happy memories
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2557
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
14 พฤษภาคม 2557
 
All Blogs
 

เบื้องหลัง 'นกแสก' คือ 'โล้นซ่า'






เบื้องหลัง 'นกแสก' คือ 'โล้นซ่า'
เปลว สีเงิน


งวดนี้ "หวยออก" วันที่ ๒ พอดีมีคนนำที่ @เสธ น้ำเงิน เขียนรายงานเหตุการณ์ที่อุตรดิตถ์ เมือง "พระยาพิชัยดาบหัก" มาแปะให้อ่าน ดูข่าวตามสื่อแดงไปอย่าง แต่ตาม "เหตุที่เกิด" ในพื้นที่จริง มันไปอีกอย่าง...?

แบบนี้...ต้องขอลอกบางท่อนมาให้อ่านกันเลย เพราะเหมือนยามถนนมืด แล้วบังเอิญ "ฟ้าแลบ"

แค่แปล๊บเดียว นั่นก็พอเพียงสำหรับคน "หูไว-ตาไว" มองเห็นเส้นปลายทางได้ใสแจ๋ว ต้องอ่าน...และต้องอ่าน!

บางท่อนที่ @ เสธ น้ำเงิน รายงานให้พึงวินิจฉัย ดังนี้....

พระยาพิชัยดาบหักได้สร้างมรดกอันควรแก่การยกย่องสรรเสริญ ให้สืบทอดมาถึงปัจจุบัน ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต ความกตัญญูกตเวที ความเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดกล้าหาญ รวมถึงความรักชาติ ต้องการให้ชาติเจริญรุ่งเรืองมั่นคง

ท่านได้รับความเคารพนับถือจากคนอุตรดิตถ์และคนไทยจำนวนมาก เป็นที่กล่าวขานในความศักดิ์สิทธิ์ว่า ดาบของท่านยังคงปัดเป่าทุกข์ภัยให้ลูกหลานตลอดมา

และแล้วบัดนี้ อิทธิปาฏิหาริย์ของพระยาพิชัยดาบหัก ก็ปรากฏให้ประจักษ์ชัดต่อสายตาอีกครั้ง เมื่อแก๊งเนรคุณป่วนชาติ (นปช.) ที่มีเป้าหมายโค่นล้มสถาบันเบื้องสูง และเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ภายใต้การแอบอ้างชื่อว่า “ประชาธิปไตยแบบเท่าเทียม” ไปจัดม็อบเสื้อแดง ที่สนามกีฬาจังหวัดอุตรดิตถ์ หมอนไม้ ต.ป่าเซ่า อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์

ก่อนการชุมนุม ได้มีการสั่งการอำนาจรัฐ ให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. ให้ขนประชาชนมาฟังแกนนำ นปช.ปราศรัย หมิ่นและให้ร้ายสถาบันเบื้องสูง คุยโวว่าครั้งนี้เป็นการชุมนุมใหญ่ของ นปช.ภาคเหนือ เป้าหมายคือ ๑๕,๐๐๐ คน โดยมีรองนายก อบจ.อุตรดิตถ์ และนาย ป.ประธาน นปช.อุตรดิตถ์ เป็นผู้ระดมมวลชน

แต่ปรากฏว่า ทำอย่างไรประชาชนก็ไม่ยอมมา เพราะกลัวว่าพระยาพิชัย จะลงโทษที่ไปสนับสนุนขบวนการล้มเจ้า จนแกนนำระดมมวลชนปั่นป่วนไปหมด ต้องไปขอระดมคนเสื้อแดงจากจังหวัดใกล้เคียง คือ จ.แพร่ น่าน สุโขทัย พิษณุโลก และ จ.นครสวรรค์ ให้เดินทางมาร่วมชุมนุมในครั้งนี้ด้วย

ทันทีที่แก๊งเนรคุณป่วนชาติ (นปช.) ประกาศว่าจะมาชุมนุมที่อุตรดิตถ์ ช่วงดึก ๆ ทุกคืน ก็เกิดอาเพศพายุอย่างหนัก พายุพัดถล่มทุกอำเภอ ทั้งจังหวัดอุตรดิตถ์หลายรอบ โดยเฉพาะ ๓ อำเภอ ที่โดนอ่วมหนัก คือ “พิชัย” ตรอน และเมือง อุตรดิตถ์ จนต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มทับสายไฟฟ้าขาด

ที่แปลกก็คือ ที่วัดหนองกาย ตำบลป่าเซ่า อำเภอเมืองจังหวัดอุตรดิตถ์ ศาลาการเปรียญของวัด อายุเกือบ ๑๕๐ ปี ที่สร้างด้วยไม้ทั้งหลังได้พังคลืนลง เพราะถูกกระแสลมพัดเข้าใส่จนไม่เหลือซากของศาลา ท่ามกลางความงุนงงของพระ และประชาชนในพื้นที่ ชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างพากันมายืนมุงดูพร้อมวิพากษ์วิจารณ์ ว่าจะต้องเกิดอาเพศหนัก เจ็บ ตาย จำนวนมาก กับคนเสื้อแดงเร็ว ๆ นี้แน่ ๆ

และรู้สึกเสียดายโบสถ์ เพราะเป็นศาลาวัดที่เก่าแก่ คู่กับหมู่บ้านมาแต่ดั้งเดิม และยังไม่รู้จะดำเนินการอย่างไรต่อ เพื่อชาวบ้านมีที่ทำพิธีทางศาสนาต่อไป

พายุพิโรธยังไม่หยุดเท่านั้น เหตุการณ์ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นซ้ำอีก คืนก่อนการชุมนุม ๒๙ เม.ย. เวลา ๒๓.๐๐ น. ได้เกิดอาเพศ พายุฝนฟ้าคะนองลมกระโชกรุนแรงมากที่สุดในรอบหลายสิบปีอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเกือบทุกอำเภอของจังหวัดอุตรดิตถ์

ส่งผลทำให้ต้นไม้ใหญ่หักโค่นระเนนระนาด บ้านเรือนชาวบ้านพังกระจุยเป็นจำนวนมาก บางบ้านถูกต้นไม้ใหญ่หักโค่นลงมาทับกลางหลังคาบ้าน (เหมือนดาบของพระยาพิชัยที่หักเป๊ะ) กระเบื้องแตกละเอียดตกลงมาใส่หัวของชาวบ้านที่นอนหลับอยู่บนที่นอนได้รับบาดเจ็บ ส่งไปรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลกันชุลมุน

อาเพศพายุลมแรงพิโรธโกรธายังพัดกระหน่ำต่อไปไม่ยอมหยุดหย่อน พัดถล่มในหลายพื้นที่ของจังหวัดอุตรดิตถ์ดึก ๆ ทุกคืน จนราบเป็นหน้ากลอง จนถึงเช้ามืดวันที่ ๓๐ เมษายน โดยเฉพาะที่บริเวณประตูทางเข้าสนามกีฬา ที่เป็นที่จัดชุมนุมขบวนการล้มเจ้า คอมมิวนิสต์แดง นปช.

