พฤษภาคม 2554

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
วูฟสาวปลาแห้งตะลุยแดนปลาดิบ ตอนที่ 2 กว่าสาวปลาแห้งจะแปลงกายเป็น wwoof

วูฟสาวปลาแห้งหาโฮส 



เกริ่นเกี่ยวกับที่มาและขั้นตอนการไปญี่ปุ่นของสาวปลาแห้งเรียบร้อย ก็มาถึงเรื่องของ การหาโฮส กันจ้า


หลังจากที่เราสมัครสมาิชิกกับเว็บไซต์ http://www.wwoofjapan.com  (ค่าสมาชิกรายปี 5,000 เยน) มีแถมเพิ่มให้เราอีก 3 เดือน โดยหักจากบัตรเครดิตผ่านทาง paypal


เมื่อได้รับการยืนยันทั้ง username และ password แล้ว เราก็จะได้เข้าไปดูลิตส์และรายละเอียดของโฮส ที่มีอยู่ทั่วทุกภูมิภาคประเทศญี่ปุ่น


แรกเริ่มเราแพลนจะขึ้นเหนือล่องลงใต้ แล้วก็ค่อยๆ วกกลับ เพื่อมาขึ้นเครื่องที่สนามบินนาริตะกลับไทย เมื่อคิดจะขึ้นเหนือ เราก็ต้องไปให้ถึงฮอกไกโดสิ


จึงควาญหาจากในลิสต์ของโฮสที่มีอยู่ในฮอกไกโด ก็เจออยู่ที่นึงน่าสนใจจึงเลือกส่งอีเมล์ไปที่โฮสซับโปโร เค้าตอบรับมาแล้วก่อนที่เราจะบินไปญี่ปุ่นด้วย ดีใจมากมาย จะได้ไปฮอกไกโดแล้ว


แต่ๆๆๆๆๆ เมื่อเราไปถึงโตเกียว ลองคำนวนค่าใช้จ่ายในการเดินทางอีกครั้ง เอิ่มมมม.....ตังค์เกิดไม่พอขึ้นมา


เพราะว่าเราจองบัสพาส (night bus) 10,000 เยน เดินทางได้ 5 เที่ยวภายในเวลา 2 เดือน สามารถใช้เดินทางทั่วญี่ปุ่นยกเว้น ฮอกไกโด เอาล่ะสิ ทำไงดีขืนดันทุรังเดินทางไปซับโปโรอยู่อีกล่ะก็ มีหวังอยู่ญี่ปุ่นไม่ถึง 3 เดือนแหงๆ  T_T!!!


แผนการณ์เดินทางไปฮอกไกโด มีอันต้องล้มเลิกกระทันหัน ช่วงที่เราส่งเมล์ไปปฏิเสธโฮสที่ซับโปโร กำลังพักอยู่เกสเฮาส์ข้าวสารโตเกียว แถวๆ อาซะกุสะ รู้สึกโดดเดี่ยวและเหงามากมาย


คิดถึงไทยเป็นที่สุด ฮือๆ ทางโฮสซับโปโร พอได้รับเมล์ปฏิเสธจากเราก็รู้สึกจะผิดหวัง ที่จู่ๆ ก็ไม่ไปซะงั้น ก็ขอโทษขอโพยกันไปค่ะ่ แล้วเราก็เริ่มหาโฮสใหม่แต่ไม่ทิ้งคอนเซ็ปต์เดิม


โดยเลื่อนเป้าหมายจากเหนือสุดลงมาหน่อย  คือที่ จ. อาโอโมริ สาเหตุที่อยากไปวูฟที่จังหวัดนี้ก็เพราะช่วงนั้นแอปเปิ้ลกำลังอร่อย แล้วทางโฮสก็ทำสวนแอปเปิ้ลด้วย แต่เมื่อเมล์ไป เค้าก็ปฏิเสธมาเพราะช่วงนั้นไม่มีงานให้ทำอ่ะ แป่ว


เลื่อนลงมาอีกก็ได้วะ คราวนี้เลยลองส่งไปอีกที่คือ แถวๆ จ. ฟุคุชิม่า รอไปอีกวัน ทางโฮสก็ส่งเมล์ตอบกลับมาว่า โอเค   กรี๊ดดดด ดีใจมากกก


