เรื่องเกษตร คนเมืองก็เข้าใจได้

<<
พฤศจิกายน 2555
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
30 พฤศจิกายน 2555
 

การใช้สารสกัดจากสะเดาเพื่อฆ่าแมลงศัตรูพืช ตอนที่ 2

สะเดาชนิดไหนที่ให้สารอะซาดิแรดตินมาก
        จากการทดลองพบสารอะซาดิแรดตินมากที่สุดในเมล็ดสะเดา โดยเฉพาะสะเดาอินดียพบปริมาณสูงที่สุดคือ 7.6 มก./กรัม โดย เฉลี่ย สะเดาไทยพบ 6.7 มก./กรัม โดย เฉลี่ย และสะเดาช้าง (ต้นเทียม) พบ 4.0 มก./กรัม โดย เฉลี่ย    แต่อย่างไรก็ตามปริมาณสารอะซาดิแรดตินดังกล่าวที่สกัดได้ยังมีความสัมพันธ์โดยตรงกับอายุต้น อายุเมล็ด สภาพแวดล้อมที่ปลูก การเก็บรักษาเมล็ดสะเดา ก่อนนำมาสกัดและวิธีสกัด แต่ระดับเกษตรกรแล้ว ถ้าเมล็ดไม่แก่และอ่อนเกินไป และเป็นผลที่ยังติดอยู่กับต้นสะเดาและนำไปสกัดโดยวิธีง่าย ๆ โดยใช้น้ำเป็นตัวสกัด อัตราส่วนเมล็ดสะเดา 1 กก./น้ำ 20 ลิตร จะมีสารอะซาดิแรดตินอยู่ 0.1-0.3% และจากการทดลองความเข้มข้นของสารฯ ขนาดนี้สามารถป้องกันกำจัดหนอนผีเสื้อและแมลงปากดูดได้หลายชนิด

สะเดาชนิดไหนที่เหมาะสมที่จะนำมาสกัดใช้เองและเชิงการค้า   
         สะเดาไทยเป็นพันธุ์เหมาะสมที่สุด เพราะเหตุว่าหาได้ง่ายและปลูกกระจัดกระจายมากกว่าปริมาณเมล็ด/ต้น สูงมากกว่าถ้ามีการปรับปรุงพันธุ์ และพัฒนากันต่อไป คงจะให้สะเดาที่มีปริมาณสารอะซาดิแรดติน ในเมล็ดสูงขึ้น

การเตรียมผลสะเดาเพื่อเอาเมล็ด
         เก็บผลสะเดาที่มีสีเหลือง ใส่ถุงพลาสติกอบไว้ 1-2 วัน บีบเนื้อจากผลออกให้หมด นำเมล็ดที่ได้มาถูกับทรายเปียกอีกครั้ง แล้วนำไปล้างน้ำให้สะอาดจะได้เมล็ดที่สะอาด นำไปตากแดด 1 วัน แล้วนำไปผึ่งลมในที่ร่มอีกให้แห้งสนิท อย่าให้มีเชื้อราเกิดขึ้น (ถ้าเกิดเชื้อราให้แยกส่วนนั้นทิ้งไป) แล้วนำไปบดใช้ต่อไป ถ้าต้องการเก็บรักษาไว้ควรเก็บเมล็ดที่สะอาดนี้ไว้ในภาชนะที่มีอากาศถ่ายเทได้ดีเช่น กระสอบตาข่ายไนล่อน, เข่ง ถ้าจะเก็บไว้ใช้นาน ๆ ต้องผึ่งในที่ร่มให้แห้งสนิท (ผึ่งไว้ 2-3 เดือน ความชื้นในเมล็ดต่ำกว่า 10%) 

เก็บผลสะเดาที่อยู่บนต้นเท่านั้น

นำมาล้างด้วยน้ำเอาส่วนของเปลือกและเนื้อออก

นำเมล็ดไปผึ่งแดด 2-3 แดด แล้วเก็บในห้องที่อากาศถ่ายเท 
อย่าเก็บในถุงพลาสติกจะทำให้เกิดเชื้อรา

เมื่อจะนำไปใช้ต้องบดเมล็ดให้ละเอียด

บดแล้วจะได้ผงสะเดาที่ละเอียด

นำผลสะเดาใส่ในถุงผ้าขาวบางแช่นํ้านาน 24 ชั่วโมง ใช้มือบีบ
ถุงเป็นครั้งคราว เพื่อให้สารอะซาดิแรดตินออกมามากที่สุด


วิธีใช้สารสกัดจากเมล็ดสะเดา
         เอาเมล็ดสะเดาแห้งที่ประกอบด้วยเปลือกหุ้มเมล็ดและเนื้อเมล็ด มาบดให้ละเอียดแล้วนำผงเมล็ดสะเดามาหมักกันน้ำในอัตรา 1 กิโลกรัม/น้ำ 20 ลิตร โดยใช้ผงสะเดาใส่ไว้ในถุงผ้าขาวบางแล้วนำไปแช่ในน้ำ นาน 24 ชั่วโมง ใช้มือบีบถุงตรงส่วนของผงสะเดา เพื่อสารอะซาดิแรดติน ที่อยู่ในผงสะเดาสลายตัวออกมาให้มากที่สุด เมื่อจะใช้ก็ยกถุงผ้าออก พยายามบีบถุงให้น้ำในผงสะเดาออกให้หมดแล้วนำไปฉีดป้องกันกำจัดแมลง ก่อนนำไปฉีดแมลงควรผสมสารจับใบเพื่อให้สารจับกับใบพืชได้ดีขึ้น

