happy memories
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2557
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
14 มีนาคม 2557
 
All Blogs
 

'สังคมต่าง' เมื่อเข้าสู่ 'ทางตรง'






'สังคมต่าง' เมื่อเข้าสู่ 'ทางตรง'
เปลว สีเงิน


เมื่อ ๓-๗-o มาอยู่รวมกันเป็น MH 370 ก็พลันปรากฏ "เที่ยวบินมรณะ" และจะไม่จบเพียงแค่นี้ จากการส่งกระแสสัมพันธ์ถึงกันภายใต้รหัสพิศวง ๓-๗-o ถ้ามีกุญแจไขมันได้ ก็จะพบความลับจักรวาล ความพลัดพราก ความสูญเสีย การระเบิดออก ในลักษณะลึกลับ-ฉับพลัน พลันเกิดสิ่งใหม่!

การหมุนของโลก การเคลื่อนตัวของจักรวาล ระยะนี้ คล้ายหน่วงดึง หมุนไปข้างหน้าหนึ่งอนุกระเบียด ถอยกลับข้างหลังหนึ่งกระเบียด

ในสภาวะคล้าย คลาย-ผ่อน-เขยื้อน แต่ยังไม่เคลื่อนตัว สภาพให้ความรู้สึกหนักอึ้ง ด้วยโน้มดึงและโน้มถ่วง!

การอยู่กับสภาพนี้ ไม่ยาก ถ้ายึดตามพระพุทธเจ้าสอน "จงหมุนไปตามโลก แต่อย่าติดอยู่กับโลก"

ความหมายคือ ตามรู้สิ่งนั้น และปรับจิตไปตามสภาพที่รู้ในสิ่งนั้น อย่าหลง อย่าติด "ด้วยโมหะ" กับสิ่งที่เรารู้นั้น

ง่ายจะตายไป!

อย่างผม เมื่อวาน (๙ ม.ค.) ก็นุ่งผ้าขะม้านอนดู DNN โทรทัศน์ดาวเทียมแดงที่เขาเอาเทป นปช.เพื่อไทยไปรวมพลคนเสื้อแดงที่เชียงใหม่มาฉายให้ดู

ฟังท่านจตุพร พรหมพันธุ์ ท่านณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ปราศรัย ปลุกระดม แหม...มันเข้าไส้กว่าฟังเวทีมวลมหาประชาชนที่สวนลุมพินีเป็นไหน ๆ

เวที กปปส.ที่สวนลุมฯ ปราศรัยแบบ พร่ำบ่มเพาะให้คนไทยรักบ้าน-รักเมือง-รักสถาบัน รักพี่น้องไทยด้วยกัน ถนอมรักษาความเป็นไทยร่วมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่น

ยิ่งตอนนี้ เอาแต่ระดมมันสมองนักคิด นักปฏิบัติ นักทฤษฎี ประชุมปรึกษาหารือกันคร่ำเคร่ง เป็นมวลมหาประชาชนเปลี่ยนอนาคตประเทศใหม่....

จะปฏิรูประบบบริหารและปกครองประเทศ จากปัจจุบันที่ กู-โกง-กิน-กอบ-โกย สังคมวัดความเป็นคนดีตรงที่ใครมีเงิน-มีอำนาจมาก ไปสู่อนาคตใหม่ ที่วัดความดีคนมุ่งที่ศีลและธรรม

จะเริ่มต้นจริงจังกันตรงไหน อย่างไร...?

เวที กปปส.กำลังคร่ำเคร่ง เอาจริงกัน ไม่เอามัน-เอาฮา คร่ำเคร่งกันหนักโดยเฉพาะในประเด็นว่า

จะปลูกฝังทั้งผองไทย ๗๗ จังหวัด ให้มีใจนับพี่-นับน้องกันได้อย่างไร ด้วยวิถีพอเพียงเป็นฐานตั้งต้นใหม่ ภายใต้คำว่าปฏิรูป

คือจะทำแบบไหน ให้แต่ละครอบครัวฐานราก ตั้งต้นด้วยมีที่ดินดำเนิน "วิถีพอเพียง" ได้ตามฐานานุรูป?

เนี่ย...สาระแห่งสังคมอนาคตใหม่ สำหรับคนต้องการฟังเอามัน-ฟังเอาฮา-ฟังเอาด่าสะใจ อาจไม่สมใจจากเวทีมวลมหาประชาชนตอนนี้

สู้ฟังเวทีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ระดมโจรไม่ได้ หลังจากกระบิด-กระบวนเป็นคนดีด้วยสวมเสื้อขาวไปจุดเทียน ไปลอบทำบึ้มกัน ลงท้ายก็เข้าทำนอง

"ทำดี..คนอัปรีย์ฝืนทำได้ยาก"!

ตอนนี้กลับสู่วิญญาณเดิม-ร่างเดิม เป็น นปช.สวมเสื้อแดง สั่นกระดิ่ง วิ่งราวกันกลางวันแสก ๆ แต่เปลี่ยนจากเผาบ้าน-เผาเมืองไปเป็น

"แยกบ้าน-แยกเมือง"!

ด่าทหาร-ด่าศาล-ด่าองค์กรอิสระ เรียกว่าอะไรที่ทหาร-ศาล-องค์กรอิสระ ทำหน้าที่แล้ว ไม่ตรงใจ ไม่ตรงประโยชน์ระบอบทักษิณ ไม่สนองตอบการครองอำนาจเถื่อนและการโกงบ้าน-กินเมืองของรัฐบาลยิ่งลักษณ์

นปช.โดยท่านตู่ ท่านณัฐวุฒิ ท่านธิดา ท่านเหวง จะด่าแบบไม่เช็ดน้ำ คำว่า ๒ มาตรฐาน คำว่าระบบอำมาตย์ คำว่ารวมหัวกันมุ่งล้มรัฐบาล ถูกนำมาใช้ปลุกระดมอีกครั้ง

ปลุกระดมด้วยเป้าหมายให้ชาวบ้านที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง เกลียดศาล เกลียดทหาร เกลียดองค์กรอิสระ ด้วยประเด็นว่า ร่วมมือกับ "มวลมหาประชาชน" รังแก กลั่นแกล้ง

ทำร้ายยิ่งลักษณ์ที่น่าสงสาร!

การพูด การปราศรัย ที่ไม่ยึดข้อเท็จจริง ไม่ยึดหลักฐานความถูกต้องที่เป็นจริง ไม่มีความละอาย โกหกหน้าด้าน ๆ พูดจากขาวเป็นดำ จากดำเป็นขาว ให้รัฐบาล ให้ระบอบทักษิณ เป็นฝ่ายถูก เป็นฝ่ายดี อย่างเดียว

และการพูดยุยงให้ชาวบ้านเกลียดทหาร เกลียดศาล เกลียดองค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช.และ กกต.ด้วยหวังว่า เมื่อความเกลียดชังถึงจุดสูงสุดแล้ว ชาวบ้านส่วนนี้ก็จะลุกฮือขึ้น

แบบนี้ เวที นปช.โดยท่านธิดา ท่านเหวง ท่านตู่ ท่านเต้น ถนัด และเป็นเป้าหมายหลัก ด่าได้เป็นฉาก เป็นช่อง น้ำลายฟ่อดสองมุมปาก

ยิ่งยกเอากองทัพมายำกลางเวทีอวดเสื้อแดงว่า กูเก่ง กูกล้า กูไม่กลัวกองทัพ ด้วยแล้ว ท่านตู่ ท่านเต้น ท่านแรมโบ้ กลายเป็นผู้วิเศษขึ้นมาทันทีในสายตาคนเดินคันนาว่า

เมื่อเดินตามตู่-เต้น จะได้เป็นทหารเอกใน "กองทัพทักษิณ" ตามไปด้วย!

การปลุกปั่นให้ชาวบ้าน โกรธ-เกลียด หน่วยงานรัฐ องค์กรรัฐ ที่ไม่ยอมเป็นพวกทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ นั่นคือสิ่งที่นปช.ต้องการ และกำลังโหมทำอยู่ตอนนี้

ก็เข้าใจกันให้ตรง และให้ชัด....

-นปช.คือ ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ในภาคโจร

-เพื่อไทย คือ ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ในภาครัฐบาล

และเวลานี้ ทั้งภาครัฐบาลและภาคโจรของ "ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ" ถูกทั้งชาวนาที่ถูกโกงค่าข้าวไล่ล่า ถูกทั้งมวลมหาประชาชนไล่ถลกหนังฐานโกงบ้าน-กินเมือง

มรณสัญญา กำลังปรากฏกับระบอบทักษิณ ด้วยสภาพหมาขี้เรื้อนเป็นเอดส์ทั้ง นปช.และทั้งเพื่อไทย จึงรวมเวทีแสดงบทอสูรสงคราม

รัฐบาลในคราบมหาโจร "กบฏแยกประเทศ"!