ส่วนพื้นที่ตำบลบ้านเกาะ อ.เมืองอุตรดิตถ์ ชาวบ้านบอกว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอพายุรุนแรงที่สุด และไม่เคยเกิดในพื้นที่มาก่อนแบบนี้ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กถูกต้นไม้ล้มทับ

ซ้ำร้ายเป็นลาง คือ ต้นไม้ขนาดใหญ่ ต้นสักอายุ ๓๐๐ ปี ราว พ.ศ.๒๒๕๗ (พอ ๆ กับช่วงที่พระยาพิชัยอายุเป็นวัยฉกรรจ์รุ่นหนุ่มพอดี) ที่ปลูกตามสองข้างถนนสายหลักอายุกว่า ๓๐๐ ปี กว่า ๒๐ ต้น ล้มชนิดถอนรากถอนโคนเป็นแนว ทับสายไฟฟ้า

ส่วนบริเวณกลางสนามกีฬา ซึ่งมีการตั้งเวทีปราศรัยแดง นปช.ขนาดใหญ่ และด้านข้างเวที กางเต็นท์ไว้จำนวน ๑๕ หลัง ถูกลมพายุพัดถล่มจนเสียหายพังยับเยิน พัดโต๊ะ-เก้าอี้-เต็นท์สนาม และเวทีกลางที่ได้มีการเตรียมไว้ ล้มกระจัดกระจาย เสาไฟฟ้าบริเวณทางเข้าชุมนุม ที่หักโค่น “กีดขวางทางเข้า-ออก”... เหมือนพระยาพิชัยท่านไม่ต้อนรับ และขับไล่ผู้มาจัดงาน ท่านจึงกระโดดเตะด้วยความโกรธ จนต้นไม้ เสาไฟฟ้า ล้มพับ โค่นคาเท้าท่าน เหมือนในอดีตกาล

จนราวช่วงสายถึงเที่ยง คนเสื้อแดงที่รู้ข่าว บอกลือต่อ ๆ กันไปเริ่มเหวอหนัก กลัวกันมาก วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา ว่าถ้าไปร่วมกับขบวนการล้มเจ้าเสื้อแดง ต้องตาย และครอบครัวฉิบหายวายป่วงแน่ๆ

จึงมีการปฏิเสธกับแกนนำว่าจะยกเลิกไปแล้ว ทำเอาแกนนำสายจัดม็อบปั่นป่วนอย่างหนัก จึงสั่งเกณฑ์ระดมคนลาวที่อยู่ในพื้นที่ (อุตรดิตถ์ ติดชายแดนลาว ที่ อ.บ้านโคก) มาร่วมให้ได้มากที่สุด ส่วนถ้าเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ขู่ว่าจะไม่จ่ายเงินเดือนให้

ส่วนผู้นำชุมชน ให้ไปข่มขู่ประชาชนพื้นที่ตนเองว่า คนที่ไม่ไปร่วมชุมนุมกับเสื้อแดงล้มเจ้า จะถูกยกเลิกบัตร ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ยกเลิกเบี้ยยังชีพคนแก่ ไม่ให้กู้กองทุนหมู่บ้าน ไม่ให้พักหนี้ ธ.ก.ส. ไม่จ่ายเงินค่าจำนำข้าวทั้งจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ค้างไว้มากกว่าหมื่นล้านบาท โรงสีจะไม่รับซื้อข้าวเปลือกฤดูกาลใหม่ ที่ตอนนี้เหลือราคาเพียง ๔,๐๐๐ บาท/ตัน เท่านั้น

ต่อมาช่วงบ่าย ทำให้ชาวบ้านบางส่วนเกรงกลัวคำขู่ ยินยอมรับเงินค่าจ้าง ๑๕๐-๒๐๐ บาท/คน เดินทางจากจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคเหนือตอนล่าง ทยอยเดินทางมาที่สนามกีฬา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแม่ค้าพ่อค้าที่มาตั้งเต็นท์ขายของที่ระลึกของคนเสื้อแดง ส่วนใหญ่คือเสื้อยืด เสื้อแจ็กเกตแขนยาว ผ้าพันคอ และผ้าคาดหัว ที่มีรูปของปูเน่า และชายดูไบ

นี่อาจเป็นคำเฉลย ว่าทำไมพายุอาเพศถึงถล่มอุตรดิตถ์ เพราะภาพปูเน่าไปที่ไหน ที่นั่นเป็นโดนถล่มยับเยิน ขนาดไปโรงเรียนชายชุดดำ ไม่กี่วันตกเครื่องบินตาย ๒ คนรวด ไปเยี่ยม รมต.พีรพันธุ์ ป่วย..ต่อมาไม่กี่ชั่วโมง ตายทันทีเลย..คนพาความซวยแท้ ๆ

การชุมนุมของเสื้อแดงที่สนามกีฬา ช่วงเย็นถึงค่ำ แปลกมากคือ ลมพายุกลับเปลี่ยนเวลาซะงั้น รีบมาแต่หัวค่ำ ที่ชุมนุมจึงเต็มไปด้วยข่าวลือเรื่องอาเพศพระยาพิชัยมากมาย เสื้อแดงที่มาจากจังหวัดอื่น ต่าง “จิตตก” สีหน้าอมทุกข์ วิตกจริต หวาดหวั่นภัยร้ายที่มีมาถึงตนเองและครอบครัว จนคนเสื้อแดงหลายคนทนความกลัวไม่ไหว ขอกลับออกไปก่อน

แต่การ์ด นปช. ที่ปิดทางเข้า-ออกไว้แน่นหนา ไม่ยอมให้ออกไปจากสนามกีฬา ขู่ว่าใครรับเงินไปแล้ว ขืนหนีกลับก่อนเวลา จะถูกอุ้มไปยิงทิ้งในป่าทันที

ได้เวลาราว ๑๗.๐๐ น. มีมวลชนที่ถูกบังคับมา และจ้างมา ถูกขังอยู่ในสนามกีฬา ประมาณไม่เกิน ๑,๐๐๐ คน แต่แกนนำอับอายมาก กลัวว่าจะโดนเช็กบิลจากเจ้าของท่อน้ำเลี้ยง เลยแถออกข่าวเสื้อแดงมา ๑๒,๐๐๐ คน..(ฮา)..ช่วยลือบอกไปถึงชายดูไบว่าขาด ๑๒,๐๐๐ คน ไปแค่ ๑๑,๐๐๐ คนเอง

ไอ้ที่แดง ๆ ที่ทีวีเอเชียอาบแดดถ่ายน่ะ มันคือ “เก้าอี้เปล่า” ที่ไม่มีคนนั่ง เพราะที่เหลือมันอมแบ่งเงิน รับเงินมา ๑,๐๐๐ บาท/หัว จำนวน ๑๕,๐๐๐ ราย แต่จ่ายจริง ๑๕๐-๒๐๐ บาท และจ่ายเพียง ๑,๐๐๐ กว่าคนเท่านั้น เงินที่เหลือ แกนนำอมกันแหลกลาญ เข้ากระเป๋าไปแล้ว..ดังนั้นเจ้าของท่อน้ำเลี้ยงไป “สอย” เอาเงินคืนได้ที่แกนนำ นปช.ได้เลย

เสื้อแดงที่อยู่ในสนามจึงตกอยู่ในสภาพเหมือนถูกขังคุก คือ เข้าไปได้ แต่ออกไม่ได้ ถ้าออกจะต้องยอมสละถึงชีวิต..ทุกคนจึงกล้ำกลืนฝืนทน ท่ามกลางพายุพิโรธ ลมแรงพัดกระโชกล้อมรอบที่ชุมนุมเหมือนตกอยู่ในนรกก็ไม่ปาน เสียงลมพายุดึงหึ่ง ๆ อื้ออึงไปทั่วบริเวณ เหมือนเสียงคำรามจากลมหายใจโกรธของพระยาพิชัย

จากนั้นบรรดาแกนนำ คากคกตู่, นกแสก ฯลฯ และอีกหลายคน ต่างผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวที เนื้อหาพล่าม โกหก ให้ร้ายเบื้องสูง, การปกป้องปูเน่า โดยคนเสื้อแดงต้องเดินออกหน้าไปสละชีพ ส่วนแกนนำจะหลบอยู่ในที่ปลอดภัยข้างหลัง และเปลี่ยนแผนการชุมนุมใหญ่ พาเสื้อแดงไปตาย ที่ถนนอักษะ"

