจะทำอะไรได้ เพราะระวังตัวตลอดเวลา

ต่อมาเมื่อคุณลุงล้มป่วยลง ของมีค่าต่างๆ ก็ค่อยๆ หายไปจากห้องวันละหลายๆ ชิ้น เพราะมีคนโลภหรือโจรอยู่ในบ้านนี้ ต่างคนต่างก็ถือสิทธิ์แย่งกันลำเลียงออกไปซุกซ่อน ไม่ช้าคงหมดบ้าน เพราะรู้ว่ายังไงเสียคุณลุงก็ไม่มีโอกาสหายแน่ บางครั้งก็ค้นหากุญแจไขตู้นิรภัยในห้องนอนของคุณลุง ความโลภทำให้ขาดความนับถือ ขาดความกตัญญู เขาไม่มีความยำเกรงคุณลุงเหมือนแต่ก่อน คุณลุงนั้นถึงจะรู้จะเห็นก็ลุกขึ้นมาทำอะไรไม่ได้

ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนท่านเป็นคนดุมีอำนาจ ไม่ชอบใจใครก็สั่งจัดการได้ แต่บัดนี้แม้แต่คนในบ้านก็หมดความเกรงกลัว ทั้งนี้เพราะต่างก็รู้ความชั่วด้วยกัน ท่านไม่มีความดีคอยจูงใจให้คนเคารพนับถืออยู่ตลอดไป ที่อยู่ก็เพราะเกรงกลัวอำนาจเงิน

ข้าพเจ้าถามต่อไปว่า “แล้วทำไมท่านสมภารจึงไม่สามารถต่ออายุให้คุณลุงได้ ในเมื่อท่านสามารถต่อให้คนอื่นได้”

ชายหนุ่มตอบด้วยเสียงท้อแท้ว่า “การต่ออายุนั้นท่านสมภารท่านต่อเองไม่ได้ ท่านต้องไปขอผู้มีอำนาจลี้ลับ เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงต่อได้ หากไม่อนุญาตก็หมดหวัง ผู้ที่ได้รับอนุญาตต้องเป็นผู้มีบุญกุศลมีบารมี เป็นผู้อยู่ในศีลในธรรม ทำการกุศลสาธารณประโยชน์ ไม่หวังสิ่งใดเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนตอบแทน และเป็นผู้ที่มีชีวิตต่อไปเพื่อทำประโยชน์แก่ส่วนรวม
สิ่งเหล่านี้คุณลุงท่านไม่เคยมีเลย มีแต่ตรงกันข้าม ฉะนั้นท่านสมภารจึงไม่สามารถช่วยได้ เพราะไม่มีบุญกุศลบารมีให้เกาะเกี่ยวยืดยาวต่อไปได้”

“เมื่อก่อนคนไข้ไม่เคยเลื่อมใสในทางพระศาสนา ฉะนั้นจึงไม่มีพื้นเดิมทางเจริญภาวนา เปรียบเหมือนการเริ่มต้นเรียนโดยไม่มีเวลาปฏิบัติฝึกฝน เพราะความเจ็บป่วยทำให้ความรู้สึกทุกส่วนทางร่างกายเปลี่ยนแปลงไป ความร้อนสูงจึงกระสับกระส่ายทนทุกข์เวทนา จิตใจฟุ้งซ่านไม่มีสติจะคิดอย่างอื่น นอกจากจุดรวมจะอยู่ที่ความเจ็บป่วยเท่านั้น

“ท่านบอกอีกว่ามนุษย์ผู้ใกล้จะตายนั้น ย่อมจะเกิดนิมิตมองเห็นเหตุการณ์ในอดีตที่ตนได้เคยประกอบกรรมชั่วอันเป็นอกุศลกรรม ทำให้เห็นมีรูปร่างเจ้าทุกข์เป็นโจทก์ฟ้อง มีพยานยืนยันหรือมองเห็นยมบาลที่คอยจ้องจะคุกคามเอาตัวไปสู่ทุคติภูมิ

พอจิตดับก็จุติไปสู่นรก อบายภูมิแห่งอสุรกาย หรือเปรตใช้หนี้กรรมซึ่งตนทำไว้ ด้วยอำนาจแห่ง โลภ โกรธ หลง ผู้ที่ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษเห็นแก่ตัว ให้ผู้อื่นรับทุกข์อกตัญญูไม่รู้คุณ เมื่อจิตดับแล้วก็จะปฏิสนธิในภูมิเดียรัจฉาน เรียกว่า เหฏฐิมสังสระ เป็นที่อยู่ของหมู่สัตว์ปราศจากความสุขความสบาย ต้องทนทุกข์ทรมานจนกว่าจะสิ้นกรรม

ชายหนุ่มนิ่งมองดูข้าพเจ้าอยู่ครู่หนึ่ง“หลวงพ่อท่านพูดถึงหลักธรรมชาติอย่างที่พี่หมอพูด คืออัตโนมัติใครสร้างความชั่ว ความชั่วก็สิงอยู่ในใจ ใครสร้างความดี ความดีก็สิงอยู่ในใจเช่นเดียวกัน แม้ผู้สร้างจะลืมไปจำไม่ได้ว่าตัวทำชั่วหรือทำดีอะไรบ้าง แต่จิตใต้สำนึกก็ไม่ลืมเลย

ผู้สร้างกรรมชั่ว ส่วนมากเป็นผู้ที่กลัวตายไม่อยากตาย เพราะนิมิตเห็นแต่สิ่งที่เป็นความชั่วที่ทำไว้ผุดขึ้นมา ต่างก็รู้ตัวดีว่าถ้าตายไปแล้วต้องไปสู่อบายได้รับความทุกข์ยากเพราะกรรมตามสนอง

ส่วนผู้สร้างกรรมดีนั้น ส่วนมากเป็นผู้ที่ไม่กลัวตาย เพราะมองเห็นความจริงอันเป็นไปตามธรรมชาติ รู้ว่าไม่มีใครหนีความตายพ้น มันเป็นไปตามกฎแห่งกรรมและความรู้สึกมีนิมิตให้เห็นว่า เมื่อจิตดับไปแล้ว จะไปสู่เบื้องสูงที่ซึ่งมีความสุขยิ่งกว่าอยู่ในโลกมนุษย์


ฉะนั้น ท่านเหล่านั้นจึงมีจิตใจอยู่กลางๆ ไม่ดีใจไม่เสียใจ ไม่รู้สึกว่าความตายเป็นของน่ากลัวเหมือนผู้สร้างกรรมชั่ว จะรู้สึกเพียงแต่เปลี่ยนจากที่ต่ำไปสู่ที่สูง

แม้ว่าบางครั้งกฎหมายบ้านเมืองไม่สามารถเอาโทษหรือนำไปสู่ที่คุมขังได้ แต่กรรมนั้นมิใช่จะหมดไป เมื่อจิตจะดับจะรู้ว่ากรรมนั้นจะนำไปที่ไหน


“ผมเกิดมาอยู่ใกล้พระพุทธศาสนา แต่เป็นคนโง่เง่า ถือดี อวดดีเหมือนอยู่ห่างไกลคนละโลกกับพระพุทธศาสนา แต่บัดนี้ผมรู้สึกตัวแล้วได้เห็นหลวงพ่อผู้เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้กลิ่นผ้ากาสาวพัสตร์ ได้แตะต้องผู้ทรงศีลอันบริสุทธิ์ กระผมเกิดศรัทธาแต่มันก็สายเสียแล้ว มันสายเกินไปที่จะมีโอกาสสร้างบุญกุศล หลวงพ่อครับผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมอยากมีชีวิตอยู่เพื่อทำความดีแก้ตัว” คนไข้พูดได้เท่านั้น ก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นน้ำตาไหลพราก

จงสงบใจตั้งสติพิจารณาให้รู้ถึงความจริง การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา ฟังอาตมาให้ดีฟังให้เข้าใจ จะได้เป็นทางที่จะช่วยได้ในบั้นปลายของชีวิตเป็นครั้งสุดท้าย หากมีบารมีสร้างไว้แต่อดีตชาติก็อาจจะหลุดพ้นไปได้”

ต่อไปนี้โยมต้องทำจิตใจให้สงบ ไม่ต้องนึกถึงความดีความชั่ว อย่านึกถึงสมบัติที่มีในมนุษย์โลก มันไม่ใช่ของเรา อย่านึกถึงสังขารร่างกาย ตัดความห่วงกังวลความทุกข์ ทำจิตใจให้ว่างเปล่า ไม่ต้องนึกถึงสิ่งใดทั้งสิ้น วางให้หมดทุกอย่าง เพ่งส่วนลึกในความรู้สึกให้แน่วแน่ เหลือแต่คำภาวนาว่า อรหันต์ อรหันต์ อรหันต์ เท่านั้น พระอรหันต์ท่านได้หลุดพ้นจากความทุกข์ หลุดพ้นจาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย โยมจงตั้งสติให้ดี ทำตามที่อาตมาบอกทุกอย่าง จะทำให้ทุกขเวทนาหมดสิ้นไป”


“พระอรหันต์ พระอรหันต์ พระอรหันต์” เสียงที่พูดค่อยลงทุกที จนในที่สุดคอตกมือตกตาหลับสนิทแน่นิ่งไป ข้าพเจ้ารีบตรงเข้าไปจับชีพจรและฟังหัวใจ ก็ทราบว่าหัวใจหยุดเต้นเสียแล้ว ทุกสิ่งแสดงว่าจิตดับหมดลมไปแล้วอย่างสงบ

เหลือความดีไว้เห็นอนุสรณ์แก่ผู้อยู่ข้างหลังให้ระลึกถึงอยู่ไม่วาย ส่วนทรัพย์สินเงินทองมากมายนั้นก็กระจัดกระจายออกไปเป็นสมบัติของโลกต่อไป นี่เป็นประสบการณ์ที่ข้าพเจ้าได้รู้เห็นมา และยังนึกถึงอยู่เสมอ

