ในชีวิตหนึ่ง มีเรื่องราวมากมายพาดผ่านเข้ามา แต่ล่ะคน ก็มีมุมมองที่แตกต่างกันไป … และ นี่ก็เป็นอีกเสี้ยวมุมหนึ่ง ของอารมณ์หนึ่งที่พัดผ่านเข้ามาในชีวิต “ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง” คำพูดทุกคำของคุณ คุณอาจไม่รับรู้ หรือไม่ได้สนใจให้ความสำคัญ แต่...รู้ไหมว่า มันมีค่า มีความหมายกับฉัน ทุกๆ เรื่องราว ทุกๆตัวอักษร ฉันจะจดบันทึกไว้ในความทรงจำ เก็บไว้ในหัวใจของ “ผู้หญิงธรรมดาหนึ่ง” คนนี้ ตลอดไป ...... ขอบคุณ ในความบังเอิญที่ให้เราได้มีโอกาสรู้จักกัน........ขอบคุณที่ช่วยดูแล ช่วยแนะนำ ในทุกเรื่อง .... ความหวังดีที่มีมาให้ ฉันรับรู้สัมผัสได้จากความรู้สึก ถึงแม้ว่าจะไม่มีโอกาสได้พบกัน แต่...อยากจะบอกกับคนแปลกหน้านะว่า “คิดถึงเสมอ”

บทที่1



วันที่ 1 ก.ค. 52


บทที่๑

หลังจากสั่งงานกับแม่ครัวจนเรียบร้อยแล้ว ก็เดินออกมายังห้องโถงใหญ่ หญิงสาวก็ต้องแปลกใจ ที่ยังเห็นคุณหญิงนั่งอยู่ ตู้นาฬิกาไม้ที่ฉลุลายสวยงามนั้น บอกเวลาหกโมงเช้าแล้ว แต่น่าแปลก ทั้งที่ถึงเวลานัดแล้วแท้ๆเธอกลับยังไม่เห็นอรอินทุ์...

“สงสัยคงยังไม่ตื่น”

หญิงสาวบ่นพึมพรำ ก่อนตัดสินใจขึ้นมาตามอรอินทุ์เสียเอง เธอเคาะประตูเรียกอยู่สักพัก แต่ไม่มีเสียงตอบรับ ทำให้ต้องถือวิสาสะ เปิดประตูเข้ามา

“อินทุ์… แต่งตัวเสร็จหรือยัง...อินทุ์! อินทุ์!”

เสียงเรียกของกรดาทำให้ ใบหน้าเรียวแสดงอารมณ์หงุดหงิด ก่อนพลิกตัวกลับ ดึงผ้านวมผืนหนาขึ้นมาคลุมแล้วหลับตาพริ้ม ไม่สนใจกับเสียงที่เรียก

กรดาส่ายหน้า พลางยิ้ม ให้กับคนขี้เซาที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงสีครีมในห้องกว้าง ผ้าม่านลูกไม้สีหวานถูกเปิดออกกว้าง ทำให้ลำแสงแดดอ่อนส่องผ่านเข้ามาหาคนที่นอนอยู่บนเตียง

“สายแล้ว... ยังจะมัวมานอนอยู่อีก ลุกไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้ว”หญิงสาวที่มีอายุไล่เลี่ยกันพูดพลางจับแขนอรอินทุ์เขย่าเบาๆ “ตื่นได้แล้ว ยัยอินทุ์ นอนขี้เซาจริงๆ คุณแม่ท่านรออยู่แล้วนะ”

กรดาไม่พูดเปล่า แต่ดึงผ้าที่คลุมอรอินทุ์ออก แล้วหย่อนตัวนั่งข้างๆ จับให้สาวน้อยหันหน้ามาทางเธอ

“รีบๆอาบน้ำแต่งตัว อย่าทำให้คุณแม่ท่านผิดนัด”