ปรับเลื่อนเป็นวันที่ ๕ พฤษภาคม “นั่นเพราะกำนันจะรวมตัวประชาชนทั้งประเทศใส่เสื้อสีเหลืองในวันนั้น เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ถวายพระพรชัยมงคล และตั้งสัตยาธิษฐาน เนื่องในวันฉัตรมงคล ๕ พฤษภาคม

ในขณะที่แกนนำกำลังปราศรัย โจมตีหมิ่นเฉี่ยวไปเฉี่ยวมา เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินอยู่นั้น สิ่งเลวร้ายลางความตายของคนเสื้อแดงก็เกิดขึ้น เมื่อพายุโกรธกระโชกแรงขึ้นอย่างผิดปกติ เสียงดังปานสายฟ้าฟาด ดังสนั่นหวั่นไหว เปรี้ยง ๆๆ โครม...ครืน

ลมพัดตัวแกนนำปราศรัยบนเวทีจนยืนโยกทรงตัวแทบไม่อยู่ ทรงผมหลุดลุ่ย โดยเฉพาะนกแสก ถึงกับเห็นหัวล้านหมดทั้งหัวเหมือนไม่มีผมเลยทีเดียว..และถ้าดูดี ๆ คล้ายคนไม่มีเงาหัว และเหมือนผีมาก ๆ..บรื๋อ!!

และแล้วสิ่งที่พระยาพิชัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุตรดิตถ์ เตือนมาก่อนหลายวัน แต่ไม่มีเสื้อแดงฟังก็เกิดผล เมื่อมีพายุลูกหนึ่ง พัดจงใจพุ่งเข้าใส่มวลชนเสื้อแดง ลักษณะเป็นมวลใหญ่เหมือนกำปั้นพระยาพิชัย ชกดัง "โครม" เข้ากระแทกใส่โคมไฟในสนามกีฬาจนหล่นแตกกระจาย

ฟาดหัวคนเสื้อแดงจนบาดเจ็บกันจำนวนมาก ที่หนัก ๆ คือ หัวแตกเลือดอาบโชก ๑ คน บาดเจ็บเลือดสาด ๓ คน และบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกระนาว ร้องโหยหวนกันระงม วิ่งกันกระเจิดกระเจิง หงายเงิบ หน้าเหวอ..น่ากลัว ไม่ไหวแล้วโว้ย!!

@เสธ น้ำเงิน

ที่มา https://www.facebook.com/topsecretthai

อ้อ...มิน่าล่ะ เห็นภาพนกแสกว่อน fb ถูกพายุกระชากวิกจนความลับเผย ที่ทำผมทรงออเดรย์ เฮปเบิร์น แอ๊บแบ๊วเหวงมาตลอดนั้น ที่แท้ ก็...

"โล้นซ่า...มหาภัย"!.


จากคอลัมน์ "เปลว สีเงิน คนปลายซอย"
นสพ.ไทยโพสต์ ๒ พ.ค. ๒๕๕๗








'ชัยเกษม นิติสิริ' กับท่าที 'อุ้มขี้อุดรูทวาร
จิตกร บุษบา


วันที่ ๓ พ.ค. ๕๗ นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงข้อเสนอ ๙ ข้อเดินหน้าประเทศ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า เท่าที่ดูข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้แตกต่างจากข้อเรียกร้องของกลุ่ม กปปส.ที่เรียกร้องมาตลอด โดยเฉพาะการให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องพ้นออกจากตำแหน่ง รวมถึงการให้ประธานวุฒิสภาแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งตามรัฐธรรมนูญทำไม่ได้ นายกฯ จะได้มาตามรัฐธรรมนูญ จะต้องมีผู้แทนราษฎร มีรัฐสภา เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ถึงจะมีการโปรดเกล้าฯ ตนยังคงยืนยันว่า นายกฯ และครม.ยังไงก็ลาออกไม่ได้

“เป็นผม ผมก็ไม่ทำ ไม่ต้องถามนายกฯ หรอกเพราะไม่อย่างนั้นก็จะมีคนย้อนผมว่า ผมทำผิดรัฐธรรมนูญ ซึ่งข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ก็คือข้อเสนอของ กปปส.ที่ต้องการให้เกิดสุญญากาศ มันทำไม่ได้”นายชัยเกษม กล่าว

ผมไม่แปลกใจกับท่าทีแบบนี้ของนายชัยเกษมเลย เพราะนายชัยเกษมทำหน้าที่รับใช้นางยิ่งลักษณ์ในทางการเมืองด้วยการเป็นรัฐมนตรีอยู่ แต่เป็นท่าทีของ “คนเห็นแก่ตัว” เป็นท่าทีของพวก “หวงแหนอำนาจ” และ “อ้างรัฐธรรมนูญเพื่อจะอยู่”เป็น “ขี้แห้งคารูทวาร” ไม่เห็นแก่การ “เปิดทางออกให้ประเทศไทย”

ดูอละอ่าน “ทางออกประเทศไทย” ที่นายอภิสิทธิ์นำเสนอกันก่อนครับ

๑. ต้องขจัดเงื่อนไขใดๆ ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าแผนที่ทุกฝ่ายยอมรับซึ่งต้องเริ่มต้นด้วยการชะลอการตราพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ตั้งใจจะทำในวันที่ ๖ หรือวันที่ ๘ พ.ค. ที่จะถึงนี้ เพราะนั่นจะเป็นการ “ตัดริบบิ้น” ให้เกิดการ “ยกระดับการต่อต้าน” เป็นการข่มขืนใจปวงชนชาวไทยผู้เป็นเจ้าของอำนาจจำนวนมหาศาลที่ต้องการเห็น “การปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”

พูดให้ชัด ฝ่าย กปปส. เห็นว่า รัฐบาลนางยิ่งลักษณ์มาจากการเลือกตั้ง แต่ใช้อำนาจอย่างเป็นปัญหากับประชาชนและประเทศชาติ อย่างละเมิดหลักการประชาธิปไตย (นิติรัฐ นิติธรรม, ความรับผิดชอบทางการเมือง, กฎหมาย และรัฐธรรมนูญ) แต่ไม่มีกลไกอะไรที่จะหยุดความเสียหายจากการกระทำของรัฐบาลเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดปลอดภัย ไม่เสียหายหนัก อย่างเช่น ความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว แล้วเราจะไปเลือกตั้งภายใต้กติกาเดิม มันจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม? บ้านเมืองก็วนกลับเข้าสู่ปัญหาเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ต่อไปอีก จึงสมควรต้องมีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ทั้งกติกาการเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมือง ฯลฯ ที่จะช่วยกลั่นกรองคนเข้าสู่อำนาจ + ตรวจสอบถ่วงดุลในขณะมีอำนาจ + ยังยั้ง ถอดถอน เอาผิด ได้ทันท่วงที ก่อนที่บ้านเมืองจะ “ฉิบหาย” มากเกินไป

ดังนั้น หากยิ่งลักษณ์มุ่งเอาชนะ ด้วยการออกพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ก็เป็นการบีบให้ประชาชนต้องยอมทำผิดกฎหมาย เพื่อขัดขวางการเลือกตั้งที่เขาไม่ยินยอมพร้อมใจซ้ำอีก หลังจากทำไปแล้วเมื่อ ๒ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนบ้านเมืองสูญเงิน ๓,๘oo ล้านบาทไปเปล่า ๆ พร้อมกับลุกขึ้นสู้ “ยกสุดท้าย” ซึ่งไม่รู้ว่า จะมีการสูญเสียชีวิตคนบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น จัดตั้งมวลชนมาปะทะกัน ลอบสังหาร ลอบก่อการรุนแรง ฯลฯ