“เรื่องกฎแห่งกรรมนี้ผมเชื่อ ใครทำชั่วก็ได้ชั่วตอบแทน ผมได้ประสบการณ์เรื่องจริงมากับตนเองแล้ว คือว่าที่จังหวัดพระนครเหนือ มีแม่ค้าขายข้าวอยู่ร้านหนึ่ง การค้าของร้านนี้อยู่ในสภาพซื้อง่ายขายคล่อง แต่มีวิธีเพิ่มกำไรให้มากขึ้นโดยทางไม่สุจริตคือ ตักข้าวสารออกกระสอบละหนึ่งถ้วย แล้วใส่รำข้าวลงไปแทน ข้าวเป็นจำนวนมากกระสอบด้วยกัน ก็ทำให้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีได้เหมือนกัน

ฉะนั้น การค้าจึงร่ำรวย มีตึกแถวทรัพย์สินเงินทองมากมาย ต่อมาภายหลังเมื่อถึงอายุขัยก็ล้มป่วยลง กรรมตามสนอง รับประทานอะไรไม่ถูกปากกินอะไรไม่ได้ ไม่ว่าอาหารนั้นจะดีสักปานใด อยากกินแต่รำเท่านั้น ฉะนั้นอาหารทุกชนิดที่ปรุงมาต้องใส่รำปนลงไปจึงกินได้ แม้แต่น้ำใสสะอาดก็ต้องปนรำ มิฉะนั้นก็ดื่มไม่ได้ แม้กระทั่งยารักษาโรคก็เช่นกัน นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าคิดมาก



-เวรกรรม ของเศรษฐี

ในตลาดไม่มีใครเลยสักคนที่ไม่รู้จัก เถ้าแก่ " ตั๋ง " เพราะแกเป็นผู้บุกเบิกตลาดแห่งนี้เป็นคนแรก แกขายทุกอย่างที่จะขายได้ ตั้งแต่ กาแฟ ไข่ลวก บุหรี่ สุรา ไปจนถึง ปะยาง รถจักรยายยนต์ พอมีเงิน เก็บหอมรอมริบก็ซื้อที่ทางไว้

กระทั้งเวลาผ่านไปไม่กี่ปี เถ้าแก่ตั๋ง ก็เป็นเจ้าของตลาดเต็มตัว มีแผงให้เช่าโดยไม่ต้องขายเหมือนก่อน
" อั้วไม่ล่ายสร้างตลาด มาให้พวกลื้อติดค่าเช่าน้ะ ให้ลู้ซะล่วย " เป็นคำพูดที่เถ้าแกชอบพูดดัง ๆ เป็นการกึ่งประจานเวลาแผงไหนผลัดค่าเช่าแก

ใคร ๆ ก็รู้จักเถ้าแก่ตั๋ง เพราะแกจะวางท่ายิ่งใหญ่ไม่รู้จักใคร หรือถ้าใครเดินเข้าตลาดแล้วไม่ซื้อของแก ก็จะเดินไปด่าเขาทำตัวเป็นที่อิดหนา ระอาใจกับคนในตลาดนั้น ถ้าย้ายได้ก็ย้ายหนีไป ถ้าย้ายไม่ได้ก็ต้องทนรับสภาพไป

หลายปีผ่านมา เถ้าแก่ตั๋ง ได้ขยายครอบครัว อันยิ่งใหญ่ขยายกิจการนามสกุล 5 พยางค์ ตัวเถ้าแก่เริ่มแก่ชราหน้าที่เก็บค่าเช่า และดูแลผลประโยชน์ก็ตกมาถึงลูกหลาน ลูกหลานเติบโต แบ่งแยกครอบครัวกันออกไป เถ้าแก่ที่เคยมีอดีตอันยิ่งใหญ่ ก็เหมือนคนแก่คนหนึ่งภายในบ้าน ไม่ได้รับความสนใจจากลูกหลาน เรียกว่าถูกทอดทิ้งก็ว่าได้

หลังจากมีการแบ่ง มรดกเถ้าแก่ตั๋ง ก็ถูกส่งไป บ้านพักคนชรา โดยลูกหลานปล่อยอย่างไม่ใย ชีวิตต้องนั่งรถเข็นอย่างหมดสภาพ

วันหนึ่งขณะที่ตลาดจอแจด้วยผู้คนไปมา ชายชราคนหนึ่ง สภาพมอมแมมไม่ต่างอะไรจาก ขอทาน เสื้อผ้าขาดวิ่น แขนขาลีบเรียว จนต้องนอนหมอบกับพื้นสกปรก ที่ตลาดแห่งนั้น แล้วเจ้าเด็กน้อย ๒ คน ที่มองดูชายชราตามประสาเด็ก พลางล้วงกระเป๋าหยิบเศษเหรียญสตางค์หย่อนลง กระป๋องแล้วพูดว่า

" ตาออกไปขอทานที่อื่นเถอะเดี๋ยวเตี่ยมาเห็นจะโดนไล่หรอก เตี๋ยบอกว่าเมื่อตอนก๋งอยู่ ก๋งไม่ชอบให้ขอทานมาอยู่ในตลาด "

เจ้าเด็กน้อยพูดเจื้อยแจ้วโดยไม่รู้หรอกว่า ขอทานผู้นั้นคือ เถ้าแก่ตั๋งหรือก๋งคนที่แกพูดถึง และแกก็ยังห่วงตลาดที่แกสร้างมากับมือ


-ผลกรรมจากการลวกหอยแครง

ชีวิตครอบครัวไม่ราบรื่น มีแต่ปัญหา
เคยไปหาหมอดู หมอดูบอกว่า เคยทำบาป เมื่อชาติที่แล้ว
จะต้องเป็นอย่างนี้ ไม่มีทางแก้ไข ดิฉันก็อดทนทุกๆ ครั้งที่มีปัญหา
คิดเสียว่าใช้กรรมที่ทำมา แต่พอมามีลูกคนเล็ก
ก็มีปัญหาในครอบครัวมากขึ้นๆ จนทนแทบจะไม่ไหว
จนต้องแยกทางกัน
พ่อบ้านได้ขายบ้าน เพราะไม่มีเงินใช้ให้ลูกเรียนหนังสือ
และได้มาอาศัยญาติอยู่ ลูกคนเล็ก ก็ยังสร้างปัญหาให้อีกมากมาย
ส่งให้เรียนหนังสือ ก็ไม่เรียน

แม่ของดิฉัน ก็ล้มป่วย เดินไม่ได้ ความชราภาพทำให้เหมือนเด็กเล็กๆ
เงินก็ไม่มี
ต่อมาก็ถูกญาติที่เราอาศัยอยู่ไล่ออกจากบ้าน
เลยไปอยู่กับลูกชายคนโต ที่ชลบุรี
ได้พบเพื่อนบ้านเดินมาทักทาย
และคุย เรื่องหลวงพ่อจรัญ ให้ฟัง และเอาหนังสือสวดมนต์
มาให้โดยบอกว่าบทสวดมนต์ ของหลวงพ่อจรัญ แล้วจะดีเอง

โดยตั้งจิตอธิษฐาน ให้หลวงพ่อจรัญช่วย
ถ้าหากแม่ของดิฉันหมดอายุไข ก็ขอให้ไปอย่างสงบ
ถ้าแม่ยังไม่หมดอายุไข ก็ขอให้แม่มีร่างกาย และจิตใจดีขึ้น
ดิฉันได้สวดมนต์ แล้วจิตสงบดีขึ้นมาก
สวดมนต์ได้ ๕ เดือน แม่ก็สิ้นใจไปอย่างสงบ

ดิฉันจึงได้เดินทางมาที่วัดอัมพวัน
เข้าปฏิบัติ ดิฉันไปปฏิบัติเข้าปีที่สอง
ได้เห็นและรู้ว่า เราได้ทำบาปไว้
เมื่อก่อนชอบลวก แล้วใช้แปรงทองเหลืองปัดหอยแครง
ให้สามีรับประทานกับเหล้า เป็นประจำ หอยแครงมาเข้าฝัน มาเป็นล้านๆ ตัว
อ้าปากแดง ร้องอี๊ด อ๊าด แล้วลูกก็ป่วยเป็นเหมือนถูกน้ำร้อยลวก
ดำๆ แดงๆ เป็นทั้งตัว ป่วยหลายเดือน กว่าจะหาย

ดิฉันได้ปฏิบัติธรรมแล้วก็ขออโหสิกรรม แผ่เมตตาไปให้หอยแครง
เสียค่าใช้จ่ายไปกับลูกคนเล็กเป็นแสน ก็ไม่ดีขึ้นได้
อานิสงส์ของการสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม
และคำสอนของหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน
ลูกของดิฉันทั้งสองคนจึงดีขึ้น ได้ทำงานที่ดี
จนทุกวันนี้ดิฉันสบายใจ สบายกาย
ลูกได้ส่งเงินมาให้ดิฉันใช้ทุกๆ เดือน ดิฉันมีเงินเพื่อเป็นค่ารถ
และค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาปฏิบัติธรรมได้ต่อเนื่อง
ที่วัดอัมพวันตลอดมา ทำให้ดิฉันและครอบครัวมีความสงบสุข


-คนที่ขึ้นไปสวรรค์ มี 2 แบบ

แบบ 1 ทำบุญสร้างกุศลอยู่เนืองนิจ จนสิ้นอายุขัย
ประเภทนี้ส่วนมากขึ้นไปอยู่สวรรค์ชั้นที่ไม่สูงนัก
ทำให้เทวดาประเภทนี้ยังมีการยึดตัวถือตน มีโลภ โกรธ หลง เจือปนอยู่ในนิสัยอยู่บ้าง

แบบ 2 ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ด้วยอำนาจฌานญาณ
ประเภทนี้ส่วนมากมีการฝึกสมาธิวิปัสสนาละลายรูป นามและละลายกิเลส โลภ โกรธ หลง มากกว่าประเภทที่1
ซึ่งท่านฝึกสมาธิได้ปฐมฌาน ท่านก็มีโอกาสขึ้นไปอยู่ที่เทวโลกแล้ว

เทวดาทั้ง 2 ประเภทที่กล่าวมานี้ ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์แล้วก็ยังมีโอกาสบำเพ็ญยกระดับจิตให้สูงขึ้น
ด้วยการค่อยๆลดละกิเลส โลภ โกรธ หลง และฝึกจิตสร้างอำนาจฌานญาณต่อไปให้แข็งแกร่งสูงขึ้นยิ่งๆขึ้น
มิฉะนั้น เมื่อท่านหมดสิ้นอายุขัยแห่งการเป็นเทวดาชั้นนั้นๆ ท่านก็ต้องลงมาเกิดอีกในโลกมนุษย์
เพื่อใช้กรรมตามวาระหรือกระทำผิดเพียงเกินเส้นยาแดงก็ต้องลงมาเกิดในโลกมนุษย์ เพื่อใช้กรรมที่ก่อไว้เช่นกัน

ทั้งนี้ การที่วิญญาณได้ขึ้นไปสวรรค์เกิดเป็น พรหม เทพ นั้นยังไม่พ้นที่จะต้องเกิดอีก

ท่านที่หวังหลุดพ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง ก็ควรที่จะบำเพ็ญวิปัสสนาละลายรูป นาม จนเกิดญาณปัญญาอันเลิศ


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 16 ธันวาคม 2552 เวลา:19:54:54 น.  

