happy memories
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2557
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
20 กรกฏาคม 2557
 
All Blogs
 

พลเอกประยุทธ์ กับความรับผิดชอบต่อประชาชน






"พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กับความรับผิดชอบต่อประชาชน"
รศ.ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ


นับตั้งแต่ ค.ส.ช.ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกกับคณะซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการทุกเหล่าทัพ ได้กระทำการรัฐประหารตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม เป็นเวลา ๑ เดือน เศษ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการบริหารประเทศอย่างมากมาย ทำให้ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่มีความสุขทั้งในความเป็นอยู่และความรู้สึก

ทั้งนี้ เพราะถ้าหวนกลับย้อนหลังไปก่อนวันที่คณะทหารเข้าจัดการแก้ไขวิกฤตการณ์ของประเทศ สถานการณ์ทางการเมืองกำลังเดินเข้าสู้การใช้กำลังเข้าประหักประหารของฝ่ายสนับสนุนผู้มีอำนาจในขณะนั้น กับฝ่ายต่อต้านซึ่งประกอบด้วยประชาชนจำนวนนับล้าน ๆ คน

ฉะนั้น เมื่อกองทัพเข้ายุติเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อให้เกิดความยินดีแก่มวลมหาประชาชนส่วนใหญ่

เมื่อ ค.ส.ช. เข้าทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ นอกจากแก้ปัญหาทางการเมืองแล้วยังดำเนินการแก้ไขทางเศรษฐกิจและทางสังคม ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนขาดศรัทธาในผู้ปกครอง ทั้งปัญหาใหญ่และเล็กอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ ค.ส.ช. ได้กระทำจนถึงปัจจุบันซึ่งเป็นเวลา ๑ เดือนเศษนั้น เป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน แม้จะพาดพิงถึงปัญหาระยะยาว แต่ก็เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น

ทั้งนี้เพราะ สังคมไทยที่ผ่านมาโดยเฉพาะในระยะเวลาที่ระบอบทักษิณเข้าครอบงำ นั้นได้สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศอย่างมหาศาล การสร้างค่านิยมผิด ๆ ให้แก่ประชาชน ได้แก่ นโยบายประชานิยมในรูปแบบต่าง ๆ การสร้างค่านิยมผิด ๆ จนทำให้เยาวชนเห็นว่าการคอรัปชั่นเป็นสิ่งที่ชอบธรรม ถ้าตัวเขามีส่วนได้ด้วย การได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่ชอบธรรม เช่น อ้างว่าได้อำนาจมาจากการเลือกตั้ง โดยไม่สนใจว่าการได้มาจากการใช้อำนาจ หรือการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ฯลฯ

ซึ่งขณะนี้เห็นใจและเข้าใจ พลเอกประยุทธ์ ที่ต้องทำตัวเหมือนทศกรรณ เพราะต้องเข้าแก้ปัญหาทั้งเล็กและใหญ่ แต่ส่วนใหญ่เป็นปัญหาเฉพาะหน้า ส่วนปัญหาระยะยาวต้องใช้เวลานานเพราะเปรียบเสมือนขยะซุกอยู่ใต้พรม

ขณะนี้สิ่งที่ประชาชนสนใจ คือ หัวหน้า ค.ส.ช. คือ พลเอกประยุทธ์ กับผู้บัญชาการเหล่าทัพจะต้องเกษียณอายุราชการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่ปัญหาของบ้านเมืองจะต้องแก้ไขในระยะยาว ฉะนั้นถ้า พลเอกประยุทธ์ และคณะจะละทิ้งปัญหา โดยยอมยุติบทบาททางการเมือง ผลก็คือ ความเลวร้ายของสังคมจะยิ่งกว่าก่อนรัฐประหาร เพราะเชื้อชั่วยังไม่ตาย

รายละเอียดทุกคนคงทราบดีว่า ความรับผิดชอบของ พลเอกประยุทธ์จะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไปโดยไม่ทิ้งปัญหาให้สังคม โดยเฉพาะที่ท่านกล่าวว่า ไม่ต้องการอำนาจ แต่ต้องการแก้ปัญหาให้ประชาชน ฉะนั้น ท่านต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้น คือ จะต้องยอมรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ต้องไม่ต่ออายุราชการ

มิฉะนั้น ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเฉกเช่น จอมพลถนอม กิติขจร และ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ได้แก่ การต่ออายุราชการของจอมพลถนอม กิติขจร ทำให้เกิดความไม่พอใจกับทหารที่จะได้เลื่อนตำแหน่ง ส่วนพลเอกสนธิ นั้น ปฏิวัติแล้วสร้างปัญหาทิ้งไว้ ทำให้เกิดปัญหาที่ทำให้ระบอบทักษิณกลับมากินบ้านกินเมืองอีก


จากนสพ.แนวหน้า ๒๖ มิ.ย. ๒๕๕๗








"จัดระเบียบสังคม"
กัลยา ยืนยง


ปัญหาการจราจรของกรุงเทพมหานครยังเป็นปัญหาใหญ่ แม้ว่าที่ผ่านมาจะได้รับการแก้ไขปัญหามาบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่เด็ดขาดพอ สำหรับการจัดระเบียบรถยนต์สาธารณะ รถตู้, รถแท็กซี่, รถเมล์โดยสาร หรือแม้แต่วินมอเตอร์ไซค์ ก็มีความจำเป็นต้องจัดระเบียบ เนื่องจากปัจจุบันพบปัญหามากมายในการให้บริการผู้โดยสาร ผู้โดยสารโดนเอารัดเอาเปรียบ

หรือแม้แต่ความเห็นแก่ตัวของพนักงานขับรถ (บางคัน) ที่ไม่รักษากฎระเบียบ และแม้แต่รถเมล์บางสายที่ขับเร็วจนได้รับฉายาว่า ”เมล์นรก” บางคันก็ขัดปาดซ้ายแซงขวา จนผู้ร่วมทางเอือมไปตาม ๆ กัน ถามว่ามีการร้องเรียนเกี่ยวกับมารยาทของพนักงานขับไหม?? แม้จะร้องเรียน แต่เรื่องก็เงียบหายเข้ากลีบเมฆ ล่าสุดแม้จะมีโครงการซ้ายจอดตลอดป้าย ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น หนักไปกว่านั้นคือไม่จอดป้าย

ทางด้านคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นปัญหาดังกล่าว ได้เข้ามาจะดำเนินการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะแบ่งเป็น ๓ ระยะ คือ ขั้นการจัดระเบียบ การจัดทำศูนย์กลางวินรถตู้แห่งใหม่ และการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถ ซึ่งขั้นตอนแรก การจัดระเบียบ ได้มีการกำหนดจุดจอดรถตู้แห่งใหม่ไว้ที่ใต้ทางด่วนแอร์พอร์ตลิงค์มักกะสัน สามารถจอดรถตู้โดยสารได้กว่า ๒,ooo คัน

สำหรับประชาชนที่จะใช้รถตู้สามารถเดินทางมาซื้อตั๋วโดยสารได้ที่จุดขายตั๋ว บริเวณเกาะราชวิถี เกาะพญาไท เกาะพหลโยธิน เกาะดินแดงรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ รถตู้ที่จะเข้ามารับผู้โดยสารได้ก็ต่อเมื่อมีการขายตั๋วโดยสารครบ ๑๔ ที่นั่งแล้ว จึงจะเรียกรถเข้ามาในจุดจอดรถรับ-ส่ง โดยมาตรการทั้งหมดจะมีการบังคับใช้จริง ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป

ส่วนปัญหารถแท็กซี่ ที่ผ่านมามักจะได้รับการร้องเรียนมากเช่นกัน โดย คสช.จะเริ่มจัดระเบียบรถแท็กซี่ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นแห่งแรก เพราะถือเป็นหน้าตาของประเทศ และที่ผ่านมาแท็กซี่ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมักจะมีปัญหาแท็กซี่พาผู้โดยสาร หรือนักท่องเที่ยวไปทิ้งกลางทาง ไม่กดมิเตอร์ และใช้วิธีการเรียกราคาที่สูงเกินไป รวมถึงเรื่องกิริยามารยาท และการเข้าไปเกี่ยวข้องกับอบายมุข สิ่งผิดกฎหมาย

