happy memories
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2557
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
18 ธันวาคม 2557
 
All Blogs
 

ผู้นำประยุทธ์ที่ 'วันนี้ยังไม่สาย'






ผู้นำประยุทธ์ที่ 'วันนี้ยังไม่สาย'
เปลว สีเงิน


เมื่อวาน (๒๘ ต.ค.๕๗) ท่านนายกฯ ประยุทธ์มาในมาด "โฆษก ครม." มีคำตอบให้กับทุกเรื่องที่นักข่าวอยากรู้ ตอนนี้ ดูท่าน "เย็น-หนักแน่น-สุขุม" ขึ้น จนเห็นความจริงใจที่จะตอบ-ที่จะอธิบายให้นักข่าวเข้าใจในเรื่องที่ซับซ้อนและยุ่งยากด้วยขั้นตอนปฏิบัติ

ครับ...ในฐานะคนสวมหมวก ๒ ใบ ใบหนึ่ง ผู้นำยึดอำนาจประเทศ อีกใบ ในฐานะผู้นำบริหาร คือหัวหน้ารัฐบาล

บนฐานศรัทธาประชาชนตั้งหวัง...

เดินนำหน้า "ล้างคอร์รัปชัน-ปฏิรูปประเทศ"!

ด้วยภาระอาสาเพื่อ "ชาติ-พระศาสนา-พระมหากษัตริย์" นี้ คณะ คสช.ทั้งหมด คณะรัฐมนตรีทั้งหมด รวมทั้ง สนช.และ สปช.

ใครก็ช่วยท่านให้พ้นคำว่า "ยึดอำนาจมาแล้วเสียของ" ไม่ได้

ยกเว้น...."ตัวท่านเอง"

ตัวท่านเอง "คนเดียว" เท่านั้น...เท่านั้นจริง ๆ!!

ส่วนใบเฟิร์นในแจกันที่กล่าวนั้น ยามพลาด-แพ้ อาจมีบางคนเคียงไหล่ แต่อีกบางคน อาจค่อย ๆ เลี่ยงหายไปทีละหน้า-สองหน้า ไม่ใช่เพราะเขาเหล่านั้นไม่รักท่าน ไม่จริงใจต่อท่าน

หากแต่นี่...."โลกในชีวิตจริง" ของคนเป็นผู้นำ!

ไม่ว่า แพ้-ชนะ รางวัลที่ได้ คือ "โดดเดี่ยว-เงียบเหงา" เคล้าเสียง "ครหา-นินทา" ลอยมาให้ฝึกจิตใน "โลกธรรม ๘" มีอำนาจ-เสื่อมอำนาจ, มีสรรเสริญ-มีนินทา เป็นอาทิ

ดังนั้น ถ้าเข้าใจตรงนี้ ในฐานะ "มือเดียวค้ำฟ้า" ท่านอย่ารีรอ หรือหวังรอใคร ท่านจงใช้อำนาจนั้นดังประชาชนตั้งหวัง อย่าได้รีรอ

"ล้างคอร์รัปชัน-ปฏิรูปประเทศ" ฉับ..ฉับ ไปเลย!

ถ้าการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จนั้น เป็นอำนาจ "เด็ดชั่ว" เพื่อสร้างสังคมชาติที่ดีงามใหม่ ไม่มีใครว่าท่าน มีแต่อนุโมทนา เพราะอำนาจแบบนั้น

"อำนาจคือธรรม-ธรรมคืออำนาจ"!

ในโลกของอำนาจการเมือง มันมีความจริงที่ต้องทำความเข้าใจอยู่ว่า....

-ทำเอาเงินไปแลกคะแนน นั่นนักการเมืองระบบเลือกตั้ง

-ทำเอางานแลกเสียงด่า นี่...นักการเมืองระบบเผด็จการ!

ผมยังชอบใจรัฐมนตรีของท่านอยู่คน คือ "นายณรงค์ชัย อัครเศรณี" รมว.พลังงาน

ทำไมขุนทหารที่เป็นรัฐมนตรีก็มากมาย ไม่เห็นมีใคร "องอาจ-แกล้วกล้า" เข้าถึงปรัชญา "อำนาจเผด็จการ...อำนาจสร้าง-บ้านเมือง" แล้วใช้อำนาจนั้น "แก้ปัญหาหลัก" ที่ปักคาประเทศอยู่

เหมือนที่รัฐมนตรีณรงค์ชัยทำเลย?

เรื่อง "พลังงาน" ที่ต้องตัดสินใจ "แลกเสียงด่า" ในวันนี้ เพื่อประเทศจะได้ไม่มีปัญหาเชื้อเพลิง "ขาดสมดุล" ในวงจรพัฒนาประเทศในวันหน้า

ผมไม่เห็นมีใคร "จริงใจ-จริงจัง" ยอมเสียคน แต่ไม่ยอมให้ประเทศ "เสียโอกาส" เหมือนที่รัฐมนตรีณรงค์ชัยทำอยู่ตอนนี้

"กรณีที่มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) รับทราบรายงานแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP-2015) ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ ซึ่งจะเสร็จสิ้นเพื่อเสนอ กพช.เห็นชอบในครั้งหน้านั้น

ภายใต้แผนดังกล่าว จะเกี่ยวข้องกับการกำหนดการใช้เชื้อเพลิง รวมถึงการเปิดให้สำรวจสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ที่ ๒๑ เพื่อเร่งสำรวจและจัดหาแหล่งพลังงาน เพราะปัจจุบันไทยใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟสูงถึง ๗๐%

ดังนั้น เหตุที่ไม่รอให้มีการหารือในเวที สปช.เพราะผมมีหน้าที่มาทำงานและมีเวลาเพียง ๑ ปีเท่านั้น จึงถือว่าต่างคนต่างก็มีหน้าที่ของตัวเอง ขณะเดียวกัน การที่รอการหารือใน สปช.ก็ใช่ว่าไทยจะต้องเลิกผลิตพลังงาน ..........ส่วนจะฟ้องร้องคนที่บิดเบือนข้อมูลหรือไม่นั้น ผมบอกเลยว่าไม่มีแนวคิดนี้ เพราะเขาก็มีสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูล อยู่ที่ประชาชนจะเชื่อหรือไม่เชื่อเขาเท่านั้น"

นี่นักการเมืองเผด็จการนะ แต่แนวคิด-สปิริตในการทำงาน ว่าด้วยเรื่อง "สิทธิเสรีภาพ" ผมว่านักการเมืองที่ชอบพูด "ประชาชนเลือกผมมานะ" แค่ขี้ตีนใต้เกือก!

"...............สำหรับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าหรือ PDP ฉบับใหม่ ๒๐ ปี (ปี ๒๕๕๙-๒๕๗๙) นั้น ภายในสิ้นปีจะต้องมีการนำเสนอ กพช.เพื่อขอความเห็นชอบ ซึ่งจะลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติลงจาก ๗๐% เหลือ ๓๐% เมื่อสิ้นสุดแผน

และจะเพิ่มสัดส่วนถ่านหินเป็น ๓๐% ซื้อไฟฟ้า ๓๐% ที่เหลือเป็นพลังงานทดแทนและอื่น ๆ นั้น ตามแผนดังกล่าวจะมีการเปิดประมูลโครงการรับซื้อไฟจากเอกชนหรือ IPP รวมถึงเชื้อเพลิงถ่านหินด้วย

แผน PDP จะล้อไปกับเรื่องการกำหนดเชื้อเพลิงว่าด้วยเชื้อเพลิงต่าง ๆ และการเปิดสัมปทาน เพราะต้องจัดหาก๊าซ ยืนยันว่าถ่านหินมีเทคโนโลยีที่สะอาดแล้ว และพลังงานทดแทนรัฐก็หนุนเต็มที่ แต่อย่างเก่งจะผลิตไฟได้แค่ ๕ % ของการผลิตทั้งแผน จากการผลิตไฟอยู่ประมาณ ๓.๔ หมื่นเมกะวัตต์ รวมกับที่ซื้อที่ลาวด้วย ถ่านหินที่จะให้เร็วสุดในระยะสั้นก็คงต้องเป็นโรงไฟฟ้าที่กระบี่ ไม่เช่นนั้นคนภูเก็ตจะเดือดร้อน เพราะกลางคืนต้องพึ่งไฟจากมาเลเซีย......ฯลฯ...."

ที่ยกมานี่ คงไม่อยากอ่านกัน เพราะไม่สนุก-ไม่มัน เหมือนสรรคำด่า แต่มันเป็น "เนื้อหาสาระ" เพื่อไตร่ตรอง ผมจึงยกคำพูดรัฐมนตรีณรงค์ชัยมาให้อ่าน

และเรื่อง "เปิด-ไม่เปิดสัมปทาน" ถึงตอนนี้ นายกฯ เผด็จการ ฟังเสียงหรือไม่ฟังเสียง "ฝ่ายต่อต้าน" เอ้า...ฟังดู

เมื่อวาน พลเอกประยุทธ์ บอกนักข่าวว่า.....

".....สิ่งสำคัญบอกให้สบายใจได้ว่า จะเป็นเรื่องการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม ๒๙ แปลง หรือเรื่องราคาน้ำมัน การปรับโครงสร้าง ได้สั่งการไป ให้ไปหารือในสภาปฏิรูปฯ ให้แล้วเสร็จภายใน ๒ เดือน

เนื่องจากนางรสนา โตสิตระกูล เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปฯ อยู่แล้ว จะได้ไปหาข้อสรุปกันมาสักทีว่ามันยังไงกันแน่ และรัฐบาลพร้อมที่ปฏิบัติตามมติต่าง ๆ ที่ออกมาจาก สปช."

นี่แหละ...."ประชาธิปไตยในหัวใจ-กายเผด็จการ"

เมื่อมีคนสงสัย ก็ให้โอกาส-ให้เวลาเขา "ทำความจริงให้ประจักษ์" บ่งบอกถึงความโปร่งใสในสิ่งคิด-สิ่งทำ

ผมก็ขออย่างเดียว ขอให้ท่านนายกฯ ยึดกรอบอย่างที่รัฐมนตรีพลังงานยึด

"มีหน้าที่มาทำงานและมีเวลาเพียง ๑ ปีเท่านั้น....."!

ครบกำหนด ๒ เดือน ถ้านายกฯ ไม่ตัดสินใจให้เด็ดขาด ยืดเยื้อเรื้อรังไปจนถึงเลือกตั้งแล้ว มีรัฐบาลเลือกตั้งแล้ว

ล้านเปอร์เซ็นต์ การเปิดสัมปทานปิโตรเลียม ๒๙ แปลงนี้ จะเป็น Buffet cabinet มื้อแรกของรัฐบาลเลือกตั้งทันที!

อ้าว...ตั้งท่าจะคุยเรื่องของนายกฯ ดันเข้าซอยไปเรื่องพลังงานของรัฐมนตรีณรงค์ชัยซะนี่ กลับมาเข้าเรื่องบ้าง

วันนี้...ปูไม่กินข้าว

ปูลอยดอกไปกินแมค........!