 
- วิธีตัดกรรมเก่า

ตามหลักของพระพุทธศาสนา ถือว่าทุกคนที่เกิดมาแล้วจะต้องมีทั้งบุญและบาป นั่นก็คือต้องมีทั้งกรรมดีและกรรมชั่วติดตัวมาทุกคน

ต่างกันแต่ว่า ใครจะมีบุญมาก หรือมีบาปมากกว่ากันเท่านั้น ถ้าคนเราหมดบุญหมดบาป ก็ต้องสำเร็จพระอรหันต์ กล่าวคือบรรลุพระนิพพานไปแล้ว

ส่วนว่าเมื่อเรามาเกิดดีแล้ว คือดีทั้งสุขภาพสุขภาพจิต รวมถึงฐานะตระกูลอะไรก็ดีหมด แต่เราเกิดมีความเดือดร้อนต่างๆ นานาน นั่นก็เกิดจากการมีตัวแปรเข้ามาแทรกแซง คืออกุศลกรรมเก่ามาตัดรอนในภายหลัง

ทุกคนที่เกิดมาแล้วนี้ ไม่มีใครจะรับแต่ส่วนบุญอย่างเดียว จะต้องมีบาปติดปนมาด้วย เหตุที่คนเรามาเกิดนี้ต้องเป็นผลของบุญและบาปส่งมา ไม่ใช่บุญล้วนๆ และไม่ใช่บาปล้วนๆ

ถ้าเรามีแต่บุญล้วนๆ เราก็ต้องไปเกิดในสวรรค์แล้ว และถ้าเรามีแต่บาปล้วน ๆ เราก็ต้องไปเกิดในนรกแล้ว ไม่ได้มาเกิดเป็นคนกะเขาหรอก
มนุษย์จึงเป็นภูมิกลางๆ และถ้าเราพัฒนาจิตให้อยู่ เหนือบุญและบาปได้ เราก็ไม่ต้องมาเกิดอีก

เราควรจะถือเอาโชคส่วนนี้ เร่งรีบเพิ่มเติมความดีต่างๆ เข้าไว้ให้มากๆ เพราะการไปเกิดในภพอื่น โอกาสที่เราจะบำเพ็ญบารมีทำได้ยากหรือทำไม่ได้เลย

เช่น ถ้าเราไปเกิดเป็นเทพในสวรรค์ ไม่ว่าจะชั้นใดก็ตามเราก็ย่อมจะหลงลืมตน หาแหล่งทำบุญเพื่อเลื่อนชั้นทางจิตยาก

ถ้าเราไปเกิดในนรก ไม่เป็นอิสระแก่ตัว ไม่มีโอกาสทำความดี ไม่มีสถานที่ทำความดี ยิ่งกว่านักโทษในเรือนจำเสียอีก

เราจะรู้ได้อย่างไร อันไหนเป็นกรรมเก่าฝ่ายลบ? อันไหนเป็นกรรมเก่าฝ่ายบวก? วินิจฉัยได้ไม่ยากเลย สิ่งใดที่เราเข้าไปสัมผัสแล้ว เกิดความทุกข์กายทุกข์ใจ อันนั้นเราก็ถือว่าเป็นวิบากของอกุศลกรรมเก่า กำลังสนองเราอยู่

ขอแยกพูดเป็น ๒ ฝ่าย คือ

ก. อกุศลกรรมเกี่ยวกับบุคคล เมื่อเราได้พบเห็นใคร ได้ยินเสียงเขาพูด ได้ยินข่าวของคนอื่น แล้วเกิดการไม่ชอบไม่สบายใจ ไม่ต้องคบหาใกล้ชิด นั่นแสดงว่าบุคคลนั้น เป็นอกุศลวิบากสำหรับเรา

ทางแก้ที่ถูกต้อง เราก็ต้องไม่ไปเพิ่มอกศลกรรมเก่าเข้าอีก แต่ควรจะละลายอกุศลกรรมเก่าดังนี้

ตัดความสัมพันธ์ ถ้าเรามีทางหลีกเลี่ยงได้ ควรหลีกหนีไปให้พ้นๆ เขา อย่าได้ทำอะไรให้เขาขุ่นเคืองใจ มิฉะนั้นเขาจะผูกเวรกับเราต่อไปไม่สิ้นสุด

เอาดีตัดกรรมเก่า เมื่อเราไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ เราควรจะทำดีต่อเขา เพื่อให้เขาอโหสิกรรม (ยกเลิกเวร) ต่อเราด้วยการใช้สังคหะวัตถุ ๔

คือ ทาน การเจือจานเขาด้วยวัตถุสิ่งของ ปิยวาจา พูดจากับเขาด้วยความสุภาพ ไพเราะ อัตถจริยา ประพฤติประโยชน์แก่เขา และสมานัตตตา วางตนเสมอต้นเสมอปลายอย่ารังเกียจเขา

แผ่เมตตา ส่งความรัก และความปรารถนาดีต่อเขาในทุกๆ วิถีทาง พร้อมทั้งให้อภัยเขาทุกสิ่ง แม้ว่าจะเป็นการฝืนใจทำ เราก็จำต้องพยายาทำ เพื่อให้เวรกรรมเก่านั้นสิ้นสุด

ทุกครั้งที่เราทำความดี ก็ควรจะแผ่ส่วนกุศลหรือกรวดน้ำ อุทิศส่วนบุญไปให้เจ้ากรรมและนายเวรด้วย



ข. อุกศลกรรมเกี่ยวกับสถานที่ เมื่อ เราเข้าไปอยู่ในสถานที่ใดแล้วได้เห็น ได้ยินแต่สิ่งอันเป็นอัปมงคลแล้วเกิดความไม่สบายใจ ยอมรับว่า มันเป็นผลของอกุศลกรรมเก่าของเราเอง ทั้งที่บางทีก่อนมาอยู่ เราก็ได้เลือกแล้วว่าดี แต่พอมาอยู่เข้าจริงก็แปรไปได้ เมื่อเป็นดังนี้ ขั้นต้นควรอดทนไปก่อน
เมื่อเห็นว่ามันเหลืออดเหลือทนจริงๆ หรือขืนทู่ซี้อยู่ต่อไป จะทำให้สุขภาพจิตเสีย เราอาจจะเผลอทำกรรมชั่วใหม่ๆ ต่อกรรมชั่วเก่าๆ เข้าไปอีก ก็ควรที่จะหาทางย้ายไปอยู่ที่อื่นเสียในทันที

เปลี่ยนแปลงสถานที่ คือ ดัดแปลงสถานที่ อย่าให้ได้พบเห็น หรือได้ยินสิ่งที่เป็นอัปมงคลต่างๆ เท่าที่เราสามารถจะทำได้ ถ้ามันทำไม่ได้จริงๆ ก็มีอยู่วิธีเดียว คือย้ายไปอยู่ที่อื่นให้มันพ้นๆ ไปเสีย

ปรับใจ คือ ควบคุมจิตใจของเรา ไม่ให้ออกไปรับอกุศลวิบาททางทวารทั้ง ๕ คือ ทางตา หู จมูก ลิ้นและกาย ด้วยการเอาสติควบคุมจิตไว้


ขออย่างเดียวเท่านั้น คือ อย่าแก้หรือตัดอกุศลกรรมเก่าด้วยความชั่วเป็นอันขาด ต้องแก้ด้วยการเอาดีสู้

บำเพ็ญ ศาสนกิจให้ครบวงจร
สำหรับชาวบ้านผู้ครองเรือน ก็มี ทาน ศีล และภาวนา
สำหรับนักบวช ก็มี ศีล สมาธิ และปัญญา


ทาน เป็นเรื่องของวัตถุ สำหรับหล่อเลี้ยงชีวิตและอำนวยความสะดวกสบายในส่วน "รูปธรรม"

ศีล เป็นเรื่องของการปิดกั้นภัยเวร และเป็นการพัฒนากายกับวาจาให้ปกติ งดเว้นไม่ประทุษร้ายตนเองและผู้อื่นทางกายและวาจา

ภาวนา เป็นเรื่องของการพัฒนาจิต อบรมจิต ให้เกิดปัญญา และดับทุกข์ได้สิ้นเชิง

ทั้ง ๓ ส่วนนี้ ต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน บำเพ็ญแต่ทานล้วนๆ ก็ไม่สามารถที่จะป้องกันภัยเวร หรือไม่อาจจะดับทุกข์ต่างๆ ได้เลย และจะเป็นเหตุให้บำเพ็ญทานอย่างงมงายด้วย

รักษาศีลเพียงอย่างเดียว ก็ย่อมจะอดอยาก ยากจน และดับทุกข์ทางใจไม่ได้ด้วย

เจริญภาวนาแต่เพียงอย่างเดียว นอกจากจะอดอยากปากแห้งแล้ว ยังจะเต็มไปด้วยภัยเวร เพราะขาดอานิสงส์แห่งศีลคุ้มครองป้องกัน

เมื่อท่านได้ศึกษาพุทธธรรมอย่างถูกต้องแล้ว ก็ย่อมจะไม่มีการขัดแย้งในใจ ในเรื่องกฎแห่งกรรมอย่างแน่นอน