โดยโฮสที่ฟุคุชิม่าบอกว่า ทางนั้นทำนาปลูกข้าว อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยว และกำลังยุ่งๆ พอดี โอ้วววว


ที่ไทยก็ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศผลิตส่งออกข้าวอันดับต้นๆของโลก แต่ไม่เคยได้ลองเกี่ยวข้าวที่ประเทศตัวเองซักครั้ง นี่เดี๊ยนจะได้มาเกี่ยวข้าวในญี่ปุ่นหรือนี่ โฮะๆ





จากนั้นโฮสก็ให้ที่อยู่และเบอร์ติดต่อมา เราตั้งใจจะไปวูฟอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 1 อาทิตย์ แต่เอาเข้าจริง อยู่ตั้ง 2


อาทิตย์แน่ะ แหะๆ ทำไมน่ะเหรอ เดี๋ยวค่อยเล่า



 ก่อนจะถึงวันวูฟ



ตั้งใจเริ่มวูฟวันที่ 4 ตค. เป็นต้นไป แต่เราบินไปญี่ปุ่นวันที่ 27 กย. กะว่าอยู่ชิวๆ ในโตเกียวและเที่ยวเยี่ยมเพื่อนๆ ที่ไม่ได้เจอกันนาน ก่อนซัก 1 อาทิตย์


ปรากฏว่า ไปเสียเวลาหาโฮสใหม่อยู่ซะ 2 วัน ในระหว่าง 2 วันนั้น ก็ทำงานแปลด้วยแล้วก็หาโฮสใหม่ไปด้วย


เป็นช่วงเวลาที่เหงาว้าเหว่สุดๆ คิดถึงบ้านมาก ตอนนั้นคิดๆๆ ฉันจะอยู่ญี่ปุ่นได้ครบ 3 เดือนมั้ยน๊า ว่าง (ไม่ได้ว่าง แต่แอบโดด)ก็ได้แต่เดินเที่ยวเตร็ดเตร่ ละแวกใกล้ๆ วัดอาซากุสะ


ส่วนวันที่เหลือ ได้รับความช่วยเหลือจากพี่สาวชาวลาว ชื่อพี่ก๊อกอยู่ที่โยโกฮาม่า เอื้อเฟื้อให้ที่พักและอาหาร พร้อมกับพาไปเที่ยวงาน แสดงโชว์อุปกรณ์เครื่องอำนวยความสะดวกให้กับคนพิการ คนชรา


งานใหญ่มาก ซึ่งระหว่างการเดินทางที่เราจะใช้รถไฟสาธารณะ ได้เห็นเจ้าหน้าที่ประจำสถานีรถไฟออกมาให้ความช่วยเหลือ


และก็ได้รู้ว่า สถานีรถไฟในโตเกียวบางที่ก็ไม่มีลิฟต์เหมือนบีทีเอสบ้านเราด้วยแฮะ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคสำหร้บผู้พิการนั่งวิลแชร์เลย


เวลาจะขึ้นจะลง เค้าจะปิดบันไดเลื่อน 1 ช่องทาง เพื่ออำนวยความสะดวก และมีเจ้าหน้าที่ไว้คอยให้บริการมากมาย แต่ก็จะเสียเวลานิดหน่อย


อ่อ ลืมบอกว่า พี่ก๊อกขาลีบกล้ามเนื้อไม่มีแรงจึงทำให้เดินได้ค่อนข้างลำบาก  ถ้าหากต้องเดินทางไปไกลๆ จะต้องนั่งรถวิลแชร์ค่ะ  


เข้าไปถึงงาน พวกอุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับอำนวยความสะดวกกับผู้พิการและคนชรา มีมากมายเหลือเกิน ทุกอย่างทันสมัย อะไรที่ยิ่งสะดวกสบายก็จะยิ่งแพงมากขึ้นเท่านั้น


จึงสงสัยว่าแพงหูฉี่ขนาดนี้คนที่อยู่ในฐานะปานกลางและค่อนข้างยากจนจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อมาใช้ได้ล่ะ


