Group Blog
 
 
มีนาคม 2553
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
8 มีนาคม 2553
 
All Blogs
 
ปลูกต้นไม้บนหลังคาช่วยลดโลกร้อน และที่สำคัญ ช่วยลดค่าไฟได้ด้วย (บทความงานวิจัย)




เมื่อพูดถึงโลกร้อนแล้ว ใครๆก็กลัว บ้างก็ว่า น้ำจะท่วมโลก บ้างก็ว่า หมีขั่วโลกจะละลาย เฮ้ย!! จะจมน้ำตาย บ้างก็ว่านกเพนกวินอาจจะกลายพันธุ์เป็นนกเป็ดน้ำ บ้างก็ว่าแผ่นดินจะแห้งแล้งจนไม่มีอาหารกิน บางคนก็ยังเชื่อว่าเหตุที่แผ่นดินไหวบ่อยในช่วงนี้บ่อยๆ เพราะน้ำแข็งขั่วโลกละลาย จนน้ำในทะเลเพิ่มขึ้น จนแผนเปลือกโลกต้องปรับสมดุลใหม่ ก็ว่ากันไป แล้วแต่ใครจะจินตนาการ


แต่ทว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าโลกร้อน กลับเป็นสิ่งที่เราเรียกมันว่า "บิลค่าไฟ" ต่างหาก ซึ่งมันน่ากลัวกว่าโลกร้อนเยอะเลย โดยเฉพาะหน้าร้อนแบบนี้ ต้องเร่งแอร์กันชนิดที่ว่า "หม้อไฟ" แทบจะระเบิด

บางคนก็ลงทุนรื้อหลังคา บุฉนวนกันความร้อนใหม่ ต้องรื้อหลังคาใหม่หมดเสียเงินกันเป็นแสนๆ ก็กัดฟันสู้ทน แต่ว่า ยังมีแนวคิดที่ ไม่ต้องเสียเงินมาก อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้แก่โลก และช่วยลดอุณหภูมิโดยรวมของเมืองได้อย่างง่ายๆ นั้นคือ "การปลูกต้นไม้บนหลังคาบ้าน"


แนวคิดการปลูกต้นไม้บนหลังคา หรือ (roof garden) สามารถช่วยลดความร้อนบนหลังคาได้อย่างมาก และทำให้บ้านเย็นสบายโดยไม้ต้องเปิดแอร์อีกด้วย


ในต่างประเทศ แนวคิดนี้ ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในประเทศที่เจริญแล้วทั้งในยุโรปและญี่ปุ่น มาดูรูปการปลูกต้นไม้บนหลังคาในต่างประเทศกัน



รูปที่ 1 รูปนี้ปลูกหญ้าบนหลังคาบ้านเลยทีเดียว




รูปที่ 2 สามารถเดินไปตัดหญ้าบนหลังคาได้ แสดงว่า บนหลังคาต้องมี "ดิน" และโครงสร้างหลังคาต้องแข็งแรงมาก




รูปที่ 3 อีกรูป สวยๆ รูปจากอเมริกา



รูปที่ 4 นอกจากหญ้าแล้ว ปลูกต้นอะไรหว๋า คล้ายต้นอ้อยเลย



รูปที่ 5 รูปนี้มาจากประเทศไทย ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง สังเกตุว่า ต้องมี "ดิน" และโครงสร้างหลังคาต้องแข็งแรงมาก



แม้ว่าแนวคิดนี้ จะเป็นแนวคิดที่ดี แต่การปลูกต้นไม้บนหลังคาบ้าน ก็ไม่ได้ทำได้ง่ายๆ เพราะต้นไม้ที่จะปลูกบนหลังคา ต้องรดน้ำ ต้องวางระบบน้ำ ต้องมีดิน ต้องออกแบบโครงสร้างใหม่ให้แข็งแรง และที่สำคัญ ต้นไม้ที่จะนำมาปลูกบนหลังคา ต้องเรียกได้ว่าต้อง "ทนทานมาก" ในยุโรปปลูกหญ้าได้ เพราะอากาศไม่ร้อนเท่าบ้านเรา


ผู้เขียน จึงได้พยายาม หาพันธุ์ไม้ที่ "ทนทาน" เพื่อมาปลูกบนหลังคาบ้านในประเทศไทยให้ได้ และค้นพบ ต้นไม้ชนิดหนึ่ง ที่ผู้เขียนเอง ก็ไม่เชิงว่าจะตั้งใจจะค้นพบ หรือวิจัยมันแต่อย่างใด แค่อยากรู้ว่า ทำไมต้นไม้ชนิดนี้จึงได้ทนทานยิ่งนัก จึงอยากทดลอง เอาไปปลูกไว้บนหลังคาบ้านดู