อรอินทุ์ทำหน้ามุ่ยใส่หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ไม่ได้โต้ตอบอะไร แต่เอื้อมมือดึงผ้ากลับขึ้นมาอีกครั้ง เตรียมพลิกตัวหันหลังให้กรดา พร้อมจะนอนหลับได้ทุกเมื่อ แต่ก็ต้องทำตาปรือเพ่งมองผู้สูงวัยกว่า เมื่อถูกกรดาดึงผ้าออกจากตัว

“โธ่! พี่ดา อินทุ์ง่วงนอนนี่คะ คุณแม่จะออกไปธุระที่ไหน ก็ไปสิคะทำไมต้องให้อินทุ์ไปด้วยล่ะ”

“อ้าว...ลืมไปแล้วเหรอว่าวันนี้มีนัดกับใคร”

กรดาตอบพลางยิ้มให้คนที่นอนมองหน้าเธอ หญิงสาวหัวเราะ กับท่าทางของอรอินทุ์ ที่ดูเหมือนจะตาสว่างเป็นปลิดทิ้ง เมื่อเธอลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ ดวงหน้าใสซื่อบ่งบอกว่ากำลังใช้ความคิด

“อินทุ์ไม่ได้นัดกับใครนี่คะ ฝากพี่ดาบอกคุณแม่ด้วยนะคะ วันนี้อินทุ์ไม่ไปไหนทั้งนั้นล่ะค่ะ”

กรดามองหน้าน้องสาวต่างสายเลือด แสร้งทำท่าครุ่นคิด พูดพร้อมชำเลืองมองคนที่กำลังจะล้มตัวลงนอน

“ก็ตามใจนะ เอ...แล้วคนที่จะมาเมืองไทยวันนี้ เขาจะว่ายังไงน๊า จะเสียใจหรือเปล่า ถ้าคนที่บ่นคิดถึงเขา เอาแต่นอนไม่ยอมสนใจที่จะไปรับรอ”

“อื้อ!จริงๆสิ”

คำพูดของกรดา ทำให้อรอินทุ์ รีบดีดตัวลุกออกจากที่นอนอย่างรวดเร็ว ร่างกายกระฉับกระเฉงขึ้นมาทันที ร่างบางๆสาวเท้าตรงรี่ไปหยิบผ้าขนหนูในตู้ ปากก็พร่ำบ่นขณะเตรียมตัว

“พี่นะจะกลับเมืองไทยวันนี้นี่นา...ทำไมพี่ดาก็ไม่บอกอินทุ์ตั้งแต่แรกคะ...ปล่อยให้อินทุ์นอนอยู่ได้"

“อ้าว!”

กรดาร้องเบาๆ นึกขำที่เห็นอรอินทุ์เร่งรีบขึ้นมาทันทีที่นึกขึ้นได้ว่าวันนี้ นภนต์ เดินทางกลับเมืองไทย หลังจากที่หายหน้าไปเรียนที่อเมริกาถึงหกปี

“จะไปรับพี่นะทันหรือเปล่าก็ไม่รู้” อรอินทุ์พร่ำบ่นขณะเดินหายเข้าห้องน้ำ ไปพร้อมๆ กับเสียง

กรดาเดินมาเปิดตู้ เลือกเสื้อผ้าออกมาเตรียมไว้รออรอินทุ์

เธอมักจะทำแบบนี้เสมอ ดูแลเอาใจใส่กับทุกคนภายในบ้าน โดยเฉพาะอรอินทุ์ สาวน้อยที่ทำให้รู้สึกว่า เธอนั้นได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้อย่างสมบูรณ์ เป็นพี่สาวที่อรอินทุ์ให้ความสำคัญ

หลังจากที่น้องสาวต่างสายเลือด เข้าไปชำระร่างกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็ทำหน้าหงิกงอขึ้นมาทันทีที่ออกมาจากห้องน้ำ เมื่อกรดาก็ยื่นชุดกระโปรงสั้นเหนือเข่า สีแดงสดมาให้

