happy memories
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2557
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
7 พฤศจิกายน 2557
 
All Blogs
 

ก็แค่ 'เวลากับความเป็นจริง'






ก็แค่ 'เวลากับความเป็นจริง'
เปลว สีเงิน


"นายกฯ ประยุทธ์" นี่ ท่านคงเป็นคนรุ่นใหม่ จึงไม่รู้จักสุภาษิตไทยที่ว่า "เล่นกับหมา หมาเลียปาก เล่นกับสาก สากตีหัว" เลยเกิดปัญหาคันหัวด้วยเรื่อง "ต่อปาก-ต่อคำ" กับนักข่าวบ่อย ๆ

ยิ่งตอนนี้ อย่างที่ผมบอก เป็นช่วง "ดาวพุธ" เสีย "พูดอะไรไป ต่อให้ดีแค่ไหน ก็สองไพเบี้ย สู้นิ่งเสียจะดีกว่า"

เผลอ ๆ มีค่าเท่าตำลึงทอง!

เช้าวาน (๑๕ ต.ค.๕๗) ท่านเดินทางไปประชุมอาเซมที่ มิลาน อิตาลีแล้ว คงถูกสื่อจับจ้องเป็นพิเศษ

เพราะอาเซม คือวงประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป

ทีนี้ผู้นำของเรา พิเศษกว่าผู้นำเอเชีย-ยุโรปคนอื่น ๆ อยู่หน่อย ตรงที่ว่า "มาจากการควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ" ซึ่งยุโรปเขาเคยตั้งแง่รังเกียจ

ถึงขั้นประกาศ...ไม่ต้อนรับ!

ซึ่งก็ประกาศ "รักษาฟอร์ม" ประชาธิปไตยทฤษฎีไปอย่างนั้น แต่ทางปฏิบัติ ไม่ว่าชาติไหนเขาก็รู้.........

ระบอบทักษิณน่ะ มันปูเสฉวนที่อาศัยกระดองประชาธิปไตยซุก แล้วยึดรัฐสภาปล้นชาติ-ปล้นประชาชนตัวเอง

เลวร้ายกว่าเผด็จการทหารแต่มีคุณธรรมและประชาธิปไตยบางๆ ในหัวใจอย่างพลเอกประยุทธ์

แล้วตอนนี้เป็นไง.....?

เห็นมีแต่ประเทศโน้น-ประเทศนี้ แต่งทูต-ส่งตัวแทนมาบัดกรีสัมพันธไมตรีกับรัฐบาลไทยกันให้ควั่ก ไม่มีประเทศไหนอยากตกรถที่จะคบกับ "มิตรแท้" อย่างไทย แม้กระทั่งสหประชาชาติ

วานซืน เห็นชาวคณะ UN เรียงแถวมาพบรองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศของเรา "พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร" มิใช่รึ?

ก่อนหน้าไม่กี่วัน ท่านรองนายกฯ ธนะศักดิ์ไปประชุม UN ที่นิวยอร์ก ก็ไม่เห็นมีชาติไหนไม่ต้อนรับ พบกับนาย บัน กีมูน เลขาฯ ยูเอ็น

นายบัน กีมูน ยังออกปาก....

"ไทยกับยูเอ็น เป็นหุ้นส่วนกันในการพัฒนาอย่างยั่งยืน"!

การไปร่วมประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ของพลเอกประยุทธ์ที่อิตาลีครั้งนี้ นอกจากเป็นการ "ออกงาน" ระดับเวิลด์คลาสครั้งแรกแล้ว

ยังเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า.........

ที่หลู่กัน "รัฐบาล คสช.ต่างชาติไม่ต้อนรับ" โดยเฉพาะ "ยุโรป-สหรัฐฯ" นั้น

ก็แค่คำแช่งชักจากคนชิงชัง!

นอกจากประชุมร่วมแล้ว นายกฯ ประยุทธ์ยังจะได้พบปะ เจรจาความบ้าน-ความเมืองและการค้าระดับทวิภาคี คือพูดคุย ๒ ต่อ ๒ กับผู้นำบางประเทศด้วย

คงไม่ต้องห่วงเรื่องภาษา ว่าจะมีเรื่องให้ฮาตามหลังอย่างอดีตนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศ

เพราะพลเอกประยุทธ์ท่านมี "ครูภาษาอังกฤษ" ชั้นดี ติวเข้มชนิดตัวต่อตัว-คำต่อคำมา ๓๐-๔๐ ปีแล้ว เรียกว่าเวลานี้...."ภาษาเปรี๊ยะ"

หรือหนีบ "ทอล์กกิง ดิก" ไปด้วยก็ไม่รู้?

ก่อนไป เห็นท่านล้ง-เล้งอยู่กับนักข่าวเรื่อง "โรดแมป ๓ ขั้น" คือนักข่าวไปถามว่า มีโอกาสขยายเวลาโรดแมปมั้ย?

ท่านนายกฯ ก็ตอบว่า....

"อย่ามาคาดคั้นกับผมมากเรื่องนี้ ผมพูดไปแล้วถือว่าจบ ทุกอย่างต้องดูตามโรดแมป ปัญหาอยู่ที่ว่าจะทำตามโรดแมปได้หรือไม่ และเรื่องนี้ไม่ใช่ผมคนเดียวที่ไปนั่งทำโรดแมป ผมไม่ได้ไปนั่งเป็นประธาน สปช.หรือประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ"

นักข่าวก็แย้ง.....

"นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ออกมาระบุว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่จะเกิดขึ้นต้นปี ๒๕๕๙ แสดงว่าจะต้องมีการขยายเวลา?"

นายกฯ ก็ยัวะ.....

"ก็บอกแล้วว่าขึ้นอยู่กับว่าทั้งรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปจะเสร็จเมื่อใด และต้องใช้เวลาเตรียมการเลือกตั้ง และไม่ใช่ว่าเรากำหนดเลือกตั้งแล้ววันพรุ่งนี้จะทำการเลือกตั้งได้ทันที การเลือกตั้งต้องใช้ระยะเวลา"

สรุปเนื้อหาสาระก็คือ ที่เคยบอกแต่แรก ตุลา ๕๘ ได้เลือกตั้ง เจตนาก็ยังคงเช่นนั้น

แต่ท่านนายกฯ พูดเผื่อในทางปฏิบัติว่า มันก็ต้องขึ้นอยู่กับ สปช.และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยว่า ทำได้เสร็จตามเทอมเวลาหรือไม่

ถ้าเสร็จ ก็โอเค ถ้าไม่เสร็จ ก็ต้องดูกันว่า ไม่เสร็จเพราะอะไร?

ส่วนที่นายวิษณุบอก การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นต้นปี ๕๙ นั้น ในความเห็นผม ถ้าเป็นเช่นนั้นถือว่าเป็นไปตามโรดแมป ขั้นที่ ๓ ไม่เป็นการขยายเวลา

ถ้าเลือกตั้งต้นปี ๕๙ จริง ก็แสดงว่ารัฐธรรมนูญเสร็จตามเวลา คือประมาณตุลา ๕๘ แต่ในทางปฏิบัติ มันก็เป็นอย่างที่นายกฯ ประยุทธ์พูด

"ใช่ว่าเรากำหนดเลือกตั้งแล้ว วันพรุ่งนี้จะเลือกตั้งได้ทันที การเลือกตั้งต้องใช้ระยะเวลา"

สมมุติ หลังตุลา ๕๘ รัฐธรรมนูญเสร็จ "พฤศจิกา-ธันวา-มกรา-กุมภา" เป็นเวลาเตรียมการ รวมทั้งการออกกฎหมายลูกบางฉบับ เรียบร้อยแล้วก็กำหนดวันเลือกตั้ง

นี่ถืออยู่ในข่ายคำว่า "ต้นปี ๕๙" ตามที่นายวิษณุบอก ผมก็ว่ามันเป็นเหตุ-เป็นผล ไม่ถือผิดสัญญาโรดแมป

เรื่องจะให้เป๊ะ ๆ ชนิดรัฐธรรมนูญเสร็จปุ๊บ เลือกตั้งปั๊บ คนที่ไม่ต้องรับผิดชอบ...พูดได้ แต่คนที่ต้องรับผิดชอบทางปฏิบัติ....ทำไม่ได้

ไปอ่านรัฐธรรมนูญชั่วคราวดูก่อน มาตรา ๓๔, ๓๖, ๓๗, ๓๘, ๓๙ มาตรา ๔๔ ว่าด้วยดาบอาญาสิทธิ์ผู้นำ คสช.และมาตรา ๔๖

เนี่ย...มันยังมีเงื่อนไขมากมาย สามารถทำให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญยืดหรือล้มไปเลยก็ได้

ไปไล่เลียงดู แล้วจะรู้ว่า มันมี "กับระเบิด" ฝังไว้เป็น "ด่านอรหันต์" มากมาย จนน่าหวั่น "แท้งก่อนคลอด"!

สมมุติ สปช.ประชุมครั้งแรก ๒๒ ตุลา

๑. ภายใน ๑๕ วัน ประมาณ ๖ พ.ย.ต้องตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จ

๒. ภายใน ๖๐ วัน ประมาณ ๒๒ ธันวา สปช.ต้องเสนอความเห็น-ข้อเสนอแนะ ๑๑ ด้าน ต่อกรรมาธิการยกร่างฯ

๓. ภายใน ๑๒๐ วัน นับจากรับข้อเสนอแนะจาก สปช.ประมาณ ๒๒ เม.ย.๕๘ กรรมาธิการฯ ต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ และเสนอต่อ สปช.

๔. ภายใน ๑๐ วัน นับจากรับร่างฯ ประมาณ ๑ พฤษภา สปช.ต้องประชุมพิจารณาเพื่อเสนอแนะหรือให้ความเห็นต่อร่างฯ นั้นให้เสร็จ

๕. ภายใน ๓๐ วัน นับจากพิจารณาเสร็จ สปช.ยังขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญได้อีก ก็ตกประมาณ ๑ มิ.ย.

๖. นับจากรับร่างฯ คสช.-ครม.หรือ คสช.จะเสนอความคิดเห็นหรือยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมได้ ภายใน ๓๐ วัน (แต่ไม่ระบุเวลาว่า กรรมาธิการยกร่างต้องส่งร่างฯ วันไหน)

๗. ภายใน ๖๐ วัน นับจาก ๑ มิ.ย. ก็ประมาณ ๑ สิงหา กรรมาธิการยกร่างฯ ต้องพิจารณาคำขอแก้ไขเพิ่มเติมของสปช.ให้แล้วเสร็จ

๘. เมื่อกรรมาธิการฯ เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมแล้วให้ สปช.พิจารณา ภายใน ๑๕ วัน ก็ประมาณ ๑๕ สิงหา สปช.ต้องลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

๙. สปช.เห็นชอบ ประธาน สปช.นำร่างฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันลงมติ ก็ประมาณ ๑๕ กันยา

"ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและพระราชทานคืนมา หรือเมื่อพ้นกําหนดเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป"

เอ้า...ทีนี้ มาดูในประเด็นว่า ถ้า สปช.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญไม่เสร็จ หรือไม่ให้ความเห็นชอบ หรือร่างนั้นตกไป อะไรจะเกิดขึ้น?

