If the disappointment is worth, it is that it makes me stronger
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2556
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
5 กรกฏาคม 2556
 
All Blogs
 
การผจญภัยหมื่นลี้....จากหัวไก่สู่ด้ามขวาน ตอน ต้าหลี่ - ลี่เจียง4

               รุ่งสางของวันฉันตื่นมาถ่ายพระอาทิตย์ทอแสงงามบนขอบเขา และอาบน้ำแต่งตัว แบกเป้คู่ใจลงไปฝากกับพนักงานประจำโฮสเทล วันนี้สำหรับฉันไม่มีคำว่าหลงทางอีกต่อไป เพราะเมื่อคืนได้สำรวจเสียจนทั่ว จุดเกิดเหตุอยู่ตรงไหนฉันจำได้แม่นยำไม่มีพลาด

 

 

                 

               ฉันออกไปสมทบกับสก๊อต อีธาน และเพื่อนใหม่ที่เพิ่มมาอีกหนึ่งคน เฮนรี่ ผู้บ่าวชาวอังกฤษ มาร่วมหารค่ารถ[1]และประสบการณ์เดินทางไปชางซาน<苍山>กับเรา วันนี้สบายกว่าเดิมเล็กน้อยเพราะมีกระเช้าส่งขึ้นไปถึงด้านบน คนขับรถบอกให้พวกเราซื้อตั๋วกระเช้าไป-กลับ[2] ด้วยเหตุผลว่าไม่มีเส้นทางลงและเดินลำบาก พวกเราทั้งสี่ยืนตัดสินใจครู่หนึ่งก่อนยอมเสียบัตรผ่านประตู[3]และนั่งกระเช้าขึ้นสู่เขาชางซาน<苍山>

               จุดแรกที่เราสามารถชมได้ทันทีหลังลงจากกระเช้า คือ ลานกระดานหมากรุกยักษ์ ที่ทำสวยๆเก๋ๆ ประดับแสดงให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปคู่ ในบริเวณใกล้เคียงมีบันไดต่อขึ้นไปยังสถานที่สักการะเจ้าแม่กวนอิมกลางน้ำ จากจุดนี้มีสองเส้นทางให้นักท่องเที่ยวเลือก ทางหนึ่งสามารถปั่นจักรยานเที่ยวได้ แต่.... พวกเราดันเลือกเดินขึ้นเขาต่อด้วยใจอยากลองของ ผลคือพวกเราเดินเหนื่อยแทบกระอัก ทั้งเส้นทางยังปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินผ่าน ปักป้ายหราห้ามนักท่องเที่ยวผ่านเป็นภาษาจีน รูป สัญญะ อะไรก็ไม่มี แล้วฝรั่งหัวทองสามคนจะเข้าใจได้อย่างไร ฉันจึงเตือนบอกพวกเขาทั้งสามคน สก๊อตและอีธานยอมถอดใจกลับมาเดินเส้นทางปกติ ส่วนเฮนรี่ขอลองเดินต่อไปตามทางของเขา พวกเราจึงแยกจากกัน

 

 

 

 

               พวกเรากลับมาเดินเส้นทางเรียบๆติดหน้าผา ที่คงหลงเหลือซากหิมะตามทางเดินเป็นแห่งๆ จากบนนี้เราสามารถมองเห็นถึงทะเลสาบเอ๋อไห่<洱海> สีฟ้าขนาดใหญ่ที่ขนานคู่ไปกับผืนดินต้าหลี่<大理> และ อาณาเขตรอบกู่เฉิง<古城>ฉันเหล่ป้ายระยะทางและนับถอยหลังทุกครั้งที่เห็น บวกลบคูณหารแล้วประมานสิบกิโลเมตรจากต้นทางกระเช้าไปยังปลายทางลงอีกด้านหนึ่ง ตลอดทางเพื่อนรุ่นใหญ่มักสรรหาเกมส์และคำถาม ประเภทคิดชื่อเมนูอาหารที่เราอยากทานมากที่สุดพร้อมทั้งเหตุผล ซึ่งพูดไปอธิบายไปน้ำลายยิ่งสอ ท้องร้องหนักขึ้นอีก จนพวกเราต้องยุติเกมส์อย่างด่วน 