“โห้ย! พี่ดา... อินทุ์ขอใส่กางเกงเถอะค่ะ...ใส่กระโปรงอินทุ์ว่ามันไม่ค่อยสะดวก”

“ไม่สะดวกอะไร อินทุ์ไม่ได้โหนรถเมล์ไปซะหน่อย...ใส่ชุดนี้น่ะดีแล้วน่ารักดี แล้วก็เอาสายนี้”

กรดาหันมาคว้าสายผ้าสีดำที่ถักเป็นเกลียวกลมเส้นเล็กบนโต๊ะเครื่องแป้ง ยื่นให้คนที่ยืนทำหน้าบูดบึ้ง “คาดเอวไว้หลวมๆ แค่นี้อินทุ์ก็ดูสวยน่ารักกว่าใครๆแล้วล่ะ”

“จะน่ารักไปไหนคะพี่ดา แค่ไปรับพี่นะ ที่สนามบินเอง ไม่ใช่ไปพบเพื่อนๆไฮโซของคุณแม่สักหน่อย”

อรอินทุ์เถียงเบาๆ ขณะรับเดรสสีแดงสดจากกรดา อย่างไม่เต็มใจ

“เอาเถอะน่า...ไปๆรีบไปแต่งตัว ชักช้าเดี๋ยวไปรับพี่นะไม่ทัน”

“แต่ว่า” อรอินทุ์พูดเสียงอ่อยๆ มองหน้ากรดา ทำตาละห้อย “พี่ดาจะให้อินทุ์ใส่ชุดนี้จริงๆเหรอคะ ดูสิเนี่ยคอวีผ่าลึกไปนะคะอินทุ์ว่า”


เสียงบ่นกับท่าทางอิดออดของอรอินทุ์ ทำให้กรดาส่ายหัวพร้อมหัวเราะออกมาเบาๆ เธอยิ้มให้และดันหลังเจ้าของใบหน้าบูดบึ้งให้เข้าไปแต่งตัว

“เอาน่า...ใส่ชุดนี้แหละ”

คุณหญิงอุไร ประมุขของบ้าน ‘พรพิพัฒน์’ ยิ้มให้ลูกสาว ที่กำลังเดินเข้ามาหาอย่างชื่นชม แต่แล้วรอยยิ้มของคุณหญิงก็ต้องจางลง เมื่อสายตามาหยุดอยู่ที่ดวงตาคมโต บนใบหน้าเรียวของคนที่เดินอยู่ข้างหลังอรอินทุ์

“อ้าว! ยัยดา ทำไมยังไม่แต่งตัวอีกล่ะ....ดูสิ จับยัยอินทุ์แต่งตัวซะสวยจนแม่จำแทบไม่ได้ แล้วดูตัวเอง...ไปๆเร็วๆรีบไปแต่งตัวซะใหม่ เดี๋ยวจะไปไม่ทันรับนภนต์”

“ดาไม่ไปนะคะคุณแม่...คุณแม่ไปรับพี่นะกับอินทุ์สองคนเถอะค่ะ ให้ดารออยู่ที่บ้านนะคะคุณแม่”

“อ้าว! จะได้ยังไงล่ะ ไปรับพี่เขาด้วยกันสิ พี่เขารู้เข้าก็คงจะเสียใจแย่นะลูก หายหน้าหายตาไปเรียนเมืองนอกเมืองนา ตั้งหลายปีกลับมาบ้านทั้งที แต่น้องๆให้ความสำคัญ ลูกดาจะไม่ไปแสดงความยินดีกับพี่เขาหน่อยเหรอ”

คุณหญิงพูดพลางสบตากรดาที่ยิ้มเฝื่อนๆ ตอบกลับมาให้

“นั่นสิคะ ไปด้วยกันเถอะค่ะพี่ดา”อรอินทุ์ พูดและดึงแขนกรดาให้ขึ้นไปแต่งตัว

“แต่ว่า...”