โละทิ้งหมด ทั้ง ๒๕๐ สปช. และ ๓๖ กรรมาธิการยกร่างฯ!

แล้วเริ่มต้น นับ ๑ โรดแมป ขั้นที่ ๒ ใหม่ คือย้อนกลับไปสู่กระบวนการคัดเลือกสมาชิกสภาปฏิรูปฯ กันใหม่

กว่าจะได้ สปช.ชุดใหม่ กว่าจะได้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคณะใหม่ ทุกขั้นตอนมาเริ่มกันใหม่ แบบนี้อย่าว่าแต่ต้นปี ๒๕๕๙ เลยครับ

ต่อให้ปลายปี ๒๕๖๐.....

ก็ยังต้องฟังเพลง "คืนความสุขให้ประเทศไทย" กันอยู่!

ฉะนั้น เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ เถอะ คือเชื่อตามโรดแมป ขั้นที่ ๓ ที่ว่า ปลายตุลา ๕๘ รัฐธรรมนูญเสร็จ ได้เลือกตั้ง และต้องเชื่อตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวด้วยว่า

มีเงื่อนไขให้กระบวนการเป็น "ไส้เลื่อน" ได้ด้วย.!


จากคอลัมน์ "เปลว สีเงิน คนปลายซอย"
นสพ.ไทยโพสต์ ๑๖ ต.ค. ๒๕๕๗








มาตรการป้องกันการป่วนที่ดีกว่ากฎอัยการศึก
พัฒน์ สังคมธรรม


การบริหารประเทศภายใต้การนำของ คสช.ระยะ ๔ เดือนแรกถือว่าได้สร้างคุณูปการหลายประการให้แก่สังคมไทย งานเร่งด่วนที่ทำได้ดีและดีมาก ในขณะที่รัฐบาลเก่าทำไม่ได้เพราะติดขัดด้วยไม่มีอำนาจ คือการกู้เงินเพื่อชำระหนี้ค่าข้าวแก่ชาวนาที่เกิดจากนโยบายผิดพลาดของตนเอง และด้วยกฎหมายพิเศษทหารร่วมกับตำรวจจึงจับกุมผู้กระทำผิดในการใช้อาวุธสงครามทำร้ายผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลาย ๆ คดีที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่เคยใส่ใจ รวมถึงยึดอาวุธสงครามที่ซ่องสุมไว้ได้อีก พร้อมๆ กับมาตรการเปิดโอกาสให้ส่งคืนอาวุธสงครามโดยไม่มีความผิดก็มีผู้นำอาวุธมาคืนเป็นจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลเก่าไม่เคยทำ ประชาชนทุกหมู่เหล่าจึงให้การสนับสนุนการทำหน้าที่ของ คสช.อย่างล้นหลาม ที่ทำงานด้วยความฉับไว ยุติความรุนแรงที่กลุ่มกองกำลังนอกกฎหมายมุ่งกระทำต่อผู้ชุมนุมและข่มขู่การทำหน้าที่ของตุลาการศาลต่าง ๆ ผลพวงจากกฎหมายพิเศษ คสช. โยกย้ายข้าราชการที่ประพฤติตนไม่สมศักดิ์ศรี แต่รับใช้ผลประโยชน์นักการเมือง สร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชนให้ออกไปจากหน้าที่

อย่างไรก็ดี ปัญหาที่เหลืออยู่ที่ คสช. ยังไม่ได้ทำเนื่องจากเป็นปัญหาที่เรื้อรังและต้องใช้เวลายาวนานในการแก้ไขและต้องการความต่อเนื่องจริงจัง ที่เกาะกินสังคมไทยเป็นมะเร็งร้ายของประเทศ อีกทั้งไม่เคยมีรัฐบาลชุดใดแก้ไขได้ผล เช่น

๑. ปัญหาการคอร์รัปชันในภาครัฐที่มีนักการเมืองเป็นแกนหลัก

๒. ปัญหาการบริหารทรัพยากรปิโตรเลียมทั้งในทะเลและบนบก (เป็นมรดกของแผ่นดิน) ที่แตกต่างจากการจัดหาพลังงานจากต่างประเทศ (การซื้อ-ขายพลังงาน)

๓. ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากราคาพืชผลเกษตรตกต่ำหลาย ประเภทสินค้า ข้าว ยางพาราและปาล์มน้ำมัน เป็นต้น รวมทั้งการค้าส่งออกที่ถดถอยจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

๔. ปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร และการบุกรุกทำลายป่า (ทรัพยากรของชาติ) และ

๕. ปัญหาความเหลื่อมล้ำและการกระจายรายได้ ปัญหาความยากจน เป็นต้น

ปัญหาเหล่านี้ต้องใช้สติปัญญาร่วมกันของสังคมและต้องทำด้วยความบากบั่นอย่างมาก และประชาชนในสังคมต้องรับรู้หรือเข้าใจปัญหาตรงกันจึงจะเกิด "เป้าหมายร่วมของสังคม" หรือ "วาระแห่งชาติ" โดยมีการจัดการอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว จากผู้บริหารประเทศ

ในขณะนี้จึงยังไม่มีคะแนนให้แก่ คสช. ในด้านนี้

จุดอ่อนที่ต้องมีการปรับปรุงทั้งด้านแนวคิดและความเข้าใจต่อปัญหาของประเทศชาติ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลังเลที่จะใช้กฎหมายพิเศษในโรดแม็พ ๑ ยกเลิกอายุความของคดีคอร์รัปชัน ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เร่งรัดการดำเนินคดีคอร์รัปชัน หากแต่ เปิดโอกาสให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการไปตามขั้นตอนปกติ โดยไม่ใส่ใจว่าประเทศไทยตกอยู่ในห้วงเหวความชั่วร้ายที่ถูกมะเร็งคอร์รัปชันของนักการเมืองที่ฉ้อฉลและฉ้อโกงอย่างเป็นระบบ นับตั้งแต่การกำหนดนโยบาย จนถึงระบบงานที่เกี่ยวเนื่องทำให้ประเทศสูญเสียงบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาลตลอดระยะเวลานับสิบปี อีกทั้งผู้กระทำผิดก็มักทำลายหลักฐานหรือสร้างหลักฐานหักล้างไว้ล่วงหน้ากระทั่งแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเว้นความผิดแล้ว การดำเนินการตามขั้นตอนปกติจึงยากที่จะสาวถึงผู้กระทำผิดได้ เช่นเดียวกับปัญหาพลังงานที่ยังหาข้อยุติไม่ได้เพราะมีผลประโยชน์มหาศาลของฝ่ายที่ได้เปรียบในสังคมเป็นเดิมพัน จึงต้องการความเด็ดขาดและกล้าหาญบนผลประโยชน์ของชาติที่ผู้นำประเทศต้องตัดสินใจ โดยใช้วาระพิเศษของประเทศในขณะนี้ หาไม่แล้วก็คงไม่อาจมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีแก่สังคมได้

ความคาดหวังของประชาชนไทยเมื่อล่วงเข้าสู่โรดแม็พที่ ๒ ของ คสช. ที่มีรัฐบาลและองคาพยพพรักพร้อมประกอบด้วยสภานิติบัญญัติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะจัดตั้งขึ้น จึงสูงมาก ประชาชนไทยที่ตื่นตัวทางการเมืองและเข้าร่วมต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการรัฐสภา ชุดที่ผ่านมา คาดหวังว่ารัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีจะแก้ปัญหาที่หมักหมมและถูกละเลยจากรัฐบาลของนักการเมือง (นักเลือกตั้ง) ได้ หวังว่าการคอร์รัปชันที่เบ่งบานในยุคก่อน ๆ จะสูญสิ้นไป พร้อม ๆ กับต้องการให้รัฐบาลแก้ไขความเหลื่อมล้ำของสังคมที่มีอยู่สูงมากด้วยมาตรการด้านภาษีใหม่ ๆ หวังว่ารัฐบาลใหม่จะสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการของรัฐ เช่น การศึกษา การเข้าทำงานโดยไม่ต้องมีเส้นสายหรือของกำนัลอื่นใด แต่ให้คัดเลือกจากความสามารถของแต่ละบุคคลอย่างโปร่งใส ประชาชนทั่วไป ก็หวังให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมเสมอหน้ากัน ผู้ใดทำความผิดจะต้องถูกลงโทษโดยไม่เลือกข้างหรือพวกพ้อง รวมทั้งต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องและราคาผลผลิตที่ตกต่ำอย่างมากในปัจจุบัน

ความคาดหวังที่ประชาชนไทยแต่ละหมู่เหล่าที่มีต่อรัฐบาลและ คสช. ในโรดแม็พที่ ๒ จึงใหญ่โตเกินกว่าการเข้ามาระงับความขัดแย้งเช่นในช่วงแรกของ คสช. และมีความซับซ้อน ทั้งยังต้องกระทบกับผลประโยชน์ของผู้คนที่มีฐานะดีในสังคม บางส่วนก็มีความยากลำบากในการอธิบายให้ผู้เกี่ยวข้องเห็นพ้องต้องกัน ฉะนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นที่จะต้องใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อชี้แจงปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสังคมให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้รับรู้อย่างทั่วถึงกัน ต้องเปิดให้มีการอภิปรายโต้แย้งกันด้วยเหตุผลและหาทางแก้ไขหลาย ๆ วิธี พิจารณาข้อดี-ข้อด้อยแต่ละวิธี จนมีข้อสรุปร่วมกันที่สังคมแต่ละกลุ่มยอมรับกันได้ หากทำได้เช่นนี้การแก้ไขปัญหานั้น ๆ ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ การสื่อสารให้ประชาชนแต่ละหมู่เหล่าจะต้องทำอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง โดยใช้เครื่องมือสื่อสารทุกช่องทางที่มีอยู่ของรัฐและเอกชน เช่น ทำผ่านรายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" "เดินหน้าประเทศไทย" และรายการใหม่ ๆ ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ของนักวิชาการต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้เห็นทั้งข้อดีและข้อด้อยของการทำงานของรัฐบาล หากมีสิ่งใดที่ตกหล่นบกพร่อง รัฐบาลก็ต้องพร้อมจะแก้ไข และที่สำคัญยิ่งคือ บุคลากรทุกคนที่เข้ามาทำหน้าที่ทางการเมืองโดยการแต่งตั้งจาก คสช. รวมทั้งคณะรัฐมนตรีจะต้องปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ยอมรับในกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอื่น ๆ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต เปิดเผย ตลอดเวลาที่อยู่ในตำแหน่ง