อย่าลืมว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” เขาจะถ่ายโอนอำนาจนั้นผ่านการเลือกตั้งได้ ต้องเกิดจากความยินยอม ไม่ใช่เอากฤษฎีกาไปบังคับเขา และเอาความได้เปรียบที่คนหยิบมือเดียวออกพระราชกฤษฎีกาได้มาเป็นอาวุธ เพราะสุดท้าย ประเทศชาติที่เท่านั้น ที่เสียหายแหลกลาญ

๒. กกต. ปฏิรูประบบบริหารจัดการการเลือกตั้งด้วยการใช้อำนาจที่ กกต. มีตามกฎหมาย เช่น ออกระเบียบ กำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหาเสียงเลือกตั้ง แนวทางของการสืบสวน สอบสวนการลงโทษผู้ที่กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งได้โดยเร็ว เพื่อให้เกิดความไว้วางใจในกระบวนการเลือกตั้ง และเกิดความโอนอ่อนที่จะก้าวเข้าร่วมในการเลือกตั้ง โดยไม่ขัดขวางได้ตอบสนองความต้องการของพวกที่อยากเลือกตั้ง (ซึ่งก็คือนางยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมที่พร้อมจะสุมหัวกันตั้งรัฐบาล) พวก Respect my Vote และพวกที่ “เอาเลือกตั้ง ไม่เอาเทือกตั้ง”

๓. ฝ่ายที่ต้องการการปฏิรูป เช่นเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป ก็ไปร่วมกับ กปปส. ใช้เวลาประมาณ ๑๕ – ๓o วัน จัดทำข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมชัดเจนเรื่องการจัดตั้ง “ สภาปฏิรูป” ซึ่งจะเป็นองค์กรที่จะมาทำหน้าที่ในการจัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศทั้งหมด เป็นองค์กรที่ต้องปลอดจากนักการเมือง และพรรคการเมือง กำหนดประเด็นที่จะต้องมีการดำเนินการปฏิรูปให้ชัด จัดลำดับความสำคัญเช่น จะทำเรื่องอะไรก่อน ไม่ว่าจะเป็นการทุจริต คอร์รัปชั่น การปฏิรูปการเมือง กำหนดกรอบเวลาให้ชัดว่า การปฏิรูปในเรื่องเร่งด่วนที่สุดนั้นต้องเสร็จภายในระยะเวลาเท่าไหร่ และก็กำหนดแนวทางที่จะให้ประชาชนในฝ่ายต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปได้อย่างไรด้วย

๔. เมื่อข้อเสนอเกี่ยวกับปฏิรูปมีความเป็นรูปธรรมชัดเจนแล้ว ก็นำข้อเสนอนี้ไปจัดทำประชามติ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ จะใช้เวลา ๙o วัน เพื่อให้ประชาชน ให้ความเห็นชอบกระบวนการการปฏิรูป ให้การปฏิรูปมีความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย และเพื่อให้การลงประชามตินี้มีผลผูกมัดรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งว่า ไม่สามารถที่จะฝืนมติของประชาชน ในการที่จะต้องดำเนินการให้มีการปฏิรูปได้ กระบวนการประชามตินี้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงใจของทุกพรรคการเมือง ในการที่จะต้องมาร่วมกันรณรงค์สนับสนุนการปฏิรูป และจะเป็นช่วงสร้างบรรยากาศที่ดี ที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งที่เรียบร้อย กล่าวคือ ในระหว่างการจัดทำประชามติ จะต้องมีการพิสูจน์ให้เห็นว่าพรรคการเมืองทุกพรรคสามารถออกไปรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปได้ทุกพื้นที่โดยไม่มีการขัดขวาง ไม่มีความรุนแรง ไม่มีการกราดยิง ไม่มีระเบิด และไม่มีการเป่านกหวีดใส่

๕. ระหว่างให้ กกต. แก้ไขระเบียบการเลือกตั้ง ระหว่างฝ่ายปฏิรูปออกแบบสภาปฏิรูป ต้องสร้างความมั่นใจและสร้างการยอมรับจากทุกฝ่าย ว่าไม่มีฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง ด้วยการมีรัฐบาลเฉพาะกาล มาเป็น “ยาม” เฝ้าบ้านเฝ้าเมือง ไม่มีอำนาจอะไรเหมือนรัฐบาลรักษาการนั่นแหละ ภารกิจหลักคือการเข้ามาดำเนินการบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้งเท่านั้นไม่มีอำนาจในการตรากฎหมาย ไม่มีอำนาจในการแก้กฎหมาย แต่งตั้งโยกย้าย อนุมัติงบประมาณ ใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งจะทำให้ได้ ก็ต้องให้นายกฯ กับคณะรัฐมนตรีลาออก จากนั้นประธานวุฒิสภาดำเนินการสรรหานายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่ทุกฝ่ายไม่ระแวงกังวล มานั่งเป็นหัวหน้ายามกับคณะยาม พอครบเวลา คือเกิดประชามติ จากนั้นเลือกตั้งใหม่ ยามชุดนี้ก็สิ้นสุด เกิดรัฐบาลของจริงที่มาจากประชาชนเลือก มีอำนาจครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ ปัญหาอยู่ที่ว่า ยิ่งลักษณ์กับ ครม. จะยอมออกจากการเป็นยาม แล้วให้ยามชุดพิเศษมาเฝ้าแทนหรือไม่

๖. เมื่อการจัดทำประชามติเสร็จสิ้น เรียบร้อย กระบวนการปฏิรูปเดินหน้าได้ ก็จัดให้มีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ คือภายใน ๔๕ – ๖o วัน โดยทุกพรรคการเมือง ต้องยืนยันว่าจะสนับสนุนการทำงาน และสนับสนุนข้อเสนอของสภาปฏิรูปหลังการเลือกตั้ง โดยไม่บิดพลิ้ว หากไม่ทำ ระเบียบที่ กกต. ปรับปรุงรองรับไว้และมีผลบังคับใช้ จะถือว่าเป็นการหลอกลวง อันเป็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง มีโทษคือตัวบุคคลคือเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง และพรรคคือ ยุบพรรค

รัฐบาลหลังเลือกตั้ง จึงมีอำนาจในการบริหารราชการตามปกติ แต่จะถูกผูกมัดว่าจะต้องผลักดันการปฏิรูปที่เสนอโดยสภาปฏิรูปทั้งหมด ทุกข้อเสนอ ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายในกรอบระยะเวลา ๑ ปี แล้วยุบสภา จัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่อีกรอบหนึ่งนั้น ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติ

สำหรับผม “ทางออกประเทศไทย” ที่นายอภิสิทธิ์เสนอมานี้ ผมรับได้ เพราะเป้าหมายหรือความต้องการของผม อยากเห็นบ้านเมืองได้รับโอกาสปฏิรูป โดยจะไม่มีการเลือกตั้งที่ผมไม่ไว้ใจ คือ เลือกภายใต้กติกาเดิมมาขัดขวางหรือบีบบังคับให้ผมต้องไปเลือกตั้ง ฝ่ายที่ชอบการเลือกตั้ง ก็ได้เลือกสมใจ