“ไม่ต้องแต่ ....ไปแต่งตัวเถอะ เดี๋ยวแม่กับน้องจะรอ”คุณหญิงรีบขัดขึ้นเสียก่อนที่กรดาจะพูดจบ

หลังจากที่กรดาลับตาไปแล้ว คุณหญิงอุไรก็ขยับหย่อนตัวลงนั่งบนโซฟาสีขาวสะอาดตา เอนพิงพนักนั่ง เหนื่อยใจกับลูกสาวคนโต ปิดกั้นตัวเอง วันๆ ขลุกอยู่แต่ในบ้าน ไม่ค่อยจะออกงานไปไหนมาไหนสักเท่าไหร่

ผิดกับอรอินทุ์ที่วันๆไม่เคยอยู่ติดบ้าน คุณหญิงอุไรคิดพลางปรายตามาทางอรอินทุ์ ที่ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ

คุณหญิงวัยห้าสิบเศษลอบถอนหายใจอ่อนใจ กับลูกสาวคนเล็ก อรอินทุ์ทำตัวก๋ากั่น ไม่มีความเป็นกุลตรีอย่างที่นางตั้งความหวังเอาไว้เลย

ผิดกับกรดา เด็กหญิงหน้าตามอมแมม นัยน์ตาใสซื่อบริสุทธิ์ คนที่นางรับมาอุปการะเลี้ยงดูมากว่าสิบปี เวลานี้ได้กลายเป็นหญิงสาวที่เพียบพร้อมทุกอย่างกับคำว่ากุลสตรี

ตั้งแต่รับเธอเข้ามาเป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งในตระกูลพรพิพัฒน์ กรดาไม่เคยทำอะไรให้นางผิดหวังหรือหนักใจเลย เธอเป็นเด็กเรียบร้อย อ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักเจียมตัว และเป็นแม่บ้านแม่เรือนสมกับที่ได้อบรมสั่งสอนมา

อรอินทุ์เองก็ ไม่เคยทำให้นางหนักใจ ในความสัมพันธ์ของสองพี่น้องที่ต่างสายเลือด อรอินทุ์ทั้งรักและยอมเชื่อฟังกรดา อาจจะเป็นเพราะกรดาที่วางตัวเป็นพี่สาวแสนดี ตามใจเอาใจน้องสาวอยู่เสมอก็เป็นได้

เสียงรถยนต์ที่วิ่งเข้ามาจอดหน้าเทอเรส ทำให้กรดาที่กำลังแต่งตัวต้องรีบเร่ง แม้จะหนักใจที่ต้องไปเจอหน้า นภนต์ แต่เพราะไม่อาจขัดผู้มีพระคุณ กรดาจึงได้แต่ซ่อนความอึดอัดใจเอาไว้ภายใน

คุณหญิงอุไรหันมาสบตาพร้อมยิ้มให้คุณจิตรา มารดาของนภนต์เจ้าของกิจการโรงแรมในเครือ ‘สิริธนวัฒน์’ ขณะที่เห็นอรอินทุ์ เฝ้าชะเง้อมองไปที่ช่องผู้โดยสารขาเข้าอยู่ตลอดเวลา

“ทำไมป่านนี้ พี่นะยังไม่ออกมาอีก เลยเวลาไปตั้งเกือบชั่วโมงแล้วนะคะเนี่ย...”

“ยัยอินทุ์...” คุณหญิงอุไรออกปากปรามลูกสาวคนเล็ก “เดินเป็นเสือตืดจั่นเชียวนะเรา”

อรอินทุ์ทำหน้ามุ่ยเมื่อถูกต่อว่า เธอเดินเข้ามากอดแขนกรดา ที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว “ก็อยากเจอพี่นะเร็วๆนี่นา...จริงมั้ยคะพี่ดา”

กรดาส่งยิ้มให้สาวน้อยตรงหน้า นึกเอ็นดูในความสดใสน่ารักของเธอ ถึงอรอินทุ์จะเป็นโผงผาง ไม่ค่อยเก็บความรู้สึกเท่าไหร่ คิดอะไรก็มักจะพูดออกมาอย่างที่คิดเสมอ แต่อรอินทุ์ก็เป็นคนน่ารักและอารมณ์ดีอยู่เสมอ ซึ่งผิดกับตัวเธอเอง ที่ไม่กล้าแม้แต่จะคิดจะฝัน...