ยังหลงละเลิง หลอกชาวบ้านในอีสาน-ในเหนือหลาย ๆ จังหวัดมาฝึกเป็นโน่น-เป็นนี่ ด้วยอิงอำนาจและงบจากฝ่ายปกครอง

แต่หารู้ไม่ว่า ทั้งโจรหัวโจก และทั้งข้าราชการปกครองผสมตำรวจบางพื้นที่ ที่ตระเตรียมกองกำลังที่ว่าเป็นแสนนี้

ทุกความเคลื่อนไหวตกอยู่ภายใต้การบันทึกและรวบรวมหลักฐานจากฝ่ายกองทัพไว้หมดแล้ว

แรมบ้า-แรมโบ้ และใครต่อใคร ที่ตัวใหญ่ แต่ไร้จิตสำนึก นั่นก็เตรียมไว้เหอะ วันนี้ ลอยหน้า-ลอยหัวหยิกให้เต็มที่ ถึงตอนตีตรวน อย่าโอดครวญไม่สนุกเท่า "สามีตีตรา" ก็แล้วกัน!

ผมเห็น "ความหน้ามืด" ของท่านตู่ ท่านเต้น บนเวทีปลุกระดมเสื้อแดง ให้พร้อมเคลื่อนทัพเข้ามาฆ่าแกงกันในเมืองกรุงแล้ว บอกตรง ๆ สมเพช-เวทนาจนเกลียดไม่ลง

ไม่ขยะแขยงคำพูดตัวเองบ้างหรือ ยิ่งณัฐวุฒิ ยังอยู่ในฐานะรักษาการ รมช.พาณิชย์มิใช่หรือ ไม่ให้เกียรติตัวเอง พอเข้าใจ คนอย่างท่าน เพราะคอหยักจึงสักว่าเป็นคน

แต่ที่ยังดำรงฐานะรัฐมนตรี แต่ไปคืนสภาพสัตว์ตามกำพืดเดิมอย่างนั้น เสื่อมเสียสถานะคนสถาบันบริหาร รู้มั้ย?

สำหรับท่านจตุพรน่ะ คงสภาพเดิมอยู่แล้ว ขนาดทักษิณยังไม่อยากให้เสื้อรัฐมนตรีมาคลุมหนัง ผมจึงไม่ติดใจใด ๆ ท่านจะพูดอะไร ก็ฟังท่าน สนุกดีจะตายไป

ในยุคที่ไม่มี "ตลกคาเฟ่" ออกฉาก!

กลับมาพูดถึงการระดมปัญญาและความคิดของเวทีมวลมหาประชาชนสร้างอนาคตประเทศใหม่อีกซักนิด

คือไหน ๆ ก็ไหน ๆ สังคมบริหารและปกครองของไทย นับจาก ๒๔๗๕ โครงสร้างเท่าที่ผมสังเกต "ปลูกต้นไม้ทางยอด" ลงดิน

มันก็ไม่ตายหรอกนะ แต่ที่อยู่ ก็อยู่มา ๘๐ กว่าปีแล้ว โดยอยู่อย่าง "พิกล-พิการ" ดังเห็น

"ทางยอด" หมายถึง เอาวิสัยทัศน์ บนฐาน "ทัศนคติ-สติปัญญา" ดอกเตอร์ ครูบาอาจารย์ ตำรับ-ตำราจากนอก มาเป็นตัวกำหนดโครงสร้าง

ก็อยากให้เวทีมวลมหาประชาชน "ปลูกต้นไม้ทางโคน" ลงดินบ้าง โดยไปเชิญ "ปราชญ์ชาวบ้าน แต่ละหมู่บ้าน-ตำบล-อำเภอ-จังหวัด" ที่จบมหาวิทยาลัย ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ มาร่วมออกแบบอนาคตประเทศใหม่ด้วย

เป็นพระก็มี เป็นชาวสวน ชาวไร่ ชาวนา ชาวประมง เป็นชาวบ้านธรรมดาก็มี เป็นคนคุก คนตะราง คนพิการ เป็นคนรับจ้าง กระทั่งหญิงงามเมืองก็มี

ประสบการณ์ชีวิต สังคม อาชีพ ที่แต่ละคนได้มาด้วย "ชีวิตแลก" จนพบความสำเร็จวันนี้ มันคือชีวิตที่เป็นตำรา สามารถนำมาปรับเป็น "บทเรียน" เมื่อเริ่มใหม่ได้ดีกว่า "ทฤษฎีตามตำรา" ซะอีก

ประชาธิปไตย "ลอกมาใช้" ทุกวันนี้ คือบทพิสูจน์.


จากคอลัมน์ "เปลว สีเงิน คนปลายซอย"
นสพ.ไทยโพสต์ ๑o มี.ค. ๒๕๕๗








"จุดเริ่มต้นของจุดจบ!!!"
ท่านขุนน้อย ณ ลีลาแห่งบุปผากระบี่


จันทร์ที่ ๑o มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ วัน เวลา ล่วงเลยมาถึง ณ ขณะนี้...คงต้องสรุปว่า ทุกสิ่งทุกอย่างน่าจะ ใกล้จบ เต็มที หรือถ้าหากจะพูดให้ดูเก๋ ดูเท่ ขึ้นมาหน่อย อาจต้องใช้คำว่า จุดเริ่มต้นของจุดจบ กำลังใกล้จะมาถึงในอีกไม่นานไม่ช้า นับจากนี้...

เพราะถ้าดูจากอากัปกิริยาของ รัฐบาลเถื่อน ชนิดไล่ลงมาตั้งแต่หัว ยันหาง ตั้งแต่ตัวนายกรัฐมนตรีลงไปถึงลิ่วล้อและบริวาร น่าจะพอคาดคะเนได้ไม่ยากซ์ซ์ซ์ว่า ยังไง ๆ คงต้อง หันหัวสู้ผี อยู่แล้วแน่ ๆ ความพยายามที่จะปกป้องประชาธิปไตยด้วยการปฏิเสธศาลรัฐธรรมนูญ ศาลแพ่ง ศาลอาญา ไปจนกระทั่งปฏิเสธองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ถึงขั้นลงทุนส่งอดีต ส.ส.ไปใส่ร้าย ป้ายสี องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญถึงต่างประเทศ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ พร้อมที่จะ ปฏิเสธกฎหมายใด ๆ ก็ตามที่มีผลกระทบต่อผลประโยชน์ตัวเองและพรรคพวก อย่างเปิดเผย ตรงไป-ตรงมา ย่อมต้องก่อให้เกิดการนำไปสู่ จุดเริ่มต้นของจุดจบ อย่างที่ว่าเอาไว้นั่นเอง...

คือถ้าหากผู้ที่ใช้กฎหมาย หรือผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่คิดจะทำอะไรเอาเลย ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ความพึงพอใจ ของผู้ซึ่งถือครองอำนาจอยู่ในฐานะ รัฐบาลเถื่อน ต่อไปเรื่อย ๆ อันนี้...คงถึงขั้นฉิบหายไปทั้งประเทศ ไม่ว่าใครแพ้ ใครชนะ ใครถูก ใครผิด หรือใครดี ใครชั่ว ก็ตาม และเมื่อประเทศทั้งประเทศต้องฉิบหาย ปัจเจกบุคคลแต่ละตนและตัวจะอยู่ได้อย่างไร มีแต่ต้องฉิบหายไปพร้อม ๆ กับประเทศอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้โดยเด็ดขาด ความจำเป็นที่จะต้องประคับประคองทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปตามครรลองของกฎหมาย ด้วยการบังคับใช้กฎหมายไปตามเนื้อผ้า ตามพยาน หลักฐาน และข้อพิสูจน์ มันจึงเป็นสิ่งซึ่งมิอาจปฏิเสธ หรือมิอาจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้เลย...

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพยาน หลักฐาน และข้อพิสูจน์ ได้มัดมือ มัดเท้า คุณ ดอกไม้ และพวก ให้ไม่มีทางดิ้นรนไปเป็นอื่น นอกจากต้องเดินหัวตก เข้าคุก ลูกเดียว ถึงจะพยายามฟาดหัว ฟาดหาง สะบัดมือ สะบัดไม้ ไม่ยอมให้ใครลากจูงตัวเองเข้าห้องขังเป็นอันขาด หนีไปตั้งหลักที่เชียงใหม่ ที่อุดรฯ จ้างวานกองกำลังกุ๊ยและอันธพาล หรือกระทั่งกองกำลัง รปภ.เขมร จะมีจำนวนเป็นหมื่น เป็นแสน ติดอาวุธ หรือไม่ติดอาวุธก็ตาม แต่สุดท้าย...มันคงไม่สามารถลบล้างความผิดตามกฎหมาย หรือกระทั่งไม่สามารถต่อรอง เจรจาใด ๆ ได้ มีแต่ต้องเดินไปตามครรลองของกฎหมาย อันเป็นกฎ กติกา ร่วมกันของผู้คนในสังคม ที่รวมตัวกันเป็นประเทศ เป็นชาติ บ้านเมือง ในทุกวันนี้

ดังนั้น...ใครก็ตามที่ไม่ยอมรับกฎหมาย ไม่ว่าจะด้วยอารมณ์ ความรู้สึก ในแบบไหน ในลักษณะใด ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจของความเป็นไพร่ เป็นอำมาตย์ หรือความเป็นขี้ข้าและทาส ก็ไม่พึงที่จะลุกขึ้นมาฉีกกฎ กติกา ของการอยู่ร่วมกันในสังคมแบบหยาบ ๆ ง่าย ๆ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้มีอำนาจ หน้าที่ ตามกฎหมาย และถ้าหากยังคิดจะลุกขึ้นมาแสดงอาการปฏิเสธ แสดงความกร่าง ความเมามันซ์ซ์ซ์ในอารมณ์ของตนเอง ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องเผชิญหน้าโดยตรงกับผู้ซึ่งต้องปฏิบัติ หน้าที่ ไปตามตัวบทกฎหมาย ไม่ว่าจะกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายความมั่นคง ไปจนถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ตาม...

