มิตตันดร ตอนที่ ๖
มิตตันดร

ตอนที่ ๖

เขาลืมตา วางดอกบัวลงบนพานเงินขนาดใหญ่หน้าบุษบกสีทองอร่ามที่ประดิษฐานพระเกตุอยู่เบื้องสูงขึ้นไปราวสามเมตรเศษ ๆ ความอร่ามขององค์พระเปล่งประกายยามต้องแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าในวิหารแลดูมลังเมลือง
แว่บหนึ่งเขาอดคิดไม่ได้ว่า ทำไมโชคชะตาเขาต้องมาผูกพันกับไชยพระเกตุ หรือว่า...ชาติที่แล้วเขาเป็นชาวไชยพระเกตุ!?!?

แกร๊ก!!!!

ชินนุต หันไปมองต้นเสียง ชายหนุ่มคนหนึ่งทำสายลูกประคำของตนเองตกลงในพานเงินสำหรับวางดอกไม้บูชาอีกด้านหนึ่งของวิหาร

“ไปกันเถอะครับ” คัมภีระชวน

เมื่อออกมานอกวิหาร คนที่มาด้วยกลับชี้ชวนให้ดูกลุ่มอาคารสุสานหลวงภายในบริเวณวัด สถูปทรงมณฑปศิลปะไชยพระเกตุทาสีขาวเรียงราย ยอดมณฑปปิดทองงดงามต้องแสงแดดยามเย็นอยู่เป็นประกาย

“อยากเข้าไปดูสักหน่อยไหมครับ?” ไกด์หนุ่มเห็นแววตาของลูกทัวร์ชั่วคราวแล้ว จึงเอ่ยปากชวน

“เอาสิ” อีกฝ่ายรู้สึกสนใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

คัมภีระ เดินนำชายหนุ่มเข้าไปในบริเวณสุสาน ถอดรองเท้าไว้บนพื้น แล้วเดินขึ้นบันไดราวสี่ขั้น มีกำแพงเป็นรั้วราชวัตรกั้นอีกชั้นหนึ่ง ทาสีทองสุกปลั่ง พื้นที่ปูด้วยหินอ่อนสีขาว ทุกตารางนิ้วสะอาดสะอ้านแสดงถึงการดูแลรักษาเป็นอย่างดี

สถูปบรรจุพระอัฐิและพระราชสรีรังคารตั้งห่างกันราวช่องพอคนเดินสวนกันได้ ตัวสถูปมีขนาดราวหนึ่งเมตรกว้างราวสองเมตร ตรงด้านหน้าของแต่ละสถูปทำเป็นซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระเจ้าหลวงพระองค์นั้น ลายปูนปั้นตรงหน้าบันของซุ้มเป็นตราพระราชลัญจกรประจำพระองค์ปิดทองสลับกระจก ความโอ่อ่าและสูงค่ายิ่งของสถานที่ ทำให้เขารู้สึกเกรงขามขึ้นมาในทันที

“สถูปที่สร้างนี้ บรรจุพระบรมอัฐิและพระราชสรีรางคารของพระเจ้าหลวงแห่งนครรัฐไชยพระเกตุ ตั้งแต่แรกสถาปนานครรัฐแห่งนี้ รวมทั้งสิ้น ๑๕ พระองค์ครับ ส่วนพระเจ้าติสสะ พระเจ้าหลวงองค์ปัจจุบันเป็นพระองค์ที่ ๑๖”
เด็กหนุ่มอธิบายเรียบร้อยแล้ว ก็ปล่อยให้ชินนุตเดินชมตามอัธยาศัยเพียงลำพัง จนกระทั่งผ่านไปสักครู่หนึ่ง เจ้าตัวก็ปราดเข้าไปทางข้างหลัง

“พี่เกิงลองนับดูสิครับ ว่าสถูปมีทั้งหมดกี่องค์?” คัมภีระ กระซิบถามเพื่อทดสอบเขา

ชินนุตใช้เวลานับ ก่อนจะกระซิบตอบบ้าง “๑๕ องค์”

“แล้วกษัตริย์ผู้ปกครองไชยพระเกตุตั้งแต่แรกสถาปนา มีกี่พระองค์ครับ?”
ชินนุต ขมวดคิ้ว “พีเพิ่งบอกเมื่อกี้นี่ว่า... พระเจ้าหลวงองค์ปัจจุบันเป็นพระองค์ที่ ๑๖ ... สถูปมี ๑๕ องค์ก็ถูกแล้วนี่นา”

“ท่านไม่เคยได้ยินประวัติศาสตร์ที่ว่า... พระเจ้าหลวงพระองค์แรก องค์ปฐมกษัตริย์แห่งไชยพระเกตุทรงผนวชในบั้นปลายพระชนม์ชีพ แล้วทรงเสด็จธุดงค์หายไปในดอยทุงฟ้าหรือครับ?”