พี่ก๊อกบอกว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะพิจารณาถึงรายได้ของแต่ละคน แล้วช่วยออกให้ส่วนหนึ่ง ถึงได้อ๋อ อย่างงี้นี่เอง มีอีกหลายอย่างที่เป็นสวัสดิการของรัฐบาลญี่ปุ่น


เดี๋ยวเอาไว้เล่าอีกครั้งตอนที่เราไปวูฟที่บ้านคะซึโกะซังซึ่งพิการหลายอย่าง ทั้งพูดไม่ชัด มือก็ใช้งานไม่ได้ ขาไม่มีแรงเดิน แต่อยู่คนเดียวในหุบเขา เมืองมัตซึโมโตะก็แล้วกันค่ะ   


สุดท้ายก็ต้องขอบคุณพี่ก๊อก ซึ่งไม่ใช่พี่สาวแท้ๆ ของเราหรอก เป็นพี่ที่เพื่อนแนะนำให้รู้จักเมื่อหลายปีมาแล้ว แต่ก็ได้รับการปฏิบัติและดูแลเหมือนเราเป็นน้องสาวแท้ๆ อีกคนหนึ่ง



       เนื่องจากแพลนมาอยู่ญี่ปุ่นตั้ง 3 เดือน เราขนทั้งกระเป๋าแบ็คแพ็ค, กระเป๋าสำหรับใส่ของมีค่าที่จะติดกับตัวเราตลอด และกระเป๋าล้อลาก


ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากพี่ก๊อกให้ฝากกระเป๋าลากไว้ที่บ้านได้ ขอบคุณพี่ก๊อกอีกครั้งค่ะ


เมื่อจะเริ่มออกเดินทางไปวูฟ เราก็ต้องแบ่งข้าวของที่จำเป็นมากับกระเป๋าเป้แบ็คแพ็คใบใหญ่ของเรา หนักเอาการ เพราะมีทั้งเสื้อโค้ทกันหนาว และชุดสำหรับทำไร่ด้วย


รวมทั้งต้องหิ้วของฝากสำหรับฝากโฮสที่เราจะไป พะรุงพะรังมากมาย ทั้งแบกทั้งหิ้ว ไม่รู้ว่าจากที่เตี้ยอยู่แล้วจะเตี้ยลงไปอีกรึเปล่า เพราะแบกเป้หนักนี่แหละ



        เราพักอยู่กับพี่ก๊อกเป็นเวลา 3 วัน วันอาทิตย์ที่ 3 ตค. ก็ไปเจอเพื่อนที่ค่อนข้างสนิทกันมาก เจอกันตอนที่เราไปเป็นล่ามอาสาสมัครตอนอยู่มหาวิทยาลัยปี 4  


เพื่อนคนนี้หลงรักเมืองไทย มาไทยบ่อยๆ ทำงานให้ NPO (Non-Profit Organization) ด้วย คอยช่วยเหลือตลอดที่เราอยู่ในโตเกียว ชื่อ ริงโกะจัง


ก่อนมาญี่ปุ่นริงโกะถามเราว่าอยากไปเที่ยวไหน จะพาไป เราอยากไปจับหมัดในญี่ปุ่น หรือที่เรียกกันว่า Flea market


ได้ยินมาว่าตลาดที่ว่านี้มีของมือสองคุณภาพดี ราคาถูกมากก คิดอยากหาเสื้อโค้ทกันหนาวซักตัว แล้วก็กระเป๋าเป้เล็กๆซักใบ รองเท้าบู้ทถูกๆ ฯลฯ เรานัดกันที่สถานีรถไฟ Tachiaigawa


ซึ่งวันนั้นริงโกะจังสำรวจมาแล้วว่าที่นี่เป็นตลาดนัดที่ใหญ่ที่สุดในสัปดาห์นั้น


เนื่องจากไปญี่ปุ่นครั้งนี้เราไม่ได้เช่ามือถือติดตัว จึงทำให้การสื่อสารค่อนข้างลำบาก


แล้วเราก็ขึ้นรถไฟผิดอีก แฮ่ๆ อย่างที่เพื่อนเรา (มังคุด) บอก ถึงจะได้ภาษาญี่ปุ่นแต่ก็ไม่ทำให้ไปรอดนะคะ เอิ๊กๆ