ไม่ต่างอะไรไปจากเมื่อ ตำรวจ ต้องเผชิญหน้ากับ ผู้ร้าย นั่นเอง...ถ้าหากผู้ร้ายไม่ยอมให้จับกุมแต่โดยดี มันคงหนีไม่พ้นที่จะต้องกอดรัด ฟัดเหวี่ยง ต้องงัดเอาศิลปะเพลงไทย หรือแม่ไม้มวยไทย ออกมาบรรเลงกันซักบทสองบท แต่ถ้าหากผู้ร้ายดันมีมีด มีไม้ หรือดัน ติดอาวุธ มาด้วย จะเป็นแท่งสากกะเบือ ประทัดยักษ์ ระเบิด เป็นปืนยาว ปืนสั้น ที่มีใบรับรอง หรือไม่มีใบรับรอง จากนายทะเบียนอาวุธปืนแห่งชาติก็ตาม จะให้ตำรวจหรือผู้มีหน้าที่ในการรักษากฎหมาย บังคับใช้กฎหมาย ทรุดตัวลงปูผ้ากราบ มันคงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วแน่ ๆ!!! มีแต่ต้องหันไปใช้อุปกรณ์และเครื่องมือที่กฎหมายได้จัดหาไว้ให้ มาเป็นเครื่องทุ่นแรง ใช้พิทักษ์ปกป้องตนเองควบคู่ไปกับการพิทักษ์ปกป้องกฎหมาย ไล่มาตั้งแต่เอ็ม ๑๖ รถถังเอ็ม ๖o เรือรบบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ ไปจนถึงเครื่องบินจู่โจมเอฟ ๑๖ ฯลฯ แล้วแต่ความหนัก ความเบา ของสถานการณ์...

ถ้าหากกองกำลังอาสาสมัครติดอาวุธประมาณ ๒oo,ooo นาย พร้อมจะพลีชีพตัวเองแลกกับเบี้ยเลี้ยงวันละร้อยหรือสามร้อยก็แล้วแต่ ก็อาจลำบากอยู่หน่อยในการนำเอา ความสงบเรียบร้อย กลับคืนมาสู่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ได้อย่างที่เคยสุข สงบ ไปตามปกติ คืออาจจะต้องมีเลือดตก ยางออก กันบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เหมือนครั้งที่ กรมหลวงสรรพสิทธิ์ อดีตข้าหลวงมณฑลอีสาน ตัดสินใจใช้กระสุนปืนใหญ่ยิงใส่ กองกำลังผีบุญ ของ องค์แก้ว-องค์มั่น ที่กำลังได้ใจว่าอาวุธชนิดไหนก็ยิงตัวเองหรือพรรคพวกตัวเองไม่เข้าด้วยกันทั้งสิ้นนั่นแหละ และก็แค่ ตูมเดียว เท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นอัน สงบเรียบโร้ยย์ย์ย์ แผ่นดินไทยก็ยังคงเป็นแผ่นดินเดียวกัน กฎหมายเดียวกัน และราชอาณาจักรเดียวกันอันมิอาจแบ่งแยกได้โดยเด็ดขาด...

อย่างไรก็ตาม...ด้วย ความเป็นไทย ที่ยังคงเชื่อมโยง ผูกพัน ผู้ที่รักสงบ สันติ ภายในแผ่นดินนี้มาโดยตลอด มันคงไม่หนักหนาสาหัสถึงขั้นนั้น เพราะผู้ที่พร้อมจะพลีชีพตัวเองแลกกับเบี้ยเลี้ยงวันละร้อย (ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำซะอีกต่างหาก) มันคงไม่ได้มีอยู่มากมายซักเท่าไหร่ อีกทั้งการปลุกเร้าอุดมการณ์ อุดมคติ ว่า เพื่อปกป้องประชาธิปไตย ก็พอเป็นที่รู้ ๆ กันอยู่ว่า เอาเข้าจริง ๆ แล้วก็คือเพื่อปกป้องคนคนเดียว หรือตระกูลเดียวเท่านั้นเอง แถมการ หลอกคนไปตาย มันไม่ได้เพิ่งจะมาเกิดขึ้นแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ก่อนหน้านั้น...คำประกาศว่า “เสียงปืนนัดแรกดังขึ้นเมื่อไหร่...ผมจะกลับไปเดินนำหน้าพ่อ แม่ พี่ น้อง ด้วยตัวเอง” หรือ “เผาไปเลยครับพี่น้อง...ผมรับผิดชอบเอง” ยังคงก้องกังวานในอยู่รูหูบรรดาไพร่ทั้งหลายมิรู้วาย ตูม ขึ้นมาเมื่อไหร่...รับรองว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอัน สงบเรียบโร้ยย์ย์ย์ ทั้ง องค์แก้ว และ องค์มั่น ยุคใหม่ ย่อมต้องเผ่นหนีไปต่างประเทศ เอาตัวรอดไว้ก่อนเป็นอันดับแรก การบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้ราชอาณาจักรไทยยังคงเป็นแผ่นดินเดียวกัน อยู่ภายใต้กฎหมายอันเดียวกัน และเป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ที่มีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ย่อมต้องอุบัติขึ้นมาได้อย่างแท้จริง และอย่างมั่นคง ยั่งยืน...

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก “Aristotle”... “There is no free state where the laws are not supreme.- ไม่มีรัฐอิสระแห่งใดที่กฎหมายไม่ใช่สิ่งสูงสุด...”.


จากนสพ.ไทยโพสต์ ๑o มี.ค. ๒๕๕๗








"จุดจบของระบอบทักษิณ"
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง


ถามไถ่กันมากว่า จุดจบของระบอบทักษิณจะเป็นอย่างไร?

ผมไม่ได้เป็นหมอดู แต่พิจารณาด้วยเหตุและผล ด้วยมูลเหตุแห่งปัจจัย ตามหลักกฎแห่งกรรม เห็นว่า มีทางเลือกที่เป็นไปได้ ๕ ทางเลือก ได้แก่

๑) ทักษิณ ชินวัตร ตาย

แม้ประเทศไทยจะไม่หายป่วยเด็ดขาดทันที ระบอบทักษิณไม่สิ้นสุดลงเฉียบพลัน แต่เมื่อพิจารณาว่าเชื้อร้ายของระบอบทักษิณได้แพร่เชื้อลุกลามออกไปที่ใดบ้างแล้ว ประเมินได้ว่า คงจะมีเหลือติดเชื้อโรคทักษิณอยู่เพียงไม่กี่กลุ่ม อาทิ

กลุ่มแดงล้มเจ้า คงเหลืออยู่ไม่มาก ที่เคยอาศัยน้ำเลี้ยงหรือใช้ทักษิณเป็นพาหะ ก็จะเหี่ยวเฉาลงไป ไม่มีกำลังไปบั่นเซาะสั่นคลอนทำลายสถาบันเบื้องสูงได้ดังเดิม

กลุ่มแดงรับจ้าง สู้แล้วรวย เมื่อนายจ้างหาย ขี้ข้ากลุ่มนี้ก็คงจะหานายใหม่ หรือหาคนว่าจ้างรายใหม่ ซึ่งก็คงจะค่อย ๆ เหี่ยวตายลงไป

กลุ่มที่ลุ่มหลงในตัวทักษิณ หลงคิดว่าเก่งกาจไร้เทียมทาน หวังจะให้ทักษิณกลับมาช่วยให้รวย โดยไม่เคยลืมหูลืมตาดูความเป็นจริงว่าทักษิณบริหารเศรษฐกิจผิดพลาดล้มเหลวขนาดไหน คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็คงจะค่อย ๆ ตาสว่างขึ้นเมื่อขบวนการโฆษณาชวนเชื่อของระบอบทักษิณล่มสลายไปพร้อม ๆ กับความตายของทักษิณ

๒) ทักษิณกลับไทย กลับใจยอมติดคุก

ทักษิณหนีออกจากประเทศไปก็ด้วยไม่ต้องการติดคุกและรับโทษจากคดีทุจริตของตนเองจำนวนมาก