นั่นเป็นกลยุทธ์โปรโมตสินค้าแม้วแดง "อุ่นเครื่อง-ชิมลาง" ทางการตลาด ในทันทีที่เห็น "สินค้าตู่แก้มป่อง" ลดกระแสฟีเวอร์ เพราะ "พูดจริง" แต่ "ทำไม่จริง" เรื่องปราบคอร์รัปชัน

แต่เมื่อวาน กระแสแก้มป่องตีกลับ ในทันทีที่บอกนักข่าวว่า......

"ข้าวที่รัฐบาลได้รับมาเมื่อวันที่ ๑ มิถุนา (ข้าวจำนำยิ่งลักษณ์) ยอด ๑๘ ล้านตัน คัดกรองแล้ว มีข้าวดี ได้มาตรฐานทั้งดีเอ็นเอและคุณภาพข้าว ๑๐% ที่เหลือ เป็นข้าวคุณภาพต่ำ ๗๐% มีสีเหลืองเนื่องจากเก็บไว้นาน และที่เหลือเป็นข้าวที่เสื่อม กินไม่ได้ ต้องนำไปขายเพื่อผลิตเป็นเอทานอล

ส่วนข้าวที่หายไปจากบัญชีที่ประมาณแสนกว่าตัน ส่วนขั้นตอนตรงนี้ต้องไปดูว่า "ทำไมขาดหายไปน้อย" จะส่งส่วนนี้ไปให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ ซึ่งต้องไปดูว่าเกิดความผิดพลาดในส่วนไหน จะต้องรับผิดชอบในขั้นตอนไหน และนำการตรวจสอบตรงนี้ไปขออนุมัติ ป.ป.ช.ระบายข้าว มิเช่นนั้นหากเก็บไว้นาน ข้าวจะเสื่อมไปเรื่อยๆ และเสียค่าดูแลคลังข้าวเดือนละ ๒,๖๐๐ ล้านบาท ....ฯลฯ...."

ครับ...ตรงนี้ถือเป็นคำตอบจากนายกฯ ประยุทธ์ ต่อข้อสงสัยที่พูดกันอื้ออึงขณะนี้ว่า..........

เสียหายไป ๗๐๐,๐๐๐ ล้าน "ไม่เห็นมีคนผิด" และไม่เห็นรัฐบาล คสช.เอาจริง-เอาจังอะไรในการทำความจริงเรื่องข้าวให้กระจ่าง และจริงจังในการจับคนกิน-คนโกง?

๑๘ ล้านตัน เสีย ๗๐% ดีแค่ ๑๐% หายอีกกว่าแสนตัน!

ตัวเลขนี้เท่ากับ "ข่าวจากห้องผ่าตัด" ที่นายกฯ นำมาบอกญาติๆ ที่รอฟังผลอยู่นอกห้อง แบบ "ไม่อยากให้ญาติช็อก"

เพราะความจริง คือ ๗๐๐,๐๐๐ ล้าน "ไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ได้คืนไม่มี" มันผลาญกันเกลี้ยงเหลือแต่ซากให้เผาเท่านั้น!

และไม่ต้องสงสัย ที่หายแสนกว่าตัน "ทำไมน้อยจัง"?

น้อยเพราะมันเวียนเอาข้าวดี-ข้าวใหม่ "นอกโกดัง" ไปขาย แล้วเอาข้าวเก่า ข้าวไม่มีคุณภาพ ไปยัดใส่โกดังไว้แทน

บอกความจริงให้ประชาชน "ทำใจ" ไปเถอะครับว่า....๗ แสนกว่าล้าน รัฐบาลนางปูบูรณาการโกงเหี้ยนหมดแล้ว!

เพื่อพอได้จาก "เสียในเสีย" ไปเรียกนายธนินท์ เจียรวนนท์ แห่งซีพี ที่เคยสนับสนุนโครงการรับจำนำมารับซื้อไปให้หมดทั้ง ๗๐% นั่นเถอะ

ที่พอเอาไปทำเหล้า ทำเอทานอลได้ ก็ประกาศ "เลหลัง-โละขาย" ล้างโกดัง-ล้างสต็อก-ล้างจัญไรที่กินกันแบบผลาญชาติให้จบ-ให้สิ้นกันไปเสียทีเดียวเลย

"สูญ ๗ แสนล้าน" อย่างต่ำเซฟเดือนละ ๒,๖๐๐ ล้าน ค่าเช่าโกดังเก็บซาก เอาอย่างที่ท่านนายกฯ ว่านั่นแหละ....

ตัดใจ "ยอมแค่นั้น" ตีซะว่ากำไรได้คืนจากค่าเช่าโกดัง เดือนละ ๒,๖๐๐ ล้าน เป็นอันยุติ ขีดเส้นใต้ ๒ เส้น จบกัน

ส่วนคนโกง ภายใต้รัฐบาล "อำนาจเบ็ดเสร็จ" พลเอกประยุทธ์ ถ้าไม่สามารถลากคอนังมารร้าย-ไอ้ตัวฉิบหายโกงกินข้าวมาเข้าสู่กระบวนการศาลได้

คอใครล่ะ...ที่ควรถูกลากแทน?


จากคอลัมน์ "เปลว สีเงิน คนปลายซอย"
นสพ.ไทยโพสต์ ๒๙ ต.ค. ๒๕๕๗








จุดชี้ขาดการเมืองใหม่
ท่านขุนน้อย ณ ลีลาแห่งบุปผากระบี่


เห็นข่าวว่าหลัง ๆ นี้...มีความเคลื่อนไหวที่จะจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมารองรับการเลือกตั้งครั้งใหม่กระเส็นกระสายเข้าหูใครต่อใครอยู่พอสมควร มีทั้งชื่อของคนอย่าง เนวิน มูรอโง่ เจ๊หน่ง เจ๊หน่อย ตลอดไปจน บิ๊กโน่น บิ๊กนี่ ถูกลาก ถูกดึง เข้ามาเป็นตัวละคร ให้บรรดาชาวยุทธ์ได้ซุบซิบ นินทา แกล้มสุราเหมาไถ ใบไผ่เขียว อย่างสนุกสนานเมามันซ์ซ์ซ์ เมาปาก เอามาก ๆ...

จริง-ไม่จริงก็ไม่รู้...แต่ถ้าหากเป็นไปในแนวนั้น ต้องถือว่า เบบี้ อยู่พอสมควรทีเดียว คือคงต้องเรียกว่ามังกือการเมือง หาใช่มังกรการเมืองแต่อย่างใดไม่ เพราะ ณ ขณะนี้ ก็ยังไม่รู้ว่า กติกา ในการเลือกตั้งครั้งใหม่ จะออกหัว ออกก้อย ไปในแนวไหน แบบไหน จะถึงขั้นเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง โดยอ้อม จะตัดสิทธิ์การเมืองของใครต่อใคร โดยตัวบทกฎหมายเท่าที่มีอยู่ หรือโดยกฎหมายที่ถูกร่างขึ้นมาใหม่ แถมยังไม่รู้ว่าเอาไป-เอามาแล้ว คณะ คสช.หรือรัฐบาลของคสช.ท่านคิดจะอยู่ยาวไปอีกนานเท่าไหร่ จะอีกปี หรืออีก ๒ ปี ๓ ปี ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้ จึงทำให้ข่าวคราวว่าด้วยการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ น่าจะเป็นข่าวหลอก หรือข่าวเต้า หรือออกไปทางโยนก้อนหินถามทางซะมากกว่า...

อีกทั้งการรวบรวมบรรดานักการเมืองหรือนักเลือกตั้งเอาไว้ในมือ ในช่วงก่อนเวลาอันควรนั้น ยังถือเป็นภาระที่สุดแสนจะเหนื่อยยากซ์ซ์ซ์ลำบากต่อถุงเงิน หรือกระเป๋า ของผู้ที่คิดการทำนองนี้อยู่ไม่น้อย เพราะมันมีแต่จ่ายกับจ่ายเพียงเพื่อ กำตด เอาไว้ในมือ โอกาสที่จะเหลือ เศษขี้ เอาไว้ในช่วงที่มีการเลือกตั้งจริง ๆ แทบเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วแน่ ๆ แม้แต่ผู้ที่มีถุงเงิน ถุงทอง มากมายมหาศาลชนิดใช้ยังไงก็ใช้ไม่หมดในชาตินี้ แถมยังหอบถุงเงินถุงสุดท้ายไปไว้ที่ฮ่องกง ก่อนคณะคสช.จะลงมือรัฐประหารได้นับเป็นแสน ๆ ล้าน มาบัดนี้...กระทั่งค่าเศษขี้รายละ ๑.๕ แสนบาทต่อหัว ก็ยังไม่ยอมปล่อย ยอมจ่าย ให้กับบรรดาอดีตนักการเมืองในคอกตัวเองเอาเลยแม้แต่น้อย...

การตั้งพรรคการเมืองใหม่เพื่อรองรับการเลือกตั้งครั้งหน้า มันจะเป็นจริง เป็นจัง ขึ้นมาได้หรือไม่ อย่างไรนั้น จึงคงต้องไปรอดูกันอีตอนที่ช่วงกติกง กติกา ต่าง ๆ ถูกกำหนดออกมาแบบเรียบโร้ยย์ย์ย์และชัดเจนแล้ว รวมทั้งช่วงกำหนดเวลาของคณะ คสช.ว่าจะเดินลงจากเวทีตั้งแต่ยก ๓ หรือยก ๔ หรือคิดจะเปิดออปชัน ชกต่อไปอีกรอบสองรอบตามข้อตกลงที่ได้ทำไว้กับ เค-วัน หรือกับโปรโมเตอร์รายใดก็แล้วแต่ แต่การปรากฏข่าวคราวทำนองนี้กระเส็นกระสายออกมาในช่วงนี้ อย่างน้อยก็พอสะท้อนภาพความเคลื่อนไหวทางการเมือง ณ ปัจจุบัน และอนาคตข้างหน้าได้อยู่บ้างเหมือนกัน ซึ่งก็คงต้องสรุปว่า...มันคงไม่ต่างไปจากการเมืองแบบเดิม ๆ มากมายซักเท่าไหร่นัก...

คือโดยตัวผู้เล่น หรือตัวละคร มันคงต้องประกอบไปด้วยผู้คนหน้าเก่า ๆ หน้าเดิม ๆ อยู่อีกนั่นแหละ แม้ว่าจะมีตัวละครประเภททหาร อดีตทหาร บิ๊กโน่น บิ๊กนี่ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยมากกว่าช่วงระยะปกติก็ตาม แต่โอกาสที่จะปรับสภาพ เปลี่ยนสภาพ ให้เกิด การเมืองใหม่ แบบทั้งกระบินั้น คงต้องยอมรับสภาพว่า...มันออกจะเป็นอะไรที่ยากซ์ซ์ซ์เอามาก ๆ คือแค่ไม่ให้บิ๊กโน่น บิ๊กนี่ เป็นแบบเดียวกับ บิ๊กบัง อันนั้น...ก็ถือเป็นพระคุณอันสุดหาที่จะเปรียบแทบไม่ได้แล้ว ส่วนจะแฉลบออกข้างแบบ บิ๊กสุจินดา หรือแค่พยายามประคับประคองเพื่อให้เกิด ระยะผ่าน แบบ ป๋าเปรม คงต้องไปวัดตัดสินกันอีกที...

