เที่ยวสนุก กินอร่อย นอนสบาย บายทราเวลรูทคลับ
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2552
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
20 มิถุนายน 2552
 
All Blogs
 
Time make differrent feel@Amphawa

หลายคนคงอาจเคยไปอัมพวากันมาแล้ว แต่หลายคนอาจยังไม่เคยไป บางคนรู้จักอัมพวาแค่ตลาดน้ำอัมพวากับการชมหิ่งห้อย และการหาของกิน หลายคนได้สัมผัสบรรยากาศของคลองอัมพวา แต่จริงๆ แล้ว สำหรับผม ที่นี่ยังมีอะไรให้ค้นหาอีกแยะ

คำตอบที่เจอกัน ไปอัมพวามา ไปหาของกิน

แต่หลายคนก้อผิดหวังหลังจากกลับจากตลาดน้ำอัมพวา

" แย่จัง คนเยอะ เดินก้อเดินไม่ได้"
" ไม่เห็นมีอะไรเลย ก้อแค่ตลาดน้ำ หรือ ตลาดขายของ"

แต่หลายคนไปมาแล้วก้ออยากกลับไปอีก เพราะอะไรหละ มันต้องมีเหตุผลสิครับ บางคนไปมันทุกเดือน

ทำไมผมถึงบอกว่า เวลามันสร้างความรู้สึกที่แตกต่างที่อัมพวา
1. ยามบ่ายถึงค่ำ ที่นี่จะเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย มีเสียงเพลงให้ฟัง
2. ยามเช้าที่นี่ จะเหมือนชุมชนท้องถิ่นปกติ มีพระพายเรือออกมาบิณท์บาตรทางน้ำ

การเดินทางด้วยตนเองก้อไม่ยากเท่าไหร่

รถตู้ไปแม่กลอง สมุทรสงคราม จอดที่ ใต้ทางด่วนอนุสาวรีย์ชัย ฝั่งโรงพยาบาลพญาไท
ค่าโดยสาร 70 บาท รถเที่ยวแรกออกตอน 05.30 น. รถเที่ยวสุดท้ายประมาณ 2 ทุ่ม
เวลาไปถึงสมุทรสงคราม อย่าลงตรงป้อมตำรวจ ให้ลงที่คิวรถตู้เลย
แล้วต่อรถสองแถว สาย แม่กลอง-โรงเจ

รถยนต์
ไปตามทางหลวงหมายเลข 35 ถนนสายธนบุรี-ปากท่อ (พระราม 2) ผ่านสี่แยกมหาชัย-นาเกลือ ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 63 จะมีทางแยกต่างระดับ เข้าตัวเมืองสมุทรสงคราม หรือใช้ทางพิเศษเฉลิมมหานคร สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1543

รถโดยสารประจำทาง
บริษัท ขนส่ง จำกัด เปิดบริการเดินรถกรุงเทพฯ-สมุทรสงคราม โดยมีรถจากสถานีขนส่งสายใต้ ถนนบรมราชชนนี ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05.50-21.00 น. โทร. 0 2435 1199, 0 2435 5605 รถปรับอากาศ (ดำเนินทัวร์) โทร. 0 2435 5031 หรือที่เว็บไซต์ http://www.transport.co.th

รถไฟ
จากสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ มีรถไฟสายวงเวียนใหญ่-มหาชัย ออกทุกวัน ลงรถไฟที่สถานีรถไฟมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ข้ามเรือจากท่ามหาชัยไปฝั่งท่าฉลอม เพื่อต่อรถไฟที่สถานีรถไฟบ้านแหลมไปยังจังหวัดสมุทรสงคราม หรือจะลงรถไฟที่สถานีรถไฟมหาชัย แล้วต่อรถโดยสารประจำทางไปจังหวัดสมุทรสงคราม ติดต่อสอบถามตารางรถไฟได้ที่ สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ โทร. 0 2465 2017, 0 2890 6260 หรือเว็บไซต์ http://www.railway.co.th

ก่อนจะเข้าไปตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา วันนี้ผมจะพาเพื่อนไป เที่ยววัดที่สำคัญของสมุทรสงคราม หรือ แม่กลอง วัดแรกที่ผมจะพาไป คือวัดศรัทธาธรรม