นอกจากโทษจำคุก ๒ ปี คดีที่ดินรัชดา ศาลฎีกาฯ พิพากษาคดีถึงที่สุดแล้วนั้น ก็ยังมีคดีทุจริตโกงกินอีกหลายคดีรอให้กลับมาต่อสู้ในชั้นศาล อาทิ คดีทุจริตเงินกู้เอ็กซิมแบงก์ คดีทุจริตหวยบนดิน คดีทุจริตแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต คดีทุจริตเงินกู้แบงก์กรุงไทย เป็นต้น ยังไม่นับกรณีที่อยู่ในชั้นการพิจารณาของ ป.ป.ช.อีกหลายเรื่องที่สืบเนื่องมาจากคดีร่ำรวยผิดปกติ อาศัยอำนาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่ตนเองโดยมิชอบ ไม่ว่าจะเป็น กรณีดาวเทียม กรณีแก้ไขสัมปทานมือถือ ฯลฯ

หากทักษิณกลับใจ เดินทางกลับไทย ต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

คดีใดศาลยกฟ้องก็เชิดหน้ายอมรับคำพิพากษา หรือหากศาลตัดสินว่าผิดก็ยอมรับโทษ

ถ้าเป็นเช่นนี้ เชื่อว่า ทักษิณจะมีโทษติดคุกราวๆ ๒o-๓o ปี (รวมคดีที่ดินรัชดา)

เลิกปลุกระดม เลิกบงการพรรคการเมือง เลิกแนวคิดจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ-แบ่งแยกประเทศ-รัฐไทยใหม่-รัฐบาลพลัดถิ่น ฯลฯ

เชื้อโรคที่กลับใจก็สามารถจะกลายมาเป็น “วัคซีน” ที่มีคุณประโยชน์กับประเทศชาติได้ เช่นเดียวกับ เชื้อพิษสุนัขบ้า พิษงู ฯลฯ ก็สามารถนำมาทำวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันจากเชื้อร้ายในอนาคตได้เช่นกัน

หากเป็นเช่นนี้ ทักษิณจะกลายเป็นบุคคลที่สร้างจุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย ไม่ต่างจากเนลสัน แมนเดลา แห่งแอฟริกาใต้

แต่เงื่อนไขที่จำเป็น คือ ทักษิณจะต้องยอมรับกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ตกอยู่ใต้อาณัติสั่งการของตนเอง โดยตนอาจจะผิดหรืออาจจะพ้นผิด ขึ้นกับพยานหลักฐานข้อเท็จจริง อาจจะถูกใจหรือไม่ถูกใจ

ประเมินจากนิสัยถาวรของทักษิณแล้ว เชื่อว่ายาก

เพราะเขาเป็นคนที่แสดงออกให้เห็นแล้วว่า เห็นแก่ตัว และคิดเอาแต่ได้ขนาดไหน

๓) ถูกปฏิวัติโดยประชาชน

มวลมหาประชาชนในนาม กปปส.ได้ชุมนุมเคลื่อนไหวขับไล่ระบอบทักษิณอย่างต่อเนื่อง สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ของการเมืองไทยว่ามีผู้เข้าร่วมจำนวนหลายล้านคน ยืนหยัดต่อสู้มาจนถึงวันนี้ รัฐบาลรักษาการหมดสิ้นความชอบธรรมทั้งทางการเมืองและทางกฎหมาย กระทำผิดรัฐธรรมนูญร้ายแรง ประกาศไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเท่ากับไม่ยอมรับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ หมดสภาพความเป็นรัฐบาล ไม่สามารถสั่งการข้าราชการ บริหารราชการแผ่นดิน หรือแม้แต่ตัวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเดินปรากฏตัวในเมืองหลวงก็ไม่สามารถกระทำได้

หากข้าราชการแผ่นดินทั้งหลาย ทั้งข้าราชการพลเรือน ข้าราชการตำรวจ และข้าราชการทหาร ตัดสินใจออกมาประกาศแสดงตัวยืนหยัดอยู่เคียงข้างมวลมหาประชาชนอย่างชัดแจ้ง โดยชี้ชัดว่ารัฐบาลรักษาการชุดนี้หมดสิ้นความชอบธรรมในการปกครองประเทศ ไม่รับคำสั่งจากคนในรัฐบาลอีกต่อไป พร้อมร่วมกันกับประชาชนในการสนับสนุนรัฐบาลชุดใหม่ ตามครรลองแห่งประเพณีการปกครอง ตั้งรัฐบาลคนกลางขึ้นมาปฏิรูปประเทศเพื่อประโยชน์ส่วนรวมก่อนเดินไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ รัฐบาลของระบอบทักษิณก็จะสิ้นอำนาจลงโดยทันที

ไม่ใช่การปฏิวัติโดยทหาร แต่จะเป็นการปฏิวัติโดยประชาชน โดยข้าราชการแผ่นดินทุกหมู่เหล่าได้ยืนหยัดในการทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน พิทักษ์ไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

๔) คำพิพากษาของศาลและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

ขณะนี้ รัฐบาลรักษาการของระบอบทักษิณมีคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาชี้ขาดของศาลยุติธรรมและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญหลายคดี

บางคดีปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจน มัดแน่นหนา จำนนด้วยหลักฐาน ฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถแก้ต่างได้เลย

๔.๑ ศาลรัฐธรรมนูญ

มีเรื่องที่จะต้องชี้ขาดสำคัญๆ เช่นสถานะความเป็นรัฐบาลรักษาการ ควรจะต้องมีการวินิจฉัยชี้ขาดโดยเร็ว เพราะหลังการเลือกตั้ง ๓o กว่าวันแล้ว ไม่สามารถเปิดประชุมสภา ล่วงเลยเงื่อนเวลาตามที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และยังไม่เห็นหนทางที่จะเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาอีก ๓o วันต่อไปด้วยการจะให้รัฐบาลชุดนี้ตีความเข้าข้างตัวเองว่าตนสามารถจะเป็นรัฐบาลรักษาการต่อไปเรื่อย ๆ ชั่วฟ้าดินสลาย ตราบเท่าที่ยังไม่มีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่นั้น เป็นการสร้างความเสียหายร้ายแรงแก่ประเทศชาติ เพราะรัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มที่ ทำให้ประเทศชาติเสียหายและเสียโอกาส ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ ไม่สามารถใช้มาตรการด้านการคลังและการกระตุ้นการลงทุน กู้เงิน สร้างภาระผูกพัน ดำเนินโครงการใหม่ๆ ไม่ได้เลย กระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างรุนแรง

กรณีเลือกตั้ง ๒ ก.พ. ๒๕๕๗ เป็นโมฆะหรือไม่ ตามคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีกรณีกฎหมายกู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท (สร้างภาระหนี้ ๕ ล้านล้านบาท อย่างน้อย ๕o ปี) ที่ปรากฏว่ามีการทุจริตการลงคะแนนในสภา และเป็นการกู้เงินนอกงบประมาณแผ่นดิน ส่อว่ากระทำขัดกฎหมายการเงินแผ่นดิน ละเมิดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติในวันที่ ๑๒ มี.ค. ๒๕๕๗ นี้ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้เสนอโดยคณะรัฐมนตรี หากผิดรัฐธรรมนูญ โดยปกติรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกทั้งคณะ

๔.๒ ป.ป.ช. มีเรื่องที่จะต้องชี้ขาดสำคัญ ๆ เช่น

กรณีทุจริตโกงกินในโครงการจำนำข้าว โดยเฉพาะตัวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ปล่อยให้มีการทุจริตโกงกินในโครงการจำนำข้าว โดยเฉพาะในขั้นตอนการระบายข้าว จีทูจีเก๊ เอื้อประโยชน์แก่พ่อค้าเอกชน ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรง ชาวนาไม่ได้รับเงินค่าข้าวจำนวนมาก

กรณีการกระทำผิดจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาและคุณสมบัติของ สว. ที่เป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยวิถีทางมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายนิคม ไวยรัชพานิช นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ก็จะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที

๔.๓ กกต. กรณีการกระทำผิดกฎหมาย

เลือกตั้ง การใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เฮลิคอปเตอร์ของรัฐไปลงพื้นที่หาเสียง การออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจโฆษณาชวนเชื่อนโยบายจำนำข้าว หรือแม้แต่การกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยมิชอบของพรรคการเมืองรัฐบาล ผ่านการปลุกระดมบนเวทีเสื้อแดง “ลั่นกลองรบ” ข่มขู่ศาลและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ประกาศจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ แบ่งแยกดินแดน เตรียมการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น เมืองหลวงใหม่ ฯลฯ

๔.๔ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีความผิดทางอาญาต่าง ๆ อาทิ การทุจริตจำนำข้าว การโยกย้ายเลขาธิการ สมช.โดยมิชอบ การแก้รัฐธรรมนูญโดยมิชอบ ฯลฯ จะมีการยื่นฟ้องร้องต่อศาลฎีกาฯ เพื่อเอาผิดทางอาญาต่อไป