อนึ่ง ต้นไม้ชนิดนี้ มีชื่อว่า "กุหลาบหินพันธุ์ใบยาว" เข้าใจว่า แต่ละท้องถิ่นจะมีชื่อเรียกที่ ต่างกัน มันเป็นพืชในตระกูล "คว่ำตายหงายเป็น" ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Kalanchoe pinnata แต่ว่าพืชชนิดนี้ ใบจะหนากว่า ต้นคว่ำตายหงายเป็น มาก และสีของใบจะสีออกเขียวขาว


และเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผู้เขียนสงสัยว่าทำไม ต้นไม้ชนิดนี้ขนาดไม่เคยรดน้ำเลยมันยังเป็นต้นใหญ่ แล้วชูดอกอีกต่างหาก (ดอกนานๆเป็นที ดอกมีสีม่วงอ่อนๆปนสีขาว)


อนึ่ง ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ ดูเหมือนกับว่า ไม่ใช่งานวิจัยอย่างเป็นทางการมากนัก ซึ่งความจริง งานชิ้นนี้ เป็นเรื่องที่ผู้เขียนเองในวัยเด็ก ได้สังเกตุเห็นต้นไม้ชนิดหนึ่ง และสงสัยว่า ทำไมต้นไม้ชนิดนี้ มันถึงได้ทนทานต่อแดด และความแห้งแล้งได้ขนาดนี้



นั้นจึงเป็นที่มาของการ "ทดลองแบบเด็กๆ" โดยการนำ ต้นไม้ชนิดนี้ไปปลูกไว้บนหลังคาบ้าน ปีนขึ้นไปแบบเสี่ยงตายเล็กน้อย โดยใส่ดินนิดหน่อย จากนั้น ก็เอาต้นอ่อนๆไปปลูก และยังเด็ดใบของมัน ทิ้งๆขว้างๆไว้บนดาดฟ้าบ้านที่เป็นดาดฟ้าปูน จำนวนหนึ่ง จากวันนั้น 15 ปีให้หลัง ก็ลองปีนหลังคาบ้าน "ด้วยความยากลำบาก" ขึ้นไปดูอีกครั้ง ปรากฎว่า ภาพที่เห็นคือ มันยังไม่ตาย แถมมันยังปรับตัวได้อย่างดีเยี่ยม และถ้าหากว่าเราเอาต้นไม้ชนิดนี้ไปปลูกบนหลังคาบ้าน มันก็จะเข้ากับแนวคิด "สวนบนหลังคา" หรือ roof garden พอดิบพอดีเลย



รูปที่ ปีนขึ้นไปถ่าย ก็คือรูปข้างล่าง ไปดูกันว่า 15 ปี ผ่านไป พวกมันอยู่อย่างไร ตายแล้วยัง
V
V






รูปที่ 6 รูปหลังคาบ้านที่เต็มไปด้วย "ไลเคน" ตอนปีนขี้นไปเสียวมากๆ นับได้ว่า "เสี่ยงตายเล็กน้อย"








รูปที่ 7 แสดงต้นไม้ ที่ปลูกบนหลังคามา 15 ปี โดยไม่เคยรดน้ำ ไม่เคยดูแลเลย และไม่เคยสนใจ ถ้ามันเป็นคน รับรอง มันขาดความอบอุ่นไปเรียบร้อยแล้ว กลายเป็น "ต้นไม้มีปัญหา" ต่อสังคมแน่นอน







จากรูปที่ 8 จะเห็นเลยว่า พวกมันปรับตัว และอยู่รอดมาได้ 15 ปีแล้ว ซึ่งการปรับตัวของพวกมัน คือ ทั้งใบ ทั้งลำต้น จะเล็กลง (พืชชนิดนี้ถ้าปลูกในกระถาง ต้นและใบจะใหญ่กว่านี้มาก) และที่น่าสังเกตุอีกอย่าง จะพบว่า มีตะไคล้สีเขียว ขึ้นอยู่ใต้ต้น ตะไคล้จะชนิดนี้ปรกติจะพบ บริเวณที่ชื้นๆเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งนับได้ว่าแปลกมากๆ






รูปที่ 9 อีก มุม อยากบอกว่า บนหลังคานี้ แดดแรงมาก






รูปที่ 10 อีกมุม ตอนถ่ายรูป สายลมพักหวิวๆ มือหนึ่งเกาะเสาบ้าน อีกมือถือกล้อง น่าสงสารตัวเองมากๆ