         ควรใช้สารสกัดนี้ ฉีดพ่นในเวลาเย็นจะมีผลในการฆ่าแมลงได้ดี ใช้ฉีดพ่น 5-7 วันต่อครั้ง และควรใช้สลับกับสารฆ่าแมลงเป็นครั้งคราว แต่ถ้าเป็นช่วงที่แมลงระบาดอย่างรุนแรง ต้องใช้สารฆ่าแมลงฉีดพ่น ซึ่งจะลดความเสียหายได้รวดเร็ว

         ในการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ ควรนำสารสกัดที่ได้มาผสมกับสาร Piperonyle butoxide (PB) สารนี้จะเป็นสารที่ช่วยหยุดยั้งการทำงานของน้ำย่อยบางชนิดที่จะทำให้แมลงมีการตายมากขึ้น เมื่อแมลงมากัดกินพืชที่มีสารนี้ แต่จากการทำลองสารสกัดสะเดากับเพลี้ยจักจั่นฝ้ายทำลายกระเจี๊ยบเขียว ไม่ได้ผสมสาร PB ก็มีประสิทธิภาพดีเท่าเทียมกับสารฆ่าแมลง ทามารอน อัตรา 50 ซีซี/20 ลิตร การผสมสารนี้อาจจะเพิ่มค่าใช้จ่ายแต่ควรจะพิจารณาใช้ในแหล่งที่แมลงมีความต้านทานต่อสารฆ่าแมลง

สารอะซาดิแรดติน ให้ผลดีในการป้องกันกำจัดแมลงชนิดใดบ้าง
       ให้ผลดี ในพวกแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ สำหรับหนอน เช่น หนอนใยผัก หนอนเจาะยอดคะน้า หนอนชอนใบ หนอนกระทู้ หนอนหนามเจาะสมอฝ้าย หนอนหลอดหอม และหนอนบุ้ง
(ไม่ได้ผล คือ มวนแดง หมัดกระโดดตัวเต็มวัย ด้วงปีกแข็ง มวนเขียว หนอนเจาะฝัก ถั่วเขียว เพลี้ยแป้งเพลี้ยหอย)

ผลของสารสกัดจากสะเดาที่มีต่อพืช
      พืชผักบางอย่าง เช่นผักคะน้า, ผักกาดขาวปลี ผักกาดกวางตุ้ง ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ถ้าหากใช้สารสกัดจากสะเดาที่มีความเข้มข้นมาก ๆ และมีส่วนของน้ำมันสะเดาผสมอยู่มากจะทำให้ใบผักมีสีผิดปกติ ผักใบจะด้านโดยเฉพาะด้านบนของใบที่ถูกแสงแดดจะแสดงอาการสีม่วง ถ้าผลิตผักเป็นการค้าอาจจะมีผลต่อผู้ซื้อได้

การเก็บรักษาเมล็ดสะเดาเอาไว้ใช้
         วิธีการเก็บรักษาเมล็ดสะเดาที่ดี คือเก็บไว้ในอุณหภูมิที่เย็น เช่น ในตู้เย็น หรืออุณหภูมิที่ใช้เก็บเมล็ดพันธุ์พืชจะทำให้ได้สารอะซาดิแรดตินสูงแต่จากการทดลองเก็บเมล็ดสะเดาใน อุณหภูมิห้องธรรมดาที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกปริมาณสารอะซาดิแรดตินจะลดลง 29% ซึ่งมีปริมาณลดลงไม่มากนัก และถ้าคิดถึงค่าใช้จ่ายเนื่องจากกระแสไฟฟ้าก็ควรจะเก็บไว้อุณหภูมิห้อง แต่พยายามอย่าให้เชื้อราเกิดกับเมล็ดสะเดา

ส่วนการเก็บสารสกัดจากสะเดา จากการทดลองสามาาถเก็บไว้ได้นาน 9 เดือน โดยประสิทธิภาพยังเหมือนเดิม โดยไม่ต้องเติมสารอื่น ๆ ลงไป (สกัดโดยแอลกอฮอล์ และระเหยแอลอฮอล์ออก มีลักษณะเป็นตะกอนเหลวข้น สีน้ำตาล) ในต่างประเทศจะสกัดสารที่มีความบริสุทธิ์มากปัญหาก็คือเมื่อนำไปใช้จะมีการสลายตัวเร็วมาก จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาสารอื่น ๆ เติมลงไปให้เกิดมีความคงทนมากขึ้น เพราะฉะนั้นการทำให้สาร อะซาดิแรดติน บริสุทธิ์มากเกินไป คงไม่จำเป็นนักเพราะจะต้องเสียต้นทุนในการหาสารคงสภาพผสมลงไป