ในการจัดระเบียบรถแท็กซี่ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิครั้งนี้ไม่ได้เป็นการบังคับ แต่ถ้าไม่ร่วมมือก็จะมีการลงโทษ คือให้กรมการขนส่งทางบกยึดใบอนุญาต และแจ้งตำรวจ แล้วจะไม่ให้เข้ามารับ-ส่งผู้โดยสารในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอีก แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือ เมื่อทหารออกไป ระบบมาเฟียก็จะกลับเข้ามาอีก ดังนั้นจึงจะมีการเสนอ คสช.ให้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขเรื่อง พ.ร.บ.ท่าอากาศยาน เพราะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตั้งมาทีหลัง จึงไม่ได้อยู่ใน พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว และไม่ได้อยู่ในเขตทหารด้วย จึงทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง โดยในวันที่ ๒๔ มิ.ย.นี้ จะเชิญสหกรณ์แท็กซี่ทั้งหมดมาหารือเพื่อหาแนวทางการจัดระเบียบรถแท็กซี่ในพื้นที่อื่นๆ รวมทั้งที่สนามบินดอนเมือง

ขณะกรมการขนส่งทางบกได้จัดกำลังผู้ตรวจการขนส่งทางบกร่วมกับตำรวจและทหารออกตั้งด่านตรวจร่วม ซึ่งจะมีหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ เช่น อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หมอชิต ดอนเมือง รวมทั้งจุดจอดรถบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า หรือที่มีระบบขนส่งมวลชนต่อเชื่อม เพราะอาจมีปัญหารถแท็กซี่จอดซ้อนหลายแถว ทำให้การจราจรติดขัด และทางกองทัพบกจะส่งทหารเข้ามาประจำศูนย์ คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ ๑๕๘๔ เพื่อรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนโดยตรง

ส่วนแนวทางการดำเนินงาน ฝ่ายทหารได้แบ่งพื้นที่ดูแลรักษาความสงบออกเป็นโซนต่าง ๆ ทั้ง กทม.และปริมณฑล โดยขั้นตอนต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานดังนี้คือ ขั้นที่ ๑. จัดระเบียบการบังคับใช้กฎหมายให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้ผู้มีอิทธิพลเข้ามา และมีการจัดตั้งคณะทำงานจากทุกฝ่าย ในการรวบรวมข้อมูลและความคิดเห็น ทั้งเรื่องปากท้องของประชาชน และอัตราค่าโดยสาร เพื่อนำไปสู่การดำเนินการขั้นที่ ๒. การแก้ไขกฎระเบียบที่มีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแล โดยใช้ระยะเวลาประมาณ ๒ เดือน ซึ่งอะไรที่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ก็จะเร่งดำเนินการทันที และระยะที่ ๓ การบริหารจัดการอย่างยั่งยืน เมื่อดำเนินการครบทั้ง ๓ ขั้นตอนแล้วก็จะทำข้อสรุปเสนอไปยัง พล.ท.ธีรชัย นาควานิช แม่ทัพภาคที่ ๑ ในฐานะ ผบ.กกล.รส. เพื่อรายงานต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้า คสช.ต่อไป

หลังจากนี้ต้องมาติดตามกันตอนต่อไปถึงแนวทางการแก้ไขปัญหารถสาธารณะ และรถแท็กซี่ ว่าจะหมดไปมากน้อยแค่ไหน แต่ ณ ตอนนี้ ก็ดูเหมือนผู้ประกอบการรวมถึงคนขับรถแท็กซี่ก็หนาว ๆ ร้อน ๆ ไปตาม ๆ กัน หลังจากที่ คสช.ออกมาเดินหน้าเอาผิดกับพวกที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบและที่ชอบเอาเปรียบผู้โดยสาร.


จากคอลัมน์ "กระจกไร้เงา"
นสพ.ไทยโพสต์ ๒๖ มิ.ย. ๒๕๕๗








"กำเนิด Super Holding คลอด Super Board ยกเครื่องรัฐวิสาหกิจ"
พัสณช เหาตะวานิช


เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)มีคำสั่งที่ ๗๕/๒๕๕๗ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ถือเป็นการคลอด Super Board ออกมาอย่างเป็นทางการ และกำหนดบทบาทหน้าที่เพื่อให้การทำงานของ Super Holding ที่จะมีรูปธรรมมากขึ้นนี้มีกลไกการทำงานบริหารทรัพยากรชาติได้อย่างเต็มที่ มีประสิทธิภาพ โปร่งใส อย่างแท้จริง

คำสั่งคสช.ระบุไว้ชัดเจนว่า เพื่อให้การกำกับดูแลและติดตาามผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจทั้งระบบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีความเป็นเอกภาพ สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของรัฐและประชาชนเป็นสำคัญ

Super Board คุมรัฐวิสาหกิจประกอบด้วย ประธานคสช. และรองฝ่ายเศรษฐกิจ
 ปลัดกระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย เลขาฯ กฤษฎีกา เลขาฯ สภาพัฒน์ ในส่วนนี้คือภาคส่วนของทหารและข้าราชการประจำ และยังมีเลขาฯ สคร.เป็นเลขานุการซุปบอร์ด จากนั้นมีการแต่งตั้งรายชื่อที่เรียกเสียงฮือฮาในสังคมได้ เพราะล้วนแล้วแต่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน นักบริหารที่มีประสบการณ์ สร้างความสำเร็จให้กับประเทศไทยมามากมายทั้งสิ้น ได้แก่

ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผอ.สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการธนาคารกสิกรทไย

นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการธนาคารเกียรตินาคิน

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

นายรพี สุจริตกุล กรรมการธนาคารกสิกรไทย

ดร.วิรไท สันติประภพ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

สาเหตุที่ต้องให้นักการเงินมามีบทบาทสำคัญในการเป็นซูเปอร์บอร์ดนั้น เพราะว่า ทั้งหมดนี้คือซูเปอร์บอร์ดที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ถือหุ้นใหญ่ของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งนั่นคือกระทรวงการคลัง การทำหน้าที่ตรงนี้คือหาเงิน และใช้เงินลงทุน ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องของการวางแผน กลยุทธ์ และการใช้เงินให้ถูกต้องเป็นประโยชน์สูงสุด ส่วนแผนลงทุนที่เป็นแผนในทางปฏิบัติของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งนั้นก็จะมีแผนที่กำหนดโดยผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านในรัฐวิสาหกิจนั้นๆ อยู่แล้วเสนอขึ้นมา

สิ่งที่ผมมองเห็นและเป็นความคิดที่ดีคือ การเข้ามามีบทบาทสูงจากกระทรวงวิทยาศาสตร์หรือ สวทช.ที่เป็นคลังสมองหน่วยงานหนึ่งของการพัฒนาประเทศที่บางรัฐบาลมองไม่เห็นความสำคัญ การมี ผอ.สวทช.มานั่งอยู่ตรงนี้สามารถพัฒนาอะไรเพิ่มขึ้นแรงสมองด้านเทคโนโลยีไทยมากขึ้นอีกเยอะครับ

ส่วนอำนาจหน้าที่ของ Super Board คือ

๑) เสนอแนะนโยบาย แผนการบริหาร และมาตรการในการพัฒนารัฐวิสาหกิจต่อ คสช.

๒) กำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้การบริหารงานของรัฐวิสาหกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลสูงสุด

๓) บูรณาการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจให้มีความเป็นเอกภาพ

๔) เสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ ของรัฐวิสาหกิจ ทั้งในด้านการบริหาร การดำเนินงาน และด้านการเงินต่อ คสช.

