ทะเลบนภูเขา ตอนที่่ 3
เช้าวันที่ 10 พ.ย.
เขาค้อที่ไม่มี "ทะเลหมอก"
ทำเอาเราผิดหวังไปเหมือนกัน
แต่ไม่เป็นไรน่า ... ไว้มาใหม่ก็ได้

จากร้าน "กาแฟสด-เขาค้อ"
ขับตรงไปไม่กี่ลมหายใจ
ก็จะถึงสี่แยก
ที่ถนนเส้น 2196 
จะมาบรรจบกับถนน 2258

ข้อมูลจากพี่เจ้าของรีสอร์ท
บอกให้เราเลี้ยวขวา
เมื่อเลี้ยวขวาป๊าบบบ ...
ตาทั้งสามคู่
ก็เหลือบมองเห็นร้านกาแฟใหญ่
ที่มีชื่อว่า "เขาค้อ-กาแฟสด"
... ร้านนี้แน่นอน
ที่เขาว่าดังที่สุด 
และพวกเราก็สรุปได้ว่า 

"เรากินร้านผิด"

แค่ชื่อสลับกันเท่านั้นเอง
พวกเรานั่งขำกันในรถ
ไม่เป็นไรหรอก
เพราะกาแฟ "ลุง" ก็อร่อยไม่เบา

ไว้พรุ่งนี้ค่อยมา "เช็คบิล"
ขับตามถนน 2258 ไปสักครู่
ก็จะถึงป้ายทางขึ้น
"พระตำหนักเขาค้อ"

พวกเราชะลอรถอย่างหวั่น ๆ
เมื่อนึกถึงคำพูดของเจ้าของรีสอร์ท

"ทางขึ้นพระตำหนัก
ต้องอาศัยจังหวะหน่อย"

ถ้าต้องอาศัยจังหวะ
แสดงว่าทางมันต้องชันมากแน่นอน
รถยนต์กึ่งลุยกึ่งเก๋ง
ที่ไม่ได้ขับเคลื่อนสี่ล้อ
จะพาเราไปถึงที่หมายนี้หรือไม่
ต้องมาวัดดวงกัน

"ลุยก็ลุย"

ผมตัดสินใจเลี้ยวซ้าย
ขึ้นไป "พระตำหนักเข้าค้อ"
คงไม่มีอะไรเลวร้าย
ไปกว่าถนนที่ขึ้นมาจากรีสอร์ท
ที่ทั้งสั้น สูงชัน
และโผล่ออกมาตัดกับถนนเลย

ถนนสองเลนสวนกัน
ขนาบไปด้วยพื้นป่าสีเขียว
ในใจของพวกเราระทึก
ว่าเมื่อไหร่จะเจอทางวิบากเสียที
แต่ว่าผิดคาดครับ
ขับไปเรื่อย ๆ
ก็ไม่เห็นว่าจะมีทางชันอะไรมากมาย
แป๊บ ๆ ก็มาถึง "พระตำหนักฯ" จนได้

พระตำหนักเป็นอาคารคล้ายพัดคลี่
วางเป็นแนวครึ่งวงกลม
ตรงกลางมีวงเวียน "ดอกไม้"
ซึ่งเต็มไปด้วย "กุหลาบ" นานาพันธุ์
อากาศที่หนาวเย็นและสดชื่นนั้น
ทำให้กุหลาบนั้นดอกใหญ่
และบานสะพรั่งทั่วไปหมด

เราตัดสินใจเดินไปยังจุดชมวิว
ที่อยู่ใกล้กับลานจอดรถเป็นที่แรก
พระตำหนักเขาค้อ
ตั้งอยู่บนที่สูงเหมือนกัน
เมื่อมองลงไปด้านล่าง
ก็จะเห็นผืนป่าสีเขียว
เป็นเนินเขาสลับสับหว่างกันไปมา
มองแล้วก็เพลินตาดีครับ
มีคนมาถ่ายรูปจำนวนหนึ่ง
รวมถึงพวกเราด้วย

ข้าง ๆ จุดชมวิวนี้
จะมีบ้านพักของทางราชการ
ซึ่งนับว่าอยู่ในจุดที่สวยมาก
เพราะจะมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงาม
อย่างที่เรายืนอยู่กันตรงนี้
จากหน้าต่างของบ้านพักเลย