ดังนั้น แผนการเดินออกจากวังวนหรือหล่มปัญหาในปัจจุบันคือ ยิ่งลักษณ์กับพวกลาออก มีรัฐบาลเฉพาะกาลมารักษาการแทนไม่กี่วัน ระหว่างนั้น กกต.แก้ไขระเบียบทั้งหลาย เพื่อให้กติกาการเลือกตั้งเป็นที่มั่นใจของทุกฝ่าย ฝ่ายปฏิรูปออกแบบสภาปฏิรูป กรอบการทำงาน การมีส่วนร่วม และระยะเวลาให้เป็นรูปธรรม จากนั้นทำประชามติ จบแล้วก็ไปเลือกตั้ง ได้รัฐบาลซึ่งจะเป็นใครก็ไม่รู้ล่ะ มาบริหารราชการ ทำงานไปตามปกติ ทั่วโลกไม่มีคำถามถึงที่มาของรัฐบาลนี้ เปิดสภาปฏิรูป ทำงานคู่ขนานกันไป ครบตามกำหนดเวลา รัฐบาลเอาข้อเสนอของสภาปฏิรูปมาทำให้เป็นกฎหมาย มีผลบังคับ จากนั้นยุบสภา เลือกตั้งใหม่ คราวนี้ก็เกิดรัฐบาลใหม่ ภายใต้กติกาทั้งหลายที่ปฏิรูปหมด ครบถ้วนตามที่ต้องการ บ้านเมืองก็เดินหน้ากันต่อไป

แต่ชัยเกษม นิติสิริ กลับมองต่างไป

๑) ในเรื่องที่ยิ่งลักษณ์กับ ครม. ต้องลาออก เขาบอกว่า “เป็นผม ผมก็ไม่ทำ ไม่ต้องถามนายกฯ หรอก” ถามคำเดียว คุณเป็นนายกฯ หรือเปล่า คุณเป็นผัวนายกฯ หรือเปล่า คุณเป็นใครที่จะพูดแทนหรือตัดสินใจแทนเขาหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ ภาษาไทยเรียกสั้นๆ ว่า “เสือก”

๒) นี่เป็นเวลาที่ขี้ข้าบริวาร บ่าวไพร่ และพวกแอบอิงอาศัยหาประโยชน์ในขณะที่ยิ่งลักษณ์นั่งโง่เป็นนายกฯ ให้คนข้างเคียงกอบโกย กัดกินประเทศชาติไม่ใช่เวลาเสือกกับเรื่องที่คุณไม่มีอำนาจตัดสินใจ ไม่ใช่หน้าที่ คุณในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงชัยเกษม แต่หมายถึงใครก็ตามที่ไม่ใช่ยิ่งลักษณ์ ไม่ต้องสะเออะมาตอบคำถามนี้ คุณอภิสิทธิ์เองก็พูดชัด ว่าคนอื่นไม่เกี่ยว คุณยิ่งลักษณ์คนเดียวที่จะให้จุดเริ่มต้นของการ “เปิดทางออก” ให้แก่บ้านเมือง

๓) นายชัยเกษม กล่าวต่อว่า ส่วนข้อเสนอให้มีการวางโครงสร้างการปฏิรูปนั้น ก็อยู่กันมาตั้งนานทำไมถึงเพิ่งมาเสนอเอาตอนนี้ จนถึงขณะนี้ยังไม่รู้ว่าจะปฏิรูปอะไร นอกจากจะเอาตามรูปแบบ กปปส. จะเอาเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ปฏิรูปตำรวจ มันทำไม่ได้ นายอภิสิทธิ์ จะไปตกลงกับใคร แล้วราษฎรเขาว่ายังไงกัน ประชาชนว่าอย่างไรนี่ก็ตอบอย่างหูหนวกตาบอด ไม่ฟังว่าเขาบอกว่า ให้ออกแบบสภาปฏิรูปให้เกิดการมีส่วนร่วม ไม่ใช่ยึดเอาความต้องการของ กปปส. เป็นใหญ่ฝ่ายเดียว

๔) นายชัยเกษมกล่าวว่า ตนไม่รู้ว่านายอภิสิทธิ์ คิดยังไง ถ้าคิดแทนรัฐบาลตอนนี้ คือรัฐบาลไม่เอาแนวทางของนายอภิสิทธิ์ เจตนาของนายอภิสิทธิ์ คือถ้ารัฐบาลเอาด้วยก็ได้ประโยชน์ทางการเมืองไป และความจริงนายอภิสิทธิ์ ไม่ต้องมาประกาศเว้นวรรคทางการเมือง เพราะนายอภิสิทธิ์ ได้เว้นวรรคการเมืองมารอบหนึ่งแล้ว ดังนั้นไม่เห็นจะต้องมามีเงื่อนไขอะไรเลย จะเว้นวรรคอีกสักกี่รอบก็เรื่องของท่าน ตอนนี้เราไม่สนใจนายอภิสิทธิ์ จะลงหรือไม่ลงเลือกตั้ง ไม่มีใครไปบังคับชีวิตท่านได้ ถ้าเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่ไม่ลงเลือกตั้ง ก็ไม่ต้องลง

คุณชัยเกษมครับ การประกาศเว้นวรรคของคุณอภิสิทธิ์ เป็นเพียงการแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าเขาไม่เอาประโยชน์อะไร ไม่ใช่การตั้งเงื่อนไข เงื่อนไขบ้าอะไร ที่ตนเองต้องไม่ลงเลือกตั้ง ใครมันจะบ้าตั้งเงื่อนไขอย่างนั้นล่ะคุณ ผมจึงไม่รู้ว่าคนอย่างคุณและพวกคุณรู้จักหรือไม่ เรื่อง “การแสดงความบริสุทธิ์ใจให้เป็นหลักประกัน”

5) “ถ้าถามผม ผมว่าการเลือกตั้งมันเป็นวิถีทางประชาธิปไตย ถูกต้องที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะไปตามใจคนที่ทำอะไรผิดรัฐธรรมนูญ ผิดกฎหมายอยู่ในขณะนี้ มันก็เป็นวิถีทางที่ไม่ถูกต้อง และผมขอบอกเลยว่า แม้จะมีการลาออกไปทั้งครม.จริง เหลือผมเพียงคนเดียว ผมก็จะไม่ลาออก หรือแม้ว่าจะเกิดอุบัติเหตุการเมืองกับนายกฯ ในวันที่ ๖ พ.ค.เราก็ต้องแก้ปัญหากันไป เพราะเวลานี้ปัญหาที่ยุ่งยากในขณะนี้คือ คนไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย หาเหตุ หาเรื่องกัน จนวุ่นวาย ไม่รู้จักจบ" นายชัยเกษม กล่าว

ขี้เกียจสาวไส้แล้วนะครับ ว่านางยิ่งลักษณ์กับพวก ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง ทรยศหักหลักคนเสื้อแดง ทำผิดกฎหมายจนกลายเป็นคดีความรอการพิพากษาอยู่เท่าไหร่ และทำลายโอกาสของประเทศไทยอย่างไรบ้าง

เวลานี้บ้านเมืองมีทางเลือกไม่มาก หยุดอ้างว่าลาออกไม่ได้ จะต้องอยู่จนตายถึงจะสิ้นสุดสภาพกันอย่างนั้นเชียวหรือครับ ไม่มีตำแหน่งอะไรในโลกนี้ที่ลาออกไม่ได้ เป็นผัวเป็นเมีย ยังแยกกันได้ ยังเอาผัวคนอื่นมาสมสู่กันได้ ไม่เชื่อลองถามคุณยิ่งลักษณ์สิครับ ว่าได้หรือไม่ได้

ทั้งหมดจึงอยู่ที่ยิ่งลักษณ์คนเดียว จะนั่งคา เป็น “ขี้แห้งคารูทวาร” อย่างที่อาจารย์ธีรยุทธ์ บุญมี เคยเปรียบเทียบต่อไปหรือไม่ หรือจะ “แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง” ลาออกกันให้หมด แล้วเดินตามแผนที่นี้ไปด้วยกัน

หากไม่ไปทางนั้น คุณก็ดื้อด้านจัดการเลือกตั้งกันไป กปปส. กับมวลมหาประชาชนเขาก็ประกาศแนวทางการต่อสู้ของเขาชัดเจนแล้ว เขาก็เดินหน้าต่อไป บ้านเมืองจะจบลงที่ตรงไหน ยากที่ผมหรือใครจะสรุป

ที่สำคัญ ประชาชนทุกหมู่เหล่าจะเอายังไง ก็บอกไปยังคุณยิ่งลักษณ์ให้เร็วที่สุด และดังที่สุดก็แล้วกันนะครับ!!


