ตอนที่ ๖ ธงหาย
วิชาแผนที่และเข็มทิศ
แผนที่ หมายถึง ภาพลายเส้นที่เขียนแสดงผิวพิภพลงบนพื้นราบตามมาตราส่วน สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นและที่ปรากฏตามธรรมชาติจะแสดงด้วยสัญลักษณ์เส้นและสี
เส้นกริดทหาร หมายถึง โครงข่ายจัตุรัสอันเกิดจากแนวเส้นกริดเหนือ – ใต้ ตัดกับ แนวเส้นกริดตะวันออก – ตะวันตก บนแผนที่
ทิศทางในแผนที่ จะแสดงทิศเหนือจริง ทิศเหนือกริด (GN) และทิศเหนือแม่เหล็ก ดังนั้นเส้นกริดเหนือตัดกันจึงไม่ใช่ทิศเหนือจริง
แผนที่แต่ละระวางจะมีชื่อกำกับไว้ ชื่อระวางอาจเป็นชื่อสำคัญตามภูมิศาสตร์หรือชื่อเมืองใหญ่ ๆ มีหมายเลขลำดับชุดและหมายเลขระวางระบุไว้ด้วย หมายเลขลำดับชุดนี้ประกอบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ ๑ ตัว ตามด้วยตัวเลขอารบิก ๔ ตัว แผนที่ประเทศไทยแบ่งออกเป็น ๗๗๔ ระวาง

(เรียบเรียง จากสมุดจดบันทึกสำหรับการฝึกทหารใหม่ผลัด ๒ / ๔๔ ของผู้เขียน)

(๖) ธงหาย
(๙ - ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๔)

เมื่อนึกถึงสมัยที่ยังเป็นนักเรียนปรินส์ ฯ ทุกวันศุกร์ต้องแต่งชุดลูกเสือไปโรงเรียนตั้งแต่สมัยประถมศึกษาปีที่ ๑ จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๓ การเรียนวิชาลูกเสือในแต่ละชั้นปีมีความยากง่ายแตกต่างกันไป ประสบการณ์หนึ่งสำหรับการเป็นลูกเสือที่จะอดพูดถึงไม่ได้เลยนั่นคือ การเข้าค่ายพักแรม เนื่องจากเป็นหลักสูตรบังคับรายการใหญ่ประจำปีเลยทีเดียว สำหรับชาวเราแล้ว เหตุการณ์ในค่ายพักแรมที่มักพูดถึงกันอยู่เสมอ คือ การอาบน้ำ จะอาบแบบไหน อย่างไร ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่เราไปพักด้วย ยกตัวอย่างเช่น ผมเคยไปเข้าค่ายพักแรมที่ศูนย์กีฬาสันป่าตองสมัยชั้นมัธยมปีที่ ๓ ตอนนั้นยางอายความเป็นสาวเริ่มเยิ้มมากขึ้น เลยโชคดีที่ได้อาบในห้องอาบน้ำนักกีฬาขนาดใหญ่ร่วมกับเพื่อนสาวอีก ๒ – ๓ คนอย่างส่วนตัวและสะดวกสบาย เพราะจัดการปิดประตูใส่กลอนไม่ให้พวกผู้ชายเข้ามาได้ แตกต่างจากตอนสมัยเรียนชั้นมัธยมปีที่ ๑ ซึ่งไปพักที่ห้วยฮ่องไคร้นั้น ห้องอาบน้ำอัตคัต ลูกเสือไปเข้าค่ายร่วมสองสามร้อย กลับมีห้องอาบน้ำเพียงห้องเดียวเท่านั้น เลยได้ต่อคิวอาบน้ำทีละ ๑๐ คน อาบโดยใส่กางเกงในนั่นแหละ เผอิญชุดที่ผมอาบด้วยกันไม่มีใครอุตริถอดกางเกงในออกเลยอดเห็นของดี ตอนอาบต้องคอยเงี่ยฟังเสียงนกหวีดที่ดังขึ้นเมื่อไหร่ ก้อแปลว่าต้องเช็ดตัวออกมาแล้ว หากถามว่าชอบตอนเข้าค่ายพักแรมครั้งใดมากที่สุด คงต้องตอบว่า สมัยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ สนุกที่สุด เพราะได้เดินทางไกลร่วม ๑๐ กิโลเมตรตั้งแต่เช้ายันบ่าย มีเป้สะพายหลังไปด้วย หมู่ลูกเสือต้องคอยดูเข็มทิศและแผนที่พร้อมทั้งสังเกตสัญลักษณ์รายทางเพื่อเดินทางไปยังจุดนัดพบซึ่งมีครูคอยประจำอยู่ มีการเก็บเครื่องหมายเป็นจุด ๆ ไว้รวมเป็นคะแนน เช่นเดียวกับกิจกรรม Walk Rally ในปัจจุบัน แต่ถ้าถามว่าชอบตอนอาบน้ำในค่ายพักแรมครั้งไหนมากที่สุด คงต้องตอบว่า ครั้งที่ไปเข้าค่ายพุทธธรรมสมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ !
ท่านผู้อ่านไม่ได้เข้าใจผิดหรอกครับ ผมไม่พิสมัยการอาบน้ำในค่ายพักแรมสมัยเป็นลูกเสือเลยสักครั้ง กลับกลายเป็นการเข้าค่ายพุทธธรรมต่างหากที่ล้วนมีแต่เรื่องที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะการอาบน้ำเนี่ยแหละ ที่สามารถทำให้คนสองคนที่โกรธกันแทบตายเป็นแรมปีมาคืนดีกันได้ในที่สุด
ขอนอกเรื่องเพื่อย้อนความหลังในครั้งนั้น..