ความฝันหรือความหวังที่อยากจะเห็น การเมืองใหม่ แบบทั้งกระบินั้น...แม้จะเป็นความฝัน ความปรารถนาในแง่ดี ที่ใครต่อใครต่างลอยคอ รอคอย มานับเป็นศตวรรษ ๆ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า...มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของบรรดาตัวละครทางการเมืองทั้งหลายแต่เพียงเท่านั้น แต่มันขึ้นอยู่กับบรรดาปวงชนผู้มีฐานะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยทั้งหลายนั่นเอง ถ้าหากไม่มีพระนารายณ์อวตารลงมา สาป ให้บรรดาปวงชนชาวไทยทั้งหลายตื่นรู้ขึ้นมาจากความฝันอันเต็มไปด้วยกิเลส ตัณหา ที่ท่วมทับโลกทั้งโลกอยู่ในทุกวันนี้ ไม่ใช่แต่เฉพาะสังคมไทยแต่เพียงสังคมเดียวเท่านั้น การเมืองมันก็คงต้องค่อยๆ พัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ บางครั้งก็พัฒนาขึ้น บางครั้งพัฒนาลง ไปตามสภาพสังคม หรือข้อเท็จจริงทางสังคม อย่างมิอาจปฏิเสธได้นั่นแล...

และในเมื่อมันเกิดอาการ พัฒนาลง ในตลอดช่วง ทศวรรษแห่งความมืดมน จนทำให้ ทหาร สามารถเข้ามาสอดแทรกเป็นตัวละครตัวใหม่ หรือตัวละครสลับฉาก ก็แล้วแต่จะเรียก การหาทางทำให้บรรดา ทหาร เหล่านี้ไม่กลายเป็นทหารแบบ บิ๊กบัง หรือไม่คิดแฉลบออกข้างแบบ บิ๊กสุจินดา อันนั้นก็เรียกว่า...พอจะถอนหายใจได้อย่างปลอดโปร่ง โล่งสบาย พอสมควรแล้ว ส่วนถ้าหากทหารเหล่านั้นพอที่จะตั้งมั่นอยู่ในความซื่อสัตย์ มั่นคง พร้อมที่จะประคับประคองเพียงแค่ให้เกิด ระยะผ่าน ก็ พอแล้ว แบบที่ ป๋าไม่เอาอีกแล้ว หลังจากนั้นก็ปล่อยให้ น้าชาติ พาบ้านเมืองเข้ารก เข้าพง ไปตามความปรารถนา หรือตามกิเลส ตัณหา ของปวงชนได้โดยเสรี การเมืองมันถึงได้ค่อย ๆ หวนกลับมาสู่การพัฒนาลง ไปตามสภาพ ตามข้อเท็จจริงของสังคม อย่างมิอาจปฏิเสธได้เลยแม้แต่น้อย...

สำหรับ บิ๊กตู่ บิ๊กป้อม บิ๊กป๊อก หรือไปจนกระทั่ง บิ๊กกี่ ฯลฯ นั้น...เอาเป็นว่า อย่าถึงกับไปตั้งความหวังอะไรกับท่านมากมาย เพราะท่านคงเป็นของท่านได้เท่านี้ แค่หาทางทำให้ท่านไม่กลายเป็น บิ๊กบัง ไม่คิดแฉลบออกข้างแบบ บิ๊กสุจินดา อันนั้น...ก็เหนื่อยแล้ว!!! เพราะสิ่งสำคัญของการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ให้เกิด การเมืองใหม่ ให้เกิด พัฒนาขึ้น ไม่ใช่ พัฒนาลง เอาเข้าจริง ๆ แล้ว...มันอยู่ที่การปรับปรุง เปลี่ยนแปลง บรรดาปวงชนชาวไทยทั้งหลายนั่นเอง ให้กลายเป็นประชาชนแบบใหม่ ประชาชนที่มีคุณภาพ คุณธรรมนำหน้า ไม่ใช่มีกิเลส ตัณหา เป็นตัวนำ ซึ่งไม่ว่ามันจะต้องใช้ระยะเวลายืดเยื้อ ยาวนาน ออกไปซักเท่าไหร่ ก็คงต้องลูบไปลูบมา รูดไปรูดมา กันจนกว่าชีวิตจะหาไม่นั่นแล...

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Prabhat Ranjan Sarkar...“Democracy can be successful only where following essential factors are present at least among 51 percent of the voters…morality, literacy and social-economic-political consciousness. Otherwise it is an instrument to befool the public.- ประชาธิปไตยจะประสบผลสำเร็จ หากปัจจัยดังต่อไปนี้มีอยู่ท่ามกลางประชาชนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕๑: ๑. ศีลธรรม ๒. ความรู้หนังสือ ๓. ความตื่นตัวทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง มิฉะนั้นแล้ว...ประชาธิปไตยก็คือเครื่องมือหลอกลวงประชาชนนั่นเอง...”


จากนสพ.ไทยโพสต์ ๒๙ ต.ค. ๒๕๕๗








นักวิชาการร้อนวิชา สภาปฏิรูปเริ่มแกว่ง
สุทิน วรรณบวร


ในช่วงทศวรรษ ๒๕๒o ทำงานกับสำนักข่าว ยูพีไอ ของอเมริกา เวลานั้นมีคนเห่อฝรั่งหลายคนหาข้อมูลเพื่อการศึกษาต่อในอเมริกา ทางด้านนิติศาสตร์-รัฐศาสตร์ แต่เกือบทุกคนได้รับคำแนะนำจากคุณพอล วีเดล หัวหน้าสำนักข่าวในยุคนั้นว่า “เรื่องนิติศาสตร์รัฐศาสตร์ ทำไมต้องดิ้นรนไปเรียนถึงอเมริกา ประเทศไทยเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีที่สุด เพราะประเทศไทยมีนัก๕o ปี (ในเวลานั้น)”

เห็นด้วยกับคำพูดประชดประชันของคุณพอล วีเดลเพราะผู้รู้นักวิชาการร้อนวิชา บ้าทฤษฎี ไม่มีคุณธรรมบ้านเรามีมากจริง ๆ มากชนิดที่จับโยนให้จระเข้ในฟาร์มปากน้ำกินวันละ ๗ คน สามปีกินไม่หมด เหตุต้องโยนให้เสือให้จระเข้กินเพราะนักวิชาเกินเหล่านี้ไร้ประโยชน์จริง ๆ

วันนี้เริ่มมองเห็นเค้าลางความเคี้ยวคดของแม่น้ำสาย สปช.ที่ว่าด้วยเรื่องสรรหากรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งทำให้เรือปฏิรูปเกยตื้นหรือเป็นไปตามคำพังเพยที่ว่า “เรือล่มเมื่อจอด ตาบอดเมื่อแก่” ได้

ถ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทย ในห้วงเวลาสี่ทศวรรษที่ผ่านมา จะพบว่า ประเทศไทยได้ชื่อ มีนักนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ที่โลดแล่นอยู่ในวงการเมืองมากที่สุดในโลกก็จริง แต่คนที่เป็นแกนนำหลักการร่างรัฐธรรมนูญ มีอยู่ประมาณไม่เกินสองโหล และคนพวกนี้แหละที่ได้รับการขนานนามว่า “นิติบริการ”

นิติบริการเหล่านี้รับสนองนโยบายผู้นำได้ทุกรูปแบบ นับตั้งแต่ผู้นำที่ดีมีคุณธรรม จงรักภักดีเทิดทูนสถาบันสูงสุดไว้เหนือเกล้ากระหม่อม ซื่อสัตย์ไม่มีประวัติด่างพร้อยอย่างพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้นำอารมณ์ดีวิสัยทัศน์กว้างไกลอย่างพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าคณะปฏิวัติเสื้อคับผู้มีคำขวัญ “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนายไม่ขายเพื่อน” อย่างพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ หรือหัวหน้าคณะปฏิวัติ “เสียของ”อย่าง พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน แม้กระทั่งอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกศาลตัดสินจำคุกและยึดทรัพย์กว่าสี่หมื่นเจ็ดพันล้านบาท ได้ชื่อว่าโกงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ถ้านับตามรายชื่อแล้ว นักนิติบริการเหล่านี้มีไม่เกินสองโหล ที่เวียนว่ายตายเกิด เป็นแกนนำร่างรัฐธรรมนูญ เป็นกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นนิติบริการรับใช้รัฐบาลด้านกฎหมาย นักวิชาการเหล่านี้ออกแบบกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ตามประสงค์ของผู้มีอำนาจทุกยุคทุกสมัย และก็เป็นคนพวกนี้เช่นกันที่หาลู่ทางช่องโหว่ทางกฎหมาย ช่วยเหลือให้เจ้านายได้โกงกินปล้นประเทศชาติ ในหลายกรณีนักกฎหมายเหล่านี้ หาทางช่วยเหลือให้นักการเมืองทรราชปล้นชาติพ้นผิด

ถึงวันนี้ปี ๒๕๕๗ หลังจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภคม นักรัฐศาสตร์ นักนิติศาสตร์ บริการที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในแวดวงอำนาจทางการเมืองไม่เกินสองโหลชุดเดิม ถูกนำมาใช้บริการให้ออกแบบรัฐธรรมนูญชั่วคราวขึ้นบริหารประเทศ ทันทีที่เห็นชื่อนักวิชาการนิติบริการเหล่านี้ หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า การปฏิรูปประเทศจะกลายเป็นปฏิกูล เหมือนที่แล้ว ๆ มาหรือไม่... มันมีอะไรซ่อนอยู่ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่อาจทำให้คนโกงชาติหลายแสนล้าน บาทพ้นผิดทำให้คดีหายได้ไหม

เค้าลางหลายอย่างเริ่มเห็นภาพการวางยาในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่เขียนคลุมเครือให้ตีความกันว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.มีอำนาจถอดถอนนักการเมืองที่มีความผิดตามกฎหมายรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕o ไหม เค้าลางของความสับสนวุ่นวาย เริ่มมองเห็นตั้งแต่มีการชักเย่อกันในสนช. การเขียนรัฐธรรมนูญไว้คลุมเครือเป็นเหตุให้สนช. ที่ยังรับใช้ทรราช ตีความทางกฎหมาย ตีรวนกระบวนการถอดถอน ใช้วิชากฎหมายศรีธนญชัยตีความ จนในที่สุดมองไม่เห็นทางว่า คสช.-คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่มีอำนาจล้นฟ้าล้นแผ่นดิน จะสามารถนำคนโกงมาลงโทษได้อย่างไร

ในเวลาเดียวกันนักวิชาการไม่เกินสองโหลกลุ่มนี้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของ คสช. ก็ออกแบบปฏิรูปประเทศเป็นแม่น้ำห้าสาย สายที่ ๑ คือคณะรักษาความสงบแห่งชาติสายที่ ๒ คือ รัฐบาล สายที่ ๓ คือ สนช. สายที่ ๔ คือ สภาปฏิรูปแห่งชาติ สายที่ ๕ คือคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ

ตอนนี้แม่น้ำสาย สนช.เริ่มไขว้เขว สาย คสช.เริ่มอ่อนแรง สายรัฐบาลเริ่มสับสน ทำตัวไม่ถูกว่าจะเป็นรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อปฏิรูปประเทศให้วัฒนาสถาพร หรือเป็นรัฐบาลประชานิยมดี แม่น้ำสายสำคัญที่สุดของการปฏิรูปในครั้งนี้คือ แม่น้ำสายสปช.เพราะสายนี้จะเป็นผู้คัดเลือกจัดหาคณะบุคคล ๒o คน มาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ออกแบบไว้ ๓๖ คน ที่เหลือมาจากคณะรัฐมนตรี ๕ คน มาจาก สนช. ๕ คน และอีก ๕ คนบวก ๑ ประธาน จากการเสนอชื่อของคสช.