วัดนี้จะอยู่ทางขวามือก่อนถึงดอนหอยหลอด เวลาวิ่งมาจากพระราม 2 อย่าขึ้นสะพานข้ามไป สมุทรสงครามเด็ดขาด ให้วิ่งเลยมาอีก จะมีป้ายบอกชัดเจน วัดศรัทธาธรรม เป็นวัดที่มีพระอุโบสถเป็นจุดเด่น สร้างโดยพระครูสมุทรวิสุทธิวงศ์ (อดีตเจ้าอาวาส) เมื่อ พ.ศ. 2535 พระอุโบสถทำด้วยไม้สักทองผนังฝังมุกทั้งด้านในและด้านนอก ลวดลายมีความละเอียดงดงามมาก แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติและรามเกียรติ์ ภายในประดิษฐานหลวงพ่อบ้านแหลม หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด หลวงพ่อพุทธโสธร เป็นที่สักการะของชาวสมุทรสงครามและจังหวัดใกล้เคียง



วันนี้มีนักท่องเที่ยว มาทำบุญกันมากพอสมควร ทยอยมาเรื่อย พอดีช่วงที่ผมเข้ามาในโบสถ์ พระกำลังสวดมนตร์รับสังฆทาน





หลวงตาใจดี มอบสายสิญจน์ให้กับผู้ที่มาทำบุญ ร่วมทั้งพวกผมด้วย



พร้อมกับเขียนยันต์ลงบนธนบัตร 20 บาท พร้อมให้คำอวยพร ขอให้ร่ำรวย เงินทางไหลมาเทมา สาธุ



หลังจากนั้น ก้อได้เวลาฉันท์เพล หลวงตารูปเดิมก้อออกมาด้านนอก เพื่อฉันเพล แล้วใจดียังให้ข้าว อาหารกับแมวอีก


ได้เวลาต้องออกเดินทางจากวัดนี้ ไปยัง วัดบ้านแหลม หรือวัดเพชรสมุทรวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดที่ ชาวแม่กลองนับถือ ภายในวัดเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อวัดบ้านแหลมเป็นพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งของไทย






ด้านนอก วันนี้มีประชาชนมากราบไหว้ มากอย่างเช่นเคย



หลังจากอยู่ที่วัดบ้านแหลม สักพัก ผมก้อออกเดินทางไปยัง วัดบางแคน้อย ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภออัมพวา ซึ่งเป็นอีกวัดหนึ่งที่สวยงามครับ

วัด ตั้งอยู่ที่ตำบลแควอ้อม ริมแม่น้ำแม่กลอง คุณหญิงจุ้ย (น้อย) วงศาโรจน์ เป็นผู้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2411 เดิมอุโบสถของวัดสร้างบนแพไม้ไผ่ผูกไว้กับต้นโพธิ์ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ปัจจุบันวัดนี้ได้รับการบูรณะอย่างดี

สิ่งที่น่าชมภายในวัด ได้แก่ ผนังภายในพระอุโบสถทำจากไม้สักแกะสลักเป็นเรื่องราวในพุทธประวัติ การประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน และเรื่องพระเจ้าสิบชาติ ลวดลายสวยงามชัดเจนโดยฝีมือช่างแกะสลักจังหวัดเพชรบุรีซึ่งมีชื่อเสียงด้านการแกะสลักไม้นับเป็นอุโบสถที่มีความงดงามในศิลปะการแกะสลักไม้




หลวงพ่อท่านนี้ เป็นเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน สอบถามได้ความว่า โบสถ์นี้ใช้เวลาในการสร้างทั้งหมด 8 ปี งบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างประมาณ 40 ล้านบาท แต่ค่อยๆ ทยอยสร้าง



เมื่อเข้ามาด้านใน ตกตะลึ่งกับความอลังการของโบสถ์ ที่แกะด้วยไม้สักทั้งหลัง
pg width='450' height='301' border=0>

ช่วงที่ผมเดินทางมาวัด นักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่นัก