เชื่อแน่ว่าถ้ารัฐบาลได้ใช้เครื่องมือสื่อสารที่มีอยู่อย่างเต็มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลทั้งหลายที่กล่าวข้างต้นไปยังประชาชนได้แล้ว ประชาชนจะเข้าใจและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างแน่นอน เพราะตลอดเวลานับสิบ ๆ ปี ไม่เคยมีรัฐบาลใดที่จะสร้างประชาชนให้เข้มแข็ง มีแต่มุ่งให้ประชาชนเป็นเพียงฐานเสียงในการเลือกตั้งเท่านั้น แนวทางในการสื่อสารของรัฐบาลชุดต่าง ๆ จึงเป็นเพียงการบอกสิ่งที่ดีของรัฐบาลให้ประชาชนได้รับรู้ หรือพูดได้ว่า "บอกความจริงครึ่งเดียว" ประชาชนจึงเป็นเพียงเบี้ยให้นักการเมืองใช้ประโยชน์เมื่อมีการเลือกตั้งโดยแลกกับสัญญาที่จะให้เป็นคราว ๆ

การทำให้ประชาชนเป็นพลังสนับสนุนรัฐบาลจะต้องทำให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลอย่างรอบด้าน และใช้สติปัญญาร่วมกันคิดแก้ไขและพัฒนา เริ่มจากพัฒนาตนเอง พัฒนาครอบครัว และชุมชนโดยมีรัฐบาลเป็นผู้ให้การสนับสนุนหรือเป็นพี่เลี้ยง สมกับคำกล่าวว่าเป็น "พลเมืองที่เข้มแข็ง" และนี่คือหลักประกันความสำเร็จของการปฏิรูปประเทศที่แท้จริง ประชาชนจะปกป้องรัฐบาลเช่นนี้เสมือนหนึ่งกำแพงเหล็กใช้ป้องกันการป่วนของผู้ไม่หวังดีได้ยิ่งกว่ากฎอัยการศึกอย่างแน่นอน.


จากบทความพิเศษนสพ.ไทยโพสต์ ๑๗ ต.ค. ๒๕๕๗








ภารกิจของความเป็นมนุษย์
ท่านขุนน้อย ณ ลีลาแห่งบุปผากระบี่


เห็นภาพคุณ อาภัสรา หงสกุล ในวัย ๖๗ ปี...แต่ทั้งสวย ทั้งซอฟต์ ทั้งเต่งตึง เด้งดึ๋ง เช้งกระเด๊ะ งามสรรพไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย ทำให้ ท่านขุนน้อย อดมิได้ที่จะออกอาการกระเหี้ยนกระหือรือ คิดจะไปหาสเต็มเซลล์มาฉีดแก้หัวล้าน ลดความเหี่ยว ความยับย่น ยับเยิน กะเค้ามั่ง...

แต่อย่างว่า...ถ้าเล่นกันแบบคราวละ ๒ ล้าน ๓ ล้าน ต้องเสียค่าใช้จ่ายระดับแทบหมดเนื้อ หมดตัว เช่นนี้ สู้ปล่อยให้หัวล้าน แทนที่จะต้องไปควักเงินเป็นล้าน ๆ น่าจะสอดคล้องกับสถานภาพของตัวเองซะมากกว่า คือคงต้อง หล่อแบบพอเพียง ต่อไปเรื่อย ๆ ทำไงได้...ในเมื่อทั้งแก่ ทั้งชรา แถมไม่ได้รวยแบบมีอะไรต่อมิอะไรมากไปกว่ามะเขือที่เหลือติดร่างกายอยู่แค่พวง สองพวง ก็คงต้องกล้ำกลืน ฝืนทน แก่แล้ว แก่เลย เปิดเส้นทางแห่งความหล่อ เอาไว้ให้เป็นภาระหน้าที่ของอนุชนคนรุ่นหลังแบกรับกันไปตามสภาพ...

ซึ่งอันที่จริงก็คงไม่ใช่แต่เฉพาะเรื่องของความสวย ความหล่อ เท่านั้น...แม้แต่เรื่องของความดี ความงาม บรรดาคนแก่ ๆ ทั้งหลาย ก็คงมิอาจยึดมั่น ถือมั่น เอาไว้กับตัวตนของตนได้ตราบชั่วกัลปาวสาน มีแต่ต้องส่งมอบให้กับอนุชนคนรุ่นหลัง ไปก่อร่างสร้างสิ่งเหล่านี้กันเอาเอง โดยมันจะออกไปทางดีวันจันทร์ ดีวันอังคาร หรือดีทุก ๆ วัน จนสามารถส่งผลให้สังคมทั้งสังคมกลับคืนมาสู่ความดีงาม ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนหรือไม่ ก็คงขึ้นอยู่กับบรรดาคนแก่ ๆ ทั้งหลาย ที่จะเปิดเส้นทาง ถากถางเส้นทาง เอาไว้ให้ก่อนล่วงหน้า ได้อย่างราบเรียบ สุขุม รอบคอบ มากน้อยเพียงใดนั่นเอง...

คือถ้าหากดูจากสังคมไทยในช่วงหลัง ๆ...ดู ๆ มันจะมีแต่คนแก่ซะเป็นหลัก ที่ออกมาดิ้นรน ตะเกียกตะกาย ในเรื่องบ้าน เรื่องเมือง เรื่องความถูก ความผิด ความเป็นธรรม ไม่เป็นธรรม ฯลฯ จนอาจเรียกได้ว่า...ม็อบแต่ละม็อบในช่วง ทศวรรษแห่งความมืดมน นั้น ส่วนใหญ่มันหนักไปทาง ม็อบผู้สูงอายุ ไปด้วยกันทั้งสิ้น ต่างไปจาก ม็อบปฏิวัติร่ม ที่ฮ่องกงแบบคนละเรื่อง คนละม้วน เพราะบรรดาแกนนำ แกนนั่ง แกนนอน ในแต่ละคนนั้น ถ้านำเอาสิริอายุมารวมกัน อาจมากซะยิ่งกว่าอายุของกรุงรัตนโกสินทร์ไม่รู้กี่สิบ กี่ร้อยปี หรือเผลอ ๆ ต้องบวกอายุของกรุงศรีอยุธยาเข้าไปด้วย ขณะที่เด็ก ๆ เค้ายังคงหมกมุ่นอยู่กับ สังคมก้มหน้า ของเค้าไปตามสภาพ...

แม้แต่ความพยายาม ออกแบบอนาคต ไว้ให้กับการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ในวันข้างหน้า ถ้าดูจากบรรดานักออกแบบแต่ละคน แต่ละราย ที่ผ่านการคัดสรรให้เข้ามาเป็น สปช.อยู่ในทุกวันนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า...ส่วนใหญ่หนักไปทาง สเต็มเซลล์ ไปด้วยกันทั้งสิ้น คือหลีกไม่พ้นที่จะต้องไปลากเอาคนแก่ คนชรา ระดับรุ่นพระเจ้าเหายังใส่กางเกงหูรูด ไม่ว่าในทางการเมือง การปกครอง กฎหมาย เศรษฐกิจ สังคมและการพัฒนามนุษย์ ฯลฯ เข้ามาช่วยจัดสรรในแต่ละเรื่อง แต่ละราว ซึ่งไม่ว่ามันจะก่อให้เกิดความถูกต้อง เป็นธรรม ขึ้นมาในแวดวงต่าง ๆ ได้หรือไม่ เพียงใด นั่นคงยังไม่สำคัญเท่ากับมันจะสอดคล้องกับความเป็นไปของยุคสมัยได้จริง ๆ หรือเปล่า...

จุดชี้ขาดของ การปฏิรูป มันจึงไม่น่าจะขึ้นอยู่กับการออกแบบว่าจะให้เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง หรือโดยอ้อม จะให้มี ส.ส.จังหวัดละคน หรือจังหวัดละหลาย ๆ คน ฯลฯ อะไรประมาณนั้น แต่น่าจะขึ้นอยู่กับว่าบรรดาเด็ก ๆ ทั้งหลาย ซึ่งกำลังเติบโตขึ้นมาเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในแบบไหน อย่างไร ก็แล้วแต่ จะเป็นเด็กที่ยังคงหมกมุ่นอยู่กับ สังคมก้มหน้า อย่างไม่มีวันเงยหน้า อ้าปาก อะไรขึ้นมาเลย หรือจะกลายสภาพไปเป็น เด็กเอ๋ย...เด็กดี...ต้องมีหน้าที่ ๑๒ อย่างด้วยกัน ตามที่คณะ คสช.ท่านกำลังปลูก กำลังฝัง กำลังเพาะหน่อ เพาะเชื้ออยู่ในทุกวันนี้ อันนี้นี่แหละ...ที่จะเป็นตัววัด ตัดสิน ว่าการปฏิรูปทั้งหลายประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวกันแน่!!!

พูดง่าย ๆ ว่า...ถ้าหากพวกเด็กๆ เค้าพร้อมที่จะกลับไป เชยซ์ซ์ซ์ซ์ซ์ แบบเดียวกับเด็ก ๆ ในยุคสมัยจอมพล ป. (เด็กเอ๋ย...เด็กดี...ต้องมีหน้าที่ ๑o อย่างด้วยกัน) อันนั้น...ก็พอเบาใจได้ เพราะไม่ว่าจะเลือกตั้งแบบไหน เลือก ส.ส. ส.ว.กันซักจำนวนเท่าไหร่ บรรดา ความดี ที่ได้รับการปลูก การฝัง อยู่ภายในตัวเด็ก ๆ นั่นเอง ที่จะกลายเป็นฐานรองรับให้ใครก็ตามที่เป็นคนดี มีโอกาสเข้ามาบริหารชาติบ้านเมืองได้อย่างเป็นเนื้อ เป็นหนัง และบรรดาคนชั่วทั้งหลาย ย่อมต้องถูกขจัดออกไปจากระบบต่าง ๆ โดยธรรมชาติ แต่ถ้าหากพวกเด็ก ๆ เค้ายังก้มหน้า ก้มตา อยู่กับ สังคมก้มหน้า แบบไม่คิดจะเงยใด ๆ เอาเลยแม้แต่น้อย สุดท้าย...ทุกสิ่งทุกอย่างคงต้องตกเป็นภาระของ ม็อบผู้สูงอายุ ทั้งหลาย แบบซ้ำ ๆ ซาก ๆ อีกนั่นเอง...