แต่วันนี้เริ่มมองเห็นเค้าลางความเคี้ยวคดของแม่น้ำสาย สปช.ที่ว่าด้วยเรื่องสรรหากรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้เรือปฏิรูปเกยตื้นหรือเป็นไปตามคำพังเพยที่ว่า“เรือล่มเมื่อจอด ตาบอดเมื่อแก่” ได้

เค้าลางของความคดเคี้ยวแม่น้ำสาย สปช.เห็นได้จากอาการแกว่งของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งได้รับการวางตัวให้เป็นแกนนำร่างรัฐธรรมนูญ เสนอที่ประชุม สนช.ให้เลือกคนภายนอก ๕ คน เข้าเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่า “ปรองดอง” เกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีนักการเมือง และคู่ขัดแย้งเข้ามามีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญ

ข้อเสนอของนายบวรศักดิ์ ถ้าไม่ใช่เรื่องร้อนวิชา ก็ต้องมีวาระซ่อนเร้น เพราะกรรมการที่ คสช. แต่งตั้งให้คัดเลือกผู้สมัครเป็น สปช.กว่า ๗,๕oo คน ให้เหลือเพียง ๒๕o คนได้คัดเลือกกลั่นกรองเอาผู้มีความรู้ความสามารถ หลากหลายทุกสาขาวิชาชีพมาเรียบร้อยแล้ว

นายบวรศักดิ์ต้องการคนอีก ๕ สาขา มาเป็น กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ หมายถึง ๒ พรรคการเมืองใหญ่ และคู่ขัดแย้งทางการเมือง คือ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. และ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือ กปปส.เข้าร่วมร่างรัฐธรรมนูญอีก

คนที่อยู่ในแวดวงการเมืองอย่างนายบวรศักดิ์ น่าจะรู้ว่า คู่ขัดแย้งของ กปปส.ไม่ใช่ นปช.แต่เป็นทุนนิยมสามานย์ปล้นชาติ ฆ่าประชาชน คนอย่างนายบวรศักดิ์ ไม่เคยทราบหรือว่า กปปส. โดยกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ (ก่อนบวช) ประกาศในเวทีเป็นพันๆ ครั้งว่า ไม่ต้องการเข้ามามีอำนาจ หรือมีส่วนในการปฏิรูปไล่นักการเมืองทรราชออกไปแล้ว กปปส.ก็กลับบ้านนั่งดูการปฏิรูป

คนอยู่ในแวดวงอำนาจการเมืองอย่างนายบวรศักดิ์ ต้องเคยได้ยินพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศอยู่โครม ๆ ว่า จะไม่เข้าร่วมการปฏิรูปร่างรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลว่า นักกีฬาไม่ควรเขียนกติกาเอง

เมื่อประชาธิปัตย์ไม่ร่วม กปปส.ไม่ร่วม แล้ว ๕ คนที่เหลือมาจากไหน หรือนายบวรศักดิ์ จะใช้หลักศรีธนญชัย แบบเดียวกับที่ทักษิณทำเมื่อคราวเลือกตั้งวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ตอนนั้นพรรคฝ่ายค้านสำคัญ ๆ สามพรรคคว่ำบาตร ไม่ส่งผู้สมัครลงแข่งขัน ทักษิณอ้างว่าในประเทศไทยมีพรรคการเมืองมากกว่า ๔๗ พรรค ดังนั้นทักษิณจึงดึงเอาพรรคกระยาจก พรรคขบวนการปากหมา พรรคปลดหนี้คนไทย ลงสมัครแข่งขันจนประเทศชาติวิกฤติมาถึงวันนี้

ฉันใดก็ฉันนั้น นายบวรศักดิ์อาจจะอ้างอย่างทักษิณว่า ประชาธิปัตย์ไม่ร่วมร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นไร เพราะในประเทศไทยมีพรรคการเมืองหลายสิบพรรค กปปส.ไม่ร่วมร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นไร ยังมีคนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองอีกหลายกลุ่ม บางคนที่เป็นพรรคพวกเราก็เชิญมาร่วมร่างรัฐธรรมนูญได้ เพราะทุกคนทุกฝ่ายมีสิทธิเท่าเทียมกัน

นอกจากคนที่ถูกวางตัวให้เป็นประธานกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเริ่มแกว่งแล้ว ยังมีนักวิชาการร้อนวิชา บ้าทฤษฎีเริ่มออกอาการพล่านขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่งในรูปของสภากระจกเรื่องสภากระจกนี้ยกขึ้นมาพูดกันหลายหนหลายคราวแล้วในหมู่นักวิชาเกินร้อนวิชา ในสมัยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีคนยกเรื่องสภากระจกขึ้นมาพูดครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดสภากระจกก็กลายเป็นสภากระจอกไป

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะกัปตันเรือปฏิรูปที่ต้องแล่นไปตามแม่น้ำห้าสาย ที่เริ่มคดเคี้ยว ต้องตั้งสติให้มั่นคง ดูให้ดีว่า คนที่ออกแบบขุดร่องน้ำได้ทำกับดักหลุมพรางไว้ตรงไหนบ้าง เห็นด้วยกับท่าทีนายกฯที่มีต่อสภากระจอกและขอสนับสนุนสมาชิกส่วนใหญ่ของ สปช.ที่ลงมติท่วมท้นคว่ำข้อเสนอนายบวรศักดิ์ เพื่อให้เห็นว่า ถึงแม้คนขุดร่องน้ำจะเริ่มแกว่ง ทำให้สายน้ำคดเคี้ยวแต่ยังมีต้นหน และฝีพายมือดีจำนวนมาก จักนำพาเรือปฏิรูปฝ่าคุ้งน้ำแห่งวาระซ่อนเร้นไปให้ได้


จากคอลัมน์ "วิภาคสื่อเทศ วิเทศสื่อไทย"
นสพ.แนวหน้า ๓o ต.ค. ๒๕๕๗








รัฐธรรมนูญ ไม่ร้อนวิชา ไม่บ้าทฤษฎี มีคุณธรม
สุทิน วรรณบวร


ถึงสูงศักดิ์อัครฐานสักปานไหน ถึงวิไลเลิศฟ้าสง่าศรี ถึงเก่งกาจ ฉลาดกล้าปัญญาดี ถ้าไม่มี “คุณธรรม” ก็ต่ำคน(พระราชนิพนธ์ในล้นเกล้าพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕) วันนี้อัญเชิญพระราชนิพนธ์ในล้นเกล้าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ มาจั่วหัว เพราะประสงค์จะให้ท่านได้สำนึกว่า มหาราชผู้นำการปฏิรูปประเทศไทยพระองค์แรกทรงเห็นว่า “คุณธรรม” มีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ประเทศไทยพูดถึงปฏิรูปมาแล้วหลายครั้ง และการปฏิรูปทุกครั้งจะตามมาจากวิกฤติรัฐธรรมนูญ

วิกฤติการเมืองอันเนื่องจากรัฐธรรมนูญปกครองประเทศ มีตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ ๕ ล่วงถึงรัชสมัยพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ประเทศไทยประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อวันที่ ๑o ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ หลังคณะราษฎร์ยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

หลังจากรับพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับประวัติศาสตร์มาได้ไม่นาน คณะราษฎร์ซึ่งยึดอำนาจ มาจากพระมหากษัตริย์ เกิดขัดแย้งกันเอง แย่งชิงอำนาจกันเอง จนต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีอำนาจตั้งศาลอาญาพิเศษ ขึ้นพิจารณาคดี จัดการสังหารคู่ขัดแย้งทางการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับต่อมาที่ทำขึ้นโดยคณะราษฎร์ ขาดหลักนิติธรรม หลักคุณธรรม จริยธรรม จนพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งในเวลานั้นลี้ภัยอยู่ในประเทศอังกฤษ ทนเห็นสภาพเหลวแหลกทางการเมืองไม่ไหว ทรงมีพระราชหัตถเลขามาถึงคณะราษฎร์ เพื่อขอสละราชสมบัติ

ตั้งแต่ปี ๒๔๗๖ เป็นต้นมา การแย่งชิงอำนาจกันเอง ฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเขียนใหม่ ทำกันเป็นประเพณีจนถึงวันนี้ เพราะฉีกแล้วร่างใหม่ ร่างใหม่แล้วฉีกทุกเมื่อเชื่อวัน ทำให้นักการเมืองเจ้าเล่ห์ รู้ทางหนีทีไล่ ใช้ช่องโหว่กฎหมายเป็นประโยชน์กับตัว ใช้วิชากฎหมายศรีธนญชัย คดโกงเพื่อให้ได้อำนาจ

ถ้าอ่านพระราชหัตถเลขาให้ละเอียดทั้ง ๖ หน้าที่พระองค์เขียนมาถึงคณะราษฎร์ จะพบความเหลวแหลกการปกครองประเทศหลังจากยึดอำนาจจากสถาบันกษัตริย์ และนั่นเป็นที่มาของการฉีกรัฐธรรมนูญ แล้วเขียนใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งถึงวันนี้เราใช้รัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑๘ ฉบับ บวกกับรัฐธรรมนูญชั่วคราวอีกหนึ่งฉบับที่ใช้บริหารประเทศเวลานี้ ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวนี้ได้กำหนดแนวทางให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒o มาใช้ปกครองประเทศต่อไป

