hummel
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]




สนใจการทหารมาตั้งแต่เด็ก, อยากมี
War Museum แต่คงทำไม่ได้
จึงขอเพียงมีห้องสมุดสงครามเล็กๆ
ปัจจุบัน อยากเขียนหนังสือภาษาไทย
เผยแพร่ให้เยาวชนที่สนใจ

123glitter.com
On line:
Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2559
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
21 พฤศจิกายน 2559
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add hummel's blog to your web]
Links
 

 

รุรุ



รุรุ
จากหนังสือ ภารตนิยาย ของ ศ.ดร.ศักดิ์ศรี แย้มนัดดา

รุรุ ฤษีหนุ่มรูปงาม เป็นบุตรของฤษีประมติกับนางประตาปี ว่าโดยสายกำเนิดรุรุเป็นเหลนของพระภฤคุพรหมฤษีผู้เกรียงไกรกระเดื่องนามด้วยรูปลักษณ์อันวิจิตรผ่องแผ้วไร้ตำหนิ รุรุเป็นที่กล่าวขวัญยกย่องและเป็นที่เสน่หาของหญิงทั้งปวงที่ได้พบเห็น แม้นางเทพอัปสรก็มิวายชายตามอง แต่ฤษีหนุ่มก็มิเคยมีจิตปฏิพัทธ์ตอบต่อหญิงใด คงรักษาชีวิตพรหมจรรย์อย่างเข้มงวดและบริสทธิ์ผุดผ่อง มุ่งศึกษาพระเวททั้งสามอันเป็นวัจนะของพระเป็นเจ้าอย่างไม่หยุดยั้ง หวังบรรลุโมกษธรรมความหลุดพ้นเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในชีวิต

แต่ชะตาชีวิตทำให้รุรุต้องหันมาพัวพันกับโลกิยกิจอันเป็นอุปสรรคต่อพรหมจรรย์ในที่สุด เมื่อได้พบกับประมัทวรา ธิดาอัปสรผู้งามบริสุทธิ์

ประมัทวราเป็นธิดาของราชาแห่งคนธรรพ์ชื่อวิศวาวสุ กับนางเทพอัปสรนามกระเดื่องคือนางเมนกา(เม-นะ-กา*) เมื่อนางเมนกาคลอดลูกแล้วก็ทิ้งไว้กลางป่าอย่างไม่ใยดี ตัวนางหนีกลับไปเมืองฟ้า ปรากฏว่าฤษีผู้หนึ่งชื่อสถูลเกศ ซึ่งตั้งอาศรมอยู่ไม่ห่างไกลจากที่นั้นได้ยินเสียงทารกร้องก็ออกเที่ยวค้นหา เมื่อพบทาริกาน้อยน่ารักถูกทอดทิ้งอย่างน่าสงสารเช่นนั้นก็มีความสลดใจ จึงเก็บไปเลี้ยงไว้ที่อาศรม ฟูมฟักทะนุถนอม รักใคร่เหมือนลูกของตนเอง จวบจนนางเจริญวัยได้สิบหกปีเป็นสาวรุ่นทรงโฉมงดงามหาที่ติมิได้
(เมนกา (เม-นะ-กา) นางอัปสรผู้มีชื่อเสียง เคยถูกพระอินทร์ส่งไปทำลายตบะของฤษีวิศวามิตรจนเสียกิจพิธี นางมีลูกกับฤษีวิศวามิตรคนหนึ่ง แล้วทิ้งไว้กลางป่า ตัวนางหนีกลับไปเมืองฟ้า พระกัณวะฤษีมาพบเด็กนั้นและเก็บเอาไปเลี้ยง ให้ชื่อว่า ศกุนตลา)

วันหนึ่งรุรุท่องเที่ยวหาผลไม้ในป่า หลงทางมาถึงสระโบกขรณี(สระบัว)แห่งหนึ่ง เป็นเวลาสายมากแล้ว อากาศเริ่มร้อนทุกที จึงคิดจะลงไปที่สระน้ำเพื่อดื่มน้ำกินแก้กระหาย ก็พอดีเหลือบไปเห็นสาวงามกำลังอาบน้ำอยู่ในสระนั้น จึงหยุดยืนดูอยู่ด้วยความแปลกใจเพราะไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน พอดีนางเงยหน้าขึ้น และเห็นฤษีหนุ่มแปลกหน้ายืนจ้องอยู่ไม่ห่างไกลก็ตกใจ รีบหันกลับ บังเกิดความขวยเขินเป็นกำลัง แต่แม้กระนั้นก็ยังอดใจเต้นผวาไม่ได้ เพราะฤษีหนุ่มนั้นงามต้องตานัก นางได้ยินเสียงเขาถามอย่างอ่อนโยนว่า