ด้วยเหตุนี้...ถ้าจะพูดให้ถึงที่สุดแล้ว ภารกิจในการปฏิรูป มันคงไม่ได้วนไป-วนมาอยู่แค่ในหมู่คณะ สปช.แต่เพียงลำพัง แต่ยังอยู่ที่บรรดาเรา ๆ-ทั่น ๆ ทั้งหลาย ที่แม้จะไม่ได้สมัครเป็นสมาชิก สปช.เอาเลยแม้แต่น้อย หรือแม้กระทั่งไม่ได้รับมอบหมายให้เป็น สภาเก้ ๆ-กัง ๆ เพื่อปลอบขวัญ ปลอบประโลมใจ ไปตามมีตามเกิด ที่จะต้องร่วมแรง-ร่วมใจ หาทางทำให้ ความดี มันไม่ถึงกับเป็น ความเชยซ์ซ์ซ์ซ์ มากมายเกินไปนัก หาทางทำให้เด็ก ๆ และลูกหลานเยาวชนทั้งหลายเงยหน้าขึ้นมาดูโลก ดูความเป็นไปของสังคมส่วนรวมกันมั่งดีกว่าปล่อยให้ตัวเองต้องแก่แล้ว แก่เลย หรือแก่แล้วยังดันคิดจะไปฉีดสเต็มเซลล์ให้ต้องวุ่นวายกับลูกหลานไปซะอีก เพราะแม้ว่าภารกิจที่ว่านี้จะไม่ได้มีใครมอบให้ หรือสถาปนาให้เลยก็ตาม แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว มันก็คือ ภารกิจในความเป็นมนุษย์ นั่นเอง...

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก H. Jackson Brown Jr.... “Live so that when children think of fairness and integrity, they think of you.- จงดำเนินชีวิตให้เป็นแบบอย่างแก่ลูกๆ หลานๆ จนเมื่อพวกเขานึกถึงความยุติธรรม ความซื่อสัตย์ มั่นคง พวกเขาจะคิดถึงคุณ...”.


จากนสพ.ไทยโพสต์ ๑๕ ต.ค. ๒๕๕๗








โอกาสดีรัฐบาลประยุทธ์ ๑ ในเวทีโลก
บทบ.ก.นสพ.แนวหน้า


รัฐบาลเฉพาะกาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเพิ่งเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินท่ามกลางปัญหาการยอมรับจากนานาประเทศหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ที่ผ่านมา แต่ล่าสุดนับเป็นสัญญาณที่ดีที่รัฐบาลเฉพาะกาลของไทยได้รับการต้อนรับจากเวทีโลกมากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะจากชาติมหาอำนาจ

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของสาธารณรัฐประชาชนจีนได้มีหนังสือเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างเป็นทางการให้เข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำชาติในเอเชียและแปซิฟิกหรือเอเปกที่จีนเป็นเจ้าภาพในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะมีผู้นำประเทศทั่วโลกรวมทั้งประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งการเดินทางไปร่วมประชุมเอเปกของ พล.อ.ประยุทธ์ ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะสร้างการยอมรับจากนานาประเทศและไม่แน่อาจเห็นภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จับมือกับระธานาธิบดีโอบามาเป็นครั้งแรกหลังจากที่ก่อนหน้านี้ทางการสหรัฐอเมริกาเคยท่าทีคัดค้านการรัฐประหารโดย คสช.

ล่าสุดท่าทีต่อต้านคสช.ของทางการสหรัฐอเมริกาเริ่มผ่อนคลายลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประธานาธิบดีโอบามาตัดสินใจไม่ใช้มาตรการลงโทษไทยหลังจากที่ก่อนหน้านี้สหรัฐอเมริกาลดอันดับสถานการณ์ค้ามนุษย์และละเมิดสิทธิมนุษยชนของไทยจากเทียร์ ๒ เป็นเทียร์ ๓ อันเป็นอันดับต่ำสุด ซึ่งท่าทีล่าสุดของผู้นำสหรัฐอเมริกาถือเป็นสัญญาณการยอมรับรัฐบาลเฉพาะกาลของไทยภายใต้เงาคสช.มากขึ้น

แม้แต่ชาติตะวันตกโดยเฉพาะประเทศกลุ่มประชาคมยุโรปหรืออียูที่ก่อนหน้านี้ร่วมกับสหรัฐอเมริกาแสดงท่าทีแข็งกร้าวไม่ยอมรับการรัฐประหารของคสช. และขู่บอยคอตต์ไทย แต่ล่าสุด นายเมซูส มิเกลซานด์ เอกอัครราชทูตแห่งสหภาพยุโรป (อียู) ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อย้ำความสัมพันธ์และยืนยันว่าอียูสนับสนุนและพร้อมให้การช่วยเหลือการปฏิรูปประเทศตามแนวทางของคสช.

อีกหลายประเทศเชิญผู้นำไทยไปเยือนโดยเฉพาะที่น่าสนใจก็คือผู้แทนทางการทูตระดับสูงของทางการซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทยมีหนังสือเชิญ พล.อ.ธนะศักดิ์ ไปเยือนซาอุดีอาระเบียอันเป็นสัญญาณต้องการฟื้นความสัมพันธ์หลังจากที่ซาอุดีอาระเบียลดความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลไทยมายาวนานกว่า ๒o ปี

ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ เยือนพม่าอย่างเป็นทางการและหลังจากนั้นจะเยือนอินเดียและที่สำคัญคือเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำชาติเอเชียและยุโรปหรืออาเซมที่ประเทศอิตาลี

ดังนั้นการเยือนประเทศต่างๆ ของ พล.อ.ประยุทธ์จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้นานาประเทศยอมรับในรัฐบาลเฉพาะกาลของไทยที่กำลังเดินหน้าปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศถือเป็นหน่วยงานที่จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจกับเวทีโลกถึงที่มาที่ไปและเหตุผลความจำเป็นที่ไทยต้องมีการปฏิรูปประเทศให้พ้นจากประชาธิปไตยจอมปลอมภายใต้ระบอบธุรกิจการเมืองทุนสามานย์อันเลวร้ายที่ใช้เงินและผลประโยชน์ทุกรูปแบบซื้ออำนาจรัฐแล้วทุจริตคอร์รัปชั่นถอนทุนบวกกำไรมหาศาล แล้วใช้ความเป็นเผด็จการเสียงข้างมากผูกขาดอำนาจทำอะไรตามใจชอบโดยไม่คำนึงถึงหลักนิติรัฐและความถูกต้องชอบธรรม ทั้งนี้ การปฏิรูประเทศก็เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง


จากนสพ.แนวหน้า ๒๑ ต.ค. ๒๕๕๗








นักการเมืองซื้อเสียง ข้าราชการซื้อตำแหน่ง นักธุรกิจซื้อความสะดวก
ต้นตอของหายนะของเมืองไทยที่ต้องแก้ไข
ถวิล ไพรสณฑ์


ผมต้องเริ่มต้นไว้ก่อนว่า ที่เขียนถึงนักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจนั้น มิได้หมายถึง นักการเมืองทุกคน ข้าราชการทุกคน หรือนักธุรกิจทุกคน แต่หมายถึงบางคน ในแต่ละกลุ่มเท่านั้น ส่วนจะมีจำนวนมากน้อยแค่ไหนในแต่ละกลุ่ม ผมไม่สามารถทราบได้ แต่ก็คิดว่ามีจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นข้าราชการส่วนใหญ่ก็อยู่ในระดับสูง

ที่ผมใช้คำว่าข้าราชการให้หมายความรวมทั้งข้าราชการพลเรือน ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่รัฐอื่น ๆ

ทำไมผมจึงจ่อหัวบทความอย่างนั้น คำตอบคือความเป็นจริงของสังคมไทยที่มีมานานและ คสช.ยังไม่ได้ประกาศให้ชัดเจนว่าจะทำจริงจัง แค่ไหนและอย่างไรเพื่อแก้ไขเรื่องนี้ หรือต้องรอสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นฝ่ายศึกษา พิจารณาเบื้องต้นเพื่อนำเสนอ คสช.

ที่จริงกรณีนักการเมืองซื้อเสียง หรือข้าราชการซื้อตำแหน่ง หรือนักธุรกิจซื้อความสะดวก เป็นเรื่องจริงที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันค่อนข้างมาก ทั้งโดยสื่อสารมวลชน โดยการสัมมนา โดยการพูดจาคุยกันในวงการทั่ว ๆ ไป

แต่ก็ยังไม่เคยมีรัฐบาลใด องค์กรใด ได้เสนอแนะหรือดำเนินการอย่างจริงจัง ทั้ง ๆ ที่เป็นต้นตอแห่งความหายนะของเมืองไทย เพราะมีผลกระทบทั้งในเรื่องการเมือง การบริหาร สังคม และท้ายที่สุดก็ยังกระทบถึงด้านเศรษฐกิจอีกด้วย

ประเทศเราจะไม่มีวันเจริญก้าวหน้าเหมือนอย่างประเทศอื่น ๆ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย หรือแม้แต่อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง หรือที่เรียกว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับประเทศ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือประเทศในยุโรป ซึ่งประเทศเหล่านั้นไม่มีเรื่องดังกล่าว หรือถ้าจะมีก็คงน้อยมาก ๆ

กรณีนักการเมืองซื้อเสียง เป็นเรื่องที่ร้ายแรงและสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับสังคมไทยมากเกินกว่าที่จะบรรยายได้ ทั้งนี้ เพราะนักการเมืองเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดทางการบริหาร จะสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งอ่อนแออยู่แล้ว ทำอะไรก็ได้

เพราะนักการเมืองใช้เงินซื้อเสียงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ เมื่อได้อำนาจก็จะหาผลประโยชน์ต่าง ๆ นานา เพื่อให้ได้เงินทองมาซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป และก็ได้อำนาจอีก

กระบวนการซื้อเสียงเป็นอย่างไรบ้าง พี่น้องประชาชนก็รู้ดี บางกรณีก็หางบประมาณจากผู้มีอำนาจพวกเดียวกัน โดยอ้างว่ามาทำสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์ให้ประชาชน โดยตนเองได้เงิน ๓o-๔o เปอร์เซ็นต์ ตัวอย่างการทุจริตก่อสร้างสนามฟุตซอลที่เป็นข่าวคราวครึกโครมอยู่ในขณะนี้ ก็เกิดจากนักการเมืองร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประชาชนได้ถนน บ่อน้ำ หรืออื่น ๆ โดยไม่รู้เลยว่า เงินที่มาก่อสร้างนั้น นักการเมืองได้เงินไปเท่าไหร่ เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ไปเท่าไหร่แล้ว ประชาชนได้สิ่งเหล่านั้น แต่ไม่รู้ว่าสิ่งก่อสร้างหรือที่ซื้อนั้นมีคุณภาพหรือไม่ และควรได้ในปริมาณเท่าไหร่ หรือใช้ได้เหมาะสมกับองค์กรนั้นหรือไม่ เช่น กรณีซื้อแท็บเล็ตแจกนักเรียน เป็นต้น