๕) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ

๖) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น

๗) เชิญเจ้าหน้าที่ บุคคล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง หรือเรียกเอกสารจากบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาได้ตามความจำเป็น

๘) ปฏิบัติการอื่นใดเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งนี้ หรือตามที่ คสช. มอบหมาย


หากใครติดตามบทความมาตลอดจะเห็นว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีการเน้นพูดถึงเรื่อง Super Holding ที่เป็นหัวเรือใหญ่คุมรัฐวิสาหกิจโดยจะมี Super Board คอยกำหนดทิศทางให้ประเทศ ทำงานบริหารทุกรัฐวิสาหกิจที่ดูแลทรัพยากรของประเทศในทุก ๆ ด้านอย่างบูรณาการ เพื่อประโยชน์สูงสุดของเจ้าของทรัพยากร

ถ้าให้ผมหลับตาแล้วนึกฝันอยาก Super Holding จากการทำงานของ Super Board จะมีผลสำเร็จสุดท้ายยัง ผมคงจะบอกว่า ซูเปอร์บอร์ดชุดนี้ ก็จะช่วยกันหาเงินให้ประเทศ คงมีกองทุนสักอย่างออกมา คล้ายๆ เทมาเสคของสิงคโปร์ อาจชื่อกองทุนไทย... หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่หาเงินจากต่างชาติหรือในชาตินี่แหละเข้ามารวมกันเพื่อประเทศ แล้วเอาเงินเหล่านั้นเป็นแหล่งเงินลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐานในทุกด้านให้คนไทย จากการบริหารทรัพยากรชาติทั้งหลาย แทนที่จะสักแต่กู้จนตัวตายแบบรัฐบาลชินวัตร

นอกจากนั้นในการบริหารรัฐวิสาหกิจ ซูเปอร์บอร์ดนี้จะเป็นคนคัดสรรคนที่เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เข้าไปบริหารรัฐวิสาหกิจด้วยความมุ่งหวังตั้งใจจริง ไม่มีเด็กฝากจากพวกพรรคการเมืองเข้ามา เช่น TOT จะได้ปลอดการเมืองจากรมต.ICT ปตท.จะได้ปลอดการเมืองแท้จริง การท่าจะได้ปลอดการเมืองจากรมต.คมนาคม การบินไทยจะได้ไม่มีเด็กฝากมาเป็นบอร์ด ฯลฯ หลับตาแล้วเหมือนนึกถึง ศิวิไลซ์จะบังเกิดในสยาม ยังไงหยั่งงั้น แต่อย่างไรก็แล้วแต่เอาใจช่วยอย่างยิ่งให้ ซูเปอร์บอร์ดนี้มุ่งหวังทำเพื่อชาติอย่างแท้จริงครับ

ในเรื่องนี้คุณกรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลังได้โพสต์ Facebook ให้กำลังใจซูเปอร์บอร์ดชุดนี้ไว้ว่า "การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจโดยคสช. วันนี้ เป็นเรื่องที่ดี โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ค่อนข้างตรงกับข้อเสนอ 'Super Holding' ที่กระทรวงการคลังเคยคิดไว้ตั้งแต่สมัย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรัฐมนตรี ผมเองก็ได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมานำเสนออีกครั้งหนึ่งเมื่ออาทิคย์ที่แล้วเพราะเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะจัดระเบียบการดูแลรัฐวิสาหกิจเพื่อให้การเมืองแทรกแซงได้ยากขึ้นในอนาคต และจะทำให้รัฐวิสาหกิจมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือรายชื่อกรรมการชุดนี้ โดยเฉพาะในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒินั้นล้วนเป็นชื่อที่เหมาะสมและไม่ได้เป็นบุคคลที่ใครสั่งได้ ไม่ว่าจะเป็นคุณบัณฑูร ลํ่าซำ คุณบรรยง พงษ์พานิช ดร. วิรไท สันติประภพ หรือท่านผู้ว่าแบงค์ชาติเอง ขอเป็นกำลังใจให้ประสบความสำเร็จครับ"

คำถามที่มีต่อมาคือ ทำไมสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่คุณกรณ์ เป็นรมว.คลัง ไม่สามารถตั้ง Super Holding คลอด Super Board ได้ คำตอบบางส่วนคือ โครงสร้างการบริหารรัฐวิสาหกิจมีอยู่อย่างนานการตั้งองค์กรใหญ่กว่ารัฐวิสาหกิจทั้ง ๕๖ แห่งนี้ขึ้นมา หมายถึงการร่างกฎหมายใหม่อีก 1 ฉบับและมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐหรือหน่วยงานราชการ ฝ่ายรัฐวิสาหกิจ รวมไปถึงนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศที่ถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจ รวมถึงพรรคร่วมการเมือง ที่อาจโยงไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาล

เนื่องจากรัฐบาลประชาธิปัตย์ทุกสมัยเป็นรัฐบาลผสม เสียงไม่เกินกึ่งหนึ่ง หลายเรื่องทำได้อย่างมีข้อจำกัดสูง ความประนีประนอมมีมาก แล้วถามว่า รัฐบาลไหนที่สามารถทำเรื่องนี้ได้บ้าง คำตอบคือ รัฐบาลที่มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาครับ ดังนั้น อย่างที่ได้นำเสนอไปในบทความสัปดาห์ก่อนว่า หากผู้ปกครองขณะนี้มีอำนาจเบ็ดเสร็จขนาดนี้ แล้วก็ควรจะทำให้เกิดขึ้นได้โดยเร็ว ผ่านมา ๑ สัปดาห์เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆ ถือเป็นเรื่องที่ต้องขอบคุณกันอย่างจริงจัง และเป็นเรื่องที่น่ายินดี พร้อมกับขอเอาใจช่วยให้ผ่านพ้นอุปสรรคอีกมากมายที่กำลังจะตามมาจากการกำหนดทิศทางให้ประเทศผ่านซูเปอร์บอร์ดครั้งนี้...


จากคอลัมน์ "การเมืองเรื่องเงิน ๆ"
นสพ.แนวหน้า ๓o มิ.ย. ๒๕๕๗








"ภารกิจเพื่อชาติของ Super Board มืออาชีพ"
กาแฟดำ




เห็นชื่อผู้นำภาคเอกชน ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการของ "ซูเปอร์บอร์ด" เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพแล้ว ก็พอจะเห็นความตั้งใจจริงของ คสช. ที่จะปฏิรูประบบบริการของรัฐวิสาหกิจอย่างเป็นรูปธรรม

สะท้อนว่าการคิดและแก้ปัญหาแบบเก่า ๆ คือ ตั้งคณะกรรมการที่มีแต่คนของราชการหรือพรรคการเมือง จะไม่มีวันปรับเปลี่ยนการทำหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจได้

ต้องอาศัย "วิสัยทัศน์" และ "ความกล้าหาญทางจริยธรรม" ของผู้นำเอกชนที่พิสูจน์ฝีมือทางด้านการบริหารที่ต้องแข่งขันอย่างสูงมาแล้ว จึงจะทำให้วาระของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นได้อย่างจริงจัง

ผู้นำภาคเอกชนที่ได้รับการแต่งตั้งครั้งนี้ เห็นรายชื่อแล้วก็เห็นภาพว่าจะต้องมีการเดินหน้าทำงานอย่างเข้มข้นเพราะเป็น "มืออาชีพ" ในวงการที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วว่าตั้งใจทำงาน เพื่อสาธารณประโยชน์ได้อย่างไม่ต้องสงสัย

คุณบัณฑูร ล่ำซำ, คุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล, คุณบรรยง พงษ์พานิช, คุณรพี สุจริตกุล, คุณวิรไท สันติประภพ และ คุณทวีศักดิ์ กออนันตกูล เป็นทีมงานที่เชื่อฝีมือได้ หาก ว่า คสช.ให้ทำงานอย่างเต็มกำลัง เพราะนี่คือ "ภารกิจเพื่อชาติ" อีกครั้งหนึ่งของท่านทั้งหลาย

การยกเครื่องการบริหารรัฐวิสาหกิจ ๕๖ แห่ง เป็นเรื่องสำคัญในการเสริมสร้างประสิทธิภาพของภาครัฐ เพราะรวมกันแล้วมีเงินลงทุนและทรัพย์สินมหาศาล มีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างใหญ่หลวง เพราะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างสำคัญยิ่ง

เมื่อ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งสัญญาณให้คนที่อยู่ในคณะกรรมการหรือบอร์ดของรัฐวิสาหกิจยื่นใบลาออก เพื่อเปิดทางให้ปฏิรูประบบการบริหารรัฐวิสาหกิจอย่างจริงจัง ก็ดูเหมือนว่าจะได้รับความร่วมมือพอสมควร

รัฐวิสาหกิจเคยเป็นขุมทองของนักแสวงผลประโยชน์ผ่านเส้นสายการเมืองและความสนิทสนมส่วนตัว เป็นแหล่งคอร์รัปชัน และเป็นตัวอย่างของการทับซ้อนผลประโยชน์อย่างโจ๋งครึ่ม แต่นักการเมืองไม่เคยสำนึกผิด และไม่มีความละอายต่อบาป ส่งคนของตนที่ไม่มีความรู้ความสามารถไปนั่งบริหารและเป็นกรรมการของบอร์ด จนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวมาตลอด

คสช. มีโอกาสจะชำระสะสางความโสโครกเหล่านี้แล้ว จึงต้องมีการวางกติกาและวิธีการคัดสรรคนที่เข้าไปบริหารรัฐวิสาหกิจและคนเข้าไปเป็นกรรมการอย่างโปร่งใส เป็นธรรม เปิดกว้าง และที่สำคัญที่สุด คือ จะต้องไม่กลายเป็นเรื่อง "สมบัติผลัดกันชม" อย่างที่มีคนเตือนเอาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

เมื่อ คสช. ประกาศชัดเจนว่าที่ทำรัฐประหารคราวนี้ไม่ได้ต้องการแสวงประโยชน์ และต้องการเป็นแกนในการปฏิรูป แก้ไขปัญหาความไม่ชอบมาพากลของประเทศอย่างจริงจังและจริงใจ จึงควรจะต้องสร้างกลไกและกติกา เพื่อให้ "มืออาชีพ" เก่ง ๆ กล้า ๆ เข้าไปทำงานให้กับรัฐวิสาหกิจอย่างแท้จริง

นั่นย่อมหมายความว่าจะต้องมีการวางกฎเกณฑ์ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้บริหารและกรรมการของรัฐวิสาหกิจอย่างชัดเจน โดยเน้นที่ประสบการณ์และชื่อเสียง รวมถึงประวัติการทำงานที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้สาธารณชนได้เห็นว่าต่อไปนี้การบริหารหน่วยงานที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศจะเป็น "มืออาชีพ" เท่านั้น

การกลั่นกรองและวิธีการสรรหา อีกทั้งการแข่งขันอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม จะต้องเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการเลือกคนเข้าทำงาน รวมถึงสิทธิประโยชน์จะต้องอยู่ในระดับพอดี ไม่น้อยไป ไม่มากไป และสอดคล้องกับอัตราที่เอกชนเสนอให้

นั่นเป็นวิธีการที่รัฐบาลสิงคโปร์ใช้เพื่อสามารถแข่งกับเอกชน ในการดึง "มืออาชีพ" เข้ามาทำงานให้กับรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ

คือ การเน้นให้ผลตอบแทนต่อผู้ทำงานให้รัฐอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเอกชน แต่ต้องวัดกันที่ผลงานจริง ๆ มีการประเมินตาม "ดัชนีชี้วัดผลงาน" หรือ KPI (Key Performance Index) ที่วัดได้อย่างตรงไปตรงมา

ที่เสนอค่าตอบแทนให้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจในระดับใกล้กับเอกชนนั้น รัฐบาลสิงคโปร์ถือว่ามืออาชีพที่เข้ามาทำงานในหน่วยงานรัฐจะต้องมือสะอาด ไม่มีคอร์รัปชัน และไม่มีการรับผลประโยชน์ที่ผิดทำนองคลองธรรม

แต่ของไทยเรานั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา คนที่นักการเมืองส่งมาเป็นบอร์ดหรือมาบริหารรัฐวิสาหกิจนั้น นอกจากจะได้รับเงินเดือนสูงแล้วยังมีสิทธิประโยชน์มากมายล้นเหลือเกินความถูกต้อง มิหนำซ้ำยังเป็นเครื่องมือฉ้อฉลของนักการเมืองอีกต่อหนึ่งด้วย

สุภาษิตจีน บอกว่า "ปลาเน่าจากหัวลงมา" (กลายเป็นชื่อหนังสือเล่มหนึ่ง The Fish Rots from the Head ที่วิเคราะห์ปัญหาการทำงานของบอร์ดบริษัททั้งหลาย ปัญหาส่วนใหญ่มาจากระดับบนทั้งนั้น) คสช. ควรจะเชิญผู้เชี่ยวชาญเอกชนด้านการวางกติกาเรื่องการคัดสรรผู้บริหารและการตั้งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ เพื่อศึกษากรณีตัวอย่างทั่วโลก วางกรอบของการทำงานให้ได้มาตรฐานสากลอย่างแท้จริง

หากว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนและเข้มข้น การเปลี่ยนกรรมการของรัฐวิสาหกิจคราวนี้ ก็จะเป็นเพียงการทำศัลยกรรมใบหน้าเท่านั้น ไม่ได้ยกเครื่องระบบ เพื่อสร้างบ้านเมืองใหม่ อย่างที่ทุกคนเรียกร้องต้องการ...แต่อย่างใดเลย


จากนสพ.กรุงเทพธุรกิจ ๒๙ มิ.ย. ๒๕๕๗








"คำตอบสุดท้าย...ต้องแยกการเมืองออกจากตำรวจ!"
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข


"คม ชัด ลึก" สามารถแย่งชิงพื้นที่สื่อได้อีกครั้ง ภายหลังจากตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ของพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในประเด็น "ปฏิรูปสีกากี...ต้องเอานักการเมืองออกจากตำรวจ"

นี่คือแก่น หรือ หัวใจสำคัญ ซึ่งเป็นรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหาความประพฤติที่มิชอบทั้งหลายทั้งปวงของวงการตำรวจไทย ซึ่งคนที่เข้าใจวัฒนธรรมการทำงานขององค์กรตำรวจอย่างแท้จริงต่างรู้กันเป็นอย่างดีว่า นักการเมืองไทยทุกระดับ...คือต้นกำเนิดของความล้มเหลวในระบบการบริหารงานบุคคลที่แผ่ซ่านทั่วทั้งองค์กรตำรวจ ไม่ว่าในระดับสูงสุดหรือระดับต่ำสุด

“เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ตำรวจระดับสัญญาบัตรนะที่ต้องวิ่งเข้าหานักการเมืองเพื่อวิ่งเต้น ระดับชั้นประทวนก็วิ่งเต้นอย่างมากมาย ตำรวจที่มุ่งมั่นทำงานโดยไม่วิ่งเต้นเข้าหานักการเมือง หรือผู้มีอำนาจหายากเต็มทีในโลกของตำรวจปัจจุบัน” นายตำรวจทั้งระดับชั้นประทวนและระดับสัญญาบัตรพูดทำนองเดียวกัน

“ใช่เลย ท่านรอง ผบ.ตร.พูดในสิ่งที่ตำรวจทุกคนอยากพูด ผมขอย้ำและยืนยันว่า ตำรวจทุกคน" นายตำรวจหัวหน้าสถานีพูดถึงคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.อ.สมยศที่ว่า "นักการเมืองใช้ประโยชน์จากตำรวจ เอามาสนองความต้องการของตัวเอง ขณะที่ตำรวจก็วิ่งเต้นกับนักการเมืองด้วย ทั้งหมดนี้มันเป็นเพราะกฎหมายหรือโครงสร้างตำรวจถูกกำหนดให้นักการเมืองเข้ามามีอำนาจเหนือตำรวจ...นักการเมืองมีบทบาทต่อการแต่งตั้งโยกย้าย...ทุกคนต้องการความเจริญก้าวหน้าในอาชีพราชการ เมื่อรู้ว่านักการเมืองทำให้ได้ ก็ไปรับใช้ เพราะฉะนั้นถ้าอยากแก้ตรงจุดนี้ก็ต้องแก้กฎหมาย” ถูกต้องและตรงประเด็น ชัดเจนอย่างที่สุด!!

“ทุกวันนี้ ตำรวจไม่เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา เพราะรู้ว่าให้คุณให้โทษเขาไม่ได้ ถ้าเอานักการเมืองออกไปเสีย ทุกอย่างก็จะเข้าระบบ ตำรวจก็จะมีวินัย มีระเบียบ ปฏิบัติตามกฎหมาย กลับสู่ประเพณีที่ดี ให้เกียรติและเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง พูดความจริงที่ตำรวจมีความหวังอย่างยิ่งว่า ความจริงนี้จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังในห้วงเวลาและบริบทที่เหมาะสมอย่างที่สุดในเวลาเช่นนี้

เรื่องราวที่รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพูดนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกสำหรับวงการตำรวจ แต่เป็นความจริงแท้ สิ่งที่สามารถสร้างพลังได้อย่างมากคือ การที่นายของพวกเขาเหล่านั้นออกมาพูด ออกมาส่งเสียงเรียกร้องและต่อสู้แทนพวกเขาเหล่านั้นโดนใจสุด ๆ ด้วยการตอกย้ำที่ว่า...การปฏิรูปตำรวจเป็นเรื่องที่ต้องทำโดยตำรวจหรือผู้ที่เข้าใจระบบงานตำรวจเท่านั้น และไม่ควรเร่งรัดจนเกินไปด้วย