“ไม่เคยนะ” ชายหนุ่มตรึกตรองความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่เคยผ่านตามาบ้าง “เคยได้ยินแต่ว่า ท่านสวรรคตในสมณเพศ”

“นั่นเป็นการบันทึกในตำราประวัติศาสตร์” คัมภีระ แก้ความเข้าใจผิดนั้นให้ “แต่ชาวไชยพระเกตุส่วนใหญ่ และในจดหมายเหตุรายวันของราชสำนัก หรือแม้แต่ในพงศาวดารต้นกรุง ระบุว่า พระเจ้าอานันทะฤาไชยทรงสละราชย์สมบัติให้ลูกพี่ลูกน้องของพระองค์ คือ พระเจ้าฤกษ์ ภายหลังจากที่ทรงปกครองเมืองเป็นระยะเวลา ๒๕ ปี ทรงทอดพระเนตรเห็นความสงบร่มเย็น ความเป็นปึกแผ่นของบ้านเมืองจนเรียบร้อยดีแล้ว ก็ทรงตัดสินพระทัยออกผนวช ณ วัดบุญญวงศาภิราชมัย ซึ่งเป็นวัดที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น พระอุปัชฌาย์ในขณะนั้น มีพระนามว่า พระธรรมชินสีห์ ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของท่านด้วย หลังจากทรงผนวชและจำพรรษาได้เป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ก็ทรงเสด็จธุดงค์ไปยังดอยทุงฟ้า หลังจากนั้น ก็ไม่มีใครพบเห็นพระองค์ท่านอีกเลย ภายหลังนักประวัติศาสตร์จึงจารึกว่าพระองค์ทรงเสด็จสวรรคตแล้วอย่างเป็นทางการ”

“เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ก็ชื่อพระธรรมชินสีห์นี่นา... ผมรู้จักท่าน” ชินนุต หวนระลึกถึงพระคุณเจ้าที่เขาตักบาตรเมื่อเช้าตรู่

“ถูกแล้วครับ ตำแหน่งพระธรรมชินสีห์เป็นชื่อยศ ไม่ใช่ชื่อตัว เป็นพระยศที่ตราไว้สำหรับเจ้าอาวาสวัดบุญญวงศาภิราชมัยนี้เท่านั้น พระยศสืบตำแหน่งของวัดโดยพระบรมราชโองการของพระเจ้าอานันทะฤาไชย สืบทอดกันมาหลายชั่วรุ่นแล้วครับ”

นี่เป็นความรู้ใหม่อีกอย่างหนึ่ง ที่ตัวเขาไม่เคยรู้มาก่อน... มิน่าละ ถึงมีคำพูดที่ว่า ผู้ชนะเป็นผู้จารประวัติศาสตร์ ผู้เขียนต่างหากเลือกที่จะบันทึกอย่างไรลงไปก็ได้ แม้จะแตกต่างจากความเป็นจริงมากมายก็ตาม

“ถ้าอย่างนั้น สถูปของพระองค์ก็คงอยู่ที่นี่ใช่ไหม?” ชายหนุ่มนับจำนวนสถูปที่อยู่รายรอบตัวอีกครั้ง

คัมภีระ ส่ายหน้า “ไม่ใช่ครับ ไม่มีสถูปของพระเจ้าอานันทะฤาไชย... อย่างที่เล่าให้ฟังไงครับ ว่าพระองค์ทรงธุดงค์หายไปในดอยทุงฟ้า จึงไม่มีการสร้างสถูปของพระองค์ขึ้น”

“งั้น... สถูปองค์ที่เกินมาเป็นของพระองค์ไหนกัน?”

เด็กหนุ่ม ผู้ซึ่งเป็นไกด์วิชาชีพ พรั่งพรูความรู้ออกมา ในขณะที่เดินนำลูกทัวร์จำเป็นตรงไปยังสถูปอีกองค์ที่อยู่ลึกในสุด

“สถูปองค์นี้ สร้างถวายมกุฎราชกุมารพระองค์หนึ่ง ที่ทรงเกือบได้เป็นกษัตริย์ปกครองไชยพระเกตุ แต่ทรงสวรรคตด้วยพระโรค เป็นเหตุให้พระเจ้าหลวงพระองค์ปัจจุบันทรงดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมาร และทรงขึ้นครองราชย์แทน”