“ภัฏฏินี* เธอมีนามว่ากระไร เราไม่เคยเห็นเธอมาก่อนเลย เธออยู่แถวนี้หรือ”
(ภัฏฏินี เป็นคำทักทายอย่างอ่อนหวาน แปลว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ หรือ ดูก่อนนางผู้เป็นหญิงตระกูลสูง)

ประมัทวรานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก็แข็งใจตอบโดยไม่เงยหน้า

“ฉันชื่อประมัทวรา ท่านจะรู้ไปทำไม ฉันเป็นหญิงชาวป่าไร้ญาติขาดมิตร ถูกเขาทอดทิ้งมาตั้งแต่เกิด ท่านพ่อสถูลเกศพระมหามุนีช่วยเลี้ยงดูมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ ฉันอยู่กระท่อมน้อยหลังอาศรมของท่านพ่อ ตรงเชิงเขานั่นแหละ ท่านเป็นใครเล่า”

“เราชื่อรุรุ เป็นบุตรพระฤษีประมติ อาศรมของเราอยู่เชิงเขาอัญชันโน้น วันนี้เราเที่ยวหาผลไม้มาไกลหน่อยเลยหลงมาถึงที่นี่ ออกจะไกลพอดูกว่าจะกลับอาศรม แดดก็กำลังร้อนเปรี้ยง ขอหยุดพักที่นี่ให้สบายักครู่ก่อนเถอะ เธออย่าพิ่งรีบไปไหนเลย อยู่คุยกันก่อน เราอยากรู้เรื่องของเธอ”

“ฉันไม่มีเรื่องราวอะไรที่ใครๆ จะพึงสนใจหรอก ก็เป็นแต่เพียงลูกที่พ่อแม่ไม่ต้องการเท่านั้น ถึงฉันจะรู้ว่าพ่อที่แท้จริงของฉันเป็นถึงพญาคนธรรพ์วิศวาวสุ และแม่ก็เป็นนางสวรรค์คือเมนกา แต่ก็ไม่เป็นเกียรติอะไรนักหนามิใช่หรือ ลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่ เพราะพ่อแม่จงใจทอดทิ้งจะมีเกกียรติอะไร อย่าให้เราพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย”

“เราเห็นใจเธอ” รุรุกล่าวยิ้มๆ “และว่าด้วยความสัตย์จริง เรามิได้เพียงแต่เห็นใจเธอเท่านั้น เรารักเธอตั้งแต่แรกเห็น เธอคงไม่เชื่อ แต่เราเป็นนักบวช เรามีศีลมีสัจจ์ เราพูดจากใจจริง ไม่มดเท็จหรอก เรารักเธอ...ฟังดูก็ช่างง่ายเสียเหลือเกิน ง่ายจนเธออาจไม่เชื่อ”

ประมัทวรานิ่ง ไม่ตอบโต้ รุรุจึงกล่าวต่อไปว่า

“ความจริงก็น่าประหลาดนะ เราเติบโตมาจนป่านนี้ เรายังไม่เคยรู้ว่าความรักเป็นฉันใด หญิงชาวป่าบางคนเคยยิ้มให้เรา ปราศรัยต่อเราและเกี้ยวพาราสีเรา แต่เราไม่เคยรู้สึกว่าเรารักใคร หญิงเหล่านั้นว่าเราช่างโง่และทึ่มเสียนี่กระไร บางทีอาจจริงอย่างเขาว่า แต่สำหรับเธอประมัทวรา เธอทำให้เราวาบหวามใจตั้งแต่แรกเห็น เราเลิกคิดถึงคนอื่นหมดทั้งโลกเพราะตาเราเห็นแต่ภาพเธอคนเดียว และใจเราก็คิดถึงแต่เธอคนเดียว ถ้านี่มิใช่ความรักที่แท้จร้ง มันจะเป็นอะไรได้เล่า”

“ฉันก็ไม่ทราบ”

“ถ้ากระนั้นเราก็จะต้องพูดอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าเธอจะเข้าใจ”