แนวโน้มการดื้อต่อสารสกัดจากสะเดาของแมลง
      สภาพการเกิดการดื้อต่อสารสกัดจากสะเดาของแมลง เมื่อเปรียบเทียบกับสารฆ่าแมลงสังเคราะห์แล้วการดื้อต่อสารสกัดสะเดาคงจะใช้เวลานานเหตุผลก็คือสารสกัดสะเดา นอกจากจะมีสารอะซาดิแรดตินแล้วยังมีสารอินทรีย์อื่น ๆ อีก 30 กว่าชนิด ซึ่งบางชนิดก็มีผลต่อแมลงด้วย และยังมีการออกฤทธิ์แตกต่างกัน และยังจะเกี่ยวกับยีนที่ควบคุมความต้านทานจะอยู่กันคนละตำแหน่งเป็นการยากที่แมลงจะสร้างความต้านทาน ต่อลักษณะหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน แต่เพื่อป้องกันการสร้างความต้านทานอาจจะเกิดขึ้น ควรจะใช้สลับกับสารฆ่าแมลงเป็นครั้งคราว

ปัญหาและข้อจำกัดของสารสกัดจากสะเดา
         จากการทดลองเกี่ยวกับสารสกัดจากเมล็ดสะเดาที่ผ่านมา พอจะสรุปได้ในระดับหนึ่งว่า มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดแมลงบางชนิดได้เท่าเทียมกับสารฆ่าแมลง และพอจะนำไปทดแทนการใช้สารฆ่าแมลงตามนโยบายการลดการใช้สารฆ่าแมลงของกรมวิชาการเกษตรได้ แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้วสารสกัดจากสะเดายังมีข้อจำกัดอีกมาก เช่น เมล็ดสะเดามีเพียงบางฤดูกาล จะสะดวกต่อเกษตรกรหรือไม่ถ้าจะเก็บไว้มาก ๆ และการเก็บไว้นาน ๆ เปอร์เซ็นต์สารอะซาดิแรคตินมีโอกาสจะลดลง ตลอดจนขั้นตอนในการสกัด ถึงแม้จะเป็นวิธีการสกัดอย่างง่าย ๆ แต่เกษตรกรส่วนมากต้องการความสะดวกในการที่จะนำเอาไปใช้ดังนั้นในการที่จะผลักดันสารสกัดจากสะเดา ให้เป็นที่นิยม ของเกษตรกร จะต้องออกมาเป็นรูปการค้า และที่สำคัญต้องมีประสิทธิภาพดีในการป้องกันกำจัดด้วย ซึ่งขณะนี้สารสกัดจากสะเดา ที่จำหน่ายเป็นการค้า ก็ยังมีปัญหาในด้านประสิทธิภาพอยู่จึงจำเป็นที่จะต้องแก้ไขในเรื่องนี้ให้ได้


เอกสารอ้างอิง
กอบเกียรติอ์บันสิทธิ์, 2535.   
สรุปข้อมูลที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ที่ได้จากการประชุม Botanical Pesticide Work shop. ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันที่ 30 เมษายน - 1 พฤษภาคม 2535. 2 หน้า.

วีรวิทย์วิทยารักษ์.  2535.   "การศึกษาการใช้สารสกัดจากสะเดาร่วมกับสารฆ่าแมลงในการป้องกันกำจัดหนอนเจาะฝักกระเจี๊ยบเขียว" เอกสารประกอบการประชุมแถลงผลงานประจำปี  2535.  สถาบันวิจัยพืชสวน, กรมวิชาการเกษตร.

สมาคมกีฎและสัตววิทยาแห่งประเทศไทย.  2534.  "ปัญหาและแนวทางแก้ไขการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช"  เอกสารประกอบการอภิปรายทางวิชาการ ครั้งที่ 1/2534.

อารมณ์ แสงวนิชย์ และ ชัยพัฒน์ จิระธรรมจารี. มปป. สะเดา (โรเนียว) กองวัตถุมีพิษการเกษตร, กรมวิชาการเกษตร.  4 หน้า

อารมณ์แสงวนิชย์.  2535.  "การลดการใช้สารเคมีเกษตรภายใต้นโยบายเคมีการเกษตร" รายงานผลความก้าวหน้างานวิจัยและพัฒนาสารธรรมชาติจากพืชเพื่อป้องกันกำจัดแมลงและวัชพืช.  กองวัตถุมีพิษการเกษตร, กรมวิชาการเกษตร.

ขอขอบคุณแหล่งความรู้จาก

  • มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • ห้องสมุดความรู้การเกษตร
  • กรมส่งเสริมการเกษตร

ชอบกด Like & Share เป็นกำลังใจให้ด้วยน่ะจ๊ะ




Create Date : 30 พฤศจิกายน 2555
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2555 15:57:51 น. 0 comments
Counter : 2709 Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
Mr.Evo_IV
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




[Add Mr.Evo_IV's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com