ขอบคุณทุกท่านที่มาเยี่ยม... บ้านนายซึมลึก ยินดีต้อนรับครับ
บันทึกไกลบ้าน: ฤดูใบไม้ผลิแรกที่เกาหลี

20110418



บันทึกไกลบ้าน: ฤดูใบไม้ผลิแรกที่เกาหลี


ช่วงนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น แน่นอนดอกไม้หลากชนิดก็เบ่งบานอวดโฉมหลากสีสัน สีเขียวแห่งความอุดมสมบูรณ์ก็ผุดขึ้นบนยอดกิ่งของต้นไม้ที่ทอดร่างแห้งเหี่ยวราวกับสูญสิ้นการมีชีวิตไปแล้วในฤดูกาลที่ผ่านมา ผู้คนในเวลานี้ก็กลับมีชีวิตชีวาขึ้นเล็กน้อย หลังจากอดทนกับความหนาวเหน็บและแห้งแล้งในฤดูหนาว ถ้าขับรถออกไปตามชานเมืองก็จะสังเกตเห็นเชาวบ้านเริ่มปลูกผักเขียวรื้นไปทั่วแปลง อันที่จริงต้นไม้เองก็เช่นกัน ที่ผลิดอกออกช่อต้อนรับฤดูนี้ก็เพราะว่าอุณหภูมิที่อบอุ่นบวกกับความชุ่มชื้นจากสายฝนล้วนเป็นปัจจัยที่เหมาะสมในการที่มันจะเติบโตและขยายพันธุ์ มันจึงได้เร่งสร้างดอกเพื่อออกผล เร่งผลิใบเพื่อต้อนรับแสงแดดในการสังเคราะห์อาหาร มันคงไม่ได้มีเหตุผลเพื่อให้มนุษย์อย่างเราๆชื่นชมความงามแล้วโรยกลีบลาไปเพียงไม่กี่ชั่วคืน ถึงกระนั้นผมก็อดรื่นรมชื่นชมความงามของดอกไม้ที่ออกช่อรวงในฤดูใบไม้ผลิไม่ได้ ความสวยงามของธรรมชาตินั้นจะพรรณาออกมาเป็นคำพูดหรือตัวหนังสือก็คงยากจะเทียบเคียง แม้แต่จิตรกรเอกก็คงไม่สามารถถ่ายทอดความรื่นรมณ์และสุนทรียะที่เกิดขึ้นในห้วงอารมณ์ของมนุษย์ยามที่อยู่ท่ามกลางความละมุนละไมและพลั่งพรูในธรรมชาติได้

ความดื่มด่ำของผมยิ่งเพิ่มพูนขึ้นอีกทับทวีจากความตื่นเต้นที่ได้เห็นดอกซากุระบานสะพรั่งครั้งแรกในชีวิต นานมาแล้วที่ได้รับรู้ความเป็นซากุระผ่านการ์ตูน รายการทีวี สารคดี ภาพเขียน ภาพถ่ายของซากุระหรืองานเขียนชิ้นเอกอย่างข้างหลังภาพของศรีบูรพาที่บรรยายถึงภาพอันสวยงามของซากุระ ผมไม่ปฏิเสธเลยว่าซากุระที่ผ่านการถ่ายทอดจากศิลปินนั้นน่าชมและสวยงามมากยิ่งสมกับฝีมืออันละเมียดละไมผ่านศิลปะประเภทนั้น แต่สิ่งที่ผมเคยรับรู้เกี่ยวกับซากุระมันเทียบไม่ได้เลยกับความเป็นซากุระตรงหน้าผม ความงามของธรรมชาตินั้นเรียบง่ายแต่วิจิตรฉุดพาอารมณ์ให้ได้ลึกซึ้งดื่มด่ำเข้าไปภายใน ผมจึ่งได้เข้าใจถึงความรู้สึกของศิลปินผู้ถ่ายทอดความสวยงามของธรรมชาติ จากประสบการณ์ตรงหน้าที่ผมได้มาเจอเอง