เขาจะต้องไปเกิดในตระกูล ตามกำลังกรรมในอดีตที่เขาทำเอาไว้
บางคนกรรมดีส่งผลมา เขาก็มาเกิดในตระกูลดี มีฐานะและเป็นสัมมาทิฏฐิ

บางคนกรรมชั่วส่งผลมาเกิดในตระกูลยากจน แต่กรรมดีส่งให้เขาเป็นสัมมาทิฐิ ก็สามารถจะสร้างตัวได้

บางคนกรรมชั่วส่งผลมาเกิดในตระกูลยากจน และกรรมชั่วก็ส่งให้เป็นมิจฉาทิฐิ ต้องทำชั่วหรือมืดบอดตลอดไป

รวมความว่า เหตุที่คนทำดีแล้วไม่ได้ดีนั้น เกิดจากผลแห่งกรรมชั่วในอดีตมาตัดรอน และเหตุที่คนทำชั่วแล้วได้ดีนั้น ก็เกิดจากผลของกรรมดีในอดีตกำลังสนองเขาอยู่

เมื่อผลแห่งกรรมชั่วหมดลง เขาก็ย่อมจะต้องได้รับผลของกรรมดี และเมื่อผลของกรรมดีในอดีตหมดลง เขาก็ย่อมจะต้องได้รับผลกรรมชั่วอย่างแน่แท้

ยกเว้นเสียแต่ว่า ท่านผู้นั้นจะทำความดีมากๆ จนหลุดพ้นจากวัฏฏะของโลก คือสำเร็จเป็นพระอรหันต์เสียก่อนเท่านั้น กรรมทั้งหลายที่เคยกระทำไว้ก็จะกลายเป็นอโหสิกรรมไป (จะมีเหลืออยู่บ้างก็แต่เศษของกรรม)

ขอให้เอา "นามธรรม" หรือ "จิตใจ" เป็นหลัก เมื่อเราทำดีด้วยกาย วาจา และใจแล้ว ให้ถือว่าเราได้รับผลของความดีในทันทีนั้นแล้ว คือจิตใจสบายและมีความสุขใจ

ถ้าผลของอกุศลกรรมในอดีตมาร่วมขบวนด้วย แทนที่เราทำดีแล้วจะได้ผลดี (ที่เป็นวัตถุ) ก็อาจจะได้รับผลร้ายตอบแทนก็ได้ เช่น

ช่วยคนถูกรถทับตายหรือบาดเจ็บกลางถนน พาไปส่งโรงพยาบาล พอตำรวจสอบสวนก็ถูกกล่าวหาว่า เป็นคนชนคนตายหรือบาดเจ็บ
ช่วยคนตกน้ำ แต่ตนเองก็พลอยจมน้ำตายไปด้วย
ช่วยเขาจับคนร้าย แต่ตนเองก็ถูกคนร้ายฆ่าตาย
มันเป็นการให้ผลของกรรมในอดีตทั้งสิ้น

เมื่อเราทำความดีอยู่แล้ว ได้รับความทุกข์ยากลำบากด้วยประการต่างๆ ก็อย่าท้อใจ อย่าเลิกทำกรรมดี ควรจะทำความดีให้มากเข้าไว้และทำให้สม่ำเสมอ เมื่อหมดผลแห่งกรรมชั่วในอดีตแล้ว ผลของกรรมดีก็ย่อมจะต้องสนองเราอย่างแน่นอน

ในทำนองเดียวกัน เมื่อเราทำความชั่วอยู่ แล้วได้รับลาภ ยศ สรรเสริญ ก็ขออย่าให้ประมาททำต่อไปเลย เพราะนั่นเป็นผลของกรรมดีในอดีตกำลังให้ผลอยู่ เมื่อหมดผลแห่งกรรมดีแล้ว เราจะต้องได้รับผลแห่งกรรมชั่วสนองอย่างแน่นอน

ท่านคงเคยเห็นมามากแล้ว ที่คนมีอำนาจ มีตำแหน่งสูงทำการทุจริต ต้องถูกติดคุก และตายในคุก (เป็นถึงรัฐมนตรี) ก็มี ต้องเป็นคนล้มละลายก็มี

เมื่อเราทำอะไรอยู่ จิตใจสดชื่น เบิกบาน แจ่มใสและเป็นสุข พร้อมทั้งไม่เบียดเบียนตนเอง และไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วย ก็ให้ถือว่านั่นเป็นกรรมดี ในทางตรงข้ามก็ถือว่าเป็นกรรมชั่ว

การยอมรับผลแห่งกรรมชั่วในปัจจุบัน นับว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะได้ไม่ต้องไปชดใช้กันในชาติต่อๆ ไปอีกยาวนาน

ที่มา http://larndham.net/index.php?showtopic=17565




-กรรมของแม่

ผิวหนังทั้งตัวของน้องปูเป้ เป็นรอยถลอกสีแดงช้ำ เป็นหย่อมๆ บางตอนผิวหนังก็เลิกเปิดออกมาเห็นผิวใสๆ และเลือดออกมาตามแผล
เปราะบางมากที่สุด หากถูกผ้าหรือวัตถุอะไรมาเสียด สีผิวหนังก็จะเปิดออกมาทันที น้องปูเป้ก็จะร้องไห้อย่างน่าสงสาร ด้วยความเจ็บปวด
ยังแพ้หมดทุกอย่าง ใช้ผ้า (ซึ่งเป็นผ้าพิเศษ) คอยชุบพอกตัวน้องปูเป้ตลอดเวลา ไม่ให้ผ้าแห้ง ถ้าผ้าแห้งปูเป้ก็จะร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดน่าเวทนา

เมื่อต้องออกมาเรียนหนังสือหรือออกมาข้างนอก คุณแม่ก็ต้องนำผ้าใส่กระติกมาด้วย พอลูกผิวจะแห้ง ก็ใช้ผ้าชุบโปะตลอด คุณแม่ทำอยู่อย่างนี้ตลอดวันตลอดคืน น้องปูเป้ยังมีอาการของโรคประสาทอ่อนๆ มีอารมณ์รุนแรง ฉุนเฉียวง่าย แถมยังมีอาการบกพร่องทางการได้ยิน อีกทั้งสายตาก็ไม่ดี

คุณแม่เล่าให้ฟังว่า เธอทำงานเป็นผู้จัดการทรัสต์แห่งหนึ่ง จนกระทั่งต่อมาเธอก็แพ้ท้องและมีอาการแพ้ที่ไม่เหมือนใคร

คือตลอดระยะเวลา 9 เดือน จะรับประทานอาหารไม่ค่อยได้ นอนก็ลำบาก จนร่างกายผ่ายผอม ให้น้ำเกลือช่วย ฯลฯ ได้รับความทุกขเวทนาอย่างยิ่ง จนกระทั่งเธอคลอดลูกออกมาด้วยการผ่าตัด เมื่อลูกตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เธอจึงจำต้องลาออกจากงานมาเลี้ยงลูก

ต่อมาเธอได้พยายามหาเวลามาเข้าปฏิบัติวิปัสสนา กรรมฐาน ด้วยหวังว่าบุญกุศลที่เกิดจาก การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะช่วยส่งผลให้ความเจ็บป่วยของลูกทุเลาเบาบางลง ได้บ้าง และหวังว่าเจ้ากรรมนายเวรคงจะสงสารและอโหสิกรรมให้กับเธอและลูกสาว

ด้วยผลของการปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐานอย่างเข้มข้น ทำให้เธอเกิดนิมิตเห็นภาพในอดีตว่า เธอเคยเป็นแม่ทัพใหญ่ของพม่าสมัยกรุงศรีอยุธยา ทำทารุณกรรมแก่คนไทยที่ตกเป็นเชลยด้วยกรรมวิธีต่างๆ นานา ไม่เพียงแต่เท่านั้นยังตัดเศียรพระพุทธรูปในพระอุโบสถ และลอกเอาทองไป

ส่วนในชาติปัจจุบันนี้ เธอเล่าว่าช่วงที่ตอนท้องแก่ มีอยู่วันหนึ่งเธอไปนั่งดูปลาที่บ่อเลี้ยงปลาที่บ้าน พอเห็นปลาบู่เผือกที่เลี้ยงเอาไว้ ก็เกิดนึกอยากรับประทานขึ้นมา จึงให้คนใช้ไปจับ แล้วขอดเกล็ดทั้งเป็นๆ จากนั้นก็เอาไม้แหลมๆ แทงปลาตั้งแต่ปากปลาจนถึงหาง ย่างรับประทาน (เคยมีคนพูดกันว่าปลาบู่เป็นปลาของพระพุทธเจ้า และเป็นปลาบู่เผือกที่หายากจึงไม่มีใครกล้ารับประทาน)

บัดนี้ เธอได้รับรู้ถึงผลกรรมที่เธอได้ทำไว้ ทั้งในอดีตชาติและปัจจุบัน ซึ่งถ่ายทอดมาทางสายเลือดของเธอ ได้แก่ลูกอันเป็นที่รักดั่งดวงใจ จึงเสมือนหนึ่งว่าเธอได้รับผลกรรมนั้นเอง เพราะเมื่อลูกเจ็บ เธอก็เจ็บ ยามลูกปวดรวดร้าวแสนสาหัส เธอก็มีความรู้สึกที่ไม่ต่างไปจากลูกเลย

โดย ผู้จัดการออนไลน์



-กรรมของการเอาหมา เอาแมวไปปล่อย แกล้งไล่ที่แม่ค้าไม่ให้มาขาย

ส่งผลให้ทำอะไรก็ไม่เจริญ มีหนี้สิน สุขภาพไม่ดี ลูกติดยา มีลูกก็หาดียาก
บทนำ

เจ๊ดาว กับ สามี เป็นเจ้าของตลาด มีนิสัยใจดำ ชอบเอาสุนัขและแมวไปปล่อย
จนทำให้ครอบครัวร้อนเป็นไฟ คนในบ้านแตกแยกกัน สามีนอกใจเอาเมียน้อยเข้าบ้าน
สุขภาพร่างกายอ่อนแอ สามวันดี สี่วันไข้ ลูกติดยา ญาติพี่น้องต่างพากันรังเกียจ


