Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2558
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
27 พฤษภาคม 2558
 
All Blogs
 
ร้านค้าที่เป็นมากกว่าโชว์ห่วย

ตอนเช้าแวะไปร้านทำผม ไปเล็มๆผมที่ยาวออกนิดหน่อย ระหว่างที่นั่งให้ช่างตัดผมอยู่ ก็ได้ยินเสียงลูกค้าในร้านคุยกับช่างทำผม เล่าให้ฟังว่าไปตลาดมา แม่ค้าขายผักบ่นว่าเดี๋ยวนี้ขายไม่ดี พ่อค้าขายปลาทูก็บ่น เดี๋ยวนี้คนซื้อน้อยลง ใครๆก็บ่นเศรษฐกิจมันแย่ แม้แต่ตามกระทู้ในพันทิปก็บ่น ขายไม่ดี เศรษฐกิจแย่ เดี๋ยวนี้ค้าขายไม่เหมือนสมัยก่อน ฉันก็นั่้งเงียบๆไม่ได้พูดอะไร ฟังเขาคุยกันไป

แต่ในใจของฉัน มันมีคำพูดอยากจะบอกว่า คนสมัยนี้ค่าใช้จ่ายมันเยอะ คนขายมันแยะ แล้วเงิน 100 บาทสมัยนี้ มันต้องหาร 10 แบ่งๆกันไป ไม่ใช่ว่าจะสามารถไปซื้อของอย่างเดียวได้หมด มันต้องซื้อหลายเจ้า แล้วถ้าคุณขายของอย่างเดียว คุณก็จะได้เงินแค่ 10 บาท แล้วก็จะบ่นว่าขายไม่ดี แต่ถ้าคุณขายของหลายๆอย่าง เก็บอย่างละ 10 บาท คุณก็อาจจะมีรายได้ 80 บาทจากคนๆเดียว ไม่ใช่แค่ 10 บาท ( คือ มันต้องอธิบายเยอะ เลยไม่พูดดีกว่า แต่เก็บมาเขียนในบล็อคแทน)

คือที่อยากจะบอก สมัยนี้คุณไม่สามารถทำการค้าอย่างเดียว แล้วรวยได้ มันต้องทำหลายๆอย่าง แม้ขนาด 7-11 ยังต้องมีมากกว่า ของกิน-ของใช้ เลย แม้ว่าเดี๋ยวนี้เขาจะเน้นที่ของกินเป็นหลัก ของสด ของแห้ง สารพัดเมนู แต่ก็ยังต้องมีอย่างอื่นเสริมเข้ามาด้วย เช่น ขายหนังสือ ดีวีดีหนัง เคาน์เตอร์เซอร์วิส ขายสินค้าในแคลตาล็อค เรียกว่าแม้กระทั้งร้านใหญ่ๆ ที่ว่าขายดี ก็ยังต้องมีอย่างอื่นเสริมเข้ามาสารพัด ธูปเทียน ยาสามัญประจำบ้าน ของเล่น มีหมดทุกอย่าง  แล้วถ้าคุณเปิดร้านขายของ คุณยังกล้าที่จะขายอย่างเดียวอยู่อีกหรอ 

ในขณะที่คนอื่นบ่นว่าขายไม่ดี แย่ ฉันก็ยังมีลูกค้ารอฉันเปิดร้าน อย่างเสาร์-อาทิตย์ เด็กๆจะมารอตั้งแต่ 8-9 โมงเช้า ทั้งที่เดี๋ยวนี้ฉันเปิดร้านสาย 10 โมง มีลูกค้ามารอซักผ้าเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญตั้งแต่เช้า  เครื่องซักผ้าก็ยังเต็ม ทุกเครื่อง บางทีมีต่อคิวรอซักด้วย มีคนมารอเติมเงินโทรศัพท์ เปิดร้านก็รับลูกค้าเติมเงินเข้าร้านเลย