นี่เป็นวิธีการซื้อเสียง โดยใช้เงินของรัฐ ประชาชนจึงไม่ได้เลือกตั้งนักการเมืองผู้นั้น เพราะเขาเป็นคนดีมีความซื่อสัตย์ มีจิตสาธารณะหรือมุ่งประสงค์ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนใหญ่ ประชาชนเห็นภาพลวงตาเหล่านั้นก็ตัดสินใจว่า นักการเมืองผู้นั้นเป็นคนดีในสายตาที่เขาเห็น โดยไม่ได้คำนึงถึงความเป็นมาตามข้อเท็จจริงและสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เช่น

เมื่อได้รับเลือกตั้งเข้ามาแล้ว ก็มีการใช้เงินเป็นร้อย ๆ ล้านบาท เพื่อซื้อตำแหน่งรัฐมนตรี และตำแหน่งอื่น ๆ ที่หาประโยชน์ได้จากผู้มีอำนาจในพรรค

เมื่อรัฐสภาและฝ่ายบริหารได้คนที่ซื้อเสียงเข้ามาเป็น การทุจริตคอร์รัปชันเพื่อหาเงินคืนจึงเกิดขึ้นจนประชาชนส่วนหนึ่งเห็นเป็นเรื่องปกติไป ประเทศชาติเสียหายไปเท่าไหร่ ไม่ต้องคำนึงถึง

เพราะฉะนั้น การซื้อเสียงของนักการเมืองจึงเป็นพิษภัยอย่างใหญ่หลวงของประเทศ ซึ่งถ้าเราไม่รวมกันแก้ไขแล้ว ประเทศชาติก็จะตกอยู่ในวงจรอุบาทว์เลวร้ายโดยไม่มีวันสิ้นสุด

จนถึงเวลานี้ผมยังไม่เห็น คสช.ได้เน้นพูดถึงเรื่องนักการเมืองซื้อเสียงเลยว่าจะแก้ไขอย่างไร หรือว่าต้องรอคอยข้อเสนอจากสภาปฏิรูปแห่งชาติเสียก่อน ตามที่มีโรดแม็พวางไว้ว่าต้องทำให้เสร็จภายใน ๑ ปี ผมเข้าใจดีว่าการแก้ไขเรื่องนี้จำเป็นต้องใช้เวลา เพราะต้องปลุกสำนึกทั้งผู้ที่จะลงสู่เวทีการเมือง และประชาชนเจ้าของประเทศให้เห็นถึงความเลวร้ายของการซื้อเสียงของนักการเมือง

เราต้องเริ่มต้นตรงนี้ เพราะถ้าแก้ตรงนี้ไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะไปแก้ปัญหาข้าราชการซื้อตำแหน่ง หรือนักธุรกิจซื้อความสะดวกได้

กรณีข้าราชการซื้อตำแหน่งนั้นมีการกล่าวขวัญกันและมีข่าวคราวผ่านสื่ออยู่เสมอในทุกปีที่ถึงฤดูกาลแต่งตั้ง (การแต่งตั้งหมายความรวมถึงการเลื่อนตำแหน่งโอนหรือย้าย) คือเมื่อใกล้สิ้นปีงบประมาณแต่ละปี คือวันที่ ๓o กันยายนของทุกปี ซึ่งเป็นการแต่งตั้งในช่วงข้าราชการเกษียณอายุ คือครบ ๖o ปี ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก และอีกช่วงหนึ่งคือระหว่างกลางปีงบประมาณ คือเดือนเมษายน แต่ก็มีจำนวนไม่มากนัก

ซึ่งโดยข้อเท็จจริงการแต่งตั้งข้าราชการนั้นมีกฎหมาย ระเบียบ กฎกำหนดกฎเกณฑ์ในทางปฏิบัติเอาไว้อย่างชัดเจน เช่น ตำแหน่งผู้บังคับบัญชาระดับใดเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้ง โอน ย้าย ตำแหน่ง ระดับใด กรณีของทหาร ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ก็ทำนองเดียวกันคือ มีกฎหมายบัญญัติไว้ เช่น ตำรวจ ก็มีกฎหมายตำรวจแห่งชาติ ทหารก็มี ข้าราชการก็มี กฎหมายบางฉบับก็บัญญัติให้มี

การแต่งตั้งต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อน เช่น ระดับนายพลของตำรวจ ก็ต้องผ่านคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (กต.ร.) หรือทหารระดับนายพลก็ต้องผ่านสภากลาโหม

เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมายเหล่านั้นแล้ว จะทราบได้ทันทีว่า อำนาจของนักการเมืองที่มีอำนาจแต่งตั้งก็คือนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี รวมทั้งบางตำแหน่งต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน

เจตนารมณ์ของการกำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งเหล่านั้นก็เพื่อให้การแต่งตั้งข้าราชการเป็นไปตามหลักคุณธรรม โดยใช้ความรู้ ความสามารถ และความเหมาะสมกับตำแหน่งเป็นสำคัญ ทั้งนี้ โดยหวังว่าเมื่อแต่งตั้งบุคคลให้เหมาะสมกับตำแหน่งแล้ว การทำงานของข้าราชการดังกล่าวจะสามารถสนองตอบต่อเป้าหมายขององค์กรนั้นๆ และในที่สุดประชาชนและประเทศชาติก็จะได้รับประโยชน์จากการแต่งตั้งดังกล่าว

แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นไปตามหลักการเช่นนั้น เพราะการแต่งตั้งข้าราชการยุคนายทุนลงมาเล่นการเมืองและได้อำนาจ มีการเล่นพรรคเล่นพวกกันอย่างมาก โดยไม่คำนึงถึงความรู้ความสามารถของข้าราชการ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการบริหารบุคคล

และที่มีความเลวร้ายและทำลายระบบข้าราชการมากที่สุดคือ การซื้อตำแหน่ง โดยตำแหน่งที่ซื้อนั้นจะเป็นตำแหน่งที่สามารถหาผลประโยชน์ได้ง่าย ซึ่งพอจะแบ่งได้ดังนี้ ตำแหน่งที่มีอำนาจโดยการออกใบอนุญาต ซึ่งก็ต้องแบ่งออกเป็นประเภท ๆ ไปอีก

เช่น ใบอนุญาตกิจการที่เกี่ยวกับการบริหารก็คือ โรงแรม สถานเริงรมย์ สถานบริการ ใบอนุญาตซื้อปืน โรงงาน ก่อสร้างอาคาร เป็นต้น

การซื้อตำแหน่งที่มีข่าวคราวมากที่สุดก็คือ ตำรวจ มีการซื้อตั้งแต่การเข้าอบรมเพื่อดำรงตำแหน่งสารวัตร อบรมเพื่อดำรงตำแหน่งผู้กำกับ อบรมเพื่อดำรงตำแหน่งผู้บังคับการ

การเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งเกือบทุกตำแหน่ง โดยจำนวนเงินที่จ่ายก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและทำเลที่ตั้ง ตำแหน่งในภูธรหรือนครบาล ถ้าผู้กำกับบางแห่ง ๗ หลัก บางแห่ง ๘ หลัก

ในกระทรวงมหาดไทยก็เช่นเดียวกัน เริ่มตั้งแต่การใช้เงินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อเข้าโรงเรียนนายอำเภอ การขึ้นดำรงตำแหน่งนายอำเภอ เป็นปลัดจังหวัด เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นอธิบดีกรมสำคัญ หรือเป็นปลัดกระทรวง

รวมทั้งการย้ายจากอำเภอเล็ก ๆ ไปอำเภอใหญ่หรือเกรดเอ จากจังหวัดหนึ่งไปจังหวัดเกรดเอ เช่น สมุทรปราการ ภูเก็ต นนทบุรี สมุทรสาคร นครปฐม ปทุมธานี เป็นต้น

ระยะ ๑o ปีที่ผ่านมา ข่าวคราวเรื่องใช้เงินใช้ทองตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดมีกระจายทุกวงการ กระทรวงอื่น ๆ ก็มีเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงที่มีการใช้จ่ายงบประมาณหมวดที่ดินและสิ่งก่อสร้างมาก ๆ กรณีกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น

ดูเหมือนว่าการซื้อตำแหน่งจะมีอยู่ทั่วไปทุกกระทรวง และหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งรัฐวิสาหกิจ บอร์ดรัฐวิสาหกิจที่มีงบประมาณมาก ๆ และมีช่องทางหาประโยชน์

ในบางกรณีบางตำแหน่งอาจจะไม่มีการซื้อ แต่ก็ต้องสัญญากับผู้มีอำนาจแต่งตั้งว่าเมื่อเข้าไปนั่งทำงานแล้วต้องส่งส่วยให้เป็นรายเดือนหรือรายโครงการ เป็นจำนวนเท่าใดหรือกี่เปอร์เซ็นต์

เมื่อข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ซื้อตำแหน่งก็ไม่ต่างอะไรกับนักการเมืองซื้อเสียง

ก็คือ ต้องหาประโยชน์ทดแทนจากที่จ่ายไป และต้องหาประโยชน์ทำนองส่งส่วยให้ผู้มีอำนาจอีกด้วย

ข้าราชการประเภทนี้จะยินยอมทำทุกอย่างเพื่อสนองความต้องการของผู้มีอำนาจแต่งตั้ง โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ชอบธรรม และโปร่งใส และที่สำคัญก็คือการหาช่องทางหลบเลี่ยงกฎเกณฑ์ ระเบียบ ด้วยวิธีการต่าง ๆ จนสมประโยชน์ของทั้งตนเองและนักการเมืองฝ่ายผู้มีอำนาจ

ราชการจึงเสียหายเพราะการกระทำดังกล่าว ถ้าเป็นเงินงบประมาณของแผ่นดินและขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมเชื่อว่านับเป็นแสนล้านบาท

เงินที่สูญเสียไปเพราะการทุจริต คอร์รัปชันจำนวนมากมาย แทนที่จะเอาไปใช้จ่ายเพื่อการพัฒนาประเทศ หรือจัดสวัสดิการให้กับประชาชน

การซื้อตำแหน่งจึงเป็นภัยร้ายแรงของประเทศอีกประการหนึ่งที่ต้องป้องกันและแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้น ผมอยากเห็น คสช.วางเป้าหมายในการหาทางป้องกันและแก้ไขเป็นการเร่งด่วน โดยผมเห็นว่าจะรอให้แก้ไขเรื่องนี้ในสภาวะปกติก็เป็นเรื่องยากที่จะทำได้

นักธุรกิจซื้อความสะดวกก็เป็นปัญหาหนึ่งที่ คสช.ต้องหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ประเทศไทยเราเป็นประเทศหนึ่งที่มีกฎหมายและมีระเบียบที่ต้องปฏิบัติอยู่มาก และผู้ที่ต้องรักษากฎหมายและระเบียบก็คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งก็หมายถึงข้าราชการทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจ และองค์กรของรัฐอื่น ๆ