“เป็นหมอแต่ไม่รู้จักโรค จะแก้ได้อย่างไร ตำรวจอยู่ กิน นอน อย่างไร ความรู้สึกเป็นอย่างไร ถ้าไม่รู้หรือเอาคนอื่นมามันก็แก้ไม่ได้ ตำรวจกว่าสองแสนนาย ต้องถามคนในองค์กรว่ารู้สึกอย่างไร ต้องค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป หาจุดที่เป็นปัญหาจริงๆ แล้วค่อยๆเปลี่ยน ให้ตำรวจยอมรับก่อน ไม่อย่างนั้นเป็นปัญหาแน่” คำกล่าวย้ำของนายตำรวจใหญ่ ทำให้นายตำรวจใหญ่กลายเป็นขวัญใจของไพร่พลสีกากีไปในบัดดล

นานแล้วที่พวกเขาไม่เคยได้รับประสบการณ์ของการต่อสู้ของนายเพื่อองค์กร เพื่อไพร่พลกว่าสองแสนนาย ซึ่งทุกคนมั่นใจว่า การที่นายเป็นหัวในการนำการต่อสู้เรียกร้องเช่นนี้ จะนำไปสู่การทำงานที่ทุ่มเทมีขวัญกำลังใจ และท้ายที่สุด...ตำรวจจะกลายเป็นตำรวจของประชาชนอย่างแท้จริง

"สิ่งแรกที่ควรทำคือ การสร้างความรักใคร่สามัคคีปรองดองในหมู่ข้าราชการตำรวจ และทำให้ตำรวจกับประชาชนเข้าใจกัน" นายตำรวจใหญ่พูดถึงบทบาทของ ผบ.ตร.คนต่อไปที่ควรทำ

ลองคิดดูเถิดว่า เมื่อตำรวจถูกสลายสี สลายขั้วการเมือง ทุกคนล้วนมีเลือดสีเดียวกัน คือ สีกากีอย่างแท้จริง องค์กรนี้จะส่งพลังขนาดไหน!!

“ผมไม่เก่งเหมือนท่าน...ฉะนั้นเวลาผมพูดหรือผมสั่งอะไรแล้วคิดว่าผมสั่งไม่ถูก...บอกผม อย่าเก็บเงียบไว้...รู้อยู่แล้วว่าสั่งผิด แต่ไม่กล้าเตือน อย่างนี้ผมเกลียดที่สุด” นายตำรวจใหญ่ปิดท้ายได้สวยงามกับบทสัมภาษณ์ที่สร้างความประทับใจและทำให้หัวใจของไพร่พลที่เหี่ยวเฉากลับมาสดชื่นพองโตขึ้นอีกครั้ง

“เสียงคืออำนาจ” พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เคยกล่าวไว้ และสอนให้ผู้นำตำรวจทุกระดับได้นำไปใช้ในการปฏิบัติเพื่อกระตุ้น ส่งเสริมให้ตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาได้ทุ่มเทเสียสละในการทำงาน รวมถึงการส่งเสียงเพื่อชื่นชม ยกย่องให้กำลังใจแก่ลูกน้องที่ทุ่มเทอดทนในการทำงานท่ามกลางข้อจำกัดต่าง ๆ มากมายที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้งในโลกของตำรวจ

ดังนั้นเสียงของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ครั้งนี้ จึงมีอำนาจอย่างมหาศาลต่อขวัญและกำลังใจต่อเหล่าบรรดาตำรวจกว่าสองแสนชีวิต

“ผมขอร้อง โปรดกรุณาส่งเสียงแทนพวกผมถึงท่านว่า พวกผมกราบขอบคุณและขอให้ท่านนำพาให้ความคิด ความฝันนี้เป็นความจริงด้วยเถิด หากท่านหรือผู้มีอำนาจใดในประเทศนี้สามารถทำให้องค์กรตำรวจหลุดพ้นจากการครอบงำหรือแทรกแซงทางการเมืองได้จริง...นั่นคือคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ที่ท่านทำให้แก่แผ่นดินมิใช่เพียงแค่คุณูปการต่อองค์กรตำรวจแต่เพียงเท่านั้น”

คิดถูก พูดถูกแล้วค่ะท่าน ขั้นต่อไปลุย...ลงมือทำเลย


จากคอลัมน์ "โลกตำรวจ"
นสพ.คม ชัด ลึก ๒ ก.ค.๒๕๕๗








"กฎหมายต้องควบคุมความสงบ"
บทบ.ก.นสพ.ไทยโพสต์


แม้ความพยายามของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งการจัดระเบียบสังคม เช่น รถตู้ วินรถจักรยานยนต์รับจ้าง การปราบปรามมาเฟีย หรือแม้กระทั่งการเร่งแก้ราคาหวย จับกุมบ่อนการพนัน อบายมุขลักษณะต่าง ๆ แต่เรื่องลักษณะนี้กัดกินลึกอยู่ในระบบราชการและสังคมไทยมานานการดำเนินการจะประสบผลหรือไม่ เวลาจะเป็นตัวพิสูจน์ แต่สิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นหัวใจของความวุ่นวายและทำให้การเมืองเกิดวิกฤติขึ้นส่งผลโดยตรงให้ประชาชนเกิดบาดเจ็บและล้มตายก็เป็นเรื่องของอาวุธสงครามที่มีการจับกุมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทหารเริ่มเข้ายึดอำนาจ เรื่องนี้จะว่าไปแล้วก็เป็นหนึ่งในเหตุผลของการประกาศยึดอำนาจโดยผู้บัญชาการทหารบกเลยด้วยซ้ำเพราะหากปล่อยให้การเมืองเดินหน้าต่อไปท่ามกลางความขัดแย้งอาจเกิดการปะทะกันขึ้นระหว่างประชาชนสองฝ่ายที่มีความเห็นแตกต่างทางการเมือง

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งหากดูจากการแถลงข่าวผลการจับกุมมีอาวุธสงครามนานาชนิดที่ปรากฏอยู่ในช่วงที่ประเทศไทยเกิดวิกฤติทางการเมืองไม่ว่าอาวุธปืนหรือระเบิด แต่ประเด็นสำคัญของการแถลงข่าวอยู่ที่ว่า ใครเป็นเจ้าของและมีส่วนเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ทางการเมืองอย่างไร ซึ่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาระบุชัดเจนว่า อาวุธดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับนักการเมืองและอดีตนายทหารระดับแม่ทัพภาคเลยทีเดียว เรื่องนี้อยู่ในความสนใจของประชาชนและนานาชาติเพราะนี่คือเหตุผลสำคัญที่จะบอกว่า ความขัดแย้งทางการเมืองมีการใช้อาวุธร้ายแรงเข้าประหัตประหารกันเป็นเหตุผลที่กองทัพต้องเข้ามาควบคุมสถานการณ์ในเวลาต่อมา และต้องทำให้กระจ่างว่านักการเมืองหรืออดีตนายทหารที่ว่านั้นเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างไร พัวพันกับอาวุธดังกล่าวจุดไหน อย่าทำเหมือนการใช้กฎหมายที่ผ่านมาเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้ามเพราะจะทำให้เกิดรอยปริร้าวที่ไม่มีวันจบ อย่าใช้กฎหมายรุกไล่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจนขาดความเป็นธรรม

เรื่องการสร้างความรุนแรงทางการเมืองนั้น ถือว่าเป็นมิติที่สำคัญเพราะประเทศที่เจริญแล้วในระบอบประชาธิปไตยไม่ควรมีเรื่องเช่นนี้ ประชาชนผู้มีความเห็นแตกต่างกันไม่ควรมาจบชีวิตด้วยอาวุธสงคราม ไม่ต้องมาบาดเจ็บเป็นเหยื่อทางการเมือง ใครที่คิดใช้ความรุนแรง เมื่อมีการขยายผลจากอาวุธสงครามดังกล่าวแล้วต้องมีความชัดเจนในหลักฐานว่า แต่ละคนนั้นมีส่วนเกี่ยวพันอย่างไร อย่าลืมว่าเมื่อกลุ่มการเมืองหรือบุคคลที่ถูกออกหมายจับจะมีผลต่อการเอาตัวมาดำเนินคดี ในสถานะของประเทศที่มีการยึดอำนาจนั้นอาจถูกมองว่าใช้อำนาจทางทหารเข้าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพื่อเล่นงานฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การจะทำให้กระบวนการยุติธรรมเกิดความโปร่งใสนั้น ควรมีการชี้แจงเป็นขั้นเป็นตอนต่อการดำเนินคดีผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดและต้องจัดการกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้วย ด้านหนึ่งทำให้เห็นว่า แม้สภาวะประเทศ จะตกอยู่ในอำนาจทหารแต่ความยุติธรรมของประเทศยังคงอยู่ ไม่ใช่ทหารทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างในสภาพที่ไร้รัฐธรรมนูญขณะนี้


จากนสพ.ไทยโพสต์ ๒ ก.ค. ๒๕๕๗








"อาวุธขนาดนี้...ถ้าไม่มี คสช. จะเกิดอะไรขึ้น?"
สารส้ม






การแถลงผลการจับกุมอาวุธสงคราม เครื่องกระสุน และยุทธภัณฑ์ ช่วงระหว่างวันที่ ๒๒ พ.ค.- ๒๕ มิ.ย. ๒๕๕๗ หรือ ๑ เดือนหลังการยึดอำนาจ ได้ปรากฏภาพ “คลังแสงเถื่อน” อย่างชัดเจน!!!