เราไปช้าประมาณ 45 นาที รู้สึกผิดมากๆอ่ะ เพราะริงโกะมากับ แม่  แล้วก็น้องสาวริงโกะด้วย


หลังจากแนะนำตัวและขอโทษขอโพยกัน คุณแม่ก็บอกว่าไม่เป็นไร เข้าใจเพราะแม่ก็ขึ้นรถผิดบ่อยๆ โฮะๆ 


แม่ริงโกะ เราไปเดินอยู่เป็นเวลานาน ครอบครัวนี้เหมามาเกือบหมดตลาดมั้ง เห็นบอกว่า ไม่เคยเดินตลาด Flea market แบบนี้มาก่อน หิ้วกันแทบไม่ไหว


และเราก็ได้เสื้อโค้ทมาในราคา 1,000 เยน ตามความตั้งใจ แต่ไม่ได้กระเป๋าเป้เล็กกับรองเท้าบู๊ท เสียดายบู๊ทราคา 1,000 เยน แต่ดันไม่มีไซส์เรา งืมๆ 


เราเดินจนตลาดใกล้วาย พ่อค้าแม่ค้าไม่อยากหอบของที่อุตสาห์ขนมาขายกลับไปบ้าน จึงเริ่มแจกฟรีค่ะ เราได้ยูกาตะแจกฟรีมา 2 ตัว ด้วยแหละ อิอิ ดีใจมากมาย



เมื่อจบจากภาระกิจจับหมัด คืนนั้นริงโกะให้ไปค้างที่บ้าน คุณแม่พาไปเลี้ยงซูชิสายพานอีกด้วย แค่ให้พักที่บ้านก็เกรงใจแล้วอ่ะ ขอบคุณนะคะ


ส่วนตอนเช้าก็ออกมาจากบ้านริงโกะพร้อมกระเป๋าแบ็คแพ็คใบเขื่องกับของฝากโฮสที่ซื้อมาจากไทยอีกถุงเบ้อเริ่ม เพราะเราจะไม่กลับมาโตเกียวอีกแล้ว ก็เลยต้องแบกไปเผื่อโฮสที่อื่นๆทั้ง 3 แห่งด้วย



     วันต่อมาเราต้องไปขึ้นรถที่ชินจูกุ แล้วริงโกะจังก็ทำงานในบริษัทส่งออกเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่งในย่านชินจูกุพอดี เราเลยได้ติดสอยห้อยตามขึ้นรถไฟไปพร้อมกันประมาณ 7 โมงเช้า



อย่างที่ร่ำลือกระฉ่อนไปทั่วโลกว่าชั่วโมงเร่งด่วนรถไฟญี่ปุ่นสภาพไม่ต่างจากปลากระป๋องอัดกันเข้าไปหลายร้อยตัว


ขึ้นรถไฟไปไม่กี่สถานีพนักงานบริษัท ซารารี่มังทั้งหลาย ที่ต้องไปทำงานในเมืองก็ทยอยขึ้นมาๆๆๆ เรื่อยๆๆๆ เบียด


จนเราแบนแห้งติดผนังตู้รถไฟ เคยเห็นแต่ในทีวี คราวนี้ได้มาสัมผัสความรู้สึกนั้นด้วยตัวเอง


จากสาวปลาแห้งที่แห้งกรอบอยู่แล้ว โดนอัดเข้าผนัง เกือบตายในตู้รถไฟแล้วมั้ยล่ะ ถ้าไม่ถึงชินจูกุซะก่อนนะ หลังจากที่เอากระเป๋าแบ็คแพ็คใบใหญ่ฝากล็อกเกอร์หยอดเหรียญละแวกนั้นแล้วก็แยกกับริงโกะ


เพราะริงโกะต้องเข้างานประมาณ 8 โมงครึ่ง เราก็เดินเตร็ดเตร่แถวๆนั้น หาข้าวเช้ากิน และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาไปวันหนึ่งโดยใช่เหตุ จึงซื้อตั๋ว JR pass 730 เยนใช้ได้ทั้งวัน ริงโกะซื้อให้อีกแล้ว งี๊ดๆ