ตอนไปซื้อไก่ทอดแถวบ้าน ยังเจอลูกค้าที่รอซื้อไก่ทอดเหมือนกัน พูดแซวฉันกับแม่ค้าขายไก่ทอดเลย เพราะฉันรีบซื้อรีบกลับร้าน ว่าร้านนี้ขายดี รับเงินทั้งวัน ต้องรีบๆกลับไปรับตังค์ ฉันฟังแล้วยิ้มเลย สาธุขอให้คำพูดลูกค้าเป็นจริงทุกวันเถอะ

ฉันกล้าพูดเลยว่า ร้านของฉันเป็นร้านดังในซอย ในหมู่บ้าน ออกไปนอกถนนใหญ่ ไม่มีใครรู้จักหรอก แต่ว่าอยู่ในซอย แถวบ้าน คนแถวนั้นรู้จักฉันทุกคน แล้วฉันก็จำลูกค้าของฉันส่วนใหญ่ได้ทุกคน จำชื่อได้ จำได้ว่าครอบครัวนี้ พ่อแม่ลูกชื่ออะไร ใครลูกใครพ่อแม่ใคร อยู่บ้านหลังไหน บางคนก็จำได้ บางคนไกลหน่อยก็อาจจะไม่รู้จัก

ที่ฉันจำได้ เพราะฉันหากินกับลูกค้าหน้าเดิมๆ คนในท้องถิ่น ไม่กี่ครัวเรือน ไม่กี่ร้อยคน คนหน้าเดิมๆที่เดินเข้าร้านทุกวัน เจอกันทุกวัน บางคนวันหนึ่งหลายรอบด้วย ถ้าที่ร้านฉันมีของที่เขาต้องการ ก็จะแวะซื้อที่นี่ก่อน ถ้าไม่มีถึงไปร้านอื่น

วันๆลูกค้าแวะมาทำไรบ้าง เติมเงินโทรศัพท์มือถือ เล่นเกมส์ ซักผ้า หยอดตู้น้ำ ซื้อขนม ซื้อปากกา ถ่ายเอกสาร ส่งแฟกซ์บ้าง พริ้นงาน เช่าหนัง ซื้อผงซักฟอก ซื้อไอติม เด็กบางคนกินข้าวอีกต่างหาก

ถ้าอ่านบทความเก่าๆ จะเห็นว่าฉันทำหลายอย่างมาก แต่ไม่ได้ทำทุกอย่างพร้อมกัน แต่ว่าค่อยๆทำเพิ่มทีละอย่าง ขายขนม ขายมาม่า ขายข้าวไข่เจียว เสริมสำหรับลูกค้ามานั่งเล่นเกมส์ ขายผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม เสริมมาจากที่ตั้งเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ  รับบริการเติมเงินโทรศัพท์ ยังมีขายโปรเสริม รับลงทะเบียนซิม ขายซิมการ์ด ยันถึงเมมโทรศัพท์  ขายเครื่องเขียน เป็นอาชีพดั่งเดิมที่ไม่ได้ทิ้ง ยังคงมีอยู่ในร้าน และที่เสริมเข้ามา คือ รับถ่ายเอกสาร ส่งแฟ็กซ์ พริ้นงาน รับพิมพ์งาน  เมื่อก่อนมีก๊อปแผ่นด้วยนะ แต่ทำให้เครื่องเล่นซีดีเสียเร็ว เลยยกเลิกไป  ส่วนเช่าหนัง มาจากการนั่งเล่นคอม แล้วเมื่อก่อนโหลดเพลงมาฟัง จนกระทั้งรับลงเพลงใส่โทรศัพท์ แต่ตอนหลังเลิกไป เพราะทำร้านเกมส์เสียงดังจนไม่มีสมาธิจะตัดริงโทน หรือว่าลงเพลงให้ลูกค้าได้ ก็เลยโหลดหนังมาให้เช่าแทน  พวกทำนามบัตรก็ต้องเลิกไป เพราะในร้านเกมส์เสียงดัง จนไม่มีสมาธิทำงาน