พระพุทธรูปที่ตั้งอยู่ในภายในอุโบสถ เหลืองทองอร่าม ดูสวยงามยิ่งนัก


ที่นี่แน่นอนว่าผมจะกลับมาเยือนอีกครั้ง หลังจากนั้น ผมก้อออกเดินทางไปยัง วัดค่ายบางกุ้ง

ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลบางกุ้ง อำเภอบางคนที อยู่ในเขตพื้นที่เดียวกับค่ายบางกุ้งแต่อยู่คนละฝั่งกัน มีถนนตัดผ่านกลาง

วัดบางกุ้งนี้มีความมหัศจรรย์อยู่ที่โบสถ์ของวัดจะถูกปกคลุมด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ ทำให้วัดบางกุ้งแห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน Unseen Thailand โดยภายในวัดมีโบสถ์เก่าประดิษฐานหลวงพ่อพุทธมณีนิลพระประธานเป็นพระพุทธรูปปั้นขนาดใหญ่ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อดำ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ สมัยอยุธยาตอนปลาย เป็นที่เคารพบูชาของคนในท้องถิ่น





ในส่วนของค่ายบางกุ้ง

ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลบางกุ้ง เมื่อมาถึงบริเวณค่ายจะมองเห็นแนวกำแพงจำลองสร้างไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์จากการสู้รบ ค่ายแห่งนี้เป็นค่ายทหารเรือไทยที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ หลังจากเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ได้โปรดให้ยกกองทัพเรือมาตั้งค่ายที่ตำบลบางกุ้ง เรียกว่า ค่ายบางกุ้ง เนื่องจากเมืองแม่กลองเป็นเส้นทางที่กองทัพพม่าใช้ในการเดินทัพ โดยสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้งให้อยู่กลางค่ายเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นที่เคารพบูชาของทหาร พระเจ้าตากสินมหาราชได้โปรดให้คนจีนจากระยอง ชลบุรี ราชบุรีและกาญจนบุรีรวบรวมผู้คนมาตั้งเป็นกองทหารรักษาค่าย ค่ายนี้จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนี่งว่า "ค่ายจีนบางกุ้ง" พระองค์ทรงให้ชื่อทหารเหล่านี้ว่า “ทหารภักดีอาสา” ในปี พ.ศ. 2311 พระเจ้ากรุงอังวะทรงยกทัพผ่านกาญจนบุรี มาล้อมค่ายจีนบางกุ้ง พระเจ้าตากสินมหาราชและพระมหามนตรี (บุญมา) ร่วมรบขับไล่กองทัพพม่าทำให้ข้าศึกแตกพ่าย นับเป็นค่ายทหารไทยที่สร้างความเกรงขามให้กองทัพพม่า สร้างขวัญกำลังใจให้คนไทยกลับคืนมา และเป็นสงครามครั้งแรกที่ไทยทำกับพม่าหลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี ค่ายบางกุ้งแห่งนี้ถูกปล่อยให้รกร้างเกือบ 200 ปี

จนมาถึงปี พ.ศ. 2510 กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ตั้งเป็นค่ายลูกเสือขึ้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระเจ้าตากสินมหาราช และได้สร้างศาลพระเจ้าตากสินไว้เป็นอนุสรณ์ โดยทำพิธียกศาลเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2511 ภายในบริเวณค่ายยังมีโบสถ์ที่สร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ชาวบ้านเรียกว่า “โบสถ์หลวงพ่อดำ” มีลักษณะพิเศษคือ โบสถ์ทั้งหลังปกคลุมด้วยด้วยต้นไม้ถึงสี่ชนิด คือ ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นไกร ต้นกร่าง ชาวบ้านเรียกว่าโบสถ์ปรกโพธิ์และไม่ไกลนักเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช






หลังจาก ตะลอนไปหลายๆ ที แต่ก้อไม่ครบทุกวัดหรอกครับ เพราะขืนครบทุกวัด มืดแน่นอน ผมลืมบอกไป ถนนที่ไปวัดบางแคน้อย วัดค่ายบางกุ้ง จะอยู่เส้นเดียวกันนะครับ แต่แยกกันอีกที จะมีป้ายบอกชัดเจน