เนื่องจากอำนาจอนุมัติหรืออนุญาตให้บริษัท ห้างร้านหรือเอกชนปฏิบัติ เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกฎหมายหรือระเบียบการก็ต้องให้ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงขององค์กรนั้นเป็นผู้อนุมัติหรืออนุญาตก่อน ผู้ขออนุญาตจึงจะดำเนินการได้

เส้นทางเดินของเอกสารก็ต้องผ่านหลายโต๊ะ หลายหน่วยงาน บางเรื่องก็สิ้นสุดในกระทรวงเดียวกัน บางเรื่องก็ต้องผ่านกระทรวงอื่น หรือหน่วยงานของรัฐอื่น ซึ่งจะไปถึงผู้มีอำนาจ

ยกตัวอย่างกรณีการขออนุญาตตั้งโรงงานตามกฎหมายโรงงาน การเดินเรื่องถ้าในต่างจังหวัดก็ต้องผ่านอำเภอ จังหวัด แล้วจึงส่งถึงกรมโรงงานอุตสาหกรรม สิ้นสุดที่อธิบดี

และแต่ละขั้นตอนก็ต้องผ่านเจ้าหน้าที่อีกจำนวนหนึ่งกว่าจะถึงผู้มีอำนาจลงนามเสนอตามลำดับชั้น

ในบางกรณีถ้ากฎหมายบัญญัติให้ผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอีก ก็ต้องส่งเรื่องไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น ซึ่งอยู่คนละกระทรวง โดยกระทรวงที่รับเรื่องมาก็ต้องส่งเรื่องขออนุญาตนั้นไปยังหน่วยงานอีกระดับหนึ่ง

บางกรณีก็ผ่านคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ก็ต้องเสียเวลานัดประชุม และอาจจะต้องทำประชาพิจารณ์อีก กว่าจะเสร็จเรื่องจากกระทรวงนี้ แล้วส่งกลับคืนไปยังกระทรวงอุตสาหกรรม คือ กรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ต้องใช้เวลามาก

มีผู้บริหารคนหนึ่งในกระทรวงอุตสาหกรรมบอกผมว่า การขออนุญาตบางกรณีต้องผ่านทุกหน่วยงานถึง ๗๕ โต๊ะ โดยแต่ละโต๊ะก็ต้องใช้เวลาและเมื่อผู้มีอำนาจได้เซ็นลงนามในใบอนุญาตแล้วก็ต้องส่งคืนตามเส้นทางที่ผ่านขึ้นมาลงไปถึงผู้ขออนุญาตก็ต้องใช้เวลาอีก

รวมแล้วการขออนุญาตแต่ละเรื่องต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน ซึ่งสมมติว่า เรื่องที่ขอนั้นถ้ามีหลักฐานเอกสารครบถ้วนทุกขั้นตอนก็ใช้เวลาเกือบปี ถ้าโต๊ะไหนมีปัญหาจะต้องเรียกเอกสารเพิ่ม หรือเอกสารไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ก็ต้องส่งกลับตามลำดับไปถึงผู้ขอ ระยะเวลาการอนุญาตก็ต้องใช้มากขึ้น

การขออนุญาตบางกระทรวงมีข่าวคราวรู้กันทั่วไป รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเข้าไปแทรกแซงการอนุญาตทั้ง ๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนให้อธิบดีเป็นผู้มีอำนาจ

วิธีการแทรกแซงก็คือ สั่งการปลัดกระทรวงและอธิบดีว่า ถ้าพิจารณาเสร็จเรียบร้อย และเห็นควรอนุญาต เพราะทุกขั้นตอนถูกต้องก็ให้เอาแฟ้มเรื่องนั้นไปให้รัฐมนตรีเก็บไว้ และสั่งให้เจ้าหน้าที่ติดต่อไปยังผู้ยื่นขออนุญาตให้มาพบรัฐมนตรีเป็นราย ๆ เมื่อผู้ขออนุญาตมาพบเรียบร้อย และตกลงกันได้ รัฐมนตรีก็จะส่งเรื่องนั้นไปให้อธิบดีลงนามในเอกสารใบอนุญาต ขั้นตอนทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย

การขออนุญาตตามกฎหมายอาคารก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ประชาชนประสบกับปัญหาในการออกใบอนุญาตมาก

ผู้มีอำนาจออกใบอนุญาตตามกฎหมายนี้ คือ "เจ้าพนักงานท้องถิ่น" ซึ่งกรณี กทม. ก็คือ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยาก็คือ นายกเมืองพัทยา เทศบาลก็คือ นายกเทศมนตรี องค์การบริหารส่วนตำบลก็คือ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล

การจะขออนุญาตจะต้องมีแบบรายละเอียดการก่อสร้าง เอกสารเกี่ยวกับที่ดินและอื่น ๆ อีก เมื่อเจ้าหน้าที่รับเรื่องก็ต้องตรวจดูว่าเป็นไปตามข้อบัญญัติว่าด้วยอาคารที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกตามกฎหมายอาคารหรือไม่ รายละเอียดซึ่งมีมาก เช่น ต้องตรวจทั้งแนวห่างจากถนน อยู่ในพื้นที่สีอะไรของผังเมือง ตรงนั้นถ้าไม่ขัดกับ ๒ กรณีนี้ก็มาส่งรายละเอียดในการก่อสร้างต่าง ๆ อีกมาก

กว่าจะได้รับการขออนุญาตก็ต้องใช้เวลาและอาจจะต้องส่งกลับคืนให้ผู้ยื่นขอแก้ไขใหม่ เหล่านี้เป็นต้น

และยังมีการขออนุญาตอื่นตามหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ ในลักษณะเดียวกัน

เพื่อตัดความยุ่งยากตามขั้นตอนดังกล่าว นักธุรกิจซึ่งรอช้าไม่ได้ เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพิ่มเติม จึงใช้วิธีการเอาผลประโยชน์ คือ เงินไปซื้อความสะดวกจากเจ้าหน้าที่จนถึงผู้มีอำนาจอนุญาต

การที่นักธุรกิจซื้อความสะดวกเช่นนี้ ก็เลยกลายเป็นเรื่องปกติของทั้งนักธุรกิจและเจ้าหน้าที่เหล่านั้น

นอกจากนั้นยังมีการซื้อเจ้าหน้าที่ของรัฐให้หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบในเรื่องที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ โดยเจ้าหน้าที่ซึ่งรู้กฎเกณฑ์ดีเป็นผู้แนะช่องทาง ซึ่งการปฏิบัติตามแนวทางนี้มีเกิดขึ้นมากมายทุกวงการของหน่วยงานของรัฐ

ความเสียหายที่สำคัญก็คือ ประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายแพงขึ้น เพราะนักธุรกิจถือค่าใช้จ่ายนี้บวกเป็นค่าลงทุนด้วยเหมือนกับค่าอื่นในการลงทุน

การซื้อเสียง ซื้อตำแหน่ง ซื้อความสะดวก จึงเป็นความเลวร้ายอย่างหนึ่งของสังคมไทย เพราะการซื้อทั้ง ๓ ซื้อนี้ เป็นการทำลายหลักธรรมาภิบาล ทำลายความโปร่งใสและเป็นธรรม

สังคมเลยถือเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เสียหายอะไร เพราะมีคนได้ประโยชน์ แต่หารู้ไม่ว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการทำลายประเทศชาติในทุกทาง โอกาสพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าไปอย่างยั่งยืนก็ลดน้อยลง และถือว่าหยุดชะงักไปด้วย

ผมจึงเรียกร้อง คสช.ได้จัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ว่าจะมีโรดแม็พเฉพาะจะทำอย่างไร มิฉะนั้นแล้ว เป้าหมายที่ คสช.ตั้งใจทำเพื่อประเทศชาติหรือคืนความสุขให้กับประชาชนจะไม่มีโอกาสสำเร็จอย่างยั่งยืนได้เลย.

"ที่จริงกรณีนักการเมืองซื้อเสียงหรือข้าราชการซื้อตำแหน่งหรือนักธุรกิจซื้อความสะดวกเป็นเรื่องจริงที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันค่อนข้างมาก ทั้งโดยสื่อสารมวลชน โดยการสัมมนาโดยการพูดจาคุยกันในวงการทั่ว ๆ ไปแต่ก็ยังไม่เคยมีรัฐบาลใดองค์กรใด ได้เสนอแนะหรือดำเนินการอย่างจริงจัง"


จากบทความพิเศษนสพ.ไทยโพสต์ ๑๕ ต.ค. ๒๕๕๗








ปปช. ต้องยืนหยัดเพื่อชาติ คสช.ต้องหนุนคนดี
นายซื่อตรงรักเมืองไทย


ไม่มีใครทราบเรื่องจริงว่า เกิดอะไรขึ้นกับอัยการสูงสุดกรณียังไม่ดำเนินการฟ้องคดีทุจริตโครงการจำนำข้าวที่ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเวลาต่อมาป.ป.ช. มีมติตัดสินใจจะส่งเรื่องการถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ไปให้สนช.ดำเนินการตามกฎหมาย ทันใดนั้น จู่ๆทีมทนายความคดีทุจริตจำนำข้าวของน.ส. ยิ่งลักษณ์ คนหนึ่ง ก็ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าว ส่งผลดีสเครดิต ป.ป.ช.เป็นฉาก ๆ ทำนองว่า รวบรัดเร็วไป

ยังไม่พอ เพราะจู่ ๆ ก็มีทนายความคดีจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์อีกคน ออกมาเสนอให้สปช.ปฏิรูปองค์กรอิสระเจาะจง ป.ป.ช. ต้องให้มีการคานอำนาจป.ป.ช. และที่ฟังแล้วอึ้งกันไปทั้งประเทศก็คือบอกว่า ป.ป.ช.ต้องถูกตรวจสอบการทำงาน

ตอนนี้ป.ป.ช.กำลังถูกรุม ขณะที่ คสช.กลับนิ่งเฉย

จริง ๆ แล้ว เราตั้งป.ป.ช.มาเพื่ออะไร? ย้อนไปในยุคเริ่มต้น ป.ป.ช.ริเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๔ และพัฒนาจนเป็นรูปเป็นร่างภารกิจชัดเจนตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ วัตถุประสงค์เมื่อครั้งนั้นจนถึงวันนี้ มีเจตจำนงที่จะป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการไทยให้หมดสิ้นไป ซึ่งต่อมารัฐธรรมนูญก็ให้ความสำคัญมากขึ้น ยกขึ้นเป็นองค์กรอิสระให้ปลอดจากอำนาจการเมือง เพราะแม้หน่วยราชการในสายกระบวนการยุติธรรมหลายหน่วยงาน ก็มาจากการแต่งตั้งจากฝ่ายการเมือง ประสบการณ์ประเทศ ทำให้เราตระหนักถึงข้อนี้ แล้วยกองค์กรตรวจสอบทุจริตนี้ ให้มีอิสระ