ช่วงนั้นเป็นช่วงที่นักศึกษาวิชาทหารไปเข้าค่าย รด. กัน ทำให้คณะครูคิดกันว่าจะพานักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ กลุ่มที่เหลือ ซึ่งประกอบด้วยนักเรียนชายที่ไม่ได้เป็น รด. (ดังเหตุผลที่เคยบอกไว้ในตอน ที่ ๑ การตัดสินใจครั้งสำคัญ) และนักเรียนหญิงทั้งสายวิทย์และสายศิลป์ประมาณ ๖๐ คน นักเรียนทั้งหมดต้องเป็นพุทธศาสนิกชน (เนื่องจากโรงเรียนปรินส์ ฯ เป็นโรงเรียนในเครือมูลนิธิสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย เช่นเดียวกับโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย กรุงเทพ ฯ และดาราวิทยาลัย เชียงใหม่ จึงนับถือ โปรแตสแตนท์ คณะศาสนิกชนที่มาก่อตั้งโรงเรียน คือ คณะเพรสไบทีเรียน จากสหรัฐอเมริกา) บางส่วนที่นับถือคริสต์จึงหมดสิทธิ์ไปอบรมธรรมะกับเรา กลุ่มเพื่อนสนิทจึงเหลือแค่เพียง หนุ่ม บอม วันชัย และผม เท่านั้นที่ได้มีโอกาสเข้าค่ายครั้งนั้น แก๊มเป็นคริสต์จึงไม่ได้ไปเช่นเดียวกับ ทวิช ทุย และมอร์ ซึ่งติดภารกิจเก็บหนุ่ม ๆ ที่ค่าย รด. จึงไม่ได้ไปเช่นกัน
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ประมาณกลางเทอม ๑ ปีนั้น บอมโกรธหนุ่ม สาเหตุเพราะหนุ่มชอบเล่นแรง เช่น จับกดหัวบ้าง หยอกเจ็บ ๆ บ้าง คุณเธอไม่ชอบเลยพาลโกรธเอา และงอนชนิดที่ว่า ถ้าหล่อนอยู่ - ฉันไม่ร่วมด้วย ถ้าฉันอยู่ - หล่อนต้องไป สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่เพื่อนที่เหลือยิ่งนัก จะช่วยเหลือให้คืนดีกันอย่างไรก้อสุดความสามารถแล้ว จนกระทั่งวันที่ไปเข้าค่ายก้อยังโกรธกันอยู่ แต่การณ์กลับไม่เข้าข้างคนทั้งสอง เพราะพระอาจารย์ที่ค่ายพุทธธรรม วัดอุโมงค์เถรจันทร์ เชียงใหม่ จัดให้พวกเรานอนบ้านหลังเดียวกันโดยบังเอิญ และได้อยู่กลุ่มเดียวกันด้วย บ้านเป็นห้องโถงชั้นเดียวหลังยาวใหญ่โตมากนอนกันแค่ ๘ คน เรานอนกันที่ปีกซ้าย ส่วนผู้ชายที่เหลือนอนเกือบสุดปีกขวา คงจะกลัวเรา ? อืม.. ! เราอบรมตั้งแต่เช้ายันเย็น สองคนนี่ก้อโกรธกันอยู่ ไม่คุยกันเลย ผมกับวันชัยได้แต่เหลือบตากัน ต่างคนเลยตกลงกันว่า จะไม่สนใจ ฉันจะสนใจแต่เรื่องรับรสพระธรรมเท่านั้น ตกค่ำพากันไปอาบน้ำซึ่งเป็นโรงอาบน้ำอยู่ด้านหลังบ้านพัก มีห้องส้วมกับห้องอาบน้ำแยกกันเป็นสัดส่วนและมีหลายห้อง พวกเราสามคนอาบกันคนละห้อง ห้องแรกเป็นหนุ่ม ถัดมาคือผม และบอม ส่วนคนที่สี่กำลังปลดทุกข์ ผมตะโกนคุยกับวันชัยอย่างออกรส สักพักหนุ่มก้อพูดขึ้นมาว่า ‘น้ำเย็นจัง’ ผมจะอ้าปากตอบ แต่ดันมีเสียงจากห้องถัดไปตอบว่า ‘นั่นนะสิ เย็นจังเลยนะเธอ’ ผมหุบปากแทบไม่ทัน ชนิดว่า อารมณ์ตะลึง ! .. และแล้วสองคนนั่นก้อคุยกันชนิดที่ว่า ตะโกนข้ามหัวผมไปสุดฤทธิ์ (มาถามวันชัยทีหลัง วันชัยก้อได้ยินเหตุการณ์นี่เหมือนกัน เลยตกใจเล็กน้อยที่จู่ ๆ นึกจะคืนดีก้อดีกันขึ้นมา เลยอนุโมทนาสาธุคุณพระคุณเจ้าที่ช่วยให้กลุ่มเราประสานพลังกันได้) กลับมาที่ห้องกลายเป็นว่า หายโกรธกันแล้วจริง ๆ ช่วยกันทาครีมทาโลชั่นอย่างสนุกสนาน นึกถึงทีไรจึงประทับใจและอดยิ้มไม่ได้
(อดเสริมไม่ได้ว่า เช้าวันถัดมา วันชัยตื่นมาในชุดเสื้อยืดสีขาวบาง ๆ กางเกงในตัวเดียว เดินดุ่ม ๆ เพื่อเข้าห้องส้วม พระอาจารย์ที่อยู่ห่างออกไปราวสามสิบเมตรตกใจจนเกือบปล่อยจีวรที่ซักตากร่วง ตะโกนเรียกให้ไปใส่ผ้าขนหนู วันชัยร้องว๊าย ! วิ่งแจ้นกลับเข้าโรงนอนไปฉวยผ้าขนหนูมาทันที พระอาจารย์ยังเก็บไปแซวที่ค่ายต่อว่า ตอนดึกคืนก่อนอาตมาลืมแผ่เมตตา เลยได้เห็นผีเปรตยามเช้า ! )
การอาบน้ำในค่ายทหารแตกต่างจากความสนุกสนานในวัยรุ่นสิ้นเชิง และแบ่งออกได้เป็น ๒ กรณี กรณีที่หนึ่งคือ การอาบน้ำช่วงฝึกทหารใหม่ กับการอาบน้ำตอนอยู่กองพัน ฯ ซึ่งเป็นช่วงที่พ้นการฝึกไปแล้ว
อันที่จริง.. กะว่าจะไม่เล่าเรื่องแบบนี้แล้วเชียว ทว่าคุณผู้อ่านหลายท่านคงนึกอยากรู้เรื่องเต็มที บางคนสนใจเฉพาะเรื่องแบบนี้อยู่อย่างเดียว ถึงขั้นซักรายละเอียดถี่ยิบซึ่งคำถามเหล่านั้นล้วนติดเรทจนไม่สามารถนำมาลงในที่นี่ได้ ความจริงไม่มีอะไรเลย อย่างที่เคยบอกไว้แล้วว่า ..แม้แต่เจ้าตัวยังไม่คิดมาก่อนเลยว่าชีวิตนี้... เรื่องทำนองนั้นจะเกิดขึ้นได้ คนที่ถามผมก้อล้วนแต่เป็นคนที่ฟังคนอื่นมาอีกทีหนึ่ง และคนที่บอกคนที่ถามก้อล้วนฟังมาจากปากคนอื่นทั้งสิ้น..