หลังจากนั้น ผมก้อบึ่งรีบเข้าตลาดน้ำยามเย็นอัมพวาดีกว่า จะเย็นแล้ว วันนี้ผมพักที่ บ้านบุบผารีสอร์ท ริมคลองอัมพวา ผมจอดรถที่ตรงข้ามโรงเจ แล้วเดินลัดเลาะเข้าด้านหลัง มูลนิธิอัมพวาชัยอนุรักษ์



เดินผ่านทะลุร้านชานชลา แต่ไม่ได้ทานอะไรหรอกครับ ไม่มีเวลา ที่นี่ร้านบรรยากาศน่านั่งมากครับ



บรรยากาศรอบตลาดน้ำอัมพวา ยามบ่าย แดดวันนี้ค่อยข้างแรงมาก ซึ่งพวกผมชอบนัก แต่นักท่องเที่ยวอาจจะไม่ชอบเท่าไหร่



บรรยากาศของตลาดยามบ่าย ที่มีแม่ค้าขายของกินจำนวนมากตามลำคลอง นักท่องเที่ยวก้อนั่งกินอย่างสบายใจ สบายกาย แต่อาจไมสบายกะตังค์ก้อได้

ที่นี่ยามเย็นแสงพระอาทิตยเริ่มอ่อนแรงลง เหล่าแม่ค้าทั้งหลายทั้ง กุ้ง หอย ปู ปลา นานาเมนูอาหารกิน พายเรือออกมารวมกัน ณ ตลาดน้ำยามเย็น เริ่มตั้งแต่ช่วงบ่าย จนถึง 21.00 น.



ฝั่งตรงข้าม คือ บ้านบุบผารีสอร์ท ที่ซุกหัวนอนของพวกผมคืนนี้




ผมเดินข้ามสะพานคลองอัมพวา มาอีกด้านหนึ่ง จากสะพานเดินมา ก้อประมาณ 50 เมตรเอง เรียกว่า ทำเลดีมากๆ สำหรับการจะถ่ายรูปบรรยากาศยามเย็นอัมพวา ตอนนี้ก้อเดินมาถึงแล้ว บ้านพักบุบผารีสอร์ท



ส่วนภายในห้องพัก หรือ รีวิวของที่พัก รบกวนดูลิงค์ด้านล่าง ซึ่งผมเขียนไว้อีกบล็อคหนึ่งนะครับ

http://http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ilovetotravel&month=06-2009&date=14&group=2&gblog=16

ผมล้างหน้าล้างตา แล้วก้อออกมาหาอะไรทาน ก้อเลยแวะทาน กุ้งอบวุ่นเส้น จานละ 30 บาท รสชาติก้ออร่อยนะครับ แต่แพ้ผมทำเท่านั้นเอง อันนี้เป็นเรื่องจริง



ได้เวลาแล้ว ที่ผมจะพาเพื่อนๆไปชมบรรยากาศตลาดยามเย็นอัมพวากัน ผมไม่ได้พาหาของกินนะครับ แต่ผมจะพาไปดูพระอาทิตย์ตก ซึ่งวันนี้จริงๆ แล้ว พวกเราเรียกว่าพระอาทิตย์หลบหลังเมฆครับ แบบว่ามันจะไม่มีแสงสีส้มออกมาเท่าไหร่ ฟ้าที่ได้มามันจะประมาณ สีน้ำเงินเข้มครับ ลองดูรูปกันก่อนแล้วกัน วันหน้าผมต้องกลับไปถ่ายมันอีก



ฟ้าค่อยๆ เริ่มมืดลง



บอกตามตรง พวกผมและเพื่อนๆ ผมที่เดินทางไปถ่ายรูปที่อัมพวา ต่างก้อชอบบรรยากาศของตลาดน้ำอัมพวา เมือได้พักยิ่งนัก แสงไฟจากเรือ ร้านค้าที่อยู่ริมน้ำ สร้างบรรยากาศให้ชวนหลงใหลอย่างมาก




เรือลำเล็กลำใหญ่ ต่างก้อมุ่งหน้าพานักท่องเที่ยวไปชมหิ่งห้อย แสงคล้ายเลเซอร์ คือแสงจากเรือนะครับ