เจ๊ดาวมีลูก 4 คน แต่หล่ะคนล้วนหาดียาก ยกเว้นลูกสาวคนสุดท้อง
ที่พอจะพึ่งพาได้

1. คนโต ติดยา โดนคดีค้ายาเสพติดเข้าคุก 20 ปี
2. คนรอง หนีตามผู้ชายไป ไม่สนใจพ่อแม่ ก็เอาลูกมาทิ้งให้พ่อแม่เลี้ยง
3. คนที่สาม ติดการพนัน เป็นหนี้หลายล้าน ต้องหนีไปอยู่ที่อื่นเพราะ มีคนเจ้าหนี้ดักยิงทิ้ง
4. คนเล็กเรียนหนังสือไม่เก่ง แต่ก็ขยันทำมาหากิน ช่วยเหลือทางบ้านเป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย

กรรมอะไรที่ทำให้เจ๊ดาว ไม่เจริญ

1. โกงเจ้าหนี้

สมัยสาวๆ เจ๊ดาวไม่รวยอะไรมาก แต่เป็นคนขยันทำมาหากิน รู้จักคนเยอะ
เจ๊ดาวไปกู้เงิน คุณนายจรรยา เป็นล้าน แล้วก็โกงเขาหาว่าเขาทำสัญญาโกง
วางแผนกลั่นแกล้งคุณนาย จรรยา สารพัด หาว่าเขาขี้โกงบ้าง อย่างงั้นอย่างงี้ ทำให้คุณนายจรรยา ขาดรายได้ ไม่มีใครมากู้เงิน

คุณนายจรรยาโมโหมากเลย จ้างทนายฟ้องร้อง ขอทวงหนี้สินคืน
จนในที่สุด ก็แพ้คดี แต่หลักฐานเท็จที่เจ๊ดาว
สร้างขึ้นมาทำให้ จ่ายหนี้น้อยกว่าที่กู้ไป
เพราะเอกสารที่เจ๊ดาว บอกว่ากู้แค่ 2 หมื่น ทั้งๆที่
กู้ไป 2 ล้านแถมไปจ้างพยานเท็จมาให้การด้วย

--- ส่งผลให้พอมาทำธุรกิจการค้าเอง ก็ไม่เจริญเท่าที่ควร

2. ชวนญาติพี่น้อง มาขายในตลาดด้วยเงิน ที่ตนไป
โกงเขามา เวลาไม่พอ
ใจใคร ที่ขายของขายดี ก็ไปบอกให้ เจ๊ดาวไล่ออกจากตลาด
ไม่ให้มาขาย ที่แผงในตลาดอีก ทำให้หลายคนเจ็บแค้นสาปแช่ง

- ส่งผลให้มีลูกก็หาดีไม่ได้สักคน
- ไปไหน มาไหนก็มีแต่คนรังเกรียจ คนที่เกื่ยวข้องกับเรื่องนี้ทุกคน ล้วนฉิบหายในทรัพย์สิน
- เทวดา มนุษย์ ยักษ์ ภูติ ล้วนไม่อยากเข้าใกล้เวลาไปบนบานศาลกล่าว ขอพรอะไรก็ไม่สมหวังล้วนผิดหวังเสมอ
- มีแต่เรื่องเดือดร้อนเข้าหา บางคนก็โจรขึ้นบ้าน บางคนก็ไฟไหม้บ้าน หาความสงบสุขได้ยาก

3. ชอบจ้างคนเอาสุนัข และ แมว จรจัดไปทิ้งที่อื่น
ทำให้วัด และ ตลาดคู่แข่งที่อื่น เดือดร้อนมาก

-ใครอยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่รอดก็ย้าย
ตอนแรกมีแม่ค้า อยู่ 50 กว่าร้าน ไปๆมาๆ ปัจจุบันเหลือแค่ 15 ร้าน
มีเป็น ญาติแกขายเองก็ 6 ร้าน ที่เหลือทน ความเห็นแก่ตัว และความริษยาของพวกขาใหญ่ไม่ไหว
บางคนพอไปค้าขายที่อื่นก็รวยเอา รวยเอา

บางทีคนโดนแกล้ง เขาก็ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มากกว่าพวกที่ไปแกล้งเขาอีกนะ
เหตุเพราะ เทวดา รู้ว่าใครดี ไม่ดี
บางคนแกล้งเขาสารพัดนะ แต่งเรือ่งนินทาว่าร้าย เพราะริษยา
ไปๆมาๆ ตัวเองก็ย่ำแย่ ไม่มีความสุข ค้าขายอะไรก็ขาดทุน สามีนอกใจ ไปมีเมียน้อย ญาติพี่น้องหลายคนรังเกรียจแบบไม่มีเหตุผล

ถ้าใครที่มันทำไม่ดีกับคนอื่น อีกหน่อยก็ กรรมสนองเองแหล่ะ


จาก อรมณีจันทร์

http://www.buddhakun.com/index.php?topic=3386.0



-ชาติก่อน ชาติหน้า มีจริงหรือ?

บทความนี้เป็นของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช สมัยยังเป็นฆราวาส
ผู้เขียนจึงขอยกตัวอย่างเล็กน้อย เพียง 3 ชาติสุดท้ายนี้ ในช่วงประมาณสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ผู้เขียนบวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ริมแม่น้ำใกล้จังหวัดนนทบุรี จิตใจในชาตินั้นท้อแท้ต่อการค้นหาสัจจธรรมอย่างยิ่ง เพราะไม่ว่าจะหันหน้าไปทางใด ก็มีแต่ผู้ไม่รู้เหมือนๆ กัน ความทอดอาลัยนั้น ทำให้กลายเป็นพระขี้เกียจ วันหนึ่งๆ เอาแต่นั่งเหม่ออยู่ที่ศาลาท่าน้ำบ้าง อายุสั้น จึงเป็นลมตกน้ำตายตั้งแต่ยังหนุ่ม และเพราะอกุศลกรรมที่สั่งสมในการปล่อยจิตหลงเหม่อไปเนืองๆ ประกอบกับที่เป็นพระขี้เกียจ ฉันข้าวของชาวบ้านโดยไม่ทำประโยชน์ใดๆ

จึงพลาดลงสู่อบายภูมิ ไปเกิดเป็นวัวของชาวบ้านข้างวัดนั้นเอง และถูกนำตัวมาถวายวัด กลับมาอยู่ในวัดเดิมในฐานะใหม่

เมื่อสิ้นอายุขัยลง ไปเกิดทางตอนใต้ของจีน แซ่ฉั่ว ชื่อเอ็ง ต่อมาได้บวชเป็นเณรในวัดเซ็นอยู่บนเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่ง ผู้เขียนก็หัดดูจิตอยู่เสมอๆ ตอนเป็นหนุ่มขึ้นมาเกิดไปหลงรักสาวซึ่งถวายดอกลิลลี่มาให้ จึงลาสิกขากลับมาทำนา
ต่อมาเกิดฝนแล้งต่อกัน 2 - 3 ปี คราวนี้ทั้งหมู่บ้านเผชิญกับความอดอยากอย่างยิ่ง เข้าไปหางานทำในเมือง ไปพบการเกิดจราจลในเมือง พลอยถูกลูกหลงตายไปด้วย


หลวงพ่อกิมสนิทกับผู้เขียนเคยถามท่านว่า อะไรเป็นเหตุให้ท่านเบื่อหน่ายในสังสารวัฏ ท่านตอบว่า ท่านเห็นทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิด บางชาติเกิดเป็นท้าวพระยามหากษัตริย์ บางชาติตกนรกหมกไหม้ หรือมาเป็นสัตว์เดียรัจฉาน

หลังจากท่านทิ้งขันธ์แล้ว พระอุปัฏฐากท่านจึงเล่าเรื่องอันหนึ่งให้ฟังว่า หลวงพ่อกิม ท่านบอกว่าเมื่อชาติก่อนหลวงปู่ดูลย์ และหลวงพ่อกิมเป็นพระจีน ในชาตินี้มาเกิดที่เมืองไทย และมีศิษย์ในยุคนั้นตามมาอีก 10 คน พระผู้มีพระภาคจึงทรงกล่าวว่า คนที่มาพบกันนั้น ที่จะไม่เคยเป็นพ่อแม่พี่น้องกันมา หาได้ยากนัก

จากการที่ผมจำอดีตได้ยาวไกลมาก จึงได้ข้อสรุปมาอย่างหนึ่งว่า นิสัยของคนเรานั้น หมื่นปี ก็ยังแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย เว้นแต่จะตั้งอกตั้งใจพัฒนาตนเองอย่างจริงจัง จึงจะพัฒนาไปในทางที่ดีได้

คนที่เคยขี้เกียจมาอย่างไร ก็มักจะขี้เกียจอย่างนั้น คนที่ชอบศึกษาปริยัติธรรม ก็จะชอบศึกษาปริยัติธรรม แล้วชาติหน้าก็จะชอบอย่างนั้นอีก

สิ่งเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงคนได้เร็วที่สุด คือการเจริญมหาสติปัฏฐาน


การตายแล้วเกิดนั้น ไม่ใช่ว่าพอร่างกายนี้แตกดับลง จิตดวงเดิมก็ออกจากร่างไปเกิดใหม่ เพราะจิตเองก็ตายและเกิดอยู่แล้วตลอดเวลา

พ่อของเพื่อน ในเวลาที่พ่อของเขาเจ็บหนักนั้น เขาได้นิมนต์ครูบาอาจารย์พระป่า 2 รูปไปแผ่เมตตาให้ ผู้เขียนก็ตามไปดูด้วย
ขณะที่จิตเคลื่อนออกจากภวังค์ มาอยู่ตรงที่เหมือนฝันนั้น แกนิมิตเห็นไก่บ้านตัวหนึ่ง พระทั้งสองรูปและผู้เขียนก็เร่งแผ่เมตตาให้มากขึ้น นิมิตไก่ก็ดับลง เกิดนิมิตของอสุรกาย แล้วจิตก็เคลื่อน พอตกภวังค์ลง ก็ไปเกิดเป็นอสุรกายทันที

