เรื่องเกษตร คนเมืองก็เข้าใจได้

<<
พฤศจิกายน 2555
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
27 พฤศจิกายน 2555
 

สารเร่งดอกมะม่วง ตอนที่1

รองศาสตราจารย์ พีระเดช ทองอำไพ
ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

         การผลิตมะม่วงในปัจจุบัน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้วิชาการต่างๆ เข้าช่วยเพื่อควบคุมการเจริญเติบโตของมะม่วงให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ เรื่องการออกดอกติดผลของมะม่วงในอดีต เป็นปัญหาสำคัญซึ่งทำให้ผลผลิตของมะม่วงประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร แต่ปัจจุบันนี้เราสามารถบังคับให้มะม่วงมีการออกดอกได้อย่างเป็นที่น่าพอใจโดยการใช้สารเคมีบางประเภท ซึ่งเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการเกษตรและยังเป็นแนวทางในการผลิตพืชนอกฤดูชนิดอื่นอีกต่อไป

       การออกดอกของมะม่วง มีหลักการอยู่ที่ว่า ต้นต้องมีความสมบูรณ์และมีระดับฮอร์โมนภายในอย่างเหมาะสม ซึ่งในบรรดาฮอร์โมนทั้งหลายนั้นพบว่า จิบเบอเรลลิน(gibberellins)มีความสำคัญอย่างมากต่อการออกดอกของมะม่วง จิบเบอเรลลินเป็นฮอร์โมนที่พืชสร้างขึ้นเอง และมีผลกระตุ้นการยืดตัวของเซลล์ จึงทำให้กิ่งก้านยืดยาวออก แต่ที่สำคัญคือ จิบเบอเรลลินเป็นฮอร์โมนที่เร่งการเจริญเติบโตทางด้านกิ่ง ใบและยับยั้งการออกดอก ดังนั้นสภาพใดก็ตามที่ทำให้มีจิบเบอเรลลินภายในต้นมาก ก็จะทำให้เกิดการเติบโตแต่ทางด้านกิ่ง ใบเพียงอย่างเดียว โดยไม่ออกดอก เช่น ในสภาพดินแห้ง มีไนโตรเจนน้อย หรือ กระทบอากาศเย็นเป็นระยะเวลานานพอสมควร จะทำให้จิบเบอเรลลินลดน้อยลงผลที่ตามมาก็คือ การเจริญทางด้านกิ่งใบหยุดชะงักลง และมีการสร้างตาดอกขึ้นมาแทน จากหลักการข้อนี้จึงอาจใช้ป็นหลักการข้อนี้จึงอาจใช้เป็นหลักในการควบคุมการออกดอกของมะม่วงได้ โดยหาทางลดปริมาณจิบเบอเรลลินลง เพื่อให้มีโอกาศสร้างตาดอกได้มากขึ้น

             ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาสารเคมีชนิดต่าง ๆ ขึ้นมาอย่างมากมาย และในบรรดาสารเหล่านี้มีอยู่กลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจ นั้นคือสารชะลอการเจริญเติบโตของพืช(plant growth retardants) สารกลุ่มนี้มีคุณสมบัติคือ สามารถยับยั้งการสร้างจิบเบอเรลลินภายในต้นลดน้อยลง และหยุดการเติบโตด้านกิ่งใบ แต่จะพัฒนาดอกขึ้นมาแทน จากการทดลองใช้สารกลุ่มนี้หลายชนิดกับมะม่วงพบว่ามีอยู่สารหนึ่งซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการยับยั้งจิบเบอเรลลินในต้นมะม่วง นั่นคือ สารแพกโคลบิวทราโซล(paclobutrazol) และพบว่าสารนี้บังคับให้มะม่วงออกดอกนอกฤดูได้ จากการทดลองครั้งแรก โดยคณาจารย์ของภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2527 โดยทดลองกับมะม่วงนำดอกไม้ทะวาย ปรากฎว่าต้นมะม่วงที่ใช้สารนแพกโคลบิวโซลสามารถออกดอกได้ทุกต้นภายในเวลา 2-4 เดือนภายหลังการใช้สาร เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้งานวิจัยเรื่องการใช้สารแพก-โคลบิวทราโซลเริ่มแผ่กว้างขวางมากขึ้น โดยได้มีการทดสอบกับมะม่วงพันธุ์อื่น ๆ เช่น เขียวเสวย หนังกลางวัน เจ้าคุณทิพย์ ฟ้าลั่น ศาลายา หนองแซง อกร่อง ทองดำ ซึ่งก็ปรากฎว่าได้ผลดี เช่นกัน ต่อมาได้มีการนำสารแพก-โคลบิวทราโซลออกมาจำหน่ายแก่เกษตรกรโดยใช้ชื่อสินค้าต่าง ๆ กันเพื่อที่ใช้บังคับการออกดอกของมะม่วงโดยเฉพาะ