แว๊บไปเดินแถวๆ สวนสาธารณะอูเอโนะ และแวะสวนสัตว์อูเอโนะกะว่าจะไปดูแพนด้า แต่แพนด้าตายไปก่อน เลยอดดู ฮ่าๆ


พอกลางวันก็ข้ามไปเดินที่ตลาดอาเมโยโกะ มีของขายมากมาย และว่ากันว่าของถูก นักท่องเที่ยวนิยมไปเดินชอปปิ้งเพื่อซื้อของฝาก เราแวะ กินข้าวกลางวันแถวนั้น


แล้วก็แว๊บไปที่ ชิมบาชิ เพื่อจะดูนาฬิกาฮาวล์ตีเวลาบ่าย 3  โมง แต่ดันปสาย 5 นาที แป่วววว.... อดดู  T_T มองนาฬิกาตาละห้อยแล้วก็ค่อยจากไป แต่ไม่ลืมถ่ายรูปเวลานาฬิกาตีที่แน่นอน เพื่อมาครั้งหน้าก่อนกลับเราจะไม่พลาดอีก



ซักพักก็นั่งรถไฟกลับไปชินจูกุ เพื่อเจอกับริงโกะและเพื่อนริงโกะชื่อโทเนกาว่าคุง กินข้าวเย็นแถวนั้นแล้วก็ไปเดินเล่นดูร้านขายยา เครื่องสำอาง แวะเล่นเกมส์ฯลฯ จนเกือบๆ 4 ทุ่ม ก็ไปขึ้นรถกัน


ริงโกะกับโทเนกาว่าคุงมาส่งแล้วแถมยังยืนรอเป็นเพื่อนก่อนขึ้นรถอีก เราก็เกรงใจกลัวทั้งสองคนจะตกรถไฟ


เพราะแต่ละคนก็ใช่ว่าบ้านใกล้ๆ อย่างโทเนกาว่าคุงนี่อยู่โยโกฮาม่าเลย ไกลมากอ่ะ ให้กลับไปกันก่อนไม่ต้องรอ


เพราะมีคนรอรถเยอะแยะไปหมด ทั้งสองจึงกลับไปกันก่อน ขอบคุณเพื่อนทั้งสองคนมากๆ จ้า




โดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว กลางชินจูกุ อีกครั้ง ฮือๆ



อ่ะเกริ่นมาเนิ่นนาน ก็ถึงเวลาที่เราจะไปวูฟที่จ.ฟุคุชิม่าค่ะ โฮสที่นี่อยู่ในเมืองที่ชื่อว่า “ซุคากาว่า” Sukagawa 須賀川ดูในแผนที่


เมืองนี้อยู่เหนือขึ้นไปไม่ไกลจากโตเกียวมากนัก ถ้านั่งรถบัสไปก็ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง


และมีรถเจอาร์บัสไว้บริการไปถึงท่ารถโดยสารของเมืองนี้เลย ราคาตั๋วก็ประมาณ 3,500 เยน มีออกทุกชั่วโมงจากชินจูกุ


แต่เราจองตั๋วรถ Night bus ไว้แล้ว ก็ต้องใช้ให้คุ้มและครบจำนวนเที่ยวสิ จึงเลือกที่จะใช้ตั๋วที่ซื้อมาก่อนด้วยวิธีการจองออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ต


เวลารถออกแย่มาก อ้าว ก็มันชื่อว่า Night bus นี่ เหอๆ กำหนดออกเดินทางคืนวันที่ 4 ตุลาคม เวลา 23:30 น. จากชินจูกุ จุดจอดรถ ต้องเดินจากสถานีรถไฟชินจูกุประมาณ 15 นาที


รถจะจอดอยู่ข้างอาคารอะไรซักอย่าง ซึ่งตอนนี้จำไม่ได้แล้วค่ะ แหะๆ


จุดสังเกตของรถ Night bus เจ้านี้ก็คือ จะใส่เสื้อคล้ายๆชุดกันเปื้อนเป็นสีแดง แล้วก็ปักธงชื่อยี่ห้อรถไว้ตรงจุดเช็คชื่อผู้โดยสาร