บางคนไม่ทำกรรมดี แต่กะว่าตอนตายจะค่อยตั้งใจตายให้ดี โดยจะท่องนามพระอรหันต์บ้าง พุทโธบ้าง ขอเรียนว่า เป็นความคิดที่เหลวไหลสิ้นเชิง เพราะพอจะตายจริงๆ นั้น จิตจะเกิดนิมิตขึ้นเหมือนกับฝันไป สิ่งที่ตั้งใจท่องไว้นั้น จะลืมจนหมด แล้ววิบากก็จะแสดงนิมิตขึ้นมาให้จิตผูกพันเข้าสู่ภพใหม่ตามกรรมที่ให้ผล
ถ้าควบคุมความฝันไม่ได้ ก็ควบคุมการเกิดข้ามภพข้ามชาติไม่ได้


รายพ่อของเพื่อนนั้น หวุดหวิดจะไปเป็นไก่ เขาก็สารภาพว่าพ่อนั้นตั้งแต่หนุ่มๆ ชอบดื่มเหล้า ตกเย็นจะมีเพื่อนมาชุมนุมที่บ้าน พ่อจะสั่งเชือดไก่เลี้ยงเพื่อนทุกวัน วันละตัว กรรมชั่วที่สะสมจนเคยชินเป็นเวลาหลายสิบปี จึงจะมารอให้ผล แต่อาศัยที่เคยทำบุญมาในช่วงปลายชีวิต ในขณะสุดท้ายนิมิตเกิดเปลี่ยนแปลงไป จึงรอดจากสัตว์เดียรัจฉาน ไปเกิดเป็นอสุรกาย เรียกว่าดีขึ้นขั้นหนึ่ง แต่ยังต่ำกว่าเปรต

หลังจากตายไม่นาน คืนหนึ่งลูกสาวนั่งภาวนาแล้วนึกถึงพ่อ ขอให้มารับส่วนบุญด้วยตนเอง ทันใดนั้น ทั้งบ้านก็เหม็นเน่าตลบไปหมด รีบกำหนดจิตบอกว่า ไม่ต้องมารับเองก็ได้ จะอธิษฐานจิตไปให้ วันนั้นพอดีมีพระเถระรูปหนึ่งมาพักในบ้าน พอรุ่งเช้าท่านก็บ่นขึ้นเองว่า ไม่น่าไปเรียกเขามาเลย

อีกรายหนึ่งเป็นสุนัขในบ้านของผู้เขียน ไปอุ้มมาจากจุฬาฯ เอามาเลี้ยงไว้ตั้งแต่เล็ก เขาเป็นสุนัขตัวเมียที่มีจิตใจงดงามมาก รู้จักให้ทาน ให้ลูกสุนัขอื่นๆ ดูดนมได้ เวลากินอาหาร จะให้แมวและสุนัขอื่นๆ กินก่อน ตัวอื่นอิ่มแล้วเขาจึงจะกินข้าว และแม้จะถูกสัตว์เล็กกว่ารังแก เขาก็จะเดินหนี ไม่ตอบโต้ในเวลาที่เขาตายนั้น ไปสู่ภพภูมิที่สูงกว่าพ่อของผู้เขียนเสียอีก
คนไปเกิดเป็นสัตว์ สัตว์ไปเกิดเป็นเทวดา

รายสุดท้ายเป็นยายห่างๆ แกเป็นคนขี้โมโหโทโส แถมเป็นนักเข้าทรงหลวงพ่อทวด เป็นคนที่มีพลังจิตกล้าแข็งมาก แกตายแล้วไปเกิดเป็นอสรุกาย มีผีหลายตัวเป็นบริวาร ลูกหลานรู้สึกสงสารแก จึงคิดจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ โดยนำผ้าไตรไปถวายหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ที่วัดหินหมากเป้ง เมื่อถวายทานแล้ว ก็กำหนดจิตอุทิศส่วนกุศลให้ พอกำหนดจิตถึง ภาพของแกก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตามีผู้เห็นถึง 3 คน ในภาพนั้นแกยังเป็นอสุรกาย แต่หน้าตาสดใสขึ้นบ้าง ในมืออุ้มผ้าไตรไว้อย่างงงๆ ว่าแกจะเอาไปทำอะไร ทั้งนี้เพราะแกเองไม่เคยทำบุญชนิดนี้ เป็นเพียงบุญที่ผู้อื่นอุทิศให้ จึงขาดความประทับใจเท่าที่ควร

รุ่งเช้าถวายอาหารต่อพระทั้งวัดโดยนำเงินไปทำบุญที่โรงครัว ให้เขาจัดการให้ แต่ทำบุญแล้วลืมอุทิศส่วนกุศลให้ ตกเย็นก็นั่งรถสองแถวที่จ้างไว้ออกจากวัด สิ่งที่พากันเห็นนั้นน่ากลัวมาก คืออสรุกายยายพร้อมทั้งบริวารพากันติดตามมาจากวัด

ตอนขึ้นรถไฟที่หนองคาย ขณะที่รถวิ่งลงมาทางจังหวัดอุดรธานี อสุรกายก็มาโผล่หน้าใหญ่เต็มหน้าต่างรถไฟ เล่นเอาสะดุ้งไปตามๆ กัน นึกได้ว่ายังไม่ได้อุทิศส่วนกุศลให้ จึงกำหนดจิตบอกยายว่า เมื่อเช้านี้ได้ทำทานถวายอาหารพระทั้งวัด เพื่ออุทิศให้กับเขา เมื่อบอกกล่าวถึงตอนนี้ อสุรกายก็ระลึกได้ว่า เมื่อสมัยยังสาวนั้น เขาชอบนำอาหารใส่ปิ่นโตไปถวายพระ ภาพพระนั่งฉันอาหารเต็มศาลาก็ปรากฏทางมโนทวารของเขา จิตในขณะนั้นเกิดความร่าเริงเบิกบานในบุญที่ตนเองเคยสร้างไว้ จิตก็เคลิ้มลงเรื่อยๆ ขณะนั้นเกิดกลุ่มควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นจากเท้าของเขา แผ่ขยายจนคลุมตัวไว้ทั้งหมด พอจิตตกภวังค์ดับวับลง กายอสุรกายก็สลายหายไป เกิดรูปเทพธิดารูปหนึ่งลอยทะลุกลุ่มควันสีขาวนั้นขึ้นไป

สัตว์ในภพอสุรกาย และภพอื่นๆ จะไม่รับส่วนบุญของผู้อื่น อย่างมากก็เพียงอนุโมทนาบุญ มีเพียงเปรตบางอย่างที่เป็นภพใกล้คนที่สุด จึงจะรับส่วนบุญจากผู้อื่นได้ กรณีที่เล่ามานี้ อสุรกายเพียงแต่อนุโมทนาบุญ และระลึกได้ถึงบุญของตนเอง

อนึ่ง สัตว์ตระกูลโอปปาติกะทั้งหลายนั้นมักจะอายุยืน หากไม่มีบุญของตนเองเป็นที่พึ่งอาศัย ก็จะอยู่ด้วยความยากลำบาก เพราะจนลูกหลานเหลนตายหมดแล้ว สัตว์พวกนี้ก็ยังมักจะมีชีวิตอยู่ ดังนั้น ถ้ามีโอกาสทำบุญ ก็ควรจะทำไว้ เพื่อเป็นที่พึ่งอาศัยในการท่องสังสารวัฏต่อไป


- ร า ค า ก ร ร ม

บ้านฉันตั้งอยู่กลางทุ่ง ฉันจึงนอนท่ามกลางอ้อมกอดของต้นข้าวแทบทุกคืน
บรรยากาศแบบนี้ใคร ๆ อาจมองว่าแสนโรแมนติก แต่ในความเป็นจริงบ้านฉันทั้งเงียบทั้งเหงา
ในช่วงเวลาแบบนี้ เจ้าข้าวตอก สุนัขเพื่อนยากเป็นผู้ช่วยคลายเหงาให้ฉันได้ดีทีเดียว
แต่มันมีนิสัยเสียตรงที่
ชอบหนีเที่ยวไปวิ่งเล่นในทุ่งนา โดยไม่สนใจว่าพืชใบเขียว
ที่มันเหยียบย้ำคือต้นข้าวที่ชาวนาแสนหวง
"คิดว่าเห็นแก่ฉันเถอะ ข้าวลุงเสียหายไปเท่าไร มาเกี่ยวคืนในนาฉันก็ได้ แต่อย่าฆ่า อย่าวางยามันนะลุง"
แต่คำตอบของลุงกลับทำให้ฉันเสียวสันหลัง
"หมาตัวเดียวลุงไม่เอาไว้หรอกนะ มากกว่านี้ก็จัดการมาแล้ว"

เช้าวันนั้นมันวิ่งกลับบ้านพร้อมกับน้ำลายที่ไหลฟูมปาก
ฉันมือไม้สั่น รีบตอกไข่ขาวใส่ปากมันเพื่อล้างพิษ แต่ก็ช้าเกินไป

ฉันปลูกมะลิต้นเล็ก ๆ ไว้ที่ปากหลุมเป็นอนุสรณ์สุนัขที่ฉันทั้งรักทั้งผูกพัน
เวลาผ่านไปสามปีแล้ว แต่มะลิต้นนั้นก็ยังไม่เคยออกดอก..
กระทั่งเช้าวันหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังตื่นเต้นกับมะลิดอกแรกที่แตกออกมาเหมือนข้าวตอกไม่มีผิด
เด็กหนุ่มในชุดดำก็เดินเข้ามาที่บ้าน ลูกชายของลุงคนนั้นเอง
"คุณช่วยไปอโหสิกรรมให้พ่อผมหน่อยเถอะครับ"
พ่อแกป่วยเป็นโรคพาร์กินสันมาร่วมสามปีแล้ว
ตอนพ่อป่วยตัวแกสั่นเหมือนหมาคุณตอนถูกยาเบื่อไม่มีผิด
แกบ่นว่าทรมานเหลือเกิน และเอาแต่คร่ำครวญว่าทำกรรมอะไรไว้หนอ
ถึงได้ทุกข์ทรมานอย่างนี้ อยากจะตายเสียให้พ้นเวรพ้นกรรม"

บ่ายวันนั้น..ฉันเดินขึ้นไปบนเมรุพร้อมกับชาวบ้านคนอื่น ๆ
ต่างกันก็แต่ในขณะที่วางดอกไม้จันทน์ลงบนเชิงตะกอน
ฉันกล่าวอโหสิกรรมในใจ ขณะที่บรรจงวางมะลิดอกเล็ก ๆ หนึ่งดอกลงพร้อม ๆ กัน

ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือซีเคร็ต


โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 16 ธันวาคม 2552 เวลา:19:57:05 น.  