คัมภีระ ลดเสียงลงเล็กน้อย “ชีวิตของพระองค์ช่างน่าเศร้ายิ่งนัก ทรงพระรูปโฉมงดงามเป็นที่เล่าลือในไชยพระเกตุ ลือไกลถึงสีป๊อ เชียงตุง และตองยี ลึกเข้าไปในเชียงรุ้ง สิบสองปันนา หลวงน้ำทา และเชียงทองหลวงพระบาง แต่ต้องมาสวรรคตตั้งแต่ยังทรงหนุ่มยังแน่น ผมเคยเห็นพระรูปของท่านในพิพิธภัณฑ์ แต่นั่นก็นานมาแล้ว พระราชบิดา คือ พระเจ้าสิงหะสงคราม พระเจ้าหลวงพระองค์ที่ ๑๕ พระบิดาขององค์พระเจ้าหลวงองค์ปัจจุบัน กับพระมเหสีเอก ชื่อ พระนางจันทรมุขมหาเทวี ภายหลังการสิ้นพระชนม์ พระราชมารดาทรงเสียพระราชหฤทัยมาก ทั้งสองพระองค์ทรงสร้างสถูปไว้ในสุสานหลวงเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระราชทานแด่พระราชบุตรอันเป็นที่รักยิ่งของพระองค์”

ชินนุต หยุดฝีเท้าลงเมื่อเห็นคนเดินนำชี้ไปยังสถูปสีขาวขนาดย่อมกว่าสถูปองค์อื่น ๆ ทรงมณฑปสีทองเฉกกัน เพียงแต่ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่า ยอดมณฑปนั้น ลดชั้นลงมาให้ต่ำกว่าสถูปของพระเจ้าหลวงองค์อื่น ๆ เล็กน้อย
จารึกด้านหน้านั้น เป็นภาษาไทเกด แต่ป้ายทองเหลืองที่ระบุพระนามทั้งภาษาไทเกด ภาษาพม่า ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย เป็นของทำใหม่เพื่อรองรับการท่องเที่ยว เขาอ่านพระนามได้ว่า

“เจ้าฟ้าฤาภพราชบุตร มกุฎราชกุมารแห่งไชยพระเกตุ”

คริสต์ศักราชที่ระบุปีประสูติและสวรรคตกำกับไว้ด้านล่างด้วย

“ ๒๒ ปีเองหรือ?” ชินนุต พึมพำ

“ใช่แล้วครับ สวรรคตเมื่อพระชนมายุเพียง ๒๒ พรรษา” คัมภีระ ยืนยันคำพึมพำนั้น

ชายหนุ่มรู้สึกหดหู่ขึ้นมาอย่างประหลาด ...ชีวิตของพระองค์ช่างน่าเศร้าเสียจริง ๆ




อาหารเช้าที่ไกด์หนุ่มพาไปรับประทานนั้น คือ ปาท่องโก๋ตัวยาวขนาดหนึ่งฟุต ที่ทอดน้ำมันเยิ้มพันด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์เก่า แต่รสชาติตรงข้ามกับคุณภาพบรรจุภัณฑ์ แถมด้วยชาพื้นเมืองใส่นมข้น รสเลิศเช่นกัน ไกด์หนุ่มอธิบายว่า นอกจากไชยพระเกตุจะส่งออกสินค้าหลัก เป็นผลไม้เมืองหนาวเข้าสู่ตลาดประเทศจีนและพม่าแล้ว ยังมีใบชาชั้นดี ซึ่งปลูกบริเวณทิวเขาที่ทอดตัวจากดอยทุงฟ้า ไปจรดเมืองพระแก้วหลวง ได้ผลผลิตดีและมีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ จนได้ชื่อว่าเป็นชาที่มีรสเยี่ยมติดอันดับต้น ๆ ของโลกเลยทีเดียว

ร้านขายปาท่องโก๋และชาตั้งอยู่ในบริเวณตลาดขนาดใหญ่ ชาวไชยพระเกตุเรียกว่า “ผามหลวง” ก่อร้างเป็นคูหาชั้นเดียวทำด้วยไม้ เรียงแถวอย่างเป็นระเบียบภายในพื้นที่กว้างกว่า ๕ ไร่ คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อของกัน สินค้ามีตั้งแต่เสื้อผ้า ขนม อาหารสด ของใช้ภายในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า หนังสือ อุปกรณ์การเกษตร ฯลฯ และแบ่งพื้นที่บางส่วนเป็นร้านอาหาร ชินนุตมองดูผิวเผินแล้ว ก็คล้ายกับศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของไทย แทนที่จะมีบันไดเลื่อน เครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ และปูพื้นด้วยหินอ่อน หากแต่เป็นบันไดยกพื้นชั้นเดียวหน้าคูหาแต่ละร้าน อากาศธรรมชาติเย็นสบาย และพื้นเป็นดินแข็งเท่านั้น

