คันฉ่องและโคมฉาย-หัวใจเศรษฐี (๗)ในโลกนี้ยังมี“สิ่งที่สูงกว่าเงิน”
ลองคิดดูว่า หากพระราหุลกุมารไม่ได้มาผนวชเป็นสามเณร ยังคงครองฆราวาสวิสัยต่อไป อย่างดีที่สุดก็คงเป็นได้เพียงกษัตริย์ในพระนครเล็กๆ แทบที่ราบลุ่มภูเขาหิมาลัย หรือไม่เช่นนั้นก็อาจถูกปลงพระชนม์ในศึกสายเลือดซึ่งเกิดขึ้นในตอนปลายราชวงศ์
จนในที่สุดราชวงศ์ศากยะก็ถูกกลืนหายไปในกระแสธารของประวัติศาสตร์ ปราสาทราชวังเหลือเพียงซากอิฐปรักหักพังเท่านั้น ส่วนพระญาติวงศ์ก็ล้วนแต่แตกดับลงไปในสงครามเกือบหมดสิ้น รัชสมบัติ ให้พระราหุลกุมารได้อย่างนี้ดีก็เพียงเท่านี้ แต่ “มรรค ผล นิพพาน” ทำให้พระราหุลกุมารได้รังสิ่งที่สูงกว่านั้น คือ ชีวิตที่ประเสริฐ สุกสว่างอยู่กลางโพธิปัญญา และนิพพานอย่างสงบเหมือนเปลวแห่งประทีปดับไป ทั้งยังคงทิ้งรอยแห่งความดีประทับไว้ให้คนรุ่นหลังเจริญรอยตามมาจนบัดนี้
นี่คือผลแห่งอริยทรัพย์ที่พระพุทธองค์ทรงมอบให้แก่พระพุทธชิโนรส ทรัพย์ซึ่งไม่มีวันแตกดับ เสื่อมสลาย ทรัพย์ซึ่งทำให้ผู้ได้รับเข้าถึงอมฤตภาพคือความไม่ตายอย่างถาวร
การรู้จักเปลี่ยนเงินเป็นบุญ เปลี่ยนทุนเป็นธรรม เปลี่ยนโลกียทรัพย์เป็นอริยทรัพย์นั้น นอกจากพระพุทธองค์จะทรงวางแบบอย่างเอาไว้ให้แล้ว ก็ยังมีตัวอย่างดีๆ จากมหาเศรษฐีชั้นนำอีกคนหนึ่ง ซึ่งมหาเศรษฐีคนนี้เคยมีชีวิตอยู่ในสมัยพุทธกาล
มหาเศรษฐีคนนี้เคยรับใช้ใกล้ชิดพระพุทธองค์มาก แม้ท่านจะล่วงลับดับขันธ์ไปนานแล้วตั้งแต่สมัยพุทธกาล ทว่าทุกวันนี้ชื่อเสียงของท่านยังคงเป็นอมตะ ตัวตายแต่ชื่อยัง เวลาเราเปิดอ่านพระสูตรในพระไตรปิฎก พระสูตรจำนวนมากมักจะเริ่มต้นบทนำว่า “เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อาราเม อนาถปิณฺฑเกน การิเต...” ข้อความเริ่มต้นของพระสูตรจำนวนมากเป็นอย่างนี้ ก็คือ “สมัยหนึ่งขณะที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ เชตวนารามมหาวิหาร ใกล้กรุงสาวัตถี ซึ่งสร้างถวายโดย อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐี”
ในสมัยพุทธกาลมีวัดอยู่มากมาย ที่ผู้มีศรัทธานิยมสร้างถวายพระพุทธองค์ แต่วัดที่พระพุทธองค์ประทับจำพรรษานานที่สุดคือ วัดเชตวัน วัดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในสมัยพุทธกาลก็คือวัดเชตวัน ทรงประทับจำพรรษาที่วัดนี้นานกว่า ๑๙ พรรษา ทั้ง ๑๙ พรรษา ประทับที่วัดเชตวันซึ่งสร้างถวายโดยมหาเศรษฐีอนาถปิณฑิกะคนนี้เอง
ถามว่า “อนาถปิณฑิกเศรษฐี” นี่เป็นใคร
ตอบว่า “อนาถปิณฑิกเศรษฐี” คืออดีตมหาเศรษฐีใหญ่ที่อาศัยอยู่ที่พระนครสาวัตถี ซึ่งเป็นรัฐมหาอำนาจในครั้งพุทธกาล วันหนึ่ง ท่านเศรษฐีไปทำธุระที่กรุงราชคฤห์ แล้วก็พักอยู่ที่บ้านเพื่อน คือ ราชคฤห์เศรษฐี ปกติมหาเศรษฐีสองคนนี้ถ้าเจอกัน ต้องนั่งคุยกันทั้งคืนทั้งวันด้วยเรื่องโน้น เรื่องนี้ เรื่องหุ้น เรื่องตลาดเงิน ตลาดทุน สารพัดจะคุยกันทั้งคืนเลย ไม่จบไม่สิ้น เพราะเป็นมหาเศรษฐีกันทั้งคู่ แต่ครั้งนี้ประหลาดมาก อนาถปิณฑิก มหาเศรษฐีไปพักบ้านเพื่อนสนิท แต่ท่านสังเกตเห็นว่าเพื่อนไม่มีเวลาคุยด้วยเลย เพื่อนยุ่งอยู่ตลอดเวลา อนาถปิณฑิก มหาเศรษฐีก็เลยไปกระซิบถามว่า
“เพื่อน ทุกครั้งที่เรามาพักบ้านท่าน ท่านต้องคุยกับเรา แต่ครั้งนี้ทำไมท่านดูวุ่นวายจังเลย จัดข้าวจัดของ ยุ่งทั้งคืนทั้งวัน ตกลงพรุ่งนี้ใครจะมาหาท่านหรือ มีแขกคนสำคัญจากที่ไหนกันจะมาเยือนที่คฤหาสถ์ของท่าน”
ราชคฤห์เศรษฐีก็บอกว่า
“ขออภัยด้วยสหายรัก ไม่ใช่แขกผู้ใหญ่ระดับเจ้าบ้านผ่านเมืองอะไรหรอก คนที่จะมาพรุ่งนี้ก็คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า”
ว.วชิรเมธี



Create Date : 25 ธันวาคม 2553
Last Update : 25 ธันวาคม 2553 9:11:32 น.
Counter : 531 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Thus Spoke Eitthakorna
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



พุทโธ ธัมโม สังโฆ
พุทโธ ธัมโม สังโฆ
พุทโธ ธัมโม สังโฆ
พุทโธ พุทโธ พุทโธ

"ใจทั้งปวง จงสงบเย็นเป็นสุขเถิด
การกระทำทั้งปวงของเรา จงยังใจทั้งหลายให้สงบเย็นเป็นสุขเถิด
ใจที่สงบเย็นเป็นสุขแล้ว ประเสริฐจริงหนอ
ใจทั้งปวง จงมีดวงตาเห็นธรรมเถิด..."
อะระหัง สัมมาสัมพุธโธ ภะคะวา, พระผู้มีพระภาคเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้เองชอบ, ตัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ. ข้าพเจ้าอภิวาทกราบไหว้พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว, ตัง ธัมมัง นะมัสสามิ. ข้าพเจ้านมัสการกราบไหว้พระธรรมนั้น. สุปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค ที่ท่านปฎิบัติดีแล้ว, ตัง สังฆัง นะมามิ. ข้าพเจ้านอบน้อมกราบไหว้พระสงฆ์นั้น
ธันวาคม 2553

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
26
27
28
29
30
31