บทที่ 2 ระเบียบ วิธีการคำนวณสถิติรายได้ประชาชาติ


ประเด็นสำคัญของรายได้ประชาชาติ

การคำนวณตัวเลขรายได้ประชาชาติในบทนี้ มีเรื่องสำคัญ 3 เรื่องคือ

ตัวเลขประชาชาติที่คำนวณได้นั้นเป็นตัวบอกถึงสถานะที่เป็นอยู่ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ตัวเลขสถิติที่เปลี่ยนแปลงจะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นความเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงไปของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ตัวเลขที่คำนวณออกมานั้นช่วยชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างสำคัญต่างๆที่ประกอบกันขึ้นเป็นเศรษฐกิจของชาติ


วิธีการคำนวณรายได้ประชาชาติ

การคำนวณรายได้ประชาชาติ จะยึดตามมาตรฐานของ UNSNA ที่กำหนดให้ทุกประเทศต้องคำนวณรายได้ประชาชาติด้วยวิธีการทั้ง3 วิธีคือ

ProductionApproach - เป็นการคำนวณจากด้านผลผลิตของระบบเศรษฐกิจ

ExpenditureApproach - เป็นการคำนวณจากด้านรายจ่ายของระบบเศรษฐกิจ

IncomeApproach - เป็นการคำนวณจากด้านรายได้ของเจ้าของปัจจัยการผลิต

ProductionApproach


โดยหลักการของวิธีนี้ คือคำนวณจากมูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ระบบเศรษฐกิจผลิตขึ้นมาได้แต่ในทางปฏิบัติ เราพบว่ามีสินค้าหลายรายการที่เป็นได้ทั้งสินค้าบริการขั้นสุดท้ายและสินค้าบริการที่เป็นวัตถุดิบของสินค้าและบริการอย่างอื่นทำให้เกิดความยุ่งยากในการคำนวณและเสี่ยงต่อการนับซ้ำซ้อนดังนั้นในทางปฏิบัติจึงหันไปใช้วิธีนับจากมูลค่าเพิ่มจากการผลิตในแต่ละขั้นตอนแทน


ตัวอย่าง

ข้าวเปลือกมีการผลิต 3 ขั้นตอนดังนี้

รายการ มูลค่าเพิ่ม

ชาวนาผลิตข้าวเปลือกขายให้โรงสีเป็นเงิน 100,000 ล้านบาท 100,000 บาท

โรงสีซื้อข้าวจากชาวนา 100,000 ล้านบาท สีเป็นข้าวสารขายได้ 130,000 ล้านบาท 30,000 ล้านบาท


บริษัทค้าข้าวซื้อข้าวสารมาบรรจุหีบห่อ ขายปลีกเป็นเงิน 180,000 บาท 50,000 ล้านบาท


จากตัวอย่างข้างต้น หากนำราคาแต่ละขั้นมารวมกัน จะได้ 100,000 + 130,000 + 180,000 = 310,000 ล้านบาทซึ่งเป็นตัวเลขที่ผิด เพราะมีการคิดซ้ำซ้อน

ที่ถูกคือคิดมูลค่าเพิ่มในแต่ละขั้นตอนคือ 100,000 + 30,000 + 50,000 = 180,000 ล้านบาท


สำหรับในประเทศไทยหน่วยงานที่รับผิดชอบการคำนวณสถิติรายได้ประชาชาติจากทางด้าน Production Approach คือสำนักบัญชีประชาชาติ สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คำนวณตามมาตรฐาน TSIC ซึ่งแบ่งสาขาเศรษฐกิจออกเป็น16 สาขา


TSIC เป็นมาตรฐานที่ประยุกต์มาจากSIC ซึ่งเป็นมาตรฐานของหน่วยงานระดับโลกที่แบ่งสาขาเศรษฐกิจออกเป็น17 สาขา


สำหรับในประเทศไทยมี เพียง 16 สาขา เนื่องจากประเทศไทยไม่มีมูลค่าสินค้าจากองค์การระหว่างประเทศ


  • ลิงก์อ่านเพิ่มเติม
  • การจัดประเภทมาตรฐานอุตสาหกรรม(ประเทศไทย) TSIC
  • GrossNational Product and National Income at Current Market Prices by EconomicActivities


ExpenditureApproach

เป็นการคำนวณจากด้านรายจ่ายของระบบเศรษฐกิจสามารถคำนวณได้ด้วยสมการดังนี้


GDP = Ca +Ia + Ga + Xa - Ma

Ca = PrivateConsumption Expenditure (ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน)

Ia = GrossPrivate Investment Expenditure (การลงทุนภาคเอกชนเบื้องต้น(ไม่รวมค่าเสื่อม))