เมื่อถึงเวลาขึ้นรถก็เช็คอินกันตรงริมถนนนั่นหละ เค้าจะบอกเลขที่นั่งบนรถก่อนขึ้น แล้วก็ให้ฝากสัมภาระใหญ่ๆไว้ใต้ท้องรถเหมือนรถทัวร์บ้านเรา


แต่เทียบแล้วรถทัวร์บ้านเราดีกว่าเยอะ อย่างน้อยก็แจกน้ำแจกขนม นี่ไม่มีไรแจกให้กินมั่งเลยอ่ะ ระหว่างรถออก


ก็ประกาศว่ารถจะแวะจอดให้เข้าห้องน้ำ 3 ครั้ง ตามจุดแวะพักต่างๆบนทางด่วน กำหนดถึงปลายทางเซนไดเวลา 7 โมงเช้า


ส่วนเราลงก่อนที่สถานีรถไฟ ฟุคุชิม่า ก็จะถึงราวๆ ตี 5  แล้วฉันจะทำอะไรเนี่ย ระหว่างรอให้มันเช้า คงได้นอนสถานีรถไฟกันมั่งแหละ ดีนะเอาถุงนอนมาด้วย ฮ่าๆ คิดไปนู่น



              เราเป็นคนที่นั่งรถทัวร์จะไม่ค่อยหลับ คือหลับๆตื่นๆ มาตลอดทาง จนตี 5 ก็ถึงสถานีรถไฟ ฟุคุชิม่า ลงรถมายังมืดอยู่เลย



หนาวกว่าโตเกียวอีก เนื่องจากเรานัดกับโฮสว่าจะไปเจอกันที่ ท่ารถโดยสารเมือง ซุคากาว่า แต่ตอนนี้อยู่สถานีฟุคุชิม่า


ดูจากแผนที่ เลยขึ้นมาไกลเหมือนกันอ่ะ คือจุดจอดรถที่นี่ใกล้สุดแล้ว -*- ขอลงก่อนแบบรถทัวร์บ้านเราไม่ได้ด้วย ต้องลงตามจุดที่กำหนดมาเท่านั้น


เฮ้อ...ถามพนักงานที่มากับรถเค้าก็ให้แผนที่มาแล้วก็ลากยาวลงไปว่าเมืองที่คุณจะไปมันอยู่นี่ หาทางไปเอาเองแล้วกันนะ


เราก็ขอบคุณที่ให้แผนที่เมืองมา หลังจากที่รถออกไปแล้ว เราก็แบกกระเป๋าและถุงของฝากมา นั่งรอจนสว่าง แล้วก็โทรหาโฮสว่าเราจะไปที่สถานีรถโดยสารที่นั่นได้ยังไง


จากสถานีรถไฟฟุคุชิม่า โฮสก็บอกว่ามีรถเมล์นะ ขึ้นรถไฟมาลงก็ได้ แต่เราอยากขึ้นรถเมล์เพราะจะได้นั่งยาวไปจนสุด


ซึ่งครั้งแรกที่เราบอกทางโฮสว่าจะขึ้นรถเมล์เที่ยว 7 โมง แล้วจะถึงซุคากาว่าประมาณ 8 โมงครึ่ง ตามที่โฮสได้ให้ข้อมูลมาทางโทรศัพท์แต่กลายเป็นว่าข้อมูลนั้นมันเก่าแล้ว แป่ว....


สุดท้ายก็ต้องขึ้นรถไฟ ต่อรถไฟ 2 รอบ กว่าจะถึงที่สถานีซุคากาว่าก็ปาเข้าไป 9 โมง แว๊กๆๆๆ รีบหาโทรศัพท์โทรบอกโฮสค่ะ ว่าข้อมูลผิดพลาด ขึ้นรถเมล์ไม่ได้ ต้องนั่งรถไฟ


โทรศัพท์หน้าสถานีก็ใช้ไม่ได้ซักกะเครื่องเอาไงล่ะ ต้องไปรอที่สถานีรถโดยสารที่เคยนัดกันก่อนก็แล้วกัน


ถาม จนท. สถานีรถไฟตรงนั้นเค้าก็บอกว่าเดินจากถนนหน้าสถานีแล้วเลี้ยวไปทางขวาแล้วข้ามสะพานเดินอีกหน่อยก็จะเจอแล้ว รีบแจ้นเดินออกมาค่ะ 