“แต่งตัวมาสวยๆ อย่าเดินวนไปวนมาเป็นเสือติดจั่นอย่างที่คุณแม่ว่าสิ มันไม่น่ารักเลยรู้ไหม”

“โธ่พี่ดาคะ...ก็มันเลยเวลามา น๊านนาน...แล้วนี่คะพี่นะก็ยังไม่มาสักที”

อรอินทุ์เถียงเสียงอ่อย พร้อมทำหน้ามุ่ยใส่กรดา เมื่อเธอถูกพี่สาวยึดไหล่ให้หันมามองสบตา

ในขณะที่กำลังมองแล้วยิ้มให้อรอินทุ์อยู่นั้น รอยยิ้มของกรดาก็ต้องจางลง เมื่อมองผ่านไหล่บางของน้องสาวไปสบสายตากับเจ้าของร่างสูงใหญ่ ที่ก้าวเข้ายืนซ้อนอยู่ด้านหลังอรอินทุ์

กรดารีบเลื่อนหลบสายตาเขา หลังจากยกมือไหว้ แววตาคู่นี้ของเขาที่กำลังมองมา เธอยังจำมันได้ดี นภนต์ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบกัน...

ถึงแม้ว่าน้ำเสียงที่เอื้ออาทรของเขา ที่ได้ฟังแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่นอยู่ในหัวใจ และมันยังคงดังก้องอยู่กับเธอตลอดเวลา

แต่จะมีประโยชน์อะไรเล่า ในเมื่อทุกๆอย่างที่เป็น นภนต์ สิริธนวัฒน์ นั้น มันแตกต่างกับเธอราวฟ้ากับดิน เด็กกำพร้าอย่างเธอ ไม่มีอะไรคู่ควรกับเขาเลยแม้แต่นิดเดียว

คุณจิตราพูดถูก อรอินทุ์เท่านั้นที่คู่ควรกับนภนต์ที่สุด แม้จะรู้สึกเศร้าเสียใจ น้อยใจในวาสนาของตัวเองอยู่บ้าง

แต่เธอก็เห็นด้วยกับคำพูดของคุณจิตรา เมื่อวันหนึ่งบังเอิญเข้ามาได้ยินคำสนทนาของคุณจิตรากับคุณแม่บุญธรรมโดยไม่ได้ตั้งใจ

“น้องอยากจะขอทาบทามหนูอินทุ์ให้ตานะน่ะค่ะ คุณพี่จะมีอะไรขัดข้องมั้ยคะ”

“พี่เองน่ะไม่มีอะไรขัดข้องอยู่แล้วล่ะค่ะคุณจิตรา ตานะก็เป็นคนดี เห็นกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย มันก็อย่างว่าล่ะนะ เราก็ต้องแล้วแต่เด็กเขาด้วยน่ะค่ะ”

“ถ้าคุณพี่ไม่ขัดข้องอะไรน้องก็สบายใจค่ะ ตานะเรียนจบกลับมาคราวนี้ น้องจะได้คุยกับลูกชายให้รู้เรื่อง เท่าที่ดูๆ เด็กสองคนนี้เขารักกันสนิทสนมกันดีออกนะคะ”

กรดาลอบถอนหายใจเบาๆ ขณะนึกถึงคำพูดของคุณจิตราในวันนั้น เธอขยับเลี่ยงไปยืนอยู่ข้างคุณหญิงอุไร เมื่อ นภนต์ก้าวเข้ามาหา อรอินทุ์