ถ้าได้ศึกษากันให้ลึกซึ้ง จะพบว่าปัญหาวิกฤติรัฐธรรมนูญไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนไทยไร้การศึกษา แต่ปัญหาเกิดขึ้นเพราะคนไทยร้อนวิชา บ้าทฤษฎี ไม่มีศีลธรรม คนรุ่นแรกที่อ้างว่าบุกเบิกประชาธิปไตย ไปเรียนวิชาการปกครองมาจากตำราฝรั่งมากเกินไป ถ้ามองอย่างผิวเผิน ดูเหมือนเป็นความก้าวหน้าทางด้านวิชาการ เพราะแม้แต่อดีตอริราชศัตรู ยังอิจฉาในความก้าวหน้าทางการศึกษาของไทยในยุคนั้น

ในหนังสือเรื่อง The Glass Palace เขียนโดย อมิตาพ โฆษ ตอนหนึ่งบรรยายว่า พระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่าที่ถูกอังกฤษเนรเทศไปอยู่อินเดีย วันหนึ่งเห็นข่าวเรื่องรัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสยุโรปจากหนังสือพิมพ์ สเตรทไทม์ พระองค์ตรัสกับข้าราชบริพารว่า “ในอดีตสยามเปรียบเหมือนนกกระจิบ ที่ไม่อาจเทียบบารมีกับพม่าซึ่งเป็นพญาอินทรี ถ้าพม่า
เป็นดวงอาทิตย์ สยามเป็นหิ่งห้อย แต่วันนี้เรากษัตริย์พม่าผู้เคยรุ่งโรจน์อดีต ต้องอาศัยอยู่ในตำหนักซอมซ่อ ไม่ต่างกับเล้าหมู ในขณะกษัตริย์สยามกำลังพักผ่อนพระวรกายในพระราชวังแวร์ซาย ประทับชมโอเปร่า ในกรุงเวียนนา”

พระเจ้าธีบอรำพันให้ข้าราชบริพารฟังต่อไปว่า“ดูซิพวกเจ้านั่งรถม้าไปโรงเรียนชนบท ในขณะที่ชาวสยามตามเสด็จพระองค์ท่านไปเรียนในยุโรป ข่าวรายงานว่า นอกจากเจ้านายจากกรมต่าง ๆ สามัญชนก็ได้รับทุนไปเรียนในยุโรปกันจำนวนมาก นับว่ายามนี้สยามพัฒนาการศึกษาก้าวหน้ากว่าพม่าและอินเดียมาก”

อาจเป็นเพราะความก้าวกระโดดทางการศึกษา ความเห่อ ตำราฝรั่ง นักเรียนนอกเหล่านั้นจึงร้อนวิชา กลับมาเผยแพร่ปลุกระดมทฤษฎีการปกครองระบอบแบบยุโรป สร้างกระแสกดดันจนกระทั่ง พระพุทธเจ้าหลวงทรงมีพระราชดำริให้พระยากัลยาณไมตรี(Francis B.Sayre) กับพระวิศาลวาจา ร่างรัฐธรรมนูญปกครองประเทศขึ้นเป็นครั้งแรก แต่รัฐธรรมนูญฉบับนั้นยังไม่ได้ประกาศใช้ เพราะสภาอภิมนตรีถวายคำแนะนำว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่พร้อม

ถึงแม้กษัตริย์ในยุคต่อ ๆ มา พยายามปฏิรูปประเทศเป็นขั้นตอนตามลำดับ แต่อาการร้อนวิชา บ้าทฤษฎีจากตะวันตกที่ได้เรียนกันมา ถึงจุดระเบิดในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ คณะราษฎร์ยึดอำนาจจากสถาบันกษัตริย์ นำเอาความรู้ที่เรียนมาจากวัฒนธรรมประเพณีฝรั่งมาใช้กับคนไทย เอาทฤษฎีเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์มาผสมกับระบอบเผด็จการแบบไทย ๆ คลุกเคล้ากันเข้าเป็นรัฐธรรมนูญ จนเกิดความขัดแย้งกันเอง ในหมู่คนที่เคยร่วมมือกัน ยึดอำนาจมาจากพระเจ้าแผ่นดิน

ตั้งแต่ปี ๒๔๗๖ เป็นต้นมา การแย่งชิงอำนาจกันเอง ฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเขียนใหม่ ทำกันเป็นประเพณีจนถึงวันนี้ เพราะฉีกรัฐธรรมนูญแล้วร่างใหม่ ร่างใหม่แล้วฉีกกันทุกเมื่อเชื่อวัน ทำให้นักการเมืองเจ้าเล่ห์ รู้ทางหนีทีไล่ ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเป็นประโยชน์กับตัว ใช้วิชากฎหมายศรีธนญชัย คดโกงเพื่อให้ได้อำนาจ เมื่ออยู่ในอำนาจก็ใช้ช่องว่างของกฎหมายให้ตัวเองอยู่อำนาจให้นานที่สุด สรุปคือ ปัญหาของประเทศไทยอยู่ที่จิตสำนึก คุณธรรม จริยธรรมของผู้คน ถ้าไม่แก้สันดานคน ไม่สามารถแก้ปัญหาโดยรัฐธรรมนูญได้

ยกตัวอย่างคำรำพึงกษัตริย์ธีบอ เพราะวันนี้ประเทศพม่ากำลังเผชิญปัญหาเรื่องรัฐธรรมนูญ เหมือนกับบ้านเรา แต่ต่างกันตรงที่ประเทศไทยเราแก้ปัญหารัฐธรรมนูญกันเอง ส่วนพม่ากำลังถูกมหาอำนาจ แทรกแซง กดดัน ให้แก้รัฐธรรมนูญ ตามความต้องการของมหาอำนาจ

ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในกรุงเนปิดอว์ ซึ่งสหรัฐอเมริกากับจีนเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย นายจอห์น เคอร์รี่ รัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกา เรียกร้องให้พม่าแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดโอกาสให้ นางออง ซาน ซู จี มีสิทธิ์ลงสมัครเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี

หลังจากพบปะหารือกับ ประธานาธิบดี เต็ง เส็ง นายเคอร์รี่ได้พบกับออง ซาน ซู จี และหารือเรื่องการลงสมัครเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในปี ๒๕๕๘ นายจอห์น เคอร์รี่ วิจารณ์ว่า ประชาธิปไตยในพม่ายังไม่สมบูรณ์จำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมาย อีกหลายมาตรา

หลังจากนายเคอร์รี่เดินทางออกจากพม่า พรรคสันนิบาตประชาธิปไตย ของออง ซาน ซู จี ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๓๖ ที่บัญญัติไว้ว่า สมาชิกสภาผู้แทนฯ ต้องได้เสียงสนับสนุนอย่างน้อย ๗๕ เปอร์เซ็นต์ของจำนวน สส. ทั้งหมด จึงสามารถเสนอญัตติแก้รัฐธรรมนูญมาตราอื่น ๆ ได้

“รัฐธรรมนูญมาตรา ๔๓๖ มีไว้เพื่อให้ทหารควบคุมสภา เพราะทหารมีโควตา สส. ๒๕% อยู่ในสภา” รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๑ ของพม่า มีมาตราหนึ่งบัญญัติไว้ว่า “บุคคลที่มีคู่สมรส หรือบุตรธิดา ถือสัญชาติต่างประเทศ ขาดคุณสมบัติเป็นประธานาธิบดี”

ออง ซาน ซู จี มีลูกชายสองคน เกิดจากสามีชาวอังกฤษซึ่งเท่ากับว่ารัฐธรรมนูญเขียนเพื่อกีดกันเธอโดยเฉพาะ ปัญหารัฐธรรมนูญจึงเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ในพม่า อเมริกากังวลเรื่องนี้มาก ทันทีที่เดินทางกลับถึงวอชิงตัน นายจอห์น เคอร์รี่ เปิดเผยกับสื่อว่า “อเมริกากังวลกับการถอยหลังเข้าคลองของหลักการประชาธิปไตยในพม่าและประเทศไทย อเมริกาต้องเดินหน้าส่งเสริมสิทธิประชาชน และหลักการประชาธิปไตยต่อไป เราไม่ก้าวร้าว แต่เรายอมไม่ได้”

นอกจากจุ้นจ้านเรื่องภายในของพม่าแล้ว อเมริกันจอมแส่ ยังฟาดหางมาถึงบ้านเราด้วย แต่ในขณะที่อเมริกากดดันให้แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้ออง ซาน ซู จี ได้รับสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี รัฐมนตรีต่างประเทศจีนนายหวัง ยี่ ใช้โอกาสเดียวกัน เข้าพบหารือกับนายฉ่วย มาน ประธานรัฐสภาพม่า

นายฉ่วย มาน กล่าวว่าพม่ายินดีจะปฏิรูป แบบค่อยเป็นค่อยไป ตามแบบอย่างที่ดีของจีน ท่าทีของประธานรัฐสภาพม่าเป็นสัญญาณว่า โอกาสที่พม่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้ผู้ที่อเมริกาสนับสนุน ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมีน้อยเต็มที

ในประเทศไทยรัฐธรรมนูญชั่วคราว คสช.ไม่เปิดโอกาสให้พรรคที่อเมริกาสนับสนุนได้กลับมาโกงบ้านกินเมืองอีก เพราะมาตรา ๓๕ ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวบัญญัติไว้ว่า “ห้ามมิให้บุคคลที่มีประวัติโกงบ้านกินเมือง เคยถูกตัดสิทธิทางการเมือง โกงการเลือกตั้ง ติดคุกตามคำสั่งศาล กลับเข้ามาเล่นการเมืองอีก”

นี่คือความดีของการบริหารแบบไทย ๆ เพราะชั่วดีถี่ห่างอย่างไร เราก็แก้ไขปรับปรุงกันเอง ไม่ยอมให้ต่างชาติชี้นิ้วสั่งการ เพราะประวัติศาสตร์ยุคใหม่ เป็นบทเรียนให้เห็นอยู่ตำตาว่า อเมริกาเข้ามาแทรกแซงประเทศไหน ความพินาศวอดวายก็จะเกิดขึ้นกับที่นั่น

พม่าซึ่งเคยถูกฝรั่งล่าอาณานิคม เข้าไปเป็นเจ้านาย ปล้นประเทศเป็นร้อยปี เมื่อถึงเวลาที่พม่ายืนอยู่บนแข้งลำขาตัวเองในการปฏิรูปประเทศ พม่าก็กีดกันไม่ให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงโดยกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๓๖ ดังกล่าว จึงเป็นกรณีศึกษาที่ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ได้นำไปศึกษาว่า จะให้ประเทศเดินไปในทิศทางไหน ก็กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน อย่าร้อนวิชา หรือเขียนอะไรที่กำกวม ใช้ภาษาที่หรูหรา ที่ดูเท่แต่ไม่เข้าใจ

รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒o จะนำพาประเทศไปสู่ความวัฒนาสถาพร หรือวินาศฉิบหาย ก็ขึ้นกับพวกท่าน ที่วนเวียนกันอยู่ในวงการกฎหมาย ไม่กี่สิบคน ที่ “ร้อนวิชา บ้าทฤษฎี ไม่มีคุณธรรม”


จากคอลัมน์ "วิภาคสื่อเทศ วิเทศสื่อไทย"
นสพ.แนวหน้า ๒๙ ต.ค. ๒๕๕๗








ทหารไทยใจกล้า เหล่าชาวนาจะเป็นสุข.
ณ.นพวงศ์​


ยังไม่อยากพูดเรื่องพลังงาน เพราะลุงตู่ก็อ้างว่าตอนนี้แค่ให้สำรวจ ยังไม่ได้ให้สัมปทาน และให้ไปคุยกันในสภาปฏิรูปฯ แทน

ไม่ว่ากัน รอดูกันต่อไป เดี๋ยวจะหาว่าไม่ฟังกัน

งั้นเรามาคุยกันเรื่อง “จำนำยุ้งฉาง” ดีกว่านะลุงตู่

ไทยโพสต์ รายงานว่า

“รัฐบาลหนีไม่พ้นบ่วงจำนำ “บิ๊กตู่” นั่งหัวโต๊ะประชุม นบข. เคาะมาตรการจำนำยุ้งฉางอุ้มชาวนา...”