ยังไม่นับกรณีการใช้ความรุนแรงของรัฐบาลรักษาการ กระทำการละเมิดคำสั่งศาลแพ่ง ก่อให้เกิดการฆาตกรรมในการสลายการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าฯ เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ หากฝ่ายรัฐบาลรักษาการระบอบทักษิณจะใช้วิธีการปฏิเสธ ไม่ยอมรับการทำหน้าที่ของศาลและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ก็ยิ่งจะตอกย้ำถึงความเป็นกบฏ เป็นปฏิปักษ์ต่อกฎหมายบ้านเมือง ยิ่งจะเพิ่มความชอบธรรมทั้งในทางกฎหมายและทางการเมืองให้แก่ประชาชน ข้าราชการและกองทัพ ต้องออกมาปกป้องการทำหน้าที่ของฝ่ายตุลาการ พิทักษ์ไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สนับสนุนการปฏิวัติโดยประชาชน

๕) ระบอบทักษิณกินชาติ

ทางเลือกสุดท้าย... หากประชาชนคนไทยทำตัวเป็นไทยเฉย ข้าราชการแผ่นดินก้มหัวรับใช้นักการเมืองทุจริตต่อไป กองทัพละเลย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่รักษาความมั่นคงของชาติ ส่วนสถาบันศาลยุติธรรมและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญถูกครอบงำยึดครองผ่านอำนาจชั่วร้าย ประเทศไทยก็จะถูกยึดครองโดยระบอบทักษิณแบบเบ็ดเสร็จ


ระบบคุณธรรม ระบบยุติธรรม ถูกทำลายโดยสิ้นเชิง

ราชอาณาจักรไทยจะถูกแปรสภาพไปเป็น สปป.ชินวัตร ในทางพฤตินัย

ขี้ข้าทักษิณจะได้ดี ข้าราชการแผ่นดินที่ซื่อตรงจะถูกประหัตประหาร พลเมืองดีจะไม่มีที่ยืน

ทักษิณ ชินวัตร จะกลายเป็น “ประธานของประเทศ”

คนไทยจะได้อยู่บนแผ่นดินที่ไม่คุ้นเคยอีกต่อไป!

สุดท้าย...

ขอให้ท่านผู้อ่านช่วยพิจารณาว่า ทางเลือกใดเป็นทางเลือกที่สะใจท่านมากที่สุด?

ทางเลือกใดเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติส่วนรวมมากที่สุด?

และทางเลือกใด คือ ทางเลือกที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด?


จากคอลัมน์ "เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยคน"
นสพ.แนวหน้า ๑o มี.ค. ๒๕๕๗








"รู้มั้ย 'พจมาน' เป็นใคร?"
สารส้ม


ภายหลังการเป่านกหวีดใส่คุณหญิงพจมานที่ห้างดิ เอ็มโพเรียม ปรากฏว่า คุณทยา ทีปสุวรรณ ถูกปฏิบัติการคุกคาม ข่มขู่ กระทั่งบุกถล่มด้วยอาวุธสงครามอย่างต่อเนื่อง!

บ้านย่านสุขุมวิทถูกโยนระเบิดไปป์บอมบ์เข้าใส่ (แต่ไม่ระเบิด)

บ้านแม่ของคุณทยาที่ปากช่อง ถูกยิงถล่มด้วยอาวุธสงคราม ทั้งปืนเอ็ม ๑๖ และอาก้า คนร้ายลอยนวล

บ้านย่านสุขุมวิทถูกโยนระเบิดใส่อีกรอบ คราวนี้เป็นระเบิดสังหาร (แต่ไม่ระเบิด)

โรงเรียนศรีวิกรม์ที่เป็นกิจการของครอบครัวถูกข่มขู่ มีการเอาสีแดงไปป้ายเอาพวงหรีดไปวาง

ยังไม่ต้องพูดถึงกรณีดีเอสไอเร่งรัดคดี เร่งออกหมายเล่นงานฐานกบฏ หลังจากเป่านกหวีดใส่คุณหญิงพจมาน ไม่กี่ชั่วโมง!

ครอบครัวของทยาถูกกดดัน ข่มขู่ ถูกบีบให้ขอโทษคุณหญิงโดยเร็ว ฯลฯ

รู้หรือยังว่า “พจมาน” เป็นใคร? ใหญ่ขนาดไหน?

แม้คนไทยทั้งประเทศจะต้องทุกข์ยากแสนสาหัส ถูกฆ่าตายอย่างอำมหิตจากระบอบทักษิณ พจมานก็ต้องได้อยู่อย่างสุขสบาย เสวยสุขต่อไปแตะต้องไม่ได้เด็ดขาด!

ให้มันรู้เสียบ้างว่าใครเป็นใคร?

จะย้อนความจำให้บ้างก็ได้ว่าพจมานเป็นใคร

๑) ใหญ่แค่ไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าอัยการสูงสุดถึงกับมีคำสั่งไม่ฎีกาในคดีเลี่ยงภาษีของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์

มีผลทำให้คดีต้องยุติลงไป โดยที่ศาลฎีกาฯไม่มีโอกาสได้พิพากษาคดีให้เป็นที่ยุติ

ท่ามกลางข้อครหา ข้อสงสัย โดยที่อัยการสูงสุดไม่แสดงเหตุผลที่แจ้งชัด อ้างแค่ว่า “อัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดี” - “การสั่งไม่ฎีกาเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ และเป็นดุลยพินิจ” - “อัยการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย” ฯลฯ

ทั้ง ๆ ที่ อัยการสูงสุดก่อนหน้านั้นเคยยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้น ซึ่งแสดงว่าอัยการเห็นว่าคดีนี้มีพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอที่จะเอาผิดกับคุณหญิงพจมานและพวกได้ แถมยังชนะคดีในศาลชั้นต้น ก็แสดงว่า ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้มีพยานหลักฐานแน่นหนาเพียงพอที่จะเอาผิดคุณหญิงพจมานและพวกได้ (ลงโทษจำคุก)

แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องคุณหญิงพจมาน แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น(ประธานศาลอุทธรณ์ คุณชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ถึงกับทำความเห็นแย้งต่อคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์) แต่อัยการสูงสุดกลับไม่ติดใจ ไม่สงสัย หรือไม่ฎีกาคดีไปให้ถึงที่สุดเพื่อให้ศาลฎีกาได้พิจารณาชี้ขาดให้เป็นที่ยุติ จะได้สิ้นข้อครหาสงสัยใด ๆ เพราะอย่างน้อย หากไม่เห็นแก่คำสั่งฟ้องของอัยการในอดีต ก็น่าจะเคารพในน้ำหนักของประเด็นความผิดที่ปรากฏชัดเจนอยู่ในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นบ้าง

คดีนี้ คือคดีที่คุณหญิงพจมาน นายบรรณพจน์ และพวก ตกเป็นจำเลยข้อหาร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้นชินฯ (มูลค่าหุ้นกว่า ๗oo ล้านบาทมูลค่าภาษี ๒๗o ล้าน) ศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงแล้ว พิพากษาให้ลงโทษจำคุก โดยระบุถึงขั้นว่า

“...จำเลยทั้งสามเป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะกระทำผิดฐานให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากร จำเลยที่ ๒ (คุณหญิงพจมาน) เป็นภริยาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับผู้บริหารประเทศ จำเลยทั้งสามจึงนอกจากมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนเยี่ยงพลเมืองดีทั่ว ๆ ไปแล้ว ยังควรดำรงตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีสมฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย แต่จำเลยทั้งสามกลับร่วมกันกระทำการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและระบบภาษี ทั้ง ๆ ที่จำนวนภาษีอากรที่จำเลยที่ ๑ (นายบรรณพจน์) จะต้องชำระตามกฎหมาย และจำเลยที่ ๒ (คุณหญิงพจมาน) จะเป็นผู้ชำระแทนในที่สุดนั้น เทียบไม่ได้กับจำนวนทรัพย์สินที่จำเลยที่ ๒ (คุณหญิงพจมาน) และครอบครัวมีอยู่ในขณะนั้น การที่จำเลยที่ ๑ จะชำระภาษีอากรไปตามกฎหมาย เช่น พลเมืองดีทุกคน จึงมิได้มีผลกระทบต่อฐานะของจำเลยที่ ๒ แต่อย่างใด การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามจึงร้ายแรง...”

๒) ใหญ่ถึงขนาดว่าเคยซื้อที่ดินรัชดาโดยผิดกฎหมาย ในราคาถูก ๆ

พจมานเคยซื้อที่ดินรัชดาจากรัฐบาลของสามี ในราคาไม่ถึง ๘oo ล้านบาท

ภายหลัง เมื่อศาลพิพากษาว่าผิด ให้คืนที่ดิน คืนเงิน หลังจากนั้น กองทุนฟื้นฟูฯ ได้ประมูลขายที่ดินรัชดาฯ แปลงดังกล่าวออกไปในราคากว่า ๑,๘oo ล้านบาท

แพงกว่าที่พจมานเคยซื้อกว่า ๑,ooo ล้านบาท!