เรียวปากบางบนดวงหน้าขาวนวลของอรอินทุ์ฉีกยิ้มแป้นขึ้นมาทันที ที่เห็นนภนต์ เธอกล่าวต่อว่าชายหนุ่มทันทีที่พบหน้า

“ทำไมมาถึงช้านักล่ะคะพี่นะ...อินทุ์รออยู่ตั้งนาน”

อรอินทุ์พูดพลางเข้ามาเกาะแขนนภนต์ด้วยความสนิทสนม “อินทุ์คิดถึงพี่นะที่สุดในโลกเลยค่ะ”

“พี่ก็คิดถึงน้องอินทุ์จ๊ะ...นี่ถ้าขับเครื่องบินเองได้นะ พี่จะบินดิ่งมาหาน้องอินทุ์ให้เร็วกว่านี้”

“แหม... เจอหน้ากันไม่ทันไรก็มาทำปากหวานแข่งกันซะแล้วนะคู่นี้...”คุณหญิงอุไรกล่าวหยอกล้อสองหนุ่มสาวด้วยความเอ็นดู หลังจากรับไหว้นภนต์แล้ว

“พี่เขามาเหนื่อยๆ เราก็จะไปอะไรนักนะยัยอินทุ์ รอแค่นี้ทำเป็นบ่นไปได้ ดูสิ พี่ดาเขายังไม่เห็นว่าอะไรเลย”

คุณหญิงอุไรพูดพลางหันมามองลูกสาวคนโต ที่ยืนนิ่งเงียบไม่ยอมพูดยอมจา

“คุณแม่น่ะ ชอบบ่นอินทุ์อยู่เรื่อย...ก็อินทุ์คิดถึงพี่นะนี่นา แล้วพี่ดาจะบ่นใครเป็นล่ะคะ จริงมั้ยคะพี่นะ”

อรอินทุ์หันมาขอความเห็นจากนภนต์ ทำให้ชายหนุ่มปรายตามามองกรดาที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างคุณหญิงอุไรอีกครั้ง ก่อนที่จะกลับมายิ้มพร้อมตอบรับอรอินทุ์

“จ๊ะ...ก็มีแต่น้องอินทุ์เท่านั้นล่ะมั้ง ที่คิดถึงพี่”

คิ้วเรียวได้รูปของอรอินทุ์ขมวดวยุ่ง ขณะจ้องหน้านภนต์

“ใครว่าละคะ อินทุ์เห็นพี่ดา ชอบไปนั่งเหงาๆอยู่ที่เรือนลดาวัลย์บ่อยๆ พี่ดาก็คิดถึงพี่นะอยู่เหมือนกันล่ะค่ะ แต่ไม่ยอมพูด”

เสียงเจื้อยๆ ของอรอินทุ์ที่ออกรับแทนกรดา ทำให้หญิงสาวถึงกับวางหน้าไม่ถูก

เมื่อนภนต์หันกลับมามองจ้องหน้าเธออีกครั้ง เหมือนเขาจะรับรู้ว่า เธอไปที่เรือนลดาวัลย์นั่นบ่อยๆ เพราะอะไร กรดาไม่ได้กล่าวโต้ตอบอรอินทุ์ เธอได้แต่หลบเลี่ยงหลบสายตานภนต์ ขณะที่กำลังมองจ้องมา

“เรือนลดาวัลย์”ชายหนุ่มทวนคำพลางสงสัย

“ใช่ค่ะเรือนลดาวัลย์ พี่นะเรียกถูกแล้วล่ะค่ะ...ก็ตั้งแต่ที่พี่นะเอาต้นลดาวัลย์มาให้ปลูก พี่ดาก็ดูแลอย่างดี จนกลิ่นหอมของลดาวัลย์ฟุ้งไปทั่วบ้าน...ตั้งแต่นั้นมา บ้านน้อยริมคลองก็ชื่อ เรือนลดาวัลย์ไปโดยปริยายน่ะค่ะ”

“อ๋อ...”