แล้วองค์กรอิสระ ก็ต้องอิสระ ยังจะต้องให้มาคานอำนาจจากอะไร เพื่ออะไรอีก? คสช.อย่าหลงประเด็นคล้อยตามเด็ดขาด

วันนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ความชอบธรรมจากประชาชนให้ขึ้นสู่อำนาจแต่โดยดี ก็เพราะความเหลวแหลกของฝ่ายการเมือง ประชาชนยอมรับให้ท่านฉีกรัฐธรรมนูญขึ้นมาเป็นใหญ่ในแผ่นดินที่เชื่อว่าขณะนั้นกติกาบ้านเมืองบางอย่างมันไม่สมบูรณ์ กลไกกระบวนการยุติธรรมบกพร่อง ไม่สามารถจัดการคนไม่ดีที่ลอยหน้าลอยตาในสังคมได้ เพราะประชาชนเชื่อว่า ท่านจะมาปราบปรามทุจริตอย่างจริงจัง ไม่เหยาะแหยะ ทั้งในอำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่และอำนาจคสช.ที่จะช่วยประทับตราย้ำให้หนักแน่น เพราะฉะนั้น หน้าที่หลักของรัฐบาลคสช.ชุดนี้ ก็คือ ต้อง สนับสนุนให้มีการปราบคนโกงทุกวิถีทาง สนับสนุนองค์กรหรือคนที่มุ่งมั่นปราบคนโกงโดยไม่กลัวอันตราย ให้เขาได้ทำงานได้อย่างเต็มที่ สบายใจ ไม่ใช่ปล่อยให้ทนายโจรออกมาใช้วิชามาร บ่อนทำลายประเทศและทำลายความน่าเชื่อถือของคนดี องค์กรที่ดี มุ่งมั่นปราบโจร

พล.อ.ประยุทธ์ ต้องไม่ลืมว่า โครงการรับจำนำข้าว ของรัฐบาลที่ผ่านมานั้น เขารู้กันทั้งประเทศแล้วว่า ทุจริตกันหลายขั้นตอน ท่านเองก็รู้ ประเทศต้องสูญเสียงบประมาณแผ่นดิน เจ๊งหลายแสนล้านเพราะโครงการนี้ ที่สำคัญได้เเจ๊งไปแล้ว เจ๊งจริง ๆ มีข้อมูลบอกได้แล้วว่า เจ๊ง อยู่ที่ว่าจะคิดหาคนผิดมารับโทษหรือไม่ หรือจะปล่อยให้ลอยนวลต่อไป และจะปล่อยให้ตัวเลขเสียหายไม่ต้องมีผู้มารับผิดชอบต่อไปอย่างนั้นหรือ จะแกล้งหลับตาหรือถ่วงเวลาอย่างนั้นหรือ

ในประเด็นทุจริตนั้น มีการอภิปรายไม่ไว้วางในในสภาแล้วถึง ๒ ครั้ง เนื้อหาละเอีดยลงสื่อทุกเล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ต้นโครงการ จนนำมาเก็บและขาย นับว่าทุจริตทุกขั้นตอน มีการนำคลิปวีดีโอมาให้ดู มีที่มาบุคคลที่เกี่ยวข้องชัดเจน แต่ประเด็นที่พูดกันคือ ตลอด ๒ ปี ผู้นำรัฐบาลไม่เคยคิดยุติโครงการนี้ โดยนายกรัฐมนตรียังคงอุ้มบุญทรง เตรียาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ขณะนั้น จนสุดท้ายรู้ว่าอุ้มไม่ไหว ก็เปลี่ยนตัว แต่ทำไมไม่เปลี่ยนโยบาย ไม่ยกเลิกโครงการ ยังปล่อยให้เดินต่อไปและแน่นอนกระบวนการทุจริตก็ยังเดินต่อเพราะโครงการไม่เคยถูกยกเลิก ประเด็นนี้ต่างหากที่สำคัญของการทุจริตทั้งมวล

ป.ป.ช.เองเคยศึกษาเรื่องนี้แล้ว ทั้งโดยการตั้งกรรมการตรวจสอบ เชิญหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง และลงเก็บข้อมูลแบบวิชาการ รวมทั้งการศึกษาของนายเมธี ครองแก้ว อดีตกรรมการ ป.ป.ช และ โครงการวิจัยและศึกษาติดตามนโยบายรับจำนำข้าว ที่ป.ป.ช.ศึกษาร่วมกับทีดีอาร์ไอ โดยมี รศ.ดร.สิริลักษณา คอมันตร์ ที่ปรึกษา ป.ป.ช.-อนุกรรมการฝ่ายวิจัย เป็นผู้รับผิดชอบ ล้วนได้ผลศึกษาที่สะท้อนความล้มเหลวโครงการ ตลอดจนการตรวจสอบของคณะกรรมการชุดต่างๆเรื่องทุจริต เป็นผลให้ป.ป.ช.ทำหนังสือเตือนรัฐบาลถึง ๒ ครั้ง แต่น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังคงยืนยันไม่ยกเลิกโครงการ นิด้าเองก็เคยยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ให้รัฐบาลระงับโครงการรับจำนำข้าว เพราะมีงานวิจัยศึกษามากมายที่ระบุได้ว่า เจ๊งและโกง น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ยังไม่คิดเลิกโครงการ เช่นนี้หมายความว่าอย่างไร จะให้คิดอย่างไร ต้องย้ำว่าประเด็นอยู่ตรงนี้ คสช.ต้องอย่าปล่อยให้คนอื่นมาบิดเบือนประเด็น

กระทรวงการคลังโดย น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงขณะนั้น ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีข้าวที่ออกมาปกป้องผลประโยชน์ประเทศ กล้าเปิดเผยตัวเลขขาดทุนโครงการจำนำข้าวนับแสนล้านบาท ก็โดนรัฐบาลขณะนั้นรุมตำหนิโวยวาย สุดท้ายริบอำนาจคุณสุภา แม้อยู่ในตำแหน่งรองปลัดเหมือนเดิม แต่ไม่ให้มาดูเรื่องนี้ เช่นนี้หมายความว่าอะไรก็ชัดอยู่แล้ว มาวันนี้คนตรงอย่าง คุณสุภาได้เข้ามาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. รู้ตื้นลึกหนาบางโครงการนี้และบุคคลที่เกี่ยวข้องดี เช่นเดียวกับคุณวิชา มหาคุณ ที่จริงจังติดตามเรื่องนี้มาตลอด อย่างไม่กลัวอิทธิพลและคำขู่ใด ๆ ท่านผู้นำอย่างพล.อ.ประยุทธ์ ก็ควรจะหนุนคุณสุภา คุณวิชา และป.ป.ช.ทุกท่านให้ได้ทำหน้าที่นี้อย่างเต็มที่ ไม่ให้ใครมาข่มขู่และดีสเครดิต แบบที่โดนรุมอยู่ตอนนี้ ทำไมคสช.เงียบกริบไม่ออกมาปกป้องคนดี

คสช.ต้องไม่ลืม ว่า มีคนทำให้ โครงการจำนำข้าว ต้องขาดทุนถึง ๕ แสนล้าน และต้องใช้หนี้ธกส.๘-๑o ปี ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถนำมาสร้าง โรงพยาบาล ห้องผู้ป่วย เครื่องมือการแพทย์ ผลิตหมอ ผลิตพยาบาล เพื่อบริการคนไทยให้มีความสุขได้อีกหลายล้านครอบครัว

คสช.ต้องไม่ปล่อยให้ทนายของใคร ใช้วิธีการสื่อให้สาธารณชนสับสน ทำนองว่ารัฐธรรมนูญปี ๒๕๕o ถูกฉีกไปแล้ว ป.ป.ช.ชงยื่นถอดถอนไม่มีอำนาจ ทั้งที่จริง มันคนละเรื่องกันกับการทุจริตและการกระทำผิดของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่มีกฎหมาย ป.ป.ช. ที่ให้อำนาจป.ป.ช.ดำเนินการได้อยู่แล้ว

วันนี้อาจมีคนมองว่า คสช.จะปล่อยให้มีการเตะถ่วง คดีสั่งฟ้องทุจริตจำนำข้าว หรือไม่ มีหลายคนตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทอัยการสูงสุดต่อกรณียังไม่ฟ้องคดีตามที่ป.ป.ช.เสนอ บอกเอกสารไม่สมบูรณ์ แม้เรื่องนี้ จะเป็นการดำเนินการของรองอัยการสูงสุดเจ้าของเรื่อง แต่อัยการสูงสุดเอง ก็ยังเป็นที่จับตาจากสื่อและสังคม เพราะพึ่งได้รับแต่งตั้งจากคสช.มาทำหน้าที่แทนคนเก่า อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะประวัติอัยการสูงสุดคนนี้ ย้อนไปในสมัยรัฐบาลที่แล้ว หากจำไม่ผิด พบว่า ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ ๓ ชุด ได้แก่โรงงานยาสูบ, ประปาส่วนภูมิภาค และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งถือว่า มากในระดับหนึ่ง สำหรับผู้ที่ต้องมีภารกิจในฐานะรองอัยการที่มีงานล้นมืออยู่แล้ว จึงน่าจะเป็นคนสำคัญมาก หรือไม่ก็เป็นที่ไว้วางใจของครม.ที่แล้วไม่น้อย ?