พจมานเจ๋งกว่าทักษิณ เพราะเป็นคนได้ประโยชน์จากการซื้อที่ดิน แต่ไม่ต้องติดคุกเหมือนทักษิณ เพราะไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมาย ป.ป.ช. (เสมือนให้ทักษิณติดคุกแทน) ดังคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ระบุว่า

“...จำเลยที่ ๑ (ทักษิณ) เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้มีอำนาจในการกำกับดูแลกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เมื่อจำเลยที่ ๒ (พจมาน) เป็นคู่สมรสของจำเลยที่ ๑ การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๒ กับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจึงเป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนบุคคลขัดแย้งผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งต้องห้ามมิให้กระทำ

จำเลยที่ ๑ (ทักษิณ) เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๕๒ มาตรา ๑oo(๑) ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒๒ วรรคหนึ่ง

ส่วนจำเลยที่ ๒ นั้น (พจมาน) มาตรา ๑oo เป็นบทบัญญัติให้การกระทำเป็นความผิดเนื่องจากผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งยังบัญญัติให้การกระทำของคู่สมรสของเจ้าหน้าที่ของรัฐถึงเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐเอง แต่มาตรา ๑๒๒ ซึ่งเป็นบทกำหนดโทษของผู้ฝ่าฝืนมาตรา ๑oo ระบุไว้ชัดเจนว่า ให้ลงโทษแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ฝ่าฝืนมาตรา ๑oo ไม่ได้ระบุให้ลงโทษรวมไปถึงคู่สมรสหรือบุคคลอื่นด้วย จำเลยที่ ๒ จึงไม่มีความผิด และไม่ต้องร่วมรับโทษตามมาตรา ๑๒๒ กับจำเลยที่ ๑…”

๓) ใหญ่ถึงขนาดเคยชักใยบงการระบอบทักษิณ

นายเสนาะ เทียนทอง บันทึกไว้ในหนังสือ “รู้ทันทักษิณ ๔” เรื่อง “จะเอาทักษิณหรือประเทศไทย” สะท้อนบทบาทของ “คุณหญิง” ระบุว่า

“รัฐมนตรีหลายคนจะมี “คนของเขา” เข้ามาบอกว่า เดี๋ยวทำงบฯ นะ จะเอากี่พัน(ล้าน) จะเอาห้าพันหรือหกพัน แต่ต้องเอาเข้าพรรค ๑o เปอร์เซ็นต์ หมายความว่า คุณไปทำอะไรขึ้นมาก็ได้ ไปเขียนโครงการมา ถ้ารัฐมนตรีคนไหนทำไม่ได้ก็อยู่ไม่ได้ เวลาทำโครงการก็ต้องจ้างที่ปรึกษาที่เป็นคนของตัวเอง แล้วใช้วิธีที่เก่งที่สุด คือ การยกเว้นระเบียบพิเศษ ยิ่งใช้วิธีขีดเส้นตายว่าต้องเสร็จวันนั้นวันนี้ เหมือนกับที่สนามบินสุวรรณภูมิ ก็เพื่อจะได้อ้างในการใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างแบบพิเศษ

นโยบาย ๑o เปอร์เซ็นต์นี้ ในการทำโครงการ รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงก็จะต้องทำโครงการโดยไปตกแต่งงบประมาณ ไปพอกหรือเพิ่มงบขึ้นมาก่อน เพื่อว่ามูลค่าโครงการที่เสนอขออนุมัตินั้น จะได้ครอบคลุมถึง ๑o เปอร์เซ็นต์ที่จะต้องหักเข้าพรรคเอาไว้แล้ว จากนั้นไปตกลงกับคนของเขา ผ่าน “คุณหญิง” ตกลงกันเรียบร้อยเมื่อไหร่ เมื่อเรียบร้อยเมื่อไหร่ก็ส่งมาให้ตัวตายตัวแทนทางการเมืองที่เขาไว้ใจ คนที่เคยเป็นลูกจ้างในบริษัทมาก่อน พอเข้า ครม. นายกรัฐมนตรีจะเป็นคนนำเสนอโครงการเองและอนุมัติให้เองเสร็จสรรพ รัฐมนตรีทุกคนไม่ต้องคิด ไม่ต้องสงสัย

ทุกวันนี้ ยังไม่มีใครรู้ว่า ๑o เปอร์เซ็นต์นั้น มีอยู่เท่าไรแล้ว คงต้องไปถามคุณหญิง !”

ยิ่งกว่านั้น นายเสนาะยังบอกด้วยว่า เคยเตือน เคยพูดคุยกับคุณหญิงอ้อ

“ผมบอกว่า “น้อง ถ้ามันได้มาอีกแสนล้าน เอาไปทำไม” เขาพากันตอบว่า “ก็รู้ แต่ในเมื่อเล่นการเมือง มันต้องควักเงิน ก็ต้องถือว่าเป็นธุรกิจ”

ผมเคยเตือนหนัก ๆ ถึงขั้นว่า “ในอนาคต ถ้ามันจะเดือดร้อนหนัก ๆ คือคนเป็นหัวนะ”

เขาก็ตอบอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “ก็รู้ ถ้าพี่ทักษิณจะลง ต้องให้พรรคไทยรักไทยมีอำนาจอย่างน้อยสองสมัยถึงจะปลอดภัย”

รู้แล้วหรือยัง ว่า “พจมาน” ใหญ่แค่ไหนในระบอบทักษิณ!


จากคอลัมน์ "กวนน้ำให้ใส"
นสพ.แนวหน้า ๑o มี.ค. ๒๕๕๗








"นี่หรือรัฐบาลเจว็ดที่จะรักษาประชาธิปไตย"
เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์์


ไม่ว่า ป.ป.ช.จะตัดสินมูลความผิดอย่างไรหรือไม่ ในอีกไม่กี่วันที่จะมาถึงกับนายกรัฐมนตรี กรณีละ เลยดูแลรับผิดชอบโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาล จนถึงเวลานี้ ชาวนาก็จะยังคงไม่ได้รับเงินครบจำนวนจากที่รัฐบาลเป็นหนี้เขา หลบลี้หนีหน้าเขาอยู่นั่นเอง และชาวนาในเวลานี้ ก็ยังไม่ลังเลกับการติดตามถามไถ่เงินของพวกเขา ถึงขั้นรู้สึกโกรธชี้หน้าว่า "รัฐบาลขี้โกง" พวกเขา

เหตุการณ์ก็คงผ่านพัฒนาการในตัวของมันเอง ยังมองหาวี่แววของข้อตกลงยินยอมต่อกันได้ยาก ซ้ำประเด็นต่าง ๆ พัฒนาแต่ละสถานการณ์เพิ่มขนาดของความเข้มข้นอย่างน่าเป็นกังวลยิ่งขึ้น ถึงเวลานี้ ก็ได้เห็นความรุนแรงเกิดขึ้นแล้ว มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บไม่น้อย ขณะที่สถานะของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจสังคม ถดถอยลงอย่างปฏิเสธไม่ได้ และอย่างน่าเป็นกังวลยิ่ง

ด้านการเมืองนั้น แน่นอน เลวร้ายที่สุด ท้ายสุดที่ได้เห็น ประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองก้าวไปไกลเกินกู่ กลายเป็นประเด็นอันมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงของชาติเมื่อมีการประกาศแบ่งแยกประเทศ ตั้งกองกำลังต่อสู้และต่อต้านแยกตัวต่างกันออกไป นี่ไงที่ผมบอกว่า มันเลยจุดที่เป็น Talking point มาสู่จุดที่เป็น Breaking point แล้ว

สิ่งที่จะตกเหลือค้างหลังจากเหตุแตกหักทางการเมืองครั้งนี้ ยังจะมีอยู่ให้เห็นให้ต้องเป็นกังวลกันอีกต่อไป คือ ความเกลียดชัง ของคนสองฝักสองฝ่าย จากการต่อสู้กันทางการเมือง ที่ฉาบหน้าดั่งหนึ่งการต่อสู้ทางอุดมการณ์และชาตินิยม กับความ รู้สึกเกลียดชังต่อกันที่จะเหลือค้างหลังเหตุการณ์คราวนี้ การห้ำหั่นประหัตประหารต่อกัน จึงดูเป็นภาพน่ากลัวน่ากังวลอย่างยิ่ง