ยังมีแพ็คขนมปิ๊งแบ่งขายในร้าน ยังทำน้ำหวานแช่แข็งขายในตู้ไอศกรีม มีสินค้าเป็นของตนเองด้วย จะเห็นว่าฉันทำเยอะมาก จนบางทีก็ทำไม่ทัน จนบางทีก็ปวดหัวเหมือนกัน ยังอยากจะทำเพิ่มกว่านี้อีกนะ แต่ว่ามันก็เกินๆตัวแล้วล่ะ ที่ในร้านไม่ค่อยมีแล้ว

แล้วที่ทำล่าสุด คือไม่ได้ใช้พื้นที่อะไรเลย ก็คือ รับโอนเงิน ใช้โทรศัพท์ส่วนตัวทำมาหากินเพิ่มรายได้อีก

 

ถ้าฉันทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ต้องบอกว่า ขายไม่ดีเหมือนกัน  ลูกค้าโอนเงินก็มีแค่บางวัน บางคนเดือนละครั้ง มาโอนเงินให้ลูกส่งเงินเดือนละหน ถ้ารอลูกค้าแบบนี้อดตายพอดี เดือนหนึ่งหากินได้ครั้งเดียว

หรือถ้าทำเติมเงินอย่างเดียว ก็ต้องบอกว่า เติมเงินลูกค้าเยอะมาก รายได้ต่อวันดีมาก วันละประมาณ 5,000 แต่กำไรจากเติมเงินยังไม่ถึง 200 บาทต่อวันเลย ดังนั้นดูตัวเลขรายได้จากเติมเงินไม่ได้เลย ดูได้อย่างเดียว กำไรพอกินหรือเปล่า ก็ต้องบอกว่าทำอย่างเดียวไม่พอกิน

แล้วร้านเกมส์ละ รายได้จากชั่วโมงเน็ต เปิดเทอม วันละ 500 ปิดเทอมวันละ 1,500 เรียกว่าปิดเทอมมีกิน เปิดเทอมอดตาย แต่ร้านเกมส์อยู่ได้ เพราะขายขนม ขายน้ำ ขายมาม่า พวกนี้ช่วยดูดเงินได้เยอะ กำไรถึงจะไม่เยอะ แต่ก็ทำให้ร้านเกมส์ยังชีพอยู่ได้

แล้วถ้าทำทั้งหมดพร้อมกัน วันนี้ลูกค้าไม่เล่นเกมส์ อดตายไหม ก็ยังไม่อดตาย วันนี้ลูกค้าไม่เติมเงิน อดตายไหม ก็ไม่อดตาย วันนี้ไม่มีลูกค้าซื้อปากกา สมุด ดินสอเลย อดตายไหม ก็ไม่อดตาย วันนี้ไม่มีลูกค้ามาซักผ้าเลย อดตายไหม ก็ไม่อดตาย เพราะยังไง ลูกค้าไม่ใช่เงินทางหนึ่ง ก็ต้องไปใช้อีกทางหนึ่ง

เรียกว่าลูกค้ามีรายจ่ายทุกวันแหละ แล้วแต่ว่ารายจ่ายจะไปตกที่อะไร วันนี้จ่ายค่าโทรศัพท์ พรุ่งนี้จ่ายค่าผงซักฟอก ค่าซักผ้า อีกวันต้องกรอกน้ำเข้าตู้เย็น เงินก็ไปลงที่ตู้น้ำหยอดเหรียญ อีกวันอยากกินไอติม เงินก็ไปหล่นที่ตู้ไอศกรีม หรือไม่กินไอศกรีม แต่กินน้ำโค้กดีกว่า ไม่จ่ายตัวใดก็ต้องจ่ายตัวหนึ่ง

ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีกระชอนดักตังค์ลูกค้ามากแค่ไหน แล้วดักได้อะไรบ้าง ลูกค้ายินดีจ่ายให้กับคุณหรือเปล่า ถ้ามีกระชอนเดียว ก็ตักได้อย่างเดียว แต่ถ้ามีหลายกระชอน ก็ตักได้หลายทาง หากินหลายๆอย่าง ย่อมดีกว่าหากินอย่างเดียวนั่นเอง

 

