กันยายน 2551

 
1
2
3
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
ตด อึ ฉี่ ใครคิดว่าไม่สำคัญ
" ความอดทนเป็นบ่อเกิดของโรคกระเพาะ ความอดกลั้นเป็นบ่อเกิดของโรคนิ่ว "อดทนในที่นี้คือ ทนหิว ส่วนอดกลั้นปัสสาวะหรืออั้นฉี่นั่นเอง

ทุภาษิตบทนี้โดนใจพี่ ๆ ที่มูลนิธิสุขภาพไทยจนหยิบยกมาใช้ในการเผยแพร่ความรู้ เรื่องสมุนไพรครั้งแล้วครั้งเล่า คนที่เอ่ยภาษิตบทนี้แม้จะเป็นน้องนุชสุดท้องของพี่ๆ แต่ประสบการณ์ชีวิตที่ต้องรอนแรมในป่าดงพงไพรเผชิญความยากลำบากยากเข็ญนั้นพี่ๆ เทียบไม่ติด

อดมื้อกินมื้อถือเป็นความยากลำบากขั้นธรรมดา บางครั้งบางคราต้องหาขุดมันกินแทนข้าวติดๆ กันหลายมื้อ ไหนจะต้องลุกพรวดจากที่นอนเผ่นหาที่กำบังแทบไม่ทันเมื่อฐานที่มั่นถูกโจมตี ในขณะหลับไหลอีกเล่า เป็นชีวิตที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายบางเบา ที่คนหนุ่มสาวผู้มุ่งมั่นในอุดมการณ์ยุคหนึ่ง ได้ตรวจสอบสมรรถนะของชีวิตตนเองกับสหายในราวป่า

แน่นอนว่าถ้าถึงเวลากินแล้วไม่ได้กินจะเป็นเพราะจำเป็นต้องทนหิวหรือไม่ก็ตาม พอนานเข้าก็ทำให้เป็นโรคกระเพาะได้ เมื่อไรที่โรคกระเพาะกำเริบจะมีอาการแสบท้องชนิดนั่งไม่ติด

ส่วนการอั้นฉี่บ่อยๆ ที่กลายเป็นบ่อเกิดของโรคนิ่วนั้น ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นนิ่วเลย เอาแค่ว่าเวลาปวดฉี่แล้วหาที่ฉี่ไม่ได้ อาจจะเป็นเพราะรถติดแหง็กอยู่บนถนนหรือกำลังติดธุระ การงานสำคัญที่หลบเลี่ยงมาระบายความอัดอั้นตันกระเพาะ(ปัสสาวะ) ไม่ได้นั้น ทรมานชนิดที่ยืนไม่ติด ต้องขมิบแล้วขมิบอีกจนปวดบั้นเอวอย่างรุนแรง

ต้องยกนิ้วให้คนตั้งชื่อห้องส้วมว่า ห้องสุขา ที่เข้าใจความทุกข์ของคนปวดหนักปวดเบาจริงๆ

ความหิวและอาการปวดปัสสาวะนั้น ศาสตร์อายุรเวทถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลไกธรรมชาติของร่างกาย ซึ่งเรียกตามศัพท์อายุรเวทว่า " เวคะ" (vega) แปลว่า เสียงเพรียกหรือเสียงร่ำร้องของธรรมชาติ (the call of nature)

เป็นกลไกหรือสัญชาตญาณธรรมชาติของร่างกายที่จะเสพรับและขับออก เสพรับในสิ่งที่ร่างกายต้องการ และขับเอาของเสียที่ร่างกายใช้ประโยชน์ไม่ได้ออกไป เพื่อให้มีชีวิตอยู่และรักษาสมดุลของร่างกายและจิตใจ

ร่างกายเติบโตและดำรงอยู่ได้ก็ต้องอาศัยอาหารมาหล่อเลี้ยงและแปรเปลี่ยนเป็นเลือด เป็นกล้ามเนื้อ กระดูก รวมทั้งอวัยวะต่างๆ เมื่ออาหารที่กินเข้าไปถูกย่อยและดูดซึมไปเลี้ยงร่างกายหมด ก็ต้องรับอาหารใหม่ทำให้เกิดความหิว

