มกราคม 2551
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
9 มกราคม 2551
 

Road Map to Global Company

ปัจจุบัน การค้าระหว่างประเทศมีการแข่งขันกันกันอย่างรุนแรง ในขณะที่ Demand ของโลกมีอยู่อย่างจำกัดภายใต้ความเสี่ยงมากมาย อาทิเช่น ความเสี่ยงทางด้านราคาน้ำมันที่อาจปรับตัวสูงขึ้น ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่มีการคาดการณ์กันว่าจะชะลอตัวลงอย่างมาก จากภาคอสังหาริมทรัพย์ซบเซา รวมทั้งความเสี่ยงจากความไม่สมดุลของระบบการเงินของโลก (Imbalance Currencies) ซึ่งทุกประเทศต่างประสบปัญหาเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ แต่ละประเทศจึงมุ่งสนับสนุน และพัฒนาขีดความสามารถทางด้านการค้าระหว่างประเทศ โดยให้การสนับสนุนให้ภาคเอกชนในประเทศ นำบริษัทฯ เข้าสู่การเป็น Global Company เพื่อลดผลกระทบความเสี่ยงจากภาวะไม่สมดุลดังกล่าวซึ่ง Global Company มีข้อได้เปรียบจากการที่มีการกระจายความเสี่ยงทางการตลาด (เนื่องจากมีตลาดอยู่ทั่วโลก) ดังนั้น สมมุติว่า สถานการณ์ตลาดประเทศหนึ่งไม่ดี ในขณะที่อีกตลาดหนึ่งดี หากบวกลบกัน ก็มีผลหักล้าง ทำให้บริษัทฯ มียอดขาย และกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ประเทศไทยถือว่ายังตื่นตัวที่จะเป็นบริษัท Global Company น้อย มีเพียงไม่กี่บริษัทฯ ที่พยายามสร้างตัวเองให้ Brand เป็นที่ยอมรับของชาวโลก ทั้งนี้ นักธุรกิจไทยอาจจะมองว่า เป็นไปได้ยากที่จะสร้างตนเองให้เป็นบริษัท Global Company ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันกับ Brand ดังทั่วโลกได้ อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าประเทศญี่ปุ่น และเกาหลี ต่างเคยประสบปัญหานี้เช่นกัน แต่ด้วยวิสัยทัศน์ (Vision) ที่เชื่อว่า ตนสามารถเป็น Global Company ได้ และมีความเพียรพยายามจนสามารถสร้าง Brand ดังจนเป็นที่รู้จักทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่น Sony รถยนต์ Toyota ของประเทศญี่ปุ่น หรือ ทีวีสี Sumsung ของเกาหลี ดังนั้น เส้นทางสู่ Global Company ไม่ได้อยู่ไกลตัวอีกต่อไป เราสามารถเป็น Global Company ได้ แต่ทั้งนี้ต้องมีวิสัยทัศน์ (Vision) รวมทั้งต้องอาศัยความเพียรพยามที่ต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยเส้นการพัฒนาทางสู่การเป็น Global Company แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับ Macro และระดับ Micro

 Macro Level:

1.ต้องมีการรวมกลุ่ม Cluster
การที่จะเป็น Global Company ได้ บริษัทฯ ควรตระหนักถึงการรวมกลุ่มแบบ Cluster เนื่องจากการรวมกลุ่ม Cluster มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ ทั้งนี้ ประโยชน์ที่จะได้รับจากการรวมกลุ่ม Cluster ได้แก่
-สามารถลดต้นทุนการผลิตอันเป็นผลมาจากการทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การซื้อวัตถุดิบหรือทำการตลาดร่วมกัน
-มีการเรียนรู้ร่วมกัน (Best Practice) ระหว่างผู้ประกอบกับผู้ประกอบการ , ระหว่างผู้ประกอบการกับสถาบันการศึกษา/สถาบันวิจัย ซึ่งจะก่อให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่จะสนับสนุนให้เกิดการสร้างนวัฒนกรรม (Innovations) สินค้าใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดในประเทศ และต่างประเทศร่วมกัน
ทั้งนี้ การรวมกลุ่ม Cluster จะทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมมีเป้าหมายร่วมกัน มีการเชื่อมโยง และเกื้อกูลในลักษณะแบบ Win-Win Situation ส่งผลให้การพัฒนาระดับอุตสาหกรรมคล่องตัวมากขึ้น