พ.อ.วินธัย สุวารี ทีมโฆษก คสช. ระบุว่า เป็นอาวุธที่เจ้าหน้าที่ได้มาจากการบุกตรวจค้น จับกุม อาทิ กรณ๊ขอนแก่นโมเดล เป็นต้น รวมถึงกรณีที่มีคนนำไปทิ้งไว้ตามที่ต่าง ๆ หลังจาก คสช.ประกาศเอาจริงกับการปราบปราม

ปรากฏว่า มีตั้งแต่ปืนพกชนิดต่าง ๆ (ปืนเถื่อน) จำนวน ๒,๔๙o กระบอก, ปืนยาวและปืนลูกซอง จำนวน ๒๕๘ กระบอก ไล่มาจนถึงปืนเล็กยาวและปืนกลชนิดต่าง ๆ อีกจำนวน ๑๔๔ กระบอก พร้อมกระสุนปืนชนิดต่าง ๆ จำนวน ๕o,ooo นัด เสื้อเกราะ ๔๒๖ ตัว

ยัง... ยังไม่พอ... ยังมีลูกระเบิดขว้างหลายชนิด จำนวน ๓๓o ลูก วัตถุระเบิดชนิดต่าง ๆ เช่น ระเบิด TNT จำนวน ๑๓๔ รายการ

ยิ่งกว่านั้น ยังมีเครื่องยิงลูกระเบิด M79 จำนวน ๒๓ เครื่อง กระสุนระเบิด M79 จำนวน ๑๖๖ นัด, เครื่องยิงจรวด RPG จำนวน ๙ เครื่อง ลูกจรวด RPG จำนวน ๕๗ ลูก!!!

คุณพระช่วย!!!

๑) ถ้ายังปล่อยให้รัฐบาลรักษาการกากเดนระบอบทักษิณชุดนั้น อยู่ในอำนาจต่อไปเรื่อย ๆ จะมีการจับกุมอาวุธร้ายแรงได้ขนาดนี้ไหม?

เชื่อแน่ว่าคงไม่มีทาง

หากไม่เชื่อ ลองกลับไปดูฝีมือการจับอาวุธของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีต ผอ.ศรส. ที่ไม่ดำเนินการกวดขันเอาจริงเอาจังกับอาวุธสงครามของกองกำลังติดอาวุธ ฝ่ายที่โจมตี กปปส. แต่พยายามสร้างภาพ เล่นงานฝ่ายผู้ชุมนุม กปปส. โดยเมื่อวันที่ ๑๔ ก.พ. ๒๕๕๗ อุตส่าห์จัดแถลงข่าวใหญ่โต อ้างว่าตรวจยึดได้หลังจากเคลียร์พื้นที่จากแยกสวนมิสกวันจนถึงสะพานมัฆวานรังสรรค์ บริเวณที่ชุมนุมรอบทำเนียบรัฐบาล

พบอาวุธร้ายแรง คือ หนังสติ๊ก ตัวน็อต แป๊บเหล็ก ตะปู ปุ๋ยยูเรีย ฟิล์มเอ็กซเรย์

ดังปรากฏภาพข่าวประวัติศาสตร์นี้

๒) หากยังอยู่ภายใต้รัฐบาลกากเดนระบอบทักษิณ อาวุธทั้งหลายคงจะถูกนำไปใช้ก่อเหตุร้ายแรง ความสูญเสียใหญ่หลวงจะเกิดขึ้นแก่ผู้ใด?

ถ้าดูจากรูปการณ์ของเหตุร้ายที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนจะมีการยึดอำนาจรัฐบาลกากเดนระบอบทักษิณ จะพบว่า ฝ่ายที่ถูกใช้อาวุธสงครามร้ายแรงโจมตี เข่นฆ่า ทำร้ายอย่างโหดเหี้ยม ก็มักจะเป็น กปปส. หรือมวลมหาประชาชน ฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณ

ตั้งแต่ ๓น พ.ย. ๒๕๕๖-๑๕ พ.ค. ๒๕๕๗ เฉพาะในกรุงเทพฯ มีคนถูกฆ่าตายไป ๒๕ คน ที่จังหวัดตราดอีก ๓ คน

ในจำนวนนี้ มีเด็กอยู่ด้วย!!!

บาดเจ็บอีก ๘oo กว่าคน

บางคนพิการ บางคนอาการสาหัส ยังต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

เหตุร้ายที่อุกฉกรรจ์ เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมการเมือง มองย้อนกลับไป อาทิ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ๑๕ พ.ค. ๕๗ เสียชีวิต ๓ คน, บริเวณทางด่วนแจ้งวัฒนะ ๑ เม.ย. ๕๗ เสียชีวิต ๑ คน, หน้าห้างบิ๊กซี ราชดำริ (ใกล้ที่ชุมนุม กปปส.ราชประสงค์) ๒๓ ก.พ. ๕๗ เสียชีวิต ๓ คน, เวทีปราศรัย กปปส.จังหวัดตราด ๒๒ ก.พ. ๕๗ เสียชีวิต ๓ คน, สะพานผ่านฟ้า ๑๘ ก.พ. ๕๗ เสียชีวิต ๖ คน รวมไปถึงถึงเหตุการณ์ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่ถนนบรรทัดทอง ที่สะพานชมัยมรุเชษฐ์ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ฯลฯ




จะพบว่า รัฐบาลรักษาการกากเดนระบอบทักษิณชุดนั้น ไม่สามารถจับกุมคนร้าย ระงับเหตุร้าย หรือดำเนินการใด ๆ ที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองได้เลยแม้แต่น้อย

ไม่เห็นแม้แต่ความพยายามจริง ๆ

กระทั่งถูกมองว่าผู้มีอำนาจในรัฐบาลนั้นเองที่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจ บงการ สั่งการ หรืออาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายกองกำลังติดอาวุธที่ก่อเหตุร้ายกับประชาชนผู้ต่อต้านระบอบทักษิณ

เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีการยึดอำนาจการปกครอง อาวุธสงครามจำนวนมากก็น่าจะถูกนำมาก่อเหตุซ้ำซาก ขยายผล ยกระดับการสังหาร มุ่งเล่นงานฝ่ายที่ต่อต้านระบอบทักษิณเป็นสำคัญ

และอาจขยาย หรือยกระดับเป้าหมายไปสู่สถาบันที่ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุน กปปส.อีกด้วย!

สถานการณ์ย่อมลุกลาม แผ่ขยาย ตอบโต้ กลายเป็นสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบ!