กิจวัตรประจำวันของหน่วยฝึกในแต่ละวันกำหนดไว้ดังนี้
๐๕๓๐ น. ตื่นนอน อรุณสวัสดิ์ เปลี่ยนชุดเป็นชุดกีฬาขาสั้นสวมรองเท้าผ้าใบ ออกกำลังกาย วิ่ง ดึงข้อ
๐๖๔๐ น. ทำเวร ฯ ประจำวัน ได้แก่ กวาดพื้นห้องเรียนและ บก. เก็บขยะรอบหน่วยฝึก ฯ ล้างห้องน้ำ ดูแล ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของโรงนอน เป็นต้น ทำธุระส่วนตัวตอนเช้า ได้แก่ แปรงฟัน ล้างหน้า โกนหนวด ฯลฯ เปลี่ยนชุดเป็นชุดฝึกสีเขียว
๐๗๒๐ น. เดินไปโรงสูทกรรม รับประทานอาหารเช้า เดินกลับมาหน่วยฝึก ฯ
๐๗๔๕ น. แจกอาวุธประจำกาย เอ็ม. ๑๖ เอ. ๑
๐๘๐๐ น. เข้าแถว ณ ลานรวมพล เคารพธงชาติ สวดมนต์ ฟังโอวาทจากผู้ฝึก ฯ หรือผู้ช่วยผู้ฝึก ฯ ตรวจความสะอาดร่างกายประจำวัน ใครไม่เรียบร้อยโดนทำโทษวิดพื้นรายการละ ๑๐ ครั้ง
๐๘๓๐ น. วิ่งไปยังสนามฝึก เริ่มการฝึกประจำวัน
๑๒.๐๐ น. เดินไปโรงสูทกรรม รับประทานอาหารกลางวัน เดินกลับมาสนามฝึก
๑๖.๐๐ น. ออกกำลังกาย ลุกนั่ง วิ่ง ดึงข้อ
๑๗.๓๐ น. เดินไปโรงสูทกรรม รับประทานอาหารเย็น เดินกลับมาหน่วยฝึก ฯ เก็บอาวุธประจำกาย
๑๘๐๐ น. เข้าแถว ณ ลานรวมพล เคารพธงชาติ ขึ้นโรงนอน เปลี่ยนเสื้อผ้า หยิบอุปกรณ์ทำความสะอาด ร่างกายส่วนตัว
๑๘.๑๐ น. อาบน้ำรวม
๑๘.๓๐ น. กิจกรรมตามอัธยาศัย
๑๙.๐๐ น. วิชาจริยธรรมทหาร
๒๐.๓๐ น. รับประทานของว่าง สวดมนต์
๒๑.๐๐ น. เข้านอน
การอาบน้ำรวม มีขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อนมากนัก ได้ยินมาว่า แต่ละค่ายและแต่ละรุ่นในค่ายเดียวกันก้อไม่ค่อยจะเหมือนกันนัก แล้วแต่อารมณ์ครูฝึก ฯ อารมณ์ที่ว่าน่ะ.. อารมณ์แกล้งคน ไม่ใช่อารมณ์อย่างว่านะครับ เนื่องจากพลทหารใหม่รุ่นผมมีจำนวนร่วมหกสิบนาย จึงแบ่งให้อาบทีละหมวด เริ่มต้นจากที่ห้องเรียน เราต้องถอดเสื้อผ้าออกเหลือแต่กางเกงใน พันผ้าขนหนู เมื่อได้ยินเสียงนกหวีด หมวดหนึ่งก้อจะกรูกันเข้าไปในห้องอาบน้ำซึ่งมีลักษณะเป็นห้องโถงใหญ่ที่มีอ่างซีเมนต์ขนาดราวสระน้ำเล็ก ๆ ที่คนสักสิบคนเบียดกันเล่นน้ำได้สบาย พวกเราต้องรีบจับจองพื้นที่และทำเลทอง ซึ่งบางคนก้อชอบตรงหัวอ่างที่มีก๊อกน้ำเปิดไหลตลอดเวลา ประมาณว่าจะได้อาบน้ำสะอาด ทว่าผมชอบตรงกลางมากกว่าเพราะเป็นมุมอับและไกลจากผู้ช่วยครูฝึก ฯ ซึ่งมักยืนตรงหัวอ่างเพื่อคอยเป่านกหวีดจับเวลาอาบน้ำ เมื่อเข้ามาแล้วพวกเราต้องถอดวางชุดอาบน้ำไว้กับพื้น พาดผ้าขนหนูไว้บนกำแพง ถอดกางเกงในออก ทีนี้ก้อเปลือยเปล่าล้อนจ้อนทุกคน หยิบขันพลาสติกขึ้นมา ตักน้ำสามขันราดตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า สระผมหรือถูสบู่ จากนั้นคอยฟังเสียงนกหวีดอีกที จึงตักได้ตามอัธยาศัย ใครผ่านไปผ่านมาได้ยินเสียงเข้าคงนึกว่ามีปลาโลมาตีน้ำในสระเล่นเป็นแน่ เพราะเสียงน้ำดังมาก และน้ำเยอะมากจนไหลลงร่องระบายน้ำแทบไม่ทัน เสียงนกหวีดเป่าอีกทีเป็นอันหมดยก เก็บข้าวของออกจากห้องน้ำไปซักถุงเท้าหรือกางเกงในตากไว้ที่ราวหลังโรงนอนต่อไป
ผมยอมรับตรง ๆ ว่า ความรู้สึกที่โดนสั่งให้ถอดกางเกงในออกครั้งแรก คือ อายนิด ๆ พลทหารใหม่หลายคนก้อรู้สึกอย่างเดียวกัน บางคนทำใจยอมรับมาตั้งแต่วันที่โดนเกณฑ์ทหารแล้ว (รวมทั้งผมด้วย) ทั้งนี้ ไม่มีใครคอยจ้องของกันและกัน สาเหตุมาจากขั้นตอนในการอาบดังรายละเอียดข้างต้น มันรวบรัด รวดเร็วและไร้อารมณ์โดยสิ้นเชิง เมื่อก่อนมาเข้าค่ายทหารเคยอ่านประสบการณ์ชาวเราที่เขียนลงอินเตอร์เนทเกี่ยวกับการอาบน้ำในค่ายทหารที่มีการปฏิสัมพันธ์เกิดขึ้นเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ พอมาเจอกับตัวเองจริง ๆ บอกได้คำเดียวว่า ไม่จริงเลย เหนื่อยจากการฝึกมาทั้งวัน (โปรดดูตารางฝึกข้างต้น) ฟังจากเพื่อนพลทหารด้วยกันบอกว่า ฝึกผ่านไปแล้วเดือนนึงยังไม่มีอารมณ์ทางเพศเลยก้อมี เมื่อพิจารณาในทางวิทยาศาสตร์แล้ว เราสูญเสียพลังงานและฮอร์โมนไปกับเหงื่อที่ไหลราวกับเปิดก๊อกตอนฝึก ทำให้อารมณ์ทางเพศลดลง จึงมีคำเตือนที่ว่า ใครที่หมกมุ่นทางเพศมากเกินไปให้หันมาออกกำลังกายทดแทน
แม้จะไม่มีเรื่องอย่างว่าเกิดขึ้น แต่ก้อมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยพอทะลึ่งตามประสาผู้ชายที่ผมเองก้อไม่เคยเจอมาก่อน (อ้าว ! ก้อผมอยู่กับเพื่อนสาวมาตลอดอ่ะครับ)
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังอาบน้ำเสร็จใหม่ ๆ กำลังเช็ดตัวอยู่ในห้องเรียน
‘นาตาลี’ ผมสวมเสื้อเสร็จแล้วหันไปมองเจ้าของเสียง คือ พลทหารยงยุทธ หมู่ ๒ หมวด ๑ ซึ่งนั่งเรียนใกล้กัน หุ่นบึกบึนมาดแมนมาก แต่..