2.Productivity
Global Company ต้องนำแนวทางการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) มาใช้ในการบริหารบริษัทฯ เนื่องจากหลักการ Productivity เป็นแนวทางการที่มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างคุ้มค่า อันนำไปสู่การพัฒนา Global Company อย่างยั่งยืน (sustainable Development) ซึ่งแนวทาง Productivity จะเป็นแนวทางสนับสนุนให้ Global Company มีความเข้มแข็ง และประสบความสำเร็จมากขึ้น
แนวทางการสร้าง Productivity แบ่งเป็น 2 ด้าน คือ
1. แนวทางการพัฒนาด้านทักษะแรงงาน ได้แก่
- ควรพิจาณาอัตราค่าจ้าง โดยใช้หลักเกณฑ์วัดจากความสามารถ(Competency) และประสบการณ์เป็นสำคัญ เพื่อเป็นการจูงใจให้ลูกจ้าง พัฒนาทักษะฝีมือของตนเองมากยิ่งขึ้น
- ควรสร้างความรู้สึกที่ดีต่องานให้แก่ลูกจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างภูมิใจในงานที่ปฏิบัติ
- ควรมีการให้ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนางานแก่ลูกจ้าง โดยอาจจัดหาครู หรือวิทยากรผู้มีความเชี่ยวชาญมาฝึกอบรมให้ความรู้แก่ลูกจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างมีการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ
2. แนวทางพัฒนาด้านการบริหารจัดการ ได้แก่
- ต้องมีการแลกเปลี่ยน “Best Practice” ทั้งจากภายใน และภายนอก หรือระหว่างองค์กร/หน่วยงาน/บริษัท ซึ่งจะนำไปสู่การสร้าง Benchmark เพื่อสามารถนำมาเปรียบเทียบ เพื่อเกิดการพัฒนาแบบต่อยอด แนวทางการบริหารจัดการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
- ควรมีการกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) อย่างชัดเจน และเร่งสร้างความเข้าใจในพนักงานทุกระดับชั้น เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปในทางเดียวกัน
- ควรให้อำนาจ (Empowerment) แก่บุคคลกรในการปฏิบัติงานตามสังกัดหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อสร้างความยืดหยุ่น (Flexibility) ในการดำเนินงาน
- ควรหาเครื่องมือใหม่ๆ มาใช้ในการบริหารจัดการ เช่น นำเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ (Hardware) มาใช้ให้งานสะดวกขึ้น
- ควรหมั่นศึกษาความรู้ทางการตลาดอยู่เสมอ เพราะแนวโน้มทางการตลาด มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
- ต้องสร้างองค์กรให้เป็น “องค์กรแห่งการเรียนรู้” เพื่อที่จะสามารถปรับเปลี่ยน และนำเอาความรู้ ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้อย่างเหมาะสมกับธุรกิจของตน
- ต้องพัฒนานวัตกรรม (Innovation) อยู่เสมอ เพื่อให้เกิดสิ่งแปลกใหม่ และจะนำไปสู่ความชื่นชอบของลูกค้า
- ควรมีการจัดการด้านความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม (Safety & Environment) โดยให้ความสำคัญต่อการประหยัดทรัพยากร ลดต้นทุน ตลอดจนการเพิ่มผลผลิตให้กับธุรกิจมากที่สุด