สารแพกโคลบิวทราโซล เป็นสารควบคุมการเจริญเติบโตชนิดหนึ่งซึ่งถ้าใช้อย่างไม่ถูกต้องอาจไม่ได้ผลตามคุณสมบัติที่สารนั้นมีอยู่ และอาจเกิดผลเสียแก่ต้นพืชได้ จากการวิจัยมาเป็นเวลานาน พอได้ข้อสรุปที่จะแนะนำวิธีการใช้ให้ดังนี้

1. ต้นมะม่วงที่จะใช้สารต้องมีความอุดมสมบูรณ์ ต้องบำรุงรักษาต้นโดยการตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย และดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ปราศจากโรคและแมลงเข้าทำลาย

2. ระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการใช้สารคือ ในช่วงที่ใบยังอยู่ในระยะใบอ่อนหรือใบพวง(อายุประมาณ 15 ถึง 30 วัน) ซึ่งหากต้นมะม่วงไม่มีการแตกใบอ่อน ก็สามารถกระตุ้นให้มีการแตกใบอ่อนขึ้นมาใหม่ได้ โดยการใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูงและให้น้ำสม่ำเสมอ นอกจากนี้อาจใช้สารเคมีประเภท โพแทสเซียมไนเตรท 2.5% (ใช้สาร 500 กรัมผสมน้ำ 20 ลิตร) หรือไทโอยูเรีย 0.5% (ใช้สาร 100 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร) พ่นให้ทั่วต้นในระยะทีมะม่วงใบแก่จัดเพื่อกระตุ้นให้มีการแตกตา

3. เมื่อมะม่วงมีการแตกใบอ่อนแล้ว ต้องดูแลใบอ่อนให้อยู่ในสภาพมี่สมบูรณ์ปราศจากโรคและแมลงรบกวน จนกระทั่งใบอ่อนมีอายุ 15 ถึง 30 วัน จึงใช้สารแพกโคลบิวทราโซล เพื่อกระตุ้นการสร้างตาดอก

4. ถึงแม้ปัจจุบันจะทราบว่าการใช้สารแพกโคลบิวทราโซลสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการพ่นทางใบ การฉีดเข้าต้น หรือการราดลงดิน แต่วิธีการให้แพกโคล-บิวทราโซลที่เหมาะสมที่สุดคือ การราดลงดินโดยเฉพาะอย่างยิ่งราดโดยตรงที่โคนต้น เนื่องจากสารนี้ดูดซึมได้ดีทางราก ขั้นตอนกรให้สารมีวิธีการดังนี้

4.1 วัดขนาดทรงพุ่มของมะม่วง โดยวัจากชายพุ่มอีกด้านหนึ่ง การวัดทรงพุ่มมีหน่วยเป็นเมตร
4.2 ให้น้ำแก่ต้นมะม่วง จนกระทั่งดินเปียกทั่ว
4.3 คำนวณปริมาณสารแพกโคลบิวทราโซลที่ต้องใช้ โดยใช้ขนาดทรงพุ่มเป็นเกณฑ์ดังนี้
4.3.1 มะม่วงสายพันธุ์ที่ออกดอกง่ายหรือมีพันธ์ทะวาย เช่น น้ำดอกไม้ ศาลายา เจ้าคุณทิพย์ โชคอนันต์ ให้ใช้สารแพกโคล-บิวทราโซลอัตรา 1 กรัมเนื้อสารต่อทรงพุ่ม 1 เมตร เช่น เมื่อวัดทรงพุ่มตามข้อ 4.1 ได้ 3.5 เมตร ก็ใช้สารแพกโคลบิวทราโซล 3.5 กรัมเนื้อสาร