การล่องเรือชมหิ่งห้อยยามค่ำคืนเป็นกิจกรรมหนึ่งที่นักท่องเที่ยวที่มาพักมาเที่ยวสมุทรสงครามมักไม่พลาดที่จะไปชม โดยปกติแล้วหิ่งห้อยจะมีมากโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม - ตุลาคม ควรเลือกชมในช่วงเวลาที่เป็นข้างแรมหรือคืนเดือนมืด เพราะเห็นแสงของหิ่งห้อยได้ชัดเจนกว่าเวลาข้างขึ้น นอกจากนี้ควรเลือกช่วงเวลาที่น้ำขึ้นมากเนื่องจากจังหวัดสมุทรสงครามเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้ทะเลน้ำจะขึ้น-ลง อยู่ตลอดเวลา ในช่วงน้ำขึ้นเรือสามารถเข้าไปใกล้กับต้นลำพูซึ่งหิ่งห้อยเกาะอยู่ ทำให้สามารถเห็นแสงของหิ่งห้อยได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น



บริเวณหน้าที่พัก จะมีที่นั่งพร้อมโต๊ะเล็ก สำหรับการนั่งทานอาหาร หรือนั่งทานเหล้าก้อแล้วแต่ ซึ่งเราจะสามารถดูบรรยากาศได้อย่างจุใจ แต่อาจจะต้องจับจองกันหน่อยนะครับ

รูปนี้ เป็นบ้านเรือนสบายโฮมสเตย์ในยามค่ำคืน จากฝั่งตรงข้าม ดูแล้วมันก้อชวนหลงใหลให้พักจริงๆ



พระจันทร์ดวงโต ในยามพระจันทร์เต็มดวง



นักท่องเที่ยวเดินไปผ่านมา ดูพวกเค้าก้อมีความสุขนะครับ ใส่เสื้อ อัมพวากันเป็นแถวเลย ผมว่าเดี๋ยวนี้กลายเป็นเทรนด์ไปแล้ว ว่าไปเที่ยวไหนมาก้อต้องใส่ให้รู้ว่าไปมานะ



ที่นี่ ตลาดจะทยอยปิดก้อประมาณ 4 ทุ่ม เพื่อคืนความสงบให้กับท้องถิ่น ร้านอาหาร เสียงเพลง จะหยุดสนิท ซึ่งทำให้รู้ว่าที่นี่ ยังมีกฏกติกาที่ควบคุมดีอยู่

เช้าวันรุ่งขึ้น ถ้ามาที่นี้ใครตื่นสาย ก้อคงต้องบอกว่าเฉย เพราะจะพลาดกิจกรรมสำคัญ

เริ่มจากบรรยากาศสดชื่นยามเช้า แสงพระอาทิตยเคลื่อนตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าสาดแสงผ่านก้อนเมฆส่องมากระทบผิวน้ำของคลองอัมพวา เมื่อมองขึ้นมาเหนือผิวน้ำจะพบสีเหลืองจีวรของพระภิกษุ เคลื่อนไหวผ่านสายน้ำ





ขณะที่พายเรือบิณฑบาตรยามเช้า ชาวบ้านริมคลองกำลังหยิบยื่น ข้าว ปลา ดอกไม้ และอาหารแห้งใส่ลงไปในบาตร เป็นวิถีชีวิตยามเช้าอันเงียบสงบ และแฝงไปด้วยความศรัทราแห่งพระพุทธศาสนา นอกจาก ใส่บาตรกัีบพระพายเรือแล้วยังมีพระที่เดินบิณฑบาตรบนทางเท้าหน้าที่พักอาศัยของชาวบ้านริมคลอง ใบหน้าที่อิ่มเอมจากการทำบุญของประชาชนที่ไปเยี่ยมเยือน และชาวบ้านริมคลองเป็นภาพที่ประทับใจแก่ผู้ได้มาเยือนอย่างยิ่งครับ







ชาวบ้านก้อเช่นกัน ต่างก้อพายเรือ เอากล้วย ผลไม้ออกมาขายช่างเป็นภาพที่หาได้ยาก คุณป้าท่านนี้ผมว่าเค้าคงมีความสุขมาก ดูจากรอยยิ่มครับ



หลังจากนั้นก้อถึงเวลาอาหารเช้า ที่นี่ บ้านบุบผารีสอร์ท จะมีข้าวต้ม พายเรือมาหน้าบ้านพัก จะทานเท่าไหร่ก้อได้ไม่อั้น