สาวปลาแห้งปะทะหนุ่มปลาดิบ (เรื่องที่สาวๆแบ็คแพ็คเกอร์ ไปไหนคนเดียวแม้จะมีหน้าตาดั่งอาวุธก็ต้องระวังตัวไว้จ้ะ)



 ณ สถานีรถไฟซุคากาว่า สาวไทยตัวเล็กๆแห้งๆ แบกเป้ใบเขื่องบนหลังและสะพายกระเป๋าเล็กๆไว้ข้างๆอีกใบ


ที่มือข้างขวาถือถุงที่บรรจุของฝากอัดแน่นมาเต็มกระเป๋าคิตตี้ Eco bag  (กระเป๋าลดโลกร้อนบ้านเค้าก็ฮิตกันค่ะ)


กระหืดกระหอบหาตู้โทรศัพท์สาธารณะ เข้าๆออกๆ ตู้นั้นตู้นี้เป็นพัลวัล แมร่ง!! ใช้ไม่ได้ซักกะตู้เดียว


เห็นดังนั้นเธอจึงวิ่งและถือของพะรุงพะรังไปหา เจ้าหน้าที่ประจำสถานีรถไฟที่เพิ่งออกมาด้วยภาษาญี่ปุ่นสำเนียงแปร่งๆ (ภาษาญี่ปุ่นสำเนียงไทย อิอิ)



สาวปลาแห้ง: ชี้ที่แผนที่และชื่อสถานที่ๆ จะไป “จะไปที่นี่น่ะค่ะ จากตรงนี้ไกลมั้ยคะ”



จนท.  : “อ่อ ที่นี่เหรอไม่ไกลหรอก เดินออกถนนแล้วเลี้ยวขวา ข้ามสะพาน แล้วข้ามถนนไปอีกฝั่งก็ถึงแล้ว”



สาวปลาแห้ง : “ขอบคุณค่ะ”  พร้อมกับโค้งให้ โดยไม่ได้ทันเอะใจกับหนุ่มญี่ปุ่นคนหนึ่งหน้าตาดี แต่งตัวโอเค มองฉันอยู่ตลอดเวลา


ฉันก็นึกในใจ ว่าเมืองเล็กๆที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวแบบที่นี่เห็นแบ็คแพ็คเกอร์มาก็คงจะแปลกๆ ไม่เคยเห็นละมั้ง คนเลยมองกัน


เอ๊ะ หรือว่าฉันสวย อิอิ คิดได้นะเมิง ไม่ดูหน้าตาตัวเองซะบ้างเลย  เดินออกมาถึงถนน เดินไปซักพักเพื่อความแน่ใจว่าฉันเดินไม่ผิดทาง


ลองถามคนที่เดินผ่านมาอีกดีกว่า ว่าแล้วก็ยื่นแผนที่และชี้ตัวหนังสือที่เขียนชื่อสถานีรถโดยสารให้ลุงซารารี่แมนคนหนึ่งดู เค้าก็บอกว่า “อ่อ หนูมาถูกแล้วแหละ ข้ามสะพานตรงนี้ไปแล้วข้ามถนนก็เจอ”



สาวปลาแห้ง : “ขอบคุณมากๆค่ะ”  พร้อมกับโค้งให้สองครั้ง เดินต่อไปได้ไม่ถึงห้าก้าว หนุ่มที่จ้องฉันที่สถานีรถไฟก็ขับรถมาจอดข้างๆ ทางแล้วลงจากรถ เดินมาหาเรา พร้อมกับ ถามออกมาว่า



หนุ่มปลาดิบ : “จะไปไหนเหรอครับ” 


เอ๊ะหนุ่มที่มองเราตรงทางออกสถานีรถไฟนี่นา คงจะสนใจคนสวยอย่างฉันเข้าแล้วสิ เอิ๊กๆ



สาวปลาแห้ง : “อ่อ จะไปหาเพื่อนน่ะค่ะ นัดไว้ที่สถานีรถโดยสาร”