‘ดูนี่ ! ’ ยุทธเลิกผ้าขนหนูออกส่วนหนึ่ง เห็น ‘ตัวน้อย’ โผล่ออกมารำไร
‘เล่นไรน่ะ’ ผมเอ็ดเสียงแหว ออกจะตกใจเล็ก ๆ เพราะโดน ‘จู่โจม’ ซึ่ง ๆ หน้า
เพื่อน ๆ พากันหัวเราะ หลังจากนั้นก้อมีคนเล่นแบบนี้กับผมอีกหลายคน !
เหตุการณ์ในห้องอาบน้ำครั้งหนึ่งที่ยังจำได้แม่นยำ คือ การเล่นรถไฟ
รถไฟที่ว่า โบกี้เป็นคนนะครับ คนที่ว่าก้อคือพลทหารใหม่นี่แหละ ผู้ช่วยครูฝึก ฯ สั่งให้เรานั่งลงกับพื้นห้องอาบน้ำ โดยนั่งอ้าขาถ่าง (เห็นกันชัด ๆ ละคราวนี้) และนั่งคร่อมคนข้างหน้าชนิดที่ว่าแนบเนื้อกัน ถ้าจำไม่ผิด ข้างหน้าผมคือ อวยพร เรายังงงเลยว่า เล่นพิเรนทร์อะไรอีกล่ะ? แล้วผู้ช่วยครูฝึก ฯ ก้อเป่านกหวีดเป็นสัญญาณปล่อยขบวนรถไฟ เราพยายามเขยิบเคลื่อนที่ไปข้างหน้าโดยอาศัยก้นกับขาที่อ้าอยู่ช่วยกัน ชาวเราบางท่านอ่านถึงตอนนี้อาจจะแอบร้อง กรี๊ด! สำหรับผมไม่เลย มันคือ ความตลกเป็นที่สุด ผมไม่ได้คิดอะไรเลยแม้ว่าคนที่อยู่ข้างหลังจะเป็นใครอ่ะนะ อารมณ์เดียวเท่านั้น ..ตลก.. ครับ
พวกเราฝึกกันไปฝึกกันมาผ่านมาได้สี่ห้าวัน จึงมีพิธีเปิดหน่วยฝึก ฯ อย่างเป็นทางการเสียที โดยผู้บังคับการกรม ฯ เป็นประธานพิธี พวกเราตื่นเต้นกับเหตุการณ์นี้มาก นับเป็นเหตุการณ์ที่เสมือนหนึ่งประกาศว่า พวกเราเป็น ‘พลทหารใหม่’ อย่างสมบูรณ์ (ผ่านการฝึกพลทหารใหม่ไปได้ ถึงจะเป็นพลทหารเต็มขั้น) และขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในพิธีนี้ คือ การมอบธงประจำหน่วยฝึกทหารใหม่ กรมรบพิเศษที่ ๕ ธงเป็นผ้ากำมะหยี่สีดำสนิท ตรงกลางเป็นตรากรมรบพิเศษที่ ๕ (หรือเสือคาบดาบ.. ไม่แน่ใจนัก) สีส้มตัดกันดี พวกเราเลือกพลทหารที่หน้าตาดีที่สุด หล่อที่สุด มาดแมนหุ่นดีที่สุดเป็นตัวแทนไปรับธง (ผมชมมากไปรึเปล่า แต่บุคลิกเขาเป็นอย่างนั้นจริง ๆ) นั่นคือ พลทหารอนันต์ หรือเอ๊ะ ซึ่งในความเห็นผมและเพื่อนพลทหารหลายคนชมนักชมหนาว่าหน้าตา ‘ดี’ ที่สุด คุณสมบัติที่ครูฝึก ฯ และพวกเราเลือกเขาไปเป็นตัวแทนไม่ใช่เพราะความหน้าตาดีหรอก เอ๊ะมีรูปร่างสูงโปร่งและเดินธงได้ดี การเดินประกอบธงต้องอาศัยกำลังแขนและท่วงท่าอันสง่างาม ต้องคอยเหยียดธงตั้งฉากอยู่เสมอ เดินนำหน้าขบวนพลทหารใหม่อย่างผ่าเผย หลังตรง หน้าตั้ง ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าว เอ๊ะมีอยู่ครบถ้วน (ไม่ใช่ว่าเพื่อนพลทหารนายอื่นจะไม่มีน่ะ แต่อาจมีไม่เท่ากัน)
พลทหารใหม่แต่งชุดฝึกครึ่งท่อน (บน) คือ สวมเฉพาะเสื้อยืดคอกลมสีเขียว กางเกงขาสั้นหรือกางเกงจับหมูและใส่รองเท้าคอมแบทที่โดนบังคับให้ขัดชนิดที่ว่า สะท้อนแสงเป็นประกาย งานนี้ผมอาศัยฝีมือบัดดี้เข้าช่วย (ผมขัดรองเท้าไม่ค่อยเก่งหรอกครับ) พวกเราซ้อมมาหนึ่งวันเต็ม ๆ เพื่อไม่ให้วันงานผิดพลาด
พิธีเปิดหน่วยฝึกทหารใหม่ กรมรบพิเศษที่ ๕ จัดขึ้นในวันศุกร์ที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ บริเวณลานรวมพลใหญ่ หน้ากองบังคับการกรม ฯ (ใต้เงาเสาธงขนาดใหญ่) มีผู้ร่วมงานจำนวนมากประกอบด้วย นายทหารและนายสิบและพลทหารรุ่นพี่ งานนี้คนที่เกร็งที่สุดไม่ใช่ผู้ช่วยผู้ฝึก ฯ ครูฝึก ฯ ผู้ช่วยครูฝึก ฯ หรือพลทหารใหม่นายใด แต่เป็น.. ผู้ฝึก เองที่เกร็งชนิดที่ว่า สั่งโน่น จัดนี้ ตลอดเวลา ราวกับงานจะล่มมิล่มแหล่ มีการบอกพวกเราให้เตรียมตอบคำถามผู้การ ฯ ไว้ดี ๆ เพราะท่านอาจลงมาเยี่ยมเยียนพลทหารใหม่ภายหลังพิธีเสร็จสิ้นลง ทั้งที่ดูแล้วธงทิวสีขาวแดง (ธงประจำหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ) ก้อดี เครื่องเสียงก้อดี ต้นไม้ประดับประดาก้อดี อยู่ในสภาพเรียบร้อย จนพวกเราอดซุบซิบกันไม่ได้ว่า ‘ผู้ฝึกท่านเกร็งอะไรกันหนักหนา’