เราต้องการน้ำเพื่อให้ความชุ่มชื้นฉ่ำเย็น รวมทั้งกลายมาเป็นของเหลวในร่างกาย ทำให้เราเกิดความกระหาย อีกทั้งต้องการอากาศซึ่งก็คือ ธาตุลมที่เป็นพลังขับเคลื่อนทำให้เคลื่อนไหว และทำกิจกรรมต่างๆ ได้ รวมทั้งเป็นลมหายใจให้พลังชีวิต เราจึงต้องหายใจ หรือเมื่อร่างกายใช้พลังไปมากๆ ก็ต้องการพักผ่อนนอนหลับ เราจึงมีอาการง่วงเหงาหาวนอน

เมื่อมีเข้าก็ต้องมีออก ส่วนไหนใช้ได้ก็ใช้ไป ที่ใช้ไม่ได้ก็กลายเป็นกากเป็นของเสียที่ถูกขับออกมา อาหารที่ย่อยแล้วเหลือกากก็กลายเป็นของเสียออกมาทางอุจจาระ ของเหลวที่เป็นส่วนเกินก็กลายเป็นปัสสาวะ ส่วนอากาศที่ใช้ไม่ได้ก็ถูกขับออกมากับลมหายใจออก เป็นต้น

ยามใดที่ร่างกายต้องการปลดปล่อยสิ่งที่ไม่ต้องการออก ก็จะเกิดอาการที่อยากจะขับออก แล้วแต่ว่าจะออกทางไหน

ถ้าต้องการปลดปล่อยของเสียที่เป็นกากทำให้ปวดหนัก ถ้าต้องการขับน้ำส่วนเกินออกไป ก็ทำให้ปวดเบา หรือถ้ามีอะไรแปลกปลอมอยู่ในทางเดินหายใจก็ทำให้คันจมูกฟุดฟิดอยากจาม หรือไม่ก็ไอถ้าสิ่งแปลกปลอมอยู่ลึกลงไปในลำคอ

ความหิวกระหาย หรือปวดหนัก ปวดเบา ก็คือ สัญญาณที่ร่างกายร่ำร้องบอกให้เจ้าของรู้ว่า ควรจะรับหรือปลดปล่อย

การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมตามหลักอายุรเวทนั้นอยู่ที่การดำเนินชีวิตให้สอดรับ กับครรลองของธรรมชาติ ซึ่งหมายรวมถึงการทำกิจตามสัญชาตญาณหรือเสียงเพรียกตามธรรมชาติ ของร่างกายด้วย ถ้าไม่ทำตามเสียงร่ำร้องของธรรมชาติร่างกายก็จะเสียสมดุล และทำให้เจ็บไข้ไม่สบาย

ถ้าร่างกายต้องการรับแล้วเราไม่เติมเข้าไปก็เกิดการขาดแคลนทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม เมื่อไรที่เขาต้องการปลดปล่อยแล้วเราอั้นเอาไว้ก็กลายเป็นสิ่งล้นเกิน ยิ่งถ้าเป็นของเสีย ก็จะทำให้เกิดการหมักหมมบูดเน่า และทำให้เกิดโทษ เช่น อั้นฉี่บ่อยๆ ก็เกิดเป็นนิ่ว

จึงมีข้อแนะนำว่า เวลาร่างกายส่งสัญญาณใดๆ ให้รู้ก็ให้พึงปฏิบัติตามนั้นอย่างเหมาะสม สัญญาณที่ว่าได้แก่ การผายลม ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ จาม หิว กระหาย ง่วงนอน ไอ หายใจแรงๆ เวลาเหนื่อย หาว ร้องไห้ (น้ำตาไหล) อาเจียน และการหลั่งน้ำอสุจิ