“คณะกรรมการฯ เชื่อว่าราคาข้าวโดยรวมจะปรับขึ้นสูงได้ เพราะข้าวที่ออกมาจะมีปริมาณประมาณ ๕-๖ ล้านตันข้าวเปลือก โดยครึ่งหนึ่งเป็นการบริโภคภายในประเทศ แต่หากมีปริมาณข้าวนำมาจำนำมีมากกว่า ๒ ล้านตัน กระทรวงพาณิชย์จะเสนอ นบข.เพื่อขอขยายปริมาณต่อไป...”

“การอนุมัติให้จำนำยุ้งฉางครั้งนี้ เพื่อดูดซับปริมาณข้าวออกจากตลาด และดันราคาข้าวหอมมะลิขยับให้เฉลี่ยอยู่ที่ ๑๕,ooo-๑๖,ooo บาทต่อตัน..”

“ก็รอลุ้นว่าฟิลิปปินส์จะเปิดประมูลข้าวอีกหรือไม่ ถ้าหากไทยมีการเร่งระบายข้าวออกมา เชื่อว่าข้าวเปลือกจะขยับราคาดีขึ้น โดยขณะนี้ราคาข้าวขาวเฉลี่ยอยู่ที่ ๘,ooo บาทต่อตัน และแนวโน้มจะขยับขึ้นอยู่ที่ ๘,๕oo บาทต่อตันได้...”

ตกลงนี่มันอะไรกัน จำนำข้าว? แต่เรียกชื่อใหม่ว่า “จำนำยุ้งฉาง”, “สินเชื่อชะลอการขาย”?

ลุงตู่ ศรีธนญชัยน่ะ มันในนิยาย แต่ ประยุทธ์ จันทร์โอชา น่ะ ลูกผู้ชายตัวจริงเสียงจริง พบเห็นได้ที่ทำเนียบรัฐบาล

เรามาว่ากันตรง ๆ ดีกว่าว่าจะทำอะไรกัน

ก่อนอื่น ขอทบทวนสถานะกันสักนิด

ประเทศไทยในปัจจุบันนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่คือเผด็จการทหารเต็มขั้น และอยู่ในระหว่างประกาศใช้กฎอัยการศึก ไม่ว่าตอนนี้เราจะมีรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้วก็ตาม

ไหน ๆ เราก็มีการรัฐประหารกันแล้ว เท่ากับว่า ประเทศไทยมีต้นทุนที่สำคัญ เพราะรัฐประหารไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่แลกมาด้วยอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ซึ่งถูกนำเก็บมาไว้ในอุ้งมือของคนเพียงไม่กี่คน หรือถ้าจะว่ากันตรง ๆ สำหรับรัฐประหารครั้งนี้ก็แค่คนเดียว ซึ่งก็คือลุงตู่นั่นล่ะ

เราทำอะไรกันได้มากกว่ารับจำนำข้าวเพื่อช่วยชาวนาหรือไม่ ภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่างจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์?

มันไม่ใช่แค่ว่า รับจำนำคราวที่แล้วโกง แต่รับจำนำคราวนี้รับรองว่าไม่มีโกง แล้วมันจะจบนะลุงตู่

การที่เอาประเทศไปคอยลุ้นกับราคาข้าวในตลาดโลก ซึ่งต่ำกว่าราคารับจำนำยุ้งฉางของลุงตู่อย่างมโหฬารอีกรอบนั้น ลุงตู่แน่ใจแล้วหรือ?

ต่อให้ไม่โกง แต่ลุงตู่แน่ใจหรือว่าข้าวจะขายได้? ข้าวจะไม่กองพะเนินเป็นข้าวเน่าอีกรอบ?

แทนที่จะมานั่งลุ้นลม ๆ แล้ง ๆ กับราคาตลาดโลกที่กำลังต่ำเรี่ยราดไม่ถึงหมื่น แต่ลุงตู่รับจำนำก็ปาเข้าไปหมื่นกว่าบาท เกือบสองเท่าตัวเข้าไปแล้ว

เรามาลดต้นทุนให้ชาวนากันแบบถึงลูกถึงคนดีกว่าไหม?

ชาวนาในอยุธยาให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ว่า

“ส่วนที่ทหารบอกว่าให้เจ้าของที่ดินลดค่าเช่า ๒oo บาท/ไร่ เวลาทหารมาเขาก็บอกจะช่วยลดให้ แต่พอทหารกลับก็เหมือนเดิม แต่เราก็ต้องยอม ยอมง้อเจ้าของที่ดิน เพราะถ้าไม่ยอม เดี๋ยวไม่มีที่ดินทำนาก็จะลำบากกันทั้งบ้าน”

แหม...ใจดีกันเหลือเกิน ทหารขอให้เจ้าของที่ดินลดค่าเช่าที่นา หวังว่าเขาจะเกรงใจ โถ...เขาคงฟังกันหรอก

ลุงตู่ เอางี้ดีกว่า รัฐประหารทั้งที ทหารทำอะไรได้มากกว่านี้หรือไม่?

อืม...งั้นเรามาดูรัฐธรรมนูญฉบับลุงตู่กันหน่อยดีกว่า

“มาตรา ๔๔ ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจําเป็นเพื่อประโยชน์ ในการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอํานาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทําการใด ๆ ได้ ไม่ว่าการกระทํานั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทํา รวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าว เป็นคําสั่ง หรือการกระทํา หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดําเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว”

มาตรานี้ ไม่ใช่ปืนไม่มีกระสุน ปืนฉีดน้ำ หรือปืนยิงหนังสติ๊ก ใช่ไหมลุงตู่?

งั้นถามหน่อยสิลุงตู่ ถ้าลุงตู่ใช้อำนาจตามมาตรานี้ ออกคำสั่งในฐานะหัวหน้า คสช. ทำนองว่า

ห้ามเก็บค่าเช่าที่ดินทำนาเกินไร่ละ....บาท ห้ามจำหน่ายปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เมล็ดพันธุ์ข้าว เกินราคา....บาท ฝ่าฝืนมีโทษปรับ ๕oo,ooo บาท จำคุก ๓ ปี หรือทั้งปรับและจำคุก

ทำได้หรือไม่? ถ้าทำแล้วต้นทุนการผลิตของชาวนาจะลดลงเหลือน้อยกว่า ๓,ooo บาทต่อไร่หรือไม่?

ถ้าทำได้ ทำไมไม่ทำ?

คงไม่ใช่ลุงตู่ไม่กล้า แต่ลุงตู่อายอะไรหรือไม่?

ลุงตู่ไม่ต้องอายหรอก เด็ดขาดไปเลย กล้า ๆ หน่อย ลุงตู่ไม่กลัวใครอยู่แล้วนี่

หรือลุงตู่กลัวนายทุน?

ยกหูโทรศัพท์ไปถามเจ้าสัวสิลุงตู่ ถามเลย “ถ้าผมจะทำอย่างนี้ เจ้าสัวจะมีปัญหาอะไรหรือไม่”

ผมตอบแทนเจ้าสัวให้ลุงตู่เลยก็ได้ว่า เจ้าสัวไม่กล้าบอกว่ามีปัญหาหรอก

แต่ถ้าเจ้าสัวหือ เล่นยึกยัก ทำเป็นกักตุน ไม่ยอมขายเพราะถูกสั่งลดราคา ลุงตู่ก็ขู่ไปเลย เดี๋ยวพ่อก็ออกคำสั่งยึดสินค้าที่กักตุนทั้งหมดเป็นของรัฐแล้วเอาไปแจกชาวนาซะเลย ใครจะทำไม?

ถ้าลุงตู่เขิน ลุงตู่จะใช้วิธีให้ ครม. ชงเรื่องเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แล้วตราออกมาเป็นพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดก็ได้ มันก็แทบไม่ต่างกัน เพราะยังไง ๆ สนช. ก็เหมือนตรายางให้ลุงตู่อยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ใช้อำนาจหัวหน้า คสช. ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งผูกติดตัวกับลุงตู่เท่านั้นเอง

ทุบต้นทุนปลูกข้าวให้ชาวนาอย่างเห็นผล และในขณะเดียวกัน เงินงบประมาณเหล่านั้นก็เอาไปทำการตลาดเชิงรุกสำหรับข้าวไทยในกลุ่มประเทศเป้าหมาย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวไทยในระยะยาว ทำให้ภาพลักษณ์ข้าวไทยแตกต่างจากข้าวอินเดีย ข้าวเวียดนาม ข้าวฟิลิปปินส์ หรือจะเอาไปอุ้มชาวนาบางส่วนที่อยู่นอกระบบชลประทานแล้วต้องสูบน้ำเข้านาจนมีต้นทุนสูงในรูปแบบอื่น ๆ หรือถ้าจำเป็นจริง ๆ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในฤดูกาลที่จะถึงนี้ เราก็อาจจะรับจำนำ แต่รับจำนำในราคาที่ไม่แตกต่างจากตลาดโลกนัก เมื่อต้นทุนการผลิตของชาวนาลดลงอย่างฮวบฮาบก็ยังได้

ทบทวนดีกว่าไหมลุงตู่ ไม่เชื่อก็ลองถามปรมาจารย์ วิษณุ เครืองาม ดูสิว่าทำได้หรือไม่?