 

 

 

 

 

               ตลอดหลายวันมานี้ฉันเคยชินกับการใช้ชีวิตตัวคนเดียวในเมืองจีนเสียแล้ว เคยกังวลว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อต้องเดินทางคนเดียว ฉันจะเหงาไหม จะเกิดปัญหาอะไรหรือเปล่า เพราะจริงๆแล้วฉันขี้เหงาจะตาย แต่พออยู่มาเรื่อยๆกับเริ่มสงสัยว่าตนเองว่าแท้จริงแล้วเป็นคนอย่างนั้นหรือไม่ ทำไมไม่รู้สึกอะไรเลย หรือเพราะฉันรู้วิธีจัดการกับความเหงาที่มันบั่นทอนจิตใจให้หดหู่ และมีความสุขกับเรื่องราวรอบตัวได้ ถึงไม่มีเพื่อนเดินทางฉันคงไม่เหงา แต่เมื่อได้มาเจอฝรั่งเพื่อนรักสองคนนี้ มันกลับทำให้ฉันเข้าใจเรื่องหนึ่ง เพื่อนไม่ใช่แค่คนเดินร่วมทางแก้เหงา แต่เขาคือคนที่แบ่งปันความสุขให้กับเรา แม้การอยู่คนเดียวมันไม่ทุกข์ ทว่าหากมีเพื่อนมาเดินเคียงข้าง ชวนหัวเราะไปพร้อมกัน ชีวิตมันคงสนุกและอบอุ่นใจมากขึ้นกว่าเป็นกอง ซึ่งตลอดระยะเวลาออกเดินทางมาฉันพบผู้คนมากมายสร้างเครือข่ายทุติยภูมิเล็กๆร่วมทางแล้วจากไป ยังไม่เคยมีใครรู้ใจฉันดีไปกว่าตน แต่ว่า....ใครจะรู้เล่าหนอ เพื่อนที่ดีที่สุดอาจได้มาจากการเดินทางในระยะเวลาอันสั้นก็เป็นได้

 

 

 

               เฮนรี่กลับมาอีกครั้ง ฉันไม่รู้ว่าเขาเดินไปไกลถึงไหน แต่กลับมาด้วยหน้าตาเหนื่อยอ่อนและบอกกับพวกเราว่าเดินต่อไปไม่ได้ อ้าว ข้าเตือนท่านแล้ว พวกเราจึงกลับมาร่วมทางกันอีกครั้ง จนมาถึงทางลงบันไดไปโรงถ่ายแปดเทพอสูร ภาพยนตร์จีนชื่อดังที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักแวะมาเยือน นั่น...ไอ้ลุงคนขับอสรพิษ ไหนบอกไม่มีทางลงไปข้างล่าง แล้วทางบันไดหินทำเป็นขั้นเรียบๆสวย ที่เห็นนี่มันคืออันหยั่ง พวกเราทั้งสี่คนหันมาสบตากันโดยอัตโนมัติทันทีที่เดินผ่าน ไม่มีคำพูดใด เราต่างรู้กันจากสีหน้าและสายตาที่ต้องการพูดว่า “แม่งหลอกกู....”  หลวมตัวเชื่อจนได้สินะเรา