ความแตกแยกนั้นจะเป็นอีกหนึ่งสิ่งตกค้างเหลืออยู่หลังเหตุการณ์คราวนี้ ใช่แต่แตกแยกชนิดล้มล้างระบอบทักษิณ ดังเสียงเรียกร้องของมวลหมู่มหาประชาชนเท่านั้นไม่ หากแต่แตกแยกไกลไปถึงแบ่งประเทศออกเป็นสัดส่วน ดังคำประกาศอย่างอหังการของบางคนในฝ่ายรัฐบาลในพรรคเพื่อไทย ในกลุ่มคนเสื้อแดง แยกประเทศแยกส่วนเป็นอิสระแตกออกไป

ทั้งความเกลียดชัง ความแตกแยก ก็คือสิ่งตกค้างที่เหลือรวมมาหลังเหตุการณ์คราวนี้ กลายเหลือตกค้างเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ที่ยังจะมีการขับเคลื่อนขัดแย้งกันอีกยาวนาน การขจัดระบอบทักษิณจะหมดไปชนิดสิ้นซากจริงหรือ การต่อสู้เพื่อการดำรงอยู่ในอำนาจที่ถูกมองว่าเป็นรัฐบาลเจว็ดภายใต้ระบอบทักษิณ กับการปฏิรูปประเทศ จะยังเป็นสิ่งที่จะยังขัดแย้งและต่อสู้กันอีกต่อไป

ขณะที่การต่อสู้ทางการเมืองต่อสิ่งตกเหลือค้างหลังเหตุ การณ์คราวนี้ ยังคงเป็นการต่อสู้ของกลุ่ม

คนชั้นนำในสังคม สิ่งเหลือตกค้างหลังจากนี้ ก็ยังมีเรื่องอันเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคมไทย ในความแตกต่างทางชนชั้น ความห่างกันของช่องว่างทางรายได้และสังคม การปะทะสังสรรค์ระหว่างนายทุนขุนศึกศักดินา กับกลุ่มชนคนรากหญ้า จะยังเป็นปัญหาค้างคาตามมานอกเหนือจากปัญหาทางการเมือง

เป็นประเด็นความเหลื่อมล้ำของสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม และความมีมนุษยธรรม

ถ้าคลี่คลาย ความเกลียดชังต่อกัน ความแตกแยกถึงขั้นแยกส่วนแยกประเทศกับความขัดแย้งทางการเมือง ไม่ได้ในระดับที่ยอม รับกันได้เสียก่อน ความคิดเรื่องการปฏิรูปประเทศ ชนิดยกเข่งเขย่าน้ำนั้น ก็คงเป็นแต่เรื่องที่พูด ๆ กันดั่งวาทกรรมทางการเมืองเท่านั้นเอง นี่หรือไม่ที่เราได้เห็นว่า เงื่อนไขของการปฏิรูปจะเป็นไปได้ ก่อนอื่นใดทั้งหมดสิ้น คือรัฐบาลนี้ต้องออกไป

บนพื้นฐานความขัดแย้งทั้งหมดนี้ คือเรื่องการโกงกินคอร์รัปชัน กับเรื่องอันเป็นบรรทัดฐานแห่งจริยธรรมของสังคม ทั้งสองเรื่อง ถ้ามองจากมุมของมวลมหาประชาชน ล้วนรวมอยู่ในพฤติกรรมของรัฐบาลเจว็ดยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในระบอบทักษิณทั้งสิ้น

ข้อเท็จจริงนอกเหนือจากโครงการจำนำข้าว กับเงื่อนงำความไม่โปร่งใสในหลายโครงการของรัฐบาล พ.ร.บ.นิรโทษกรรมยกเข่ง ยังบ่งบอกระดับมาตรฐานทางจริยธรรมของรัฐบาลอีกด้วย

แล้วเราจะปฏิรูปประเทศนี้กันยังไง หลายฝ่ายพูดถึงปัญหาของประเทศนี้ เป็นปัญหาด้านโครงสร้าง ซึ่งนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ตามมา และยังมีปัญหาถกเถียงกันมากมายในประเด็นอันเป็นเนื้อหาสารัตถะที่จะนำมาแก้ไขปัญหา ในทางการเมือง ประเด็นหลักพูดกันเหมือนท่องจำ ก็คือการพัฒนาความเป็นประชาธิปไตย และเพราะประชาธิปไตยของไทยมีปัญหามากเหลือเกิน

นี่ก็ดูจะเป็นข้อถกเถียงกันระหว่างข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปประเทศ กับการยอมตายในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งดูจะพูดกันไม่รู้เรื่อง และพูดกันบนฐานความคิดที่ต่างกัน ทำให้แนวคิดเรื่องปฏิรูปประเทศไม่เกิดขึ้นจริง หรือกลายเป็นแต่เพียงวาทกรรมทางการเมืองไปเพียงเท่านั้น และการสร้างบรรยากาศให้เกิดภาวะแวดล้อมของจริยธรรมและการสร้างจริยธรรม จึงไม่มีวี่แววให้เห็น

แนวคิดหนึ่งซึ่งสรุปประมวลจากข้อเท็จจริงของการเมืองไทยวันนี้ คือความคิดรวบยอดที่น่าพิจารณาการปฏิรูปประเทศทางการเมือง คือ จะต้องลดอำนาจรัฐให้น้อยลง จะต้องให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพและมีอำนาจมากขึ้น มีส่วนร่วมทาง การเมืองมากขึ้น ที่สำคัญสุดนั้นก็คือ จะต้องสร้างกลไกติดตามตรวจสอบความโปร่งใสในความเป็นธรรมาภิบาลหรือไม่ อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

การปฏิรูปโดยรวมทางการเมือง ทั้งในระดับโครงสร้าง ความเป็นจริง และเนื้อหา จึงจะอยู่ที่ หนึ่ง ความเป็นธรรมาภิบาล สอง การสร้างประชาชนที่ดีในระบอบประชาธิปไตย และสาม คือการสร้างสังคมประชาธรรม (Civil Society) ให้เกิด สามแก่นหลักสำคัญสามเรื่องนี้ ช่วยได้อย่างมากกับการพัฒนาประชาธิปไตย ปฏิรูปเรื่องอันเป็นการเมืองทั้งเชิงโครงสร้างสถาบันและประชาชน

ถึงเวลานี้ หายนะอันเกิดจากเหตุวิบัติทางการเมืองคราวนี้ จนเหลือสิ่งตกค้างที่เป็นความชังต่อกัน เป็นความแตกแยกต่อกัน เป็นความขัดแย้งทางการเมือง ต้องการปฏิรูปประเทศในทางที่จะต้อง เยียวยา แก้ไข ป้องกัน และ ส่งเสริม เรื่องหลักอันมีความสำคัญข้างต้น สังคมไทยวันนี้อ่อนแอลง และเป็นผลอันเนื่องมาจากการมี "รัฐบาลล้มเหลว" ปฏิรูปช้าไป ประเทศนี้จะกลายเป็น "รัฐล้มเหลว" ลงได้ที่มองเห็นและเป็นอยู่ มีความบกพร่องของระบอบและกระบวนประชาธิปไตย (Democratic deficit) และนี่เองทำให้กระบวนการเข้าสู่อำนาจรัฐเกิดความหลวมโพรก ที่ไม่ช่วยคัดสรรชนชั้นผู้นำมีระดับมาตรฐานคุณภาพอันพึงประสงค์ จุดนี้ เองที่ยังทำให้ความเป็นประชาธิปไตย ความมีธรรมาภิบาล หด หายลดน้อยลง นำมาซึ่ง รัฐบาลไม่ดี ข้าราชการไม่ดี ปู้ยี่ปู้ยำกระบวนการของประชาธิปไตย

สิ่งเหล่านี้เกิดมีมาในรัฐบาลนี้หรือไม่ เป็นเรื่องน่าใคร่ ครวญยิ่งนัก มีความคู่ขนานของระบอบประชาธิปไตยที่มีโครงสร้างของระบอบทักษิณสวมครอบงำอยู่ บงการสั่งการครอบงำอยู่จนภาพของผู้นำรัฐบาลเยี่ยงนี้ถูกมองดั่งหนึ่งรัฐบาลเจว็ด และรัฐบาลเจว็ดนั้น ประเทศไหนในโลกนี้บ้างต้องการ.