จากคอลัมน์ "เส้นใต้บรรทัด"
นสพ.แนวหน้า ๔ พ.ค. ๒๕๕๗








"พฤษภาคมเดือด จุดเปลี่ยนชี้ชะตาประเทศ"
ทีมข่าวการเมืองนสพ.แนวหน้า


เดือนพฤษภาคมนี้สถานการณ์ทางการเมืองมีแนวโน้มร้อนแรงจนนำไปสู่จุดเปลี่ยนจากตัวแปรสำคัญนั่นคือการตัดสินชี้ขาดใน ๒ คดีสำคัญนั่นคือ การวินิจฉัยชี้ขาดการสิ้นสภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกฯในกรณีย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)โดยไม่ชอบด้วยกฏหมายโดยศาลรัฐธรรมนูญ และกรณี ป.ป.ช.เตรียมชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในราววันที่ ๑๕ พ.ค.นี้

ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษก็คือคดีการย้าย นายถวิล ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญนัดปิดการไต่สวนเป็นครั้งสุดท้ายในวันที่ ๖ พ.ค.นี้ จากนั้นจะนัดวันวินิจฉัยชี้ขาดซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในเวลารวดเร็วเนื่องจากนี้คดีนี้เป็นเรื่องของข้อกฎหมายที่ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน อีกทั้งมีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดก่อนหน้านี้ที่ชี้เป็นบรรทัดอยู่แล้วว่าการย้าย นายถวิล ไม่ชอบด้วยกฎหมายและให้คืนตำแหน่งเลขาธิการสมช.แก่ นายถวิล โดยเร็ว ซึ่งล่าสุดได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง นายถวิล กลับมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมช.โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้สนองพระบรมราชโองการจึงเท่ากับเป็นหลักฐานใบเสร็จมัด น.ส.ยิ่งลักษณ์ หนักแน่นยิ่งขึ้น

ประเด็นที่ต้องจับตาก็คือศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ สิ้นสภาพการเป็นนายกฯเฉพาะตัว หรือวินิจฉัยให้คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันสิ้นสภาพไปทั้งคณะ ซึ่งหากเป็นในประเด็นหลังก็จะเกิดปฏิกิริยาต่อต้านทันทีจากขบวนการระบอบทักษิณทั้งพรรคเพื่อไทยที่จะใช้สส.ทั่วประเทศปลุกม็อบออกมาแข็งขืนไม่ยอมรับคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่ม็อบเสื้อแดงนัดชุมนุมแสดงพลังครั้งใหญ่ในวันที่ ๕ พ.ค.นี้ โดยพร้อมที่จะทำสงครามแตกหักกับศาลรัฐธรรมนูญ

และที่น่าหวั่นวิตกก็คือกองกำลังอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ(อพปช.)ที่จัดตั้งควบคุมโดย นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีตรองเลขาธิการนายกฯ แกนนำฮาร์ดคอร์คนเสื้อแดง ที่เตรียมระดม อพปช.นับหมื่นคนที่ฝึกอบรมก่อนหน้านี้พร้อมที่จะเผชิญหน้าปะทะกับมวลมหาประชาชนภายใต้การนำของ กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) ที่นัดระดมมวลมหาประชาชนครั้งยิ่งใหญ่ในวันที่ ๑๔ พ.ค.เพื่อทำศึกแตกหักขับไล่ระบอบทักษิณและผลักดันให้มีการปฏิรูปประเทศให้เป็นประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

ก่อนหน้านี้แกนนำพรรคเพื่อไทย อาทิ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย(ศอ.รส.) หรือ นายโภคิน พลกุล มือกฎหมายและกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ออกมาส่งสัญญาณเตือนว่า หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดให้รัฐบาลชุดนี้สิ้นสภาพทั้งคณะก็จะนำไปสู่เหตุการณ์กลียุคนองเลือดแน่นอน

ขณะเดียวกันก็มีรายงานข่าวว่า ศอ.รส.ได้สั่งระดมตำรวจทั่วประเทศทยอยเดินทางเข้ากรุง

ท่ามกลางกระแสข่าว ร.ต.อ.เฉลิม สั่งเตรียมใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับมวลมหาประชาชน กปปส. รวมทั้งใช้หน่วยรบพิเศษเพื่อจับกุมแกนนำกปปส.

สำหรับยุทธศาสตร์การเดินหมากทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยนั้นมุ่งเดินหน้าให้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่โดยเร็วที่สุดหวังอาศัยชัยชนะจากการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมฟอกความเลวร้ายของรัฐบาลทรราชหุ่นเชิดระบอบทักษิณภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ในช่วงที่ผ่านมาให้กลับมามีอำนาจยึดครองประเทศอีกครั้งอย่างชอบธรรมภายใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตย

ในท่ามกลางสถานการณ์ที่เปราะบางที่มีแนวโน้มเดินไปสู่การเผชิญหน้าขั้นแตกหัก

จนอาจกลายเป็นสงครามกลางเมือง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้นำฝ่ายค้าน ได้พยายามออกมาแสดงบทบาทเป็นผู้ประสานงานกับผู้นำฝ่ายต่าง ๆ เพื่อหาทางออกให้กับประเทศก่อนที่จะพัฒนาไปถึงจุดวิกฤติ แต่ความพยายามของอดีตนายกฯผู้นี้ถือเป็นภารกิจที่ยากและท้าทาย เนื่องจากจุดยืนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของคู่ขัดแย้งสำคัญคือฝ่ายรัฐบาลหุ่นเชิดระบอบทักษิณที่ยืนกรานไม่ยอมพ้นจากอำนาจและเดินหน้าเร่งให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุดโดยปฏิเสธข้อเรียกร้องของมวลมหาประชาชนกปปส. ขณะที่ กำนันสุเทพ ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า ต้องไม่มีระบอบทักษิณอยู่ในสารบบการเมืองอีกต่อไป และต้องการให้มีรัฐบาลที่เป็นกลางเข้ามาบริหารประเทศชั่วคราวเพื่อวางรากฐานการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งเพื่อไม่ให้ประเทศวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์น้ำเน่าเหมือนในอดีตอีกต่อไป

สำหรับท่าทีของกองทัพนั้นยังคงนิ่งต่อวิกฤติของประเทศที่กำลังดุเดือดเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆจนใกล้ถึงจุดแตกหัก โดยผู้นำกองทัพทั้ง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ต่างส่งสัญญาณว่า ปัญหาทางการเมืองต้องแก้ด้วยฝ่ายการเมืองด้วยกันเอง

ทั้งนี้ทั้งฝ่ายขบวนการระบอบทักษิณและมวลมหาประชาชน กปปส.ต่างมุ่งจับตาและรอวันชี้ชะตารัฐบาลทรราชหุ่นเชิดยิ่งลักษณ์โดยศาลรัฐธรรมนูญเป็นจุดเดียวกัน

สถานการณ์เดือนพฤษภาคมนี้จึงมีแนวโน้มเดือดพล่านและเดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ

ชี้ชะตาของประเทศ โดยมีศาลรัฐธรรมนูญเป็นตัวแปรที่จะกำหนดชะตากรรมของรัฐบาลทรราชหุ่นเชิดยิ่งลักษณ์ รวมทั้งความหวังที่จะปฏิรูปประเทศตามความต้องการของมวลมหาประชาชนกปปส.จะบรรลุเป้าหมายหรือไม่