               ในที่สุดพวกเราเดินมาจนถึงสถานีกระเช้าอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดจีน เฮนรี่แยกย้ายไปกับฝรั่งที่เพิ่งเจออีกคนหนึ่ง ส่วนพวกเราสามคนถึงเวลาพักเท้าหย่อนตูด นั่งเก้าอี้กระเช้าห้อยขากันไปคนละคัน ระหว่างฉันกำลังเพลินกำลังกับทิวทัศน์รอบด้าน อีธานได้หันมาตะโกนบอกให้ฉันมองลงไปบนพื้นดินด้านล่างที่เต็มไปด้วยหลุมฝังศพนับร้อยพัน วางเรียงรายท่ามกลางป่าไม้ใต้กระเช้า ชาวบ้านเขามาฝังศพกันที่นี่เองหรือเนี่ย ช่างเข้าใจเลือกให้มองมากเลยทีเดียวอีธาน

 

 

 

               หลังจากลงมาถึงด้านล่าง พวกเราตกลงใจพึ่งขาสองข้างตนเองเดินกลับเข้ากู่เฉิง<古城> ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีกระเช้า และแวะช่วย   พวกเขาทั้งคู่ซื้อตั๋วรถเข้าคุณหมิง<昆明> ก่อนสวาปามอาหารชุดใหญ่ที่รวบเอา โปรตีน คาร์โบไฮเดต เกลือแร่ ในมื้อเช้า กลางวัน เย็น รวมเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเลี้ยงส่งพวกเราสามคนแยกย้ายกันเดินทาง

               หนึ่งวันนี้จบลงอย่างรวดเร็ว เร็วจนกระทั่งไม่มีแม้แต่โอกาสเยี่ยมชมเจดีย์สามองค์สีขาวในวัดฉ๋งเซิ่ง<崇圣寺> ฉันใช้เวลาที่เหลือเดินเล่นในกู่เฉิง<古城> อำลาถนนสายโบราณ ร้านค้า และชาวไป๋<白>ที่ขายของสองข้างทาง ถึงอยู่เพียงไม่นาน แต่หวังใจว่าสักวันฉันอาจได้กลับมาเหยียบที่นี่อีกครั้ง ต้าหลี่<大理> เมืองที่ทำให้ฉันหลง(เสน่ห์)มาแล้ว

 

 

               โดยส่วนตัวฉันชอบเมืองนี้มากกว่าลี่เจียง <丽江>ฉันว่ากู่เฉิง<古城> ที่นี่สงบ เรียบง่าย ไม่วุ่นวาย บรรยากาศดี และมีชีวิตตามวิถีของตน มีโรงหนังเก่าแก่มีโรงเรียนเล็กๆ มีบ้านเรือนไม้ที่มิใช่พยายามตกแต่งเสแสร้งให้มันโบราณ หรือตั้งร้านขายของหน้าตาซ้ำๆดูเป็นประตูน้ำหรือไนท์บาร์ซาร์เพื่อการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ซึ่งสก๊อตและอีธานต่างเห็นด้วยและชอบเมืองนี้มากกว่าด้วยเหตุผลที่ใกล้เคียงกัน แต่พอมาคิดๆไปแล้ว ประเทศไทยเองก็ดี หรือเมืองจีนตั้งแต่เหนือจรดใต้ก็ตาม ไม่ว่าที่ไหนๆในโลกล้วนชอบเอาความโบราณออกมานำเสนอ เพราะมันขายได้เสมอ

 

 

 

               ฉันกลับไปเอาสัมภาระที่โฮสเทล และนั่งรถประจำทางไปลงสถานีรถไฟที่เซี่ยกวน[4]<下关> ดึกดื่นค่ำคืน อากาศเย็นฉ่ำ ลมโชยหวิวๆ ผู้โดยสารมากมายนั่งรอเหมือนขอทานอยู่หน้าสถานีรถไฟที่ปิดประตูเงียบสนิท โอ้... มันปิดประตูกันทำพระคุณเจ้าอะไรเพลานี้ ถ้าอากาศหนาวสะท้านกว่านี้ผู้โดยสารคนอื่นจะเป็นเช่นไร หรือมันแอบรู้กันกับร้านขายของชำด้านล่างที่เปิดร้านบริการโซฟานั่งหยอดก้นครั้งละห้าหยวน

 

 