 
- ลูกเนรคุณ

หลวงพ่อ เติม เมธีวังโส ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดทรายมูล บ้านแดงใหญ่ ต.แดงใหญ่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ท่านบอกว่าในตอนเป็นหนุ่ม ท่านได้ไปพบ ไปเห็นคนที่โดนวิบากกรรม เล่นงานมาจนถึงตาย และอีกสามชีวิต ต้องตกระกำ ลำบาก ไปตามๆกัน
ตอนนั้นหลวงพ่อยังเป็นฆราวาสอยู่ อายุประมาณ ๑๐ กว่าปี ได้พบกับ เหตุการณ์ อันน่าสลดใจ คือ...


นาง เนียนลูกสะใภ้หลังจากมีลูกสองคนแล้ว ก็เกิดความขี้โลภ อยากได้สมบัติ มาเป็นสมบัติของตน แต่เพียงผู้เดียว ด้วยความคิดกลัวไปว่า จะแบ่งปัน สมบัติ ที่มีอยู่นี้ ให้กับพี่ชายของสามี นางเนียนจึงพยายาม หาเรื่องต่างๆนานา ฟ้องผู้เป็นสามี อยู่เสมอๆ ด้วยการโกหกว่า "พ่อส่วยแม่สาย มาบ่นมาด่าจู้จี้จุกจิกบ่อยๆ ฉันน่ะรำคาญ หากยังขืนบ่น ขืนว่าฉันอีก ฉันว่าควรจะแยกกันอยู่เสียดีกว่า"

"หากพี่รอง ไม่จัดการแยกให้พ่อแม่ไปอยู่ที่อื่น ฉันจะพาลูกๆกลับไปอยู่บ้านกับพ่อแม่ฉันนะ"กลัวเมีย จะพาลูกๆ ทั้งสอง หนีจากไป

ตอนแรกนายรองพูดกับพ่อแม่ว่า "อยากจะให้พ่อแม่ย้ายออกจากบ้านหลังนี้ไปอยู่ที่อื่น"
ผู้เป็นพ่อและแม่ก็บอกว่า "จะให้พ่อแม่ย้ายออกไปอยู่ไหน บ้านช่องเรือนชานนี้ ก็เป็นบ้านของพ่อแม่ พากัน ก่อสร้างขึ้นมา สมบัติต่างๆ แม้เรือกสวนไร่นา วัวควาย ก็ล้วนแต่ ของพ่อแม่ หามากับมือแท้ๆ จะให้ พ่อกับแม่ ไปได้อย่างไร"

ทุกเช้าทุก เย็น ก็มักจะได้ยินเสียงพ่อลูกคู่นี้ทะเลาะกันเป็นประจำ บางครั้ง จะได้ยินเสียง ของแม่ ร้องห่ม ร้องไห้ ขอร้องว่า "อย่าไล่พ่อและแม่ ออกจากบ้านไปเลยนะ พอพ่อแม่ตาย สมบัติต่างๆ ก็จะเป็นของพวกเจ้า ทั้งสอง เท่านั้นเอง"

มีอยู่หลายครั้งหลายครา ที่พ่อและแม่ไปหาคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน เอามาอบรมสั่งสอน เจ้าลูกชาย และ ลูกสะใภ้คู่นี้

"การที่ลูกมาดุด่าพ่อแม่ โดยมาไล่พ่อแม่ให้หนีออกไปจากบ้าน มันไม่สมควรหรอก จะเป็น บาปกรรม เป็นเวร และเป็นภัย มาถึงตัวทีหลังนะ
บาปอะไรก็ไม่บาปหนักเท่าบาปที่ทำกับพ่อแม่ ตายไปก็จะไปตกนรกอเวจีทีเดียวนะ"

พวกชาวบ้าน จึงพากันหาไม้มาสร้างบ้านหลังหนึ่ง ในที่สาธารณะท้ายหมู่บ้าน เป็นบ้าน หลังน้อย กะทัดรัดดี ก็ไปเชิญพ่อส่วยแม่สาย ให้มาอยู่อาศัย สองตายาย แม้ไม่อยาก จากไป แต่ก็จำใจยอมจากไป เพราะอยาก จะให้ปัญหา มันหมดไป ลูกชายลูกสะใภ้ ไม่เคยหา อาหารมาให้กินเลย เรื่องนี้จึงตกเป็นภาระ ของชาวบ้าน จะพากันมาส่ง ข้าวปลาอาหาร ตายายคู่นี้

ส่วนที่บ้านลูกชายและลูกสะใภ้ของสองตายาย พวกชาวบ้านพากันรังเกียจ จึงไม่ค่อยมีใครไปคบค้าสมาคม จะมีก็แต่พวกขี้เหล้า เมายา พวกนักเลงการพนันเท่านั้น

เมื่อบ้านน้อยอยู่ริมทุ่ง ยามลมหนาวพัดมา ก็ไม่มีบ้านหลังอื่น บังลมหนาวให้ จนทำให้สองตายายคู่นี้ ทนไม่ได้ ถึงกับหนาวตาย ด้วยกันทั้งคู่

ผู้เป็นลูกชายคนโตและชาวบ้าน ช่วยกันจัดการงานศพให้ ส่วนลูกชาย คนที่สอง และนางเนียน ลูกสะใภ้ ไม่เคยมาเหลียวแลเลย สมแล้วที่เรียกว่า "ลูกเนรคุณ"

หลวงพ่อเติมท่านก็พูดถึงวิบากกรรมที่ลูกทำกับพ่อและแม่ว่า "มันเป็นกรรมหนัก (อนันตริยกรรม) ดูแต่พระมหาโมคคัลลาเถระ ที่อดีตชาติ เคยฆ่าพ่อแม่ ตาบอดตาย เพราะคำยุยง ของเมีย ผลของบาปกรรม ส่งผลให้ไปตกอยู่ในนรก หลายแสนปี แม้เศษบาปกรรม ที่เหลืออยู่ เมื่อมาเกิดเป็นคน ก็ยังต้องถูกฆ่า ถูกทุบถูกตี อีกตั้ง ๑๐๐ ชาติ เลยทีเดียว"

หลังจากที่ สองตายายตายไปแล้ว พวกนักเลงทั้งหลายก็หมดความเกรงใจ อีกต่อไป จึงพากันไป ที่บ้านนายรอง และนางเนียน เพื่อต้องการหลอกล่อ เอาทรัพย์สมบัติ ตอนแรกก็ทำทีไปชื่นชม ยินดีกับความมั่งมี แล้วก็ชักชวน ให้มากินเหล้า ปกติก็ไม่มีใครมาสนใจ พอเห็นพวกขี้เหล้า มาชื่นชมก็ดีใจ จัดข้าวปลา อาหาร มาให้พวกเขากินกัน

ต่อมาก็ชักชวนสองผัวเมีย เล่นการพนัน ทำทีเป็นเล่นเสีย เพื่อเป็นการอ่อยเหยื่อ ให้สองผัวเมีย คู่นี้ตายใจ แล้วเขาก็ชักชวน ให้ออกไปเล่น กันที่อื่น

หลายปีต่อมา ข้าวของเงินทองที่เขามีอยู่ก็ร่อยหรอลง
"ก็เป็น ธรรมดานะ" หลวงพ่อเติมว่า "ในเมื่อทรัพย์สมบัตินี้โกง เอามาจากพ่อแม่ พวกนัก การพนัน ก็มาโกงต่อ มันเป็นวิบากกรรม ของนายรองเขา เสมือนหนึ่ง กงกรรมกงเกวียน หมุนวน หมุนเวียน


เขากลุ้มใจ กินเหล้าหนักขึ้นไปอีก ข้าวปลาอาหารก็ไม่ค่อยกิน การงาน ก็ไม่เป็นอันทำ

ทุกคืน..... พวกชาวบ้านมักจะได้ยินเสียงผัวเมียคู่นี้ทะเลาะกัน เรื่องทรัพย์สมบัติ ที่ผัวเอาไป สูญหายกับ เล่นการพนัน แต่นายรอง โดนวิบากกรรมบังตา บังใจเอาไว้เสียแล้ว ไม่นานเงินที่ได้ จากการจำนองบ้าน และที่ดิน ก็หมดไป

เขากลุ้มใจหนักขึ้นไปอีก กินเหล้าเมามายทุกวัน พอเมาแล้วก็เหมือนคนเสียสติ มักจะพูดว่า "เอาสมบัติของกูคืนมา เอาสมบัติของกูคืนมา"
วันหนึ่งในฤดูหนาวเขาได้เดินหายออกจากบ้านไป กลายเป็นศพ นอนหนาวตายอยู่ข้างทางในหมู่บ้านนั้นเอง สันนิษฐานว่า เขาเมาหนัก ไม่มีแรงเดิน จึงยึดเอาข้างถนนเป็นที่หลับนอน และเพราะ ความหนาวเย็น ของฤดูหนาว เขาจึงหนาวตาย ในที่สุด

"นี่แหละหนอ กรรมที่เขาเคยทำเอาไว้กับพ่อแม่อย่างไร ผลของกรรมนั้น มันก็ย้อน มาสนองเขา เช่นกัน" หลวงพ่อเติมกล่าว