รุรุพร่ำพูดถึงความรักที่เขามีต่อเธอมากมาย จนเธอชักจะเลื่อนลอยถึงแม้จะไม่เข้าใจ เพราะมันเป็นความแปลกใหม่ แต่เธอก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาเป็นคนที่ไม่เหมือนชายใดๆ ทั้งสิ้น เพราะคำพูดของเขาสะกิดใจเธอ และย้ำยอกซอกซอนในใจให้เธอพะวงถึงแต่เขาอยู่ร่ำไป

นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา รุรุก็แอบมาหาประมัทวราบ่อยๆ จนในที่สุดความรู้ไปถึงฤษีสถูลเกศ พระฤษีจึงเรียกคนทั้งสองมาไต่ถาม เมื่อทราบความจริงว่าทั้งสองรักใคร่กันจริง ก็เห็นใจและอนุญาตให้แต่งงานกันได้ โดยกำหนดวันขึ้นหกค่ำอันเป็นพาลจันทร์ หรือวันพระจันทร์ขึ้นอ่อนๆ เป็นวันทำพิธีสมรส

แต่ก่อนจะถึงวันสมรสเพียงวันเดียว เหตุร้ายอันไม่มีใครคาดฝันก็เกิดขึ้น ขณะที่ประมัทวรากำลังวิ่งเล่นไปในแนวป่าด้วยความเบิกบาน รอเวลาที่รุรุจะมาพบตามนัด ก็พอดีเธอเผลอไปเหยียบถูกหางงูเห่าซึ่งกำลังเลื้อยลับตัวเข้าในพุ่มไม้เข้า มันหันกลับมาแว้งฉกเธอที่ขาอย่างรวดเร็ว ปล่อยพิษร้ายเข้าสู่ร่างของเธอ ประมัทวราร้องกรีดสุดเสียง และล้มลงนอนบิดกายบนพื้นดินด้วยความเจ็บปวด และก่อนที่ชีวิตจะออกจากร่าง เธอก็ทันได้เห็นรุรุผู้จะเป็นสามีของเธอโผล่ออกมาจากแนวป่า เธอลืมตากว้างมองดูเขาเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นก็ถอนใจเฮือกและสิ้นลมปราณ

รุรุตกใจแทบสิ้นสติต่อภาพที่แลเห็นเฉพาะหน้า วิ่งปราดเข้ามาประคองนางไว้แนบอก ละล่ำละลักเรียกไม่ขาดปาก

“ประมัทวรา ประมัทวรา เป็นอะไรไป ลืมตาขึ้นสิ เธอเป็นอะไรไป”

แต่ประมัทวราไม่ตอบ จะตอบได้อย่างไร เธอตายเสียแล้ว

รุรุก้มลงดูตามร่างของนาง พลันก็เห็นรอยแผลงูกัดที่ขา เลือดยังไหลรินเป็นทางอยู่ งูร้ายหนีไปแล้ว ไปพร้อมกับชีวิตของนาง รุรุขบฟันด้วยความแค้นสุดขีด ประกาศคำปฏิญญาอาฆาตต่อฟ้าดินว่า

“ปฤถิวี และเทยาส* เป็นพยานแก่เรา เราขอสาบานว่าจะฆ่างูทุกตัวที่ได้พบเห็นนับแต่นี้เป็นต้นไป จะฆ่ามันให้หมดแผ่นดินโลกเพื่อชดใช้ความผิดของมันที่กระทำแก่นาง โธ่เอ๋ย อ้ายสัตว์ร้าย มันช่างฆ่านางได้ลงคอ ประมัทวราไม่น่าจะอายุสั้นถึงเพียงนี้ นางตายเสียแล้ว เราจะอยู่ต่อไปได้อย่างไรเมื่อขาดนาง ประมัทวรา เรารักเธอเท่าชีวิตของเรา เรารักเธอได้ยินไหม”
(ปฤถิวี และเทยาส ปฤถิวี คือ มีพระธรณี, ส่วนเทยาส คือ ฟ้า)

พร่ำเพ้อราวกับคนบ้า รุรุแบกศพนางพาดบ่า เดินโซซัดโซเซออกจากที่นั้นไป น้ำตาไหลพรากไม่ขาดสาย รู้สึกเจ็บช้ำราวชีวิตจะแตกสลาย เขาแบกร่างนางเดินไปไกลแสนไกล จนกระทั่งบรรลุถึงฝั่งแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ ค่อยประคองวางร่างนางไว้บนพื้นดินริมตลิ่ง ตัวเองก้าวลงไปสู่สายน้ำอันเย็นเฉียบและใสปานแก้ว ลุยลงไปในสายธารจนถึงครึ่งตัว กอบน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ขึ้นดื่มและล้างหน้าจนสะอาดสิ้นมลทิน หลังจากนั้นก็พนมมือแนบอก ก้มศีรษะคารวะแก่เทพทั้งปวง พลางร่ายพระเวทสดุดีวิศเวเทวา* จบแล้วก้มลงกอบน้ำไว้ในมือทั้งสอง ชูขึ้นเหนือศีรษะประกาศสัตยวาจาว่า
(วิศเวเทวา เทวดาทั้งหลายทั้งปวง)