จากคอลัมน์ "แนวหน้าวิเคราะห์"
นสพ.แนวหน้า ๔ พ.ค. ๒๕๕๗








"เลือกตั้งจะได้ประชาธิปไตย หรือจะได้โจรมาปล้นประเทศ"
ส.ดำเนินสะดวก


ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่า ฝ่ายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรกับ กกต.ได้ปรึกษาหารือกันแล้วว่า จะจัดเลือกตั้ง ส.ส.สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรใหม่อีกครั้ง ๒o กรกฏาคม ๒๕๕๗ หลังการยุบสภาของน.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีอย่างไร้ความสง่างาม เพราะมีมลทินมัวหมอง ไปเกี่ยวข้องกับการกระทำไม่ชอบเรื่องการเสียบบัตรแทนกันในการประชุมสภา การออกกฎหมายลักหลับเพื่อช่วยเหลือพวกพ้อง การไม่ยอมรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ การไม่ยอมรับกระบวนพิจารณาของ ปปช.ฯลฯ หลังยุบสภาแล้ว ก็ยังก่อกรรมทำเข็ญให้ประเทศชาติและประชาชน ลุกลามไปถึงสถาบันสำคัญที่ประชาชนเคารพเทิดทูน

โดยหลักการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการเลือกตั้งส.ส.เข้ามาทำหน้าที่ในสภาฯ คัดเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล บริหารประเทศชาติ ที่ต้องทำเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเพื่อประชาชน แต่ประเทศไทยเรานั้น ถูกระบอบทักษิณครอบงำ โดยนักการเมือง คณะรัฐมนตรี และข้าราชการที่ไร้ศักดิ์ศรี ได้รับผลประโยชน์ทุกรูปแบบจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อให้ใช้อำนาจหน้าที่สนองความต้องการของตนจนประชาชน ทหารทนไม่ไหว ก่อการปฏิวัติรัฐประหารจนพ.ต.ท.ทักษิณพ้นอำนาจ หนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ แต่ก่อนพ้นตำแหน่ง พ.ต.ท.ทักษิณก็เตรียมการ วางแผน วางตัว วางตำแหน่งให้ข้าราชการชั่วทั้งหลายที่หลงใหลตำแหน่ง ลาภ ยศ สรรเสริญ เงินทอง คอยปกป้องประโยชน์ เตรียมการจัดตั้งกองกำลังทั้งหลาย เพื่อเคลื่อนไหวต่อสู้ แก้ไขให้ตนได้กลับประเทศไทย

นอกจากนี้พ.ต.ท.ทักษิณยังใช้จุดอ่อนของสังคมไทย ด้วยการมอมเมาคนยากจน ไร้การศึกษา คนขาดสติปัญญามาเป็นกองกำลังสนับสนุน มีกำลังพลคนเถื่อน คนชั่วร้ายทั้งหลายมารุกราน ทำร้าย ประหัตประหาร คนที่มีความคิดเห็นต่างหรือเป็นฝ่ายตรงกันข้าม เท่านั้นยังไม่พอ ยังวางแผนครอบงำวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฏร ใช้ทุกวิธีการให้คนของตนเข้าไปในสภา ไม่ใช่เลือกตั้งแบบประชาธิปไตย แท้จริง แต่ใช้วิธีซื้อเสียงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งแม้ก่อนน.ส.ยิ่งลักษณ์จะได้รับเลือกจากประชาชนเสียงข้างมากจนได้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น คนไทยก็เชื่อว่า เสียงจากประชาชนที่เลือกตั้งส่วนหนึ่ง เป็นเสียงที่ได้มาไม่บริสุทธิ์ และเมื่อคนเหล่านั้นมีสิทธิ์มีเสียงในสภาผู้แทนฯหรือในวุฒิสภา ต่างก็ก่อปัญหาเพราะมีความพยายามทำการออกกฎหมาย โดยวิธีเผด็จการ ส่วนคณะรัฐบาลก็เกิดปัญหาการทุจริต

จากความไม่ชอบธรรมของคณะรัฐบาลชุดน.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือส.ส.หรือสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อชาติ แต่ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือประโยชน์ของตนเองนั้น เวลานี้อยู่ในข่ายการละเมิดกฏเกณฑ์สังคม กฎหมาย ใช้สภาฯเป็นเครื่องมือออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ตนเองและหมู่คณะ ใช้อำนาจบริหารของคณะรัฐมนตรีทำการทุจริตคอรัปชั่น ไม่ยอมรับการวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มีการกระทำหลายอย่างทำให้สังคมเห็นว่า ไม่ยอมรับอำนาจตุลาการซึ่งคานอำนาจบริหารไว้ อีกทั้งพยายามทำทุกทางเพื่อให้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร รวมทั้งฝ่ายปกครองหรือตำรวจ และข้าราชการที่ไร้ศักดิ์ศรีทั้งหลาย รวบอำนาจรัฐไว้ในมือ เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติและประชาชน เช่น การทุจริตโครงการรับจำนำข้าว การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทฯลฯ ซึ่งขณะนี้มีคนในคณะรัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา ส.ส. แม้แต่ตัวยิ่งลักษณ์เอง ก็กำลังถูกดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอาญา

โดยมารยาทความเป็นนักการเมือง หากมีเจตนาทำเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ถ้ามีมลทินมัวหมอง ควรพิจารณาตนเอง ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองอีกต่อไป ในทางตรงกันข้าม น.ส.ยิ่งลักษณ์กลับพยายามผลักดันให้มีการเลือกตั้ง หวังให้ตนกับคณะได้เข้าไปมีอำนาจรัฐ อีก ซึ่งที่ผ่านมาย่อมรู้ดีว่า ขณะตนเป็นนายกฯหรือรักษาการอยู่นั้น ได้ปล่อยให้กลุ่มโจร คนเถื่อนและข้าราชการที่ไร้ศักดิ์ศรีทั้งหลายทำลายอำนาจรัฐทุกรูปแบบ ประหัตประหารประชาชน กดดันศาล ทำลายกระบวนยุติธรรม ฆ่าฟันประชาชนผู้บริสุทธิ์ ข่มขู่กดดันคนที่มีความคิดเห็นต่าง วางระเบิด ยิงปืนเข้าไปในศาล ป.ป.ช.ฯลฯ

ความไม่ชอบธรรมทั้งหลาย น.ส.ยิ่งลักษณ์และคณะควรพิจารณาตนเองไปให้พ้นทางการเมืองแต่กลับพยายามให้มีการเลือกตั้ง เพื่อกลับเข้าไปมีอำนาจ อยากจะถามว่าคุณยิ่งลักษณ์ปรารถนาที่จะเข้าไปบริหารบ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตย หรือเพื่อจะให้ได้โจรมาปล้นประเทศกันแน่


จากคอลัมน์ "กฎหมายคลายทุกข์"
นสพ.แนวหน้า ๔ พ.ค. ๒๕๕๗








"ยิ่งลักษณ์...โปรดฟังอีกครั้ง กปปส.สู้ไม่ถอย!"
สารส้ม


ก่อนที่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี จะตัดสินใจรับหรือไม่รับแนวทางแนวทางเดินหน้าประเทศไทย หาทางออกไปสู่ “การปฏิรูปภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ” ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีตัวแปรที่ต้องคิดหนัก ดังนี้

๑) อีสานโพล (E-Saan Poll) ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (ECBER) คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “คนอีสานเสนอทางออกการเมือง” พบว่า หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยิ่งลักษณ์พ้นจากตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี กรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี กลุ่มตัวอย่างไม่ถึง ๑o% ที่บอกว่าจะออกไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง ในขณะที่ ๙o.๓% บอกว่าไม่ไปชุมนุม