               เหลือเวลาอีกสามชั่วโมงตูต้องมานั่งหนาวในมุมอับใช่ไหมเนี่ย หา  ฉันนั่งจดบันทึกแก้เซ็งอยู่หน้าสถานีรถไฟโดยมีชาวจีนสามสี่คนมุงดูอยู่ข้างๆ -*-  หนึ่งชั่วโมงถัดมาประตูสถานีเปิดให้ผู้โดยสารเข้าไปรอทางด้านใน ผู้ชายจีนคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทาย ชวนฉันพูดคุย ตามประสาคนแบกเป้มาเหมือนกัน ชายคนนี้เป็นพนักงานโฮสเทลในทิเบต พอใกล้ช่วงปีใหม่เขาจึงถือโอกาสลาพักหนาวเข้าเมืองใต้ คุยกันไปคุยกันมา จู่ๆชวนหนีเข้าทิเบตเสียอย่างนั้น มีแนะนำให้ฉันเดินทางโดยรถประจำทาง เพราะปลอดภัยไร้การถูกตรวจ ชาวเกาหลีญี่ปุ่นนิยมทำกันบ่อย อ่าฮ้า...แนะมาอย่างนี้มันก็เข้าทางฉันเลยสิคุณคนจีน

               พวกเราสนทนาได้ครู่หนึ่ง ประตูชานชาลาเริ่มเปิดออก ผู้โดยสารต่างรีบเดินไปกระจุกกันที่หน้าประตู และเบียดแทรกตัวไปถึงรถไฟ ฉันเพิ่งสังเกตว่าประชากรมุ่งสู่คุณหมิง<昆明> มีมากขนาดไหน ทันทีที่ประตูรถไฟถูกเปิดออก ผู้คนต่างยื้อแย่งเอาพุงติดหลัง เอากล่องลังแหย่ก้นอีกฝ่าย ล้อมเป็นวงกระแทกกันอยู่ที่หน้าประตู น่ากลัวชะมัด นายสถานีเริ่มทนไม่ไหวต้องตะโกนแข่งกับเสียงผู้โดยสารบังคับให้เข้าแถว บางครั้งฉันตั้งคำถามกับตัวเองว่าฉันใช้ชีวิตเอื้อยเฉื่อยไปหรือเปล่า ถึงไม่เคยเข้าใจชาวจีนเลยสักครั้ง ว่ารีบร้อนกันไปทำไม ทั้งที่รถไฟต้องจอดรอจนถึงเวลาของมันซึ่งอีกตั้งครึ่งชั่วโมง ฉันยืนออกห่างรอฝูงชนที่บ้าคลั่งพยายามยัดตัวขึ้นรถ พอผู้คนเริ่มซาฉันจึงค่อยเดินเข้าไปในขบวนโดยสาร

 

 

 

 

               “วิ้ด ว้าย กระตู้ หู้” รู้สึกตื่นเต้นดีใจ ครั้งแรกในชีวิตที่ได้สัมผัสรถไฟสองชั้น ทุกอย่างเหมือนกับรถไฟธรรมดาเพียงแต่ขนาดใหญ่กว่า มีบันไดขึ้นไปชั้นสอง มิน่าเจ้าผู้ชายคนเมื่อกี้ถึงถามว่านอนชั้นไหน ฉันแอบถ่ายรูปอย่างลับๆไม่พยายามแสดงความเป็นคนไทยให้ใครเห็น เดี๋ยวเขาจะคิดว่าบ้านเราไม่มีรถไฟ และรีบจัดวางกระเป๋าเตรียมเข้านอน