“ข้าแต่พระเป็นเจ้าทั้งสามคือ องค์พระธาดาพรหม พระศิวะ และพระวิษณุ ข้าแต่อินทรเทพผู้เป็นราชาแห่งเทวะทั้งปวง ขอจงสดับสัตยวาจาของเรา เราเป็นผู้มั่นภักดีในเทพเจ้าทั้งหลายด้วยใจบริสุทธิ์เป็นผู้ปรนนิบัติรับใช้บิดามารดาด้วยความรักและกตัญญู เราเคารพบูชาครูด้วยความนอบน้อมเสมอต้นเสมอปลาย เราตั้งใจศึกษาพระเวทด้วยความบากบั่นและศรัทธา เราสวดมนตร์คายตรีอันศักดิ์สิทธิ์เป็นกิจวัตรมิได้ว่างเว้น เรามั่นในสมาธิและบำเพ็ญตบะอย่างยิ่งยวด และบูชาอัคนีมิได้ขาด อีกทั้งกระทำยัชญพิธีสังเวยเทพเจ้าตามกาลอันควรมิได้บกพร่องต่อหน้าที่ ด้วยสัตยวาจาที่เปล่งออกมาจากใจจริงนี้ ขอทวยเทพจงรับรู้ จงเห็นใจเราผู้ภักดี ขอจงคืนชีวิตของประมัทวราให้แก่เราเถิด เราขอวิงวอนท่าน ณ ที่นี้ ได้โปรดเถิด สาธุ สาธุ สาธุ”

เสร็จคำปฏิญญาต่อทวยเทพ รุรุก็โปรยน้ำลงสู่สายธารอันศักดิ์สิทธิ์

ทันใดนั้นเอง ความมหัศจรรย์ก็บังเกิด มีเสียงสวรรค์บันลือลงมาว่า

“ดูก่อนรุรุ เจ้าเป็นผู้บริสุทธิ์ มีธรรมะอันประพฤติปฏิบัติมาด้วยดีตลอดชีวิต เป็นที่นิยมของทวยเทพทั้งหลาย คำประกาศสัตยวาจาของเจ้าเป็นที่รับรู้ของเราแล้ว เราจึงมาอำนวยพรให้เจ้าตามที่ปรารถนา”

ขาดคำ ร่างของพระยมเทพก็ปรากฏขึ้น ทรงมีพระพักตร์แย้มยิ้มอย่างเมตตา พระยมทรงยกไม้เท้ายมทัณฑ์ขึ้นชี้ไปที่รุรุ พลางกล่าวว่า

“มาณพน้อย เราได้ยินคำของเจ้าแล้วทั้งหมดและเรารู้ว่าเจ้าเป็นคนดี ควรจะเห็นใจ เราจึงยินยอมตามความประสงค์ของเจ้า เราจะคืนชีวิตให้แก่นางประมัทวราตามที่เจ้าขอ ความจริงเราไม่อยากจะฝืนกฏของเราเอง ดูประหนึ่งว่าเราลำเอียงเลือกที่รักมักที่ชัง แต่เรายกให้แก่เจ้าเป็นกรณีพิเศษ เพราะประจักษ์ในความรักอันแท้จริงที่เจ้ามีต่อนาง เราเคยฝีนกฏและคืนชีวิตสัตยวาน เพื่อเห็นแก่ความรักและความฉลาดของนางสาวิตรีมาแล้วในอดีตสมัย ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันแต่เรามีข้อแม้อย่างหนึ่งเจ้าจะตกลงหรือไม่”

“ข้าพระบาทยอมตกลงทุกอย่าง ไม่ว่าจะทรงเรียกร้องสิ่งอันใด แม้แต่ชีวิตของข้าพระบาทก็ยอมถวายได้ ข้าแต่พระธรรมราชา*ได้โปรดตรัสมาเถิด”
(*พระธรรมราชา เจ้าแห่งกฎหมาย เป็นฉายานามของพระยม ซึ่งเป็นเทพแห่งความตาย แต่ในพุทธศาสนา คำว่าธรรมราชา หมายถึง พระพุทธเจ้า ผู้เป็นราชาแห่งพระธรรมคำสอน)