และการทดลองอีกอย่างคือ บนดาดฟ้าบ้านที่เป็นปูน ตอนนนั้น (15 ปีที่แล้วแต่ตอนนี้ผู้เขียนก็ยังไม่แก่นะ20 ต้นๆเอง) ก็ลองเด็ดใบทิ้งๆ ขวางๆ ไว้บนดาดฟ้าดู ผลปรากฎว่า เป็นตามรูปข้างล่าง จะได้รู้ว่า มันทนจริงๆ ขนาดบางรูปไม่มีดินเลย มันยังขึ้นได้
V
V



รูปที่ 11 ใบที่ผู้เขียนเอาไปโยนทิ้งไว้แบบไม่สนใจใยดี ผลก็คือ มันกลับกลายเป็นต้นขึ้นมา ในรูปนั้น เป็นหลังคา ดาดฟ้าปูน ที่ไม่มีดินสักนิด มันขึ้นได้ไงเนียะ








รูปที่ 12 รูปนี้ก็ไม่มีดินสักนิด เป็นรูปดาดฟ้าปูน









รูปที่ 13 ดู ขนาดบนขอนไม้บนดาดฟ้ามันยังไปขึ้นได้







รูปที่ 14 ขนาดบนเปลือกมะพร้าวมันยังไปขึ้นได้ และผู้เขียนไม่ได้เอาไปปลูกบนนั้น แบบว่า บ้านข้างๆเขาคงกินวุ้นมะพร้าว แล้วคงจะทิ้งเปลือกมา ต้นไม้ชนิดนี้มันเลยไปเกาะ มันคงนึกว่าตัวมันเป็นกล้วยไม้ละมั้ง






รูปที่ 15 อีกด้านของเปลือกมะพร้าว ด้านนี้จะชัดกว่า รูปที่ถ่าย ถ่ายตอนหน้าร้อนนะเนียะ ถ้าถ่ายรูปช่วงฤดูฝน ใบจะเขียวมาก







รูปที่ 16 รูปนี้ ไปถ่ายมาจาก หลังคาบ้านข้างๆ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันไปงอกตรงนั้นได้ไง ไปขึ้นอยู่ ไม่มีดินสักนิด มีแต่หลังคากับไลเคน จริงๆนะ อยู่ได้ไงเนี๊ยะ






รูปที่ 17 ดูมันไปขึ้นแอบอยู่ ไม่มีดินสักนิด



นี้แหละคือความทนทานของต้นไม้ชนิดนี้ และอย่างที่เห็น ต้นไม้ชนิดนี้ กึ่งๆจะไม่ต้องใช้ดินเลยที่เดียว ดังนั้น เรื่องน้ำหนักของต้นไม้บนหลังคา ที่อาคารจะต้องแบกรับจึงน้อยลงไปด้วย

ส่วนเรื่องความชื้น หากว่า เป็นหลังคายิปซั่มทั่วไป เรื่องความชื้น ตัดปัญหาไปได้เลย แต่ควรปลูกแบบ "ล่อนเว้นล่อน" เผื่อไว้สำหรับ "น้ำฝน" ในช่วงฝนตกหนัก หรือว่าจะปลูกเต็มพื้นที่ไปเลยก็ได้ ถ้าหลังคาแข็งแรงพอ แต่ที่สำคัญ ควรหลีกเลี่ยงการปลูก ในบริเวณ ที่เป็นวัสดุยึดแผ่นกระเบี้อง ที่เป็นเหล็ก เช่นพวกตะขอเกี่ยวหลังคา "เพราะมันอาจจะก่อให้เกิดปัญหาสนิมได้

ส่วนความชื้น ที่อาจจะเกิดขึ้น หากจะเอาต้นไม้ชนิดนี้ไปปลูกบนดาดฟ้าที่เป็นปูน "ควรจะต้องรองแผ่นพลาสติดไว้สักชั้นก่อน แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้น ก็ยกเป็นพื้นแบบตะแกรงขึ้นมาเลยแล้วปลูกด้านบน จะดีมาก จะลดปัญหาความชื้นได้มาก



........................................

วิธีการปลูก มี 2 วิธี สามารถปลูกได้ทั้ง หลังคากระเบื้อง และหลังคาดาดฟ้าปูน (แต่หลังคาดาดฟ้าปูน ควรรองแผ่นพลาสติกกันความชื้อหน่อยก็ดี)


วิธีที่ 1 ปลูกในกระบะเพาะ แล้วถอนเป็นต้นๆ เอาไปเรียงบนหลังคาแบบ "ล่อนเว้นล่อน" หรืออาจจะปลูกเต็มหลังคาไปเลยก็ได้ แล้วแต่ความแข็งแรงของหลังคา แต่ควร หลีกเลียง ไม่ปลูก ในบริเวณที่มีวัสดุยึดหลังคาที่เป็นเหล็กเช่น ตะขอเกี่ยวกระเบี้อง เพื่อป้องกันปัญหาสนิมต่อวัสดุยึดหลังคาที่เป็นเหล็ก




วิธีที่ 2 (ในรูปข้างบนจะใส่ดินมากไปหน่อย หรือบางที่อาจจะไม่ค้องใช้ดินเลยก็ได้ ให้มันเกาะกับไลเคนและหลังคาไปเลย ตามรูปที่ 16) แต่วิธีนี้ไม่แนะนำ เพราะหากฝนตก มันจะสไลด์ลงมาหมด



ปล. ก่อนปลูกควรรดน้ำหลังคา หรือ ดาดฟ้าปูนให้ชุ่ม




.................................