                  ตาเริ่มหรี่ สมองเริ่มปิดการรับรู้ ความง่วงเข้าขั้นขีดสุด อยากนอนใจจะขาด แต่ดันเกิดปัญหาศึกชิงที่นอนระหว่าง ครอบครัว ก. สามีอยากนอนใกล้กับภรรยา เลยไปรอเปลี่ยนที่กับครอบครัว ข. ที่มีสมาชิกมากกว่า และอยากนอนรวมกันทั้งครอบครัวในช่องตู้นอนเดียวกัน ซึ่งมีฉันที่นอนอยู่เตียงชั้นสองกับภรรยาครอบครัว ข. ที่นอนอยู่ชั้นแรก คนหนึ่งอยากใกล้ภรรยา  อีกคนหนึ่งอยากใกล้กับลูกชาย ยื้อแย่งจ้องหน้าทำสงครามเย็นไม่ไปไหน เดือดร้อนถึงฉันไม่เป็นสมาชิกครอบครัวใคร แต่ต้องโดนลูกหลงนั่งรอสงครามสงบ

                  สิบนาทีผ่านไปยังคงเป็นประเด็นถกเถียงลงตัวไม่ได้ “เฮ้ย...พวกคุณเป็นอะไรกันมากหรือเปล่า ปัญหาเยอะกันจัง ทำไมต้องอยู่ด้วยกัน ซื้อตั๋วอะไรมาก็นอนๆไปเถอะ  แค่ห้าชั่วโมงจะห่างกันไม่ได้เลยหรอไง  ห่ะ ฉันเหนื่อย ง่วง(โว้ย)”  สติสัมปชัญญะที่ลดลงทำให้ฉันเริ่มหงุดหงิด วีนแตก โวยวาย ขวิดไล่ทุกคนกลับไปสู่ที่เดิมอันควรจะเป็น จนคุณแม่ครอบครัว ข. เลิกพูดจุกจิก บงการสั่งฉัน ลูกชายนิ่งเงียบล้มตัวลงนอน และอาอี๋ถอยทัพกลับไปนอนที่เดิมของตัว คิดไปแล้วช่างโชคดีเหลือเกินที่ตอนนั้นฉันไม่โดนชาวจีนรุมสกรัมเสียก่อน ทว่ามันกลับได้ผลและยอมลดราวาศอกอย่างดีเกินคาด

                  วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 ขอให้ความสงบจงมีแด่ฉัน

 



[1] ราคา 20 หยวน

[2] ราคา 80 หยวน

[3] ราคา 30 หยวน (บัตรนักศึกษา 15 หยวน)

[4] ชื่อเมืองใหม่ของต้าหลี่<大理> ห่างจากเขตเมืองเก่าไปประมานสี่สิบนาที




Create Date : 05 กรกฎาคม 2556
Last Update : 5 กรกฎาคม 2556 17:43:40 น. 4 comments
Counter : 630 Pageviews.

 
วิวสวย โนัะ
ตื่นเต้นด้วยจ้า


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 5 กรกฎาคม 2556 เวลา:17:56:11 น.  

 
ชอบวิวรูปที่ 7 จังค่ะ


โดย: little mouse in big apple วันที่: 5 กรกฎาคม 2556 เวลา:18:59:59 น.  

 
ชอบใจตรงวีนเหวี่ยงใส่สองครอบครัวนั้น ฮ่าๆ สะจาย~ ว่าแต่วีนใส่เป็นภาษาอะไรคะ ?

แล้วสองหนุ่มฝรั่งนั่นไม่ได้มาด้วยกันแล้วหรือคะ แยกกันที่เมืองนี้อ่ะนะ ? เสียดายจังค่ะ ดูคุยกันถูกคอดีมากเลย


โดย: :D keigo :D วันที่: 10 กรกฎาคม 2556 เวลา:22:53:57 น.  

 
ชอบภาพแรกจัง แล้วก็ตกใจรูปคนเบียดเข้าไปในรถไฟ
ปล.ไอเดียเก๋มาก รถไฟสองชั้น


โดย: แฟนlinKinPark วันที่: 14 กรกฎาคม 2556 เวลา:9:24:13 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

wanderswallow
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Custom Search
New Comments
Friends' blogs
[Add wanderswallow's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.