นภนต์พนักหน้ารับรู้พลางชำเลืองมาทางกรดาก็เห็นเธอยังคงหลบสายตาเขาอยู่

“นี่ตานะ... เย็นนี้พาคุณแม่มาทานข้าวที่บ้านป้าด้วยนะ”

เสียงของคุณหญิงอุไร ที่ดังขัดจังหวะ ทำให้กรดาโล่งใจ เมื่อหัวข้อในการสนทนาได้เปลี่ยนประเด็นไปจากตัวเธอ

“ครับคุณป้า”นภนต์รับคำพร้อมพยักหน้า

คุณหญิงอุไรบอกชายหนุ่มแล้วก็ไม่ลืมที่จะหันมากำชับคุณจิตรา “งานเลี้ยงน่ะเอาไว้วันหลังนะคะคุณจิตรา เย็นนี้ไปทานข้าวที่บ้านพี่ก่อน...ยัยดาเขาจัดเตรียมของโปรดไว้รอตานะซะเยอะแยะเชียว”

“ค่ะคุณพี่”

จิตรารับคำคุณหญิงอุไร พร้อมหันมาส่งยิ้มให้กรดา ถึงแม้ว่ากรดาจะเป็นเด็กเรียบร้อยถูกใจนางไม่น้อยไปกว่าอรอินทุ์

แต่เพราะไม่รู้ชาติกำเนิดของเธอนี่สิ ที่ทำให้นางต้องเลือกอรอินทุ์มาเป็นสะใภ้

หลังจากรถของคุณหญิงอุไรเคลื่อนไปจนลับตา สองแม่ลูกก็เดินกลับมาที่รถของตน

ขณะนายหมายคนขับรถของคุณจิตรากำลังจัดแจงเก็บประเป๋าเดินทางของนภนต์ใส่ท้ายรถ คุณจิตราก็หันมาเปรยกับลูกชายเป็นการหยั่งเชิง

“ยัยอินทุ์นี่ท่าทางจะคิดถึงเราน่าดูเลยนะลูก”

“ครับคุณแม่ น้องอินทุ์ก็เป็นแบบนี้ล่ะครับ คิดอะไรก็พูดไปตามที่คิด ไม่เหมือน...”

“ไม่เหมือนหนูดาละสิ...ขานั้นเขาก็พูดน้อยมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนิ”คุณจิตราแทรกขึ้นเมื่อลูกชายคนเดียวหยุดคำพูดไว้แค่นั้น”

“ครับ”

นภนต์รับคำเรียบๆ ก่อนเดินมาเปิดประตูรถให้มารดาแล้วก็ตามเข้าไปนั่งข้างๆ

“แม่ว่าหนูอินทุ์สดใสน่ารักดีนะ...ลูกว่ามั้ย”

“ครับ”

“อะไรกัน พูดไทยไม่เป็นแล้วหรือไง พูดอยู่คำเดียว”

คุณจิตราต่อว่าลูกชายทีเล่นทีจริง “แม่ว่าหนูอินทุ์โตเป็นสาวแล้วนะลูก น้องไม่ใช่เด็กๆเหมือนก่อนแล้ว”


นภนต์หันมามองหน้ามารดาอย่างรู้ทันในความคิดของนาง “ยังไงผมก็ยังเห็นน้องอินทุ์เป็นเด็ก เป็นน้องอยู่ดีล่ะครับ คุณแม่”

“อะไรกัน...น้องน่ารักออกอย่างนี้ ลูกจะไม่สนใจมองน้องบ้างหรือ แม่ว่าหนูอินทุ์น่ะเหมาะสมกับลูกที่สุดแล้วนะ นี่แม่ก็พูดทาบทามกับคุณหญิงเอาไว้แล้วด้วย คุณหญิงท่านก็ไม่ได้ขัดอะไร ดูท่านจะพอใจลูกของแม่อยู่เหมือนกัน”