เขาเตร่ดูของเรื่อยเปื่อย เด็กหนุ่มชี้ชวนให้เขาดูโน่นนี่อย่างกระตือรือร้น จนกระทั่งผ่านไปสักพัก ก็มีมือมากระตุกแขนเสื้อของเขา

“อือ..... มีอะไรหรือ?” ชินนุตถามไกด์

“พี่เกิงเดินเร็วหน่อย ตามผมมาทางนี้เลยครับ” คัมภีระเดินตัวปลิวฝ่าฝูงชนจนพ้นเขตผามหลวง ชายหนุ่มพยายามเร่งฝีเท้าให้ทันความเร็วนั้น เมื่อข้ามถนนแล้ว ทั้งสองก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าบ้านสีขาวหลังเล็ก ๆ บริเวณบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่น มีโต๊ะเก้าอี้สีขาววางอยู่หลายชุด ชินนุตอ่านป้ายภาษาอังกฤษเขียนไว้ว่า Light Restaurant

“มากินอะไรหรือ?” ชายหนุ่มเข้าใจว่าอย่างนั้น แต่คัมภีระกลับผลักบานประตูเข้าไปในบ้าน ถึงแม้ว่าจะปราศจากลูกค้า แต่กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นก็อบอวลไปทั่ว

“ครีมอยู่ไหม?” คัมภีระ วางกระเป๋าของตนลงบนโซฟาหวายสีขาวตัวหนึ่ง เรียกบริกรหญิงที่อยู่หลังเคาน์เตอร์

“ยังไม่เข้ามาเลยคะ น่าจะเข้ามาช้าหน่อยเพราะเมื่อคืนมีงานเลี้ยงที่นี่จนดึก” คนตอบพูดเป็นภาษาไทยกระท่อนกระแท่น

“พี่เกิงรับกาแฟสักถ้วยนะครับ ร้านนี้เป็นร้านของเพื่อนผมเอง ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำสักครู่”

ชินนุตพยักหน้า... ที่แท้ จุดมุ่งหมายของไกด์หนุ่มคือเรื่องนี้นี่เอง!!!!
คัมภีระหายไปหลังร้าน บริกรหญิงวางกาแฟถ้วยหนึ่งลงบนโต๊ะกระจกข้างโซฟาตัวที่เขานั่ง แล้วหายไปหลังร้านอีกคน ทิ้งให้ลูกค้าอยู่ตามลำพัง
ตรงมุมห้องเป็นชั้นหนังสือวางแมกกาซีนหลายเล่มสำหรับลูกค้าหยิบไปอ่านเล่นแกล้มกาแฟ เขาจึงลุกขึ้นเดินตรงไปยังชั้นหนังสือนั้น

ชินนุต มองดูรูปถ่ายในแมกกาซีนฝรั่งฉบับหนึ่ง คอลัมน์ติดกันลงบทความเกี่ยวกับพระราชวงศ์ของไชยพระเกตุ แม้ว่าจะเป็นเล่มที่ออกเมื่อเกือบสองปีที่แล้ว แต่รูปถ่ายในนั้นยังคงชัด ไม่ซีดจางไปตามกาลเวลา

พระเจ้าติสสะ ทรงประทับบนพระเก้าอี้ท่ามกลางหมู่พระราชวงศ์ ด้านซ้ายมือของพระองค์ซึ่งประทับบนพระเก้าอี้เฉกเดียวกัน ระบุพระนาม เจ้านางโคมศรีทิพยา เจ้าของบ้านเช่าที่เขาพักอาศัยซึ่งยังไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้า เพราะกองงายแจ้งว่า เจ้านางเสด็จไปประทับ ณ เมืองพระแก้วหลวง ก่อนหน้าที่เขาจะเดินทางมาถึงไม่กี่วัน

ส่วนที่ประทับนั่งกับพื้นเบื้องพระพักตร์พระเจ้าติสสะ คือ เจ้าฟ้าอุปราชสิคาล และเจ้านางทอสาย สองพระองค์นี้ชายหนุ่มจำได้ทันที เพราะเพิ่งผ่านสายตาไปเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา อีกพระองค์หนึ่งที่ในบทความระบุว่า ไม่ได้อยู่ในพระรูปหมู่นี้ คือ พระชายาศิรินันทา พระราชมารดาของพระเจ้าติสสะ ซึ่งมีพระชนมายุยืนนานเกือบร้อยพรรษา เป็นพระมเหสีองค์รองในพระเจ้าสิงหะสงคราม พระราชบิดาของพระเจ้าติสสะ พระเจ้าแผ่นดินของไชยพระเกตุพระองค์ก่อนหน้านี้

ส่วนอีกคนหนึ่งที่ชินนุต ยังฝังใจอยู่ นั่นคือ หญิงสาวเจ้าของดวงตาอันสดใสชวนมองบนใบหน้าอันกลมมนได้รูปที่โผล่ออกมาจากกำแพงวัดสิงขร ราวกับนางฟ้าจำหลักบนลายปูนปั้นนั้น เธอเป็นผู้ใดกัน!?!?