จากคอลัมน์ "คลี่ตะวันห่มเมือง"
นสพ.ไทยโพสต์ ๒๖ ต.ค. ๒๕๕๗








ม้วนเสื่อ - กลับบ้านเถอะ
เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์์


ถ้าติดตามข้อเขียนของผมมาตลอด จะเห็นว่าช่วงหลัง ๆ มานี้ ผมเอ่ยถึงสิ่งที่เรียกว่า เจตนารมณ์ทางการเมืองหนึ่ง ทัศนคติและประพฤติปฏิบัติของบรรดาชนชั้นนำในประเทศเรา ว่ามีส่วนกำหนดแนวทางหรือทิศทางของการปฏิรูปไม่น้อยเลย ในวันเวลาอันเลวร้าย และในช่วงเวลาอันสั้นของการปรับปรุงปฏิรูปกันนี้ สิ่งที่ต้องการเป็นพิเศษ คือ ความกระฉับกระเฉง แข็งขัน ทำงานกันให้ทันแก้ปัญหา ทำงานให้ทันตามกรอบเวลา

และด้วยความห่วงใยต่อสถานการณ์อันเปราะบาง อ่อนแอ ที่มองเห็นเป็นอยู่ ผมเสนอความเห็นไม่เห็นด้วยกับการตั้งสภาสำรอง ที่ผมคิดว่ามันเป็นสภาแก้หน้า สภาแก้เกี้ยว หรือสภาแก้เก้อ มากกว่า เพราะก็จะเห็นความอุ้ยอ้าย เทอะทะ ของการจัดตั้งองคาพยพที่ไม่ทันกับเป้าหมายของความต้องการเร่งรีบทำงานปฏิรูป ให้ทันกับกรอบเวลาที่กำหนด ผมไม่เห็นความจำเป็นของการตั้งสภาแก้เก้อแต่อย่างใด

เราต้องให้เกียรติการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งดำเนินการมาอย่างสมบูรณ์ตามรูปแบบที่กำหนดกรอบมาให้จาก คสช. จำนวน ๒๕o คนนั้น เพียงพอกะทัดรัด กระฉับกระเฉง เหมาะพอสมควรแล้ว กับการทำงานเร่งรัดแข่งกับเวลา และแข่งกับความเรียกร้องต้องการของคนในประเทศ ไม่มีความจำเป็นอะไรนักหนากับการตั้งสภาแก้เก้อ ได้คนดีคนเก่งแล้ว รีบทำงานกันไปเถอะ

เพราะหากจะยังตะแบงแก้หน้า แก้เกี้ยว ตั้งสภาแก้เก้อขึ้นมา นอกจากจะเห็นองคาพยพ ยุบยับ เยิ่นเย้อ พะรุงพะรัง อุ้ยอ้าย ถ่วงกันไปมาล่าช้ารอกันอยู่ ยังจะเห็นว่าสิ้นเปลืองงบประมาณกัน เกินความจำเป็น นี่จะต้องเป็นเหตุอันควรพิจารณายิ่งในยามที่ประ เทศชาตินี้ จ่อมจมอยู่กับหนี้สิน ขาดเงินงบประมาณ จนต้องหาทางเก็บภาษีกันหลายรูปแบบอย่างนี้ อย่าให้ถูกมองว่าใช้เงินแก้หน้า แก้เกี้ยว แก้เก้อ ไปทำไม

ยังไม่ทันจะตั้งสภาแก้เก้อ มีพระราชกฤษฎีกาออกมาแล้วแต่งตั้งตำแหน่งทำงานให้กับ สปช. ตั้งแต่ประธาน สปช. ไล่เรื่อยลงมาครบทุก ๒๕o คน โดยแต่ละคนแต่งตั้งคณะทำงานได้คนละ ๕ คนรับเงินเดือนแตกต่างกันไป ตั้งแต่ ๗๒,๖๖oบาท ลงไปต่ำสุดที่ ๑๕,ooo บาท นี่ถ้าคิดเงินเดือนโดยประมาณจะตกเดือนละประมาณ 20 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมเป็นเงินต่อปี หนีไม่พ้นประมาณปีละ ๒๔o ล้านบาท

ประเด็นอยู่ที่เหตุผลความจำเป็นของการแต่งตั้งคณะทำงานที่ว่านี้ ว่าจำเป็นต้องมีมากขนาดนั้นหรือไม่ เห็นได้ชัดว่าเป็นการลอกเลียนแบบของ สนช. ซึ่งก็เป็นลักษณะไม่ต่างกันกับสมัยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภานั่นเอง ความจำเป็นของความต่างอยู่ที่ว่า สปช.นั้นเป็นผู้อาสาสมัครเข้าไปทำงานปฏิรูปด้วยจิตอาสา ก็ต้องทำงานตามที่ตั้งใจ จำเป็นมากมายต้องใช้คนขนาดนั้นหรือ

ค่าใช้จ่ายซึ่งดูว่าเกินความจำเป็นนี้ ต่อปีนับร้อยล้านบาท ใช้นำไปดูแลเด็กยากไร้ ดูจะยอมรับการใช้เงินมากกว่า ก็ไหนว่ารัฐบาลไม่มีเงินมากนัก ก็ไหนหัวหน้า คสช.ปาว ๆ อยู่ออกทุกบ่อยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพ้อเพริดไปหรือเปล่าจนลืมว่าเรื่องอย่างนี้มันต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่างมาแต่หัวยอดนั่นเลยต่างหาก

ว่าไปแล้วหัวยอดนั้นก็ได้แสดงออกให้เห็นถึงความระมัดระวังในเรื่องการใช้เงินของแผ่นดินมาให้เห็นแล้วแต่แรกด้วยการระงับการนำเอาเครื่องอุปกรณ์ห้องประชุม ครม.มาติดตั้งใช้ ประหยัดเงินแผ่นดินไปได้บ้าง ยังเรื่องที่ให้ติดตามการติดตั้งนาฬิการาคาแพงเหลือเชื่อ ที่มีการจัดซื้อมาแต่รัฐสภาสมัยที่แล้วนั่นอีก และที่สำคัญในแนวคิดประหยัดเงินแผ่นดิน เช่นการระงับการเดินทางประเทศของข้าราชการนั่นด้วย

เรื่องเกี่ยวเนื่องกับสภานี้ ยังมีเรื่องยุ่ง ๆ ในการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่อีก ที่ต้องถือเป็นเรื่องน่าจับตามองการใช้จ่ายเงินค่าก่อสร้างหลายหมื่นล้านบาท บริษัทก่อสร้างแห่งเดียวกันนี้ก็ตลก สร้างรัฐสภาช้าไปกว่า ๓oo วัน ขณะที่สร้างสนามแข่งรถที่บุรีรัมย์เสร็จเรียบร้อยใช้งานได้ภายใน ๔๕o วัน การก่อสร้างที่ล่าช้าโดยที่จ่ายไปเร็วอย่างนี้ ดูหน่อยซิว่ากระทบการใช้เงินของแผ่นดินยังไง

ผมอ่านคำวิพากษ์วิจารณ์ของ คุณนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ต่อกรณีการแต่งตั้งคณะผู้ทำงานของ สปช.แล้ว ออกน่าเป็นห่วงภาพลักษณ์ของ คสช.อยู่พอสมควร ยิ่งเห็นผลโพลที่สำรวจกัน ระบุคะแนนนิยมของ คสช.ลดลงไป ซึ่งชี้ให้เห็น (ตามข่าว) ว่าเป็นการนับถอยหลังของรัฐบาลทหารชุดนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้ แม้ว่าจะมีใจ เอาใจช่วยกันอยู่ไม่น้อยก็ตาม ทำไมคะแนนนิยมเสื่อมลงเร็วขนาดนั้นเชียวหรือ

มีหลายสถานการณ์ขณะนี้ ที่ดูว่ามีผลรุนแรง กระทบภาพลักษณ์ของรัฐบาล คสช.ขณะนี้ ใช่แต่เรื่องการมีรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว ที่ทำให้ภาพลักษณ์ต่อต่างประเทศลดความสวยงามลงไป กรณีฆาตกรรมที่เกาะเต่า กรณีการทำศัลยกรรมของคนต่างชาติเสียชีวิต ดูจะกระหน่ำซ้ำเติมประเทศไทยยามนี้อย่างน่าเห็นใจ คสช.อยู่มากทีเดียว

เพราะหลายกรณีที่เกิดขึ้น ดูจะขัดกันอยู่มากกับการพร่ำบ่นประหยัดเงินของแผ่นดิน และในขณะที่คาดหวังมุ่งใช้การท่องเที่ยว เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการหาเงินเข้าประเทศ เหตุที่เกิดกับการท่องเที่ยว กลับได้กลายเป็นจุดด้อยที่ลดปมเด่นด้านการท่องเที่ยวของไทยในสายตาและความรู้สึกของนักท่องเที่ยวต่างชาติลงไปไม่น้อยเลย

ประหยัดเงินแผ่นดินด้วยการยัดเยียดแต่งตั้งคณะทำงานให้ สปช. จนฮือฮาตาลุกไปตามกัน และขณะที่กำลังเร่งการท่องเที่ยวที่เป็น Health and Wellness กับการเป็น Medical hub ศัลยกรรมนักท่องเที่ยวไทย ก็กระหน่ำซ้ำเติมสถานการณ์ท่องเที่ยวของไทยให้วิกฤติไปอีก เรื่องคดีฆาตกรรมที่เกาะเต่า ก็ยังงุนงงกันอยู่ว่าตกลงอะไรเป็นอะไรกันแน่ ดูมันมั่วซับซ้อนกันยิ่งขึ้น

ภาพที่ขัดกันอย่างนี้ ไม่ใช่ผลดีในระยะยาวเลยแต่อย่างใด แม้หลายเดือนที่ผ่านมา ที่ คสช.เข้ามาแก้ไขภาวะวิกฤติของประเทศ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังมีหลายความเปราะบางของบางสถานการณ์ ที่ทำให้ภาพรวมสถานะของประเทศไทย ยังอ่อนไหว เปราะบาง และสภาพภาวะวิกฤติของประเทศก็ยังไม่หมดไปแท้จริง

การบริหารจัดการกับสภาพเช่นว่านี้ คงต้องใช้ Crisis management ให้มากขึ้นยิ่งกว่า ทำกันมายังไง ก็ทำกันไปยังงั้น ซึ่งถ้าเช่นนั้นก็ไม่รู้จะมี คสช., ครม., สนช., สปช. กันไปทำไม

จะต้องสื่อสารสร้างความเข้าใจให้ดีขึ้นกว่าที่ได้แสดงท่าทีออกมา มุ่งประสงค์ทำสิ่งใดให้เป็นมรรคเป็นผลกันแน่ เป้าหมายนั้นแน่ชัดจริงหรือ ปฏิบัติการให้เห็นบรรลุจุดมุ่งประสงค์ได้จริงไหม

จะฟื้นฟูและเฟื่องฟูภาพลักษณ์ของประเทศกันยังไง ให้ภาพลักษณ์ที่เสียหายกลับมาดูดี
จะสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยให้ดีขึ้นยังไงกับสถานการณ์ขณะนี้ เรายังไม่เห็นความเข้มแข็งในเรื่องเหล่านี้มากนัก บางทีตรงจุดนี้ต่างหาก ที่น่าจะต้องตั้งคณะทำงาน วางยุทธศาสตร์ Crisis management สู้กับสถานการณ์ขณะนี้ และก่อนอื่นนั้นดู รมต.ที่ตั้งกันมาตามโควตา คัดเลือกกันมาเป็นพิเศษในความรู้ความสามารถ มีความสามารถทำงานเป็นตามที่คาดหวังไหม หรือก็แปะเอี่ยเป็นผู้ใหญ่ไก่เขี่ย เป็น รมต.ไก่เขี่ย มัวเขี่ยหาอะไรอยู่

รมต.ที่ภาพลักษณ์ดูดี แต่ไม่มีผลงาน ม้วนเสื่อกลับบ้านได้แล้วครับ.