การผายลม อุจจาระ และปัสสาวะหรือเรียกสั้นๆ แบบไม่เกรงใจว่า ตด อึ และฉี่นั้น ถือเป็นเสียงเพรียกจากธรรมชาติของร่างกายอย่างแรกๆ ที่ศาสตร์อายุรเวทแนะนำว่า เมื่อไรที่มีก็ควรปลดปล่อยออกมา ด้วยความโอนอ่อนผ่อนตาม ไม่อดกลั้น ขณะเดียวกัน ก็ไม่เร่งเร้าอย่างรุนแรง
เพราะเมื่อไรที่เกิดอาการอยากตด อึ หรือฉี่ แสดงว่าร่างกายต้องการจะปลดปล่อย สิ่งที่ไม่ต้องการออกมาแล้ว พูดอีกนัยหนึ่งว่าเป็นของเสียที่ร่างกายอยากจะขับออกมาเต็มทน

การอั้นเอาไว้ ย่อมหมายถึง การกักเก็บของเสียเอาไว้ในลำไส้ อั้นไว้นานและบ่อยเท่าไร ก็หมายถึงของเสียอยู่ในร่างกายนานเท่านั้น ถึงจุดหนึ่งที่กักเก็บไม่ไหวก็จะล้นทะลักออกมา ไม่แน่ว่าของเสียบางส่วนอาจจะถูกดูดซึมกลับเข้าไปในร่างกายด้วย

ลองสังเกตว่า เวลาอยากตด ปวดอึ หรือปวดฉี่ ถ้าไม่ปวดชนิดที่เรียกว่าข้าศึกโจมตีอย่างหนักแล้ว เราอั้นไว้สักพัก อาการปวดตด ปวดอึ ปวดฉี่จะหายไป ถามว่าหายไปไหน ในเมื่อลำไส้ หรือกระเพาะปัสสาวะมันเต็มแล้ว จึงได้ส่งสัญญาณเตือนเป็นอาการปวดออกมา

ชวนให้คิดว่าน่าจะมีของเสียบางส่วนถูกร่างกายดูดซึมกลับเข้าไป การอั้นเอาไว้ก็เหมือนไปบอก กับร่างกายว่าอย่าปล่อยมันออกไป ฉันต้องการมันอยู่

โบราณาจารย์อายุรเวทอธิบายว่า การตด อึ หรือฉี่นั้น สัมพันธ์กับลมในช่องท้องส่วนล่าง ซึ่งจะมีแรงดันลงข้างล่างอย่างรุนแรงเพื่อที่พัดพาสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการออกมา เมื่อเราอั้นไว้ แรงดันที่พุ่งลงข้างล่างไม่ได้ เลยเกิดการปั่นป่วนและหาทางพัดไปในทิศทางอื่นตามธรรมชาติของที่ไม่อยู่นิ่ง ตรงนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเจ็บไข้ไม่สบาย

ซึ่งเรียกในทางโบราณว่า วาตะกำเริบ หรือในทางอายุรเวทเรียกว่า วาตะประกุปิตะ (vata prakupita) ซึ่งครูท่านเคยบอกว่า หมายถึงลมกันโกรธเกรี้ยวจนทำให้เกิดโทษ

ไล่มาตั้งแต่ การอั้นตด จะทำให้เกิดมีเป็นก้อนแข็งในท้อง (เถาดาน) ปวดท้อง เหนื่อยง่าย ทั้งที่ไม่ได้ออกกำลังมาก ท้องผูก ปัสสาวะขัด และผายลมไม่ออกเพราะเกิดการอุดตันในลำไส้ ทำให้สายตาพร่ามัว ระบบย่อยอาหารไม่ทำงาน และโรคเกี่ยวกับหัวใจ

อธิบายได้ว่า เวลาปวดตดแล้วอั้นไว้ ร่างกายโดยเฉพาะบริเวณท้องจะเกิดการเกร็งตัว พอเกร็งบ่อยครั้งหรือนานเข้า มันก็เลยไม่คลายออก เกิดเป็นก้อนแข็งในท้อง ระบบย่อยอาหารไม่ทำงาน

ขณะเดียวกันลมที่ปั่นป่วนหมุนวนในท้องก็ทำให้เกิดอาการปวดท้อง นอกจากนี้ลมมีคุณสมบัติแห้งและเย็น พออยู่ในท้องมากๆ ก็เลยทำให้อุจจาระแห้งจนท้องผูก ทำให้ลำไส้และกระเพาะเกิดการหดตัวจนเกิดอาการปัสสาวะขัดหรือตดไม่ออก เหล่านี้เป็นโทษภัยที่เกิดจากการอั้นตดจนเป็นนิสัย