ยามเมื่อเรามีความสุขเราก็นึกถึงครอบครัว นึกถึงเพื่อน และนึกถึงคนที่เรารัก มันน่าเสียดายที่เราได้มายืน ณ จุดนี้ที่พรั่งพร้อมอุดมด้วยความสวยงาม แต่ขาดคนข้างกาย เปรียบได้ดั่งว่า คุณอยู่พายเรือคนเดียวอยู่กลางทะเลสาปอันร่มรื่นท่ามกลางแมกไม้นานาพรรณ สดับไปด้วยเสียงสกุณานานาชนิด แทนที่คุณจะมีความสุขแต่ความเหงาก็กลับเข้ามาแทนที่จนภายในรู้สึกแห้งแล้งราวกับอยู่ท่ามกลางทะเลทราย มองไปรอบกายก็สัมผัสได้แต่ความเงียบและเปล่าเปลี่ยว จนนึกขึ้นว่าคุณมาทำอะไรคนเดียวในที่แห่งนี้ สถานที่แม้จะสวยงามราวกับภาพวาดแต่โดดเดี่ยวไร้ผู้คน โดยเฉพาะคนที่เรารัก ความสุขที่เกิดขึ้นอยู่เพียงผู้เดียวไร้คนแบ่งปัน...เป็นความรู้สึกที่แห้งแล้งอย่างยิ่ง

และนี่ก็เป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ผมนั่งลงเขียนเล่าเรื่องสิ่งที่ได้พบเจอออกมาเป็นตัวหนังสือ หวังที่จะแบ่งปันความรู้สึกภายในให้คนอ่านได้รับรู้ ในทางหนึ่งผู้อ่านอาจจะคิดว่าผมเขียนเพียงเพื่อแก้เหงา อันที่จริงก็มีส่วนถูกอยู่มาก แต่กิจกรรมคลายเหงาของมนุษย์นั้นมีหลายสิ่งให้เลือกทำ แต่ผมเลือกที่จะถ่ายทอดความคิดผ่านตัวหนังสือ เพราะเป็นเหมือนหนึ่งบันทึกหน้าหนึ่งของชีวิต เวลาที่เราย้อนกลับมาอ่านก็จะได้ย้อนกลับไปมีอารมณ์ร่วมกับความรู้สึกนึกคิดตรงนั้นด้วย ซึ่งแตกต่างจากภาพถ่ายที่บันทึกได้เฉพาะรูป แต่รายละเอียดของความคิดและอารมณ์นั้นจำต้องลางเลือนไปตามกาลเวลา ดังนั้น คงดีไม่น้อยที่เราได้บันทึกเรื่องราวของเราเก็บไว้เป็นงานเขียน ที่เรียกว่า “บันทึกไกลบ้าน”

อันเหตุจากที่ไม่มีจุดมุ่งหมายพิเศษ เขียนขึ้นมาเป็นเพียงบันทึกเท่านั้น ผู้อ่านอาจจะจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าต้องการสื่อสารอะไร ก็ขออย่าได้เก็บเอาไปเคร่งเครียด ถือซะว่าอ่านไปแก้เหงา เพราะคนเขียนก็เขียนแก้เหงาเหมือนกัน
ว่าถึงความเหงาที่เกิดขึ้น ก็ไม่ได้เป็นความเหงาที่เกินความคาดหมายอะไร ในตอนที่ได้ตัดสินใจมาศึกษาต่อต่างประเทศ ห่างไกลบ้าน ห่างไกลครอบครัว ห่างไกลเพื่อนและคนรู้ใจ ก็ตัดใจร่ำลาญาติมิตรแน่วแน่แล้วว่า จะไปพจญภัยต่างแดน ไปเริ่มต้นในสิ่งแวดล้อมใหม่ ภาษาใหม่ การเรียนรู้ในสิ่งใหม่ ต้องพบเจอคนใหม่ๆ ที่ไม่รู้ว่าจะดีหรือแย่ลง เชื่อว่านักเรียนต่างแดนทุกคนก็ต้องรู้สึกเช่นเดียวกัน ลองมุ่งไปแล้วว่า “เอาวะ เป็นไงเป็นกัน” ทุกคนก็ต้องก้าวไป เราก็ได้ทำใจไว้แล้วส่วนหนึ่งว่าความเหงาในช่วงเริ่มต้นเป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องอยู่กับมัน