จากคอลัมน์ "มิติโลกาภิวัฒน์"
นสพ.ไทยโพสต์ ๑o มี.ค. ๒๕๕๗








"รัฐบาลเถื่อน!!!"
บทบ.ก.นสพ.แนวหน้า


เห็นภาพ ทหาร ตำรวจ และชาวบ้านถูกเกณฑ์มารับคณะของ นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าเอางบประมาณมาจากไหนไปจ่ายเบี้ยเลี้ยง และไม่เข้าใจว่าทำไมข้าราชการยังต้อนรับขับสู้อยู่เพราะรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลเถื่อน เป็นรัฐบาลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตัว นางยิ่งลักษณ์ ก็เป็นนายกฯเถื่อน

ความไม่ชอบธรรมและความไม่ชอบด้วยกฎหมายของ นางยิ่งลักษณ์ ไม่ได้เริ่มนับเมื่อ นางยิ่งลักษณ์ ยุบสภาเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่เริ่มนับตั้งแต่วันแรกที่ รัฐบาลนางยิ่งลักษณ์ เข้าบริหารประเทศ เพราะการที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง แต่กลับบริหารประเทศโดยการรับคำสั่งจากนักโทษหนีคดีชื่อ ทักษิณ ชินวัตร จึงเท่ากับว่านับแต่วินาทีแรกรัฐบาลนางยิ่งลักษณ์ จึงไม่มีความชอบธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ทำงานรับใช้ “นักโทษ”

เอาหละแม้บางคนจะบอกว่ายังไม่มีใครชี้ชัดเลยว่า รัฐบาลรับใช้นักโทษแล้วผิด ยังไม่มีใครตีความก็ตาม แต่ในการบริหารงานของ ทักษิณ ผ่านร่างทรงที่ชื่อ ยิ่งลักษณ์ เป็นการบริหารที่ไร้คุณธรรม ไร้จริยธรรม และไร้ความชอบธรรม

ยกตัวอย่างกรณีเดียวคือ ถวิล เปลี่ยนศรี ที่ถูกย้ายจากเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)ที่ศาลปกครองชั้นต้นท่านตัดสินแล้วว่า รัฐบาลย้ายอย่างไม่เป็นธรรม ต้องคืนความเป็นธรรมให้ แต่รัฐบาลนางยิ่งลักษณ์ กลับไปยื่นอุทธรณ์ รอมาจน ๒ ปีกว่า ศาลปกครองสูงสุดก็ตัดสินยืนตามศาลปกครองชั้นต้น

รัฐบาลเถื่อนของ นางยิ่งลักษณ์ จะทำทุกอย่างเพื่อปฏิเสธว่าไม่ยอมรับกระบวนการทุกอย่างที่ตัดสินโดยกฎหมาย เขาไม่ยอมรับตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินคดีซุกหุ้นของ ทักษิณ เขาไม่ยอมรับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ตัดสินคดีซื้อขายที่ดินที่ทักษิณ ต้องติดคุก ๒ ปี และเขาไม่ยอมรับที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยึดทรัพย์ทักษิณ

ฉะนั้นไม่ว่ารัฐบาล นางยิ่งลักษณ์ จะอยู่ในสถานะรักษาการหรือไม่รักษาการ เขาก็ไม่ยอมรับคำตัดสินใดๆ จากองค์กรอิสระ

ต่อให้ศาลปกครองให้คืนตำแหน่งภายใน ๔๕ วัน เขาก็ไม่ทำ ต่อให้ป.ป.ช.ตัดสินว่า นางยิ่งลักษณ์ มีความผิดทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ก็ไม่ยอมรับ ต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินว่าการเลือกตั้ง ๒ กุมภาฯ เป็นโมฆะ เขาก็ไม่สนใจ

เพราะเขาจะบอกว่านี่มันเป็นธงของฝ่ายการเมือง ตัดสินแบบสองมาตรฐาน จึงไม่ยอมรับคำตัดสินใด ๆ ที่ออกมาจากศาลอาญา ศาลแพ่ง และองค์กรอิสระทั้งหมด

มีแต่คนเถื่อนที่เย้ยและไม่สนใจต่อกฎหมาย และเมื่อรัฐบาล นางยิ่งลักษณ์ ไม่สนใจต่อคำตัดสินใด ๆ จึงไม่ต่างจากรัฐบาลเถื่อน

ฉะนั้น มวลมหาประชาชน กปปส. จึงไม่ต้องไปรอว่าจะเอากฎหมาย จะเอาองค์กรอิสระมาขับไล่ นางยิ่งลักษณ์ เพื่อให้เกิดสุญญากาศแล้วทำการปฏิรูปประเทศไทย เพราะรอไป นางยิ่งลักษณ์ ก็ไม่ปฏิบัติตาม

กปปส.จึงทำได้เลย เพราะนางยิ่งลักษณ์ มีสถานะเป็นนายกฯเถื่อน


จากคอลัมน์ "มิติโลกาภิวัฒน์"
นสพ.ไทยโพสต์ ๒๒ เม.ย. ๒๕๕๗








"หลอนทั้งนายและขี้ข้า"
ผักกาดหอม


"ประเทศนี้ไม่ยุติธรรม ระบบยุติธรรมสองมาตรฐาน ทำให้คนเสื้อแดงน้อยเนื้อต่ำใจ ประชดประชันด้วยการแบ่งแยกประเทศ"

เท่าที่ตรวจสอบการให้สัมภาษณ์จากนักวิชาการแดง นักการเมืองในพรรคเพื่อไทย คนในรัฐบาล ส่วนใหญ่ใช้เหตุผลข้างต้น อธิบายถึงปรากฏการณ์ติดป้ายแยกประเทศในแถบอีสานล้านนา

และระหว่างที่ตำรวจเอามือซุกหีบ ส่วนทหารไล่แจ้งความพวกบ้าคลั่งแยกประเทศเพราะถือเป็นภัยความมั่นคงอยู่นั้น

การเปิดรับสมัครกองกำลังเสื้อแดง อ้างว่าเป็นนักรบฝ่ายประชาชนพร้อมพลีชีพได้เพื่อประชาธิปไตยบังหน้า ก็ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการขัดขวางจากเจ้าหน้าที่รัฐ

ทั้งๆ ที่ความคิดแยกประเทศกับการสร้างกองกำลังส่วนตัวเรือนหมื่นเรือนแสนนั้น เป็นเรื่องเดียวกัน มีความเกี่ยวโยงกันจนเห็นนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม แนวคิดแยกประเทศอาจมิได้หมายความถึงการแยกดินแดน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอีกต่อไป!

ย้อนกลับไปที่ข้ออ้างระบบยุติธรรมสองมาตรฐาน ที่ผ่านมาระบอบทักษิณพูดเรื่องนี้เฉพาะผลของกระบวนการยุติธรรม แต่มิได้ระบุถึงเหตุก่อนที่เรื่องจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ขณะที่ระบบยุติธรรมสองมาตรฐานเองนั้น เดิมทีระบอบทักษิณนำมาเป็นข้ออ้างในคดียุบพรรค ที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน แต่ไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์

แต่หลังจากนั้น ทุกคดีที่ระบอบทักษิณเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในศาล หรือแม้กระทั่งแค่ตกเป็นจำเลย ล้วนโทษว่าระบบยุติธรรมสองมาตรฐานทั้งสิ้น

การที่คนเสื้อแดงแสดงความน้อยเนื้อต่ำใจ เพราะฝ่ายตนเองมักพ่ายแพ้ในศาลและองค์กรอิสระ แล้วแสดงออกมาในลักษณะเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ นั่นเป็นพฤติกรรมที่เอาเปรียบสุจริตชนกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่คนเสื้อแดง หรือไม่ใช่คนรักทักษิณ

หากย้อนไปดูเส้นทางของระบอบทักษิณ จะพบว่ามีการทำความผิดซ้ำซากและต่อเนื่อง จนเกิดพฤติกรรมต่อต้านกฎหมาย กติกาทุกกติกาในสังคม ไม่เว้นแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยจึงทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขให้ตนเองเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์จากกฎหมายให้ได้

และเมื่อระบอบทักษิณทำความผิดเป็นลูกโซ่ คนในระบอบทักษิณจึงเกิดความรู้สึกเทียมขึ้นมา คิดว่าฝ่ายตนเองไม่ได้รับความยุติธรรม แล้วมโนภาพว่าเป็นฝีมือของอำมาตย์ พานคิดต่อไปว่าเมื่ออยู่ร่วมกันไม่ได้ก็ขอแยกประเทศดีกว่า

ความขัดแย้งในประเทศไทยจึงมีสาเหตุอยู่ที่ ระบอบทักษิณจมปลักอยู่กับ "ผล" แต่ไม่ยอมย้อนกลับไปแก้ไข "เหตุ" ที่ตนเองสร้างขึ้น

อย่างเช่นกรณีจำนำข้าว ถ้ารัฐบาลเชื่อเสียงทักท้วงเมื่อ ๑-๒ ปีที่แล้วให้แก้ไขเพื่ออุดช่องโหว่คอร์รัปชัน ผลของปัญหา "ยิ่งลักษณ์" จะไม่อยู่ในสภาพผีพรายตายซากเหมือนที่เป็นอยู่

อนาคตแยกประเทศไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง แต่แยกขังเดี่ยวอาจเป็นไปได้ หาก "ยิ่งลักษณ์" หนีไม่ทัน!.


จากคอลัมน์ "อ่านเอาเรื่อง"
นสพ.ไทยโพสต์ ๑o มี.ค. ๒๕๕๗



บีจีและไลน์จากคุณญามี่


Free TextEditor




 

Create Date : 14 มีนาคม 2557
0 comments
Last Update : 14 มีนาคม 2557 8:50:53 น.
Counter : 1319 Pageviews.


BlogGang Popular Award#13


 
haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 138 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.