คิ้วเข้มของนภนต์ขมวดมุ่น เมื่อมารดาพูดเข้าประเด็นอย่างที่เขาคิดคาดการณ์เอาไว้

“คุณแม่ครับ...” นภนต์ลากเสียงเรียกมารดา

“มันหมดสมัยคลุมถุงชนแล้วนะครับคุณแม่ แล้วผมก็รักน้องอินทุ์เหมือนน้องสาวของผมคนหนึ่งเท่านั้นนะครับ”

คุณจิตรามองหน้าลูกชายทำสีหน้าจริงจัง ถึงแม้นางจะเลี้ยงดูตามใจนภนต์มาตลอด

แต่ครั้งนี้ นางต้องขัดใจลูกชายคนเดียว เพราะคงทนไม่ได้แน่ ถ้าลูกชายไปเผลอคว้าใครที่ไหนมาเป็นสะใภ้บ้าน ให้กับตระกูล สิริธนวัฒน์ โดยที่นางไม่ได้เห็นชอบด้วย

“แต่งๆ กันไปแล้วเดี๋ยวก็รักกันเอง...ไม่รู้ด้วยล่ะ ยังไงลูกก็ต้องคอยดูแลหนูอินทุ์ ไปมาหาสู่ทำความคุ้นเคยให้มากกว่านี้ หนูอินทุ์นี่ล่ะ เหมาะสมกับลูกแม่มากที่สุดแล้ว”

นภนต์ลอบถอนหายใจเบาๆ หนักใจกับความต้องการของมารดา แต่ไม่ได้พูดโต้ตอบอะไรอีก พูดไปตอนนี้ มารดาเขาคงไม่ยอมฟังแน่ๆ

ชายหนุ่มทิ้งตัวพิงเบาะ ใบหน้าเข้มหันไปมองข้างทาง เขาจากเมืองไทยไปหกปี เวลาหกปีนี้ไม่ได้ทำให้กรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงไปสักเท่าไหร่

แต่เวลาหกปีของเขาที่ห่างกันไปนี้สิ ทำให้กรดาเปลี่ยนแปลงไปมาก...มากกว่าที่คิด


รถราที่วิ่งสวนกันขวักไขว่อยู่บนท้องถนนยังคงวุ่นวายเหมือนเดิม หรืออาจจะมากกว่าเดิม เหมือนหัวใจของเขาในเวลานี้ ที่สับสนวุ่นวาย นึกถึงสายตาขอกรดาเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา มันช่างดูว่างเปล่าเสียจนน่าตกใจ ช่วงเวลาหกปีที่ห่างกันไป แม้แต่คำทักทายก็ยังไม่มี

กรดา...เวลาหกปีที่จากกัน ไม่คิดถึงพี่บ้างเลยหรือ?


ชายหนุ่มเผลอถอนหายใจ ก่อนปิดเปลือกตาลงด้วยความอ่อนเพลีย

การพบกันในวันนี้ทำให้เขาหวนนึกถึงดวงตาเศร้าบนใบหน้ามอมแมมของเด็กหญิงคนหนึ่ง ดวงตาเศร้าคู่นั้น มันเคยเลือนหายไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ทำไมวันนี้ เขามองเห็นแววตาเศร้าคู่นั้นของเธออีก








 

Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2552
2 comments
Last Update : 1 กรกฎาคม 2552 15:59:32 น.
Counter : 334 Pageviews.

 

ว้าววววววววววแค่บทแรกก้อน่าติดตามแล้วววววววววววววววว

 

โดย: panon IP: 203.158.141.254 4 กันยายน 2552 11:37:25 น.  

 

เทสเทส

 

โดย: ปลายอ้อย 21 มิถุนายน 2554 18:16:40 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ปลายอ้อย
Location :
นครราชสีมา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


















Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
 
16 กุมภาพันธ์ 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ปลายอ้อย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.