พิธีผ่านไปด้วยดี ประธานให้โอวาทอย่างไรสุดความสามารถจะจำได้แล้ว ผู้ฝึก ฯ สั่งให้พวกเรารออยู่ที่ลานรวมพล เพื่อรับโอวาทจากท่านเป็นคำรบสอง (นอกรอบ !) ทว่าโอวาทที่ท่านให้กลับเป็นเรื่องสำคัญ ท่านขอให้พวกเราตระหนักถึงการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นหมู่คณะ ซึ่งต้องอาศัยความสามัคคี การดูแลเอาใจใส่เพื่อนพลทหาร ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นหลัก รวมทั้งกำชับให้คอยดูแลธงประจำหน่วยฝึก ฯ ตลอดเวลา เป็นเสมือนหลักชัยของพลทหารใหม่ที่จะต้องไม่ยอมให้ใครมาเอาไปหรือล้มลงได้เด็ดขาด (ชะรอยเดียวกับธงชัยเฉลิมพล) ผู้ช่วยผู้ฝึก ฯ และครูฝึก ฯ ก้อกำชับคล้ายกัน พร้อมสั่งให้หัวหน้าตอนจัดเวรรักษาการณ์เฝ้าธงประจำหน่วยฝึก ฯ ตลอดเวลา ไม่ว่าพวกเราจะเดินทางไปฝึกที่ใด หรือแม้แต่ไปรับประทานอาหารที่โรง สูทกรรมก้อต้องอัญเชิญธงไปด้วย
ก่อนจะเข้าเรื่องเวรรักษาการณ์ประจำธงหน่วยฝึก ฯ ขอแทรกขั้นตอนอัญเชิญธงเสียก่อน
เนื่องจากธงของหน่วยฝึก ฯ เสมือนเป็นหลักชัยของพลทหารใหม่ เลยต้องมีพิธีอัญเชิญทุกครั้งยามที่พลทหารใหม่ไปฝึก ไม่ว่าที่ใดก้อตาม พวกเราจะจัดเวร ฯ ถือธงหน่วยฝึก ฯ ด้วยโดยพยายามเวียนหน้าที่นี้ให้ครบทุกคนเพื่อเป็นเกียรติแก่ตนเอง ผู้ที่ทำหน้าที่ถือ หรืออัญเชิญธงจะอยู่หน้าขบวนสุด พิธีอัญเชิญจะเริ่มจาก เมื่อเราเข้าแถวตอนเสร็จแล้ว หัวหน้าตอนจะสั่งทำความเคารพธงประจำหน่วยฝึกทหารใหม่ ตรงหน้าระวัง วันทยาวุธ.. ในแถววันทยาวุธพร้อมเพรียง ผู้ที่ทำหน้าที่ถือธงจะวิ่งจากหน้าขบวนไปยังจุดที่ธงปักไว้ (โดยต้องเลี้ยวแบบหักฉากเสมอ จะมาวิ่งรี่เข้าไปหาโดยตรงไม่ได้ โดนสั่งลงโทษทันที) ทำความเคารพหนึ่งครั้ง ตบเท้าขวาพร้อมกับยื่นมือทั้งสองข้างดึงธงออกจากหลัก ชูธงสุดแขน ในแถวตะโกน เอี๊ย.. สามครั้ง ลดธงลดเบี่ยงธงไปทางซ้ายในลักษณะเฉียงอาวุธ ตบเท้าซ้ายวิ่งกลับมาที่เดิม หัวหน้าตอนจะสั่ง เรียบอาวุธ การเชิญธงประจำที่ใช้หลักการเดียวกัน
ผู้ที่ทำหน้าที่ถือธงแต่ละคนเหนื่อยตอนที่เฉียงธงนี่แหละ วันไหนมีวิ่งไกลหน่อย ก้อต้องเฉียงธง (ในขณะที่คนอื่นเฉียงอาวุธในมือ) วิ่งนำหน้า อย่างที่บอกว่าธงทำจากผ้ากำมะหยี่ เสาธงเป็นไม้ท่อนขนาดหนึ่งนิ้ว จึงหนักเอาการอยู่ ผมเคยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ถือธงครั้งหนึ่งเมื่อจวนจะจบการฝึกอยู่แล้ว เพิ่งรู้จริง ๆ ว่าธงหนักมาก ตอนไหนไม่ตลกเท่าท่าวิ่ง การวิ่งนี่ เราต้องกำมือสองข้างหลวม ยกไว้ประมาณระดับอก แกว่งเท้าให้ส้นดีดสูงในลักษณะโหย่ง ครูเอ็มสาธิตผมได้สวยงามมาก ทำไมตอนผมทำเนี่ยสิ ในแถวถึงพากันหัวเราะ เลยโดนผู้ช่วยครูฝึก ฯ สั่งวิดพื้นโทษฐานที่หัวเราะผู้ถือธง โดยมีผู้ถือธงทำหน้าเคร่งยืนมองดูเพื่อน ๆ วิดพื้นเอาเป็นเอาตาย (ขอโทษเถอะ ! ผู้ช่วยผู้ฝึก ฯ ครูฝึก ฯ และผู้ช่วยครูฝึก ฯ ทั้งหลายก้อดันหัวเราะออกมาเหมือนกัน ผู้ช่วยผู้ฝึก ฯ ถึงกับออกปากแซวว่า ‘หาใครดีกว่านี้ไม่ได้เหรอ วิ่งยังกับม้าดีดกะโหลก’)
เวรรักษาการณ์จัดตามลำดับเลขที่พลทหารใหม่ คืนแรกที่เราอัญเชิญธงมาประจำหน่วยฝึก ฯ ผมกับเปี๊ยกจึงได้เป็นเวร ฯ ผลัดแรก ยืนเวร ฯ (การเข้าเวร ฯ มีหลายประเภท ได้แก่ การยืนเวร ฯ ต้องยืนในท่าตามระเบียบพัก การนอนเวร ฯ ส่วนใหญ่ใช้กับเวร ฯ คลัง สป. หรือป้อมรักษาการณ์) ในท่าตามระเบียบพัก สวมชุดฝึกสีเขียวพร้อมหมวกแก๊ป ตามองตรงไปข้างหน้า ขยับเขยื้อนได้บ้างแต่ไม่ควรบ่อยนัก ถ้าเห็นว่ามีรถผ่าน ต้องยืนตรงทำความเคารพในท่าวันทยาหัตถ์ ภายหลังผู้ช่วยครูฝึก ฯ สามารถหาปีนไม้มากจากไหนไม่ทราบซึ่งหนักมาก จึงได้นำมาประกอบการเข้าเวร ฯ ด้วยเลยต้องทำความเคารพในท่าวันทยาวุธ ผลัดกันชุดละ ๑ ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่ ๒๑๐๐ น. ไปจนถึง ๐๕๓๐ น. ใครที่ได้เวรสุดท้ายก้อโชคร้ายหน่อยเพราะเสียเปรียบตรงที่เพิ่มมาอีกครึ่งชั่วโมง (๐๔๐๐ – ๐๕๓๐ น.) ใครจะเข้าเวร ฯ วันไหนอย่างไร หัวหน้าตอนจะเขียนติดกระดานไว้ ไปดูกันได้ เมื่อทราบแล้วก้อต้องเตรียมตัวตั้งแต่ก่อนเข้านอนโดยนำชุดฝึกออกมาเตรียมไว้ข้างนอก เนื่องจากมีการสั่งห้ามเปิดประตูตู้เหล็กยามวิกาลเด็ดขาด เสียงอี๊ดอ๊าดของมันรบกวนโสตประสาทยิ่งนัก