หรือเธอจะเป็นดาราของไชยพระเกตุ!?!? ...ชายหนุ่มพลิกดูแมกกาซีนภาษาไทเกดเล่มอื่น ๆ ก็ไม่พบรูปภาพของหญิงสาว.... เขาสะบัดศีรษะ พยายามสลัดความคิดแปลก ๆ นั้นออกไปเสีย



คัมภีระเข้าห้องน้ำเรียบร้อยแล้ว นั่งพักจิบกาแฟถ้วยที่ชายหนุ่มยังไม่แตะไปได้สักครู่หนึ่ง ก็พลันปวดท้องขึ้นอีกครั้ง หนนี้เด็กหนุ่มบอกให้เขาออกไปเดินเล่นรออยู่บริเวณตึกแถวที่ตั้งถัดไป ซึ่งมีงานฝีมือชาวบ้านขายอยู่หลายร้าน พลางขอโทษขอโพยที่ทำให้ชินนุตเสียเวลา แต่ชายหนุ่มกลับรีบโบกมือไล่ให้เขาไปเข้าห้องน้ำอย่างเร็วไวโดยไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น

ตึกแถวชั้นเดียวหลายห้องตรงนั้นได้รับการดูแลให้อยู่ในสภาพดี ทำด้วยไม้แล้วทาสีเทอควอยซ์เล่นสลับลายกับสีเขียวน้ำทะเลอย่างสวยงามจนดูเพลินตา มีสินค้าหลากหลายได้แก่ ขนมพื้นบ้าน งานผ้าไหมเย็บปักถักร้อย ไม้แกะสลัก เครื่องปั้นดินเผา ภาพเขียนใส่กรอบประดับฝาผนัง เป็นต้น ชายหนุ่มสนใจร้านหนังสือเก่าที่อยู่คูหาแรกสุด คนขายทักเขาเป็นภาษาไทเกด เมื่อเห็นเขายิ้มตอบ จึงพูดเป็นภาษาอังกฤษเชื้อเชิญให้เขาเลือกหนังสือได้ตามสบาย

ขณะง่วนอยู่กับการไล่อ่านชื่อหนังสือบนสันที่เรียงเป็นตับบนชั้นวางติดผนัง เสียงฝีเท้าหนึ่งก็ดังขึ้นตรงมายังหน้าร้าน เสียงนั้นช่างคุ้นหูเหมือนเพิ่งได้ยินเมื่อไม่นานมานี้

“คุณนั้นเอง!”

ชายหนุ่มแทบจะเงยหน้าขึ้นในทันที ภาพของหญิงสาวในชุดเสื้อยืดกางเกงทะมัดทะแมงสีทึม สวมหมวกแคปทับผมที่รวบไว้ด้านในอย่างเรียบร้อยซึ่งปรากฎแก่สายตาของเขาเมื่อเย็นวานนี้ กลับเปลี่ยนเป็นหญิงสาวในชุดเสื้อผ้าฝ้ายแขนกระบอกสีอ่อน ผ้าซิ่นยาวกรอมเท้าสีเข้ม รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าอันกลมมนได้รูปยังคงสามารถสะกดให้เขาตะลึงอยู่กับที่ได้อีกครั้ง

“เอ้อ...” เขานึกคำพูดอื่นไม่ออกนอกจากคำกล่าวทักทาย “สวัสดีครับ”

“เราพบกันอีกแล้ว ช่างบังเอิญจริง ๆ” หญิงสาวยังคงยิ้มระรื่น อีกฝ่ายเพิ่งสังเกตเห็นว่า ผมอันยาวนั้นถักเปียไว้ข้างหลังอย่างเรียบร้อย “คุณกำลังทำอะไรอยู่หรือคะ?”

ภาษาไทยชัดเจนเท่าเจ้าของภาษาช่างไพเราะสมตัวยิ่งนัก ชินนุต วางหนังสือเล่มหนึ่งลงบนชั้นตรงหน้า “ถ้าคำถามของคุณหมายความว่า ผมกำลังทำอะไรอยู่ในขณะนี้ ผมก็จะตอบว่า กำลังเลือกหนังสืออยู่ครับ... แต่ถ้าคุณหมายถึง ผมมาทำอะไรที่ไชยพระเกตุในตอนนี้ ผมก็จะตอบว่า ผมมาทำงานครับ”

หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะร่วน

“เอาเป็นว่า ดิฉันอยากได้ทั้งสองคำตอบอยู่พอดี” หล่อนซักต่อ “งั้นที่ดิฉันเห็นคุณเมื่อวานนี้ ก็แสดงว่าคุณกำลังเพิ่งเดินทางมาถึงไชยพระเกตุสินะคะ?”