ส่วนนางเนียน บัดนี้ทรัพย์สมบัติที่เคยขี้โลภโกงเอามานั้น มันได้อันตรธานหายนะ ไปหมดแล้ว แม้กระทั่ง นายรองสามีของนาง ก็มาตายไป นางเนียน จึงพาลูกน้อยทั้งสอง หอบหิ้ว กันเดินทาง กลับไปอยู่กับพ่อแม่ ที่บ้านเก่า


http://www.asoke.info/09Communication/
DharmaPublicize/Sanasoke/sa256/111.html


-อานุภาพเจริญพระพุทธคุณ หายจากโรคอัมพาตได้

มีลุงคนหนึ่งเป็นอัมพาตไปไหนมาไหนไม่ได้ ต้องนอนอยู่กับที่หลายปี
ดิฉันก็ไปเยี่ยมพร้อมสามี
ได้แนะนำให้สวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหากาฯ
นำหนังสือของหลวงพ่อไปให้และให้สวดพุทธคุณเท่าอายุ
ให้ฝึกสมาธิ ดูลมหายใจเข้าออกที่ท้อง
พองหนอ ยุบหนอ เพื่อไม่ให้จิตฟุ้งซ่าน

ลุงก็ทำตาม ไหน ๆ จะตายแล้วก็มาทำกรรมฐาน
จนเดี๋ยวนี้นั่งได้ จับไม้เดินได้ เดินไปไหนได้ แข็งแรง ขาหายลีบ


พองหนอ ยุบหนอ ได้ประโยชน์อะไร หายใจเข้าออก
ตั้งสติไว้ หายจากโรคได้
ก่อนจะหายนี่มันจะปวดจำไว้ ปวดนี่หายโรคนะ

ถ้าปวดแล้วเลิกเลยไม่หายโรค ปวดหนอเลิกเลย
โรคไม่หาย ปวดให้ตาย ก็กำหนดตั้งสติไว้
คนไม่ปวดหยิกไม่เจ็บ ไม่มีทางหาย
พอกำหนดจิตเข้าไปปวดเลย ปวดหนอ ปวดหนอ
อุ๊ย กระตุกแล้ว โอ๊ยปวดหนอ ร้องไห้คืนยันรุ่ง
เอาให้ตาย เดินได้เลย

ถ้ามันไม่ปวดเดินไม่ได้นะ จำไว้นะ
บางทีพวกกรรมฐานปวดหนอ เลิกเลย รับรองไม่หายหรอก
การปฏิบัติแบบนี้

ให้ลองทำตามคำสอน
ท่านหลวงพ่อเจ้าคุณ จังหวัดสิงห์บุรี
คือถ้าใครเกิดทุกข์ร้อนเรื่องอะไรก็ตาม
ให้สวดบทสรรเสริญพุทธคุณเท่าอายุของผู้นั้นบวกหนึ่ง
แล้วแผ่เมตตาให้แก่เจ้ากรรมนายเวร
ทุกอย่างก็จะดีขึ้น
โดยให้ลูกสาวของนายพัด เหลาก้านใบมะพร้าวมาให้ ๗๒ อัน
บอกให้เขานอนทำ คือนอนสวดพุทธคุณ
เพราะนั่งไม่ได้ เนื่องจากสภาพร่างกายของเขาทรุดโทรมมาก

ข้าพเจ้าย้ำว่า การปฏิบัติแบบนี้ ถ้าไม่หายเพราะตัวเราถึงกาลอายุขัยแล้ว
ด้วยอานิสงส์ที่ได้เจริญพระพุทธคุณ
เป็นอารมณ์อยู่เนืองนิตย์ก็จะได้ไปสู่สุคติภพ
จะไม่ตกไปสู่อบายภูมิอย่างแน่นอน
ถ้ายังไม่ถึงกาลอายุขัยก็จะหายวันหายคืน


เขาก็ได้สวดพุทธคุณครบอายุบวกหนึ่งทั้งกลางวันและกลางคืน
ในเวลาที่ว่างจากภาระอย่างอื่นแล้ว
ด้วยแรงศรัทธาและความเชื่อมั่น
วันและคืนละหลาย ๆ ครั้งแล้วแต่โอกาสเหมาะ
หลังจากปฏิบัติอย่างนั้นอยู่ต่อมาประมาณ ๒๐ วัน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ทำให้เขาอยากกระดิกเท้า
จึงลองกระดิกดูก็กระดิกได้

และอีก ๒ เดือนถัดมา
เขาก็พยายามหัดเดิน และสามารถเดินได้จริง ๆ

และด้วยแรงศรัทธาที่เขามีต่อพระบวรพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า
เขาจึงได้กราบลาญาติพี่น้องเพื่อเข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์


-ผลกรรม

สามีไม่เคยกลับมาบ้านเลย
เนื่องจาก ขณะนั้นก็ยังติดยาบ้าและไปอยู่กับผู้หญิงคนนั้น
ก็คิดว่าคงจะจบกันได้แล้ว ไม่คิดที่จะอยากได้เค้าคืนมา
แต่ก็อดเป็นห่วงเรื่องที่เค้าติดยาบ้าและยังเลิกไม่ได้
เวลาขึ้นห้องพระเพื่อสวดมนต์ทุกวัน

ก็จะขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และขอบารมีหลวงพ่อ
ให้ช่วยแผ่เมตตาให้กับสามี
หากสิ่งที่ลูกได้ปฏิบัติมานี้เป็นสิ่งที่ดี
ก็ขอให้สามีเลิกยาเสพติดได้ด้วยเถิด
จนถึงวันออกพรรษา็ได้มาปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน
เป็นเวลา ๗ วัน ก็ได้แผ่เมตตาให้กับสามี
และขอบารมีหลวงพ่ออีกเช่นเคย
เมื่อปฏิบัติครบ ๗ วัน ข้าพเจ้าเดินทางกลับบ้าน
วันรุ่งขึ้นสามีก็กลับเข้าบ้านเช่นกัน

เหมือนปาฏิหาริย์ สามีมาบอกกับว่า เลิกยาบ้าได้แล้ว
เล่าถึงการที่เลิกได้ว่า
เมื่อเสพแล้วกลับปวดหัวมาก
เวลานอนเหมือนมีอะไรหนักๆ มาทับที่หน้าอก
คล้ายมีสัญญาณมาเตือนว่า ถ้าขืนเสพต่อไปไม่รอดแน่
จึงรีบกลับบ้านมาตามหาข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าจึงเชื่อว่า การปฏิบัติธรรมนั้น ช่วยให้คนในครอบครัว
ไม่ว่าจะเป็นสามี หรือลูก เป็นคนดีได้
ปัจจุบันสามีเลิกยาบ้า
และลูกของข้าพเจ้าก็เชื่อฟังไม่ค่อยเถียงเหมือนแต่ก่อน


-สวดทำให้เจริญรุ่งเรือง


ข้าวต้องกินทุกวันไม่หยั่งงั้นหิวตายแน่
หลวงพ่อก็บอกว่าถ้าอยากรวย ก็ต้องสวดมนต์ทุกวันเหมือนกัน
บทอื่นก็ดีไม่ใช่ไม่ดี
แต่ที่ให้สวดเฉพาะพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหากาฯ จะได้สวดทุกวันได้ไม่เปลืองเวลา



โดย: เนเเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์ ) วันที่: 16 ธันวาคม 2552 เวลา:20:14:54 น.  
BlogGang Popular Award#10


 
เนเวอร์แลนด์
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]







เป็นบันทึกของคนคนหนึ่ง

ที่เก็บบันทึกความทรงจำ

เป็นประโยชน์แก่ตนเอง

และมอบให้คนทั่วไปที่มาชม



แนะนำให้ชม

บัวหิมะ
บัวหิมะ
วิธีเลี้ยงบัวหิมะ
เกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน
บั้งไฟพญานาคที่ไปดูมา
ติดอันดับTOP Page Views
เที่ยวขอนแก่น
Michael Jackson
คอนเสิร์ตบอย Peacemaker
คลิปเจ้าขุน
การกลับมาของX Japan



ท่องเที่ยว

UFOที่เคยเห็น
บั้งไฟพญานาคที่ไปดูมา
หาดใหญ่และปัตตานี
ไข่มุกอันดามัน
อะ พีพี
เกนติ้ง
กัวลาลัมเปอร์
หาลิงเข้าถ้ำทะเลภูเขาเลยจ้า นอนดูหมอกที่ปราจีนบุรี
เที่ยวปราจีนบุรีต่อ
เลยจะถึงไหมละนี่
พักค้างแรมที่เลย
เลยจนเกือบถึงลาว
ขุดกรุเขื่อนป่าสัก
บึงแก่นนคร ขอนแก่น
พระธาตุขามแก่น
เดินทางไปลพบุรี
กินข้าวอิงภูชัยภูมิ
ลาว เวียงจันทร์
ลาว2
ปิดทริปเที่ยวลาว
ล่องเรือเจ้าพระยา
รถไฟลอยฟ้า ฟ้า ไทย
รถไฟใต้ดินไทย
ทะเลน้ำจืดหาดวังโกขอนแก่น บ้านปราสาทโคราช
วังน้ำเขียวโคราช
ชอปปิ้งหนองคาย
ตัวเมืองขอนแก่น
น้ำผุดทับลาว ชัยภูมิ
สนามหลวง2
ไปดูงานศิลป
สายน้ำกับปลาที่ไปปล่อย
งานExpro
เขื่อนอุบลรัตน์
เที่ยวป่าวัดพรไพรวัลย์
ล่องแพอ่างเก็บน้ำห้วยไร่
ทะเลหมอกภูพานน้อย
วัดเจดีย์ชัยมงคล
ครั้งหนึ่งที่เคยโบกรถ
น้ำหนาว,เพชรบูรณ์
พระพุทธชินราช,พระธาตุลำปางหลวง
น้ำพุร้อน,วัดร่องขุ่น
มหาลัยแม่ฟ้าหลวง,น้ำตกก้างปลา
เวียงแก่น,ภูชี้ฟ้า
ดอยแม่สลอง
อุทยานฯขุนแจ
สวนโลกราชพฤกษ์
วัดเจดีย์7ยอด,วัดเจดีย์หลวง
ดอยสุเทพ,ทุ่งสแลงหลวง
โครงการครูบ้านนอก
วัดหลวงพ่อโตใหญ่ที่สุดในโลก
ที่พักปากช่อง
เลย-ลาว-ท่าลี่
ถึงระยองแล้วจ้า
ทะเลตอนเช้า
งานเที่ยวภาคใต้









foodietasteเนเวอร์แลนด์
 foodietasteเนเวอร์แลนด์






Friends' blogs
[Add เนเวอร์แลนด์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.