หลายคนอาจแย้งว่าเวลาอยู่ต่อหน้าธารกำนัลแล้วจะปล่อยตดปู๊ดป๊าดออกมา ก็เกรงใจคนอื่นแย่เลย ยิ่งคุณๆ ผู้หญิงด้วยแล้วยิ่งไม่กล้าใหญ่

ว่ากันว่าผู้หญิงมีโอกาสตดเหม็นมากกว่าผู้ชาย เหตุผลที่ (ผู้ชายคิดแบบเข้าข้างตัวเอง) ก็คือผู้หญิงเวลาจำเป็นต้องตดจะกระมิดกระเมี้ยนตด ทำให้แก๊สหมักหมมนานเลยกลิ่นแรง ส่วนผู้ชายจะปล่อยปู๊ดป๊าดออกมาแบบไม่ต้องเกรงใจ แก๊สก็เลยกระจายไปเร็ว กลิ่นจึงไม่อบอวล

จริงเท็จอย่างไรคงต้องหาคนทำโพลมาดูกัน

การอั้นอึ จะทำให้เกิดอาการปวดหรือเป็นตะคริวที่น่อง เป็นหวัดน้ำมูกไหล ปวดศีรษะ สะอึก แน่นในท้อง เรอ เจ็บบริเวณทวารหนัก อึดอัดบริเวณหัวใจ อาเจียนเป็นของเสีย นอกจากนี้การอั้นอึยังทำให้เกิดอาการต่างๆ ที่เกิดจากการอั้นการผายลมอีกต่างหาก

การอั้นฉี่ จะทำให้เกิดอาการเจ็บร้าวตามร่างกายเหมือนถูกกรีด เป็นนิ่ว ปวดกระเพาะปัสสาวะ อวัยวะเพศและขาหนีบ

โดยเฉพาะคุณๆ ผู้หญิงซึ่งมักจะหาที่ปลดทุกข์ยากกว่าผู้ชาย สังเกตว่าผู้หญิงมักจะเป็นโรค ทางเดินปัสสาวะอักเสบได้ง่าย ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความจำเป็นที่ต้องอั้นฉี่บ่อยๆ นอกจากนี้ การอั้นปัสสาวะยังทำให้เกิดอาการจากการอั้นอุจจาระและผายลมด้วย เรียกว่า เกิดโทษยกกำลังสามเลย

โทษภัยจากการอั้นทั้งสามอั้นเหล่านี้น่าจะเกิดในกรณีที่อั้นบ่อยๆ หรือนานๆ แต่ก็ไม่ควรชะล่าใจว่าถ้าไม่ปวดจริงๆ พออั้นได้ก็จะอั้น เพราะเคยเจอะเจอมาหลายคนแล้ว ที่ปวดนิดปวดหน่อยมักจะอั้นเอาไว้ก่อน พอทำแบบนี้บ่อยครั้งเข้าก็เลยเคยชินถ้าไม่ปวดจริงๆ จะไม่ปลดปล่อยออกมา ฉะนั้นถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไปอั้นมันเลย เวลามีทุกข์ก็พึงถามหาว่า "สุขาอยู่หนใด" แล้วปลดปล่อยทุกข์นั้นเสีย ไม่เช่นนั้นคุณอาจเจอทุกข์ที่หนักกว่า

สำหรับการบำบัดอาการที่เกิดจากการอั้นตด อึและฉี่นั้น ใช้หลักทำให้ลมที่กำเริบสงบระงับลง ลมมีคุณสมบัติแห้งและเย็น การแก้อาการที่เกิดจากลมจะใช้ความร้อนและความชุ่มชื้น