จากจุดชมวิว
เราเดินลัดเลาะสนามหญ้า
ที่ปกคลุมไปด้วนต้นสนสูงใหญ่
ไปจนถึง "วงเวียนดอกกุหลาบ"
หน้าพระตำหนักฯ

เราเดินชมกุหลาบต้นนั้นที ต้นนี้ที
เก็บภาพไว้ได้หลายภาพ
จนกระทั่งถึงทางเข้าพระตำหนักฯ
พระตำหนักไม่ได้เปิดให้คนเข้าชม
แต่ก็สามารถเดินผ่านช่อง
ของอาคารตรงกลาง
ไปชมวิวด้านหลังของพระตำหนักได้

เสร็จจากการชมพระตำหนัก
พวกเราก็เดินไปทำธุระเล็กน้อย
ผมแอบออกมาทานกาแฟกับขนมจีบ
ที่จัดไว้บริการนักท่องเที่ยว
โดยเหล่าน้อง ๆ ทหาร

ไม่น่าเชื่อว่า
ลีลาการตักเสิรฟ์ขนมจีบของน้องทหาร
จะทำได้ "นุ่มนวลและสุภาพ"
กว่าบริกรในร้านอาหารดังเสียอีก

จุดหมายต่อจากนี้
ก็คือ "ทุ่งแสลงหลวง"
ผมไม่ได้มีความรู้อะไรมากมาย
เกี่ยวกับอุทยานแห่งชาตินี้
รู้แต่ว่าสิ่งที่เค้ามาดูกันก็คือ
"ทุ่งหญ้าสะวันนา"
และ "แมงกะพรุนน้ำจืด"

เราออกจากพระตำหนักฯ ราวสิบโมง
ขับดูวิวไปเรื่อย ๆ ไม่รีบร้อน
ให้น้องสาวผมคอยมองรีสอร์ท
ที่อยู่ตามรายทาง
เผื่อว่าเราอาจจะลองมาพักกัน
ในคราวต่อไป

ถนนรอบเขาค้อค่อนข้างดี
มีช่วงที่ทำถนนบ้าง
แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นหลุมเป็นบ่อ
ทิวทัศน์สองข้างทาง
ยังคงมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก
ผมอยากให้มันเป็นอย่างนี้
ต่อไปนาน ๆ จังเลยครับ

ขับรถมาไม่นาน
ถ้าเลี้ยวขวาเราก็จะไป 
"น้ำตกศรีดิษฐ์"
แต่เราจะขับทางตรง
ไปยังอุทยานแห่งชาติ
"ทุ่งแสลงหลวง"

ทางเข้าอุทยานมีป้ายใหญ่
แต่ซอยแคบยังกะแถวเจริญกรุง
ถนนที่ยังเป็นคอนกรีตอยู่
ทำให้เราแอบหวังว่า
เราจะได้เข้าไปเที่ยวลึก ๆ หน่อย

เมื่อขับมาได้สักพักจะถึงทางแยก
ที่ถ้าตรงไป ...
เราจะเข้าไปในตัว "อุทยาน" จริง ๆ
ข้างหน้าเป็นอาคารคล้ายป้อมยาม
มีเจ้าหน้าออกมาแนะนำเรา
บอกว่าถ้าเราจะเข้าไป
เราจะต้องไปชำระเงินค่าธรรมเนียมนิดหน่อย
แต่ถ้าจะดูแค่ "ทุ่งหญ้าสะวันนา"
มันก็อยู่ตรงหน้าของท่านนี่แหละครับ

"ทุ่งหญ้าสะวันนา" เป็นยังไงนะเหรอ
มันก็ไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไร
มันก็คือทุ่งหญ้าสูง ๆ
ตรงปลายมีรวงคล้ายกับรวงข้าว
ผมอธิบายให้แม่ฟังว่า
ที่แอฟริกามักมีทุ่งหญ้าชนิดนี้
เหมือนกับที่เราดูตามสารคดี
พาเที่ยวแถบแอฟริกา
ที่มีสิงโตวิ่งไล่กวดม้าลาย
อะไรทำนองนี้

ก็เพื่อจะทำให้
ทุ่งหญ้ามันดูมี "คุณค่า" ขึ้นอ่ะนะ

เราเลี้ยวเข้าไปที่ประชาสัมพันธ์
มีเจ้าหน้าออกมาคุยกับเรา
เรื่อง "แมงกระพรุนน้ำจืด"
ที่มีรูปยืนยันอยู่บนบอร์ด
ว่า "มันมีอยู่จริง" นะจ๊ะ
เพียงแต่เราจะไม่เจอมัน
ช่วงฤดูหนาวนี้