เรื่องที่พลทหารต้องเรียนรู้ก่อนเข้าเวร ฯ คือ การตีระฆังบอกเวลาทุกหนึ่งชั่วโมง การตีระฆังนี้ตีเท่ากับการนับเวลาแบบทหาร สมมติว่า เวลา ๒๔๐๐ น. ก้อต้องตีทั้งสิ้น ๒๔ ครั้ง การตีจะตีเป็นชุด ชุดละ ๕ ที ดังนั้นต้องตี ๔ ชุดกับอีก ๔ ที (ตีชุดจะตีเร็วติด ๆ กัน ส่วนเศษที่เหลือจากการตีเป็นชุดต้องตีช้า ๆ กว่าหน่อย)
คืนแรกที่เข้าเวร ฯ ประจำธงนั้น เป็นอะไรที่เฮฮามาก ด้วยว่าผู้ช่วยครูฝึก ฯ ทั้งหลายยังไม่ยอมหลับยอมนอนกันเลยออกมาจับกลุ่มแกล้งผมกับเปี๊ยก อย่างที่บอกว่าเราขยับเขยื้อนได้บ้างแต่ไม่มากนัก ก้อจะโดนแกล้งต่าง ๆ นานา เช่น เอามามา ลูบไล้ให้จั๊กกะจี้ นินทาลับหลังให้ได้ยิน แซวหรือถามคำถามให้เราตอบ เป็นต้น ดีหน่อยที่มีครูฝึก ฯ ท่านหนึ่งคอยปรามและอนุญาตให้เราพูดได้ นั่นคือ จ่าสิบเอกสงคราม หรือจ่าคราม จ่าครามเป็นครูฝึก ฯ ที่สอนพวกเราอย่างดีท่านหนึ่ง มีความสามารถเยอะ ชอบดื่มเหล้าและความสนุกสนาน บางทีเหมือนจะแฮงก์เหล้ามาสอนบ้างก้อมี สังเกตง่าย ๆ จากใบหน้าที่ขาวนวลจะกลายเป็นสีชมพูฝาดนิด ๆ ตัวเล็กปราดเปรียวและโหดพิลึกในบางครั้ง ชอบสั่งทำโทษแปลก ๆ ครั้งหนึ่งภายหลังจบการฝึกหลักสูตร ๒ เดือนแต่พวกเรายังอยู่ที่หน่วยฝึก ฯ ผมได้รับเชิญให้เข้าไปยังห้องเก็บสัมภาระซึ่งอยู่หลังห้องเรียนเพียงคนเดียว (ตอนนั้นจำไม่ได้ว่า คนอื่นไปไหนกันหมด) จ่าครามยื่นแก้วเหล้าให้ผมดื่มจนหมด ผมก้อดื่มจนหมดเรียกเสียงเชียร์จากผู้ร่วมวงตรงนั้นได้อย่างครื้นเครง (ไม่รู้จักนักเลงเหล้าตัวจริงอย่างผมซะแล้ว !) คืนนั้นจ่าครามถามผมหลายเรื่อง ราวกับผมเป็นแขกรับเชิญรายการทไวไลท์โชว์ และมีจ่าเป็นคุณไตรภพ จ่าถามถึงที่อยู่บ้าน การเรียนในมหาวิทยาลัย และการดำเนินชีวิตแบบชาวเรา ผมก้อตอบเท่าที่จะตอบได้ มีหน้าม้าเป็นผู้ช่วยครูฝึก ฯ และบัดดี้
ยังมีครูฝึก ฯ อีกท่านนึงที่พวกเรารักและให้ความเคารพมากเป็นพิเศษ ครูฝึกท่านนี้ชื่อ จ่าสิบเอกฉลาก หรือจ่าหลาก รูปร่างสูงใหญ่มาก นอนค้างอยู่กับพวกเราแทบทุกคืน จึงเอาใจใส่ใกล้ชิดพวกเราได้มาก อันที่จริง ครูฝึก ฯ ต้องมานอนเวร ฯ ที่โรงนอนสลับกันวันละ ๑ นาย แต่ได้ยินมาว่า จ่าหลากเหมาหมด มีการเปิดโทรศัพท์มือถือให้ใช้บริการโทรนาทีละ ๓ บาทด้วย การเข้าเวร ฯ ของครูฝึก ฯ จะต่างจากพลทหารตรงที่ต้องเขียนรายงานลงในสมุดรายงานเวร ฯ ประจำวัน ซึ่งรายละเอียดทำนองว่า ผู้ที่เข้าเวร ฯ ชื่ออะไรต่อจากใคร วันที่เท่าไหร่ มีเหตุการณ์อะไร รายการทรัพย์สินของหน่วยฝึกมีอะไรบ้างและอยู่ครบไหม ต้องบันทึกรายการยาวลงมาเต็มหน้ากระดาษสมุดบัญชีปกแข็งแบบ AA
เนื่องจากผมดูจะเข้าใจอะไร ๆ ง่ายกว่าคนอื่นแถมลายมือสวยอีกต่างหาก เลยถูกมอบหมายจากจ่าหลากให้ช่วยเขียนรายงานแทน ผมเขียนบ่อยจนจำประโยคในสมุดรายงานได้ขึ้นใจ ...กระผม จ่าสิบเอก... ได้รับมอบเวร ฯหน่วยฝึกทหารใหม่ ต่อจากจ่าสิบเอก ฯ เมื่อเวลา ๐๘๐๐ น. ของวันที่... ผู้ฝึก จำนวน ๑ นาย ผู้ช่วยผู้ฝึก ฯ จำนวน ๑ นาย ครูฝึก ฯ จำนวน ๕ นาย ผู้ช่วยครูฝึก ฯ จำนวน ๘ นาย และพลทหารใหม่ จำนวน ... นาย