Micro Level:
1.เน้นศักยภาพตลาดภายในประเทศเป็นอันดับแรก
ก่อนที่จะเป็น Global Company ได้ บริษัทฯ ต้องสร้างศักยภาพภายในประเทศเป็นอันดับแรก โดยในประเทศต้องมี Market Share และมียอดขายเจริญเติบโตอย่างมั่นคง ทั้งนี้ หากภายในประเทศไม่มีศักยภาพในการแข่งขันแล้ว ก็อย่าหวังเลยว่าจะเป็น Global Company ได้

2.วิเคราะห์ SWOT Analysis ก่อนออกไปแข่งขันตลาดต่างประเทศ
ต้องมองหาโอกาสที่จะเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ โดยต้องทราบถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค เป็นอย่างไร? หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งการวิเคราะห์ SWOT Analysis ต้องทราบว่าสินค้าเราเป็นอย่างไร เรามีความได้เปรียบทางด้านต้นทุนหรือ ความได้เปรียบทางด้านความเชี่ยวชาญ หากเปรียบเทียบกับสินค้าคู่แข่งเรามีโอกาสแข่งขันกับเขาได้หรือไม่? แล้วกฎระเบียบของประเทศที่เราจะเข้าไปแข่งขันเอื้ออำนวยต่อสินค้าเราหรือไม่? หากเราประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ แล้วเห็นว่าการเข้าไปแข่งขันเราจะไม่เสียเปรียบคู่แข่งขันมากเกินไป เราจึงจะเข้าไป
ทั้งนี้ การตัดสินใจเข้าร่วมแข่งขัน อยากให้ Global Company มองระยะยาวมากกว่า เพราะในช่วงแรกแน่นอนว่า จะต้องมีอุปสรรคมาก ทั้งจากคู่แข่งเดิมที่มีอยู่ และความยากในการสร้างตลาดใหม่ ที่เราไม่มีความเชี่ยวชาญ หากวิเคราะห์แล้วพบว่า เรามีโอกาสเติบโต และสภาวแวดล้อมในอนาคตเอื้ออำนวย ก็คงต้องยอมขาดทุนช่วงแรก เพื่อกำไรในระยะยาว

3.ผสมผสาน Culture ที่มีความแตกต่างอย่างลงตัว
Global Company มักประสบปัญหาเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรม (Culture) ดังนั้น การเข้าแข่งขันในตลาดต่างประเทศ เราต้องคำนึงถึง
-Culture เขาเป็นอย่างไร?
-พฤติกรรมผู้บริโภคเขาเป็นอย่างไร ?
-รูปแบบการดำเนินชีวิต ?
เพื่อที่เราจะได้ผสมผสานความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม และนำสินค้าของเราเข้าไปสู่ Culture ของเขาอย่างลงตัว ยกตัวอย่างเช่น การเปิดร้านขายต้มยำกุ้งในต่างประเทศ สิ่งแรกที่ควรทราบคือ ต้องทราบว่าผู้คนในประเทศนั้นชื่นชอบรสชาติใดเป็นพิเศษ จากนั้น เราก็ประยุกต์รสชาติอาหารให้เหมาะสมกับลิ้นของผู้คนในประเทศนั้นๆ เพียงเท่านี้ ก็ถือว่า เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมแบบ Win-Win Culture แล้ว