การเข้าไปยังตัวอุทยาน
เจ้าหน้าที่บอกว่า
น่าจะใช้รถที่มียางสูง 215 ขึ้นไป
โธ่ รถเรามันแค่ 205
แทบขับเคลื่อนสองล้ออีก
เสี่ยงเกินไปที่จะเข้าไปลุย

พวกเราขับรถวนออกมา
ถ่ายรุปกับทุ่งหญ้าสะวันนาสักเล็กน้อย
แล้วขับต่อไปยังจุดหมายอีกที่หนึ่ง
นั่นก็คือ "แก่งบางระจัน"

จากทางปากทางเข้าอุทยาน
ขับไปสักเล็กน้อย
ก็จะถึงทางเข้าแก่งบางระจัน
ซึ่ง ... เป็นถนนลูกรัง

"ยังไงก็ต้องขับเข้า"

มีพี่กระบะคันนึง
ขับสวนเราออกมา
ก็เลยได้ถามไถ่กันหน่อย
ว่าหน้าตาอย่างรถของเรา
จะมีปัญญาได้ดู "แก่งบางระจันไหม?"
คุณลุงเจ้าของรถ
ยิ้มให้เราอย่างเป็นมิตร
พร้อมกับบอกว่า "สบายเลยครับ"

ถนนลูกรังที่ไม่วิบากนัก
รายล้อมไปด้วย "ต้นไผ่"
ที่เอนเบียดกันเป็นกระโจม
หนทางขดเคี้ยวนิดหน่อย
แต่ไม่ไกลเลย
สักพักเราก็ได้ยินเสียงน้ำ
พร้อมกับมีรถนักท่องเที่ยว
จอดพักชมวิวอยู่ก่อนหน้าเรา
อยู่แล้วหนึ่งคัน

แก่งบางระจันเป็นแก่งเล็ก ๆ
ไม่เหมือนแก่งบนแม่น้ำใหญ่
อย่าง แก่งสะืพือ นะครับ
กึ่งแก่ง กึ่งน้ำตกเรียด ๆ มากกว่า
ไม่มีร้านอาหาร
ไม่มีเจ้าหน้าที่
แต่เห็นมีเรือพายผูกอยู่หลายลำ

มีทางเดินลงไปชมแก่งน้ำ
แต่เพียงสั้น ๆ
จุดชมวิวคือโขดหิน
ขนาดเพียงสองตารางเมตร
เป็นจุดที่เราถ่ายรุปเล่นกัน
บนเนินดินมีดอกบัวตอง
กับผีเสื้อสีสวยคู่นึง
บินล้อเล่นกันไปมา
น่ารักทีเดียวครับ

เมื่อชมแก่งบางระจัน
กันจนชื่นฉ่ำ
ก็ได้เวลาจากไป
เพื่อหาอะไร "ยัดใส่ท้อง"
ตอนนี้ทุกคนหิวมาก
จนถึงขนาดที่ว่า
เจออะไรเราก็จะกินกันแล้วหล่ะ








Create Date : 24 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2556 1:50:59 น.
Counter : 361 Pageviews.

2 comments
  
อ่านแล้วทำให้นึกถึงอดีตเลยค่ะแก่งที่ว่าหนอนเคยไปเข้าค่ายภาษาอังกฤษสมัยอยู่มปลายส่วนพระตำหนักเคยไปกับอดีตใครบางคน
ปล.ตอนนี้อากาศหนาวมากไหมคะ
โดย: nonnoiGiwGiw วันที่: 24 พฤศจิกายน 2556 เวลา:22:06:22 น.
  
ตอนที่ผมไปก็ยังไม่หนาวมากครับ
แค่เย็น ๆ เท่านั้นแหละ ^^
โดย: Guynes วันที่: 25 พฤศจิกายน 2556 เวลา:2:03:15 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Guynes
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ผู้ชายเซอร์ ๆ ที่รักดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ ชอบดื่มกาแฟและเบียร์ เคยฝันว่าอยากมีห้องสมุดเป็นของตัวเอง เพราะรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้อ่านหนังสือ และจะอ่านแบบไม่กินไม่นอนจนกว่าจะอ่านจบ
พฤศจิกายน 2556

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
9
10
11
12
13
14
15
17
18
19
20
21
22
26
27
28
29
30
 
24 พฤศจิกายน 2556
All Blog