Italy, I'm luvin' it! ^U^
Group Blog
 
 
เมษายน 2552
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
30 เมษายน 2552
 
All Blogs
 
หน้าร้อนแบบนี้ มาำทำของหวานสไตล์อิตาเลียนกัน

           เมื่อกล่าวถึง Tiramisu ไม่มีใครจะอดทนไม่ลิ้มรสความอร่อยของมัน มาทราบประวัติความเป็นมาของของหวานชนิดนนี้กันเถอะ

  ต้นกำเนิดของTiramisuนั้นก็ไม่มีความแน่ชัดนักในอิตาลี เพราะในแต่ละแคว้นของอิตาลีก็ได้มีสูตรทำTiramisuที่มีความอร่อยแตกต่างกันไป โดยเฉพาะในแคว้นTuscany, Piedmont และVenetoในทางเหนือของอิตาลี ซึ่งมีตำนานมากมายที่เชื่อมโยงเกี่ยวกับของหวานชนิดนี้ แม้แต่เรื่องเพิ่มสมรรถภาพทางเพศก็ตาม....
      แต่ถ้าจะถามถึงต้นกำเนิดของTiramisuที่มีหลักฐานปรากฎแน่ชัดก็อยู่ในช่วง ศตวรรษที่17 ในเมือง ซิเอน่า ของอิตาลี มีคนทำขนมของหวานคิดจะทำเค้กเพื่องานเฉลิมฉลองแด่the Grand Duke of Tuscany Cosimo de Medici ซึ่งเค้กนี้จะต้องแสดงถึงบุคลิกภาพของ the Grand Duke ด้วย ดังนั้นมันจึงต้องเป็นของหวานที่สำคัญและรสชาติดี และขณะเดียวกันส่วนผสมจะต้องหาง่าย และสิ่งสำคัญคือจะต้องทำให้ ดยุคเห็นแล้วเกิดความอยากลิ้มรสของหวานนั้น คนทำขนมหวานคนนี้จึงได้ทำTiramisuขึ้นซึ่งเรียกว่า "the duke's soup" เพื่อเป็นเกียรติแก่ Cosimo de Medici ผู้ที่นำสูตรทำของหวานนี้ไปเผยแพร่และเป็นที่รู้จักกันในเมือง ฟลอเลนซ์ ประเทศอิตาลี และในตำนานก็ยังระบุว่า ซุปแห่งดยุค กลายเป็นของหวานในหมู่ชนชั้นสูง เนื่องจากให้พลังและกระตุ้นเรื่งอทางเพศ ดังนั้นจึงได้ชื่อว่า Tiramisu และอันที่จริงแล้วยังมีประวัติความเป็นมาแบบที่ไม่ได้มีการบันทึกเอาไว้และเป็นการเล่าต่อกันมาอีกมามาย



        หลักจากฟังประวัติความเป็นมาของTiramisuกันแล้ว ทุกคนคงหิวและอยากจะลิ้มรสของหวานชนิดนี้กันแล้วซิครับ  ดังนั้นผมจึงได้หาวิธีทำของหวานชนิดนนี้อย่างง่ายๆมาให้ทำตามกันนะครับ.....



BANANA TIRAMISU


ส่วนผสมและการเตรียมครีมมาส์คาร์โปเน

ครีมแท้ชนิด Double Cream 250 กรัม เนยแข็งมาส์คาร์โปเน 350 กรัม ไข่แดง(ไข่ไก่) 3 ฟอง

น้ำตาลไอซิ่ง 25 กรัม วานิลา 1/ 4 ช้อนชา ลิเคียวร์กาแฟ (อาทิ คาลัวร์) 2 ช้อนโต๊ะ

เจลาตินชนิดเกล็ด 2 กรัม น้ำ 20 กรัม


วิธีทำ :
เริ่มจากนำเจลาตินและน้ำใส่ลงในหม้อ ทิ้งให้เจลาตินดูดซับน้ำ ระหว่างนั้นให้ช้อนคนให้ละลาย

บางส่วน ขณะเดียวกันให้นำเนยแข็งมาส์คาร์โปเนออกจากตู้เย็นมาตั้งในอุณหภูมิห้อง นำครีมแท้ซึ่งแช่เย็น