วิธีที่น่าจะปฏิบัติได้ด้วยตัวเองได้แก่ การนวดร่างกายโดยใช้น้ำมันงาอุ่นๆ ทาและนวดให้ทั่วร่างกาย ส่วนที่เป็นข้อก็นวดคลึงเป็นวงกลม ถ้าเป็นกล้ามเนื้อก็ให้นวดตามแนวกล้ามเนื้อ ส่วนบริเวณท้อง ให้นวดโดยใช้ฝ่ามือวางราบบนท้องแล้วหมุนรอบสะดือตามเข็มนาฬิกา

หรือใช้สำลีแผ่นใหญ่ๆ วางบนหน้าท้องหลังจากนวดน้ำมันแล้ว จากนั้นเอาน้ำมันงาอุ่นๆ เทลงบนแผ่นสำลีให้ชุ่มน้ำมัน พอน้ำมันเริ่มเย็นก็เอาผ้าขาวบางซับน้ำมันจากสำลีมาบีบใส่หม้ออุ่น แล้วมาราดบนสำลีใหม่ ทำซ้ำอย่างนี้สักครึ่งชั่วโมง วันละครั้งเช้าหรือเย็น

วิธีอื่นๆ ก็มีคือ แช่น้ำอุ่นหรือน้ำยาสมุนไพร อบไอน้ำหรืออบสมุนไพร เช่น ขิง กะเพรา ข่า ราก ละหุ่ง ตะไคร้หอม กระเทียม เป็นต้น

กรณีของการอั้นอึมีข้อแนะนำเพิ่มเติมคือ ให้กินอาหาร เครื่องดื่มหรือยาที่มีฤทธิ์ระบายช่วยด้วย เช่น ผักใบเขียว กล้วยน้ำว้าสุก มะละกอ ลูกเกดสีดำ นมอุ่นๆ น้ำมันละหุ่ง ยาตรีผลา เป็นต้น หากมีปัญหาจากการอั้นฉี่เขาให้ดื่มเนยใส 2-3 ช้อนโต๊ะ ก่อนอาหาร และหลังจากที่อาหารย่อยเสร็จแล้ว (ประมาณ 2 ชั่วโมงหลังทานอาหารหรือเมื่อรู้สึกเริ่มหิว)

ใครที่เคยรังเกียจ ตด อึ ฉี่ คงต้องยอมรับแล้วว่า ความต้องการปลดปล่อยของร่างกาย ทั้งสามอย่างนี้สำคัญและมีคุณต่อร่างกายไม่น้อยทีเดียว





[ ที่มา... หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ]



Create Date : 04 กันยายน 2551
Last Update : 4 กันยายน 2551 8:11:17 น.
Counter : 297 Pageviews.

5 comments
  
ตอนสมัยละอ่อนเป็นโรคอดทนค่ะ เลยได้ผลตามมาแบบไม่หายขาดจนทุกวันนี้เลย คิคิ
โดย: วิสกี้โซดา วันที่: 4 กันยายน 2551 เวลา:8:22:49 น.
  
บทความดี ครับ
โดย: wildbirds วันที่: 4 กันยายน 2551 เวลา:8:25:15 น.
  
ขอบคุณค่ะ
โดย: เช้านี้ยังมีเธอ วันที่: 4 กันยายน 2551 เวลา:10:13:17 น.
  
เราก็ชอบอั้นฉี่ประจำเลยบางทีออกไปข้างนอกเนี้ยะประจำเลย ยิ่งเวลานอนตอนกลางคืนนะแบบขี้เกียจลุกมาเข้าห้องน้ำเลยอั้นประจำเลยสงสัยต้องปรับปรุงตัวเองใหม่แล้ว
ขอบคุณค่ะ
โดย: สาวพิษณุโลก** วันที่: 4 กันยายน 2551 เวลา:10:18:34 น.
  
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ

เราเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยไม่เห็นความสำคัญของเรื่องพวกนี้ จนมาไม่สบายเพราะไม่ยอมดูแลตัวเอง ถึงรู้ว่ามันสำคัญจริง ๆ

ขอบคุณมากค่ะที่นำมาฝากกัน
โดย: แค่คนหนึ่งคน วันที่: 4 กันยายน 2551 เวลา:11:33:48 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ธิดาดอง
Location :
กรุงเทพฯ -  Canada

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



คนเป็นสิ่งมีชีวิต เปลี่ยนแปลงได้
Google