4.3.2 มะม่วงสายพันธุ์ที่ออกดอกยากเช่น เขียวเสวย หนังกลางวัน ทองดำ แรด ให้ใช้สารแพกโคลบิวทราโวลในอัตรา 1.5 กรัมเนื้อสารต่อขนาดทรงพุ่ม 1 เมตร เช่น เมื่อวัดขนาดทรงพุ่มตามข้อ 4.1 ได้ 3 เมตร ก็ใช้สารแพกโคลบิวทราโซล 4.5 กรัมเนื้อสาร
4.4 ผสมสารแพกโคลบิวทราโซล ในน้ำประมาณ 1-2 ลิตรตามอัตราที่คำนวณได้จากข้อ 4.3 แล้วราดสารรอบโคนต้น โดยให้สารกระจายอย่างสม่ำเสมอมีข้อสังเกตว่า สารแพกโคลิบิวทราโซลที่ใช้นั้น ไม่ใช้สารบริสุทธิ์ แต่ส่วนใหญ่มีเนื้อสารอยู่จริง 10 กรัม ดังนั้น เมื่ออัตราการการใช้สารแพกโคลิบิวทราโซลที่ระบุไว้ให้ในข้อ 4.3 นั้น เป็นกรัมเนื้อสาร จึงต้องพิจารณาปริมาณที่ต้องใช้จริงโดยดูความเข้มข้นของสารแพกโคลิบิวทราโซล ซึ่งระบุไว้ภาชนะบรรจุเช่น หากต้องการใช้สารแพกโคลิบิวทราโซลปริมาณ 3.5 กรัมเนื้อสาร แต่สารที่ซื้อมาจำนวน 35 กรัม จึงจะมีเนื้อสารจริง 3.5 กรัม วิธีการคือชั่งนำหนักสารมา 35 กรัม ผสมลงในนำปริมาณ 1-2 ลิตร แล้วราดที่โคนต้นให้รอบ
4.5 ให้น้ำแก่ต้นมะม่วงอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 7 วัน เพื่อให้ดูดซึมสารเข้าไปในต้นเป็นไปได้อย่างดีขึ้น
5. ภายหลังการให้สารแล้วประมาณ 2 เดือนครึ่ง มะม่วงจะเริ่มออกดอกได้หากต้องการให้มะม่วงมีการออกดอกอย่างสม่ำเสมอพร้อมกันทั้งต้น ก็สามารถกระตุ้นการแตกตาโดยการใช้สารโพแทสเซียมไนเตรท หรือไทโอยูเรียได้ โดยมีเทคนิคและวิธีการดังนี้
5.1 ถ้าเป็นมมะม่วงพันธุ์ที่ออกดอกง่าย หรือมีแนวโน้มที่ป็นพันธุ์ทะวาย เช่น ฟ้าลั่น น้ำดอกไม้ ศาลายา เจ้าคุณทิพย์ เพชรบ้านลาด หนองแซง ให้ใช้โพแทสเซียมไนเตรท 2.5% (ใช้สาร 500 กรัมผสมนำ 20 ลิตร) หรือไทโอยูเรีย 0.5% (ใช้สาร 100 กรัมผสมน้ำ 20 ลิตร) พ่นให้ทั่วต้น ภายหลังจากการราดสารพาโคบิวทราโซลแล้ว 2 เดือน ถึง 2 เดือนครึ่ง มะม่วงจะแตกตากลายเป็นช่อดอก ปรากฎให้เห็นได้ภายใน 7 ถึง 14 วัน ภายหลังการพ่นสารเหล่านี้
5.2 ถ้าเป็นมะม่วงที่ออกดอกยาก หรือไม่ปรากฎว่ามีพันธุ์ทะวาย เช่น เขียวเสวย อกร่อง แรด หนังกลางวัน ทองดำ ให้ใช้ไทโอยูเรีย 0.5% (ใช้สาร 100 กรัมผสมน้ำ 20 ลิตร) พ่นให้ทั่วต้นภายหลังการรากสารแพกโคลบิวทราโซลแล้ว 3 เดือนครึ่ง ถึง 4 เดือน ช่อดอกจะปรากฎให้เห็นภายใน 14 ถึง 21 วัน ถ้าระยะนี้ยังไม่พบการแตกตาหรือยังแตกตาไม่สม่ำเสมอ ให้ใช้สารไทโอยูเรียซ้ำในอัตราเดิม
5.3ในกรณีที่มีการใช้สารโพแทสเซียมไนเตรท หรือไทโอยูเรียเร็วเกินไป ซึ่งตาดอกอาจยังสร้างไม่สมบูรณ์ จะมีผลทำให้มะม่วงมีการแตกใบอ่อนทั้งต้นแทนการออกดอก หรือเกิดเป็นช่อดอกปนใบ ดังนั้นอาจทดสอบได้ก่อนว่ามะม่วงมีการสร้างตาดอกแล้วหรือไม่ โดยการพ่นสารโพแทสเซียมไนเตรทหรือไทโอยูเรียเพียงบางกิ่งก่อน แล้วติดตามดูว่าตาที่เกิดขึ้นเป็นช่อหรือใบหากเกิดเป็นช่อดอกได้สมบูรณ์จึงพ่นสารให้ทั่วทั้งต้น เพื่อที่จะกระตุ้นตาที่เหลืออยู่ให้แตกออกมา แต่ถ้าตาที่ออกมาเป็นใบอ่อนก็ให้ชะลอการให้สารโพแทสเซียมไนเตรทหรือไทโอยูเรียไว้ก่อน
6. เมื่อช่อดอกมะม่วงเริ่มเจริญขึ้นมายาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร ให้ใช้ เอทีฟอน ความเข้มข้น 10-20 มิลลิกรัมต่อลิตร (หากเป็นสารเอทีฟอน ซึ่งมีเนื้อสาร 39.5% ให้ใช้อัตรา 0.5-1 มิลลิลิตร ผสมน้ำ 20 ลิตร) พ่นให้ทั่วต้นเพื่อช่วยให้มีดอกสมบูรณ์เพศมากขึ้น ซึ่ งเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสในการติดผลได้มากขึ้นด้วย
7. เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ควรบำรุงต้นไม้ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมสำหรับการออกดอกใน ฤดูกาลถัดไปและถ้ามีการใช้สารเร่งดอกอีกในปีถัดไปต้นต้องมีการแตกใบอ่อนมาแล้วอย่างน้อย 1 ชุด แล้วดำเนินการใช้สารเร่งกรออกดอกตามวิธีการเดิม