จัดมาตีด้วยเครื่องผสมอาหาร (ความเร็วสูงสุด) 1 นาที คนครีมขึ้นฟูตั้งยอด ตักใส่ภาชนะมีฝาปิด นำเข้าตู้เย็น


นำเจลาตินตั้งบนไฟอ่อน ๆ ใช้ช้อนคนจนละลาย แล้วยกลง


นำไข่แดงและน้ำตาลไอซิ่งมาใส่ลงในโถผสมอาหาร ตีด้วยความเร็วสูงสุดราว 3 นาที จนไข่แดงขึ้นเป็นครีม

ข้น (สีไข่เปลี่ยนจากสีเหลืองส้มเป็นสีครีม ไข่จะข้นจนตั้งยอดอ่อนได้) เติมน้ำเจลาติน วานิลลา และ ลิเคียวร์

กาแฟ แล้วตีให้เข้ากัน เทใส่ภาชนะพักไว้


นำเนยแข็งมาส์คาร์โปเนใส่ในอ่างผสม ใช้ตะกร้อมือคนให้เนยแข็งกระจายตัว แล้วเทส่วนผสมไข่แดงลงไป

ใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากัน จะได้ครีมสีน้ำตาล นำเข้าแช่ในตู้เย็นทันที

** เคล็ดลับ**

เนยแข็งมาส์คาร์โปเนควรจะมีอุณหภูมิใกล้เคียงกับในห้อง หรือเย็นกว่านิดหน่อย การผสมเนยแข็งกับครีม

ไข่แดงนั้น ห้ามใช้เครื่องผสมอาหารตีด้วยความเร็วสูงเป็นเด็ดขาด เพราะเนยแข็งจะแยกตัว

ส่วนผสมเนื้อขนมทีรามิสุ

บิสกิตชนิดเลดี้ฟิงเกอร์ 1 ถุงใหญ่ น้ำ 200 กรัม น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

กาแฟผงเอสเปรสโซ 1 ช้อนโต๊ะ ลิเคียวร์กาแฟ 100 กรัม กล้วยหอมสุก 4 ผล

ผงโกโก้สำหรับโรยหน้า ชอคโกแลตชนิดหวานสำหรับโรยหน้า


วิธีทำ


นำน้ำและน้ำตาล (อาจจะมากกว่าในสูตร ถ้าชอบหวาน) ขึ้นตั้งไฟ พอน้ำอุ่นให้ยกลงจากเตา ใส่กาแฟผงลง

ไปคนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วจึงใส่ลิเคียวร์กาแฟ (ถ้าใส่ลิเคียวร์กาแฟตอนน้ำกาแฟร้อน แอลกอฮอล์และ

กลิ่นจะระเหยไปหมด) จากนั้นนำบิสกิตเรียงลงในภาชนะเป็นชั้นแรก ใช้แปรงชุบน้ำเชื่อมกาแฟพรมลงบน

บิสกิตให้ชุ่ม (ตำรับอิตาเลียนใช้วิธีแช่บิสกิตลงในน้ำเชื่อมกาแฟเลย) บิสกิตจะดูดน้ำเชื่อมมาก แต่อย่าพรม

จนแฉะ นำส่วนผสมของครีมมาส์คาร์โปเนมาปาดทับบนบิสกิต


ปอกกล้วยหอมแล้วใช้มีดหั่นเป็นแว่น ๆ เรียงลงไปบนครีมมาส์คาร์โปเน (ทำอย่างรวดเร็ว เพราะกล้วยหอม

ถ้าโดนอากาศนานสีจะคล้ำ) ปาดทับด้วยครีมมาส์คาร์โปเนอีกชั้น


จากนั้นให้นำผงโกโก้มาร่อนด้วยกระชอนอันเล็ก ๆ ให้ผงโกโก้กระจายทั่ว ๆ


ตกแต่งชั้นสุดท้ายด้วยชอคโกแลตหวานขูดเป็นลิ่มเล็ก ๆ โรยให้ทั่ว จากนั้นนำเขาตู้เย็นทันที แช่ทิ้งไว้ราว 2-

3 ชั่วโมงก่อนเสิร์ฟ หรือจะโรยผงโกโก้และชอคโกแลตขูดเมื่อจะเสิร์ฟก็ได้ ถ้าจะให้อร่อยควรทำขนมนี้ล่วง