ถ้าคุณไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งหนึ่ง ไม่ได้เก่งจนทำสิ่งนั้นสำเร็จ มุ่งมั่นไปทางใดทางหนึ่ง เช่นทำร้านขายข้าวมันไก่ จนเปิดเฟรนไชน์ได้เป็นร้อยสาขา หรือว่า มีชื่อเสียงโด่งดังเฉพาะทาง จนทำมาหากินอย่างเดียวก็รุ่ง คุณก็ควรจะเป็นเป็ด ที่ทำได้ทุกอย่าง ไม่ต้องเก่ง แค่พอเป็นเล็กๆน้อยๆ พอใช้ทำมาหากินได้ก็พอ เป็นมันทุกอย่างที่คุณพอทำได้ แล้วมันได้ตังค์แค่นั่นแหละ

ถ้าคุณไม่ได้สามารถหาเงินกำไรได้เป็นสิบล้าน ร้อยล้าน มีความสามารถหากำไรได้แค่ทีละ บาท สองบาท ก็จงเก็บบาทละเล็กละน้อย อันโน้นบาทหนึ่ง  นั้นนี้สองบาท รวบรวมมันหลายๆอย่างคุณก็ได้หลายบาทเองแหละ  เด็กๆที่มาเล่นเกมส์ที่ร้าน มากี่บาทก็หมดตัวกลับบ้านไม่เคยเหลือเงิน  ได้เงินมาเล่นเกมส์ 20 บาท หรือ 100 บาท ก็หมดตัวกลับบ้านทั้งนั้น เศษ 1 บาท ยังกลายเป็นค่าลูกอมเลย ฉันเก็บหมด มาเติมเงินเศษตังค์ก็ยังกลายเป็นค่าขนม ไม่ต้องทอนก็มี

ฉันขายของไม่เคยลดราคา หรือขายตัดราคาแข่งกับร้านอื่น ส่วนใหญ่ก็ราคามาตราฐานทั่วไป พอๆกับ7-11 นั่นแหละ ไม่ได้ถูกกว่าที่อื่นเลย  ฉันไม่ค่อยมีนโยบายขายถูกสักเท่าไหร่ ลดตัดราคาถ้าเป็นไปได้จะไม่ทำ ยกเว้นบางกรณีจำเป็น  ส่วนมากจะเป็นโปรโมชั่นแถม ขนมบ้าง ลูกอม บ้าง เล็กๆน้อยๆ  แต่ที่ทำประจำคือ สิ้นปี ฉันมีของขวัญให้ลูกค้าประจำ 

ของขวัญปีใหม่เล็กๆน้อยๆ อย่าคิดว่าไม่สำคัญ เพราะลูกค้าจำนะ เคยได้ของขวัญจากร้านนี้ บางคนมาซื้อของยังพูดถึงของที่ได้ไปอยู่เลย บางคนยังคุยถามปีใหม่ปีนี้จะได้อะไร ทั้งที่พึ่งผ่านต้นปีมาไม่นานเอง ยังไม่ครึ่งปีเลย อยากได้แล้ว ฉันก็บอกว่าต้องเป็นลูกค้าประจำซิ ปีใหม่ได้ของขวัญอยู่แล้ว เป็นแรงจูงใจส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ลูกค้าไม่ไปไหน ขยันมาซื้อประจำ  อย่าคิดว่าน้ำใจเล็กๆน้อยๆไม่สำคัญ แต่ร้านค้าอื่นๆ ฉันก็ไม่เคยเห็นใครแจกเหมือนกัน แต่ฉันแจก

การช่วยลูกค้าแก้ปัญหาต่างๆเล็กๆน้อยบางอย่าง ที่ลกค้าต้องการความช่วยเหลือ บางครั้งช่วยได้ก็ช่วย  เช่น ลบข้อความกินเงินในโทรศัพท์บ้าง บริการเล็กๆน้อยๆ ทำได้ก็ทำ เช่น ลูกค้าเอาเสื้อผ้ามาซัก แต่เครื่องเต็ม ก็รับลงผ้าใส่เครื่องให้ลูกค้า นัดเวลาเสร็จแล้วมารับผ้าได้เลย ไม่ต้องมารอใส่ผ้าอีกรอบ ไปๆมาๆเสียเวลา เรียกว่ามาแล้วไม่เสียเที่ยว สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่ทำให้ลูกค้า กลับมาใช้บริการอีกเรื่อยๆ