คืนเกิดเหตุก้อเช่นกัน ผมกับเปี๊ยกได้เข้าเวร ฯ ผลัดที่ ๓ ของคืน ตั้งแต่ ๒๓.๐๐ – ๒๔.๐๐ น. เลยเอาสมุดรายงานมาเขียนด้วย ทิ้งให้เปี๊ยกยืนอยู่คนเดียว ผมนั่งเขียนที่โต๊ะได้สักพัก เปี๊ยกก้อบอกว่า ปวดฉี่ ขอไปเข้าห้องน้ำหน่อย ผมพยักหน้าแต่ยังคงนั่งเขียนอยู่ต่อไป มารู้ตัวอีกทีตอนที่ผู้ช่วยครูฝึก ฯ คนหนึ่งชะโงกหน้าถามว่า ‘เฮ้ย ! ทำไรว่ะ’ ผู้ช่วยครูฝึก ฯ ท่านนั้นมีชื่อว่า พลทหารประสิทธิ์
‘เขียนรายงานให้จ่าหลากครับ’ ผมยืนตรงลุกขึ้นทำความเคารพ ตอนแรกเข้าใจว่าพวกผู้ช่วยครูฝึก ฯ หลับกันหมดแล้ว
‘ทำไมไม่เฝ้าธง บัดดี้เอ็งหายไปไหน’
เปี๊ยกวิ่งมาพอดี ‘ครูสิทธิ์มีอะไรครับ’
‘ทำไมไม่เฝ้าธง คนหนึ่งนั่งเขียนหนังสือ อีกคนไปเข้าห้องน้ำ ถ้าธงหายขึ้นมาจะทำอย่างไร’ ครูสิทธิ์ตะโกนใส่ พอเราทั้งสองหันไปหาธงก้อหายไปจริง ๆ โดนสั่งวิดพื้นแล้วให้ไปหาธงมา
เปี๊ยกไปหามาจนได้ ธงแอบอยู่ใต้เชิงบันไดทางขึ้นโรงนอนนั่นเอง มาทราบทีหลังว่า มีเพื่อนพลทหารแอบกระซิบบอกเปี๊ยกก่อนล่วงหน้าแล้วว่า ครูสิทธิ์ชอบแกล้งเอาธงไปซ่อนไว้ตรงไหน
ไม่วายโดนครูสิทธิ์สอนเรื่องความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ครูบอกให้ตระหนักถึงภารกิจหลักกับภารกิจรอง ภารกิจหลักของผมคือ การเข้าเวร ฯ ธง ไม่ใช่การนั่งเขียนรายงานประจำวันซึ่งต้องหาเวลาอื่นทำหลังจากที่เสร็จสิ้นภารกิจหลักแล้ว และไม่ควรทำงานสองอย่างพร้อมกันเหมือนพวกจับปลาสองมือ เพราะจะไม่มีงานไหนสำเร็จซักอย่าง
ผมและเปี๊ยกจำขึ้นใจเลยทีเดียว หน้าที่ของเราคือการเฝ้าธงประจำหน่วยฝึกที่โดนย้ำนักย้ำหนาว่า ห้ามหายเด็ดขาด ถ้าดันมาหายตอนเราเข้าเวร ฯ อยู่ก้อซวยสุด ๆ เพื่อนพลทหารคงหมดความมั่นใจในตัวเราไปเลย โชคดีที่เปี๊ยกรู้ที่ซ่อนและโชคยังเข้าข้างที่ครูสิทธิ์ไม่โวยวายขึ้นมา (แต่กลับใช้โอกาสนี้อบรมพวกเราแทน)
ครูสิทธิ์กับผมมีเรื่องอะไรให้แลกเปลี่ยนความคิดกันมากมาย ผมชอบครูตรงที่ความสามารถในการอบรมและสั่งสอนให้ข้อคิดต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี แถมยังเป็นเหตุเป็นผลกันอีกด้วย ชนิดที่ว่าเราต้องนึกหาเหตุผลอยู่นานกว่าจะโต้แย้งได้ ตอนแรก ผมไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่ครูเอ็มเป็นที่โปรดปรานของคณะครูฝึก ฯ มากกว่าครูสิทธิ์ ทั้งที่พวกเราบางส่วนชอบบุคลิกที่ดูสมชายชาตรี ความห้าวหาญและแข็งแกร่ง ความคิดความอ่านต่าง ๆ กินขาดกันหลายขุม มาเข้าใจทีหลังว่า นั่นเป็นเพราะครูสิทธิ์เป็นมนุษย์ทำงานที่ลงมือทำจริงจัง ไม่รู้จักประจบเอาใจนาย ไม่อ่อนน้อมหรือละมุนละไม จึงไม่เป็นที่ประทับใจของ ‘เจ้านาย’ นัก
เรื่องธงหายนี่ ผมมาตรึกตรองดูอย่างหนักแล้ว พบว่า ผมเองก้อเอาเปรียบเพื่อนอยู่หลายขุม ในขณะที่เพื่อนซึ่งเป็นบัดดี้แท้ ๆ ยืนขาแข็งเฝ้าธง ผมกลับนั่งสบายเขียนหนังสืออย่างเดียว เลยกลายเป็นคำสอนติดตัวเรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อเป็นหัวหน้างานมีลูกน้องมากมาย ผมจึงพยายามที่จะไม่ทำงานนั่งโต๊ะอยู่ฝ่ายเดียว ต้องลงไปคลุกคลีกับงานด้วยการลงมือกระทำจริงเพื่อให้ลูกน้องของเราไม่เห็นว่า เราอยู่ห่างกันเกินไป เราเอาเปรียบเขา หรือเราทำงานไม่เหนื่อยเท่าเขา ดังนั้น งานไหนที่ลูกน้องทำได้ คนเป็นหัวหน้างานย่อมต้องทำได้และรู้ดีกว่าด้วย เพื่อจะได้สอนคนอื่น ๆ ต่อไป (ผมเองยังไม่ประสบความสำเร็จเรื่องนี้มากนัก ยอมรับว่า ยังเรียนรู้งานของลูกน้องไม่ครบ แต่ก้อยังไม่ละทิ้งความพยายาม)
เรื่องที่ครูสิทธิ์ ‘สอน’ ผมอีกเรื่องหนึ่งซึ่งยังจำได้ดี คือ ความอดทน