ก็ใช่ว่าพอมาเรียนเมืองนอกจะมีเวลาให้เหงากันมากมายเท่าไหร่ ชีวิตที่ต้องช่วยเหงือตัวเองทุกอย่าง ต้องปรับตัวและต่อสู้ให้อยู่รอดในแต่ละวัน ก็เบียดบังเวลาที่จะมานั่งเหงาไปได้เยอะ เรียกว่า “ยุ่งจนไม่มีเวลาเหงา เหนื่อยจนไม่มีเวลาบ่น” ถ้าจะเอาเวลาทิ้งให้จมกับความเหงา สู้เอาเวลาไปทำงาน ไปเรียน ไปฝึกภาษา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือไปต่อสู้ให้เรียนจบไวๆดีกว่า

แต่เดี๋ยวนี้ก็แสนจะง่ายดายในการติดต่อข้ามโลกเพื่อคุยกับเพื่อนหรือครอบครัว จะส่งเมลหรือโพสข้อความสื่อสารก็ง่ายเพียงเคาะผ่านอินเตอร์เนต ความเหงาก็ยิ่งถูกทุ่นเวลาให้สั้นลงเข้าไปอีก แต่ก็อย่าได้ประมาทถึงความเหงาจะมาช่วงสั้นๆเป็นพักๆ ถ้าได้พลาดท่าเสียทีให้ความเหงาแล้วก็อาจจะเสียหลักไปนั่งทรุดได้เหมือนกัน เอาเป็นว่าเหงากันได้บ้างแต่อย่าให้ความเหงามาทำให้เขวจากความมุ่งมั่นที่เราได้ตั้งไว้ในตอนที่จะมาแล้วกันนะครับ

เรื่องการปรับตัวในประเทศใหม่ที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนก็คงเป็นอีกหนึ่งเรื่องยากของคนที่เพิ่งมาอยู่เมืองนอก วัฒนธรรมใหม่ ภาษาที่ไม่คุ้นเคย อาหารที่ไม่คุ้นปาก ก็ทำให้เราเกิดความอึดอัด กระดากกระเดิก จนอาจจะพะอืดพะอมในบางครั้ง จะไปไหนก็ไม่รู้ว่าจะไปอย่างไรที่ไหนดี จะทำอะไรก็ต้องขอความช่วยเหลือคนที่อยู่มาก่อนหรือคนท้องถิ่น มันก็อาจทำให้เรารู้สึกไม่คล่องตัวมากเท่าไหร่ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเจ็บป่วย อุบัติเหตุ ซื้อประกัน หาที่อยู่ทุกอย่างก็แสนจะวุ่นวาย นั่นก็ทำให้เราต้องใช้เวลาในการปรับตัว ช่วงเวลาที่ลำบากในเรื่องเหล่านี้ก็เป็นช่วงเวลาที่เรามาอยู่ใหม่ๆนั่นเอง

คาถาที่ผมเชื่อว่าสำคัญมากที่ต้องท่องขึ้นไว้ในใจทุกครั้งเพื่อให้ผ่านพ้นเรื่องราวต่างๆไปได้ นั่นก็คือ “อดอน อดทน และอดทน” พระท่านว่า “ความอดทนเป็นตบะอย่างยิ่ง” เจออะไรก็กัดฟันไว้ พบอะไรถูกใจไม่ถูกใจก็ยิ้มสู้อดทนไป อดทนเพื่อวันนี้และอดเพื่อวันพรุ่งนี้ อดทนเพื่อตัวเราเองและอดทนเพื่อคนที่เรารัก ขอให้อดทนแล้วเดี๋ยวเรื่องทุกอย่างก็จะผ่านไป