ข้าวต้มอร่อย มันได้บรรยากาศจริงๆ ครับ มีแม่ค้าพายเรือมาให้เราสั่งจากหน้าบ้าน ดูไม่เหมือนที่พัก ทั่วไปที่ทำเอง แล้วให้ลูกค้าทาน

สอบถามกับ พี่ที่ดูแล บอกว่า สั่งแบบนี้ดีกว่า ลูกค้าทานได้ไม่อั้น กระจายรายได้ดี


ที่พักจะมี ปาท่องโก้ ชา กาแฟ โอวัลติน บริการตามสะดวก พาอิ่มอร่อยกับบรรยากาศสบายๆ ริมคลอง กับแสงแดดอ่อนๆ เติมพลังให้พร้อมก่อนออกเดินทางและทำกิจกรรมอื่นๆของวันนี้

อิ่มแล้ว ทานกันไปคนละ 4 ชามเองครับ หลังจากนี้ ผมจะพาไปเที่ยวตลาด ยามเช้าที่ยังคงหลับใหลอยู่ครับ ร้านแรก สมานการค้าครับ



ผมเดินไปตามเลียบคลองอัมพวา บอกตามตรงว่า มันเงียบจริงๆ ครับ มันไม่เหมือนกับยามค่ำคืนเลย



เครดิตรูป http://inspirephotos.multiply.com น้องที่ร่วมเดินทางไปกับผม

คุณป้า ท่านนั่งเล่นอยู่ระเบียงหน้าบ้าน เป็นใครเห็นก้อต้องบอกว่า ท่านมีความสุขจริงๆ



คุณตาท่านหนึ่ง ผมว่าอายุก้อมากนะ เดินจูงรถเข็น พาหลานๆ เดินทักทายเพื่อนบ้านไปตามริมคลอง ผมแอบดูสีหน้าท่าน ก้อรู้ว่าท่านมีความสุขจริงๆ




รูปคุณยายท่านนี้ พอดีผมเดินไปสอบถาม สาระทุกข์สุขดิบ ก้อได้ความว่าท่านอยู่คนเดียว รับซ่อม เย็บเสื้อผ้า เนื่องจากไม่อยากย้ายไปที่อื่นตามพี่น้อง ยายท่านนี้ ยิ้มรับให้ถ่ายเลยครับ



ในยามเช้า ก้อมีเรือขายของ แต่ไม่มากเท่าไหร่นัก



คุณป้าขายไข่ ยิ้มแย้มแจ่มใส ตอนเวลาพูดคุย



คุณป้า ท่านนี้ก้อมีความสุขเหมือนกัน



ภาพเด็กกำลังเล่นน้ำอย่างมีความสุข ผมว่าคงหาได้ยากในเมืองกรุง แต่จะหาได้ง่ายในต่างจังหวัด



เดินเมื่อยแล้ว กลับมาที่พักดีกว่า มีก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆ รออยู่ ชามละ 10 บาท เท่านั้น ฟันธง อร่อยกว่า ก๋วยเตี๋ยวเรือ อนุสาวรีย์อีก



สายมากแล้วครับ ต้องเช็คเอาท์ บายบาย ที่พัก ไว้เจอกันใหม่

แต่ผมยังไม่ลา อัมพวานะ ผมจะพาไปเที่ยว อุทยาน ร.2 ต่อ

เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ของ มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเป็นการสนองพระมหากรุณาธิคุณที่ได้พระราชทานศิลปวัฒนธรรมอันงดงามไว้เป็นมรดกแก่ชาติ จนได้รับยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) บริเวณที่ก่อสร้างอุทยานพระบรมราชานุสรณ์นี้ พระราชสมุทรเมธี เจ้าอาวาสวัดอัมพวันเจติยารามเป็นผู้น้อมเกล้าฯถวาย มีพื้นที่ประมาณ 11 ไร่ พื้นที่บริเวณนี้มีความสำคัญเพราะเป็นสถานที่พระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2)