อนึ่งในเรื่องของ roof garden หรือ สวนบนดาดฟ้านั้น มีมานานมากแล้ว และที่ประเทศญี่ปุ่น ต้องบอกว่า เป็นผู้นำในด้านนี้จริงๆ ญี่ปุ่นถึงขนาดเอาต้นไม้ต้นใหญ่ๆ ไปปลูกบนตึก แถมมี สนามหญ้า และสร้างสวนหย่อมไว้เป็นสวนสาธารณะเลยทีเดียว

แถมรัฐบาลญี่ปุ่น ก็ยังสนันสนุนให้ประชาชน หรือเจ้าของ ปลูกต้นไม้บนดาดฟ้า บางคนถึงขนาดปลูกข้าว ปลูกหัวมัน เลี้ยงปลา ฯลฯ ขายกันเป็นล้ำเป็นสันเลยที่เดียว นับได้ว่า เป็นวิธีคิดที่ชาญฉลาดของรัฐบาลญี่ปุ่น ในการแก้ปัญหาการขาดแคลพื้นที่สีเขียว และสวนสาธารณะในเขตเมือง อีกทั้ง ยังช่วยส่งเสริมไม่ให้คนในเขตเมืองเครียดกับชีวิตในเมืองที่มีแต่ความเร่งรีบมากจนเกินไป และ ยังเป็นกิจกรรมที่ทำให้คนในครอบครัวได้มีกิจกรรมร่วมกันอีกด้วย และยิ่งไปกว่านั้น ในเขตเมืองโตเกียว ที่มีการสร้างสวนบนดาดฟ้าจำนวนมาก ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า สามารถลดอุณหภูมิ ของกรุงโตเกียวโดยรวมได้ถึง 3 องศาเซลเซียส และยังมีนกที่เข้ามาหากินในเขตเมืองเพิ่มขึ้นถึง 31 สายพันธุ์ และอากาศในเมืองโดยเฉลี่ยก็ดีขึ้น นับว่าไม่ธรรมดาจริงๆ





รูปที่ 18 ต้นหัวมันบนดาดฟ้า




รูปที่ 19 หัวมันจริงๆนะ




สรุป

บทความชิ้นนี้ เขียนขึ้นเพื่อ อยากให้ประเทศไทย ที่อากาศร้อนๆ และมีอัตราการใช้แอร์ที่ค่อนข้างสูง ลองเอาต้นไม้ชนิดนี้ ไปปลูกบนหลังคาบ้าน หรือบนดาดฟ้า หรือแม้แต่ตรงระเบียงบ้านดู เพราะ ต้นไม้ชนิดนี้แทบจะไม่ต้องดูแลรักษาอะไรเลย ซึ่งเวลา 15 ปี ได้ทดสอบต้นไม้ชนิดนี้ แล้ว ว่าสามารถอยู่ได้โดยไม้ต้องรดน้ำ หรือดูแลใดๆ ทั้งสิ้น แถมมันเกือบๆจะไม่ต้องใช้ดิน ดังนั้นเรื่องน้ำหนักโครงสร้างอาคารที่จะต้องแบกรับก็สบายใจได้















Create Date : 08 มีนาคม 2553
Last Update : 11 มีนาคม 2553 18:26:07 น. 1 comments
Counter : 1545 Pageviews.

 
เชื่อว่ามันขึ้นง่ายจิงๆค่ะเพราะที่อพาทเม้นก็ปลูกไว้ค่ะ เคยแบบว่า ตัดทิ้ง มานยังมีลูกเล็กๆๆ โดตได้อีก เลยต้องเลี้ยงมันไว้ต้นนึงค่ะ ว่าจะไม่ทำลายมันแระ ขยายพันธ์มันดีกว่าโตง่ายจิงๆ ว่าแต่มันมีประโยชน์อะไรอีกคะ แล้วมันชื่อต้นอะไรกันแน่คะ อยากรู้อ่ะ


โดย: teung_pookie วันที่: 8 มีนาคม 2553 เวลา:20:18:40 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

hoopo
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add hoopo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.