นอกเหนือจากความอดทน เห็นทีเราก็ต้องมีความฉลาดเฉลียวเท่าทันตัวเองและสิ่งที่มากระทบไม่ว่าจะผู้คนหรือเหตุการณ์ การมองโลกในแง่ดี หามุมมองในด้านบวกเพื่อเป็นพลังในการขับดันตัวเองต่อไป หรือนั่นก็คือสิ่งที่เราเรียกว่า “กำลังใจ” เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ขาดแล้วหัวใจแห้งเหี่ยว เราต้องคอยเติมกำลังใจให้หัวใจได้พองโต ออกไปพักผ่อน ไปเที่ยวบ้าง ไปเฮฮากับเพื่อนบ้าง ออกไปดูหนัง หรือง่ายๆออกไปหาอะไรทำให้มีชีวิตชีวาขึ้นมา อย่าได้ติดแหง็กแต่กับห้องไหนๆก็ได้มาเมืองนอกกับเขาแล้ว

นี่ก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความเหงาในช่วงต้นที่ต้องห่างบ้านเกิดมาเรียนต่างแดน ก็ต้องมีเรื่องการปรับตัวในสิ่งแวดล้อมใหม่ และการทำความเข้าใจกับมันว่าเราต้องผ่านความลำบากเหล่านี้ให้ได้ ก็ขอให้อดทนและมีกำลังใจในการต่อสู้เพื่อตัวเราเองและคนที่รักเรา เขียนไปก็ชักยาว พอได้หายเหงาแล้ว ก็ขอลาไปดื้อๆกันเลยแล้วกันนะครับ ไว้ถ้ามีโอกาสคนอ่านไม่เบื่อกันก่อนก็จะได้มาพูดคุยกันอีกในคราวหน้า


นายซึมลึก




Create Date : 18 เมษายน 2554
Last Update : 18 เมษายน 2554 10:58:10 น. 4 comments
Counter : 352 Pageviews.

 
โอ้ดีจังเกาหลี ก็มีซากุระด้วย เราก็ชอบดอกซากุระจ้ะ



โดย: แม่มดน้อยน้อย (Opey ) วันที่: 18 เมษายน 2554 เวลา:11:24:36 น.  

 
เอารูปดอกไม้สวยๆมาลงให้ดูหน่อยซิจ้ะ ขอบคุณล่วงหน้า

ึุุึ


โดย: คนชอบเที่ยว IP: 101.109.130.192 วันที่: 18 เมษายน 2554 เวลา:12:10:42 น.  

 
บล็อคเรียบๆ แต่สวยจังเลยคะ

เป็นกำลังใจให้นะคะ กับการเริ่มต้นชีวิตในต่างแดน
เราเองก็อยู่เกาหลี เหมือนกัน ...

อยู่ไหนก็เหงาได้ เพราะงั้น เป็นเพื่อนกันนะค๊า ^^
เราอยู่โซลลล


โดย: Sassy Imp วันที่: 18 เมษายน 2554 เวลา:20:49:45 น.  

 
มายกมือว่าอยู่ไกลบ้านเหมือนกันค่ะ
เหงาและคิดถึงบ้านเหมือนกัน แต่เมื่อเลือกมาทางนี้ก็ต้องทำให้ดีที่สุด

จะแวะเข้ามาอ่านอีกนะคะ


โดย: army_wifey วันที่: 20 เมษายน 2554 เวลา:6:22:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Grenadine1oz
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Grenadine1oz (เกรเนดีน วัน ออนซ์)
นายซึมลึก

::เวบ ::

::ร่วมรณรงค์::

New Comments
Group Blog
 
 
เมษายน 2554
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
18 เมษายน 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Grenadine1oz's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.