ที่นี่ต้องเสียค่าเข้าชม ท่านละ 20 บาท




ท้องฟ้าวันนี้ แจ่มมากมายยิ่งนัก



ด้านใน อุทยาน ร.2 ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป ผมก้อเลยไม่มีรูปภาพมาฝากนะครับ หลังจากเดินดูใน อุทยาน ร.2 สักพัก ก้อเดินออกมา เพื่อจะไปที่วัดอัมพวันเจติยาราม

ซึ่งอยู่ติดกับอุทยาน ร. 2 เป็นวัดของตระกูลราชินิกุลบางช้าง สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 หลังวัดแห่งนี้เคยเป็นนิวาสสถานเก่าของหลวงยกกระบัตร (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) และ คุณนาค (สมเด็จพระอมรินทรามาตย์พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 1) และเป็นสถานที่พระราชสมภพของรัชกาลที่ 2

เชื่อกันว่าบริเวณพระปรางค์ของวัดอัมพวันเจติยาราม เดิมเป็นเรือนที่คุณนาคใช้เป็นที่คลอดคุณฉิมบุตรชาย ซึ่งต่อมาได้เป็น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย



บริเวณทางด้านหลัง จากทางเข้าลานจอดรถ



ตัวโบสถ์ ดูสวยงามยิ่งนัก



ถึงเวลาต้อง บาย บาย อัมพวาแล้วครับ ท่านใดสนใจอยากเดินทางไปเที่ยวอัมพวา ติดต่อสอบถามได้ หรือดูทริปเดินทางของผมได้ ตามลิงค์นี้เลยครับ http://www.travelrouteclub.com/Travel2/index.php?option=com_content&task=view&id=1773&Itemid=129


Create Date : 20 มิถุนายน 2552
Last Update : 21 มิถุนายน 2552 7:54:00 น. 5 comments
Counter : 2440 Pageviews.

 
แวะมาทักทายค่ะ


โดย: CrackyDong วันที่: 20 มิถุนายน 2552 เวลา:23:32:11 น.  

 
หาเวลาไปอัมพวาอยู่ครับ
จะแวะเข้ามาถามข้อมูลอีกนะครับ


โดย: มิสเตอร์ฮอง วันที่: 20 มิถุนายน 2552 เวลา:23:36:04 น.  

 
ห้องพักที่บุพผารีสอร์ท ห้องแอร์ ราคาเท่าไหร่คับ


โดย: มิสเตอร์ฮอง วันที่: 20 มิถุนายน 2552 เวลา:23:42:14 น.  

 
หวัดดีครับ มิสเตอร์ฮอง ขอบคุณที่เค้ามาทักหลายครั้งแล้ว

ราคาห้องที่ บุบผารีสอร์ท จะมี 2 ราคา

บางห้องจะราคาอยู่ที่ 400 บาท ต่อท่าน รวมอาหารเช้า
บางห้องจะราคาอยู่ที่ 500 บาท ต่อท่าน รวมอาหารเช้า

ดูตามลิงค์นี้ได้เลยครับ http://www.boobpharesort.com/room.htm


โดย: ilovetotravel (nexttechnologist ) วันที่: 21 มิถุนายน 2552 เวลา:8:02:52 น.  

 
รูปสวยมากๆครับ ขอบคุณนะ


โดย: คนผ่านมา IP: 124.121.165.78 วันที่: 25 กรกฎาคม 2552 เวลา:13:43:43 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ilovetotravel
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




เนื่องจากผมเป็นคนชอบเที่ยว และชอบถ่ายรูป ดังนั้นใน Blog นี้จะเป็นเรื่องเที่ยว การรีวิวที่พัก ซะเป็นส่วนใหญ่ และการชอบเที่ยว การชอบการบริการของผมนี่แหละเป็นจุดเริ่มต้นของการเริ่มทำทัวร์ คือไหนๆก็เที่ยวบ่อยๆแล้ว และทุกครั้งที่ผมเห็นรอยยิ้มของผู้ร่วมทริปการเดินทางของผมแล้ว แค่นี้ก้อสุขใจ

ส่วนเรื่องการบริการของทีมงานผมไม่ต้องห่วงนะครับ เราดูแลผู้ร่วมเดินทางเป็นอย่างดีแน่นอน


New Comments
Friends' blogs
[Add ilovetotravel's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.