ในเมื่อ คสช.เป็นผู้เปลี่ยนตัวอัยการสูงสุดเอง วันนี้ต้องฟันธงได้แล้ว ว่าจะทำอย่างไรต่อไป? อย่าปล่อยให้ปปช.เดินแบบโดดเดี่ยวเช่นนี้ เพราะคนทำงานมุ่งมั่น เมื่อมีอุปสรรคมาก ๆ มีคำขู่หรือคำให้ร้ายมาก ๆ ขณะที่รัฐบาลก็ไม่ค่อยให้การสนับสนุน สักวันก็อาจจะเหนื่อยท้อได้

สิ่งสำคัญ จึงอยู่ที่ คสช.ว่าจะยึดมั่นที่จะปราบทุจริต ปกป้องรักษาผลประโยชน์ประเทศ อย่างแท้จริงหรือไม่? คสช.ต้องให้กำลังใจและยืนหยัดสนับสนุนป.ป.ช.ให้ปราบคนโกง ให้ป.ป.ช.ได้ทำงานอย่างเต็มที่ โดยไม่โดนข่มขู่รังแกจากใครก็ตาม

"แต่ละคนต่างมีชะตาชีวิตของตัวเอง

ดังนั้น แต่ละคนสมควรเชิดหน้ายืดอก

รับชะตาชีวิตของตน ดำรงชีวิตต่อไปโดยดี"

(โกวเล้ง จาก เดชขนนกยูง)


จากนสพ.แนวหน้า ๑๖ ต.ค. ๒๕๕๗








'ปฏิรูป' ต้องคิดทั้งระบบ
อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ


สัปดาห์หน้าสภาปฏิรูปแห่งชาติจะเปิดประชุมขึ้นแล้ว และจากนั้นอีกไม่เกิน ๑๕ วันก็จะมีการตั้งกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา เพื่อออกแบบโครงสร้างทางอำนาจใหม่ หลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕o ถูกฉีกทิ้งไปโดยการรัฐประหาร

การร่างกฎหมายสูงสุดในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ "ปฏิรูป" และหลายคนเข้าใจว่าการออกแบบครั้งนี้จะทำให้โฉมหน้าของสังคมไทยเปลี่ยนไป อย่างน้อยก็มีบางคนหวังว่าถ้าทุกอย่างแล้วเสร็จเราจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ และก็คงไม่เห็นการประท้วงที่รุนแรงตามท้องถนนอีก

แต่คำถามคือ เป็นไปได้ไหม เพราะการปฏิรูปครั้งนี้ถูกตั้งคำถามว่า จริง ๆ แล้วเป็นการปฏิรูปหรือไม่ หรือคนที่ทำเข้าใจคำว่า "ปฏิรูป" แค่ไหน

ไม่แปลกที่จากนี้เราจะเห็นข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปในหลาย ๆ อย่าง และผลตอบรับที่จะได้ออกมานั้นก็เป็นได้ทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ แต่คำถามคือมีใครบ้างหรือไม่ที่กำลังพยายามออกแบบให้เชื่อมโยงสอดคล้องกันทั้งระบบ มิใช่เพียงการตัดตอนในเฉพาะประเด็นที่ต้องการ

ถึงวันนี้ข้อเสนอหลาย ๆ อย่างดูน่าสนใจและยังคงกระจัดกระจายเช่น ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะมาอย่างไร บางคนบอกให้เลือกโดยตรง บางคนบอกให้เลือกแบบที่ผ่าน ๆ มา คือให้ ส.ส.เป็นคนเลือก และบางคนหลุดโลกถึงขนาดให้มีคณะผู้เลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งแน่นอนว่าข้อเสนอนายกฯ คนนอกย่อมรวมอยู่ในส่วนนี้ด้วย

ที่น่าสนใจคือจะมีการออกแบบระบบอื่นให้สอดคล้องหรือไม่ เช่นการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงอาจมีข้อดีคือทำให้ผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนได้รับฉันทานุมัติ และมีแรงสนับสนุนจากประชาชนโดยมากในการดำเนินการต่าง ๆ แต่ในขณะเดียวกันย่อมมีข้อด้อย เช่นหากนายกฯ กับเสียงข้างมากในสภาเป็นคนละพรรค การบริหารงานก็จะยากขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีการวางระบบรองรับเพื่อไม่ให้งานสะดุด

นอกจากนี้ ต้องคุยกันด้วยว่าอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงควรมีขนาดไหน ควรมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในทุกกระบวนการหรือไม่ หรือควรจะถูกจำกัดอำนาจไว้เพียงใด

เช่นเดียวกับ นายกฯ ที่มาจากคนนอก ที่อาจจะไม่ต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา เขาจะต้องมีข้อจำกัดอะไรหรือไม่ หรือถูกตรวจสอบได้โดยกระบวนการใดบ้าง เรื่องเหล่านี้ เป็นประเด็นที่ควรถกเถียงกันให้จบสิ้นกระบวนความก่อนที่จะเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือในรัฐธรรมนูญ

หรือกระทั่งระบบรัฐสภาที่ว่าควรเป็นสภาเดี่ยวหรือสภาคู่ หากเราจะต้องมีวุฒิสภาต่อไปเราไม่ควรหยุดคิดแค่ว่าที่มาของวุฒิสภาควรมาจากไหน จากเลือกตั้ง หรือจากการแต่งตั้งเท่านั้น แต่ต้องคิดถึงอำนาจหน้าที่ต่อไปด้วยว่า จริง ๆ แล้ว วุฒิสภาควรมีอำนาจอื่นนอกจากการกลั่นกรองกฎหมายหรือไม่ เช่นการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ขณะเดียวกันต้องมองย้อนกลับมายังสภา ส.ส. ด้วยเช่นกันว่า หากไม่มีวุฒิสภาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ส.ส.จะทำหน้าที่ถอดถอนได้หรือไม่ หรือต้องปรับโอนไปให้องค์กรอื่นเสียทั้งหมด

และหาก ส.ส.มีอำนาจหน้าที่จำกัดหรือน้อยลง จำเป็นที่จะลดจำนวน ส.ส. หรือไม่ และในทางกลับกันเมื่ออำนาจส่วนบนเล็กลงการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจะต้องมากขึ้นหรือไม่ หรือเราจะสร้างให้ใหญ่ทั้งขาส่วนกลางและขาท้องถิ่น

สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คืออำนาจทุกส่วนในสังคมล้วนมีความสัมพันธ์กันทั้งสิ้น หากต้องการจะจัดการปัญหาบางอย่างด้วยการคิดแบบไม่พ้นตัวด้วยการแก้แค่จุดสองจุด ปัญหาที่มองเห็นจะไม่ใช่แค่ไม่ถูกแก้ หากจะยิ่งทบซ้อนมากขึ้นไปกว่าเดิมเสียอีกสัปดาห์หน้าสภาปฏิรูปแห่งชาติจะเปิดประชุมขึ้นแล้ว และจากนั้นอีกไม่เกิน ๑๕ วันก็จะมีการตั้งกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา เพื่อออกแบบโครงสร้างทางอำนาจใหม่ หลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕o ถูกฉีกทิ้งไปโดยการรัฐประหาร

การร่างกฎหมายสูงสุดในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ "ปฏิรูป" และหลายคนเข้าใจว่าการออกแบบครั้งนี้จะทำให้โฉมหน้าของสังคมไทยเปลี่ยนไป อย่างน้อยก็มีบางคนหวังว่าถ้าทุกอย่างแล้วเสร็จเราจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ และก็คงไม่เห็นการประท้วงที่รุนแรงตามท้องถนนอีก

แต่คำถามคือ เป็นไปได้ไหม เพราะการปฏิรูปครั้งนี้ถูกตั้งคำถามว่า จริง ๆ แล้วเป็นการปฏิรูปหรือไม่ หรือคนที่ทำเข้าใจคำว่า "ปฏิรูป" แค่ไหน

ไม่แปลกที่จากนี้เราจะเห็นข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปในหลาย ๆ อย่าง และผลตอบรับที่จะได้ออกมานั้นก็เป็นได้ทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ แต่คำถามคือมีใครบ้างหรือไม่ที่กำลังพยายามออกแบบให้เชื่อมโยงสอดคล้องกันทั้งระบบ มิใช่เพียงการตัดตอนในเฉพาะประเด็นที่ต้องการ

ถึงวันนี้ข้อเสนอหลาย ๆ อย่างดูน่าสนใจและยังคงกระจัดกระจายเช่น ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะมาอย่างไร บางคนบอกให้เลือกโดยตรง บางคนบอกให้เลือกแบบที่ผ่าน ๆ มา คือให้ ส.ส.เป็นคนเลือก และบางคนหลุดโลกถึงขนาดให้มีคณะผู้เลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งแน่นอนว่าข้อเสนอนายกฯ คนนอกย่อมรวมอยู่ในส่วนนี้ด้วย

ที่น่าสนใจคือจะมีการออกแบบระบบอื่นให้สอดคล้องหรือไม่ เช่นการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงอาจมีข้อดีคือทำให้ผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนได้รับฉันทานุมัติ และมีแรงสนับสนุนจากประชาชนโดยมากในการดำเนินการต่าง ๆ แต่ในขณะเดียวกันย่อมมีข้อด้อย เช่นหากนายกฯ กับเสียงข้างมากในสภาเป็นคนละพรรค การบริหารงานก็จะยากขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีการวางระบบรองรับเพื่อไม่ให้งานสะดุด

นอกจากนี้ ต้องคุยกันด้วยว่าอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงควรมีขนาดไหน ควรมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในทุกกระบวนการหรือไม่ หรือควรจะถูกจำกัดอำนาจไว้เพียงใด

เช่นเดียวกับ นายกฯ ที่มาจากคนนอก ที่อาจจะไม่ต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา เขาจะต้องมีข้อจำกัดอะไรหรือไม่ หรือถูกตรวจสอบได้โดยกระบวนการใดบ้าง เรื่องเหล่านี้ เป็นประเด็นที่ควรถกเถียงกันให้จบสิ้นกระบวนความก่อนที่จะเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือในรัฐธรรมนูญ

หรือกระทั่งระบบรัฐสภาที่ว่าควรเป็นสภาเดี่ยวหรือสภาคู่ หากเราจะต้องมีวุฒิสภาต่อไปเราไม่ควรหยุดคิดแค่ว่าที่มาของวุฒิสภาควรมาจากไหน จากเลือกตั้ง หรือจากการแต่งตั้งเท่านั้น แต่ต้องคิดถึงอำนาจหน้าที่ต่อไปด้วยว่า จริง ๆ แล้ว วุฒิสภาควรมีอำนาจอื่นนอกจากการกลั่นกรองกฎหมายหรือไม่ เช่นการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ขณะเดียวกันต้องมองย้อนกลับมายังสภา ส.ส. ด้วยเช่นกันว่า หากไม่มีวุฒิสภาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ส.ส.จะทำหน้าที่ถอดถอนได้หรือไม่ หรือต้องปรับโอนไปให้องค์กรอื่นเสียทั้งหมด

และหาก ส.ส.มีอำนาจหน้าที่จำกัดหรือน้อยลง จำเป็นที่จะลดจำนวน ส.ส. หรือไม่ และในทางกลับกันเมื่ออำนาจส่วนบนเล็กลงการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจะต้องมากขึ้นหรือไม่ หรือเราจะสร้างให้ใหญ่ทั้งขาส่วนกลางและขาท้องถิ่น

สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คืออำนาจทุกส่วนในสังคมล้วนมีความสัมพันธ์กันทั้งสิ้น หากต้องการจะจัดการปัญหาบางอย่างด้วยการคิดแบบไม่พ้นตัวด้วยการแก้แค่จุดสองจุด ปัญหาที่มองเห็นจะไม่ใช่แค่ไม่ถูกแก้ หากจะยิ่งทบซ้อนมากขึ้นไปกว่าเดิมเสียอีก


จากคอลัมน์ "ขยายปมร้อน"
นสพ.คม ชัด ลึก ๑๕ ต.ค. ๒๕๕๗



บีจีและไลน์จากคุณญามี่


Free TextEditor




 

Create Date : 07 พฤศจิกายน 2557
0 comments
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2557 23:29:11 น.
Counter : 968 Pageviews.


haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 136 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.