หนุ่มปลาดิบ :“เหรอครับ แล้วบ้านเพื่อนอยู่ไหนเหรอ”    ฉันคิดในใจ ' เอ้อ แกจะรู้ไปทำไมวะ' แต่ก็ตอบกลับไปว่า



สาวปลาแห้ง : “ ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แต่นัดกันไว้ที่นี่ เพื่อนรออยู่”



หนุ่มปลาดิบ : "เอางี้มั้ยให้ผมไปส่ง” ฉันดีใจและคิดว่า 'คนเมืองนี้ใจดีจัง'  ฉันถามออกไปว่า



สาวปลาแห้ง: “เอ่อ งั้นไปส่งที่นี่ใช่มั้ยคะ”   ให้ดูชื่อสถานีแล้วโชว์แผนที่ เค้าก็พยักหน้า โอ๊ะ โอ ดีจัง จะได้ไม่ต้องแบกของเดินไปเอง กำลังจะตามขึ้นรถ พระเจ้าช่วยกล้วยทอดมันดันมี มีประโยคหนึ่งที่มันพูดขึ้นมา



หนุ่มปลาดิบ : “ ก่อนไปส่ง ทำอะไรตอบแทนผมซักอย่างได้มั้ย” ฉันคิด 'เย้ย อะไรวะเนี่ย ชักไม่ดีละ ไม่ไปละ' ฉันรีบบอกมัน



สาวปลาแห้ง : “เอ่อ งั้นฉันเดินไปเองดีกว่าค่ะ ไม่ต้องไปส่งละ ไม่เป็นไร”  รีบเดินออกมาให้ห่างที่สุด หนุ่มญี่ปุ่นคนนั้นเดินตามแล้วก็บอก


หนุ่มปลาดิบ : " เอาน่าไปด้วยกันก่อน แล้วจะเลี้ยงข้าวตอบแทน”   แล้วก็เอื้อมมือมาดึงแขนฉันไว้  


ฉันรีบสะบัดมือออกแล้วก็จ้ำกลับสถานีรถไฟที่เพิ่งเดินออกมาได้นิดเดียว ไม่ไปแล้วสถานีรถบัส มันทำท่าจะเดินตามมาอีก


แต่ฉันกึ่งเดินกึ่งวิ่งเร็วกว่ามัน  เลยผ่านมาได้อย่างโล่งอก แต่ตอนอยู่ในสถานการณ์นั้นเราใจเสียแล้วอ่ะ กลัวมากๆ กลัวมันตามมา


เมื่อวิ่งมาถึงสถานีรถไฟที่พยายามหาตู้โทรศัพท์อยู่เมื่อกี้นี้แต่ไม่เจอ เดินไปเดินมา ก็เห็นป้าคนนึงยืนใช้โทรศัพท์สาธารณะที่ไม่ได้อยู่ในตู้แต่ติดอยู่ตรงทางออกสถานีรถไฟ นึกในใจ ทำไมเมื่อกี้มองไม่เห็นวะ  


เราก็เลยได้โทรหาโฮสและบอกโฮสให้มารับที่สถานีรถไฟแทน โดยโฮสที่รับสายบอกว่า เค้ามารอเราที่สถานีรถบัสตอน 8 โมงครึ่ง จึงถึง 9 โมง ไม่เห็นก็เลยกลับบ้าน แต่ตอนนี้อยู่สถานีรถไฟใช่มั้ย รออยู่ที่นั่นนะ เดี๋ยวไปรับ



เกิดเรื่องตั้งแต่ยังไ่ม่ทันได้วูฟแล้วอ่า ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง รอตามตอน ที่ 3 นะจ๊ะ








Create Date : 23 พฤษภาคม 2554
Last Update : 23 พฤษภาคม 2554 11:19:59 น.
Counter : 1364 Pageviews.

2 comments
  
มาเยี่ยมครับ..........เก่งมากเลย
โดย: ถนนสายนี้เปรี้ยว วันที่: 23 พฤษภาคม 2554 เวลา:14:44:22 น.
  
น้าเปรี้ยว...ขอบคุณค่า มาเยี่ยมถึงในบล็อคเลย
โดย: harumi วันที่: 24 พฤษภาคม 2554 เวลา:10:13:49 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

harumi
Location :
นครปฐม  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]