Ga = GeneralGovernment Expenditure on Consumption and Investment (รายจ่ายรัฐบาล)

Xa = Exportsof Goods and Services (มูลค่าการส่งออก)

Ma = Importof Goods and Services (มูลค่าการนำเข้า)

ค่าของ Ca,Ia,Ga,Xa,Ma เป็น Actual Value ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว ต่างกับDesired Value ในบทที่ 3ที่เป็นค่าที่ยังไม่เกิดขึ้น


นอกจากนี้ยังมีสมการอื่นๆที่จำเป็นอีก คือ 1. เงินลงทุนภาคเอกชนประกอบด้วย ค่าก่อสร้าง เครื่องจักร และสินค้าคงคลัง


Ia = PrivateConstruction + Private Equipment + Change in Inventories


ค่าก่อสร้าง(Private Construction) และ เครื่องจักร(Private Equipment) ดูได้ในตาราง Gross Fixed Capital at Current MarketPrices Classified by Private and Public Institutions (หน้า 26)


สินค้าคงคลัง(Change in Inventories) ดูได้จากตาราง Expenditure on Gross Domestic Productat current Market Prices(หน้า 22)


2. เงินลงทุนภาครัฐประกอบด้วย ค่าก่อสร้าง และเครื่องจักร ไม่มีสินค้าคงคลังเพราะรัฐไม่ทำธุรกิจซื้อมาขายไป

Ga = PrivateConstruction + Private Equipment


IncomeApproach

การคำนวณทางด้านรายได้นั้นจะคำนวณจากผลตอบแทนของราคาปัจจัยการผลิต หรือรายได้ของเจ้าของปัจจัยการผลิต ซึ่งมี4 1ประเภทคือ

ค่าจ้าง (Wages) เป็นค่าตอบแทนแรงงาน ซึ่งรวมดึงค่าจ้าง เงินเดือน สวัสดิการการประกันสังคม การยกเว้นภาษี และค่าตอบแทนอื่นๆ

ค่าเช่า (Rent) หมายถึงค่าเช่าที่เอกชนได้รับจากการให้เช่าสินทรัพย์ต่างๆเช่น ที่ดิน หรือปัจจัยอื่นๆ รวมทั้งค่าเช่าบ้านที่เจ้าของเข้าอยู่อาศัยเองด้วย

ดอกเบี้ย(Interest) ดอกเบี้ยจะรวมถึงผลตอบแทนที่ได้รับจากการฝากธนาคารผลตอบแทนที่ได้รับจากการกู้ยืม และรายได้จากแหล่งลงทุนอื่นๆ

กำไร (Profit)

ในการคำนวณ GDP จะแบ่งกำไรออกเป็น 2 ประเภท

กำไรที่จ่ายในรูปเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น เรียกว่า Distributed Profit

กำไรที่กิจการเก็บไว้ลงทุนต่อ เรียกว่า Undistributed Profit

ในบัญชีรายได้จะแบ่งกำไรออกเป็น 2 ประเภท

กำไรของนิติบุคคล (Corporate profit)

รายได้ของกิจการที่ไม่มช่ในรูปนิติบุคคล (Incomes of Unincoporated businesses) ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจขนาดเล็กร้านค้าย่อย ชาวนา ผู้ประกอบวิชาชีพอิสระต่างๆ

รายจ่ายอื่นๆที่ไม่ได้จ่ายให้เจ้าของปัจจัยการผลิต

ภาษีทางอ้อมของธุรกิจ (Indirect Business Taxes) - เช่นภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นโดยไม่ได้จ่ายให้กับองค์กร

เงินอุดหนุน (Subsidies) - เงินอุดหนุนเป็นเงินที่รัฐจ่ายให้กับผู้ประกอบการทำให้รายได้สูงกว่าราคาตลาดของผลผลิต

ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) - เป็นมูลค่าทรัำย์สินที่สึกหรอจากกระบวนการผลิตซึ่งรวมอยู่ในกำไรรวม แต่เมื่อมีการชดเชยค่าเสื่อมแล้วค่าเสื่อมจึงไม่ได้รวมอยู่ในกำไรสุทธิ

NET DomesticProduct = Wages + Rent + Interest + Profit + Indirect Business taxes -Subsidies

GDP = NDP +Depreciation


อาจารย์ผู้บรรยาย

รองศาสตราจารย์คิม ไชยแสนสุข

รองศาสตราจารย์สุกัญญา ตันธนวัฒน์



Create Date : 19 เมษายน 2560
Last Update : 19 เมษายน 2560 21:48:43 น.
Counter : 303 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Josephine est le Chat
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เมษายน 2560

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30