“ดีละ รุรุ ถ้าเจ้าจะให้ประมัทวราคืนชีพ เจ้าจะต้องคืนชีวิตของเจ้า กึ่งหนึ่งแก่เราเป็นการแลกเปลี่ยน เจ้ายังจะตกลงอีกหรือ”

“เป็นพระกรุณาหาที่สุดมิได้พระเจ้าข้า ข้าพระบาทยอมถวายด้วยใจยินดี”

พระธรรมราชาทรงยิ้มอย่างเมตตา ทรงปลดปล่อยดวงปราณของประมัทวราจากยมบาศ และทรงอำนวยพรว่า

“จงมีชีวิตที่สุขสมบูรณ์เถิด นับแต่นี้ไปเจ้าจะได้แต่งงานกับนาง และอยู่ครองคู่กันด้วยความผาสุก หาภัยอันตรายมิได้ตราบจนสิ้นอายุขัย ดูก่อนรุรุ นับแต่นี้ไป ชื่อของเจ้าจักปรากฏสืบไปชั่วฟ้าและดิน เป็นที่รู้จักของคนทั้งหลายว่าเป็นผู้มีใจซื่อและรักแท้ เป็นตัวอย่างแก่คนทั้งหลายทั้งบัดนี้และบัดหน้า” กล่าวจบพระยมก็หายวับไป

รุรุรีบกลับมาที่ฝั่งน้ำ แลเห็นประมัทวราเพิ่งฟื้นคืนชีวิต กำลังงัวเงียเหมือนแรกตื่นนอน นางโผเข้ากอดเขาด้วยความดีใจ ปากก็พร่ำเรียกมิได้ขาด

“รุรุ ท่านมาแล้วจริงๆ หรือนี้ รุรุ ฉันคอยท่านตั้งนาน หลับไปเมื่อไรไม่รู้ รู้สึกเหมือนฝันไปว่ามีงูตัวหนึ่งกัดที่ขาของฉัน แล้วมันก็เลื้อยหายไป แต่ก็ช่างเถอะ ท่านมาแล้ว เรากลับไปอาศรมกันเถิด พรุ่งนี้เป็นวันสำคัญของเรา ท่านจำได้หรือเปล่า”

“จำได้สิ เราจะแต่งงานกัน และเราจะครองรักอยู่ด้วยกัน ไม่มีวันจากกันจนกว่าจะถึงวันตายของเรา”

คนทั้งสองได้แต่งงานกัน และดำรงชีวิตด้วยความผาสุกตามคำอำนวยพรของพระยมเทพ แต่รุรุไม่เคยลืมปฏิญญาอาฆาตที่เคยประกาศไว้ เขามีความเกลียดชังงูอย่างลึกซึ้ง และได้ประหารงูทุกตัวที่พบเห็น แม้เมื่อคราวที่พระราชาชนเมชัยแห่งกรุงหัสตินาปุระ ทรงกระทำมหายัชญพิธี สังหารงูให้หมดจากแผ่นดินโลกเพื่อแก้แค้นแทนพระเจ้าปรีกษิต (ปะ-รีก-สิต) ผู้เป็นพระราชบิดา อันเป็นเหตุใหญ่ เพราะพระราชาปรีกษิตถูกนาคร้ายชื่อตักษกะฆ่าตาย กาลครั้งนั้นมีงูถูกฆ่าในพิธีนับไม่ถ้วน รุรุก็ได้มาช่วยในพิธีนั้นด้วย เพราะยังผูกใจเจ็บอยู่ไม่วาย แต่ในที่สุด เมื่อเข้าได้พบพญางูชื่อทุณฑุภะ ซึ่งเป็นฤษีชื่อสหัสรบาทถูกสาป ได้สนทนากัน และทุณฑุภะได้ชี้แจงให้เห็นบาปกรรมในการฆ่างูทั้งหลาย ทำให้รุรุใจอ่อนและยอมยกเลิกคำปฏิญญาอาฆาต ผลของการกระทำอันเป็นศานตินี้เอง พญางูทุณฑุภะก็ได้พ้นสาป และกลับคืนเป็นมหาฤษีสหัสรบาทตามเดิม.




 

Create Date : 21 พฤศจิกายน 2559
0 comments
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2559 8:40:05 น.
Counter : 234 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.