“ใช่ครับ”

“ประทับใจบ้านเมืองของเราบ้างหรือยังคะ?” คนพูดคงถามเรื่อยเปื่อย แต่ชินนุตอยากบอกเหลือเกินว่า มีสิ่งประทับใจแล้ว... นั่นคือ คุณ! แต่ก็เก็บงำคำพูดนี้ไว้ตามมารยาท


“คุณชอบอ่านหนังสือประเภทไหนกันคะ?” เธอเริ่มต้นซักถาม

“ส่วนมากก็เป็นหนังสือท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมผมก็อ่านนะครับ”

“แบบพวก National Geographic หรือ Journal ต่าง ๆ ละคะ?” สำเนียงภาษาอังกฤษของหล่อนเทียบเท่าเจ้าของภาษา

“อ่านได้หมดครับ นวนิยายหรือวรรณกรรมผมก็ชอบอ่าน”

“แล้วชั้นวางด้านนั้น เอาไว้ทำอะไรหรือคะ?” หล่อนชี้ไปที่ผนังฝั่งตรงข้าม ที่ช่วงบ่าย คัมภีระ ทาสีข้างไว้

“ดิฉันก็ชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว... พอมาอยู่ที่เมืองหลวงนี่ หาเพื่อนคุยแทบไม่ได้ หนังสือเลยเป็นเพื่อนแก้เหงาของดิฉันแทน”

“อ้าว! คุณไม่ใช่คนที่นี่หรอกหรือครับ?” เขาสงสัยเมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว

หล่อนก้มหน้า ดวงตาอันสดในสลดลงเล็กน้อย

ชินนุตสังเกตได้พอดี “ผมขอโทษ... ถ้าหากถามละลาบละล้วงเกินไป”

“ไม่เป็นไรคะ” หล่อนรีบบอก พลางกลับมายิ้มได้เหมือนเดิม “ดิฉันไม่ใช่คนเมืองไชยพระเกตุ แต่เป็นคนชุมเงิน”

ชุมเงิน ก็คือเมืองพระแก้วหลวงที่พระเจ้าอานันทะฤาไชยทรงพระราชทานนามให้

“ร้านผ้าไหมที่อยู่ถัดไป เจ้าของร้านก็เป็นคนชุมเงินเหมือนกัน แต่มาค้าขายที่เมืองหลวงนี่ตั้งแต่สมัยคุณปู่คุณย่าของเขา... เผอิญวันนี้ดิฉันมาส่ง เอ้อ...พี่สาวมาเลือกซื้อผ้านุ่งพอดี ผ้าไหมของชุมเงินมีชื่อเสียงเรื่องลวดลายและความละเอียด เรามีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกับผ้านุ่งของที่อื่น คุณดูลายบนผ้าซิ่นของฉันก็ได้ สวยไหมคะ?”

ชายหนุ่มยิ้มแหย “ผมดูไม่เป็น แต่เท่าที่มองก็... สวยครับ”

คำพูดหลังนี่ เขาอยากชมหล่อนมากกว่า

อีกฝ่ายไม่ทันสังเกต เพราะเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งเข้าพอดี

“อุ้ย! เล่มนี้ดิฉันเคยอ่านคะ”

หล่อนดึงหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากชั้น หน้าปกของหนังสือเล่มบางนั้นระบุชื่อ William Shakespeare’s The Merchant of Venice พลางเปิดอ่านอย่างคนเคยคุ้นกับภาษาและเนื้อหาในนั้น

“ฉันชอบ ปอร์เชีย นางเอกของเรื่องนี้มาก ทั้งเก่งและฉลาด มีไหวพริบดีด้วย สามีของเธอก็รอดพ้นจากพ่อค้าหน้าเลือดคนนั้นด้วยสติปัญญาของเธอ”

“อันความกรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่
หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน
เป็นสิ่งดีสองชั้นพลันปลื้มใจ แห่งผู้ให้และผู้รับสมถวิล
เป็นกำลังเลิศพลังอื่นทั้งสิ้น เจ้าแผ่นดินผู้ทรงพระกรุณา
ประดุจทรงวราภรณ์สุนทรสวัสดิ์ เรืองจรัสยิ่งมกุฎสุดสง่า
พระแสงทรงดำรงซึ่งอาชญา เหนือประชาพสกนิกร
ประดับพระวรเดชวิเศษฤทธิ์ ที่สถิตอานุภาพสโมสร
แต่การุณยธรรมสุนทร งามงอนกว่าพระแสงอันแรงฤทธิ์
เสถียรในหฤทัยพระราชา เป็นคุณของเทวาผู้มหิทธิ์
และราชาเทียมเทพอมฤต ยามบพิตรเผยแผ่พระกรุณา”