3) การจับอาวุธสงครามชนิดร้ายแรงได้มากมายมหาศาล เทียบเท่าเหตุการณ์สงครามกลางเมืองย่อมๆ นั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เจ้าหน้าที่จะต้องเร่งสืบสวนขยายผล ดำเนินการจับกุม ดำเนินคดี และปราบปรามผู้ร้ายอย่างเด็ดขาด เพราะถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรง

ผู้กระทำผิดควรต้องได้รับโทษเสมือนหนึ่งอาชญากรสงคราม

เพราะถ้าอาวุธเหล่านี้ถูกนำไปใช้ก่อเหตุ จะต้องผู้คนจำนวนมากบาดเจ็บ ล้มตาย เกิดความสูญเสีย เสียหายเหลือคณานับ

เหยื่ออาจจะเป็นลูก-ภรรยา-สามี-คนในครอบครัว-บุคคลอันเป็นที่รักของใครก็ได้ทั้งนั้น

คนที่บงการ สั่งการ ว่าจ้าง ร่วมสนับสนุนผู้กระทำผิดเหล่านี้ ควรต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด มิให้เป็นเยี่ยงอย่าง เพื่อมิให้บ้านเมืองหวนกลับสู่วังวนของการใช้ความรุนแรงนอกกฎหมายเช่นนี้อีก

๔) น่าจะถือโอกาสนี้ เร่งคลี่คลายคดี รวมถึงแถลงความคืบหน้าของคดีร้ายแรงทั้งหลาย

เพื่อความเป็นธรรมแก่ญาติพี่น้องลูกหลานของผู้สูญเสีย

น่าจะพิจารณาด้วยว่า กรณีคนเสื้อแดงเสียชีวิต รัฐบาลในอดีตเคยจ่ายเงินเยียวยา ๗.๕ ล้านบาท แล้วกรณีความสูญเสียที่เกิดขึ้นในรอบนี้ ภาครัฐจะทำอย่างไรจึงจะพอเหมาะพอดี ไม่สร้างบรรทัดฐานที่เป็นปัญหาต่อไปในอนาคต

หากเห็นว่า การจ่ายเงิน ๗.๕ ล้านนั้น ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ควรจะดำเนินคดีหรือเอาผิดกับนักการเมืองที่ใช้เงินภาษีของประชาชนไปโดยมิชอบแล้วด้วย

หากเห็นว่าถูกต้องแล้ว กรณีผู้เสียชีวิตทั้งหลาย ก็ควรจะได้รับการเยียวยาด้วยมาตรฐานเดียวกัน หรือไม่


จากคอลัมน์ "กวนน้ำให้ใส"
นสพ.แนวหน้า ๓o มิ.ย. ๒๕๕๗








"จักรภพโมเดล"
บทบ.ก.นสพ.คม ชัด ลึก


กรณีศาลทหารจังหวัดสระบุรีอนุมัติหมายจับนายจักรภพ เพ็ญแข ผู้หลบหนีคำสั่งเรียกรายงานตัวของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในข้อหาพัวพันกับกรณีเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมอาวุธสงครามได้จำนวนมากที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นเรื่องน่าติดตามยิ่ง โดยเฉพาะในวันต่อมา พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน ระบุว่า อาวุธที่จับกุมได้ยังเกี่ยวโยงกับกลุ่มเคลื่อนไหวภายใต้ปฏิบัติการ "ขอนแก่นโมเดล" ซึ่งพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ อาวุธเหล่านี้ถูกเตรียมการเอาไว้เพื่อก่อเหตุบางอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง และในวันต่อมา กองทัพภาคที่ ๑ และกองทัพภาคที่ ๒ ได้จัดแถลงข่าวผลการจับกุมอาวุธร้ายแรงในรอบ ๑ เดือน ที่ผ่านมา ต่อหน้าทูตทหาร ๑๑ ประเทศ ซึ่งก็เกี่ยวเนื่องกับ "ขอนแก่นโมเดล" อีกเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม นายจักรภพ ซึ่งขณะนี้พำนักอยู่ในต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และแสดงออกผ่านการโพสต์ของเขา อันหาได้สะทกสะท้านต่อคำขู่ใดๆ ของคสช. ขณะที่คสช.โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กำลังประสานงานเพื่อขอตัวนายจักรภพกลับมาดำเนินคดี ตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ก่อนหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศจะประกาศเพิกถอนหนังสือเดินทางของผู้ต้องหาตามหมายจับ คสช.จำนวน ๖ คน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีนายจักรภพรวมอยู่ด้วย การดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนทั้งหมดนี้สะท้อนให้สังคมเข้าใจไปในทำนองเดียวกันว่า คสช.กำลังเอาจริงเอาจังกับการกวาดล้าง "ขบวนการลับ" ที่ต้องการจะสร้างความปั่นป่วนขึ้นในบ้านเมืองภายใต้ปฏิบัติการ "ขอนแก่นโมเดล" ที่มีอยู่จริง มิใช่ คสช.สร้างเรื่องขึ้นมาเอง เพื่อความชอบธรรมของการเข้ายึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม

นอกจากข้อกล่าวหาล่าสุดเรื่องอาวุธแล้ว ดูเหมือนว่า ในวันนี้นายจักรภพกำลังจะก้าวขึ้นเป็นมาบุคคลอันดับหนึ่งที่ คสช.ต้องการตัวมากที่สุดไปแล้ว เพราะเขายังตกเป็นเป้าหมายของการดำเนินคดีอาญาในข้อหาที่ถือว่ารุนแรงในความรู้สึกของประชาชนคนไทย และเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งยวดที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.พูดย้ำไว้เสมอ ๆ ว่า จะต้องดำเนินการโดยเด็ดขาด ตั้งแต่ครั้งยังไม่ได้เข้ายึดอำนาจการปกครอง เป็นการดำเนินการคู่ขนานไปกับการสลายสีเสื้อ สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของประชาชนฝ่ายต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นในชาติให้ได้ในเร็ววัน

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ที่ชื่อของนายจักรภพและพวก ถูกกาหัวเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ย่อมมีความจำเป็นอยู่เองที่ คสช.จะต้องดำเนินการตามครรลองของกฎหมายด้วยความเป็นธรรม ด้วยพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ภายใต้กระบวนการที่ได้รับการยอมรับ เพื่อให้เห็นว่า นายจักรภพเป็นอันตรายต่อความมั่นคงอย่างที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ และให้เป็นรูปแบบหรือโมเดลที่แสดงได้ว่า การดำเนินคดีในข้อหาร้ายแรงเช่นว่านั้น มีมาตรฐานเดียวที่ไม่อาจปล่อยผ่านเลย เช่นเดียวกับการเปิดโปงขอนแก่นโมเดลให้รับรู้กันโดยทั่วไปว่า เป็นขบวนการที่มีอยู่จริง ไม่ใช่ข้อกล่าวหาที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมต้องอาศัยขั้นตอนการดำเนินคดีนายจักรภพเป็นกรณีตัวอย่าง อันจะนำเป็นสู่การ "ปัดกวาด" ที่แท้จริง ไม่กลั่นแกล้งใคร


จากนสพ.คม ชัด ลึก ๑ ก.ค. ๒๕๕๗








"ฟ้าสีทอง ผ่องอำไพ?"
นิทัศน์ บุญทัน


เรียน คุณอัตถ์ฯ ที่นับถือ

เมื่อทหารซึ่งนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ทำการยึดอำนาจจากยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ มวลมหาประชาชนที่ไม่เอาระบอบทักษิณรวมทั้งไทยเฉยทั้งหลายต่างไชโยโห่ร้องด้วยความดีใจ ที่สามารถตอบสนองเป้าหมายของพวกเขาได้แน่ แม้จะไม่ได้ทั้งหมดที่ตั้งใจไว้

แต่สำหรับผมซึ่งก็มีเป้าหมายเช่นเดียวกัน เมื่อทหารออกมาทำรัฐประหารแล้วยึดอำนาจบริหารราชการแผ่นดินด้วยตนเอง ผมจึงรู้สึกเฉย ๆ เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ผมประสบพบเห็นมาอย่างจำเจตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อ ๕๐-๖๐ ปีมาแล้ว กลายเป็นประเพณีสมบัติผลัดกันชมระหว่างนายทุนกับขุนศึก คุณอัตถ์ลองย้อนกลับไปสู่อดีตจะเห็นได้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาเมื่อมีการเปลี่ยนอำนาจก็เห็นจะมีเพียงนายทุนกับขุนศึกเท่านั้นที่ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นสู่อำนาจ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเพียงเบี้ยให้เขาปั่นหัวเป็นจิ้งหรีดให้กัดกันไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันสิ้นสุด