         การใช้สารแพกโคลบิวทราโซล ซ้ำในปีที่ 2 นั้น อาจลดอัตราการใช้ลงได้อีกถ้าเป็นพันธุ์ที่ออกดอกง่าย เช่น น้ำดอกไม้ ก็สามารถลดอัตราการใช้ลงได้ประมาณครึ่งหนึ่งของอัตราเดิม เช่น ปีแรกใช้อัตรา 4 กรัมต่อต้น เมื่อมีการใช้สารซ้ำต้นเดิมในปีถัดมา ก็สามารถลดอัตราการใช้ลงเหลือเพียง 2 กรัมต่อต้นได้ ส่วนพันธุ์ที่ออกดอกยาก เช่น เขียวเสวย สามารถลดอัตราการใช้ลงได้ 1/4 ของอัตราส่วนเดิม เช่นถ้าใช้ในปีแรก 4 กรัม ก็สามารถใช้ซ้ำในอัตรา 3 กรัม ในปีถัดมาโดยได้ผลเช่นกัน

         จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า การบังคับให้มะม่วงออกดอกโดยการใช้สารเคมีนั้นๆไม่ป็นเรื่องยากเย็นอะไรอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้คือ ยังไม่มีวิธีการใดที่ช่วยเพิ่มผลผลิตมะม่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการใช้สารเคมีนั้นยังได้ผลไม่แน่นอน จึงยังไม่อาจแนะนำให้ใช้ได้ ปัญหาเรื่องการติดผลของมะม่วงนั้นมีปัจจัยหลายอย่างที่เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพแวดล้อมขณะออกดอก และความสมบูรณ์ของต้น มะม่วงจะมีการติดผลได้ดีในสภาพที่อากาสไม่ชื้นเกินไป อุณหภูมิไม่สูงหรือต่ำเกินไปและต้นมีความสมบูรณ์สูง มีการให้ปุ๋ยและน้ำสม่ำเสมอ ดังนั้น เมื่อสามารถบังคับการออกดอกของมะม่วงได้โดยไม่จำกัดฤดูกาลเช่นนี้ จึงมีข้อแนะนำว่าไม่ควรบังคับให้มะม่วงออกดอกใช่วงที่ฝนชุก ซึ่งมีความชื้นในอากาศสูงเกินไป ทำให้การติดผลได้น้อย และอีกประการหนึ่งคือ ควรบำรุงรักษาต้นให้มีความสมบูรณ์อยู่เสมอ เพื่อเพิ่มโอกาสในการติดผลให้ดีขึ้น

ตารางที่ 1 อัตราการใช้สารแพกโคลบิวทราโซล เพื่อกระตุ้นการออกดอกของมะม่วงเปลี่ยนแปลงไปตามขนาดและอายุของต้น ดังนี้


         ยกตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการบังคับให้มะม่วงออกดอกและเก็บในช่วงเทศกาล เช่น วันขึ้นปีใหม่ (25-30 ธันวาคม) จะต้องนับวันย้อนหลังข้นไปเป็นขั้นตอน ก็สามารถกำหนดวันที่ให้สารแพกโซลและโพแทสเซี่ยมไนเตรทได้ ดังนี้

ขอขอบคุณแหล่งความรู้จาก

  • มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • รองศาสตราจารย์ พีระเดช ทองอำไพ
  • ห้องสมุดความรู้การเกษตร
  • กรมส่งเสริมการเกษตร

ชอบกด Like & Share เป็นกำลังใจให้ด้วยน่ะจ๊ะ




Create Date : 27 พฤศจิกายน 2555
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2555 13:55:26 น. 0 comments
Counter : 779 Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
Mr.Evo_IV
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




[Add Mr.Evo_IV's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com