 

ฉันคิดว่า ร้านค้าที่เป็นมากกว่าร้านค้าทั่วไป มีอะไรหลายอย่างที่ตอบโจทย์ความต้องการได้ อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด และ อาจจะไม่ใช่มีคุณคนเดียวที่ทำได้ คนอื่นๆก็ทำได้ แต่ว่าถ้าเราทำได้ดีกว่า หรือว่ามีมนุษยสัมพันธ์ มีบริการที่ดี (มีเซอร์วิสมายนั่นแหละ) คุณก็จะกลายเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ลูกค้าคิดถึงก่อน

ฉันยังไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จ แต่ฉันก็ไม่ใช่คนที่ล้มเหลว หรือว่าล้มไปตามสภาพสาวะเศรษฐกิจที่กำลังแย่ ที่หลายๆคนบ่นกัน ถ้าไม่อยากตาย ก็ต้องดิ้นรนอย่างนี้แหละ ดิ้นรนทำทุกอย่างที่สามารถทำได้ โดยไม่โทษดิน โทษฟ้า โทษดวง หรือว่าโทษรัฐบาล โทษเศรษฐกิจ เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็ยังต้องกินข้าวทุกวัน ยังต้องอาบน้ำทุกวัน รอรัฐบาลช่วย รอเศรษฐกิจดี แล้วค่อยกินข้าวคงไม่ได้หรอก ดังนั้นช่วยตัวเองนั่นแหละ ดีที่สุดแล้ว




Create Date : 27 พฤษภาคม 2558
Last Update : 27 พฤษภาคม 2558 0:40:13 น. 9 comments
Counter : 1769 Pageviews.

 
เป็นมุมมองของเจ้าของธุรกิจที่ดีมากๆเลยค่ะ ชื่นชมๆนะคะ


โดย: บังเอิญผ่านมา IP: 171.97.169.68 วันที่: 15 มิถุนายน 2558 เวลา:12:30:29 น.  

 
เราก็เปิดร้านของตัวเอง มีบริการคล้ายๆคุณ แต่ต้องยอมรับเลยว่าคุณขยันมากคะ เหนื่อยเหมือนกันถ้าต้องทำคนเดียว ชอบเข้ามาอ่านคะ รู้สึกมีกำลังใจ


โดย: เปา IP: 182.53.84.107 วันที่: 17 มิถุนายน 2558 เวลา:12:00:13 น.  

 
เก่งจัง


โดย: WarinD Ninajang วันที่: 25 มิถุนายน 2558 เวลา:20:10:28 น.  

 
ได้แง่คิดเสมอๆ


โดย: musiccake IP: 110.169.204.55 วันที่: 26 มิถุนายน 2558 เวลา:18:06:39 น.  

 
ชื่นชม K.ฟ้าใส จริงๆครับ

สิ่งที่ทำนั้นสุดยอดมากครับ อาจจะมีข้อเสียข้อเดียวคือ เมื่อตัวเราไม่อยู่ที่ร้าน สมมุติไปเที่ยว ตจว.ซัก 7 วัน ก็จะไม่มีรายได้เข้ามาเพื่อให้เราพอใช้จ่ายต่อวัน
ตรงข้อเสียส่วนนี้อยากจะขอไอเดีย คุณฟ้าใสหน่อยครับ ว่าเราควรจะปรับอะไร หรือแก้ไขอะไรได้บ้าง

ขอบคุณครับ


โดย: Genius IP: 110.78.185.68 วันที่: 2 กรกฎาคม 2558 เวลา:15:59:02 น.  