จากคอลัมน์ "มิติโลกาภิวัฒน์"
นสพ.ไทยโพสต์ ๒๙ ต.ค. ๒๕๕๗








หัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของอนาคตประเทศ.หัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของอนาคตประเทศ.
รศ.ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ


อนาคตของประเทศที่คนไทยทุกคนฝากชะตากรรมกับสิ่งที่เรียกว่า การปฏิรูปประเทศนั้น ขึ้นอยู่กับบุคคลและกลุ่มคน คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้ถือธงนำในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติ และเป็นผู้คัดเลือกคณะบุคคลต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว

ความรับผิดชอบอนาคตของคนไทยทั้งประเทศจึงกล่าวได้ว่า อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของพลเอกประยุทธ์

อย่างไรก็ดี เมื่อทวนความกลับไปถึงวันที่พลเอกประยุทธ์และคณะ ทำการปฏิวัติ ได้สร้างความสุขให้กับคนไทยส่วนใหญ่เป็นอย่างมาก เพราะก่อนการปฏิวัติ ประชาชนส่วนใหญ่เกิดความมืดมน หวาดกลัวสงครามกลางเมืองจะเกิดขึ้น เพราะกลุ่มคนจำนวนมากไม่ยอมรับรัฐบาลในขณะนั้น รวมตัวกันต่อต้าน เนื่องจากพฤติกรรมของนักการเมืองผู้มีอำนาจที่กำลังสร้างความหายนะแก่ประเทศชาติ

ความรู้สึกของประชาชนในขณะนั้น เสมือนคนว่ายน้ำอยู่กลางทะเล เมื่อคณะปฏิวัติเปรียบเสมือนขอนไม้ลอยมา ก็พากันเกาะขอนไม้นั้น และหวังว่าขอนไม้จะนำเขาสู่ฝั่ง

ฉะนั้น เมื่อหัวหน้าคณะปฏิวัติได้ประกาศว่าจะคืนความสุขให้ประชาชนและได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ จึงได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น

อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไป ประชาชนส่วนหนึ่งที่ตั้งความหวังว่า คณะปฏิวัติจะใช้ความเด็ดขาดในการจัดการสิ่งที่ประชาชนสงสัยในพฤติกรรมอันน่าเคลือบแคลงของรัฐบาลและนักการเมืองในเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวง อย่างเช่น เรื่องทุจริตจำนำข้าว แต่เวลาเนิ่นนานมาพอสมควร จนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถเปิดเผยถึงความเสียหายให้สังคมทราบได้

รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองและข้าราชการอีกหลายเรื่อง ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่ตัวพลเอกประยุทธ์อย่างแน่นอน

ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เมื่อขบวนการนิสิต นักศึกษา รวมตัวกันโค่นล้มรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๖ เกิดรัฐบาลภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นปัญหาต่าง ๆ รุมล้อมอาจารย์สัญญาอย่างมากมายเช่นเดียวกับที่พลเอกประยุทธ์กำลังผจญในขณะนี้

อย่างไรก็ดี นับแต่นี้ต่อไป หน้าที่สำคัญของพลเอกประยุทธ์ คือ การกำกับให้คณะปฏิรูปประเทศจัดทำให้สังคมไทยเป็นสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงแต่สร้างกติกาให้เป็นประชาธิปไตยดังที่ผ่านมาในอดีต

ทำอย่างไรที่ตัวแทนประชาชนจะเป็นตัวแทนของประชาชนที่แท้จริง ทำอย่างไรที่ทำให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าใจและซาบซึ้งหวงแหนสิทธิและเข้าใจในหน้าที่ของตนในสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริง ดังที่เกิดขึ้นในประเทศประชาธิปไตยที่เกิดหลังประเทศไทย เช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้ หรือแม้แต่ประเทศอินเดียและประเทศมาเลเซีย เป็นต้น ซึ่งประชาชนและนักการเมืองมีจิตและวิญญาณแห่งประชาธิปไตย ไม่ใช่เพียงแต่สร้างกติกา คือ รัฐธรรมนูญของประเทศ ที่ปรากฏว่าล้มเหลวมาตลอดเวลากว่า ๘o ปี ที่ประเทศไทยพยายามทำให้สังคมไทยเป็นสังคมประชาธิปไตย แต่ประเทศไทยกลับมีแต่นักการเมืองประเภทศรีธนญชัย นักกินเมืองจนเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร มีการฉีกรัฐธรรมนูญสิบกว่าฉบับมาแล้ว

ประชาชนคนไทยอยากเห็นการปฏิรูปประเทศที่สมบูรณ์แบบ จึงหวังว่าคณะปฏิรูปประเทศที่ถูกออกแบบและแต่งตั้งโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะ จะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง ประชาชนไทยฝากความหวังไว้ในมือของท่าน โปรดอย่าทำให้ประชาชนผิดหวังเหมือนดังอดีตที่ผ่านมา


จากนสพ.แนวหน้า ๓o ต.ค. ๒๕๕๗








สปช.ต้องเถียงกัน
อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ


เห็นการประชุมสมาชิกสภาปฏิรูปที่ผ่านมาด้านหนึ่งก็ชื่นใจว่าบรรยากาศที่เป็นนั้นค่อนข้างแตกต่างจากบรรยากาศของการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวคือมีบรรยากาศแห่งการถกเถียงกันพอสมควร มิใช่ "ของสิ่งใดเจ้าว่างามต้องตามเจ้า"

เราได้เห็นกลุ่มความคิดที่ไม่เฮไหนเฮนั่น ตั้งแต่การประชุมนัดแรกเพื่อเลือกประธาน จริงอยู่ที่ตำแหน่งประธาน สปช. และรองประธาน สปช. คนที่หนึ่ง จะนอนมาแบบเอกฉันท์ ตามโผที่ออกมาเป๊ะ

แต่กับตำแหน่ง รองฯ ๒ ไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อ สปช. สายจังหวัดคิดต่างออกไป และเสนอแนวคิดว่าทั้งประธาน และ รองฯ ๑ ก็เป็น สปช.ที่มาจากสายกลุ่มปฏิรูป ดังนั้น รองฯ ๒ ก็น่าที่จะมาจากสายจังหวัดบ้าง ว่าแล้วก็ส่ง "ประชา เตรัตน์" สปช. จาก จ.ชลบุรี เข้าแข่งกับ "ทัศนา บุญทอง"

แม้สุดท้าย "ประชา" จะไม่ได้รับเลือก แต่ก็ทำให้เห็นว่ามีคนที่สนับสนุนแนวคิดเช่นว่าอยู่ไม่น้อย เพราะอย่างน้อยเสียงที่ได้มา ๘๘ เสียงก็เกินกว่าจำนวนของ สปช.จังหวัดที่มีอยู่..!

จนกระทั่งมาถึงการประชุมเพื่อพิจารณาว่า กรรมาธิการยกร่างในส่วนของ สปช. ที่ได้โควตามา ๒o คนนั้น จะให้มีคนนอกเข้ามาร่วมด้วย ๕ คนหรือไม่ เรื่องนี้ "วิป สปช." เห็นว่าควรให้มีคนนอกเพื่อความหลากหลาย แต่ สปช. บางกลุ่มกลับไม่เห็นเช่นเดียวกัน

โดยมองว่า สปช. มีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อการร่างรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญยังได้กำหนดให้สัดส่วนของ สปช. เป็นเสียงข้างมากในกรรมาธิการยกร่างฯ เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากใช้คนนอกเข้ามาเสียงของ สปช. ก็จะไม่ใช่เสียงข้างมากอีกต่อไป และร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมาอาจจะไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการและสุดท้ายผู้ที่ต้องรับผิดชอบก็คือ สปช. นั่นเอง

นอกจากนี้อีกเหตุผลที่ยกขึ้นมาอ้างคือ ทั้ง ๒๕o คนที่มานี้มีความหลากหลายมากมายเพียงพอแล้วจึงไม่มีความจำเป็นต้องดึงคนนอกเข้ามา

แม้ "วิป สปช." ถึงกับลงทุนให้ "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ว่าที่รองประธานสภา สปช. และผู้ถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ลุกขึ้นชี้แจงโดยให้เหตุผลว่า

"เพื่อเปิดกว้างให้พรรคการเมืองที่ไม่มีตัวแทนของพรรคเข้ามามีส่วนร่วมกับการปฏิรูป ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา รวมถึงคู่ขัดแย้ง ได้แก่ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้ามาร่วมกับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งนี้เพื่อไม่ต้องการให้สังคมมองว่ารัฐธรรมนูญเป็นเพียงเอกสารที่ถูกตราว่าเป็นกติกาของผู้ชนะที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อีกทั้งเพื่อต้องการยุติความขัดแย้งที่สั่งสมมาหลายสิบปี จึงควรเปิดโอกาสให้ผู้ขัดแย้งร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่ให้เข้ามาเป็นเสียงข้างมากในกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือเข้ามาครอบงำการร่างรัฐธรรมนูญ"

แต่สุดท้ายแล้ว "วิป สปช." ก็ไม่อาจะโน้มน้าวสมาชิกได้และต้องพ่ายไปด้วยคะแนนเสียง ๓๙ ต่อ 175

แม้ข้อเท็จจริงและความเหมาะสมเรื่องการใช้ "คนนอก" ยังเป็นที่ถกเถียง และหลายคนยังตั้งข้อสังเกตว่าที่ สปช. ส่วนมากไม่ยอมรับโควตาคนนอกเพราะหวงอำนาจหรือหวังจะเข้าไปเป็นเองเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มให้มากที่สุดหรือไม่ หรือกระทั่งการชิงตำแหน่งรองประธานก็ถูกบางคนมองว่าเป็นการสร้างอำนาจการต่อรองคล้ายกลุ่มการเมือง

แต่ความเห็นที่แตกต่างนี้เองที่จะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการถกเถียงเพื่อหาจุดลงตัวและแนวคิดที่เหมาะสมที่สุดกับการปฏิรูป นี่คือหน้าที่ของ สปช. ขอแค่อย่ายึดเฉพาะผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้งจนเกินไปก็เท่านั้น..!


จากคอลัมน์ "ขยายปมร้อน"
นสพ.คม ชัด ลึก ๒๙ ต.ค. ๒๕๕๗



บีจีและไลน์จากคุณญามี่


Free TextEditor




 

Create Date : 18 ธันวาคม 2557
0 comments
Last Update : 18 ธันวาคม 2557 23:34:25 น.
Counter : 893 Pageviews.


haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 137 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.