หน้าหนึ่งวันก่อนรับประทาน


** เนยแข็งมาส์คาร์โปเน (Mascarpone) เป็นเนยแข็งชนิดสดที่ทำจากนมวัว เป็นเนยแข็งที่ขึ้นชื่อของเขต

ลอมบาร์ดี ประเทศอิตาลี มาส์คาร์โปเน ไม่จับตัวเป็นก้อนแข็ง แต่เหมือนครีมข้นที่ตีขึ้นฟู เนื้อละเอียด สี

งาช้าง มีรสหวานจากน้ำตาลแล็กโทสในน้ำนม จึงนิยมนำมาทำของหวานหรือผสมกับผลไม้ แต่ในเขต

Friuli จะผสมเนยแข็งมาส์คาร์โปเนกับแอนโชวีหรือปลาเค็ม มัสตาร์ด และเครื่องเทศ เป็นอาหารจานเด่น

ของเขตนี้ แต่คนส่วนใหญ่ ชอบมาส์คาร์โปเนในรูปของขนมหวานมากกว่า **

บิสกิตเลดี้ส์ฟิงเกอร์ (Ladyfinger Biscuit)
ส่วนผสม

ไข่แดง (ไข่ไก่) 6 ฟอง ไข่ขาว 4 ฟอง น้ำตาลทราย 125 กรัม

แป้งสาลีอเนกประสงค์ 100 กรัม แป้งข้าวโพด 50 กรัม

วิธีทำ

ตีไข่แดงกับน้ำตาลทรายด้วยความเร็วเครื่องสูงสุดจนเป็นครีมข้น สีของไข่ไก่จะเปลี่ยนจากสีสดเป็นสีครีม

และเนื้อไข่จะจับตัวข้นขึ้น เมื่อยกหัวตีขึ้น ส่วนผสมไข่จะตั้งเป็นยอดอ่อน


ในอ่างผสมอีกใบ ให้ตีไข่ขาวด้วยความเร็วสูงสุดของเครื่องจนไข่ขาวตั้งยอด ภาชนะและตะกร้อตีไข่จะต้อง

แห้งและสะอาด ไม่เช่นนั้นไข่ขาวจะตีไม่ขึ้น นำส่วนผสมไข่ขาวผสมลงในไข่แดงทีละส่วน คนจนเข้ากัน

ด้วยพายยาง ร่อนแป้งลงไปคนจนส่วนผสมเข้ากันดี นำใส่ถุงบีบเป็นแท่งสั้น ๆ บนถาดที่ทาเนยไว้แล้ว นำ

เข้าอบด้วยไฟ 400 องศาฟาเรนไฮต์ นานประมาณ 7 - 10 นาที

หวังว่าทุกคนคงได้ความรู้เกี่ยวกับประวัติของTiramisuและวิธีทำของหวานชนิดนนี้กันนะครับ


Patrizio ^U^
ขอขอบคุณ

ข้อมูลจาก

http://ricette.giallozafferano.it/Tiramisu.html


สูตรทำtiramisu

http://www.horapa.com/webboard/show.php?No=340









Lily Allen - The Fear (StoneBridge E.mp3 -

Free TextEditor


Create Date : 30 เมษายน 2552
Last Update : 30 เมษายน 2552 23:45:26 น. 3 comments
Counter : 158 Pageviews.

 
ใส่แก้วสวยเชียวครับ เพิ่มความน่ากินอีกโขเลย


โดย: หลั่มหมั่นเหม่ง วันที่: 1 พฤษภาคม 2552 เวลา:7:52:19 น.  

 
ขอบคุณค่า แวะมาเห็นทิรามิสุน่ากินๆ แบบนี้ก็อิ่มใจจัง


โดย: บ้านหวานเย็น วันที่: 1 พฤษภาคม 2552 เวลา:16:12:27 น.  

 
น่าทานมาก ๆ ค่ะ


โดย: Baked by PonG วันที่: 1 พฤษภาคม 2552 เวลา:21:35:39 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Patrizio
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ขอฝากบล็อกด้วยนะครับ ^^

I'm a Nisit @ Chula U in the faculty of ARTS
Friends' blogs
[Add Patrizio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.