 
คุณGenius

มันเป็นข้อเสียข้อเดียวของคนทำงานคนเดียวจริงๆ ถ้าไปเที่ยวต่างจังหวัดแบบไม่มีคนทำแทน ยังไงก็ขาดรายได้ เพราะอาชีพค้าขาย ยังเป็นอาชีพที่ยังต้องทำงานถึงมีรายได้ ไม่ทำงานก็ไม่มีรายได้ นอกจากจ้างคนอื่นมาช่วยดูแลร้านแทนถึงจะมีรายได้ แต่ถ้าไม่ได้จ้างใคร รายได้ก็ไม่เกิด เวลาหยุดไปเที่ยว ก็ไม่มีรายได้ ใช้เงินอย่างเดียว ไม่ได้หาเงินเลย


แต่ที่ร้านทำอยู่จะมีตู้น้ำหยอดเหรียญที่ตั้งไว้หน้าบ้าน กับ เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ส่วนที่อยู่นอกบ้าน ตรงนี้จะทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ถึงแม้จะปิดร้านไปกี่วัน เครื่องก็ยังทำงานอยู่

รายได้จากตู้น้ำหยอดเหรียญ กับ เครื่องซักผ้า คงไม่ได้รายได้หลัก แต่ก็ถือว่า ไม่อยู่ ไม่ทำงาน ก็ยังพอมีรายได้ค่าขนมบ้างเล็กๆน้อยๆ นะคะ

ตู้น้ำหยอดเหรียญ เดือนๆหนึ่งก็ได้ประมาณ 4-5พันกว่าบาท เครื่องซักผ้าไม่ได้ทำเอง เพราะพี่สาวมาเช่าที่ ก็ยังได้ ค่าเช่า ค่าน้ำ-ไฟ ที่เก็บทุกเดือนนะ ประมาณ 2 พันกว่าบาท

รายได้ถือว่าไม่มาก แต่ก็ดีกว่าไม่มีเลยเนอะ


โดย: ..ฟ้าใส.. วันที่: 2 กรกฎาคม 2558 เวลา:22:55:56 น.  

 
ทำร้านชำ+ร้านเกมส์ +airpay เหมือนกันเลยค่ะ
เราอยุ่ระยอง ตอนนี้กำลังสนใจ รับจ่ายบิลค่าน้ำ-ไฟผ่านairpayอยุ่ค่ะ
ยินดีที่ได้รุ้จักนะคะ


โดย: RachCha IP: 125.27.96.137 วันที่: 2 ธันวาคม 2558 เวลา:6:42:19 น.  

 
อ่านแล้วได้ข้อคิดเยอะเลย ....เพิ่งจะเปิดร้านชำเล็ก ๆ ค่ะ บังเอิญมาอ่านเจอพอดี กำลังจะหาอะไรเพิ่มดี อยู่ใต้คอนโด มีประมาณ 400 ห้อง ขอคำแนะนำด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ


โดย: แจ่มใส IP: 101.108.110.33 วันที่: 28 มกราคม 2559 เวลา:16:32:28 น.  

 
สุดยอดค่ะ..ได้แนวคิด กำลังใจ เพิ่งมาอ่านเจอ และจะติดตามอ่านไปเรื่อยๆๆค่ะ


โดย: พิชา IP: 118.174.121.161 วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:15:03:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

..ฟ้าใส..
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 100 คน [?]




บล็อค..ฟ้าใส.. เป็นเรื่องราวจากชีวิตจริง จากการทำงานจริง จากความชอบส่วนตัว ข้อมูลจึงเป็นเพียงประสบการณ์ส่วนตัว ข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ใช่เนื้อหาข้อมูลทางวิชาการ

อ่านเพื่อความรู้ ความบันเทิง เพื่อพิจารณาธุรกิจบางตัวที่คุณสนใจได้ แต่ไม่ใช่ข้อมูลทั้งหมด ที่สามารถใช้ตัดสินใจได้ คุณต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมมากกว่านี้ เพื่อตัดสินใจในการเลือกดำเนินธุรกิจของคุณ



New Comments
Friends' blogs
[Add ..ฟ้าใส..'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.