4.สร้าง Brand ให้เป็นที่ยอมรับ
การมี Brand เป็นสิ่งสำคัญสำหรับ Global Company เนื่องจากมีสินค้ามากมายในตลาดต่างประเทศ และส่วนใหญ่ไม่มีความแตกต่างกัน ดังนั้น Brand จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญมาก กรณี Global Company ในประเทศจีน นักธุรกิจให้ความสำคัญมาก โดยใช้งบประมาณในการ Take Over บริษัทต่างชาติ เพื่อให้ได้มาซึ่ง Brand ที่มีคุณภาพ และศักยภาพ โดยในปี 2548 รัฐบาลจีนได้ประเมินว่า มีการใช้งบประมาณถึง 7 พันล้านดอลล่าร์ สรอ. เพื่อใช้ในภารกิจนี้ โดยกรณีที่น่าสนใจคือ การเข้าไป Take over บริษัท IBM ซึ่งเป็นบริษัทฯ ที่ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค (Personal – computer) โดยกลุ่ม Lenovo ทุ่มงบประมาณเป็นจำนวนถึง 1.2 พันล้านดอลล่าร์ สรอ. ในการได้มาซึ่ง Brand ดังระดับโลก แม้ว่าการ Take Over จะใช้งบประมาณมาก แต่คุ้มค่าในแง่ที่ไม่ต้องสร้าง Brand ขึ้นมาเอง เพราะการสร้าง Brand ใช้ระยะเวลานาน รวมทั้ง ไม่มีเครื่องการันตีว่า หากสร้างแล้ว จะประสบความสำเร็จได้ในอนาคต ดังนั้น จึงถือว่าการ Take Over เพื่อให้ได้มาซึ่ง Brand เป็นการกำจัดความเสี่ยงที่สินค้าไม่มีที่ยอมรับของตลาดต่างประเทศของ Global Company

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะหมดหวังสำหรับบริษัทที่อยากจะเป็น Global Company แต่มีเงินทุนไม่เพียงพอที่จะ Take Over เพื่อให้ได้มาซึ่ง Brand ดังระดับโลก ยกตัวอย่างความสำเร็จ เครื่องดื่มชาเขียวโออิชิ ของคุณตัน ซึ่งเริ่มแรกไม่มีเงินทุนมากมาย แต่เพราะมี Idea จึงสามารถสร้าง Brand เกี่ยวกับชาเขียว โดยสร้าง Story ว่าเครื่องดื่มชาเขียวเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพของชาวญี่ปุ่น ซึ่งในเวลานั้นตรงความต้องการของผู้บริโภคที่มีความต้องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดังนั้น จึงทำให้ยอดขายเครื่องดื่มชาเขียวโออิชิเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เป็นกรณีตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าแม้จะเล็ก แต่หากมี Idea ดีก็ประสบความสำเร็จในการสร้าง brand ได้

ทั้งนี้ แนวทางการสร้าง Brand ให้ประสบความสำเร็จนั้นประกอบด้วยหลัก 3 ประการ ดังนี้
-สินค้าต้องปลอดภัย ไม่มีสารพิษ ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
-สินค้าต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Identify goods) ไม่ลอกเลียนแบบใคร และรักษาคุณภาพสินค้าอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งมี Packaging สตุดตา จำง่าย
-สินค้าต้องมีเรื่องเล่าทางวัฒนธรรม (ข้อนี้สำคัญมาก) เนื่องจาก เมื่อผู้ซื้อทราบถึงประวัติ ที่มาของสินค้า ก็จะรู้สึกภูมิใจที่มีโอกาสได้ใช้สินค้านั้น

ยกตัวอย่างกรณีเครื่องดื่มชาเขียวโออิชิของคุณตันที่กล่าวมาแล้วข้างต้น นับเป็นตัวอย่างที่สามารถอธิบายได้ชัดเจนที่สุด ในการใช้เรื่องเล่าทางวัฒนธรรมว่า เครื่องดื่มชาเขียวเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ชาวญี่ปุ่นดื่ม
และอีกตัวอย่างหนึ่งคือ Brand ท้าวจตุคามรามเทพ ก่อนจะ fever เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น ก็มีเรื่องเล่าวัฒนธรรมถึงความศักดิ์สิทธิ์ของผู้บูชาว่า บูชาแล้วเกิดปฏิหารขึ้นกับตนเอง จนเกิดปรากฎกาณ์ “แบบปากต่อปาก” จนถึงบัดนี้กระแสจตุคามรามเทพ ว่ากันว่า สร้างมูลค่าให้ระบบเศรษฐกิจปีนี้กว่า 10,000 ล้านบาท




 

Create Date : 09 มกราคม 2551
0 comments
Last Update : 12 มกราคม 2551 13:57:05 น.
Counter : Pageviews.

 
Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
How Much
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add How Much's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com