ด้วยอารมณ์พาไป ชินนุต พรั่งพรูบทพระราชนิพนธ์นี้ราวกับทำนบความทรงจำหลั่งไหลออกมาได้อย่างไม่ติดขัด

“เก่งจัง ไพเราะมากเลยคะ” อีกฝ่ายซึ่งกลั้นใจฟังด้วยความตื่นเต้นอยู่นาน เอ่ยชมเมื่อชายหนุ่มท่องจบลง

“บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจากเรื่อง เวณิสวาณิช ครับ พระองค์ทรงแปลจากวรรณกรรมของวิลเลี่ยม เชคสเปียร์เรื่องที่คุณถืออยู่นี้เป็นภาษาไทย ผมต้องท่องจำเพื่อสอบอาขยานสมัยเรียนมัธยมปลายครับ เลยยังคงจำทุกตอนได้อย่างขึ้นใจ”

“อาขยาน?”

“หมายถึงการท่องจำบทกลอนต่าง ๆ นะครับ” เขาเข้าใจว่า ภาษาไทยของคนตรงหน้าอาจมีขีดจำกัด “ถ้ามีเวลาผมจะหาบทพระราชนิพนธ์เล่มนี้ให้คุณอ่าน ...แต่ถ้าจำไม่ผิด น่าจะมากับชุดหนังสือที่จะส่งมาถึงอีกงวดหนึ่ง”

หญิงสาวยิ้มให้อย่างจริงใจ

ชินนุต กำลังจะอ้าปากถามชื่อของเธอดู... แต่แล้วทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังแหวกอากาศจนคนทั้งคู่ตกใจ

“เจ้าอินทุชารี! มาอยู่ที่นี่เองกลับได้แล้วนะคะ!”

นางพี่เลี้ยงหุ่นป้อม แต่งกายคล้ายกับหญิงสาว ใบหน้ากลมป๊อกมีสีหน้าบอกบุญไม่รับ

หญิงสาวมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที “ได้จ๊ะ คันธา... เราไปกันเถอะ”

“ดิฉันขอตัวนะคะ” อินทุชารีหันกลับเดินออกจากร้านไป คราวนี้มีผู้ชายร่างใหญ่ที่โผล่มาหลังนางพี่เลี้ยงคันธา ราวกลับมาคอยคุ้มกัน

“ต้องขออภัยแทนเจ้าอินทุชารีด้วย ที่มารบกวนท่าน... ”

คันธา พูดอย่างไว้ตัว แล้วเดินเชิดหน้าออกไปจากร้าน
เสียงรถยนต์แล่นหายลับไปนานแล้ว ทิ้งให้ชายหนุ่มยังคงยืนงุนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้าที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับหนังสั้นมิปานอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตั้งสติกลับมาได้

“นี่เรา... เราคุยกับผู้หญิง ระดับเจ้า! เลยหรือวะเนี่ย!?!?”

ชินนุต พึมพำกับตัวเอง

ความรักก็มักมีอุปสรรคอย่างนี้เสมอสินะ...




“เดี๋ยวเย็นนี้ เราจะกลับมาทานอาหารค่ำที่ร้าน Light House กันดีกว่าครับ?”
“ร้านไหนหรือ?” ชินนุตงุนงง เพราะจู่ ๆ พอคัมภีระทำธุระส่วนตัวเสร็จก็รีบแจ้นออกมาอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับตอนเข้าไป ดังนั้น คำว่า ร้าน ที่เจ้าตัวบอก เลยไม่แน่ใจว่าร้านที่เพิ่งผ่านเข้ามา หรือร้านที่ไหนอีก?

“ร้านของคุณครีมนั่นแหละครับ” เด็กหนุ่มมองกระจกหลังเพื่อระวังรถที่ขับตามมาแล้วจะแซง “ร้านเพื่อนผมเอง”

“อ๋อ... เพื่อนผู้หญิงหรือ?”

“เพื่อนครับ” คัมภีระตอบอ้อมแอ้ม อีกฝ่ายเห็นผิดสังเกต เลยได้ทีแซวขึ้น

“เพื่อนหรือว่า แฟน?”