ผมเคยอ่านบทวิเคราะห์ถึงลัทธิมาร์กซิสม์ ซึ่งในอดีตหลายประเทศเอาไปปฏิวัติสังคมอุดมคติ ซึ่งเลนินได้นำเอาความคิดของเขาไปทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในรัสเซียเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.๑๙๑๗ เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติในประเทศต่างๆ เช่น กลุ่มประเทศในยุโรปตะวันออก, จีน, อินโดจีน, คิวบา เป็นต้น ทั้งนี้โดยอ้างอิงทฤษฎีของคาร์ล มาร์กซ์ ที่ว่าความรุนแรงจะเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อล้มล้างผู้กดขี่ขูดรีดในสังคมนายทุนขุนศึก อันจะนำไปสู่สังคมใหม่ที่ไม่มีการขูดรีดและไม่มีความจำเป็นที่จะใช้ความรุนแรงอีกแล้วนั้น ปรากฏว่าตามความเป็นจริง ความรุนแรงได้กลายเป็นเครื่องมือของผู้นำการปฏิวัติ คือ เป็นทั้งเครื่องมือโค่นล้มนายทุนขุนศึก เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมเก่าเป็นเครื่องมือที่ใช้ต่อไปเพื่อจรรโลงอำนาจของผู้นำสังคมใหม่ให้มั่นคง และจำกัดสิทธิประชาชนไม่ให้ลุกฮือขึ้นมาคัดค้านสังคมใหม่ ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีมาร์กซิสม์อย่างแท้จริง จึงไม่มีการปฏิวัติใดสักกรณีเดียวที่ใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกับปรัชญาของมาร์กซิสม์ หลักฐานซึ่งสนับสนุนคำกล่าวนี้ที่เห็นได้เด่นชัดที่สุดก็คือ การปฏิวัติมาร์กซิสในประเทศต่าง ๆ เท่าที่ผ่านมาไม่มีแม้แต่สักครั้งเดียวที่ทำได้สำเร็จ โดยประชาชนแทบจะทุกประเทศที่ได้กระทำการมา ล้วนแล้วแต่ทำการปฏิวัติสำเร็จโดยการชี้นำของปัญญาชน และใช้กำลังทหารเป็นเครื่องมือล้มล้างระบอบการปกครอง แบบกดขี่ขูด รีดจนสำเร็จ เข้าสู่อำนาจใหม่แทนอำนาจเก่า ประชาชนลุกฮือต่อต้านมา ด้วยกัน ก็กลับกลายเป็นผู้ถูกกดขี่ ไม่มีโอกาสเงยหน้าอ้าปาก คำพูดปลุกใจไพเราะระรื่นหูว่า ฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่น ดิน สิ้นสลายไปกับสายลมซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีวันสิ้นสุด

ที่ผมได้ยกผลวิเคราะห์มากล่าวข้างต้นนั้น เป็นเรื่องของต่างชาติ ต่างภาษา เราลองกลับมาดูประเทศไทยเราบ้าง จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ๕๐-๖๐ ปี เรามีเหตุการณ์เกิดขึ้นไม่ต่างไปจากประเทศอื่นมากนัก ผลัด เปลี่ยนอำนาจปกครองระหว่างนายทุนขุนศึกมาทุกยุคทุกสมัย เมื่อประชา ชนลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลนายทุนขุนศึก ก็จะมีขุนศึกมาทำการรัฐประ หารยึดอำนาจบริหารประเทศ ประชาชนไม่มีส่วนร่วมบริหารไประยะหนึ่ง ปล่อยให้มีการเลือกตั้งและกลับเป็นโอกาสทองให้นายทุนทุ่มสรรพกำลังคนกำลังเงิน จนได้โอกาสกลับมาปกครองประเทศอีกเป็นอยู่อย่างนี้ เป็นวัฏจักรอันแสนขมขื่นสำหรับประชาชนอย่างเรา ๆ เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ ปี ๒๕๑๒ ปี ๒๕๑๖ ปี ๒๕๑๙ ปี ๒๕๒๐ ปี ๒๕๓๔ ปี ๒๕๓๕ ปี ๒๕๔๙ สุดท้ายปี ๒๕๕๗ ประชาชนไม่เคยมีโอกาสได้ลิ้มรสอำนาจในการบริหารประเทศเลยแม้แต่ครั้งเดียว

แม้จะต่อสู้จนบาดเจ็บล้มตายไปมากมาย แต่ทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร ขุนศึกจะเป็นผู้ครองอำนาจ และทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง นายทุนจะเป็นผู้ครองอำนาจ แล้วใครจะเป็นผู้ทำลายประเพณีอันไม่พึงปรารถนานี้ให้หมดไป ประเด็นนี้ก็ขอฝาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้ทำลายประเพณีอันอัปยศ วัฏจักรอันมืดมนสำหรับประชาชน ให้หมดไปจากแผ่นดินไทยได้หรือไม่?

ผมเชื่อมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะหาวิธีการ หาช่องทางในการวางกติกาในการจัดการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น หลังจากการปกครองประเทศโดยอำนาจขุนศึกยุติลง เพื่อที่จะกำจัดระบบนายทุนในการใช้ทุนใช้เล่ห์เพทุบายฉ้อฉลให้ได้อำนาจโดยมิชอบ จะวางกติกาอย่างไร จะปฏิรูปอย่างไร ผมมั่นใจว่ามีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ทุกภาคส่วนที่สามารถวางกติกาให้เหมาะสมเป็นจริงของสังคมไทย

ขอร้องอย่างหนึ่งอย่าเอาผู้เล่นมาวางกติกาให้ตัวเองเล่นเอง คืออย่าเอานักการเมืองมาวางกติกาให้นักการเมืองเล่น มันจะไม่เป็นธรรมกับผู้ดู ผู้ให้คะแนน บุคคลอีกกลุ่มหนึ่งคือ บรรดานักวิชาการที่ชอบเอาทฤษฎี หรือก๊อบปี้ตำราจากประเทศตะวันตกมาใช้กับเมืองไทย โดยเฉพาะอาจารย์ที่จบดอกเตอร์มาสอนที่มหาวิทยาลัย โดยไม่เคยสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวบ้านมาวางกติกา จะทำให้ผิดเพี้ยนไปจากข้อเท็จจริง ใช้ไม่ได้กับประชาธิปไตยแบบไทย ๆ เราจึงฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งกันบ่อยถึง ๑๘ ฉบับมาแล้ว ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คิดไม่ออกขอให้บอกเทพเทือก เพราะได้ข่าวว่าได้จัดทำพิมพ์เขียวไว้แล้ว จะอย่างไรก็ตาม พวกเรายังมั่นใจเชื่อใจว่าเรื่องอย่างนี้คงไม่เกินความสามารถของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะทำให้ฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะได้ประชาธิปไตยมาครอบครอง.

นิทัศน์ บุญทัน


การเมืองการปกครองสุดท้ายไม่ต่างไปจากแกงส้มครับ เอาแกงส้มภาคกลางไปให้คนใต้กิน เขาจะบ่นว่าแกงอะไรทำไมจืดจัง แต่พอเอาแกง ส้มปักษ์ใต้มาให้คนภาคกลางกิน ก็จะมีเสียงบ่นพึมพำพร้อมซดน้ำเย็น ๆ เป็นระยะว่า แกงบ้าอะไรวะ เผ็ดอิ๊บอ๋าย สุดท้ายก็แล้วแต่ถนัดครับ

ประชาธิปไตยไทยผ่านมือทหาร นักการเมือง เละแล้วเละอีกจนไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่านี้แล้วครับ ว่าไปแล้วประชาชนก็มีส่วนให้ประเทศล้ม เหลว การจะเริ่มใหม่วิธีไหน อย่างไร เถียงกันไม่มีทางจบ เพราะเอาเข้าจริงระบอบการปกครองดี แต่ผู้นำห่วย มันก็พากันห่วยทั้งระบบ กลับกันระบอบการปกครองห่วย แต่ผู้นำดี ผู้นำก็จะนำพาให้การปกครองดีขึ้นมาได้

ประเทศประชาธิปไตยในโลกนี้ล้มเหลวเยอะแยะ แต่ประชาธิปไตยกึ่งเผด็จการรุ่งโรจน์ก็มีให้เห็นเช่นสิงคโปร์ เพื่อนบ้านเรานี่เอง ขณะ คอมมิวนิสต์แบบคิวบา ประชาชนยังจนยาก แต่เศรษฐกิจของคอมมิว นิสต์จีนกลับกำลังจะแซงอเมริกา.

อัตถ์ อัตนัย


จากคอลัมน์ "ถูกทุกข้อ"
นสพ.ไทยโพสต์ ๒ ก.ค. ๒๕๕๗



บีจีและไลน์จากคุณญามี่


Free TextEditor




 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2557
0 comments
Last Update : 20 กรกฎาคม 2557 18:41:00 น.
Counter : 1439 Pageviews.


haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 136 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.