คืนหนึ่งช่วงอยู่หน่วยฝึก ฯ ภายหลังเข้านอน ๓ ทุ่มไปแล้ว ครูสิทธิ์เรียกผมให้ลุกจากเตียงไปหาแล้วแกล้งสั่งให้ผม ‘เข้าหา’ ครูเอ็ด หรือพลทหารสนั่น ซึ่งเป็นผู้ช่วยครูฝึก ฯ ที่ผมเห็นว่า ‘น่ารักที่สุด’ ครูจะหน้าขาว ๆ ใส ๆ ดูอ่อนเยาว์กว่าวัย หุ่นก้อกำลังดี เนื้อแน่น (นี่ผมเขียนอะไรลงไปเนี่ย !) มีคนเคยถามว่าชอบผู้ช่วยครูฝึก ฯ คนไหน ก้อจะตอบว่า ครูเอ็ด ทุกครั้ง (คนละคนกับ เอ็ด หรือน้ำเพชร เพื่อนผมน่ะ) ผมเดินไปหาเตียงของครูเอ็ดซึ่งอยู่ด้านในสุดของแถวเตียง ครูเอ็ดไล่ให้ผมกลับมา (ที่จริงก้ออยากเหมือนกันแหละ.. รู้หรอกน่า..) เมื่อครูสิทธิ์รู้ว่าไม่ได้ผล เลยสั่งให้ผม ‘เข้าหา’ ครูป๋อง หรือพลทหารชลทิตย์ ซึ่งหน้าตาแบบพื้น ๆ หาได้ตามท้องตลาดทั่วไป แถมยังหุ่นตัน ๆ อีกต่างหาก ครูป๋องเป็นผู้ช่วยครูฝึก ฯ เพียงหนึ่งเดียวที่สั่งแถวให้พวกเราแอบขำกันทั่วหน้า เพราะเพี้ยนภาษาถิ่นตลอด (จัดแถว - จั๊ดเถ่ว) ผมก้อเลยปฏิเสธไปตามเรื่อง ปรากฎว่า โดนครูสิทธิ์ลงโทษด้วยการให้ออกกำลังกายท่าโน่นท่านี้ สั่งทีละ ๒๐ – ๓๐ ยกเห็นจะได้ ทำต่อหน้าครูซึ่งกำลังนั่งอยู่บนเตียง แรก ๆ ก้อยังนึกสนุกหัวเราะไปด้วย ปรากฎว่า ครูเอาจริง เริ่มสั่งทำโทษหนักขึ้น ๆ ซึ่งผมเป็นคนที่มีนิสัยไม่ยอมใคร ถ้าเรารู้ตัวเองว่าไม่ผิด ผมเลยออกอาการ บูดบึ้ง ครูก้อดันสั่งไม่หยุดจนเห็นว่าคนโดนลงโทษเหนื่อยหอบนั่นแหละ จึงสั่งให้ลุกขึ้นแล้วถามขึ้นว่า
‘รู้ไหม.. ทำไมครูถึงสั่งทำโทษเอาจริง ๆ’
‘ไม่ทราบครับ’
‘ครูไม่ชอบที่เราแสดงสีหน้าออกมา เวลาเราไม่พอใจใครต้องเก็บอารมณ์ให้อยู่ เป็นลูกน้องต้องอดทนเชื่อฟังคำสั่งหัวหน้า ...หัวหน้าสั่งอะไรเราต้องทำตาม ขัดขืนหรือไม่พอใจต้องเก็บไว้ก่อน’
เจอไม้นี้ ผมอึ้งไปเลย
ดูครูสิทธิ์จะโกรธผมเอามากทีเดียว เนื่องจากวันต่อมา ครูก้อไม่ยอมพูดกับผมแต่ดันแขวะเรื่องเมื่อคืนนี้ผ่านคนอื่น ‘อย่าไปสั่งนาตาลีมาก มันไม่พอใจขึ้นมาเดี๋ยวจะทำหน้าไม่สวย’ ฟังแล้วเจ็บพิลึก
ครูสิทธิ์ไม่มีทางรู้หรอกว่า ผมนับถือข้ออบรมในเรื่อง ‘ความอดทน’ ของครูมากเพียงใด คืนนั้นหลังจากที่เรามีเรื่องกัน ผมยังเก็บกลับไปคิดและสำนึกตัวเองว่าเป็นฝ่ายผิด จนทุกวันนี้ผมเริ่มเข้าใจข้อคิดประเด็นนี้มากขึ้น แต่ยังปฏิบัติไม่เป็นผลสำเร็จสักที ผมจึงมักมีปัญหากับลูกน้อง หรือเพื่อนร่วมงานอันเกิดจากการใช้อารมณ์ของตนเอง ทุกวันนี้ ผมเริ่มตระหนักดีแล้วว่า ผู้ที่เก็บอารมณ์นั้นเป็นผู้ที่ชนะในทุก ๆ อย่าง ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ที่ผ่านมา ผมปรับตัวเองให้เย็นลงเพื่อให้งานราบรื่นขึ้นซึ่งผ่านไปได้ด้วยดี ข้อคิดเรื่องนี้จึงฝังใจอยู่เสมอแม้ว่าตัวข้อคิดเองจะมีอายุเกือบสามปีแล้วก้อตาม ..ผมไม่มีโอกาสได้พบครูสิทธิ์อีกเลยหลังจากวันสุดท้ายที่ครูขับรถของตอนยานยนต์ พัน. ๒ มาส่งผมหน้าค่ายกรมรบพิเศษที่ ๕ ในวันปลดประจำการเพื่อให้ผมขึ้นรถโดยสารกลับมาบ้าน ผมวันทยหัตถ์ขอบคุณครู นั่นคือ คำขอบคุณจากใจจริง
ลืมบอกไปว่าครูสิทธิ์ ครูเอ็ด ครูป๋อง .. สังกัดกองพันรบพิเศษที่ ๒
ผมก้อสังกัดกองพันรบพิเศษที่ ๒
...
แล้วผมจะเหลืออะไรเนี่ย !



P M
พิมพ์ครั้งแรก พ.ค. ๒๕๔๗
แก้ไขครั้งที่ ๒ ๑๒ มิ.ย. ๒๕๔๘ ๒๑๒๗ น.
สงวนลิขสิทธิ์



Create Date : 04 กันยายน 2551
Last Update : 4 กันยายน 2551 8:01:14 น.
Counter : 505 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

PeeEm
Location :
ลำพูน  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สวัสดีครับ ผมชื่อ ภาคิน มณีกุล ครับ ปัจจุบันทำงานอยู่ที่ บริษัท ลานนาโปรดักส์ จำกัด เป็นบริษัทผลิตวาซาบิรายใหญ่ของประเทศ งานอดิเรกของผม นอกจากส่วนใหญ่จะเล่นกีฬา คือ ปั่นจักรยานและเล่นแบดมินตัน อ่านหนังสือ ดูภาพยนตร์และชอบเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ เพื่อถ่ายรูปหรือพักผ่อนแล้ว ผมยังชอบเขียนบทความ เรื่องสั้น และนวนิยายอีกด้วยครับ

เพื่อน ๆ คนไหนเข้ามาอ่านก็สามารถติชมได้นะครับ ขอบคุณครับ
New Comments
กันยายน 2551

 
1
2
3
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30