๒) อีสานโพลยังระบุด้วยว่า คนอีสานส่วนใหญ่มีความเดือดร้อนจากปัญหาเศรษฐกิจในยุคนี้ อีกทั้งคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังอยู่เหนือพรรคคู่แข่ง แต่ก็ตกต่ำลงอย่างที่สุด และมีกลุ่มคนที่ระบุว่าไม่ตัดสินใจสนับสนุนพรรคการเมืองใดพุ่งสูงขึ้นสวนทาง

ผลสำรวจเดือน เม.ย. ๒๕๕๗ ปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างคนอีสาน ๔๗.๕% ยังไม่ตัดสินใจสนับสนุนพรรคการเมืองใด (เพิ่มสูงขึ้นจากช่วงปี ๒๕๕๖ ที่มีไม่ถึง ๔o%)

คนอีสาน ๒๘.๑% สนับสนุนพรรคเพื่อไทย (ดิ่งลงมาจากช่วงปี ๒๕๕๖ ที่เคยสูงถึง ๔๑%)

ในขณะที่คนอีสานที่สนับสนุนพรรคการเมืองอื่นๆ ยังคงอยู่ประมาณร้อยละ ๒o ต้น ๆ




๓) การเติบใหญ่ของมวลมหาประชาชนและแนวร่วมกลุ่ม กปปส. หากยิ่งลักษณ์ไม่ปิดหูปิดตาตัวเอง ไม่หลงลมปากของลิ่วล้อ บริวาร ขี้ข้า เหล่านายหน้าหากินกับผลประโยชน์การเมืองของระบอบทักษิณ ที่พยายามบิดเบือน เป่าหู หลอกกันเอง อวยกันเอง ว่า กปปส.มีจำนวนน้อยลงทุกวัน

ข้อเท็จจริง คือ ทุกครั้งที่ชุมนุมใหญ่ มีประชาชนเดินทางออกมาร่วมชุมนุมกับ กปปส. มหาศาล

ผิดกับที่หน่วยงานความมั่นคง ลิ่วล้อ ขี้ข้าระบอบทักษิณคอยปรามาส หรือเป่าหูยิ่งลักษณ์

การเดินขบวนไปตามสำหนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือตามถนนสายต่าง ๆ รวมถึงถนนสายที่ไม่เคยเดิน เช่น รามคำแหง เป็นต้น ล้วนแต่มีประชาชนออกมาสนับสนุน แล้วยืนยันว่าจะออกไปร่วมชุมนุมใหญ่ในวันที่ ๕, ๑๓, ๑๔ ร่วมกับ กปปส.อย่างหนักแน่น ล้นหลาม

นี่คือพลังที่ยิ่งลักษณ์ไม่ควรจะมองข้าม เพราะจะเป็นตัวตัดสินว่า หลังจากนี้ หากยังดื้อด้านต่อไป เธอยังจะเดินถนนในกรุงเทพฯ ได้อยู่อีกหรือ?

แล้วในวันชุมนุมใหญ่ ๑๔ พ.ค. จะเกิดอะไรขึ้น?

ต่อให้ผ่านไปได้ แต่คิดว่าจะมีการเลือกตั้งที่เรียบร้อยได้จริง ๆ หรือ?

๔) คดีทั้งหลายที่อยู่ในชั้นการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และป.ป.ช. มาถึงจุดที่กำลังจะมีคำตัดสิน

ตั้งแต่วันที่ ๗ พ.ค.เป็นต้นไป (ไม่เกิน ๑๔ พ.ค. ๒๕๕๗) ศาลรัฐธรรมนูญน่าจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดคดีโยกย้ายนายถวิล ความเป็นรัฐมนตรีของยิ่งลักษณ์จะสิ้นสุดลง ครม.พ้นตำแหน่งทั้งคณะหรือไม่?

ส่วนคดีทุจริตโกงกินโครงการจำนำข้าว ก่อให้เกิดความเสียหาย ป.ป.ช.น่าจะนัดชี้มูลความผิดในวันที่ ๘ พ.ค. หรือไม่เกิน ๑๔ พ.ค. ๒๕๕๗ เช่นกัน

ขณะที่ กปปส.นัดชุมนุมใหญ่ ๑๔ พ.ค. ทวงคืนอำนาจอธิปไตย

ฝ่ายยิ่งลักษณ์ก็คงรู้อยู่แก่ใจตัวเองว่าคดีทั้งหลายนั้นรอดยาก ถึงขนาดปลุกระดมเสนอหนทางสู้ต่อ ระบุถึงขนาดว่าจะไม่ทำตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หากวินิจฉัยให้ ครม.พ้นจากตำแหน่ง โดยรัฐบาลดึงดันจะอยู่ในตำแหน่งต่อไป พร้อมกับนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัย ทั้ง ๆ ที่ ไม่มีช่องทางตามรัฐธรรมนูญให้กระทำเช่นนั้นได้

หากรอจนศาลพิพากษาแล้ว ยิ่งลักษณ์ก็จะยิ่งหมดสิ้นความชอบธรรมใด ๆ อำนาจต่อรองร่อยหรอ ยิ่งกว่าล้มละลายในทางการเมือง

น่าจะกลายเป็นรัฐบาลโจรเต็มรูปแบบ

ในขณะที่การนำเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ผ่านช่องทางประธานวุฒิสภา จะมีความชอบธรรมเต็มเปี่ยม ทั้งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและในทางการเมือง

หรือแม้แต่การประกาศตั้งรัฐบาลประชาชนของ กปปส. ก็ยังจะมีความชอบธรรมและเป็นความหวังของประเทศชาติได้มากยิ่งกว่าการดำรงอยู่ของรัฐบาลรักษาการแบบเถื่อน ๆ ของยิ่งลักษณ์

ถึงจุดนั้น ยังคิดว่าประชาชนคนไทยจะยอมให้เธออยู่อย่างเถื่อน ๆ ทั้ง ๆ ที่ เธอไม่สามารถจะใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดิน ใช้หนี้ชาวนาก็ไม่ได้ แก้ปัญหาเศรษฐกิจค่าครองชีพของประชาชนก็ไม่ได้ อย่างนั้นหรือ

ถ้ายิ่งลักษณ์ไม่ยอมออก ไม่ยอมให้มีรัฐบาลเฉพาะกาลที่ไม่ใช่ขี้ข้าระบอบทักษิณ อย่างนั้นก็สู้กันต่อไปและแน่นอน คราวนี้ล่ะ “แตกหัก” ของแท้ เธออาจจะพบกับนรกอย่างที่ไม่เคยเจอกับตัวมาก่อน!

เธอจะต้องมารู้สึกเสียดายภายหลังอีกหรือไม่ เพราะชีวิตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

แต่ถ้ายิ่งลักษณ์ยอมรับข้อเสนอ ก็ต้องไปถามใจ กปปส. มวลมหาประชาชน หากถ้าได้ชัยชนะโดยยิ่งลักษณ์ออกไปแล้ว รัฐบาลรักษาการสิ้นสุดไปแล้ว และมีรัฐบาลเฉพาะกาลที่ไม่ใช่ขี้ข้าทักษิณแล้ว การปฏิรูปนับหนึ่ง ก่อนไปเลือกตั้ง แต่ไม่ใช่ตามแนวทางที่ กปปส.ต้องการเต็มร้อย จะยอมรับหรือไม่?


จากคอลัมน์ "กวนน้ำให้ใส"
นสพ.แนวหน้า ๕ พ.ค. ๒๕๕๗



บีจีและไลน์จากคุณญามี่


Free TextEditor




 

Create Date : 14 พฤษภาคม 2557
0 comments
Last Update : 14 พฤษภาคม 2557 21:26:54 น.
Counter : 1173 Pageviews.


haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 138 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.