“โอ้!” คนขับเหยียบคันเร่งสะดุดจนหัวคะมำ สีหน้าผะอืดผะอม น้ำเสียงกับความคิดที่แสดงผ่านแววตาออกมาดูขัดกันพิกล “คิดมากนะครับ... เพื่อนจริง ๆ ครับ”

...มันต้องมีอะไรสักอย่าง... ชินนุตคิด

วัดที่คัมภีระพาชายหนุ่มไปเที่ยวเป็นแห่งที่สองนั้น คือ วัดบุญญวงศาภิราชมัย เนื่องจากชายหนุ่มต้องการที่จะสนทนาธรรมกับพระธรรมชินสีห์นั่นเอง
ภายในบริเวณวัดยังคงเงียบสงัด แม้ว่าการจราจรภายนอกกำแพงจะเริ่มคึกคักแล้วก็ตาม แต่มลภาวะทางเสียงหรือสิ่งรบกวนอื่น ๆ ก็ไม่อาจเล็ดรอดข้ามกำแพงที่สูงใหญ่ได้ ซุ้มประตูทางเข้าเป็นเพียงช่องประตูสีขาวปราศจากหน้าบัน ทำเป็นคานทื่อ ๆ ไม่มีหลังคา ดูแปลกตากว่าวัดอื่น ๆ ที่อยู่ในละแวกเดียวกัน แต่กลับกลมกลืนไปกับสภาพของวัด พระวิหารหลังเล็กตั้งอยู่ด้านหน้า โครงหลังคาทำด้วยไม้ปูกระเบื้องดินขอสีน้ำตาลเข้มลดหลั่นซ้อนกันสามชั้น หน้าบันและตัววิหารปราศจากลายปูนปั้น มีเพียงตรารูปโล่ทำจากปูนเก่าคร่ำคร่า เป็นรูปพระพุทธรูปทรงเครื่องประทับนั่งขัดสมาธิเพชรภายใต้เศวตฉัตรร่มขาว สองข้างของพระพุทธรูปเป็นบังแทรก ติดอยู่เหนือประตูทางเข้าและหน้าต่างของพระวิหารทุกด้าน เครื่องหมายนี้ คือ ตราแผ่นดินไชยพระเกตุ

ห่างออกไปทางซ้ายมือท่ามกลางแมกไม้เป็นที่ตั้งของพระอุโบสถ ที่มีลักษณะคล้ายกัน เพียงแต่ปูหินเป็นลานกว้างเชื่อมกับพระเจดีย์สีขาวที่อยู่ด้านหลัง ยอดพระเจดีย์เป็นฉัตรสีทองเปล่งประกายอยู่ในแสงแดดยามเช้า ถัดออกไปด้านหลังเป็นศาลาไม้โอ่โถงยกพื้นราวหนึ่งเมตร หลังคามุงด้วยกระเบื้องขอแบบเดียวกัน แวดล้อมด้วยพุ่มไม้ที่ตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ ต้นไม้สูงขึ้นประปรายแผ่ให้ความร่มรื่นโดยทั่วไป

เขาก้าวเท้าขึ้นไปบนพระวิหารแห่งนี้ เสาไม้สักทองสูงใหญ่ปิดทองเป็นลายจนถึงยอด ด้านซ้ายมือเป็น พระประธานหน้าตักกว้างราวสี่ศอกเศษ ตั้งอยู่บนบุษบกที่ก่อปูนเป็นชั้นขึ้นไปอย่างสวยงาม โต๊ะหมู่บูชาท้ายที่นั่งดูสะอาดสะอ้าน ตรงฐานพระประธานนั้นเอง เขาสังเกตเห็นตัวอักษรขนาดเล็กจารึกไว้อยู่สองบรรทัด

“เราละทิ้งซึ่งอัตตาและอุปาทานแล้ว และจะไม่มีวันหันหลังกลับไปอีก ขอเราจงทำพระธรรมนั้นให้ถึงที่สุด”

ชินนุต หันขวับไปตามที่มาของเสียง ก็พบกับพระภิกษุรูปหนึ่งกำลังยืนรออย่างสงบ

.............................



Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2557 14:45:33 น.
Counter : 363 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

PeeEm
Location :
ลำพูน  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สวัสดีครับ ผมชื่อ ภาคิน มณีกุล ครับ ปัจจุบันทำงานอยู่ที่ บริษัท ลานนาโปรดักส์ จำกัด เป็นบริษัทผลิตวาซาบิรายใหญ่ของประเทศ งานอดิเรกของผม นอกจากส่วนใหญ่จะเล่นกีฬา คือ ปั่นจักรยานและเล่นแบดมินตัน อ่านหนังสือ ดูภาพยนตร์และชอบเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ เพื่อถ่ายรูปหรือพักผ่อนแล้ว ผมยังชอบเขียนบทความ เรื่องสั้น และนวนิยายอีกด้วยครับ

เพื่อน ๆ คนไหนเข้ามาอ่านก็สามารถติชมได้นะครับ ขอบคุณครับ
New Comments
กุมภาพันธ์ 2557

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
27
28